“บิ๊กอู๋”หนุนคนพิการทำงาน ใช้สิทธิ ม.35 แล้ว กว่า2หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306056

“บิ๊กอู๋”หนุนคนพิการทำงาน ใช้สิทธิ ม.35 แล้ว กว่า2หมื่น

กระทรวงแรงงาน, คนพิการ, จ้างงานคนพิการ, บิ๊กอู๋, พล.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว, รมว.แรงงาน, นายอนุกรัษ์

“บิ๊กอู๋” หนุนสร้างงานคนพิการ ใช้สิทธิ ม.35 แล้วกว่า 2 หมื่นราย หรือร้อยละ 96 เผยนำร่องจ้างคนพิการทำงานร่วม 90คน

          17 ธ.ค.2560 นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า การสร้างงานให้คนพิการ เพื่อให้มีรายได้ เป็นนโยบายที่ พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยได้มอบหมายให้กรมการจัดหางานเร่งสร้างการรับรู้เกี่ยวกับมาตรา 35 ตามพ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ให้แก่คนพิการและนายจ้าง/สถานประกอบการ พร้อมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้คนพิการได้รับสิทธิมากยิ่งขึ้น

ซึ่งที่ผ่านมานั้น กรมการจัดหางานได้สนับสนุนให้คนพิการใช้สิทธิตามมาตรา 35 ใน 7 ประเภทกิจกรรม ได้แก่ 1) ให้สัมปทาน เช่น ให้สัมปทานพื้นที่ทำการเกษตร ตู้เครื่องดื่มอัตโนมัติในบริเวณสถานประกอบการ ให้ช่องสัญญานวิทยุ/โทรทัศน์ จัดสรรเสื้อโปโลของสถานประกอบการให้คนพิการไปจำหน่าย เป็นต้น

 

"บิ๊กอู๋”หนุนคนพิการทำงาน  ใช้สิทธิ ม.35 แล้ว กว่า2หมื่น

2) จัดสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ เช่น โรงพยาบาลจัดพื้นที่ให้คนพิการเปิดร้านขายดอกไม้ สถานประกอบการจัดพื้นที่ให้เปิดบริการรับฝากรถ เป็นต้น 3) จัดจ้างเหมาช่วงงานหรือจ้างเหมาบริการโดยวิธีพิเศษ เช่น จ้างเหมาบริการให้คนพิการนวดผ่อนคลาย ทำความสะอาดสำนักงาน เป็นต้น 4) ฝึกงาน เช่น จัดหลักสูตรฝึกการเจียระไนอัญมณี การซ่อมคอมพิวเตอร์พื้นฐาน ซ่อมเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น 5) จัดให้มีอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ติดตั้งลิฟท์สำหรับคนพิการทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหว สร้างพื้นผิวต่างสัมผัสสำหรับคนพิการทางการเห็น เป็นต้น

6) ล่ามภาษามือ เช่น จ้างล่ามภาษามือเพื่อคนพิการทางการได้ยินให้สื่อสารกับหัวหน้างานหรือเพื่อนร่วมงาน เป็นต้น 7) ให้ความช่วยเหลืออื่นใด เช่น มอบเงินให้คนพิการซื้ออุปกรณ์ทำไม้กวาดเพื่อจำหน่าย ซื้อสินค้าที่คนพิการทำเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ สร้างร้านจำหน่ายสินค้าในชุมชน สร้างศูนย์การเกษตร เป็นต้น ซึ่งมีหลักเกณฑ์ว่า การจัดทำสัญญาขอใช้สิทธิของทั้งสองฝ่ายเป็นไปโดยสมัครใจ และรายชื่อคนพิการที่ขอใช้สิทธิจะต้องไม่ซ้ำซ้อนกัน โดยเจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่พบคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการว่าได้รับสิทธิเป็นไปตามคำขอใช้สิทธิหรือไม่

นายอนุรักษ์  กล่าวอีกว่า จากการดำเนินงานที่ผ่านมา ขณะนี้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการมาใช้บริการขึ้นทะเบียนขอใช้สิทธิตามมาตรา 35 แล้ว จำนวน 21,868 ราย ได้รับสิทธิตามมาตรา 35 จำนวน 21,073 ราย คิดเป็นร้อยละ 96.36

 

"บิ๊กอู๋”หนุนคนพิการทำงาน  ใช้สิทธิ ม.35 แล้ว กว่า2หมื่น

“นอกจากนี้ กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางานซึ่งเป็นหน่วยงานหลักนำร่องการจ้างคนพิการทำงานในหน่วยงานภาครัฐได้บรรจุคนพิการเข้าทำงานจำนวน 90 ราย เป็นข้าราชการ จำนวน 2 ราย พนักงานราชการ 1 ราย และจ้างเหมาบริการตามโครงการส่งเสริมคนพิการทำงานในหน่วยงานภาครัฐ โดยทำงานที่กรมการจัดหางานทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จำนวน 87 ราย ติดต่อขอรับบริการหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือโทรสายด่วนกรมการจัดหางาน 1694 ” นายอนุรักษ์ กล่าวในที่สุด

เกิดแน่!!ก.การอุดมศึกษา ปี61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306028

เกิดแน่!!ก.การอุดมศึกษา ปี61

ทีแคส, ก.การอุดมศึกษา, ทปอ.

ทปอ. หนุน”หมออุดม” ตั้งก.การอุดมศึกษา คาดเกิดแน่ปี61 พร้อมปรับตัว หลักสูตร งานวิจัย พัฒนาประเทศ เผยทีแคสรอบแรกมีผู้ยืนยันสิทธ์ 29,715 คน

      ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.)กล่าวภายหลังการประชุมทปอ.ว่าทางทปอ.พร้อมนำนโยบาย ศ.นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ.มาสู่การปฎิบัติ ทั้งในเรื่องมหาวิทยาลัยไทยต้องเปลี่ยน เพราะถ้าไม่มีเปลี่ยนจะไม่ทันโลก ไม่ทันนักศึกษารุ่นใหม่ที่เข้ามา มหาวิทยาลัย ต้องเป็นมหาวิทยาลัยดิจิตอล เรียนรู้ได้ทุกที่ ต้องปรับหลักสูตรให้ทันสมัย  ตรงกับความต้องการของนักศึกษา อาชีพในอนาคต  ทำให้นักศึกษาได้ประโยชน์ ไม่ใช่ได้เฉพาะใบปริญญา และไม่ใช่หลักสูตรโบราณ  นอกจากนั้น มหาวิทยาลัยต้องไม่มีกำแพงระหว่างสาขา คณะ  มหาวิทยาลัยต้องช่วยกันทำลายกำแพงเหล่านี้

