วชช.ยึดยุทธศาสตร์ชาติ สร้างชุมชนคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306266

วชช.ยึดยุทธศาสตร์ชาติ สร้างชุมชนคุณภาพ

ชุมชนเข้มแข็ง, วชช.

วชช.เดินหน้าพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง ตั้งเป้าปี2561 วชช.20 แห่ง ตัองดำเนินการ1วชช. 1ชุมชน เตรียมใช้โมเดลวชช.ตราด สร้างคุณภาพชีวิต การเรียนรู้ตลอดชีวิตขยายสู่วชช.อื่นๆ

       ยังคงสานต่องานพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง ตามบทบาทหน้าที่ของการก่อตั้ง “วิทยาลัยชุมชน (วชช.) หรือสถาบันวิทยาลัยชุมชน” ในขณะนี้ ด้วยการจัดการเรียนการสอนระดับอนุปริญญา วิจัยองค์ความรู้ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน เป็นหลัก ไม่ใช่วชช.เดินไปบอกว่าชุมชนต้องทำอะไร ..แต่เป็นชุมชนที่เข้ามาหาวชช.เพื่อต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง เกิดการทำงานจัดการศึกษาร่วมกัน

เมื่อเร็วๆนี้ สถาบันวิทยาลัยชุมชน ได้ประชุมโครงการพัฒนาการเป็นผู้บริหารของสถาบันวิทยาลัยชุมชน นายวีระชัย กวีธีระวัฒน์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถาบันวิทยาลัยชุมชน (วชช.)กล่าวว่า ที่ประชุมได้จัดอบรมผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนที่ได้รับการสรรหาใหม่ จำนวน 8 ราย ได้แก่ ผอ.วชช.ตาก ผอ.วชช.แพร่ ผอ.วชช.น่าน ผอ.วชช.มุกดาหาร ผอ.วชช.อุทัยธานี ผอ.วชช.ระนอง ผอ.วชช.สตูล และผอ.วชช.นราธิวาส

มาเรียนรู้ระบบการทำงานของวิทยาลัยชุมชนและบทบาทสภาสถาบันวิทยาลัยชุมชนแต่ละแห่งที่ประสบความสำเร็จ รวมถึงการจัดทำแผนการดำเนินงานของวิทยาลัยชุมชนจะต้องทำให้เชื่อมโยงและตอบโจทย์กับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของรัฐบาลด้วย

ทั้งนี้ ต้องมีการวางแผนขับเคลื่อนงานของวิทยาลัยชุมชนในระยะยาวและระยะสั้นด้วย ซึ่งสิ่งสำคัญในการจัดทำแผนต้องทำให้ประชาชนได้เรียนรู้ตลอดชีวิตและมีพื้นฐานความรู้ในการประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองได้ เพราะชุมชนจะมีความเข็มแข็งได้จากการสร้างอาชีพ ดังนั้น ผู้อำนวยการ วชช.ที่ได้รับการสรรหาใหม่ทุกคนจะต้องตอบโจทย์สิ่งเหล่านี้ให้ได้

“เบื้องต้นได้มีการตั้งเป้าว่าในปี 2561 วิทยาลัยชุมชนที่มี อยู่ 20 แห่ง แต่ละแห่งจะต้องเข้าไปพัฒนาและสร้างความเข็มแข็งให้กับชุมชนอย่างน้อย 1 วชช. 1 ชุมชน ดังนั้น การมาศึกษาดูงานที่ วชช.ตราด ถือเป็นต้นแบบวิทยาลัยชุมชนที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการทั้งการสร้างอาชีพให้ชาวบ้าน มีการระดมทรัพยากรจากภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วม รวมทั้งนำศิษย์เก่าเข้ามาช่วยเสริมความเข็มแข็ง ดังนั้น ทางสถาบันวิทยาลัยชุมชนจะถอดบทเรียนจากที่นี่ไปประยุกต์ใช้ของแต่ละวิทยาลัยชุมชนอื่นๆต่อไป”นายวีระชัย กล่าว

ผลิตแพทย์ต้องใช้การศึกษา 3 C

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306187

ผลิตแพทย์ต้องใช้การศึกษา 3 C

การศึกษา 3 C, การศึกษา3C, สถาบันการแพทย์, คุณภาพชีวิต

สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ เน้นนักศึกษามีความเป็นผู้นำ ดูแลผู้ป่วยเหมือนในชีวิตจริง เรียนรู้ชีวิตคนในชุมชน ผ่านการศึกษารูปแบบ 3 C เพื่อคุณภาพบัณฑิตแพทย์

           สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆ คือ โรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ โรงเรียนแพทย์ และอาคารที่พักบุคลากร เริ่มสร้างตั้งแต่ปี 2555 ใช้เงินทุนประมาณ 15,000 ล้านบาท บนพื้นที่ 319 ไร่ เพื่อรองรับผู้ป่วย ในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกที่มีโรงงานอุตสาหกรรม พร้อมทั้งผลิตบัณฑิตแพทย์ พยาบาล และนักกายภาพบำบัด

ผลิตแพทย์ต้องใช้การศึกษา 3 C

ศ.คลินิก นพ.พงษ์ศักดิ์ โค้วสถิตย์

ศ.คลินิก นพ.พงษ์ศักดิ์ โค้วสถิตย์ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ เล่าว่า สถาบันการแพทย์ เน้นการศึกษามากกว่าการรักษา เพื่อต้องการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพจึงต้องมีโรงพยาบาลดำเนินงานควบคู่ เพื่อใช้เป็นสถานที่ฝึกวิชาชีพให้แก่นักศึกษา
โดยใช้การสอนแบบ 3 C ได้แก่ 1.Competencybased Curriculum คือ ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ มีความเป็นผู้นำ เข้าใจระบบสาธารณสุขของประเทศ และมีศักยภาพสูงทางการวิจัย 2. Continuity of Care and Close Supervision คือ การพัฒนาหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ให้นักศึกษามีโอกาสได้ดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องเหมือนในชีวิตจริง และ 3. Community Engagement การบริหารหลักสูตรโดยให้นักศึกษามีโอกาสเรียนรู้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชน มองเห็นปัญหาทางการแพทย์-สาธารณสุขของชุมชน และตระหนักถึงหน้าที่ในการร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงของสังคมให้มีสุขภาวะอันดี

ผลิตแพทย์ต้องใช้การศึกษา 3 C
ศ.คลินิก นพ.พงษ์ศักดิ์ เล่าต่อว่า การดำเนินงานของสถาบันการแพทย์อยู่ในรูปแบบของโรงพยาบาล โรงเรียนแพทย์ และสถานที่วิจัย มีเป้าหมายผลิตบัณฑิตแพทย์ปีละ 212 คน บัณฑิตพยาบาลปีละ 250 คน บัณฑิตวิทยาศาสตร์สาขาวิชาความผิดปกติของการสื่อความหมายปีละ 50 คน เพื่อให้มีความเป็นเลิศด้านการศึกษา ด้วยการออกแบบหลักสูตร 3 C และออกแบบโรงพยาบาล รวมถึงสภาพแวดล้อมและทรัพยากรให้เอื้อต่อการเรียนรู้อีกด้วย

