น้องอิ่มท้อง..เติบโตสมวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/303332

น้องอิ่มท้อง..เติบโตสมวัย

อาหารปลอดภัย, ห้องครัวมาตรฐาน, อาหารกลางวัน, เด็กเติบโตสมวัย, เคเอฟซีครัวมาตรฐาน

เด็กทุกคนที่อยู่ห่างไกล ย่อมมีปัญหาเรื่องสุขภาพ การขาดแคลนสารอาหารบางอย่าง มีทั้งน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ และสูงกว่าเกณฑ์..

      โรงเรียนบ้านแม่ตะมานมีเด็กประมาณ10%ที่มีปัญหาดังกล่าว ซึ่งหากเด็กไทยได้รับสารอาหารครบถ้วน จะทำให้ปัญหาสุขภาพ หรือขาดสารอาหารลดน้อยลง

บนพื้นที่16ไร่ “โรงเรียนบ้านแม่ตะมาน อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่” โรงเรียนขยายโอกาสขนาดกลาง ที่ตั้งอยู่บนดอย มีนักเรียนหลายชาติพันธุ์ในการดูแล แลนักเรียนส่วนหนึ่งก็ขาดแคลนทั้งโอกาส อุปกรณ์การเรียนการสอน และบางส่วนก็มีปัญหาด้านสุขภาพ  โดยมี “มนต์สวรรค์ มุกข์มงคลตำ” เป็น ผู้อำนวยการโรงเรียน เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่มีประถมศึกษาไปจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในเขตบริการ 8 หมู่บ้าน

น้องอิ่มท้อง..เติบโตสมวัย

งบประมาณที่โรงเรียนได้มีจำกัด ซึ่งไม่ใช่เฉพาะโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารเท่านั้น ทุกโรงเรียนก็ได้รับไม่ต่างกัน แต่ด้วยพื้นที่ของเรานักเรียนน้อย ค่าอาหารกลางวันสำหรับเด็กประถมศึกษาเท่านั้น แต่เด็กมัธยมศึกษาไม่ได้รับ ทำให้ค่าอาหารไม่เพียงพอ แต่เด็กคนหนึ่งเจริญเติบโตได้ไม่ใช่ผ่านการอบรมสั่งสอนด้านองค์ความรู้เท่านั้น แต่ “อาหารการกิน” ก็เป็นสิ่งจำเป็นไม่แตกต่างกัน

โรงเรียนบ้านแม่ตะมาน เป็นโรงเรียนขยายโอกาสขนาดกลาง มีนักเรียน 210 คน ครู 16 คน โดยนักเรียนมาจากหลายชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น ไทยใหญ่ ปะหล่อง ม้ง มูเซอ ลีซอ กะเหรี่ยง เย้า และชนพื้นเมือง ซึ่งด้วยความที่โรงเรียนอยู่ห่างไกลในเมือง อยู่ในถิ่นทุรกันดาร มีหลายอย่างที่ขาดแคลน ทั้งด้านอุปกรณ์การเรียนการสอน ห้องเรียน โรงอาหาร เป็นต้น

น้องอิ่มท้อง..เติบโตสมวัย

มนต์สวรรค์ มุกข์มงคลตำ

“ที่ผ่านมาโรงเรียนได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม มูลนิธิ และภาคเอกชนเข้ามาช่วยโรงเรียนหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการมอบห้องเรียน คอมพิวเตอร์ และล่าสุดเคเอฟซี ประเทศไทย ร่วมกับ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ได้มอบโรงอาหาร และเข้ามาให้ความรู้เกี่ยวกับการปรุงอาหารที่ถูกต้องตามสะอาด ปลอดภัย และได้รับคุณค่าทางอาหารตามหลักโภชนาการ ผ่านโครงการครัวมาตรฐานและเกษตรอาหารกลางวันยั่งยืน รวมถึงเข้ามาร่วมทำกิจกรรมปลูกผัก เลี้ยงปลา เพาะเห็ด เป็นการปลูกฝังให้นักเรียนได้ทำการเกษตรเพื่อผลิตอาหารกลางวัน”