“ทปอ.มีนโยบาย ทปอ.บวกๆ คือ บวกทุกมหาวิทยาลัยในไทย ทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฎ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และมหาวิทยาลัยเอกชน เพื่อช่วยสังคมลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันได้ในอนาคต  นอกจากนี้ รมช.ศึกษาธิการ รับปากจะผลักดันให้เกิดกระทรวงการอุดมศึกษา ก่อนการเลือกตั้งหรือภายในปี2561 ซึ่งทปอ.พร้อมให้การสนับสนุนการดำเนินงานในทุกเรื่อง”ประธานทปอ.กล่าว

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบรายงานข้อมูลการสมัครคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาประจำปีการศึกษา 2561 ในระบบ TCAS หรือทีแคส ซึ่งเปิดรับการคัดเลือกในรอบที่1 คัดเลือกจากแฟ้มสะสมงาน หรือPortfolio โดยสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมคัดเลือกในระบบทีแคส ในรองที่1 จำนวน 76 สถาบัน จำนวนที่เปิดรับ 102,270 คน มีผู้สมัคร 131,784 คน ผ่านการสอบสัมภาษณ์ 59,032 คน มีผู้ยืนยันสิทธ์ 29,715 คน อย่างไรก็ตามพบว่าการสมัครในรอบนี้มีที่นั่งเหลืออีกจำนวนมาก ซึ่งนักเรียนไม่ต้องกังวลใจ เพราะแต่ละแห่งเปิดรับหลายรอบแน่นอน ดังนั้น ที่นั่งที่เหลือในรอบนี้จะถูกปรับไปใช้ในการตัดเลือกรอบต่อไป รวมถึงรับทราบการจัดงานครบรอง 45 ปี ทปอ.”มหกรรมอุดมศึกษา:อุดมศึกษา-พลังขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 ระหว่างวันที่ 2-4 มีนาคม 2561 คาดว่าจะมีผู้ร่วมงานไม่ต่ำกว่า 20,000 คน ในการนี้ทปอ.ได้กราบบังคมทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเป็นองค์ประธานในการเปิดงานครั้งนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม ภายในงานจะมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุดมศึกษาไทยที่แสดงให้เห็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศ

“หมออุดม”แนะ4เรื่้องทปอ.ต้องทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305998

“หมออุดม”แนะ4เรื่้องทปอ.ต้องทำ

รมช.ศึกษาธิการ, มอบนโยบาย, ทปอ., หมออุดม

รมช.ศึกษาธิการ มอบนโยบายอุดมศึกษาทปอ.เน้นตอบโจทย์ ไทยแลนด์ 4.0 แนะพัฒนาหลักสูตรผู้สูงอายุ บูรณาการคณะผลิตบัณฑิตมีความรู้หลายศาสตร์ ของบวิจัย1%ในปีงบฯ2562

        เมื่อวันที่17 ธ.ค.ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) ศ.นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการกล่าวภายหลังการมอบนโยบายให้แก่ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) ในการประชุมสามัญทปอ.และสมาคมทปอ.ครั้งที่ 6/2560 ว่าทปอ.เป็นหน่วยที่ใหญ่ของอุดมศึกษาไทยในการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศ ซึ่งได้มอบนโยบาย 4 ประเด็นใหญ่ๆ ดังนี้ 1.มหาวิทยาลัยต้องช่วยตอบโจทย์พัฒนาประเทศ โดยดำเนินการตามยุทธศาสตร์ของชาติ และตอบโจทย์ไทยแลนด์4.0ดูแลศักยภาพของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะนักศึกษา หรือบุคลากรของมหาวิทยาลัย รวมถึงการเรียนการสอนต้องเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะอนาคตคนเรียนอาจจะไม่ต้องเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยโดยตรง

2. มหาวิทยาลัยต้องเปิดหลักสูตรผู้สูงอายุ เพิ่มศักยภาพของผู้สูงอายุ เพราะตอนนี้มีผู้สูงอายุ 25% และอนาคตจะมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น มหาวิทยาลัยต้องปรับศักยภาพของตนเอง พัฒนาหลักสูตรผู้สูงอายุ และทุกหลักสูตรต้องมีระบบการดูแลผู้สูงอายุร่วมด้วย อีกทั้ง มหาวิทยาลัยต้องปรับปรุงหลักสูตรให้มีความหลากหลายและหลายศาสตร์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียน ให้เหมาะสมกับเด็กรุ่นใหม่  โดยการเรียนในห้องเรียน มหาวิทยาลัยอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ให้เท่าทันการใช้ชีวิตเด็กและ เทคโนโลยีต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป

3.การวิจัย ต้องมองถึงผลสัมฤทธิ์ของผู้ใช้ โดยเป็นงานวิจัยที่สามารถนำมาใช้ได้จริง มีองค์ความรู้ใหม่ ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ ซึ่งในฐานะ รมช.ศึกษาธิการ จะดำเนินการผลักดันของบวิจัยให้ได้1% ของผลผลิตมวลรวมของประเทศ ในปีงบประมาณ 2562  เพื่อใช้กลไกของงบประมาณผลักดันงานวิจัย เพราะขณะนี้แม้งบวิจัยก้อนใหญ่จะอยู่ที่มหาวิทยาลัยแต่ภาพรวมยังกระจัดกระจาย และไม่เพียงพอ ขณะเดียวกันการขอความร่วมมือจากภาคอุตสาหกรรม ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ เพราะการให้มหาวิทยาลัยเข้าไปดำเนินการสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมโดยตรง อาจจะไม่ได้สร้างความน่าเชื่อถือเท่าที่ควร ภาครัฐต้องเข้าไปช่วยสนับสนุนเพิ่มเติมในเรื่องนี้