ผลิตแพทย์ต้องใช้การศึกษา 3 C
“ทางสถาบันการแพทย์ยังมีหอพัก อาคารนันทนาการ และสนามเทนนิสให้กับนักศึกษาแพทย์ พยาบาล และวิทยาศาสตร์ สร้างความสะดวกแก่นักศึกษา และคุณภาพชีวิตในการเรียนเพื่อให้นักศึกษาจบไปแล้วพร้อมที่จะนำความรู้ ความสามารถ ไปดูแลคนไข้ในอนาคต” ศ.คลินิก นพ.พงษ์ศักดิ์ กล่าว

ผลิตแพทย์ต้องใช้การศึกษา 3 C

อ.นพ.ไพโรจน์ บุญคงชื่น

อ.นพ.ไพโรจน์ บุญคงชื่น ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดีฯ กล่าวว่า นอกจากการศึกษาแล้วที่ทางสถาบันการแพทย์ให้ความสำคัญ ยังมีการสำรวจพบว่าในพื้นที่ภาคตะวันออกมีนิคมอุตสาหกรรมโรงงานที่ต้องทำงานกับเครื่องจักร ซึ่งมีเสียงดังจนส่งผลกระทบต่อความสามารถในการได้ยิน

จึงจัดให้มีการเรียนการสอนแก่นักศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาความผิดปกติของการสื่อความหมาย เพื่อให้การรักษาผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางการได้ยิน และการออกเสียงพูด พร้อมกับเน้นการรักษาด้านเวชศาสตร์ครอบครัว เวชศาสตร์ฟื้นฟู อาชีวอนามัยอีกด้วย

ผลิตแพทย์ต้องใช้การศึกษา 3 C

ผลิตแพทย์ต้องใช้การศึกษา 3 C
“เรามีห้องธาราบำบัด สำหรับผู้ป่วยปวดกล้ามเนื้อ มีปัญหาการเคลื่อนไหว ด้วยการมีหุ่นยนต์ฝึกเดิน ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ในการฝึกผู้ป่วยที่มีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรง ที่สามารถฝึกเดินทางราบ หรือขึ้นลงบันไดได้ รวมถึงห้องเวชศาสตร์ฟื้นฟูต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ห้องฝึกกลืน ห้องพาราฟิน (บ้านจำลอง) เพื่อให้ผู้ป่วยฝึกช่วยเหลือตนเองเมื่อกลับบ้าน” อ.นพ ไพโรจน์ กล่าว
พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ กล่าวว่าการระดมทุนเพื่อก่อสร้างโครงการสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์นั้น มูลนิธิรามาธิบดีฯ ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2555 โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรเอกชน  เพื่อระดมทุนจัดซื้อครุภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ให้แก่สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์

ผลิตแพทย์ต้องใช้การศึกษา 3 C

ประชาชนคนไทยสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการ “ให้” และร่วม “สร้าง”  โอกาสและความหวังในการรักษาที่ดีให้กับประเทศไทยได้

“สมาร์ทแล็บอัจฉริยะ” เสริมศักยภาพคนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306200

“สมาร์ทแล็บอัจฉริยะ” เสริมศักยภาพคนรุ่นใหม่

คุณภาพชีวิต, สมาร์แล็บอัจฉริยะ, ไทยแลนด์4.0

วิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมมือกับ บมจ.เดลต้า เปิด “สมาร์ทแล็บอัจฉริยะ” เพื่อพัฒนาคนรุ่นใหม่ในยุคไทยแลนด์ 4.0

          ในยุคไทยแลนด์ 4.0 การพัฒนาเยาวชนรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังสำคัญในอนาคตไม่เพียงแค่เป็นหน้าที่ของภาคการศึกษา แต่หากภาคเอกชนสามารถนำองค์ความรู้ ประสบการณ์ และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญมาเสริมจะช่วยให้บุคลากรไทยมีศักยภาพ พร้อมที่จะเพิ่มขีดความสามารถให้ประเทศ

 “สมาร์ทแล็บอัจฉริยะ”  เสริมศักยภาพคนรุ่นใหม่
คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมมือกับ บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) เปิด “สมาร์ทแล็บอัจฉริยะ” (Delta Industrial Automation Smart Laboratory) เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยีออโตเมชั่น และส่งเสริมให้นักศึกษาคิดวิเคราะห์และดัดแปลง ต่อยอดองค์ความรู้เพื่อนำไปพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง

 “สมาร์ทแล็บอัจฉริยะ”  เสริมศักยภาพคนรุ่นใหม่

รศ.ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล

รศ.ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า การร่วมมือกับเดลต้าในครั้งนี้เป็นการผนึกความเชี่ยวชาญและความรู้ความสามารถเพื่อส่งเสริมพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนหรือกิจกรรมที่สนับสนุนวิจัยและพัฒนาโดยเดลต้า จะทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างยั่งยืนช่วยให้คนรุ่นใหม่มีทักษะความเชี่ยวชาญในระบบออโตเมชั่น
สำหรับอุปกรณ์ออโตเมชั่น 12 ตัวที่ทางคณะมีในแล็บอัจฉริยะนั้น อาจจะยังไม่พอ เราต้องการเครื่องมือที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น เครื่องมือควบคุมระบบวาล์วอัตโนมัติที่สามารถระบุปริมาณ เชื่อว่า ในอนาคตจะมีเครื่องมือใหม่ๆ ที่มีความซับซ้อนเพิ่มเข้ามาในแล็บรวมถึงบุคลากรที่มีคุณภาพอีกด้วย

 “สมาร์ทแล็บอัจฉริยะ”  เสริมศักยภาพคนรุ่นใหม่
“อุปกรณ์เครื่องมือทันสมัยและการฝึกอบรมจากเดลต้าภายในห้องแล็บอัจฉริยะ จะทำให้นักศึกษาเกิดบูรณาการความรู้และการทำงานในระบบอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน โดยจะเป็นส่วนหนึ่งของวิชาที่นักศึกษาต้องเรียน และเป็นห้องแล็บนอกเวลาที่สามารถเข้าใช้ได้ตามต้องการ ผ่านเนื้อหาความรู้ในรูปแบบอี-เลิร์นนิ่งด้วย” รศ.ดร.สุพจน์กล่าว

 “สมาร์ทแล็บอัจฉริยะ”  เสริมศักยภาพคนรุ่นใหม่

นายเซีย เชน เยน

นายเซีย เชน เยน ประธาน บริหาร บมจ.เดลต้าฯ กล่าวว่า การพัฒนายกระดับอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 และเป้าหมายไทยแลนด์ 4.0 นั้น ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์เข้ามามีบทบาทช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้ลดต้นทุน ขณะนี้อุตสาหกรรมมีความต้องการวิศวกรและแรงงานทักษะออโตเมชั่นและหุ่นยนต์จำนวนมาก รองรับความต้องการในอีกในปี 5-10 ปีข้างหน้า

