รู้จักเขาผู้ทำให้ผอ.โรงเรียน59จังหวัดฝันค้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306658

รู้จักเขาผู้ทำให้ผอ.โรงเรียน59จังหวัดฝันค้าง

เฉลิมเกียรติ แก้วกนก, ผอ.รร.ไผ่ใหญ่ศึกษา

 จริงๆแล้วผอ.โรงเรียนควรให้ ครู กรรมการสถานศึกษา และชุมชนเป็นคนเลือกเองดีที่สุด เพราะทั้ง 3 ฝ่ายคือผู้ที่รู้ดีที่สุดว่าพวกเขาต้องการผู้อำนวยการไปทำอะไร

      “การที่มีนโยบายให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคลก็เป็นเรื่องที่ดี    ที่มีการกระจายอำนาจไปให้ผู้อำนวยการโรงเรียนจัดการบรรุครูเอง จะได้ตรงตามต้องการของนักเรียนให้มากที่สุด เช่นเดียวกันผู้อำนวยการโรงเรียนก็ไม่ควรให้ส่วนกลางเป็นคนเลือกให้เช่นกัน”  เฉลิมเกียรติ แก้วกนก ผู้อำนวยการโรงเรียนไผ่ใหญ่ศึกษา จ.อุบลราชธานี สถานศึกษาขนาดเล็ก ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สพม. 29 กล่าว

รู้จักเขาผู้ทำให้ผอ.โรงเรียน59จังหวัดฝันค้าง

      เฉลิมเกียรติ เป็นศิษย์เก่า วิทย์ คณิต ร.ร.อำนาจเจริญ และไปต่อที่วิทยาลัยพลศึกษาศรีสะเกษ จากนั้นไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเปิดทั้ง 2 แห่งทั้ง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราชและ มหาวิิทยาลัยรามคำแหง ก่อนไปสอบบรรจุเป็นครูครั้งแรกที่บ้านสว่าง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

      ก่อนเปลี่ยนสังกัดสอบบรรจุอีกครั้งได้ที่โรงเรียนหัวตะพานวิทยาคม อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ สพม.29  เขาเป็นครู และ รองผอ.ที่รร.หัวตะพานวิทยาคมมา 25 ปี 7 เดือน 5 วัน

     จากนั้นเป็น ผอ.รร.บ้านคำเจริญ อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ สพป.อำนาจเจริญ 5 ปี 10 วันและได้ย้ายมาที่โรงเรียนไผ่ใหญ่ศึกษา ก่อนย้าย ไปสำรวจความต้องการของชุมชน และศึกษาสภาพปัญหาของโรงเรียนก่อนหน้าที่จะเข้าไปทำหน้าที่ผู้อำนวยการ 2 เดือน พอเข้าไปทำงานเขาเน้นนโยบาย วินัยเชิงบวก ปลอด 0 ,ร ,มส ปลอดขยะ ปลอดอบายมุข ตามความต้องการของชุมชน ถึงวันนี้ “เฉลิมเกียรติ” เป็นผู้บริหารโรงเรียนแห่งนี้มา 3 ปีกว่าวันที่ 17 กพ.61 จะครบ 4 ปี

รู้จักเขาผู้ทำให้ผอ.โรงเรียน59จังหวัดฝันค้าง

    ที่โรงเรียนไผ่ใหญ่ศึกษา เขาดูแลเด็กราว 300 คนจนถึงปัจจุบันก็พัฒนาคุณภาพต่อเนื่องส่งผลให้ได้รับรางวัลระดับชาติ 8 รางวัล เป็นต้นว่า 2557 ชนะเลิศเหรียญทงการแข่งขันกิจกรรมนักเรียนเพื่อนที่ปรึกษางานศิลปะหัตถกรรมนักเรียน (YC :Youth Counselor) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6,ปี 2558 นักเรียนรางวัลพระราชทานระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ,ปี 2558 ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน,ปี 2558 สถานศึกษาได้รับรางวัลเสมา ป.ป.ส.โครงการสถานศึกษาสีขาวฯ,ปี 2558 เฉลิมเกียรติ ร.ร.ไผ่ใหญ่ศึกษาได้รางวัลเสมา ป.ป.ส.โครงการสถานศึกษาสีขาวฯ

รู้จักเขาผู้ทำให้ผอ.โรงเรียน59จังหวัดฝันค้าง

   นอกจากนี้ปี 2559 ได้รับรางวัล “นักเรียนดีเด่น ด้านคุณธรรม และจริยธรรม” โครงการประกวดโรงเรียนและนักเรียนดีเด่นด้านคุณธรรมและจริยธรรม ประจำปี 2559 (นางสาววรัญญา แสนสิงห์) 3.โรงเรียนไผ่ใหญ่ศึกษาได้รับรางวัลระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนปีการศึกษา 2559 ระดับเงิน จาก สพฐ. ผลงานระดับชาติ ประจำปี 2560 ได้รับรางวัล “เด็กและเยาวชนดีเด่น” ประจำปี 2560จากการคัดเลือกเด็กและเยาวชนดีเด่น เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ประจำปี 2560 (นางสาววรัญญา แสนสิงห์)

      “เฉลิมเกียรติ” บอกว่าเขาต้องการบริหารโรงเรียนไผ่ใหญ่ศึกษาให้เป็น สถานศึกษาบ้านความรู้คือแหล่งที่อยู่แสนหรรษา เป็นแหล่งอบรมจริยาเพิ่มคุณค่าชีวิตคน จะสร้างให้เป็นร.ร.ดี เด่น ดัง ของชุมชน มีการประชุมร่วมกับกรรมการสถานศึกษา ชุมชนและครู เป็นประจำ กระทั่งโรงเรียนกลายเป็น สถานที่ศึกษาดูงานของโรงเรียน/หน่วยงานทั่วประเทศ จากปี 2557-ปัจจุบัน มี 224 โรงเรียน/หน่วยงาน

    “เฉลิมเกียรติ” กล่าวถึงหลักเกณฑ์การย้าย ว 24/2560ว่าขัดรัฐธรรมแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 38 ที่ระบุว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการเดินทางและการเลือกถิ่นที่อยู่ได้ และไม่ได้เป็นการส่งเสริมให้ผู้บริหารได้พัฒนาตนเองหรือได้รับโอกาสที่พิจารณาย้ายไปในสถานศึกษาที่ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ และขนาดใหญ่พิเศษ ตามประวัติผลงานแต่เป็นการออกกฎให้ผู้บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่ได้รับสิทธิย้ายไปในสถานศึกษาขนาดใหญ่เท่านั้น

รู้จักเขาผู้ทำให้ผอ.โรงเรียน59จังหวัดฝันค้าง

       ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการย้ายผู้บริหารตามมาตรา 6 พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และมาตรา 29 พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 ที่ยึดความถูกต้อง โปร่งใส ยุติธรรม ตรวจสอบได้ และเสมอภาคเท่าเทียม

        เนื่องจากหลักเกณฑ์นี้กำหนดหลักการย้ายไว้ว่า 1.ย้ายผู้บริหารสังกัดเดียวกัน ในจังหวัดเดียวกัน สถานศึกษาขนาดเดียวกันพร้อมกันก่อน 2.ย้ายผู้บริหารสังกัดเดียวกัน สถานศึกษาขนาดเดียวกัน จังหวัดใกล้เคียง 3.ย้ายผู้บริหารสังกัดเดียวกันไปยังสถานศึกษาขนาดใกล้เคียงกัน ภายในจังหวัดเดียวกัน 4.ย้ายผู้บริหารสังกัดเดียวกัน ไปในสถานศึกษาขนาดใกล้เคียงกัน จังหวัดใกล้เคียงกัน 5.ย้ายไปสถานศึกษาต่างประเภท หรือข้ามขนาดสถานศึกษาที่เกินว่า 1 ขนาด ภายในจังหวัดเดียวกัน และ6.พิจารณาย้ายไปสถานศึกษาต่างประเภท หรือข้ามขนาดสถานศึกษาที่เกินว่า 1 ขนาดจากจังหวัดอื่น

รู้จักเขาผู้ทำให้ผอ.โรงเรียน59จังหวัดฝันค้าง

         “เฉลิมเกียรติ” จึงได้ฟ้องศาลปกครองอุบลราชธานี กระทั่งมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามหลักเกณฑ์ ว 24/2560 ในข้อ 10 และ 11 ทำให้ 59 จังหวัดก็ต้องชะลอการพิจารณาย้ายผู้บริหารโรงเรียนแต่ก็ทราบมาว่ามีบางจังหวัดที่มีการอนุมัติย้ายภายหลังมีคำสั่งทุเลาการบังคับด้วยคือที่ชัยภูมิ และนครสวรรค์

    ก่อนหน้าที่ศาลปกครองอุบลราชธานีจะมีคำสั่งทุเลาการบังคับ พบว่ามีกศจ.18 แห่งได้มีคำสั่งย้ายตามหลักเกณฑ์ ว24/2560 เรียบร้อยแล้ว ส่วนกศจ. 19 แห่งที่ได้พิจารณาแล้วแต่ยังไม่ได้ออกคำสั่ง และอีก 40 แห่งที่ยังอยู่ในกระบวนการก็ให้ชะลอไปก่อน

     อย่างไรก็ตามขณะนี้สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้จัดทำคำอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งทุเลาการบังคับของศาลปกครองอุบลราชธานี เพื่ออุทธรณ์คำสั่งทุเลาการบังคับดังกล่าวต่อศาลปกครองสูงสุด โดยได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์ไปยังศาลปกครองอุบลราชธานี ซึ่งเป็นศาลปกครองชั้นต้นที่มีคำสั่งเพื่อดำเนินการไปยังศาลปกครองสูงสุดต่อไป ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.9/999 ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560

รู้จักเขาผู้ทำให้ผอ.โรงเรียน59จังหวัดฝันค้าง

      โดยจัดส่งทางไปรษณีย์วันเดียวกัน และ ได้จัดทำคำให้การแก้คำฟ้องส่งไปยังศาลปกครองอุบลราชธานี ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 ภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลปกครองอุบลราชธานีอนุญาตให้ขยายเวลายื่นคำให้การ โดยการอุทธรณ์ได้แจกแจงรายละเอียดทั้ง 2 หลักเกณฑ์ ซึ่งหลักเกณฑ์ใหม่มีความเป็นธรรมใช้กับผู้บริหารทุกคน