และ4.มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งต้องแลกเปลี่ยนบุคลากรร่วมกัน และต้องมีการปรับตัว ปรับหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน โดยบูรณาการหลายศาสตร์เข้าด้วยกัน  เพราะการเรียนในอนาคตจะสอนให้เด็กเก่งศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง คณะใดคณะหนึ่งอาจไม่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ  การเรียนการสอนต้องทำให้เด็กมีความเก่งครอบคลุมในหลายศาสตร์ เช่น เรียนคณะนิติศาสตร์ ก็ต้องมีความรู้ด้านรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เพื่อบูรณาการความรู้มาใช้ในการพัฒนาตนเองและประเทศชาติต่อไป อย่างไรก็ตาม ขณะนี้โลกมีการเปลี่ยนแปลง ในต่างประเทศมีหลายมหาวิทยาลัยกำลังปิดตัว มหาวิทยาลัยไทยก็ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่เช่นนั้นก็จะไม่สามารถเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศได้

จัดระเบียบเด็ก มมส ไม่ฝ่าไฟเหลือง!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305958

จัดระเบียบเด็ก มมส ไม่ฝ่าไฟเหลือง!!

ไม่ฝ่าไฟเหลือง, วินัยจราจร, พฤติกรรมขับขี่

นิเทศฯ มมส รวมพลังคนรุ่นใหม่ ผุด “Yellow Stop เบรกรถหยุดฝ่า” ขับเคลื่อนสังคมสร้างวินัยการขับรถดี ร่วมอาจารย์ เจ้าหน้าที่จัดระเบียบจราจร นักศึกษาไม่ฝ่าไฟเหลือง

      ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสภาพแวดล้อมด้านการจราจร รอบรั้วมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานับหลายปีจนถึงปัจจุบัน  ก่อให้เกิดอุบัติเหตุจราจรทางถนนหลายสาเหตุ เช่น ขับรถเร็วเกินกำหนด ไม่สวมหมวกนิรภัย  ขับรถย้อนศร แซงรถในที่คับขัน แต่สิ่งหนึ่งที่หลายคนมักมองข้าม คือ การขับรถฝ่าสัญญาณไฟจราจร (ไฟเหลือง) ซึ่งสาเหตุเหล่านี้ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุได้เช่นกัน

จัดระเบียบเด็ก มมส ไม่ฝ่าไฟเหลือง!!

จากปัญหาดังกล่าว ทีม Legendary Kill นิสิตภาควิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จึงริเริ่มโครงการรณรงค์ “Yellow Stop เบรกรถหยุดฝ่า” ภายใต้โครงการ โตโยต้า ถนนสีขาว ร่วมกับ สถานีตำรวจภูธรเขวาใหญ่ เทศบาลตำบลขามเรียง และ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อกวดขันวินัยจราจรตามมาตรการที่รัฐบาลกำหนดไว้โดยมีเป้าหมายให้นิสิตในมหาวิทยาลัยเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมลดการขับรถฝ่าสัญญาณไฟจราจร (ไฟเหลือง) โดยใช้เครื่องมือคือเส้น Slow Drive เส้นชะลอความเร็ว ประกอบไปด้วยเส้น 3 สี คือ สีเหลือง สีส้ม และสีแดง โดยเส้นสีเหลืองหมายถึงการชะลอความเร็ว สีส้มคือเตรียมหยุด และหยุดรถในเส้นสีแดง

 “สรัลชนา พุทธวงศ์” นิสิตชั้นปีที่ 4 ภาควิชานิเทศศาสตร์ เอกการประชาสัมพันธ์ คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม หัวหน้าโครงการ”Yellow Stop เบรกรถหยุดฝ่า”  กล่าวว่า การฝ่าสัญญาณไฟจราจรเป็นสาเหตุอันดับต้นๆที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนซึ่งส่วนใหญ่แล้วเกิดจากความประมาทและความเคยชิน ด้วยสาเหตุเหล่านี้จึงทำให้ทีมของเรานำประเด็นนี้ขึ้นมาดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาการขับรถฝ่าสัญญาณไฟจราจรโดยนำเครื่องมือที่เรียกว่าเส้นชะลอความเร็วมาเป็นเครื่องกระตุ้นให้ผู้ขับขี่ลดความเร็วและให้ปฏิบัติตามสัญญาณไฟบริเวณสี่แยกไฟแดง

จัดระเบียบเด็ก มมส ไม่ฝ่าไฟเหลือง!!

สรัลชนา พุทธวงศ์

ทั้งนี้เส้นชะลอความเร็วนี้เป็นเพียงเครื่องช่วยเตือนให้ผู้ขับขี่ลดความประมาทและให้ปฏิบัติตามสัญญาณไฟจราจรเท่านั้น หากเพียงแต่จะให้ลดอุบัติเหตุได้อย่างยั่งยืนจำเป็นที่จะต้องให้ทุกภาคส่วนรวมไปถึงผู้ที่ใช้รถใช้ถนนช่วยกันสร้างจิตสำนึกไปพร้อมๆ กัน เพื่อสร้างสังคมแห่งการขับขี่ปลอดภัยให้เกิดขึ้นจริงในมหาวิทยาลัยมหาสารคามของเรา

จัดระเบียบเด็ก มมส ไม่ฝ่าไฟเหลือง!!

นอกจากจะทำเส้น Slow Drive แล้วยังมีการเดินรณรงค์กิจกรรม “น้องกล้วยหอมสัญจร” ประชาสัมพันธ์โครงการ แจกสติ๊กเกอร์น้องกล้วยหอมและให้ความรู้เรื่องสัญญาณไฟจราจรที่ถูกต้อง บริเวณตลาดน้อย หรือโรงอาหารมหาวิทยาลัย  กิจกรรมในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามเป็นจำนวนมาก

จัดระเบียบเด็ก มมส ไม่ฝ่าไฟเหลือง!!

ด้าน “สุดาลักขณ์ ภัทรโกศล”  นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะวิทยาการสารสนเทศ ผู้ที่สัญจรผ่านเส้นทางที่มีเส้นSlow Drive กล่าวว่า “ครั้งแรกเมื่อเห็นเส้นสีต่างๆ เกิดความสงสัยว่าคือเส้นอะไรและตนได้หยุดชะลอรถลงโดยอัตโนมัติเพราะรู้สึกว่าต้องระวัง”  จนได้ทราบว่ามันคือเส้นชะลอความเร็วเมื่อเจอสัญญาณไฟเหลือง จากเพจที่แชร์ลงในกลุ่มมหาวิทยาลัย ตนคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะมันทำให้หยุดชะลอจริงๆ เหมือนเป็นสัญญาณเตือนว่าต้องระมัดระวังในการขับขี่ให้มากขึ้น

จัดระเบียบเด็ก มมส ไม่ฝ่าไฟเหลือง!!