เมื่อเคเอฟซี มาสนับสนุนเพิ่มเติม ทั้งการส่งเสริมความรู้ด้านการทำเกษตรอาหารกลางวัน และการสร้างห้องครัว โรงอาหารให้แก่โรงเรียนใหม่ ซึ่งเมื่อก่อนจะเป็นเพียงหลังคาสังกะสี พื้นดิน มีความทรุดโทรม เมื่อเด็กทำการเกษตรอย่างถูกวิธี มีวัตถุดิบที่ดี โรงอาหาร ห้องครัวที่ได้มาตรฐาน ทำให้การปรุงอาหาร สารอาหารที่เด็กได้รับดีมากยิ่งขึ้น

น้องอิ่มท้อง..เติบโตสมวัย

น.ส.ณิชารัศมิ์ อาชญาสิทธิวัตร ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาดส่วนบริหารแบรนด์และการสื่อสารการตลาด เคเอฟซี ประเทศไทย กล่าวว่า หลายๆ โรงเรียน มีโรงครัวที่ไม่ถูกต้อง การจัดเก็บ การจัดวางต่างๆ จากโครงการเล็กๆ กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้แก่ครู และคนในชุมชน รวมถึงเป็นพื้นที่แบ่งปัน สร้างความตระหนักในการมีห้องครัวที่ได้รับมาตรฐาน ได้รับรู้กรรมาวิธีปรุงอาหาร เสริมสร้างโอกาสในการรับประทานอาหารที่ถูกต้องตามโภชนาการ สะอาด และปลอดภัยอีกทั้งยังสร้างรายได้จากสินค้าเกษตรที่เกิดจากเด็กและโรงเรียน

น้องอิ่มท้อง..เติบโตสมวัย

น.ส.ณิชารัศมิ์ อาชญาสิทธิวัตร

สำหรับโครงการครัวมาตรฐานและเกษตรอาหารกลางวันยั่งยืน เป็นปีแรกที่ได้ดำเนินการต่อยอดจากเกษตรอาหารกลางวัน เพราะนอกจากอาหารแล้ว การสนับสนุนห้องครัวให้ได้รับมาตรฐานมีความสะอาด ปลอดภัยจำเป็นเช่นเดียวกัน อีกทั้ง เคเอฟซี มีความรู้เรื่องห้องครัวมาตรฐาน จึงได้มองว่าควรแบ่งปันเรื่องนี้เพื่อให้โรงเรียนได้มีห้องครัวที่สะอาด อย่าง โรงเรียนบ้านแม่ตะมาน สนับสนุนเกษตรเพื่อการทำอาหารกลางวันอย่างยั่งยืน

น้องอิ่มท้อง..เติบโตสมวัย

เช่น การปลูกผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ให้น้องๆ ได้รับโปรตีน สารอาหารที่ครบถ้วน ซึ่งจากการวัดผลพบว่า เด็กๆ ในโรงเรียนที่ได้รับการสนับสนุนล้วนได้รับโปรตีน ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง การสร้างโรงเรือน โรงครัว และทำให้เด็กในโรงเรียนมีอาหารที่เพียงพอ และบางแห่งได้รับการต่อยอด แปรรูปจากผลิตภัณฑ์การเกษตรเอาไว้ใช้ ไว้กิน หรือสร้างรายได้ให้แก่เด็ก โรงเรียนต่อไป

 ปูเป้-.ภัทรวดี แสงบุญไทย นักเรียนชั้นม.3 เล่าว่านักเรียนที่นี่ได้รับการช่วยเหลือจากหลายหน่วยงาน ทำให้การเรียนการสอนของโรงเรียนดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น อุปกรณ์การเรียนการสอน ห้องน้ำ ห้องเรียน และตอนนี้มีความรู้ทักษะด้านอาชีพ อย่าง การปลูกผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา เพาะเห็ด ได้เรียนรู้การทำอาหารที่สะอาด ปลอดภัย เป็นการฝึกฝนอาชีพมากยิ่งขึ้น หน่วยงานภายนอกเข้ามาคอยช่วยสนับสนุนคุณภาพชีวิตของเด็ก ทั้งการมอบห้องสมุด มีหนังสือ ได้เรียนรู้การแบ่งปัน การทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น