    เฉลิมเกียรติ อธิบายเหตุผลที่ฟ้องว่า ได้รับผลกระทบจากหลักเกณฑ์ ว24/2560 เพราะกฎนี้บังคับใช้กับผู้บริหารสถานศึกษาทุกคน โดยเฉพาะผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก ขนาดกลางได้รับผลกระทบวงกว้าง หลักเกณฑ์ดังกล่าวไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะประเด็นการพิจารณาการเสนอขอย้ายของผู้บริหารสถานศึกษาข้อ 10 และ 11 ที่กำหนดต้องเป็นขนาดเดียวกันและในพื้นที่เดียวกันก่อน

    เมื่อไม่มีตำแหน่งจึงจะขอข้ามจังหวัดได้ เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของผู้บริหารทั่วประเทศ ขัดกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 38 ที่ระบุว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการเดินทางและการเลือกถิ่นที่อยู่ได้ และไม่ได้เป็นการส่งเสริมให้ผู้บริหารได้พัฒนาตนเองหรือได้รับโอกาสที่พิจารณาย้ายไปในสถานศึกษาที่ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ และขนาดใหญ่พิเศษ ตามประวัติผลงานแต่เป็นการออกกฎให้ผู้บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่ได้รับสิทธิย้ายไปในสถานศึกษาขนาดใหญ่เท่านั้น

รู้จักเขาผู้ทำให้ผอ.โรงเรียน59จังหวัดฝันค้าง

      อีกทั้งหลักเกณฑ์นี้ยังไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการย้ายผู้บริหารตามมาตรา 6 พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และมาตรา 29 พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 ที่ยึดความถูกต้อง โปร่งใส ยุติธรรม ตรวจสอบได้ และเสมอภาคเท่าเทียม

      “ถ้าเราไม่ฟ้องเองในเมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรมแล้วใครจะมาฟ้องแทน ผมเป็นผู้บริหารมาก็นานแล้วอีกไม่กี่ปีก็เกษียณ ถ้าไม่ถามหาความเป็นธรรมตอนนี้ จะถามตอนไหน ถ้าจะรอให้ใครมาฟ้องให้แล้วใครจะมาทำให้ ในเมื่อมีผลกระทบต่อชีวิตและมองว่าไม่เป็นธรรม คนเราก็ต้องลุกขึ้นมาทำให้สิ่งที่ถูกต้อง ถ้า ก.ค.ศ.ยกเลิก ว.24 ก็จะเป็นอานิสงค์กับเพื่อนผู้อำนวยโรงเรียนคนอื่นๆ มีหลายคนบอกว่าอย่าฟ้องเลย มีหลายคนเป็นห่วงว่าฟ้องส่งผลกระทบต่อหลายคนนะเขาไม่ได้เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน หลายคนเป็นห่วงว่าชีวิตจะไม่อยู่เป็นสุข แต่ผมว่าชีวิตก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากคนเราจะตายอยู่ที่ไหนก็ตาย แต่ก่อนตายขอให้ได้ทำให้สิ่งที่ถูกต้อง ผมก็ยอม” ผอ.รร.ไผ่ใหญ่ศึกษา ผู้ทำให้ผอ.โรงเรียน59จังหวัดฝันค้าง กล่าวทิ้งท้าย

ตั้งคกก.สอบ ผอ.คลิปรีดเงินครูแลกเลื่อนขั้น แล้ว!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306646

ตั้งคกก.สอบ ผอ.คลิปรีดเงินครูแลกเลื่อนขั้น แล้ว!!

 สพป.เขต3 กาฬสินธิ์, คลิปรีดเงิน, ครู, นางนฤดี ศรีบุตรตะ, แลกกับการเลื่อนขั้นเงินเดือนพิเศษ, ร้องผอ., ศธจ.กาฬสินธุ์, นายกิตติพศ พลพิลา ศึกษาธิการ จ.กาฬสินธุ์

ศธจ.กาฬสินธุ์ ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง ผอ. หลังครูอัดคลิปรีดเงินครูแลกเลื่อนเงินเดือน พร้อมสั่งให้มาปฏิบัติราชการ ที่ สพป.เขต3ไม่มีกำหนด

          21 ธ.ค.2560 คืบหน้าจากกรณีครูโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งใน จ.กาฬสินธุ์ นำเอกสารและคลิปวีดีโอ ซึ่งอ้างว่าเป็นหลักฐานในการเรียกเก็บเงิน เพื่อแลกกับการเลื่อนขั้นเงินเดือนกรณีพิเศษ ของผู้อำนวยการโรงเรียน เข้าร้องทุกข์กับศูนย์ดำรงธรรม และ ศึกษาธิการ ได้นำเรื่องเข้าขอความเป็นธรรมกับสำนักงานพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต3 หรือ สพป.กาฬสินธุ์ เขต3ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม2560ที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้า

          เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2560 นายกิตติพศ พลพิลา ศึกษาธิการ จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ได้ส่งเรื่องไปยัง สพป.กาฬสินธุ์ เขต3ซึ่งเป็นหน่วยงานบังคับบัญชาต้นสังกัด ให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมรายงานผลสอบมาโดยเร็ว จากการประสานงานเบื้องต้นกับ ผอ.สพป.กาฬสินธุ์ เขต3แล้ว ทราบว่าเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหา และเพื่อความสะดวกในการดำเนินการสืบข้อเท็จจริงและเกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายทาง สพป.กาฬสินธุ์ เขต3จะได้ทำหนังสือออกคำสั่งให้ผู้อำนวยการโรงเรียน เข้ามาปฏิบัติราชการตามโครงการต่างๆที่ได้รับมอบหมายจากทาง สพป.กาฬสินธุ์ เขต3อย่างไม่มีกำหนด

          จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น  พบว่ามีการขัดแย้งกันภายใน รวมทั้งชุมชนด้วย ประกอบกับเรื่องดังกล่าวเป็นการร้องเรียนตัวผู้อำนวยการในการเรียกรับเงิน และมีการข่มขู่กัน จึงต้องให้เข้ามาปฏิบัติราชการที่ สพป.กาฬสินธุ์ เขต3 จากนั้นคณะกรรมการจะได้ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง และรายงานผลการสอบ

         ทั้งนี้ หากผลการสอบพบว่าไม่มีมูลความจริงหรือไม่เข้าข่ายผิดวินัยร้ายแรง ทาง สพป.กาฬสินธุ์ เขต3ก็สามารถดำเนินการตามขั้นตอน หากผลการสอบพบว่ามีมูลความจริง จะต้องส่งเรื่องเข้ามายังศึกษาธิการจังหวัด เพื่อที่จะตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง

          ด้านนางนฤดี ศรีบุตรตะ หนึ่งในคณะครู กล่าวว่า เป็นหนึ่งในคณะครูที่ถูกเรียกเก็บเงิน เพื่อแลกกับการเลื่อนขั้นเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษ แต่เห็นว่าเป็นเรื่องที่คณะครูคิดดี ทำดี ผลที่ได้รับต้องเป็นความดี จึงไม่ยอมจ่ายเงิน และไม่ยอมเสียศักดิ์ศรีข้าราชการครูแม่พิมพ์ของชาติให้กับผู้ที่มีพฤติกรรมเรียกรับผลประโยชน์ ทั้งหมดจึงร่วมใจกันต่อสู้ เพื่อปกป้องศักดิ์ความเป็นครูอย่างถึงที่สุด เพื่อไม่ให้อาชีพข้าราชการครูต้องเสื่อมเสีย

ศธ.ไล่บี้หาต้นตอทำ MOENET

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306652

ศธ.ไล่บี้หาต้นตอทำ MOENET

ตรวจสอบ, ยกเลิก, MOENet

“หมอธี”ไล่บี้ MOENet เตรียมสั่งทุกหน่วยงานตรวจสอบ ทั้งทำสัญญา การจ่ายเงิน เป็นไปตามระเบียบพัสดุหรือไม่ หลังร.ร.จ่ายค่าเน็ตมาก นัด 29 ธ.ค.ประชุมผอ.ร.ร.ทั่วประเทศ

          ลงพื้นที่ติดตามการใช้งานอินเตอร์เน็ตของสถานศึกษาในจังหวัดสุโขทัย หลังประกาศเดินหน้า “โครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง “Hight Speed Internet” เพื่อให้โรงเรียนทั่วประเทศมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงใช้ในการสอนได้มีประสิทธิภาพ เป็นของขวัญปีใหม่ 2561 ให้ผู้บริหารศึกษาได้สิทธิ์เลือกเครือข่ายบริการที่ดีสุดกับโรงเรียน โดย นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ประกาศชัดว่าต่อไปจะไม่มีการใช้เครือข่าย MOENet เพราะไม่มีตัวตน ไม่ถือเป็นผู้ให้บริการเพราะเช่าสัญญาณจากเครือข่ายของผู้ให้บริการอื่นและปล่อยสัญญาณต่อไปยังสถานศึกษา ซึ่งซ้ำซ้อนสิ้นเปลืองงบประมาณ

สาเหตุที่จะต้องไม่ให้มีการใช้สัญญาณ อินเตอร์เน็ตผ่านช่องทาง MOENet นั้น เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2560 นพ.ธีระเกียรติ  เปิดเผยว่า ได้ดูรายละเอียดเกี่ยวกับระบบอินเทอร์เน็ต ด้วยตนเอง พบว่ามีความไม่ชอบมาพากลในเรื่องค่าใช้จ่ายอินเตอร์เน็ตแต่ละเดือนของสถานศึกษา แต่ละแห่งก็ไม่มีสัญญาการจัดซื้อจัดแจง เห็นชัดเจนว่าไม่ชอบมาพากล และยังมีอีกหลายเรื่อง ยังมีการอ้างว่าในอดีตมีการจ่ายเปอร์เซ็นต์ให้รัฐมนตรี ถ้าไม่เอาให้เอากันเอง เรื่องนี้อยากให้ช่วยกันขุดคุ้ยตอนนี้จะมุ่งจัดการปัญหาอินเทอร์เน็ตให้จบก่อน ให้โรงเรียนได้เลือกผู้ใช้บริการที่มีทั้งภารรัฐ รัฐวิสากิจ และเอกชน