 “สมาร์ทแล็บอัจฉริยะ”  เสริมศักยภาพคนรุ่นใหม่
“จากความร่วมมือระหว่าง เดลต้าฯ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในความร่วมมือวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการเปิด “สมาร์ทแล็บอัจฉริยะ” ที่ก้าวหน้าด้วยอุปกรณ์เทคโนโลยีระบบออโตเมชั่นครั้งนี้จะเป็นพลังสำคัญที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง เสริมสร้าง Ecosystem เป็นแหล่งเรียนรู้แก่คนรุ่นใหม่ เมคเกอร์ผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพให้สามารถพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง จากรุ่นสู่รุ่นอย่างมีประสทธิภาพ สามารถตอบโจทย์ได้จริงทางสังคม สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ” นายเซีย เชน เยน กล่าว

 “สมาร์ทแล็บอัจฉริยะ”  เสริมศักยภาพคนรุ่นใหม่

ดร.สุรัฐ ขวัญเมือง

ดร.สุรัฐ ขวัญเมือง อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การผลิตบุคลากรไทยให้ตอบสนองความต้องการออโตเมชั่นและหุ่นยนต์ให้ตอบโจทย์กับการพัฒนาประเทศไทย โดยมีการพัฒนาการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นวิทยาการควบคู่กับทักษะการปฎิบัติด้วยเครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัยกระตุ้นให้นักศึกษาใช้ความคิดสร้างเพื่อต่อยอดเป็นนวัตกรรมใหม่ได้ดีขึ้น

 “สมาร์ทแล็บอัจฉริยะ”  เสริมศักยภาพคนรุ่นใหม่
“ซึ่งในขณะนี้ภาคอุตสาหกรรมต้องการวิศวกรด้านออโตเมชั่นฯ จำนวนมาก รวมถึงบุคลากรด้านการซ่อมบำรุง หากมองภาพรวมแล้ว บุคลากรด้านระบบออโตเมชั่นไม่ได้ขาดแคลนในระดับปฏิบัติการ แต่สิ่งที่ขาดคือ บุคลากรที่จะพัฒนาต่อยอดระบบออโตเมชั่นให้มีประสิทธิภาพและทำประโยชน์ได้มากขึ้น”ดร.สุรัฐ กล่าว

 “สมาร์ทแล็บอัจฉริยะ”  เสริมศักยภาพคนรุ่นใหม่
นอกจากนี้ จุฬาฯ และเดลต้า ยังร่วมมือกันเพื่อเปิด “เมกเกอร์สเปซ” พื้นที่สำหรับนักประดิษฐ์ นักวิจัยและสตาร์ทอัพ มาพบปะทำงานและสร้างสรรค์ผลงานร่วมกัน คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2561

สมเด็จพระสังฆราชประทานพรปีใหม่ 61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306239

สมเด็จพระสังฆราชประทานพรปีใหม่ 61

พรปีใหม่, พระสังฆราช

สำนักงานเลขานุการฯ เผยภาพ สมเด็จพระสังฆราช ประทับเบื้องหน้าพระพุทธอังคีรส ประธานพระอุโบสถ วัดราชบพิตรฯ ประทานพรปีใหม่ 2561 “คนผู้มีสติ มีความเจริญทุกเมื่อ”

         เฟซบุ๊ก “สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช” เผยแพร่ภาพและข้อความระบุว่า “เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2561 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โปรดประทานพระรูป ฉายเบื้องหน้าพระพุทธอังคีรส ประธานพระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม แวดล้อมด้วยพัดพระยศสมเด็จพระสังฆราช ที่ทรงได้รับพระราชทานถวายในพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช 12 กุมภาพันธ์ 2560 และพัดแฉกงาพิเศษประดับพลอย ที่ทรงได้รับพระราชทานถวายในการพระราชกุศลฉลองพระชนมสบถ 90 พรรษา 26 มิถุนายน 2560

พร้อมกันนี้ ได้มีลายพระหัตถ์เชิญพระพุทธภาษิต เป็นพระคติธรรม ประทานพรสำหรับความสุขปีใหม่ พุทธศักราช 2561 มีข้อความระบุว่า “สติมโต สทา ภทฺทํ คนผู้มีสติ มีความเจริญทุกเมื่อ”

 สมเด็จพระสังฆราชประทานพรปีใหม่ 61


“ร.ร.นักอัลตราซาวด์ทางการแพทย์” แห่งแรกของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306204

“ร.ร.นักอัลตราซาวด์ทางการแพทย์” แห่งแรกของไทย

คุณภาพชีวิต, รร.นักอัลตราซาวด์

กุมภาฯ 2561 วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนและฝึกอบรมนักอัลตราซาวด์ทางการแพทย์เป็นแห่งแรกของประเทศไทย

          จากปัญหาขาดแคลนแพทย์สาขาอัลตราซาวด์ในพื้นที่โรงพยาบาลชนบทที่มีผู้ป่วยจำนวนมากแต่เครื่องมือและจำนวนบุคลากรแพทย์มีไม่เพียงพอ ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนไข้ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จึงร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยโมแนช ประเทศออสเตรเลีย จัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนและฝึกอบรมนักอัลตราซาวด์ทางการแพทย์

“ร.ร.นักอัลตราซาวด์ทางการแพทย์” แห่งแรกของไทย

เพื่อสามารถรองรับบุคลากรด้านการแพทย์ที่มีศักยภาพระดับสากล นำไปสู่การผลิตบุคลากรทางการแพทย์ นักวิจัย และนักพัฒนา โดยมีความรู้ความสามารถที่้เป็นสากล และนำไปใช้พัฒนาชนบทเพื่อสุขภาวะของประชาชนในถิ่นทุรกันดาร

“ร.ร.นักอัลตราซาวด์ทางการแพทย์” แห่งแรกของไทย

ภาพจาก เพจ Facebook Sonographer school CRA

หลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียนนักอัลตราซาวด์ทางการแพทย์ประกอบด้วย 2 หลักสูตร คือ 1. หลักสูตรอบรมระยะสั้น 3-5 วัน รุ่นละ 30 คน ผู้เข้าอบรมจะเป็นแพทย์ นักรังสีการแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ ที่มีความรู้ ความสามารถเฉพาะเรื่องอัลตราซาวด์อยู่แล้ว

2. หลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาอัลตราซาวด์ทางการแพทย์ รุ่นละ 20 คน  ซึ่งหลักสูตรนี้ผู้เข้าร่วมจะต้องจบการศึกษาสาขารังสีเทคนิค วิทยาศาสตร์สุขภาพ จึงจะเข้าอบรมได้ โดยมีหัวข้อการอบรมดังนี้ 1.อัลตราซาวด์ช่องท้อง 2.อัลตราซาวด์ทางสูติศาสตร์และระบบสืบพันธุ์ 3.อัลตราซาวด์เต้านมและต่อมไทรอยด์ 4.อัลตราซาวด์หลอดเลือดและการถ่ายภาพหลังผ่าตัด 5.อัลตราซาวด์กล้ามเนื้อและกระดูก 6.อัลตราซาวด์ทางกุมารเวชศาสตร์ 7.การทำวิจัยสาขาอัลตราซาวด์ทางการแพทย์