น้องอิ่มท้อง..เติบโตสมวัย

  นิ่ม-นิ่มนวล ลุงทุน นักเรียนชั้น ม.3เล่าว่า ที่ผ่านมามีน้องๆของเราหลายคนอาจได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน การที่มีหน่วยงานภาครัฐ หรือเอกชนเข้ามาช่วยสนับสนุนการศึกษา รวมถึงส่งเสริมพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย และสมอง ให้ได้รับสารอาหารที่ถูกต้องตามโภชนาการ ให้เด็กพร้อมเรียนรู้ในแต่ละวัน ดังนั้น กิจกรรมเกษตรอาหารกลางวัน ที่มีประโยชน์ต่อเด็กและได้รับประทานอาหารในห้องอาหาร หรือโรงอาหารที่สะอาดปลอดภัย ได้รับอาหารจากพืชผักปลอดสารพิษ ย่อมทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี  นอกจากนั้น การที่พวกเราได้เรียนรู้การปลูกผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ยังเป็นการเพิ่มรายได้ สร้างอาชีพ และรู้จักการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงมากยิ่งขึ้น

oชุลีพร อร่ามเนตรo

qualitylife4444@hotmail.com

ให้อยู่คอนโดฟรี 1ปี ทุนการศึกษาแบบใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/303338

ให้อยู่คอนโดฟรี 1ปี ทุนการศึกษาแบบใหม่

ตารางเมตร, ทุนรูปแบบใหม่, คุณภาพชีวิต

บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) มอบทุนการศึกษารูปแบบใหม่ “ตารางเมตร” แก่นักศึกษาต่างจังหวัด เพื่อเพิ่มโอกาสให้นักศึกษามีที่พักระหว่างเรียน ผ่านนิทรรศการ SPACES WITHIN SPAC

          ด้วยความมุ่งมั่นของ สรรพสิทธิ์ ฟุ้งเฟื่องเชวง ผู้อำนวยการคอร์ปอเรทมาร์เก็ตติ้ง และเอพีดีไซน์ แล็บ บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) เล็งเห็นถึงปัญหาของเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์เรื่องที่พักอาศัยในการเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของเด็กต่างจังหวัด จึงคิดโปรเจคต์การออกแบบที่อยู่อาศัยร่วมกันแห่งอนาคต โดยการศึกษาและค้นหาพื้นที่ ที่เรียกว่า “พื้นที่ที่สาม” ผ่านนิทรรศการ “SPACES WITHIN SPACE, A Vision of Co-Living Generation”

ให้อยู่คอนโดฟรี 1ปี ทุนการศึกษาแบบใหม่

นายสรรพสิทธิ์ ฟุ้งเฟื่องเชวง

สรรพสิทธิ์ เล่าว่า โปรเจคต์นี้ทำขึ้นเพื่อสร้างโอกาสให้เยาวชนรุ่นใหม่ที่ต้องการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์เรื่องที่พักอาศัย ซึ่งกลุ่มเป้าหมายคือเด็กต่างจังหวัด

โดยการออกแบบห้องชุดในโครงการเพื่อสังคม “AP SPACE SCHOLARSHIP ทุนที่พักอาศัยในรูปแบบตารางเมตร เพื่อการเริ่มต้นของคนคุณภาพ”โดยมอบทุนการศึกษาเป็นตารางเมตรในคอนโดมิเนียมที่บริหารจัดการโดยบริษัทในเครือเอพี เพื่อเชื่อมต่อการใช้ชีวิตของน้องๆ

ให้อยู่คอนโดฟรี 1ปี ทุนการศึกษาแบบใหม่

โดยทีม AP Design Lab ร่วมมือกับ FABRICA ดีไซน์สตูดิโอที่รวบรวมหนุ่มสาวนักคิดนักออกแบบ เพื่อสร้างสรรค์พื้นที่ ให้สามารถใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าใน 2 โครงการใกล้สถานศึกษา ได้แก่ โครงการ Aspire รัตนาธิเบศร์ 2 และAspire สาทร-ตากสิน ซึ่งน้องๆ ที่ได้รับทุนต้องย้ายเข้ามาศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในกรุงเทพมหานครเพื่อให้เริ่มต้นชีวิตระหว่างเรียนร่วมกันได้อย่างมีความสุข สร้างสรรค์และปลอดภัยภายในห้องชุดที่ได้รับการออกแบบพื้นที่ใช้สอยเป็นพิเศษ