ศธ.ไล่บี้หาต้นตอทำ MOENet

ทั้งนี้ เร็ว ๆ นี้จะมีหนังสือสั่งการไปถึงหน่วยงานที่มีสถานศึกษาในสังกัดทั้งหมด ลงไปตรวจสอบรายละเอียด เช่น ทำไมราคา MOENet ถึงไม่เท่ากัน ใครเป็นคนทำสัญญา มีหนังสือสัญญาหรือไม่ จ่ายกันอย่างไร ซื้อสัญญาอินเตอร์เน็ตที่ใดมาบ้าง ซื้อถูกต้องตามระเบียบพัสดุหรือไม่ เพื่อให้ได้เริ่มดำเนินการทันในปี 2561 เพราะข้อตกลงที่จะจ่ายเงินเรื่องสัญญาณอินเตอร์ผ่าน MOENet กำลังจะหมด ในปีหน้าเราก็จะไม่จ่ายเงิน เพราะไม่มีการทำสัญญาอยู่แล้ว โดย ศธ.จะมีการเตรียมทำแผนรองรับ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ในวันที่ 29 ธันวาคมนี้ จะประชุมทางไกลผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ชี้แจงเรื่องนี้กับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ผอ.โรงเรียน และ ศธจ.ทั่วประเทศ เพื่อทำความเข้าใจ

ศธ.ไล่บี้หาต้นตอทำ MOENet

“ไปลงพื้นที่จังหวัดสุโขทัยถามข้อมูลจากทางโรงเรียน บางแห่งก็ใช้เครือข่ายของเอกชน ถึงมี MOENnet แต่ไม่รู้ด้วยซ้ำคืออะไร ไปซื้อสัญญาณอินเตอร์อะไรให้สถานศึกษา และซื้อในราคาเท่าไร และใช้ไม่ได้อีก หรือเท่าที่การตรวจสอบการใช้อินเทอร์เน็ตภายใน ศธ.พบว่าการใช้จ่ายเป็นค่าเช่าเครือข่ายสัญญาณประมาณเดือน 400,000 บาท ซึ่งหลังจากดำเนินการจัดการเรื่องระบบอินเตอร์เน็ตให้สถานศึกษาทั่วประเทศเป็นของขวัญปีใหม่เรียบร้อยแล้ว ผมก็จะดูเรื่องในอดีตด้วย จะเรียกมาดูจะมาตามล้างตามเช็ดแน่นอน ยังพบด้วยว่าหน่วยงานที่เครือข่าย MOENet ซื้อสัญญาณ ไม่ได้เปลี่ยนอุปกรณ์การรับส่งสัญญาณ หรือเราท์เตอร์ให้กับทางสถานศึกษา ทั้งที่ ปกติเวลาเราเช่าอินเทอร์เน็ต ผู้ให้บริการต้องแถมเราท์เตอร์ หรือเปลี่ยนให้ฟรีแต่นี้ไม่มี เรื่องนี้ต้องขุดคุ้ย รอให้ผมตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อน”รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

ศธ.ไล่บี้หาต้นตอทำ MOENet

นพ.ธีระเกียรติ กล่าวอีกว่า ที่แน่ ๆ ไม่มีใครรู้เรื่อง ไม่มีใครรู้ว่า  MOENet ไม่ใช่ผู้ให้บริการ แต่ ศธ.ไปซื้อสัญญาณมาปล่อยต่อไปยังสถานศึกษา ต้องตรวจสอบ ว่าเกิดมาได้อย่างไร เป็นเพราะความไม่รู้จริง ๆ หรือเพราะความไม่ใส่ใจ หรือเพราะอะไร อย่างไรก็ตาม คาดว่าที่ ศธ.ในอดีตเข้ามาทำเรื่องอินเทอร์เน็ตเอง ก็เพราะความปรารถนาดีที่อยากจะจัดเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา แต่เพราะอาจไม่มีการติดตามใกล้ชิด นานวันเข้าก็เลยเป็นปัญหา

อนึ่ง สำหรับค่าบริการอินเทอร์เน็ตของ MOENet  สถานศึกษาสังกัด สพฐ.อยู่ที่ประมาณ 7,000 บาทต่อเดือน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ประมาณ 25,000 บาทต่อเดือน สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศจ.) ต้องจ่ายค่าอินเตอร์เน็ตให้ MOENet  ศูนย์การเรียนรู้ละ 5,000 บาทต่อเดือน ขณะที่ยอดรวมต่อปีของทุกสังกัดประมาณ 1 พันล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 25 ธันวาคมนี้จะมีการประชุมเตรียมการดำเนินการรองรับการยกเลิกเครือข่าย MOENet เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสถานศึกษา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศธ.เลิกMOENET เหตุไม่มีตัวตน เน็ตอืด

“ของขวัญ”ผลงานจากใจเยาวชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306629

“ของขวัญ”ผลงานจากใจเยาวชน

ของขวัญ

ชาวอาชีวะ อุดมศึกษา ชวนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ “ขนม-สมุนไพร” ผลงานนักศึกษา งานวิจัย แทนของขวัญปีใหม่

       เหลือเวลาอีกไม่กี่วัน ก็เข้าสู่ ปีใหม่ 2018 หลายคนคงกำลังมองหาของขวัญเพื่อมอบให้แก่คนที่ตนเองรัก ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว พ่อแม่ คู่รัก ครูบาอาจารย์ เพื่อนฝูง…วันนี้ “คมชัดลึก” ได้คัดสรรของขวัญที่ถูกใจทั้งผู้ให้ สุขใจทั้งผู้รับ

        “Chotiwet” คุกกี้…ที่อร่อยที่สุดในโลก  เป็นคุ้กกี้ผสมช็อกโกแลตชิพ ที่มีกลิ่นหอมละมุน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)พระนคร เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดของมหาวิทยาลัย และเป็นที่กล่าวขานทั้งคนภายใน และคนภายนอก ผศ.ดร.ชญาภัทร์ กี่อาริโย คณบดีคณะคณบดีคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ กล่าวว่า คุ้กกี้แบรนด์ Chotiwet เป็นสูตรที่ตนได้ทำการปรับปรุงสูตรด้วยตนเองเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2536 จนกระทั่งปัจจุบันจากการสั่งสมประสบการณ์ในรายวิชาเบเกอรี่ รวมไปถึงการสอนหลักสูตรระยะสั้นให้กับประชาชนทั่วไป โดยปรับรสชาติให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด

"ของขวัญ"ผลงานจากใจเยาวชน

        “คุ้กกี้จะมีรสชาติไม่หวานมากเหมาะสำหรับผู้รักษาสุภาพ อีกทั้งยังมีความกลมกล่อม หอม ชิ้นใหญ่ จุดเด่นอยู่ที่ส่วนผสมที่มีทั้งเม็ดมะม่วงหิมพานต์ อัลมอนสไลด์ ลูกเกด และช็อกโกแลตชิพ เรียกได้ว่ากัดเพียงแค่คำเดียวก็ฟินสุดๆไปเลย นอกจากนั้นการบรรจุภัณฑ์ก็เลือกใช้วัสดุชนิดกันความมัน สามารถป้องกันสินค้าได้ตลอดอายุการวางขาย มีขนาดและสามารถรับน้ำหนักสินค้าได้ ออกแบบให้เปิด – ปิด ได้สะดวก อีกทั้งยังมีลายกราฟฟิกที่ใช้องค์ประกอบทางด้านศิลปะเข้ามาเพิ่มความสวยงามให้บรรจุภัณฑ์ โดย1 กล่อง ปริมาณ 500 กรัม ราคา 250 บาท”

สำหรับท่านใดที่ต้องการหาซื้อเป็นของขวัญเนื่องในโอกาสพิเศษต่างๆ สอบถามข้อมูลในการเรียนหลักสูตรระยะสั้นการทำคุ้กกี้ที่อร่อยที่สุดในโลก สามารถติดต่อได้ที่ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.พระนคร ศูนย์โชติเวช โทรศัพท์ 081-726-5290 (ผศ.ดร.ชญาภัทร์) และ 088-781-9628 (อ.นันทวัน)

"ของขวัญ"ผลงานจากใจเยาวชน

ต่อมา “เค้ก ชมพูพันธ์ทิพย์” ของถูกของดี จากเด็กอาชีวะเชียงราย เหมาะสำหรับเทศกาลของขวัญปีใหม่ ผลงานผลิตภัณฑ์ของนักเรียน นักศึกษา ที่ผ่านมาฝึกฝน โดยคุกกี้ เค้กชมพูพันธ์ทิพย์ เป็นที่รู้จักมากในเชียงราย นายปริวิชญ์ ไชยประเสริฐ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย กล่าวว่า ทางวิทยาลัยได้จัดโครงการเปิดบ้านงานอาชีพ เทศกาลเค้กและของขวัญปีใหม่ ในวันที่ 14-30 ธันวาคม 2560 ซึ่งภายในงาน มีการแสดงผลงานทางวิชาการ และวิชาชีพ รวมถึงมีการสาธิตแต่งหน้าเค้ก ชิมเค้กและคุ้กกี้ ผลิตภัณฑ์ ภายใต้เครื่องหมายการค้า ชมพูพันธ์ทิพย์  เพื่อแสดงสินค้าของนักเรียนนักศึกษา อันนำไปมอบเป็นของขวัญแก่ทุกคนได้ โดยคุ้กกี้ และเค้ก มีความหอมหวาน อร่อยเป็นของถูกของดี มีคุณภาพ มีให้เลือกหลากรสให้เลือก สนใจสอบถามได้ โทรศัพท์ 053- 713036 ต่อ110,119