จัดระเบียบเด็ก มมส ไม่ฝ่าไฟเหลือง!!

โครงการรณรงค์ “Yellow Stop เบรกรถหยุดฝ่า” สะท้อนถึงพฤติกรรมการขับขี่ของนิสิตเกิดความรู้ที่ถูกต้องในการปฏิบัติตามสัญญาณไฟ ตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหาอันเกิดจากความเคยชินและความเชื่อที่ผิด  อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการขับขี่รถให้ถูกกฎสัญญาณไฟจราจรควบคู่กับการสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ขจัดปัญหากัดเซาะชายฝั่งบางขุนเทียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305956

ขจัดปัญหากัดเซาะชายฝั่งบางขุนเทียน

พื้นที่ชายฝั่ง, คลื่นกระทบ, การกัดเซาะ, ชายหาดบางขุนเทียนน

มจธ. ร่วมกับ กทม. วางแผนป้องกัน และชะลอปัญหาการกัดเซาะ กักเก็บตะกอนเพื่อเพิ่มพื้นที่ชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน

      พื้นที่เขตบางขุนเทียน เป็นพื้นที่ติดอ่าวไทยตอนบน ซึ่งประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล จากการสำรวจเบื้องต้นพบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียนไม่ต่ำกว่า 10 เมตรต่อปี สอดคล้องกับในช่วงเวลานี้นโยบายการขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองไร้สาย เพื่อการเป็นมหานครแห่งอาเซียน ทำให้มีการรื้อถอนเสาไฟฟ้า และถูกนำมาใช้กับโครงการป้องกันและชะลอปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน ดังกล่าว

ขจัดปัญหากัดเซาะชายฝั่งบางขุนเทียน

กรุงเทพมหานคร ประสานให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) โดย รศ.ดร.โสฬส สุวรรณยืน รองอธิการบดี มจธ. บางขุนเทียน  ศ.ดร.ชัยยุทธ ชินณะราศรี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยวิศวกรรมและการจัดการน้ำ มจธ. และคณะทำงาน เข้าร่วมศึกษาการแก้ปัญหาในครั้งนี้ โดยในระยะแรก เสาไฟฟ้าที่นำมาใช้ในโครงการนี้ มีขนาด 25×25 เซนติเมตร ยาว 12 เมตร จำนวน 800 ต้น

ขจัดปัญหากัดเซาะชายฝั่งบางขุนเทียน

ศ.ดร.ชัยยุทธ ชินณะราศรี  ผอ.ศูนย์วิจัยวิศวกรรมและการจัดการน้ำ (วารี) มจธ. ผู้เชี่ยวชาญด้านชลศาสตร์ ได้กล่าวถึงคำแนะนำเชิงเทคนิคว่า ลมเป็นปัจจัยสำคัญของการเกิดคลื่น และมีการเปลี่ยนทิศตามฤดูกาล ซึ่งคลื่นที่เข้ามากระทบชายฝั่งทะเลบางขุนเทียนได้รับอิทธิพลจากปากอ่าวไทย ส่งผลให้คลื่นที่เข้ามา ทำมุมเฉียงกับชายฝั่ง

จึงได้ออกแบบการปักเสาไฟฟ้าให้มีลักษณะเฉียง เพื่อรองรับคลื่นที่เข้าปะทะ กับชายฝั่ง  ผังการปักเสาไฟฟ้ามีลักษณะเป็นกลุ่ม ซึ่งมีรูปแบบเป็นสามเหลี่ยมขนาด 1.5 เมตร x  1.5 เมตร ตอกตลอดระยะทาง 4,700 เมตร เท่ากับขอบเขตชายฝั่งของกรุงเทพมหานคร  และจากการที่จำนวนเสาไฟฟ้าที่มีขนาดเหมาะสมและไม่เล็กเกินไปที่กรุงเทพมหานครได้รับมานั้นมีอยู่อย่างจำกัด จึงคัดเลือกเสาไฟฟ้าขนาด 25×25 เซนติเมตร ยาว 12 เมตร จำนวน10 ต้นต่อหนึ่งชุด มีระยะห่างระหว่างศูนย์กลางเสา 50 เซนติเมตร

ขจัดปัญหากัดเซาะชายฝั่งบางขุนเทียน

เสาไฟฟ้ารับคลื่นจากนอกชายฝั่ง

ตำแหน่งที่กำหนดแนวตอกเสาไฟฟ้านั้น จะอยู่ด้านนอกของชายฝั่ง ห่างจากแนวเสาไม้ไผ่ ที่ตอกไว้อยู่ก่อนแล้ว และจากการที่น้ำทะเลนั้นมีขึ้นมีลง ระดับน้ำทะเลปานกลางมีความสูงจากพื้นดินโคลนประมาณ 2 เมตร  ซึ่งหากน้ำทะเลขึ้นสูงสุด ระดับน้ำทะเลจะสูงเหนือพื้นดินประมาณ 3.5 เมตร  ดังนั้นในการสร้างแนวป้องกัน ปลายยอดเสาไฟจะต้องมีความสูงไม่ต่ำกว่า 4.5 เมตร เพื่อให้เรือเล็กที่สัญจรทางน้ำมองเห็นยอดเสาในช่วงเวลาที่น้ำทะเลขึ้นสูงสุด

โครงการป้องกันและบรรเทาปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียนด้วยการปักเสาไฟฟ้านี้จะทำให้คลื่นที่มีความยาวน้อยกว่า 3 เมตร ที่เข้าปะทะกับเสาไฟฟ้ามีความสูงคลื่นเล็กลง เนื่องจากคลื่น ที่มีความยาวน้อยถึงปานกลางนี้ เมื่อเคลื่อนที่ผ่านเข้ามาในกลุ่มเสาไฟฟ้าที่ตอกเป็นผังรูปสามเหลี่ยม จะมีการสลายพลังงานคลื่นภายในกลุ่มเสาไฟฟ้าได้บางส่วนก่อนที่คลื่นจะเคลื่อนที่ไปยังแนวเสาไม้ไผ่ ที่อยู่ด้านในใกล้ฝั่งต่อไป  จึงส่งผลต่อพลังงานของคลื่นที่เข้ามาปะทะกับพื้นที่ชายฝั่งลดลง ช่วยชะลอปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล

ขจัดปัญหากัดเซาะชายฝั่งบางขุนเทียน

เขื่อนไม้ไผ่อยู่ด้านหลังเสาไฟฟ้า

ศ.ดร.ชัยยุทธ กล่าวว่า มีโครงการที่ทำการศึกษาเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกัน คือ การสร้างธรณีกั้นตะกอนกลับ โดยเมื่อกระแสน้ำชายฝั่งพัดตะกอนเข้ามา หากทำธรณียกระดับให้มีความสูงจากพื้นดินโคลนประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อเก็บตะกอนไว้ไม่ให้กระแสน้ำพัดตะกอนออกจากชายฝั่ง เป็นอีกหนึ่งวิธีเพื่อช่วยชะลอปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งและเพิ่มฝั่งทะเล เมื่อตะกอนเริ่มกลับเข้ามาสู่ชายฝั่งจึงขยายพื้นที่การติดตั้งธรณีเป็นระยะ เพื่อคืนสมดุลให้กับธรรมชาติ เมื่อมีพื้นที่ชายฝั่งทะเลเพิ่มขึ้น ต้นไม้จะมีพื้นที่ในการขยายพันธุ์และช่วยรักษาหน้าดินด้วย

ประโยชน์ที่ได้จากโครงการข้างต้นนี้  คือการนำเสาไฟฟ้าที่เลิกใช้แล้วนำมาประยุกต์กับการป้องกัน และบรรเทาปัญหาที่กรุงเทพมหานครกำลังเผชิญอยู่ อย่างไรก็ตาม ในการแก้ปัญหาต้องมีการวางแผนระยะยาว ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา การนำเทคนิคทางด้านวิศวกรรมศาสตร์มาช่วยชะลอปัญหา จึงต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการฟื้นฟูธรรมชาติ เพื่อรักษาสมดุลธรรมชาติอย่างยั่งยืน

โปรดเกล้าฯพระราชทานเพลิงศพ”ชินกร ไกรลาส”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305977

โปรดเกล้าฯพระราชทานเพลิงศพ”ชินกร ไกรลาส”

รับเสด็จ, วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร, 17 ธันวาคม 2560, พนอ ธรรมเนียมอินทร์, ศิลปินแห่งชาติ, พระราชทานเพลิงศพ, โปรดเกล้าฯ, ในสมเด็จพระเทพฯ, ชินกร ไกรลาส

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้“สมเด็จพระเทพฯ”เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปในการพระราชทานเพลิงศพ“ชินกร ไกรลาส”ศิลปินแห่งชาติ 17 ธ.ค.นี้ ที่วัดพระศรีมหาธาตุฯ

         เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2560 รูดม่านปิดฉากชีวิตราชันนักแหล่ เมื่อมะเร็งลำไส้คร่าชีวิตลาลับโลก”นายชิน ฝ้านเทศ”หรือ “ชินกร ไกรลาส” จ.ภ. ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักร้องเพลงลูกทุ่ง) ประจำปี 2542 อดีตนักร้องเพลงลูกทุ่งชื่อดัง เจ้าของบทเพลง ยอยศพระลอ เพชรร่วงในสลัม ชินกรกลองยาว ลูกทุ่งเสี่ยงเทียน นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่แม้ไม้เพลงที่ครองหัวใจแฟนเพลงค่อนประเทศ สุดอาลัยยิ่ง

        ล่าสุด“คมชัดลึก ออนไลน์” ได้รับแจ้งจากทาง ครอบครัว นายชิน  ฝ้ายเทศ  ว่าวันอาทิตย์ที่ 17 ธ.ค.2560 เวลา 10.00 น. บำเพ็ญพระราชกุศลพระราชทานในการออกเมรุ พระสงฆ์สวดพรพุทธมนต์จบ พระสงฆ์แสดงพระธรรมเทศนา 1 กัณฑ์ แล้วถวายพรพระและรับพระราชทานฉัน  เวลา 15.00น.พระสงฆ์บังสุกุล เชิญหีบศพเวียนเมรุ แล้วเชิญขึ้นตั้งบนจิตกาธาน จากนั้นเวลา 16.00น.ผู้มาร่วมพิธีเข้าบริเวณศาลาพิธีเพื่อรอรับเสด็จฯ ณ ศาลาวัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร บางเขน  กรุงเทพมหานคร

         โดย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปในการพระราชทานเพลิงศพ นายชิน  ฝ้ายเทศ หรือ ชินกร ไกรลาส  ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง  (นักร้องเพลงลูกทุ่ง) ประจำปี 2542

         ในวันที่ 17 ธ.ค.2560 เวลา17.30 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปในการพระราชทานเพลิงศพ สมควรแก่เวลา เสด็จพระราชดำเนินกลับ

         ผู้มาร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ แต่งกายเครื่องแบบปกติขาว ไว้ทุกข์ หรือ ชุดสุภาพสีดำ ครอบครัวของ นายชิน ฝ้ายเทศ จึงขอเรียนเชิญท่านมาด้วยความเคารพ

โปรดเกล้าฯพระราชทานเพลิงศพ"ชินกร ไกรลาส"

    สุดอาลัย…..