“ร.ร.นักอัลตราซาวด์ทางการแพทย์” แห่งแรกของไทย

ระยะเวลาในการดำเนินการเรียนการสอน หลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นเริ่มช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2561 เป็นต้นไป และหลักสูตรปริญญาโทแบ่งเป็น 2 ภาคการศึกษา โดยภาคการศึกษาที่ 1 เดือนสิงหาคม – ธันวาคม 2561 และภาคการศึกษาที่ 2 เดือนมกราคม – พฤษภาคม 2562

“ร.ร.นักอัลตราซาวด์ทางการแพทย์” แห่งแรกของไทย

ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจิรพร เหล่าธรรมทัศน์

ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจิรพร เหล่าธรรมทัศน์ ประธานโครงการจัดตั้งโรงเรียนนักอัลตราซาวด์ทางการแพทย์ กล่าวว่า โรงเรียนนักอัลตราซาวด์ทางการแพทย์เพื่อมุ่งเน้นผลิตนักอัลตราซาวด์ให้กับประเทศไทย โดยเฉพาะโรงพยาบาลในต่างจังหวัดและสถานพยาบาลห่างไกล เพื่อช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์

“ร.ร.นักอัลตราซาวด์ทางการแพทย์” แห่งแรกของไทย

ภาพจาก เพจ Facebook Sonographer school CRA

โดยในระยะต้นมุ่งเน้นในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ พยาบาล นักรังสีทางการแพทย์ ให้สามารถถ่ายทอดความรู้ตามแนวทาง “ครูผู้สร้าง” “เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ที่มีอยู่ตามที่ต่างๆ ทั่วประเทศให้มีความสามารถในการใช้เครื่องอัลตราซาวด์ได้อย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย” ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจิรพร กล่าว

ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจิรพร  กล่าวต่อว่า ในปัจจุบันเครื่องอัลตราซาวนด์ชนิดต่างๆ รวมถึงอัลตราซาวนด์ขนาดเล็กแบบพกพาส่วนตัวได้มีการใช้แพร่หลายขึ้น ทำให้องค์ความรู้ในการใช้อัลตราซาวนด์สำหรับทางการแพทย์แพร่หลายได้มากขึ้น และกว้างไกลขึ้นนอกเหนือจากชุมชนรังสีแพทย์

“ร.ร.นักอัลตราซาวด์ทางการแพทย์” แห่งแรกของไทย

นอกจากนี้ในโรงเรียนแพทย์หลายแห่งได้มีการจัดตั้งห้องเรียนสำหรับฝึกอัลตราซาวนด์สำหรับนักศึกษาแพทย์ ทำให้เห็นศักยภาพของการใช้เครื่องตรวจชนิดนี้ว่าจะมีการกระจายกว้างหลายยิ่งขึ้น ทั้งนี้รวมไปถึงนักศึกษาแพทย์ที่จบออกไปทำงานในโรงพยาบาลชุมชน และตามสถานพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศไทย

ชง”บิ๊กตู่”แก้ม.44 ขัดแย้งสพท.-ศธจ.แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306213

ชง”บิ๊กตู่”แก้ม.44 ขัดแย้งสพท.-ศธจ.แล้ว

คำสั่ง 19/2560, มาตรา 53, คสช., บิ๊กตู่

เผย “หมอธี” ส่งหนังสือ “บิ๊กตู่” ขอแก้คำสั่ง คสช.ที่ 19/2560 เคลียร์ขัดแย้ง ศธจ.-สพท.แล้ว เผยให้ตั้งผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนเท่าผอ.สพท.ร่วมเป็นกรรมการด้านบุคคล

            ภายหลังนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ จะเสนอพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แก้ไขคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 19/2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของ ศธ.เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.)

โดยขอแก้ไขมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุด คือ คณะกรรมการบูรณาการด้านการศึกษาและ คณะกรรมการการบริหารงานบุคคล ทั้ง 2 ชุดมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน  ศธจ. เป็นเลขานุการ และผอ.สพท. เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และแก้ไขในข้อ 13 คืนอำนาจมาตรา 53 ให้ผอ.สพท.มีอำนาจอนุมัติโยกย้ายตามมติกศจ.

ความคืบหน้าล่าสุด นายสุรินทร์  แก้มมณี  ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะผู้ดูแลการบริหารศึกษาธิการภาค (ศธจ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ นพ.ธีระเกียรติ ได้เสนอเรื่องขอแก้ไขคำสั่งดังกล่าว ให้พล.อ.ประยุทธ์ พิจารณาแล้ว ซึ่งการปรับแก้ก็เป็นไปตามแนวทางคือ มีกรรมการ 2 ชุด คือ การบูรณาการด้านการศึกษา และด้านบริหารงานบุคคล ทั้งนี้ ในส่วนของสัดส่วนกรรมการชุดบริหารงานบุคคล นอกจากมี ผอ.สพท.เป็นกรรมการแล้ว จะมีการตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ที่เป็นกลาง จำนวนเท่าผอ.สพท. มาเป็นกรรมการร่วมด้วย

ทั้งนี้ สำนักงานปลัดศธ. และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดคู่มือ การบริหารงานบุคคล ของสำนักงาน ศธจ. และสำนักงาน สพท.รอเพียงคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่19/2560 ที่ปรับแก้ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ  จะนำคู่มือการทำงานมาเปรียบเทียบกับคำสั่งเพื่อดูบทบาทหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานให้เป็นไปตามข้อกฎหมาย  คาดว่าไม่เกิน 2สัปดาห์   จะสามารถดำเนินการจัดทำคู่มือได้เรียบร้อย และแจกให้ศธจ. และสพท. ทั่วประเทศ

“เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยจะจัดประชุมทำความเข้าใจบทบาทการทำงาน ของทั้งศธจ.และสพท. เพื่อให้การดำเนินการถูกต้องตามหน้าที่ โดยภารกิจใหม่ ของศธจ.จะมีมากขึ้นเพราะเป็นหน่วยประสานหน่วยงานราชการที่จัดการศึกษาภายในจังหวัด จัดทำแผนนโยบายยุทธศาสตร์และการจัดการศึกษา และนิเทศติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาในจังหวัดและเป็นผู้แทนของ ศธ. ในการสั่งการงานทุกอย่างจากศธ. ที่จะลงไปยังพื้นที่”นายสุรินทร์ กล่าว

ว.24พ่นพิษ-59จ.ตั้งผอ.ร.ร.ไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306168

ว.24พ่นพิษ-59จ.ตั้งผอ.ร.ร.ไม่ได้

ว.24, ชะลอตั้งผู้บริหารโรงเรียน59จังหวัด

เวลานี้ศาลปกครองอุบลราชธานีได้มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามหลักเกณฑ์ ว 24/2560 ในข้อ10และ11 ก็ทำให้ 59 จังหวัดก็ต้องชะลอการพิจารณาย้ายผู้บริหารโรงเรียน

     เวลานี้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ยังต้องชะลอการพิจารณาและอนุมัติย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปี 2560 ที่ได้ยื่นคำร้อง 1-15 ส.ค.2560 ที่ผ่านมาออกไปชั่วคราว ตามหนังสือสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่ ศธ 0206.4/734 ลงวันที่ 20 ต.ค.2560  เนื่องจากศาลปกครองอุบลราชธานีจะมีคำสั่งทุเลาการบังคับ จนกว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งทุเลาการบังคับ..