มาถึงคิว สมุนไพร พลังจากธรรมชาติ “เจ้าคุณวัน”  ผลิตภัณฑ์ผลงานการค้นคว้าวิจัยสำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง(มฟล.) รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดี มฟล.กล่าวว่า มหาวิทยาลัยตระหนักถึงประโยชน์ของสมุนไพรไทย จึงทำการศึกษาวิจัยสมุนไพรอย่างครบวงจร ตั้งแต่การรวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพร การแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มจนได้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ด้วยแนวคิด ‘The Power of Nature’ ภายใต้ชื่อแบรนด์ ‘เจ้าคุณวัน’ จำนวน 11ชนิด ได้แก่ เจลกากเมล็ดชา ขี้ผึ้งเสลดพังพอน ขมิ้นชัน ยาเขียวหอม ฟ้าทะลายโจร เม็ดอมอดบุหรี่โปร่งฟ้า ยาธาตุบรรจบ และยาหอมเนาวโกฐ โดยผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่เป็นไฮไลต์ คือ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรมะแขว่น ซึ่งเป็นสมุนไพรในกลุ่มเครื่องเทศ ที่มีรสเผ็ดร้อนและมีกลิ่นหอม พบมากในแถบพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย

"ของขวัญ"ผลงานจากใจเยาวชน

ผลมะแขว่นมีฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการอักเสบของร่างกาย และบรรเทาอาการปวดได้ และการสูดดมน้ำมันมะแขว่น มีผลต่อการเพิ่มค่าความดันโลหิตและช่วยกระตุ้นระบบประสาทให้ตื่นตัว ทำให้รู้สึกสดชื่นและกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น จึงนำมาพัฒนาในรูปแบบผลิตภัณฑ์สมุนไพร 3 ชนิด ได้แก่ ขี้ผึ้งมะแขว่น น้ำมันมะแขว่น และสเปรย์มะแขว่นไล่ยุง ผลิตโดยโรงงานผลิตยาสมุนไพร มฟล.ตามมาตรฐาน GMP/PICs โดยเริ่มทดลองวางจำหน่ายที่ M – Store ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทร.0 – 5391-7020 – 1 หรือ m – store@mfu.ac.th

"ของขวัญ"ผลงานจากใจเยาวชน

ตบท้ายด้วย  “กระเช้าของขวัญปีใหม่” ร้าน@CAB วิทยาลัยนวัตกรรมเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ และอาหาร มหาวิทยาลัยรังสิต ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ผลงานของนักศึกษาและคณาจารย์ ไม่ว่าจะเป็น ข้าวทิพอรุณ กล้วยกรุบกริบ กล้วยทองสุญญากาศ น้ำแอปเปิ้ล Cider น้ำกล้วย วุ้นมะพร้าวในน้ำลิ้นจี่ แยมผลไม้ (สตอร์เบอร์รี่, แบล็คเบอร์รี่) @CaB Just A Bite เมล็ดกาแฟ Sun Coff และคุกกี้เนยถั่ว โดยผู้สนใจสามารถติดต่อ ได้ที่ โทร. 02-997-2200-30 ต่อ 1259 ต่อ 3431 หรือ 091-879-3205

6 ปี มสด วิจัยอาหารไทยส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306622

6 ปี มสด วิจัยอาหารไทยส่งออก

อาหารไทย, อุตสาหกรรมอาหาร

สวนดุสิต เสริมทัพงานวิจัยอุตสาหกรรมอาหารส่งออก เผย 6 ปี สร้างมูลค่า 1.7 พันล้านบาท เปิด”น้ำซอสอาหารไทยสำเร็จรูป”ลิ้มรสอาหารไทยแท้

        อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร เป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายในการพัฒนาประเทศก้าวสู่ ไทยแลนด์ 4.0 “มหาวิทยาลัยสวนดุสิต” มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงด้านอาหารและเบเกอรี่ ได้มุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารตอบสนองความต้องการของประเทศ โดยล่าสุดได้ลงนามอนุญาตให้ใช้สิทธิทรัพย์สินทางปัญญาร่วมกันบริษัทต่างๆ พร้อมโชว์ผลงานวิจัยที่สามารถนำไปสู่การสร้างสินค้า และบริการได้จริง

6 ปี มสด วิจัยอาหารไทยส่งออก

ผศ.ดร.ชนะศึก นิชานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนาการศึกษา มหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด) กล่าวว่าตลอด 2 ปีที่ผ่าน มสด ได้ปรับแผนงานวิจัย โดยมุ่งเน้นตอบโจทย์ของประเทศก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 โดยต้องใช้นวัตกรรม ที่ได้จากงานวิจัย ในการผลิตสินค้าและการบริการต่างๆ มสด.จึงวางแผนนโยบายกำหนดการทำงานวิจัยต้องใช้ประโยชน์ได้จริง ใน  5  ด้าน ดังนี้  1.ด้านวิชาการ เน้นพัฒนาสร้างองค์ความรู้ใหม่ การค้นพบสิ่งใหม่ 2.ด้านเชิงพาณิชย์  นักวิจัยต้องร่วมมือกับผู้ประกอบการในการทำงานวิจัย เพื่อนำไปใช้ในภาคธุรกิจจริงๆ 3. ด้านสาธารณะ  งานวิจัยต้องดำเนินการเพื่อการสร้างชุมชน สังคมให้เข้มแข็ง นักวิจัยจะไปพัฒนาชุมชนโดยต้องดึงชุมชน สังคมเข้ามามีส่วนร่วมคิด ร่วมพัฒนา ตอบโจทย์ของชุมชนเป็นสำคัญ  4. ด้านการพัฒนาสวนดุสิต การที่มหาวิทยาลัยจะพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ต้องอยู่บนฐานงานวิจัย และ 5. ด้านนโยบาย ต้องวิจัยวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส อุปสรรค์ ในหน่วยงานนั้นๆ  เมื่อวิจัยเสร็จหน่อยงานเหล่านั้นได้นำไปใช้ประโยชน์ทันที

“ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา มสด ได้ดำเนินงานวิจัยเกี่ยวกับอาหาร อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร ซึ่งสร้างมูลค่าด้านเศรษฐกิจแก่ประเทศ จำนวน 1.7 พันล้านบาท และ ในปี 2561 การประเมินงบประมาณแผ่นดิน พบว่า มหาวิทยาลัยได้รับงบประมาณสูง เนื่องจากงานวิจัยของมสด โดยเฉพาะด้านอาหาร การแปรรูปอาหาร สามารถนำไปใช้ได้จริง ทั้งนี้ มสด กำลังเสนอขอจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศวัฒนธรรมอาหารไทย ซึ่งไม่ใช่นำเสนอเพียงอาหาร แต่เป็นเล่าเรื่องราววัฒนธรรม ความเป็นมาของอาหารไทย ผูกโยงประวัติศาสตร์ชาติไทย  เป็นการท่องเที่ยวในประเทศไทย ตามวัฒนธรรมอาหารไทย” ผศ.ดร.ชนะศึกกล่าว

6 ปี มสด วิจัยอาหารไทยส่งออก

อย่างไรก็ตาม งบประมาณวิจัยของมสด.ทุกแหล่งรวมกัน ได้ประมาณ 200 ล้านบาท แบ่งเป็น  งานวิจัยด้านอาหาร 50%  อุตสาหกรรมการบริการ การท่องเที่ยว 30 %  และการศึกษาปฐมวัย และพยาบาลสุขภาวะ 20%

สิ่งที่ขาดไม่ได้ในอุตสาหกรรมอาหารไทย คือ เรื่องมาตรฐาน  เพราะเวลาที่พูดถึงอาหารชนิดหนึ่งพบว่ามีหลายร้อยสูตร ทำให้ไม่รู้ว่าอาหารไทยจริงๆ อยู่ไหน  นักวิจัยด้านอาหารคงต้องผลิตสินค้า และอาหารต่าง โดยต้องยึดตามมาตรฐานอาหารไทยแท้ดั่งเดิม เพื่อเผยแพร่และอยากให้ทั่วโลกได้รับประทานอาหารไทยที่เป็นอาหารไทยจริงๆ

ผศ.ดร.กนกกานต์ วีระกุล เจ้าของผลงานวิจัย น้ำซอสอาหารไทยสำเร็จรูป กล่าวว่าปัจจุบันผู้บริโภคมักกลัวอาหารแปรรูป อย่าง อาหารถุง และอาหารซอง เนื่องจากไม่มีความสดใหม่ ไม่ได้ทำเอง ดังนั้น ในฐานะนักวิจัยมองว่าจะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคไม่กลัวอาหารแปรรูปและรับประทานอาหารได้อย่างอร่อย จึงวิจัยผลิตภัณฑ์น้ำแกง ซึ่งเป็นน้ำแกงสำเร็จรูปที่ปรุงรสจากเซฟชื่อดัง ผู้บริโภคสามารถนำไปปรุงอาหารได้ทันทีเพียงเติมเนื้อสัตว์ และผัก ดยรสชาติของอาหารเหมือนรับประทานในร้านค้าชื่อดัง รสชาติอาหารไทยแท้ดั่งเดิม เหมาะกับแม่บ้าน ผู้หญิงยุคใหม่ที่ไม่มีเวลาทำเครื่องแกง

6 ปี มสด วิจัยอาหารไทยส่งออก 6 ปี มสด วิจัยอาหารไทยส่งออก

“อาหารไทยเป็นที่นิยมทั่วโลก แต่รสชาติกลับมีความหลากหลาย เนื่องด้วยวัตถุดิบ เครื่องแกง ต่างๆ อาจหาไม่ได้ ทำให้เกิดความเพี้ยนของอาหารไทย แต่น้ำซอสสำเร็จรูป วัตถุดิบค่อนข้างเข้มงวด ถูกต้อง มีคุณภาพ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ในการทำอาหารไทย หรือแม่บ้านที่อยากใช้ โดยตอนนี้มีน้ำซอสสำเร็จรูป 11 สูตร  ซึ่งในเดือนต้นปี 2561 จะส่งออกไปยังตลาดในประเทศจีน จำนวน 2 สูตร ได้แก่ คั่วกลิ้ง แกงส้ม เพราะคนจีนไม่ชอบแกงกะทิ และประมาณกลางปี จะส่งออกไปญี่ปุ่น พวกเครื่องแกงกะทิ เช่น ฉู่ฉี่ น้ำยาปู และแกงกะหรี่ เป็นต้น เนื่องจากขณะนี้มีผู้ประกอบการติดต่อมา และคนจีน ญี่ปุ่นชื่นชอบอาหารไทยอย่างมาก”