…ยินเสียงโห่แว่วหวานขานรับนาค  เสียงแหล่หลากลูกคอซ้อนซอขับ

รำลึกถึงศิลปินผู้ล่วงลับ      หาตัวจับเทียมท่านนั้นไป่มี

อีกยอยศพระลอก็เป็นเอก    ดั่งมนต์เสกตรึงใจให้สุขศรี

ทั้งเพชรร่วงในสลัมดื่มด่ำฤดี ทั้งธาตรีเสียงเสนาะเสน่ห์นัก

…ต่อแต่นี้ไม่มีครูอยู่ขับขาน  น้อมดวงมานสู่ฟ้าดาราประจักษ์

ชินกรไกรลาสโอภาสลักษณ์  โลกตระหนักอมตาคุณค่าครู

พนอ  ธรรมเนียมอินทร์ : ร้อยกรอง

มารู้จักทุกแง่มุมของ “โปแลนด์” ผ่านแสตมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305866

มารู้จักทุกแง่มุมของ “โปแลนด์” ผ่านแสตมป์

ไปรษณีย์ไทย, แสตมป์โปแลนด์, โปแลนด์

ไปรษณีย์ไทย-สถานทูตโปแลนด์ จัดนิทรรศการ “โปแลนด์มหัศจรรย์” พาชมเรื่องราวทั้งประวัติศาสตร์ บุคคลลผ่านดวงแสตมป์โปแลนด์กว่า 18 ชุดและกิจกรรมน่าสนใจบัดนี้ -15ม.ค.61

           บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโปแลนด์ จัดนิทรรศการ “โปแลนด์แดนมหัศจรรย์” (Wonderful Poland in Stamps) นิทรรศการนำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจของประเทศโปแลนด์ผ่านดวงแสตมป์ของโปแลนด์ในหลากหลายแง่มุม

มารู้จักทุกแง่มุมของ "โปแลนด์" ผ่านแสตมป์

นางปริษา ปานะนนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทย ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโปแลนด์ในประเทศไทย จัดนิทรรศการ “โปแลนด์แดนมหัศจรรย์” (Wonderful Poland in Stamps) นำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจของประเทศโปแลนด์ในหลากหลายแง่มุม ผ่านดวงแสตมป์ของโปแลนด์ ทั้งด้านประวัติศาสตร์ บุคคลสำคัญ ธรรมชาติ และสถานที่สำคัญ โดยผู้เข้าชมจะได้พบกับแสตมป์จากประเทศโปแลนด์กว่า 18 ชุด และสามารถร่วมสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อรับชมวิดีทัศน์และภาพพาโนรามาสามมิติของประเทศโปแลนด์ รวมทั้งสามารถจัดทำแสตมป์ส่วนตัวหรือ iStamp และโปสการ์ดชุดพิเศษ พร้อมตราประทับที่ระลึกเป็นการเฉพาะสำหรับนักสะสมและผู้สนใจ ซึ่งพร้อมเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันที่ 15 มกราคม 2561

มารู้จักทุกแง่มุมของ "โปแลนด์" ผ่านแสตมป์

นางปริษา ปานะนนท์

นางปริษา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการแสดงมินิคอนเสิร์ต “Celebration of Chopin Music” จาก 4 เยาวชนผู้ชนะการประกวด THAILAND CHOPIN INTERNATIONAL PIANO COMPETITION, BANGKOK THAILAND พร้อมกันนี้ ในระหว่างวันที่ 15 – 17 ธันวาคม 2560 ยังมีกิจกรรมโปแลนด์มินิแฟร์ (Poland Mini Fair) การออกร้านสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับประเทศโปแลนด์และประเทศใกล้เคียง ทั้งในด้านการท่องเที่ยว การศึกษาต่อ ดนตรี หนังสือ และแสตมป์ ซึ่งจะมีแสตมป์ของโปแลนด์ชุดล่าสุดมาจำหน่ายให้ได้สะสมกันด้วย และในวันที่ 16 ธันวาคม 2560 จะมีการจัดแสตมป์เสวนาในหัวข้อ “มารี กูรี—สตรีเปลี่ยนโลก  ชีวิตจริงหลังดวงแสตมป์” และแนะแนวการศึกษาต่อในโปแลนด์ ทางเลือกใหม่เยาวชนในยุคไทยแลนด์ 4.0 ณ อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก

มารู้จักทุกแง่มุมของ "โปแลนด์" ผ่านแสตมป์

มารู้จักทุกแง่มุมของ "โปแลนด์" ผ่านแสตมป์

มารู้จักทุกแง่มุมของ "โปแลนด์" ผ่านแสตมป์

มารู้จักทุกแง่มุมของ "โปแลนด์" ผ่านแสตมป์

 

“โรคฉี่หนู”พบบ่อยในพื้นที่หลังน้ำลดอันตรายถึงชีวิต!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305930

“โรคฉี่หนู”พบบ่อยในพื้นที่หลังน้ำลดอันตรายถึงชีวิต!!

โรคระบาด, 4 โรคหลังน้ำลด, ตาแดง, พิษสุนัขบ้า, โรคฉี่หนู

กำชับ สธจ.เร่งประชาสัมพันธ์ให้คำแนะนำประชาชนในพื้นที่น้ำลด ทั้งการทำความสะอาด ป้องกันโรค ได้แก่ โรคฉี่หนู โรคไข้เลือดออก โรคไข้หวัดใหญ่ และ โรคตาแดง

       นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า สธ.มีความห่วงใยประชาชนในพื้นที่หลังน้ำลด โดยได้สั่งการให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดที่ถูกน้ำท่วมเร่งประชาสัมพันธ์ แนะนำประชาชนเรื่องความสะอาดและอนามัยสิ่งแวดล้อม ที่อาจมีน้ำท่วมขัง เช่น หลุม บ่อน้ำ ห้องน้ำห้องสุขาในบ้านเรือน สถานที่สาธารณะ การทำความสะอาดบ้านเรือน และให้เฝ้าระวังป้องกันโรคระบาดหลังน้ำลดที่สำคัญได้แก่ โรคฉี่หนู ไข้เลือดออก ไข้หวัดใหญ่และโรคตาแดง

      สำหรับในพื้นที่ที่น้ำลดแล้ว เมื่อประชาชนจะกลับเข้าไปพักอาศัยในบ้าน นอกจากการทำความสะอาดบ้าน ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ แล้ว ขอให้ตรวจสอบอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น ปลั๊กไฟ สายไฟ เครื่องใช้ไฟฟ้า ให้มั่นใจว่าปลอดภัยก่อนนำกลับมาใช้ และดูแลบริเวณบ้านให้สะอาด กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์พาหะนำโรค เช่น ยุง แมลงวัน และหนู เพื่อป้องกันโรคระบาดหลังน้ำลด”

      ปลัด สธ. กล่าวต่อไปว่า จังหวัดทางภาคใต้ และจังหวัดอื่นๆ ที่อาจเกิดน้ำท่วมตามประกาศเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยา ขอให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมตาม มาตรการของกระทรวงสาธารณสุขไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด และพร้อมช่วยเหลือประชาชนโดยเร็วที่สุดหากเกิดน้ำท่วมขึ้น