ให้อยู่คอนโดฟรี 1ปี ทุนการศึกษาแบบใหม่

เกณฑ์ที่ใช้เลือกคือ น้องๆ ต้องอาศัยอยู่ต่างจังหวัด มีผลการเรียนดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์โดยเฉพาะเรื่องที่พักอาศัย จำนวน 7 คน ผู้ชาย 4 คน ขนาด 45 ตารางเมตร และผู้หญิง 3 คน ขนาด 45 ตารางเมตร หนึ่งในนั้นคือ  “น้องเบนซ์”ปุณยวีร์ ยานิตย์” ได้รับโอกาสผ่านการคัดเลือกทุน “ที่พักอาศัย” ของโครงการเพื่อสังคม “AP SPACESCHOLARSHIP “นายสรรพสิทธิ์” เล่า

ให้อยู่คอนโดฟรี 1ปี ทุนการศึกษาแบบใหม่

“น้องเบนซ์”ปุณยวีร์ ยานิตย์”

ปัจจุบัน “น้องเบนซ์” อายุ 18 ปี กำลังศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ สาขาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ชั้นปีที่ 1 จบจากโรงเรียนบ้านลาดวิทยาคม จังหวัดตราด นักศึกษาที่ได้รับทุน “ที่พักอาศัย” เข้าร่วมงานนิทรรศการ “SPACES WITHIN SPACE, A Vision of Co-Living Generation” บอกเล่าเรื่องราวของตนที่ได้รับทุนเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้น้องๆ รุ่นต่อไป

“น้องเบนซ์” เล่าว่า ตนมีครอบครัวไม่ค่อยสมบูรณ์นัก คุณพ่อเสียชีวิตตั้งแต่เธอเด็กๆ มีแต่คุณแม่ที่เป็นเสาหลักของบ้านที่ต้องดูแล ย่า น้อง และตน แม่มีอาชีพขายผักตามตลาด แต่รายได้ไม่พอใช้ เธอเลยหางานพิเศษทำเสาร์ อาทิตย์ เพื่อช่วยคุณแม่อีกแรงโดยการรับจ้างเต้น รำ ตามงานต่างๆ ได้เงินวันละ 300 บาท เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของแม่ และเป็นเงินเก็บเพื่อเรียนต่อมหาวิทยาลัยด้วย

ให้อยู่คอนโดฟรี 1ปี ทุนการศึกษาแบบใหม่

จนกระทั่งเธอเข้ามาในกรุงเทพมหานคร เพื่อสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เธอได้เจอบู๊ทของ เอพี (ไทยแลนด์) รับสมัครเด็กต่างจังหวัดที่มีผลการเรียนดี ยากจน และขาดแคลนทุนทรัพย์เรื่องที่พักอาศัย เธอจึงเข้าไปสมัคร หลังจากนั้นทาง เอพี ได้ติดต่อมาและเดินทางไปดูบ้านของเธอที่จังหวัดตราด และได้ประกาศผลว่าเธอได้รับทุนการศึกษาที่พักอาศัย