ศธ.เลิกMOENET เหตุไม่มีตัวตน เน็ตอืด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306555

ศธ.เลิกMOENET เหตุไม่มีตัวตน เน็ตอืด

ศธ.เลิก MOENet

“หมอธี” ยกเลิกMOENet ประหยัด1,000ล้าน เล็งพัฒนาUniNet เฟส3เพิ่มทางเลือกโรงเรียนไฟเขียวปี 61ให้สิทธิ์โรงเรียนเลือกใช้อินเทอร์เน็ตที่ดีที่สุด

    หนึ่งในของขวัญปีใหม่ 2561 ที่รัฐบาล โดยกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะมอบให้แก่นักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ คือ “โครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง “Hight Speed Internet” เพื่อให้โรงเรียนทั่วประเทศมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงใช้ในการสอนได้มีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันสถานศึกษาทั่วประเทศ ใช้บริการระบบอินเทอร์เน็ตซ้ำซ้อน ทั้งจากภาครัฐ (UniNet, เน็ตประชารัฐ) ภาครัฐวิสาหกิจ (TOT, CAT) และภาคเอกชน (TRUE, SAMART TELECOM, AIS, 3BB) และ MOENet

 ศธ.เลิกMOENet เหตุไม่มีตัวตน เน็ตอืด

      โดยวันนี้ (20 ธ.ค.) นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ พร้อมผู้บริหาร ศธ.ลงพื้นที่ติดตามปัญหาการใช้อินเตอร์เน็ต ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) และสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา( สอศ.) และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) พบว่าสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน นั้นมีการใช้บริการเครือข่ายหลายรูปแบบทั้งใช้ MOENet อย่างเดียว ใช้ MOENet ร่วมกับ UniNet และเช่าบริการเครือข่ายรัฐวิสาหกิจ หรือเอกชนเอง

    ทั้งนี้ศธ.ได้มอบหมายให้ บมจ. ทีโอที ทำโครงการ MOENet สร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อเชื่อมโยงสถานศึกษาและหน่วยงานทั่วประเทศ เข้ากับศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของกระทรวง ตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งทีโอทีได้นำทั้งบริการ IP VPN บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (ADSL) และบริการ Wi-Net รวมถึงอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมไอพี สตาร์มาให้บริการบนโครงข่าย MOENet สามารถติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์ 0 -2628 -1445 หรือที่ Email : nutthawut@moe.go.th

 ศธ.เลิกMOENet เหตุไม่มีตัวตน เน็ตอืด

      ตามโครงการจะมีการปรับปรุงประสิทธิภาพโครงข่าย MOENet ที่มีสถานศึกษาในสังกัด ศธ. ใช้งานกว่า 3.1 หมื่นแห่งทั่วประเทศ รวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพใน 3 บริการหลัก คือ การขยายอินเทอร์เน็ตเกตเวย์เชื่อมต่อเว็บไซต์ต่างประเทศ โดยจะเพิ่มความเร็วในการดาวน์โหลด/อัพโหลด จาก 10/6 Gbps เป็น 10/8 Gbps

     การขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตไร้สาย (WiFi) ให้ครอบคลุมทุกหน่วยงานที่สังกัด ศธ. และสุดท้ายคือการเพิ่มความเร็วของวงจรอินเทอร์เน็ต (Leased Line) ที่สายลากไปตามโรงเรียนต่าง ๆ รวมถึงบริการ DSL และ VPN ของแต่ละหน่วยงานให้มีความเร็วดาวน์โหลด 8-10 Mbps ซึ่งทั้งหมดจะใช้งบประมาณราว 82 ล้านบาทต่อปี โดยทีโอทีจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายนี้ทั้งหมด ปัจจุบันมี นาย พีระ รัตนวิจิตร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการดูแล

 ศธ.เลิกMOENet เหตุไม่มีตัวตน เน็ตอืด

                   นาย พีระ รัตนวิจิตร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

 ศธ.เลิกMOENet เหตุไม่มีตัวตน เน็ตอืด

      อย่างไรก็ตาม นพ.ธีระเกียรติ ได้ย้ำว่า MOENet ไม่ถือเป็นผู้ให้บริการ ไม่มีตัวตน แต่ MOENet ไปซื้อบริการจากเครือข่ายจากเอกชน แล้วนำมาปล่อยสัญญาณต่อให้สถานศึกษา และปล่อยแบบกะปริบกะปรอย ซึ่งสถานศึกษาต้องเสียค่าใช้บริการในส่วนนี้ เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด เพราะฉะนั้น ขั้นแรกต้องทำให้ไม่มี MOE Net และให้สิทธิ์ผู้บริหารสถานศึกษา ได้เลือกเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ดีที่สุด เหมาะสมกับสถานศึกษา โดยจะเริ่มตั้งแต่ปี2561 เป็นต้นไป

     นพ.ธีระเกียรติ กล่าวต่อไปว่า หากทำเรื่องนี้สำเร็จจะประหยัดเงินได้กว่า 1,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำว่าผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.) เมื่อลงพื้นที่งานแรกที่ต้องทำคือเรื่องนี้ ถือเป็นตัวชี้วัดการทำงานที่สำคัญ และทุกแห่งไม่ต้องทำคู่มือการใช้อินเตอร์เน็ต ขอให้เปลี่ยนเป็นระบบให้คำปรึกษา หรือใช้เงินที่ศธ.จะให้ไปจ้างผู้เชี่ยวชาญมาให้คำปรึกษาการใช้ระบบ

 ศธ.เลิกMOENet เหตุไม่มีตัวตน เน็ตอืด

     นอกจากนี้ จะเสนอของบประมาณ เพื่อพัฒนาUniNet ซึ่งเป็นเครือข่ายหนึ่ง ของรัฐ มีเครือข่ายครอบคลุมโรงเรียนสังกัดสพฐ. ประมาณ 10,000 โรง และอาชีวศึกษารัฐ 426 แห่ง รวมถึงมหาวิทยาลัยรัฐ เพื่อให้เป็นทางเลือกหนึ่งของสถานศึกษา และมั่นใจว่าการให้ผู้อำนวยการสถานศึกษา เลือกเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเอง จะเกิดปัญหาทุจริตได้ยาก เพราะเงินที่ลงมาไม่มากและการจัดซื้อเป็นที่รับรู้ของคนทั่วไป ตรงกันข้ามจะทำให้เครือข่ายเอกชนแข่งขันประกวดราคามากขึ้น อย่างไรก็ตามเรื่องประเด็นไม่ได้อยู่ที่การประหยัดงบฯ แต่ให้เด็กได้เข้าถึงแลพัฒนาการเรียนรู้ได้มากขึ้น

     “ ก่อนที่รัฐบาลนี้จะไป จะวางรากฐานอินเทอร์เน็ตยุค 4.0 ไว้ให้ได้ เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญ ผมจะให้เงินผู้บริหารสถานศึกษา ไปเลือกใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ดีที่สุด ตอนนี้เริ่มมีการพูดกันว่าผมยกเลิก MOENet เพื่อรวบรวมเงินไปทำโครงการของตัวเอง ซึ่งไม่เป็นความจริง”รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

     ด้าน นายสราวุธ คำทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสวนวิทยา กล่าวว่า โรงเรียนใช้เครือข่ายระบบอินเทอร์เน็ตอยู่ 3 ระบบ คือ UniNet ที่จะใช้เฉพาะในการเรียนการสอนในห้องคอมพิวเตอร์เท่านั้น เพราะสามาถเชื่อมต่อสัญญาณต้นทางได้ดี แต่ถ้าเชื่อมต่อไปยังอาคารอื่นๆยังมีปัญหา

 ศธ.เลิกMOENet เหตุไม่มีตัวตน เน็ตอืด

    ส่วนอาคารเรียน 3 อาคารใช้สัญญาณของเอกชน คือ 3BB ความเร็ว 10 เมกกะไบต์ จ่ายเดือนละ 631 บาทและสัญญาณของ TOT เดือนละ 1,284 บาท ตกค่าใช้จ่ายปีละประมาณ 15,000 บาท และสัญญาณค่อนข้างมีความเสถียรและกรณีเกิดเหตุขัดข้องก็สามารถตามช่างมาแก้ไขได้รวดเร็วกว่า เพราะที่ผ่านมาเวลาระบบ UniNet การตามเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.) จังหวัดพิษณุโลก ที่เป็นหน่วยงานดูแลการบริการเครือข่าย UniNet มาก็ต้องใช้เวลา

    อย่างไรก็ตาม การให้โรงเรียนได้เลือกใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ดีที่สุดได้เองนั้น เป็นเรื่องที่ดี เพราะได้มีอินเทอร์เน็ตที่เหมาะสมกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และอนาคตถ้าเครือข่าย UniNet มีการพัฒนามีการจัดระบบเชื่อมต่อได้ดีนั้น ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะโรงเรียนไม่ต้องเสียงบประมาณ

 ศธ.เลิกMOENet เหตุไม่มีตัวตน เน็ตอืด

     สำหรับโครงการเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา(Inter University Network)หรือที่เรียกว่า เครือข่าย “UniNet” จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2539 เห็นชอบให้จัดตั้งองค์กรกลางดำเนินโครงการในลักษณะการจัดหาวงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูงเพื่อใช้สำหรับการเชื่อมโยงเครือข่ายสารสนเทศและการสื่อสารของสถาบันอุดมศึกษา และจัดตั้งเป็นสำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา ตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2540 ทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษาซึ่งเป็นการดำเนินการขยายโอกาสอุดมศึกษาสู่ภูมิภาค

    โดยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการจัดการเรียนการสอน สำนักงานฯ ได้เชื่อมโยงเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศของมหาวิทยาลัย/สถาบันในสังกัดทบวงมหาวิทยาลัยในขณะนั้น 24 แห่ง และวิทยาเขตสารสนเทศ 37 แห่ง ตั้งแต่ พ.ศ. 2539 เชื่อมโยงอยู่บนเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา (UniNet) เพื่อให้สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่เหมาะสมและเพียงพอต่อการจัดการศึกษา สามารถเชื่อมต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันทั้งภายในและต่างประเทศ

 ศธ.เลิกMOENet เหตุไม่มีตัวตน เน็ตอืด

  ต่อมาปี 2553-2555 กระทรวงศึกษาธิการมีการบูรณาการเครือข่ายภายในกระทรวงศึกษาธิการเข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายเดียว รองรับการศึกษาทุกระดับ (ระดับอุดมศึกษา ระดับอาชีวศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และอื่นๆ)ตามโครงการพัฒนาเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา (UniNet) เพื่อรองรับการศึกษาทั้งระบบ โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงขึ้นเอง เชื่อมต่อไปยังสถานศึกษา จำนวน 3,000 แห่งทั่วประเทศ

เลือกตั้งของขวัญปีใหม่ที่ชาวใต้ต้องการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306512

เลือกตั้งของขวัญปีใหม่ที่ชาวใต้ต้องการ

โพลชี้ชาวใต้ต้องการเลือกตั้ง

หาดใหญ่โพล HATYAI POLL เผยประชาชนต้องการให้นายกรัฐมนตรีจัดการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด (ร้อยละ 40.00) รองลงมา เป็นความต้องการให้นายกรัฐมนตรีบริหารประเทศ

สรุปผลหาดใหญ่โพล   HATYAI POLL

เรื่อง  ของขวัญปีใหม่ที่ชาวใต้ต้องการได้จากนายกรัฐมนตรี

     หาดใหญ่โพล โดยสำนักวิจัยและพัฒนา  มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับความคิดเห็นที่ชาวใต้ขอเป็นของขวัญจากนายกรัฐมนตรี  กลุ่มตัวอย่างในการสำรวจครั้งนี้เป็นประชาชนในจังหวัดสงขลา  จำนวน 400 คน            ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 2-5 ธันวาคม 2560  ผลการสำรวจสรุปได้ดังนี้

    สถานภาพของกลุ่มตัวอย่าง

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นกลุ่มตัวอย่างเพศหญิง (ร้อยละ 70.00) ช่วงอายุ 31-40 ปี (ร้อยละ 43.25) รองลงมา ช่วงอายุ 21-30 ปี (ร้อยละ 21.25) และช่วงอายุ  41-50 ปี (ร้อยละ 15.50) ตามลำดับ  นอกจากนี้     กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีอาชีพพนักงานบริษัท/ลูกจ้าง  (ร้อยละ 30.75) รองลงมา อาชีพรับจ้างทั่วไป  นักเรียน/นักศึกษา  และประกอบกิจการส่วนตัว/ค้าขาย คิดเป็นร้อยละ 21.00  19.25  และ 11.00  ตามลำดับ

   รองศาสตราจารย์ทัศนีย์ ประธาน  ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ เปิดเผยผลการสำรวจหาดใหญ่โพลในประเด็นความต้องการทางด้านการเมือง  พบว่า  ประชาชนต้องการให้นายกรัฐมนตรีจัดการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด (ร้อยละ 40.00) รองลงมา เป็นความต้องการให้นายกรัฐมนตรีบริหารประเทศต่อไป (ร้อยละ 28.25) และอนุญาตให้พรรคการเมืองดำเนินการทางการเมืองได้ (ร้อยละ 20.25) ตามลำดับ เมื่อสอบถามประเด็นการประกาศจัดวันเลือกตั้งของนายกรัฐมนตรี ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 56.00  เห็นด้วยกับนายกรัฐมนตรีในการประกาศวันจัดวันเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2561

      ส่วนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นปัญหาทางเศรษฐกิจที่ต้องการให้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์พบว่า ประชาชน ร้อยละ 25.87  ต้องการให้รัฐบาลช่วยลดค่าครองชีพที่สูงขึ้น มากที่สุด รองลงมา เป็นการแก้ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรทางภาคใต้ที่ตกต่ำ (ร้อยละ 23.70) และการขึ้นเงินเดือน (ร้อยละ 20.02)

      ซึ่งเมื่อสอบถามถึงการดำเนินโครงการเร่งด่วนในพื้นที่ภาคใต้ในอนาคต  พบว่า ประชาชนต้องการให้รัฐบาลดำเนินการขุดคลองไทยเชื่อมโยงอ่าวไทยกับอันดามัน (เส้นทาง 9A กระบี่ ตรัง พัทลุง นครศรีธรรมราช และสงขลา) มากที่สุด (ร้อยละ 24.70 ) รองลงมา คือ สร้างท่าเรือน้ำลึกที่ปากบารา      (ร้อยละ 21.45) และพัฒนาความร่วมมือของสามเหลี่ยมเศรษฐกิจไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น (ร้อยละ 18.20)

     ทั้งนี้ปัญหาสังคมที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหามากที่สุด คือ  การลักลอบซื้อขายใบกระท่อมที่เข้ามาอย่างผิดกฎหมาย (ร้อยละ 23.85) รองลงมา เป็นสวัสดิการและ        สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการ (ร้อยละ 23.33) และการแพร่ระบาดของยาเสพติดและอบายมุขในพื้นที่ (ร้อยละ 21.13)

      ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 69.25  เห็นด้วยกับนโยบายบัตรสวัสดิการของรัฐ ทั้งนี้ประชาชนยังเห็นด้วยให้มีการเพิ่มวงเงินประมาณ 567.63 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ประชาชนร้อยละ 50.75  เห็นด้วยกับนโยบายพาคนกลับบ้านในการแก้ปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาภาคใต้ พบว่า ประชาชนร้อยละ 22.25 ต้องการให้รัฐบาลพัฒนาภาคใต้เน้นการท่องเที่ยว มากที่สุด รองลงมา คือ เน้นภาคเกษตรกรรม (ร้อยละ 16.75) และเน้นภาคเกษตรกรรมผสมกับการท่องเที่ยว (ร้อยละ 13.75)

เลือกของขวัญของฝากต้องดูวันหมดอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306496

เลือกของขวัญของฝากต้องดูวันหมดอายุ

ของขวัญของฝาก

คน กทม. เลือกขนมเป็นของฝาก แต่ไม่ถึงครึ่งที่ดูวันเดือนปีที่หมดอายุและสถานที่ผลิตน้ำพริกหนุ่ม แหนมเนือง ขนมเปี๊ยะ ขนมเค้ก ทองหยิบทองหยอด  ปลาหมึกแห้ง ยอดนิยม

          นิตยสารฉลาดซื้อ ร่วมมือกับศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา  สำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการซื้อของฝากจากการท่องเที่ยวของคนกรุงเทพมหานคร โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,271 กลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลในวันที่ 28 – 30 พฤศจิกายน 2560  ซึ่งกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจครั้งนี้ใช้เกณฑ์ตารางสำเร็จรูปของ Taro Yamane กำหนดว่า ประชากรเกิน 100,000 คนต้องการความเชื่อมั่น 95% และความผิดพลาดไม่เกิน 3% ต้องใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,111 กลุ่มตัวอย่าง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ กล่าวว่าผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อการซื้อของฝากจากการท่องเที่ยวของคนกรุงเทพมหานคร การซื้อของฝากให้กับญาติสนิท มิตรสหาย และของฝากประเภทใดที่มีความนิยมในการเลือกซื้อ ซึ่งมีการแบ่งแยกตามแต่ละภาคของประเทศไทย

รวมไปถึงการตรวจสอบฉลากเรื่องของวันหมดอายุ สถานที่ผลิต ซึ่งผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อการซื้อของฝากจากการท่องเที่ยวของคนกรุงเทพมหานคร มีข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

เลือกของขวัญของฝากต้องดูวันหมดอายุ

      กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ คิดว่าจะซื้อของฝากจากการท่องเที่ยว อันดับหนึ่งคือ ขนม ของทานเล่น ร้อยละ 26.6 อันดับที่สองคืออาหารแห้ง ร้อยละ 26.0 อันดับที่สามคือของชำร่วย พวงกุญแจ ฯลฯ ร้อยละ 24.4 อันดับที่สี่คือเครื่องแต่งกาย ร้อยละ 23.0 และอันดับที่ห้าคือผักสด ผลไม้สดร้อยละ 20.9

      ของฝากจากภาคเหนือ อันดับแรกคือน้ำพริกหนุ่ม ร้อยละ 36.1 อันดับที่สองคือแคบหมู ร้อยละ 29.7 อันดับที่สามคือหมูยอ ร้อยละ 25.0 อันดับที่สี่คือไส้อั่ว ร้อยละ 24.6 และอันดับที่ห้าคือใบชา ร้อยละ 18.3

ของฝากจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อันดับแรกคือแหนมเนือง ร้อยละ 34.7 อันดับที่สองคือหมูยอ ร้อยละ 29.4 อันดับที่สามคือกุนเชียง ร้อยละ 26.9 อันดับที่สี่คือแหนม ร้อยละ 19.7 และอันดับที่ห้าคือน้ำพริก ร้อยละ 18.3

ของฝากจากภาคตะวันออก อันดับแรกคือขนมเปี๊ยะ ร้อยละ 29.1 อันดับที่สองคือข้าวหลามร้อยละ 27.5 อันดับที่สามคืออาหารทะเลแห้ง ร้อยละ 26.3 อันดับที่สี่คือผลไม้อบแห้ง ร้อยละ 21.6 และอันดับที่ห้าคือน้ำปลา ร้อยละ 17.5

ของฝากจากภาคกลาง อันดับแรกคือขนมเค้ก ร้อยละ 27.3 อันดับที่สองคือสายไหม ร้อยละ 27.1อันดับที่สามคือโมจิ ร้อยละ 26.8 อันดับที่สี่คือกะหรี่พัฟ ร้อยละ 22.0 และอันดับที่ห้าคือขนมเปี๊ยะ ร้อยละ 21.9