      ทั้งนี้ โรคที่พบได้บ่อยหลังน้ำลดที่เป็นอันตรายถึงเสียชีวิต คือโรคฉี่หนู ส่วนใหญ่เชื้อโรคจะอยู่ในน้ำที่ท่วมขัง หลังลุยน้ำ ย่ำโคลน ให้รีบอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย และหากมีไข้สูง ตาแดง ปวดน่อง ให้รีบพบแพทย์ทันที เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน ซึ่งโรคนี้มียารักษาให้หายได้ หากรักษาได้ทันท่วงที หรือโทรสายด่วน1669ตลอด24ชั่วโมง

สอบ1.9 หมื่นคนรับได้ 4.6 พันคนครูผู้ช่วยกรณีพิเศษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305927

สอบ1.9 หมื่นคนรับได้ 4.6 พันคนครูผู้ช่วยกรณีพิเศษ

ครูผู้ช่วยกรณีพิเศษ 2560 ครั้งที่ 2, สอบภาค ก, ประกาศผล, สมัครสอบซ้ำ

สอบครูผู้ช่วยกรณีพิเศษ ปี2560 วันแรกราบรื่น!! พบสมัครซ้ำ 44 รายใน 38 จังหวัด “บุญรักษ์” เผยไม่มีทุจริต ส่งคณะกรรมการติดตามทั้งทางลับ และลงพื้นที่จริง

       เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2560 ที่โรงเรียนสันติราษฎรฺ์วิทยาลัย กรุงเทพมหานคร นายบุญรักษ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) พร้อมด้วย นายณรงค์ แผ้วพลสง รองเลขาธิการ กพฐ. ดร.วีระพงศ์ เดชบุญ ศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพมหานคร และผู้บริหาร สพฐ. เดินทางตรวจเยี่ยมการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2560 จัดสอบระหว่างวันที่ 16-17 ธันวาคม 2560

สอบ1.9 หมื่นคนรับได้ 4.6 พันคนครูผู้ช่วยกรณีพิเศษ

 นายบุญรักษ์ กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมว่า ภาพรวมการดำเนินการการจัดสอบครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นฯเป็นไปอย่างเรียบร้อย ซึ่งการจัดสอบดำเนินการโดยคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด 77 จังหวัด และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) ของ สพฐ. เปิดสอบใน 56 สาขาวิชาเอก อัตราว่าง 4,680 อัตรา การสอบครั้งนี้มีผู้สมัครทั้งสิ้น 19,201 คน ซึ่งเขตตรวจราชการที่ 14 สนามสอบจังหวัดนครราชสีมา,ชัยภูมิ,บุรีรัมย์ และสุรินทร์ มีผู้สมัครสอบมากที่สุด 2,949 คน

โดยวันที่ 16 ธันวาคม เป็นการสอบภาค ก ความรอบรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับความประพฤติและการปฏิบัติของวิชาชีพครู และภาค ข ความรู้ ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง ส่วนในวันที่ 17 ธันวาคม สอบภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่งและวิชาชีพ ซึ่งจะใช้วิธีการประเมินโดยการสอบสัมภาษณ์ และประกาศผลการคัดเลือกวันที่ 22 ธันวาคมเป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่กรุงเทพฯ จะมีสนามสอบ 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย และโรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ สำหรับสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยในสาขาที่เกี่ยวกับการศึกษาพิเศษ

สอบ1.9 หมื่นคนรับได้ 4.6 พันคนครูผู้ช่วยกรณีพิเศษ

“ในการจัดสอบครั้งนี้มีเพียงประเด็นเดียวที่ต้องติดตามใกล้ชิด คือกรณีผู้สมัครสอบยื่นสมัครซ้ำมากกว่า 1 จังหวัดถึง 44 คน ใน 38 จังหวัด โดยหลังจากการเข้าสอบช่วงเช้าผ่านไป 30 นาทีก็จะสามารถรู้ข้อมูลที่แท้จริงได้ว่าผู้ที่สมัครสอบซ้ำ เข้าสอบที่สนามสอบใดกันแน่ ทั้งนี้ กรณีสมัครสอบมากกว่า 1 แห่งสามารถทำได้เพราะในประกาศไม่ได้ห้ามไว้ และผู้สมัครก็สามารถเลือกสนามสอบในวันสอบจริง ต่างจากการสอบครูผู้ช่วยทั่วไปจะมีการกำหนดชัดเจนว่าให้เลือกสมัครได้เพียงแห่งเดียว หากพบสมัครซ้ำก็จะตัดสิทธิ์ทันที”เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

นายบุญรักษ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับสาขาวิชาที่มีอัตราว่างมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ ภาษาไทย ปฐมวัย คณิตศาสต์ ภาษาอังกฤษ และสังคมศึกษา ที่ผ่านมาการจัดสอบก็พบว่าบางสาขาที่เปิดสอบกลับไม่มีผู้สมัครสอบเลย เช่น สาขาอุตสาหกรรมไฟฟ้าของ กศจ.กรุงเทพ ที่เปิดสอบครั้งนี้ก็ไม่มีผู้สมัคร หรือบางสาขาสมัครแต่ก็มีผู้สอบไม่ผ่านจำนวนมาก ดังนั้น ก็ต้องรอผลการสอบครั้งนี้ด้วยถ้าไม่มีสอบผ่านและเกิดผลกระทบกับโรงเรียนขาดครู โดยเฉพาะโรงเรียนเล็กในพื้นที่ห่างไกล ก็ต้องทบทวนแนวทางดำเนินการต่อไป