ให้อยู่คอนโดฟรี 1ปี ทุนการศึกษาแบบใหม่

“เบนซ์ดีใจมาก ก่อนหน้านี้เคยหาหอพักใกล้กับมหาวิทยาลัยตามเว็บไซต์ต่างๆ มีแต่ราคาประมาณเดือนละ 7,000-8,000 บาท ค่าน้ำหน่วยละ 18 บาท ค่าไฟหน่วยละ 6 บาท ซึ่งราคาแพงมาก คงไม่มีเงินจ่าย เพราะแค่ลำพังค่าเดินทางมากรุงเทพแต่ละครั้งก็หมดแล้ว เบนซ์ไม่อยากให้คุณแม่มาเดือดร้อนด้วย สงสารท่าน เพราะแม่ก็มีหน้าที่เยอะแล้ว ไม่อยากให้เป็นภาระแต่พอได้รับทุนของทาง เอพี ก็เบาใจขึ้น สามารถลดค่าใช้จ่ายได้เยอะมาก ทั้งค่าห้องพัก ค่าเดินทาง ค่าอินเตอร์เน็ต และที่สำคัญมีงานพาสไทม์ให้ทำ เสาร์ อาทิตย์ คือ งานนิติบุคคลของทาง เอพี ได้วันละ 500 บาท เดือนหนึ่งก็ประมาณ 4,000 บาท ซึ่งเงินส่วนนี้สามารถเป็นเงินเก็บไว้เป็นค่าเทอม เนื่องจากค่าเทอมต้องจ่ายเอง เทอมหนึ่งตกอยู่ที่ 12,000 บาท ทำให้ไม่ค่อยลำบากมากนัก” “น้องเบนซ์” เล่า

ให้อยู่คอนโดฟรี 1ปี ทุนการศึกษาแบบใหม่

“น้องเบนซ์” เล่าต่อว่า หลังจากที่มาอยู่กับทาง เอพี ได้ประมาณ 2 เดือน ทำให้ชีวิตดีขึ้น และได้มิตรภาพในการอยู่ร่วมกันกับเพื่อนที่ได้รับทุนเหมือนกัน และได้รับกำลังใจทางคุณแม่ ทำให้มีแรงผลักดันในการเรียนหนังสือ คุณแม่บอกว่าดีใจที่เห็นเบนซ์ได้เรียนหนังสือเพื่ออนาคตจะได้ไม่ต้องลำบากและมีงานดีๆ ทำ อีกทั้งเพื่อนรอบข้างไม่รังเกียจเมื่อรู้ว่าเธอยากจน เพื่อนช่วยเหลือเธอตลอด ทำให้เธอมีสังคม และคนรอบข้างที่ดี

สำหรับการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยและที่พักอาศัย มันทำให้เบนซ์เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันกับคนอื่น เอาใจเขามาใส่ใจเรา และทำให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขทั้งในมหาวิทยาลัยและที่พัก ห้องพักมันมีทั้งมุมส่วนตัวและมุมส่วนรวมที่คนในห้องสามารถหันมาพูดคุยกันได้ อาทิ มุมอ่านหนังสือ มุมนั่งเล่นที่สามารถพูดคุย ปรึกษากันได้ทั้งเรื่องเรียนและเรื่องส่วนตัว

ให้อยู่คอนโดฟรี 1ปี ทุนการศึกษาแบบใหม่

“ถึงเบนซ์จะเรียน 5 ปี เบนซ์ก็จะไม่ย่อท้อและจะตั้งใจเรียนให้จบเพื่อให้คุ้มค่ากับที่ได้รับโอกาสและจะได้กลับไปดูแลคุณแม่ ที่เบนซ์เลือกเรียนครูปฐมวัย เพราะว่าอยากนำความรู้ที่เรียนมา มาสอนเด็กๆ ให้เขาเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันข้างหน้า” “น้องเบนซ์” กล่าว

ให้อยู่คอนโดฟรี 1ปี ทุนการศึกษาแบบใหม่

“น้องเบนซ์” เล่าต่อไปว่า อยากให้เด็กต่างจังหวัดที่กำลังหาโอกาสทางการศึกษา ลองมาสมัครโครงการนี้ มันสามารถช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวได้ และมีรายได้ที่จะส่งตัวเองเรียนหนังสือจนจบ ถือว่าโอกาสแบบนี้ไม่ได้หากันง่ายๆ เพราะบางคนเป็นเด็กต่างจังหวัดก็จริง มีผลการเรียนดี เป็นคนดี ขาดแคลนทุนทรัพย์ แต่ไม่ได้รับโอกาสในการเรียนหนังสือต่อ เนื่องจากสู้ค่าที่พักในกรุงเทพไม่ไหว จึงอยากให้เพื่อนๆ คว้าโอกาสของตัวเองไว้ จะนำพาชีวิตของเราไปสู่ความประสบความสำเร็จได้