ว.24พ่นพิษ-59จ.ตั้งผอ.ร.ร.ไม่ได้

ว.24พ่นพิษ-59จ.ตั้งผอ.ร.ร.ไม่ได้

    ก่อนหน้าที่ศาลปกครองอุบลราชธานีจะมีคำสั่งทุเลาการบังคับ พบว่ามีกศจ.18 แห่งได้มีคำสั่งย้ายตามหลักเกณฑ์ ว24/2560 เรียบร้อยแล้ว ที่ประชุม ก.ค.ศ.ที่มีนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ จึงมีมติให้ดำเนินการต่อไป แต่หากศาลพิพากษาเช่นไรก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ส่วนกศจ.19แห่งที่ได้พิจารณาแล้วแต่ยังไม่ได้ออกคำสั่ง และอีก 40 แห่งที่ยังอยู่ในกระบวนการก็ให้ชะลอไปก่อน

    เหตุผลของการชะลอดังกล่าว สืบเนื่องจากนายเฉลิมเกียรติ แก้วกนก ผู้อำนวยการโรงเรียนไผ่ใหญ่ศึกษา จ.อุบลราชธานี สถานศึกษาขนาดเล็ก ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 29 ยื่นฟ้อง คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ) ต่อศาลปกครองอุบลราชธานี เพราะได้รับความเดือดร้อนจากหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สพฐ.ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.4/ว24 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2560

ว.24พ่นพิษ-59จ.ตั้งผอ.ร.ร.ไม่ได้

     จนกระทั่งวันที่ 19 ต.ค.2560 ศาลปกครองอุบลราชธานี ได้มีคำสั่งทุเลาการบังคับหลักเกณฑ์ดังกล่าวในข้อ 10 และข้อ 11 ซึ่งเป็นขั้นตอนการพิจารณาย้ายผู้อำนวยการประถมศึกษาและมัธยมศึกษาไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา ด้วยเห็นว่าหลักเกณฑ์ในข้อดังกล่าว น่าจะขัดต่อหลักความเสมอภาคและมีการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม อันน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย

      ก่อนหน้าที่ศาลปกครองอุบลราชธานีจะมีคำสั่งทุเลาการบังคับ พบว่ามีกศจ.18 แห่งได้มีคำสั่งย้ายตามหลักเกณฑ์ ว24/2560 เรียบร้อยแล้ว ที่ประชุม ก.ค.ศ.ที่มีนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ จึงมีมติให้ดำเนินการต่อไป แต่หากศาลพิพากษาเช่นไร ก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง  ส่วนกศจ.19แห่งที่ได้พิจารณาแล้วแต่ยังไม่ได้ออกคำสั่ง และอีก 40 แห่งที่ยังอยู่ในกระบวนการก็ให้ชะลอไปก่อน พร้อมกันนี้ได้มอบหมายให้สำนักงาน ก.ค.ศ.ดำเนินการยื่นอุทธรณ์คำสั่งทุเลาต่อศาลปกครองสูงสุด เพราะหลักเกณฑ์ ว9/2559 ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์เดิมได้ถูกยกเลิก โดยหลักเกณฑ์ ว 24/2560 แล้วไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก!!

ว.24พ่นพิษ-59จ.ตั้งผอ.ร.ร.ไม่ได้

พินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์

     เวลานี้ศาลปกครองอุบลราชธานีได้มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามหลักเกณฑ์ ว 24/2560 ในข้อ10และ11 ก็ทำให้ทั่วประเทศก็ต้องชะลอการพิจารณาย้ายผู้บริหารไปก่อน แต่ก็ทราบมาว่ามีบางจังหวัดที่มีการอนุมัติย้ายภายหลังมีคำสั่งทุเลาการบังคับด้วยคือที่ชัยภูมิ และนครสวรรค์

    หลักเกณฑ์ ว24/2560 นี้ใช้พิจารณาคำร้องขอย้ายของผู้บริหารประถมศึกษา-มัธยมศึกษาทั่วประเทศ “พินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์” เลขาธิการ ก.ค.ศ. อธิบายว่า หลักเกณฑ์การย้าย ว 9/2559 และหลักเกณฑ์ ว 24/2560 มีการกำหนดสาระและองค์ประกอบเหมือนกัน แต่ที่ต่างกันคือในขั้นตอนการพิจารณาการย้ายในข้อ 10 และ 11 ของว 24/2560 ที่ีมีคำสั่งทุเลาการบังคับมีความรายละเอียดชัดเจนขึ้นและต้องเป็นไปตามลำดับ

     ดังนี้ 1.ย้ายผู้บริหารสังกัดเดียวกัน ในจังหวัดเดียวกัน สถานศึกษาขนาดเดียวกันพร้อมกันก่อน 2.ย้ายผู้บริหารสังกัดเดียวกัน สถานศึกษาขนาดเดียวกัน จังหวัดใกล้เคียง 3.ย้ายผู้บริหารสังกัดเดียวกันไปยังสถานศึกษาขนาดใกล้เคียงกัน ภายในจังหวัดเดียวกัน 4.ย้ายผู้บริหารสังกัดเดียวกัน ไปในสถานศึกษาขนาดใกล้เคียงกัน จังหวัดใกล้เคียงกัน 5.ย้ายไปสถานศึกษาต่างประเภท หรือข้ามขนาดสถานศึกษาที่เกินว่า 1 ขนาด ภายในจังหวัดเดียวกัน และ6.พิจารณาย้ายไปสถานศึกษาต่างประเภท หรือข้ามขนาดสถานศึกษาที่เกินว่า 1 ขนาดจากจังหวัดอื่น

ว.24พ่นพิษ-59จ.ตั้งผอ.ร.ร.ไม่ได้

   “ขณะนี้สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้จัดทำคำอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งทุเลาการบังคับของศาลปกครองอุบลราชธานี เพื่ออุทธรณ์คำสั่งทุเลาการบังคับดังกล่าวต่อศาลปกครองสูงสุด โดยได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์ไปยังศาลปกครองอุบลราชธานี ซึ่งเป็นศาลปกครองชั้นต้นที่มีคำสั่งเพื่อดำเนินการไปยังศาลปกครองสูงสุดต่อไป ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.9/999 ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 โดยจัดส่งทางไปรษณีย์วันเดียวกัน และ ได้จัดทำคำให้การแก้คำฟ้องส่งไปยังศาลปกครองอุบลราชธานี ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 ภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลปกครองอุบลราชธานีอนุญาตให้ขยายเวลายื่นคำให้การ โดยการอุทธรณ์ได้แจกแจงรายละเอียดทั้ง 2 หลักเกณฑ์ ซึ่งหลักเกณฑ์ใหม่มีความเป็นธรรมใช้กับผู้บริหารทุกคน”เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าว