สอบ1.9 หมื่นคนรับได้ 4.6 พันคนครูผู้ช่วยกรณีพิเศษ

นายบุญรักษ์ กล่าวต่อไปว่า ส่วนที่มีข้อห่วงใยการทุจริตนั้น ได้กำชับทุกสนามสอบเข้มงวดการทุจริตตั้งแต่ก่อนสอบ ระหว่างสอบและหลังสอบ โดยผู้เข้าสอบต้องถอดนาฬิกา เข็มขัด ไม่อนุญาตให้นำเครื่องมือสื่อสาร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดเข้าไปยังห้องสอบ สิ่งที่นำติดตัวไปได้มีเพียงบัตรประจำตัวผู้เข้าสอบ บัตรประชาชน และดินสอนปากกาเท่านั้น และผู้เข้าสอบจะต้องผ่านเครื่องแสกนร่างกายที่มีเจ้าหน้าที่ชายหญิงมาคอยดูแลด้วย แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีรายงานเรื่องทุจริต หรือความไม่ชอบมาพากล แต่ สพฐ.ก็ไม่นิ่งนอนใจมีการตั้งคณะกรรมการติดตามทางลับ และคณะกรรมการที่สพฐ.ร่วมกับผู้ตรวจราชการ ศธ. ลงพื้นที่ติดตามการสอบในจังหวัดต่างๆ อย่างใกล้ชิด

ด้าน ดร.วีระพงศ์ กล่าวว่า ในครั้งนี้ กศจ.กรุงเทพฯ เปิดสอบใน 31 สาขา ตำแหน่งว่าง 252 อัตรา แต่เนื่องจากวิชาอุตสาหกรรมศิลป์ (ช่างไฟฟ้า) ไม่มีผู้สมัครสอบ ทำให้เหลือการสอบแค่ 30 สาขาวิชา โดยมีผู้สมัครสอบ 621 ราย และมีผู้สมัครซ้ำ 3 ราย ซึ่งการจัดสอบเป็นไปอย่างเรียบร้อย ส่วนข้อสอบ ที่ใช้จัดสอบมอบหมายให้มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ส่วนมาตรการป้องกันการทุจริตไดเน้นย้ำมาตรการต่างๆ ตามแนวทางที่ สพฐ.มอบไว้ โดยที่สนามสอบของกรุงเทพฯ นั้นอนุญาตให้นำเพียงบัตรประจำตัวผู้เข้าสอบ บัตรประชาชนติดตัวไปได้เพียงเท่านั้น ส่วนอุปกรณ์ดินสอ ปากกาทางสนามสอบได้เตรียมไว้ให้บริการ

สธ.ดันตลาดซื้อ-ขายสมุนไพรครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305882

สธ.ดันตลาดซื้อ-ขายสมุนไพรครบวงจร

หน่วยงาน, สธ., ตลาดธุรกิจสมุนไพรครบวงจร

สธ.ร่วมกับ 8 พันธมิตร เปิดตลาดธุรกิจจำหน่ายสมุนไพรครบวงจร ให้เป็นแหล่งซื้อขาย ระหว่างผู้ประกอบการและผู้บริโภค สร้างรายได้กระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนภูมิปัญญาท้องถิ่น

            กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และ 9 หน่วยงานจัดงาน “มหานครสมุนไพร” (Herbal Biz Trade Fair) โดย ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญในการพัฒนาพืชสมุนไพรเพื่อให้เป็นพืชเศรษฐกิจ โดยความร่วมมือของ 9 หน่วยงานในกระบวนการปลูก ผลิต จำหน่ายที่ครอบคลุม ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง รวมทั้งแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ  อาทิ ยารักษาโรค เวชสำอาง อาหารเสริม เครื่องดื่ม เป็นต้น สิ่งที่ต้องดำเนินการต่อเพื่อให้เกิดความยั่งยืน คือการเปิดตลาดเชิงธุรกิจระหว่างผู้ซื้อและผู้ประกอบการที่มีความสนใจ มุ่งหวังให้เป็นแหล่งซื้อขายสมุนไพรครบวงจร ตั้งแต่วัตถุดิบสมุนไพรที่มีคุณภาพ กลุ่มผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร และเป็นต้นแบบโมเดลศูนย์กลางจัดจำหน่ายครบวงจรอย่างถาวร

สธ.ดันตลาดซื้อ-ขายสมุนไพรครบวงจร

“สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การตลาด การจำหน่ายในเชิงพาณิชย์และการดำเนินงานแบบครบวงจร ทั้งการผลิต     การแปรรูป การนำไปใช้ ถ้าทำได้แบบนี้ตลาดสมุนไพรของไทย จะเป็นสมุนไพร 4.0 อย่างแน่นอน โดยการสนับสนุนของภาครัฐและภาคเอกชน” ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าว

ด้าน นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีผู้ประกอบการมาร่วมจำหน่ายสินค้ามากถึง 200 ราย โดยแบ่งเป็น 6 โซน ได้แก่ 1.โซนเฮลท์แอนด์เวลลเนส 2.โซนวีไอพี เฮิร์บ เมดีซีน เมืองสมุนไพรและประชารัฐ 3.โซนอาหารเสริมและเครื่องสำอาง  4.โซนวัตถุดิบและสมุนไพร 5.โซนอาหารและเครื่องดื่มจากสมุนไพร และ 6.โซนบรรจุภัณฑ์และเทคโนโลยี นอกจากนี้ ในงานยังมีการจัดกิจกรรรมการสัมมนาและฝึกอบรมให้คำปรึกษาทางด้านธุรกิจสมุนไพร การจับคู่ทางธุรกิจและเชิญบริษัทต่างชาติชั้นนำเยี่ยมชมบูธและการแสดงสินค้าในงานนี้ด้วย เพื่อเป็นแหล่งใหม่ในการเลือกผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีคุณภาพของประเทศให้กับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ

สธ.ดันตลาดซื้อ-ขายสมุนไพรครบวงจร

สำหรับหน่วยงานที่เข้ามาดำเนินงาน ทั้งหมด 9 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันมี 4 จังหวัดที่เป็นต้นแบบผลิตสมุนไพรครบวงจร ได้แก่ ภาคเหนือ จังหวัดเชียงราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดสกลนคร ภาคตะวันออก จังหวัดปราจีนบุรี และภาคใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี นอกจากนี้กำลังขยายเพิ่มขึ้นอีก 9 จังหวัด  ตั้งเป้า 5 ปีข้างหน้า ให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกวัตถุดิบสมุนไพรคุณภาพชั้นนำของภูมิภาคอาเซียน มูลค่าของวัตถุดิบสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1 เท่าตัวภายในปี 2564 จากเดิม 1.8 แสนล้านเพิ่มขึ้นเป็น 3.6 แสนล้าน