ให้อยู่คอนโดฟรี 1ปี ทุนการศึกษาแบบใหม่

โปรเจคต์เพื่อสังคม “AP SPACE SCHOLARSHIP” จะเป็นโอกาสให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ที่ยังขาดแคลนทุนทรัพย์ และจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตของคนในสังคม ส่งเสริมความกล้าในการที่จะคิดและทำต่างอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะ Generation ใหม่ๆ

ให้อยู่คอนโดฟรี 1ปี ทุนการศึกษาแบบใหม่

อยากรู้ว่าเรื่องราวของเยาวชนที่ได้รับทุนการศึกษาและวิธีคิดสุดเก๋ในการออกแบบเป็นเช่นใด เข้าชมนิทรรศการ “SPACES WITHIN SPACE, A Vision of Co-Living Generation” วันที่ 22-26 พฤศจิกายนนี้ เวลา 10.00-18.00 น. ณ Woof Pack Bangkok ศาลาแดง ซอย 1 ถนนพระราม 4

รู้จักดิเรก-อับดุลมานาฟ บุญมาเลิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/303358

รู้จักดิเรก-อับดุลมานาฟ บุญมาเลิศ

คกห.ส.ศิษย์อัลอัซฮัรโลก ประเทศไทย, ดิเรก-อับดุลมานาฟ บุญมาเลิศ

รุ่นพี่ “สมาคม” คือผู้ที่มีส่วนร่วมในการทำงานของสมาคมนักเรียนไทยในกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็นสมาคมนักเรียนไทยในกรุงไคโรในพระบรมราชูปถัมภ์

      “การที่ได้มีโอกาสเข้าไปทำงานบริการนักศึกษากับสมาคมนักเรียนไทยในกรุงไคโร ในปี 1988 ทำให้ผมได้มีประการณ์การทำงานในครั้งแรก และนำมาซึ่งการทำงานด้านบริการสังคม เมื่อกลับสู่บ้านเกิด มันเป็นความสุขที่เราได้ให้การช่วยเหลือกับผู้คนและสังคม ถึงแม้บางครั้งจะทำให้ผู้รับบริการไม่ประทับใจบ้าง งานเหล่านี้ทำให้เรากลายเป็นผู้มีความอดทน ไม่ท้อต่อการการทำงานเพื่อสังคม จึงทำให้ผมสามารถสรุปได้ว่า การทำงานบริการสังคมเราไม่สามารถจะทำให้ทุกคนถูกใจได้ทั้งหมด เพียงแต่เราจะสามารถสร้างความพอใจได้มากน้อยเพียงใดแก่ผู้ใช้บริการเท่านั้น” อาจารย์ดิเรก หรือ อับดุลมานาฟ บุญมาเลิศ กล่าว

รู้จักดิเรก-อับดุลมานาฟ บุญมาเลิศ

    อาจารย์ดิเรก เป็นคนจังหวัดกรุงเทพมหานคร จบปริญญาตรีคณะอิสลามศึกษาและภาษาอาหรับ จากมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ประเทศอียิปต์ และศึกษาต่อมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราชในระดับปริญาตรีด้านการบริหารการศึกษา และเรียนต่อปริญญาโท จากสถาบันเดียวกันปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดดารุ้ลอิบาดะห์ (หัวหมากน้อย) กรรมการบริหารสมาคมคุรุสัมพันธ์อิสลามแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประธานเขตการศึกษาที่ 1. และหัวหน้าหน่วยสอบที่ 69 สมาคมคุรุสัมพันธ์อิสลามฯ คณะกรรมการบริหารสมาพันธ์ศิษย์อัลอัซฮัรโลก สาขาประเทศไทย ครูสอนศาสนาอิสลามขั้นพื้นฐาน (ฟัรดูอัยน์ หรือตาดีกา) และครูสอนพระมหาคัมภีร์อัล       กุรอาน