ของฝากจากภาคตะวันตก อันดับแรกคือทองหยิบทองหยอด ร้อยละ 27.7 อันดับที่สองคือขนมหม้อแกง ร้อยละ 27.6 อันดับที่สามคือขนมชั้น ร้อยละ 25.3 อันดับที่สี่คือขนมปังสัปปะรดร้อยละ 23.4 และอันดับที่ห้าคือมะขามสามรส ร้อยละ 19.7

ของฝากจากภาคใต้ อันดับแรกคือปลาหมึกแห้ง ร้อยละ 32.5 อันดับที่สองคือกะปิ ร้อยละ 29.3 อันดับที่สามคือกุ้งแห้ง ร้อยละ 24.2 อันดับที่สี่คือน้ำพริก ร้อยละ 22.3 และอันดับที่ห้าคือเครื่องแกง ร้อยละ 21.3

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ มีการตรวจดูวันเดือนปีที่หมดอายุ ร้อยละ 44.8 รองลงมาไม่มีการตรวจดู ร้อยละ 35.4 ไม่แน่ใจ ร้อยละ 19.8 และมีการตรวจดูสถานที่ผลิต ร้อยละ 44.8 รองลงมาไม่มีการตรวจดู ร้อยละ 34.2 และไม่แน่ใจ ร้อยละ 21.0

และกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ไม่เคยได้รับของฝากที่หมดอายุจากบุคคลอื่น ร้อยละ 54.8 รองลงมาไม่แน่ใจ ร้อยละ 28.8 และเคยได้รับของฝากที่หมดอายุจากบุคคลอื่น ร้อยละ 16.4

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง บรรณาธิการนิตยสารฉลาดซื้อกล่าวเสริมเรื่องการเลือกซื้อสินค้าของฝากว่า ฉลากเป็นสิ่งจำเป็นและผู้บริโภคไม่ควรละเลยที่จะตรวจสอบข้อมูลที่แสดงบนฉลากก่อนการตัดสินใจซื้อ เนื่องจากฉลากเป็นหนึ่งในสิทธิของผู้บริโภคที่ว่าด้วยการได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณาคุณภาพที่ถูกต้อง และเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ดังนั้นก่อนการซื้อทุกครั้ง ควรปฏิบัติดังนี้

  1. ให้พิจารณาว่ามีฉลากหรือไม่ หากเป็นสินค้าที่ไม่มีฉลาก ควรหลีกเลี่ยง อย่างไรก็ตามหากของฝากประเภทอาหารหลายๆ ชนิดเป็นอาหารประเภทที่ผลิตขายเฉพาะหน้าร้านของตัวเอง กฎหมายอนุญาตให้ไม่ต้องแสดงฉลาก ดังนั้นก่อนซื้อผู้บริโภคควรสอบถามข้อมูลสำคัญอย่าง วันที่ผลิตและวันหมดอายุ การเก็บหรือการดูแลรักษา ต้องเก็บไว้ในตู้เย็นหรือไม่ เพื่อไม่ให้อาหารบูดเสียเร็ว
  2. ถ้าหากมีการแสดงฉลาก ให้พิจารณาการแสดงรายละเอียดบนฉลากว่า เป็นภาษาไทย และ ถูกต้อง ครบถ้วน หรือไม่ ทั้งนี้หากฉลากไม่เป็นภาษาไทยควรหลีกเลี่ยง

หากพบผู้ประกอบการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ผู้ประกอบการอาจมีความผิดได้สองกรณี ดังนี้

กรณีแรก หากมีฉลากเพื่อลวงหรือพยายามลวงผู้ซื้อให้เข้าใจผิดในเรื่องคุณภาพ ปริมาณ ประโยชน์ หรือลักษณะพิเศษอย่างอื่น หรือในเรื่องสถานที่และประเทศที่ผลิตจะเข้าข่ายการกระทำความผิดตามมาตรา 25 (2) ของ พ...อาหาร พ. 2522 เรื่อง ผลิต นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือจำหน่าย อาหารปลอม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปีและปรับตั้งแต่ห้าพันถึงหนึ่งแสนบาท

กรณีที่สอง หากไม่แสดงฉลากหรือแสดงฉลากไม่ถูกต้องครบถ้วน จะมีความผิดตามมาตรา 6 (10)ของ พ...อาหารฯ  ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน สามหมื่นบาท

หากซื้อสินค้ามาแล้วพบความผิดปกติหรือได้รับอันตรายจากการบริโภคสามารถใช้สิทธิร้องเรียนได้โดยตรงกับผู้ผลิต/ ผู้จัดจำหน่ายตามที่อยู่ที่ระบุไว้บนฉลากหรือตามสถานที่ที่ซื้อสินค้ามา

นอกจากนี้ก่อนเลือกซื้อของกินเป็นของฝาก นอกจากพิจารณาเรื่องฉลากเป็นสำคัญแล้ว ยังต้องดูเรื่องอื่นๆ ควบคู่กัน เพื่อให้ได้ของฝากที่สะอาดปลอดภัยต่อการบริโภค ไม่ว่าจะเป็น

1) สถานที่ขายหรือสถานที่เก็บรักษาต้องสะอาด ไม่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนของสิ่งไม่พึงประสงค์ เช่น แมลง สารเคมี และอาหารควรถูกเก็บรักษาในอุณหภูมิที่เหมาะสมกับแต่ละประเภทของอาหาร

2) สภาพภาชนะบรรจุต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่ฉีกขาด ไม่มีร่องรอยที่อาจทำให้เกิดการรั่วซึมของสิ่งปนเปื้อน

3) ลักษณะของอาหารต้องอยู่ในสภาพปกติ ไม่มีสิ่งแปลกปลอมปนเปื้อน ไม่มีร่อยรอยของการเกิดเชื้อราหรือเชื่อจุลินทรีย์ หรืออยู่ในสภาพอื่นๆ ที่เสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัยในการบริโภค

ที่ผ่านมาเคยมีข้อมูลผลทดสอบเรื่องความไม่ปลอดภัยของของฝากกลุ่มอาหารอยู่บ้าง เช่น เมื่อปี 2559 ว่ากรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สุ่มตรวจน้ำพริกพร้อมบริโภค เช่น น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกกะปิ น้ำพริกปลาร้าสับ น้ำพริกตาแดง น้ำพริกนรก แจ่วบอง เป็นต้น ที่จำหน่ายตามตลาดสด ตลาดนัด ศูนย์โอทอป ศูนย์ของฝากทั่วประเทศ พบว่าจากทั้งหมด 1,071 ตัวอย่าง พบว่า ไม่ผ่านมาตรฐาน 164 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 15 ส่วนใหญ่พบปัญหาเรื่องการใช้วัตถุกันเสียเกินปริมาณที่อนุญาต การปนเปื้อนจุลินทรีย์และเชื้อโรคอาหารเป็นพิษ เช่น เชื้อบาซีลัส ซีเรียส และ เชื้อคลอสตริเดียม เพอร์ฟิงเจน

รวมทั้งในกรณีของ ปลาหมึกแห้ง ที่มูลนิธิฯ เคยสุ่มวิเคราะห์ตัวอย่างปลาหมึกแห้ง เมื่อปี 2553 พบการปนเปื้อนโลหะหนักทั้ง 8 ตัวอย่างที่สุ่มทดสอบ ทั้ง แคดเมียม ตะกั่ว และ ปรอท โดยเฉพาะ แคดเมียม ที่พบเกินค่ามาตรฐาน 4 จาก 8 ตัวอย่างที่นำมาทดสอบ

ส่วนในกลุ่ม ขนมปัง ขนมอบ ขนมเค้ก ก็มักมีความเสี่ยงในเรื่องของสารกันบูด ส่วนอาหารจำพวกแหนมเนือง มีความเสี่ยงของเชื้อโรคอาหารเป็นพิษที่อาจปนเปื้อนมาพร้อมผักสดที่ล้างทำความสะอาดไม่ดีพอ เช่นเดียวกับอาหารจำพวกเนื้อสัตว์หรือแปรรูปจากเนื้อสัตว์ หากรับประทานโดยที่อาหารไม่ผ่านการปรุงให้สุก หรือผลิตโดยไม่ได้มาตรฐานก็อาจมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคอาหารเป็นพิษได้เช่นกัน

แพทย์ความงามมาแรงปี61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306485

 แพทย์ความงามมาแรงปี61

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, แพทย์ความงามมาแรงปี61, อาชีพรุ่งร่วงปี 61

แพทย์ความงามมาแรง ตามมาด้วยโปรแกรมเมอร์ นักการตลาดออนไลน์ ตามเทรนด์เศรษฐกิจดิจิทัล ส่วนอาชีพ เสี่ยงตกงาน ผู้สื่อข่าวภาคสนามเหตุคนหันไปดูผ่านสื่อโซเซียล ยูทูป

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจ 10 อาชีพเด่น – ร่วง ปี 2561 ว่า อาชีพเด่นอันดับ 1 ของไทยในปีหน้า คือ แพทย์ โดยเฉพาะกลุ่มแพทย์ผิวหนังและศัลยกรรม เพราะคนเริ่มให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ และต้องการเป็นคนสวยหล่อกันมากขึ้น

  แพทย์ความงามมาแรงปี61

สำหรับกลุ่มอาชีพอันดับ 2 ได้แก่ โปรแกรมเมอร์ วิศวกรซอฟต์แวร์และนักพัฒนา นักวิเคราะห์ข้อมูล (ไอโอที การใช้บิ๊กดาด้า) อันดับ 3 นักการตลาดออนไลน์ รวมทั้งรีวิวเวอร์ เน็ตไอดอล อันดับ 4 นักการเงิน และนักออกแบบวิเคราะห์ระบบด้านไอที

  แพทย์ความงามมาแรงปี61

นายธนวรรธน์ พลวิชัย

  แพทย์ความงามมาแรงปี61

อันดับ 5 กราฟิกดีไซน์ และนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหาร อันดับ 6 นักวิทยาศาสตร์ด้านความงาม (คิดค้นเครื่องสำอาง) และอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว อันดับ 7 ผู้ประกอบการธุรกิจ (สตาร์ทอัป ผู้ประกอบการ อี-คอมเมิร์ซ) อันดับ 8 อาชีพในวงการบันเทิง (ดารา นักแสดง นักร้อง) และสถาปนิก มัณฑนากร อันดับ 9 ครูสอนพิเศษ ติวเตอร์ และอาชีพเกี่ยวกับโลจิสติกส์และการขนส่ง และอันดับ 10 นักบัญชี