ว.24พ่นพิษ-59จ.ตั้งผอ.ร.ร.ไม่ได้

  อย่างไรก็ตาม จากกรณีที่เกิดขึ้นทำให้มีการอภิปรายกันในวงประชุมก.ค.ศ.ทั้งในแง่การกำหนดตัวชี้วัดขององค์ประกอบว่า แท้จริงแล้วมีความเข้าใจตรงกันหรือไม่ และควรให้ส่วนราชการกำหนดเองแบบที่ทำอยู่ดีอยู่แล้ว หรือให้สำนักงานก.ค.ศ.กำหนดเป็นมาตรฐานกลาง แบบไหนจะเหมาะสมกว่ากัน ซึ่งโดยเจตนาที่ให้ส่วนราชการแต่พื้นที่กำหนดตัวชี้วัดขององค์ประกอบต่างๆได้เองนั้นก็เพื่อให้อิสระแก่ส่วนราชการ พิจารณาได้อย่างเหมาะสมตามบริบทของพื้นที่ แต่ก็ยังไม่มีีข้อยุติ แต่แนวโน้มจะนำไปสู่การพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์การขอย้ายใหม่ในูภาพรวมทั้งระบบ

ว.24พ่นพิษ-59จ.ตั้งผอ.ร.ร.ไม่ได้

เฉลิมเกียรติ แก้วกนก

      ด้านผู้ฟ้องคดี “เฉลิมเกียรติ แก้วกนก” บอกว่า แม้ส่วนตัวจะไม่ได้ยื่นขอย้ายในครั้งนี้ แต่ถือเป็นคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากหลักเกณฑ์ ว24/2560 เพราะกฎนี้บังคับใช้กับผู้บริหารสถานศึกษาทุกคน โดยเฉพาะผู้บริหารสถารศึกษาขนาดเล็ก ขนาดกลางได้รับผลกระทบวงกว้าง หลักเกณฑ์ดังกล่าวไม่เป็นธรรมโดยเฉพาะประเด็นการพิจารณาการเสนอขอย้ายของผู้บริหารสถานศึกษาข้อ 10 และ 11 ที่กำหนดต้องเป็นขนาดเดียวกันและในพื้นที่เดียวกันก่อน

    เมื่อไม่มีตำแหน่งจึงจะขอข้ามจังหวัดได้ เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของผู้บริหารทั่วประเทศ ขัดกับรัฐธรรมแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 38 ที่ระบุว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการเดินทางและการเลือกถิ่นที่อยู่ได้ และไม่ได้เป็นการส่งเสริมให้ผู้บริหารได้พัฒนาตนเองหรือได้รับโอกาสที่พิจารณาย้ายไปในสถานศึกษาที่ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ และขนาดใหญ่พิเศษ ตามประวัติผลงานแต่เป็นการออกกฎให้ผู้บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่ได้รับสิทธิย้ายไปในสถานศึกษาขนาดใหญ่เท่านั้น อีกทั้งหลักเกณฑ์นี้ยังไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการย้ายผู้บริหารตามมาตรา 6 พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และมาตรา 29 พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 ที่ยึดความถูกต้อง โปร่งใส ยุติธรรม ตรวจสอบได้ และเสมอภาคเท่าเทียม

ว.24พ่นพิษ-59จ.ตั้งผอ.ร.ร.ไม่ได้

       “ในหลักเกณฑ์เดิม ว 9/2554 นั้นการขอย้ายจะพิจารณาในคราวเดียวกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษาขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ในพื้นที่เดียวกัน หรือข้ามพื้นที่ก็ตาม แต่การกำหนดเช่นนั้นในข้อ 10 และ 11 ในหลักเกณฑ์ ว 24/2560 ถือได้ว่าไม่เป็นธรรม แม้จะมีในส่วนองค์ประกอบการให้คะแนน แต่การพิจารณาก็ยึดพื้นที่ผู้บริหารบางรายต้องการขอย้ายกลับไปทำงานที่ภูมิลำเนาก็ไม่สามารถทำได้ ตัวผมเองอยู่สถานศึกษาขนาดเล็กมาเป็น 10 ปีเฉพาะที่โรงเรียนไผ่ศึกษาก็มาปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ปี 2557 ดูแลเด็กราว 300 คนจนถึงปัจจุบันก็พัฒนาคุณภาพต่อเนื่อง ส่งผลให้ได้รับรางวัลระดับชาติ 8 รางวัล และยังเป็นสถานที่ศึกษาดูงานของโรงเรียน/หน่วยงานทั่วประเทศ จากปี 2557-ปัจจุบัน มี 224 โรงเรียน/หน่วยงาน เพราะเป็นโรงเรียนปลอด 0 ,ร.และ มส. ปลอดขยะ  ผมยืนยันว่าผู้บริหารส่วนใหญ่กว่า 90% ไม่เห็นด้วยกับหลักเกณฑ์ดังกล่าวและถ้าห่วงเรื่องประสบการณ์ก็เชื่อว่าทุกคนมีความสามารถ มีการพัฒนาตนเอง เวลานี้ศาลปกครองอุบลราชธานีได้มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามหลักเกณฑ์ ว 24/2560 ในข้อ 10 และ 11 ก็ทำให้ทั่วประเทศก็ต้องชะลอการพิจารณาย้ายผู้บริหารไปก่อน แต่ก็ทราบมาว่ามีบางจังหวัดที่มีการอนุมัติย้ายภายหลังมีคำสั่งทุเลาการบังคับด้วย ส่วนที่สำนักงาน ก.ค.ศ.ได้ทำหนังสืออุทธรณ์คำสั่งทุเลาการบังคับนั้นก็เป็นไปตามกระบวนการ ส่วนตัวผมก็ได้เตรียมการไว้แล้วทันทีที่ได้รับหนังสือจากศาลปกครองสูงสุดก็จะทำหนังสือคัดค้านการขออุทธรณ์ชี้แจงไปยังศาลปกครองสูงสุดต่อไป” นายเฉลิมเกียรติ กล่าว

ว.24พ่นพิษ-59จ.ตั้งผอ.ร.ร.ไม่ได้

     ก่อนหน้านี้ “เฉลิมเกียรติ” ได้ร่วมกับนายไพรวัลย์ แสนแดง ผอ.โรงเรียนดงยางวิทยาคม สพม.29, ได้ฟ้อง กศจ.อุบลราชธานีเมื่อวันที่ 2 ตุลา 2559 และ26 ตุลา 2559 ศาลปกครองอุบลราชธานีได้ตัดสินคดีหมายเลขดำที่ บ.79/2559 และคดีหมายเลขแดงที่บ.54/2560 และได้ตัดสินเมื่อวันที่ 31 สค.2560 ให้เพิกถอนการดำหนดรายละเอียดและค่าคะแนนขององค์ประกอบที่ 3 ผลการปฏิบัติงานข้อ 3.2ขององค์ประกอบที่ 6 การรักษาวินัยและจรรยาบรรณ และองค์ประกอบที่ 8 ความอาวุโสตามหลักราชการ. ขั้นตอน กศจ.อุบลราชธานีได้อุทรณ์คำสั่งไปที่ศาลปกครองสูงสุด และศาลปกครอง ได้ส่งคำอุทรณ์มาที่นายเฉลิมเกียรติ์ และได้ทำคำแก้อุทรณ์ส่งกลับไปที่เรียบร้อย รอศาลปกครองวินิจฉัย