  แพทย์ความงามมาแรงปี61

ส่วนอาชีพที่ไม่โดดเด่นในปี 2561 ได้แก่ อันดับ 1 อาชีพช่างตัดไม้ ช่างไม้ไร้ฝีมือ อันดับ 2 พ่อค้าคนกลาง อันดับ 3 อาชีพย้อมผ้า อันดับ 4 บรรณารักษ์ และไปรษณีย์ด้านการส่งจดหมาย อันดับ 5 พนักงานขายสินค้าหน้าร้าน อันดับ 6 การตัดเย็บเสื้อผ้าโหล อันดับ 7 การทำรองเท้า ช่างซ่อมรองเท้า อันดับ 8 เกษตรกรและครู อาจารย์ อันดับ 9 แม่บ้านทำความสะอาด และอันดับ 10 นักหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และผู้สื่อข่าวภาคสนาม

ทั้งนี้ อาชีพนักหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และผู้สื่อข่าวภาคสนาม เป็นอาชีพที่มาติดท็อปเทนที่เสี่ยงตกงานเป็นปีแรก เนื่องจากปัจจุบันคนหันไปบริโภคข่าวจากโซเชียลมีเดีย ยูทูป สื่อออนไลน์ กันมากขึ้น และคนทั่วไปก็สามารถทำตัวเป็นนักข่าวได้ โดยรายงานข่าวผ่านสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ซึ่งสวนทางกับเด็กจบใหม่จากคณะนิเทศศาสตร์ที่ยังคงมีเพิ่มขึ้น และเสี่ยงที่จะหางานได้ยาก

ส่วนอีกอาชีพที่ไม่โดดเด่น ก็คือ อาชีพครูและอาจารย์ เพราะแนวโน้มจำนวนนักเรียนจะน้อยลงจากปริมาณเด็กเกิดใหม่มีไม่มาก และคนทั่วไปมีช่องทางการเรียนรู้ผ่านโซเชียลมีเดีย

ขณะที่อาชีพพนักงานขายหน้าร้าน จะได้รับผลกระทบจากธุรกิจ อี-คอมเมิร์ซ ทำให้เจ้าของร้านค้าหันไปขายสินค้าทางระบบออนไลน์กันมากขึ้น และผู้ประกอบการหลายรายต้องลดคนขายหน้าร้านลง

วิจัยพบยาชุดร้านชำ ก่อโรคไตวาย”อีสาน”แชมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306480

วิจัยพบยาชุดร้านชำ ก่อโรคไตวาย”อีสาน”แชมป์

100คนพบป่วย25คน, โรคไตวาย, ่ อีสาน, รศ.พญ.ศิริรัตน์  เรืองจุ้ย, ม.ขอแก่น, รพ.ศรีนครินทร์, ร้านชำ, ขายยาชุด, อีสาน

“พญ.ศิริรัตน์” เผย ยาชุด-ยาแก้ปวดผสมสารสเตียรอยด์ ตัวการก่อโรคไตวาย คนอีสานป่วยมากที่สุด 100 คนพบป่วย25 คน

         20 ธ.ค.2560 รศ.พญ.ศิริรัตน์ เรืองจุ้ย อายุรแพทย์โรคไต สาขาวิชาโรคไต โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประธานโครงการป้องกันและชะลอภาวะโรคไตเรื้อรังในผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (Chronic Kidney Disease Northeast Thaniland – CKDNET ) เปิดเผยถึงปัญหาด้านสาธารณสุของคนอีสาน โดยเฉพาะพบตัวเลขผู้ป่วยโรคไตมากถึง 13 ล้านคนว่า ปัญหาที่พบต้นตอของการป่วยเป็นโรคไตคือ เบาหวานและความดันโลหิตสูง แต่สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ คนที่ไมได้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงซึ่งเป็นพันธุกรรมนั้น มีคนป่วยโรคไตด้วยการไปซื้อยากินเองทั้งยาแก้ปวดและยาชุดซึ่งซื้อจากร้านขายของชำในหมู่บ้านไม่ใช่ร้านขายยาที่มีเภสัชกร ซึ่งปกติร้านชำไม่ได้รับอนุญาตให้ขายยาประเภทนี้แต่กลับมีการแอบขายมากกว่า 80 – 90 เปอร์เซ็น แล้วหากประชาชนไปซื้อมากินติดต่อกันนานหลายปีจะทำให้เป็นโรคไตเสื่อมและป่วยต้องฟอกไต บางรายเสียชีวิตในที่สุด

 

วิจัยพบยาชุดร้านชำ ก่อโรคไตวาย"อีสาน"แชมป์

รศ.พญ.ศิริรัตน์ เรืองจุ้ย

“การแก้ไขปัญหาขณะนี้แบ่งเป็น 2 ระดับคือระดับชาวบ้านเอง ทางคณะทำงานวางแผนว่าอีก 2-3 เดือนจะลงไปในชุมชน ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาและจะอธิบายให้เขาทราบว่าการซื้อยากินแบบนี้ทำให้สุขภาพเสีย” รศ.พญ.ศิริรัตน์ กล่าว

รศ.พญ.ศิริรัตน์  กล่าวอีกว่า นอกจากนั้นในระดับที่กว้างออกไปอีกเราเราจะไปคุยกับร้านขายของชำว่าไม่ควรนำยาชุด ยาแก้ปวดมาขายในร้านชำ ซึ่งยาแก้ปวดเหล่านี้ผสมสารสเตียรอยด์ และตามกฎหมายมันไม่สามารถทำได้ เพราะร้านชำเขาจะได้รับอนุญาตให้ขายได้เฉพาะยาสามัญประจำบ้านเท่านั้น และในระดับนโยบายทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นจะนำส่งข้อมูลนี้ขึ้นไป เพื่อให้มีการออกมาตรการในการป้องกันต้นตอและมีการออกกฎระเบียบที่ชัดเจนออกมาเพื่อป้องกันการเกิดโรค

รศ.พญ.ศิริรัตน์ กล่าวต่อว่า ถ้าเทียบคนไทยในประเทศ 100 คนพบป่วยโรคไตประมาณ 17 คน แต่ในภาคอีสานเยอะสุดคือ 100 คนมีป่วยโรคไต 20 คน แต่ในชุมชนที่เราลงไปดูมีป่วย 25 คนใน 100 คนคือสูงมาก และหากเรารอจนเข้าสู่ระยะสุดท้ายแล้วก็จะสายเกินไป เพราะมีคนได้รับโอกาสล้างไตเพียงแค่บางส่วน ไม่ได้ครบ และมีค่าใช้จ่ายในการฟอกไตแต่ละครั้งประมาณ 20,000 บาทต่อเดือน แต่ก็จะมีจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้ล้างไต ซึ่งในที่สุดก็จะเสียชีวิต

“โรคไตหากเรารู้ตั้งแต่แรกมันป้องกันและชะลอได้ แต่สิ่งที่น่าตกใจคือระยะแรกของโรคไตเขาไม่มีอาการ เพราะฉะนั้นคนส่วนใหญ่อาจจะเป็นโรคไตแต่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็น สิ่งที่สำคัญคือเขาต้องได้รับคำแนะนำว่าคุณเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตไหม ในคนที่เสี่ยงคือเราขอแค่เข้ามาตรวจเลือดกับปัสสาวะซึ่งสามารถทำได้ ในโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลอำเภอสามารถทำได้ พอเขารู้ว่าตรวจง่าย ค่าใช้จ่ายไม่สูงถ้าเขารู้ตั้งแต่ระยะแรกก็จะชะลอได้”รศ.พญ.ศิริรัตน์ กล่าว

 

วิจัยพบยาชุดร้านชำ ก่อโรคไตวาย"อีสาน"แชมป์

ด้านนายถาวร เชื้อสี อายุ 65 ปี ชาวบ้านหนองขามหมู่ 2 ต.โนนสมบูรณ์ อ.บ้านแฮด จ.ขอนแก่น หนึ่งในผู้ป่วยโรคความดันและกำลังรักษาอาการโรคไตอยู่ เปิดเผยว่า ป่วยเป็นโรคความดันมา 10 ปีแล้ว และเพิ่งพบว่าป่วยโรคไตด้วย ต้องกินยาลดความดันตลอดทุกวัน ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าป่วยจากสาเหตุใด แต่พอมาฟังหมอพูดแล้วก็เข้าใจว่าเราป่วยด้วยหลายสาเหตุ ทั้งการกินอาหาร การซื้อยากินเอง ยาตามร้านขายของในหมู่บ้านและความเครียด วันนี้หมอมาแนะนำเรื่องการกินอาหารและเอาเลือดไปตรวจพบว่าผลการตรวจเลือดเพื่อหาค่าของเสียในเลือดลดลงทำให้ดีใจมาก แต่หากวันไหนที่กินอาหารไม่ระวังมาตรวจเลือด ค่าของเสียในเลือดก็จะสูงมากทำให้ตกใจและต้องกลับไปลดปริมาณของแสลงที่จะต้องกินลงเพื่อให้สุขภาพตัวเองดีขึ้น

“จริงๆ การไม่อยากป่วยทำได้ไม่ยาก แค่ดูแลอาหารที่ตัวเองกินไม่ให้เค็ม ไม่ให้หวาน และที่สำคัญไม่ใส่สารปรุงแต่งรสชาติอย่างผงชูรส ผมเองกินพวกนี้หมด เพราะไม่ได้ทำอาหารกินเอง มีลูกหลานทำให้กิน เลี่ยงไม่ได้ก็ป่วยแบบนี้ เสียเงินค่าเดินทาง ค่ายา ค่ารถสารพัด แต่หากเราดูแลตัวเองเราไม่ป่วยก็จะได้ไม่ต้องเสียเงิน”นายถาวร กล่าว