      ต่อมาได้ร่วมกับนายไพรวัลย์ แสนแดง ผอ.โรงเรียนดงยางวิทยาคม สพม.29, นายพุทธิพัฒน์ ปริชวริชวงษ์ ผอ.โรงเรียนบ้านบุ่งมะแลง สพป.อบ.4 และนายชาคริต พิมพ์หล่อ ผอ.โรงเรียนโขงเจียมวิทยาคม สพม.29 ร่วมกันเป็นโจทก์คดีอาญา 11 คดียื่นฟ้องอดีต กศจ. 33 รายต่อ ศาลคดีทุจริตประพฤติมิชอบกลาง จากกรณีการโยกย้ายและแต่งตั้งผู้บริหารสถานศึกษาประจำปี 2559 เมื่อวันที่ 3 พ.ย.59 โดยไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมและศาลปกครองได้มีคำสั่งเพิกถอนติดังกล่าว

     และสำนักงาน ก.ค.ศ.ได้มีหนังสือเลขที่ ศธ 0206.9/532 ลงวันที่ 11 กรกฏาคม 2560 เรื่อง ก.ค.ศ.มีมติ ให้เพิกถอนคำสั่งการย้ายตามมติ กศจ.ดังกล่าวเพราะเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากมีการให้คะแนนผิดพลาดคลาดเคลื่อน และเป็นผลให้ยกเลิก คำสั่งสำนักงานเขตพื้นที่ศึกษาการมัธยมศึกษา เขต 29 ที่ 663/2559 เรื่อง ย้ายและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคคลากรทางการศึกษา ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2559 และให้ออกคำสั่งใหม่ตามผลคะแนนที่ถูกต้อง คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งก็ได้มีการส่งหนังสือคัดค้านการอุทธรณ์แล้วเช่นกัน

ผุดคูปองงบวิจัย กระตุ้นงานวิจัยอุดมศึกษาขายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306169

ผุดคูปองงบวิจัย กระตุ้นงานวิจัยอุดมศึกษาขายได้

คูปองงบวิจัย, งานวิจัยขายได้, เครื่องมือทางการแพทย์, สถาบันอุดมศึกษาและภาคเอกชน

คณะอนุกรรมการสถาบันอุดมศึกษาร่วมภาคเอกชนฯ เล็งปรับพ.ร.บ.เครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551 สอดคล้องมาตรฐานนานาชาติ พร้อมปรับกระบวนการวิจัย ชี้ 2 หุบเหวทำงานวิจัยขายไม่ได้

        “ประเทศไทยจะก้าวสู่ ไทยแลนด์ 4.0” ได้นั้น  ต้องเกิดจากความร่วมกันของทุกภาคส่วน  “คณะอนุกรรมการสถาบันอุดมศึกษาร่วมภาคเอกชน พัฒนาการศึกษา การวิจัย นวัตกรรม และสิ่งประดิษฐ์” อีกหนึ่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาระบบการศึกษาและการวิจัย ที่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ

 ศ.นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ กล่าวภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการสถาบันอุดมศึกษาร่วมภาคเอกชน ฯ ครั้งที่ 2/2560  ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาใน 2 ประเด็นหลักๆ คือ 1.การปรับแก้พระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์  พ.ศ.2551  เนื่องจากพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวไม่สามารถทำให้เกิดการผลักดันในเรื่องต่างๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการ มาตรฐานระดับนานาชาติได้ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องอุปกรณ์ทางการแพทย์ทั้งในคนและสัตว์  การควบคุมมาตรฐาน การทดลอง  การวิจัย เป็นต้น โดยเฉพาะอุปกรณ์ทางการแพทย์ในสัตว์ ประเทศไทยยังไม่ได้มองเรื่องดังกล่าวเท่าที่ควร ซึ่งหากจะยกระดับประเทศสู่มาตรฐานนานาชาติได้นั้น ต้องมีการปรับพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวให้มีความทันสมัย ครอบคลุม และมีความคล่องตัว ส่งเสริมอุตสาหกรรมทางการแพทย์ ซึ่งเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีศักยภาพมาก และสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ ดังนั้น ที่ประชุมได้มอบหมายให้ กระทรวงสาธารณสุข เป็นเจ้าภาพในการปรับแก้พ.ร.บ.ดังกล่าว

2.ต้องปรับกระบวนการตั้งแต่การศึกษาวิจัยจากมหาวิทยาลัย การออกใบรับรอง มาตรฐาน การตลาด จนนำไปสู่การผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นผลงานที่สามารถขายได้จริง มีประสิทธิ์ภาพและได้รับมาตรฐานนานาชาติ โดยที่ผ่านมามี 2 หุบเหว ทำให้การผลิตงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสู่การขายไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงนั้น คือ 1. หลังจากมหาวิทยาลัยผลิตผลงานต้นแบบได้แล้วนั้น ไม่มีหน่วยงานภาคเอกชนเข้ามาให้การสนับสนุนหรือมาร่วมลงทุน เนื่องจากภาคเอกชนไม่ทราบ และผลงานดังกล่าวอาจไม่ตอบโจทย์ ซึ่งถือเป็นปัญหาเดิมๆ และได้รับการแก้ไขไปบางส่วน ดังนั้น รัฐบาลจะเป็นตัวประสานให้สถาบันอุดมศึกษาและภาคเอกชนได้ดำเนินการร่วมกันมากยิ่งขึ้น เกิดการสนับสนุนมากยิ่งขึ้น 2. การดำเนินการทางการตลาดที่จะทำให้เกิดการซื้อขาย ใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เกิดจากการศึกษาค้นคว้าฝีมือของนักวิจัยไทยจริงๆ ซึ่งเบื้องต้น ได้มีการเสนอให้จัดทำคูปองงบสนับสนุนวิจัย เพื่อส่งเสริมให้นักวิจัยที่ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สามารถใช้งานได้จริง มีทุนในการทำการตลาด เพราะที่ผ่านมานอกจากทำการตลาดไม่สำเร็จแล้ว ปัญหาเกิดจากคนไทยไม่เชื่อใจกันเอง ถ้าเป็นของที่ผลิตในประเทศไทยกลับไม่ใช่ เช่น หุ่นยนต์ดินสอ หุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุ ผลงานของอาจารย์คนไทย ตอนแรกที่เปิดขายในประเทศกลับไม่มีผู้ซื้อ แต่เมื่อไปขายที่ประเทศญี่ปุ่นกลับได้รับความสนใจจำนวนมาก พอนำกลับมาขายที่ไทยอีกครั้งกลับขายได้ ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลต้องให้การสนับสนุน ทำให้เกิดการตลาด เพิ่มยอดขาย

เปิดทางให้เอกชนพิมพ์ตำราเรียน 16 ล้านเล่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306163

เปิดทางให้เอกชนพิมพ์ตำราเรียน 16 ล้านเล่ม

ตำราเรียนปี 2561, แบบเรียน, ตำราเรียน

มติบอร์ดองค์การค้าฯให้จ้างเอกชน ร่วมพิมพ์ตำราเรียน 16 ล้านเล่ม เหตุกำลังผลิตที่มีและเวลาที่เหลือพิมพ์ไม่ทัน ใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างอิเล็กทรอนิกส์ยันส่งทันเปิดเทอม

            องค์การค้าของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) มีเป้าหมายในการจัดพิมพ์หนังสือเรียนจำหน่ายให้ทันก่อนเปิดภาคเรียนที่  1 ปีการศึกษา 2561 ราว 29 ล้านเล่ม นายพินิจศักดิ์  สุวรรณรังค์  เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า เนื่องจากขณะนี้กำลังการผลิตหนังสือเรียนที่องค์การค้าฯ ดำเนินการได้นั้น ตกอยู่ประมาณ 1 แสนเล่มต่อวัน และหากคำนวนระยะเวลาที่เหลืออยู่ที่จะต้องจำหน่ายและจัดส่งหนังสือเรียนไปยังสถานศึกษาให้ทันก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 องค์การค้าฯจะสามารถพิมพ์หนังสือได้ 13 ล้านเล่ม ขณะที่ยอดการจัดพิมพ์หนังสือและแบบเรียนในครั้งนี้อยู่ที่ 29 ล้านเล่ม แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มหนังสือเรียนที่ต้องพิมพ์เพิ่มเติม ระดับประถมศึกษาปีที่ 1,ป.4 ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1และม.4 ประมาณ 21 ล้านเล่ม และหนังสือที่มีการปรับปรุงเนื้อหาบางส่วน คือ กลุ่มสาระวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และภูมิศาสตร์ ประมาณ 8 ล้านเล่ม

ดังนั้น องค์การค้าฯ จึงได้เสนอขอจ้างบริษัทเอกชนมาร่วมดำเนินการจัดพิมพ์หนังสือเรียนและแบบเรียน จำนวน 16 ล้านเล่ม ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การค้าฯ ที่มีนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานมีมติอนุมัติตามที่เสนอโดยให้จะใช้วิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Bidding)

“นพ.ธีระเกียรติย้ำในที่ประชุมว่าการอนุมัติครั้งนี้ เป็นการอนุมัติให้จ้างพิมพ์แบบเรียนด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Bidding) โดยให้ดำเนินการตามระเบียบที่กฎหมายกำหนด รวมถึงคำนึงถึงความโปร่งใสและเป็นธรรม และตั้งข้อสังเกตุว่า การจัดพิมพ์หนังสือเรียนในคราวต่อไปอยากให้ทำแผนการดำเนินงานไว้ล่วงหน้าเพื่อให้อยู่ในกำลังวิสัยที่องค์การค้าฯ สามารถจัดพิมพ์ได้เองตามเวลาที่กำหนด”นายพินิจศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้องค์การค้าฯ จะเปิดประชาพิจารณ์ร่างการจัดทำขอบเขตของงานหรือทีโออาร์ เป็นเวลา 3วัน หากไม่มีผู้คัดค้าน จะประกาศให้บริษัทเอกชนยื่นข้อเสนอประกวดราคาเป็นเวลา 20 วัน ก่อนคัดเลือกบริษัทที่เหมาะสม ทั้งนี้การจัดพิมพ์หนังสือเรียนจะต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 2เมษายน 2561 เพื่อให้ทันในก่อนการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 ในเดือนพฤษภาคม 2561

ศธ.ให้ของขวัญปีใหม่”ติวฟรี.คอม”สอนเสริมออนไลน์เด็กไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306108

ศธ.ให้ของขวัญปีใหม่”ติวฟรี.คอม”สอนเสริมออนไลน์เด็กไทย

ศธ.สอนเสริมออนไลน์, เว็บติวฟรีดอทคอม, ติวฟรีคอม

ศธ.มอบของขวัญปีใหม่เด็กไทย จัด “ติวฟรีดอทคอม”สอนเสริมออนไลน์ทุกกลุ่มวิชา คาดเปิดตัววันเด็กปี61 ย้ำไม่ใช่การติวแต่เป็นการสอนเสริม

      ปี2561 นี้ ทางกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ภายใต้การบริหารงานของ “นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ” เตรียมจัดมอบของขวัญปีใหม่แก่เด็กไทยทุกคนให้สามารถเข้าถึงการสอนเสริม  ตามที่ศธ.ได้มีนโยบายต้องการให้เด็กทุกคนเข้าถึงบทเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ทุกกลุ่มนั้น ขณะนี้ศธ. ได้ดำเนินโครงการ “ติวฟรีดอทคอม” เสร็จสิ้นแล้ว

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ศธ.ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน อาทิ มูลนิธิยุวสถิรกุล สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นต้น

โดย มีสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นเจ้าภาพในการดูแลโครงการนี้  และได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วพร้อมจะมอบให้เป็นของขวัญปีใหม่และเปิดตัวโครงการนี้ในวันเด็กแห่งชาติ เพื่อมอบเป็นของขวัญวันเด็กแก่เด็กนักเรียนทุกคนทั่วประเทศได้ใช้งาน

สำหรับ “โครงการติวฟรีดอทคอม” จะเป็นรูปแบบของการเรียนออนไลน์แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ การนำติวเตอร์ชื่อดังมาสอนเทคนิคเคล็ดลับการเรียนรู้วิชาต่างๆ และ การเรียนเสริมนอกบทเรียนในกลุ่มวิชาสาระการเรียนรู้หลัก รวมถึงจะมีแนวข้อสอบแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) และคลังข้อสอบต่างๆให้แก่เด็กนำไปเตรียมตัวสอบได้ทั้งการสอบของสพฐ.และการจัดสอบของ สทศ.ด้วย

“โครงการดังกล่าวไม่ใช่เป็นการเปิดติว แต่จะเป็นการจัดกระบวนการด้านการเรียนการสอนให้เด็กทุกคนได้เข้าถึงบทเรียนดีๆและคลังข้อสอบต่างๆ  ซึ่งไม่ใช่เป็นการนำเนื้อหาจากแหล่งอื่นๆแล้วมาวางแปะๆให้เด็กเรียนรู้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ทั้งนี้รูปแบบติวฟรีดอมจะทำเป็นเว็บไซต์และแอพลิเคชั่นให้เด็กสามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้”” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

สำหรับโครงการนี้ถือเป็นการต่อยอดนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เคยมอบ ให้ศธ.จัดทำซีดี และเอกสารประกอบการสอนแนะนำเทคนิคการเรียนจากติวเตอร์ที่มีเทคนิคการสอนดีส่งไปให้นักเรียนในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลได้เรียนรู้เช่นเดียวกันเด็กในเมือง

อย่างไรก็ตามการทำโครงการติวฟรีดอทคอมถือเป็นการปฎิรูปการศึกษาที่เราจะก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 พร้อมมุ่งปฎิรูปให้เกิดผลสัมฤทธิ์เพื่อไปถึงตัวเด็กอย่างแท้จริง