รู้จักดิเรก-อับดุลมานาฟ บุญมาเลิศ

    อาจารย์ดิเรก เล่าว่าตอนอยู่อียิปต์เริ่มเข้าทำงานสมาคมฯ ปี 1988 ในตำแหน่งเลขา นายกสมาคมในปีนั้นคือ สมควร (ฮุซัยนี)เมฆลอย ซึ่งก่อนที่จะเข้ามาเป็นกรรมการในตำแหน่งเลขา ได้เข้าเป็นอนุกรรมการฝ่ายต่างๆ เช่น ปฏิคม ทัศนะศึกษา กีฬา กิจกรรมนักศึกษา และบรรณารักษ์

รู้จักดิเรก-อับดุลมานาฟ บุญมาเลิศ

   “สมัยก่อนนั้นนักศึกษาไทยมีจำนวนไม่มากเหมือนปัจจุบัน จึงมีการปฏิสัมพันธ์กันอย่างทั่วถึง สถาบันการศึกษาด้านศาสนาของไทยก็มีน้อยทำให้ทุกสถาบันติดต่อสัมพันธ์กันได้ถึงตัวนักศึกษาของแต่ละสถาบัน สมัยก่อนนักศึกษา จะสามารถติดต่อสื่อสารกับทางเมืองไทยได้ก็ด้วยทางจดหมาย และโทรศัพท์สาธารณะระหว่างประเทศเท่านั้น การใช้ชีวิตและการเป็นอยู่สมัยก่อนนั้นมีความปลอดภัยสูงกว่าปัจจุบัน การขอวีซ่าก็สามารถทำได้ด้วยการแลกเงินกับธนาคาร แล้วนำใบเสร็จไปแลกเงินเพื่อต่อวีซ่า จะอยู่ได้กี่วันแล้วแต่จำนวนของเงินที่แลกและก็สามารถอยู่ในประเทศอียิปต์ได้ “

รู้จักดิเรก-อับดุลมานาฟ บุญมาเลิศ

     สมาคมฯและสถานเอกอัครราชทูตไทย ในสมัยก่อนมีความสัมพันธ์อย่างเป็นกันเอง ให้การดูแลชุมชนชาวไทยเป็นอย่างดีโดยเฉพาะนักศึกษาที่อยู่ในประเทศอียิปต์ ถือเป็นชุมชนหลัก สถานเอกอัครราชทูต จึงถือเป็นงานหลักในการบริการและดูนักศึกษาเป็นสำคัญ สมัยก่อนสมาคมฯ จะเป็นผู้ออกเอกสารและสถานเอกอัครราชทูตจะเป็นผู้รับรองเอกสาร การจัดกิจกรรมต่างๆนั้นสมัยก่อนสมาคมฯ จะเป็นผู้จัดหาทุนดำเนินการเองทั้งสิ้น ยกเว้นค่าเช่า ค่าน้ำ และค่าไฟห้าเท่านั้นที่สถานทูตจะรับผิดชอบ

รู้จักดิเรก-อับดุลมานาฟ บุญมาเลิศ

    อาจารย์ดิเรก จบการศึกษาจาก ม.อัซฮัร ปี 2542 ใช้เวลาเรียน 14 ปี ในคณะอิสลามศึกษาและภาษาอาหรับ (ดิรอซาตอิสลามียะห์) โดยตั้งใจศึกษาคณะนี้เพื่อนำไปสู่การศึกษาของเยาวชนในด้านการบริหารการศึกษา และเมื่อจบไปในปีเดียวกันก็ได้เข้าไปทำการสอนวิชาอิสลามศึกษา ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครและทุกวันก็ทำการสอนศาสนาอิสลามขั้นพื้นฐานประจำมัสยิดฯ และอัลกุรอาน จนถึงปัจจุบัน

        สมัยก่อน การศึกษายังไม่มีการเทียบวุฒิระหว่างสถานศึกษาในเมืองไทย ทำให้เมื่อมาศึกษาที่นี่ต้องเข้าเรียนในระดับวิทยาลัยก่อน จึงจะต่อมหาวิทยาลัยได้ แต่ปัจจุบันมาจากเมืองไทยสามารถเข้ามหาวิทยาลัยได้

รู้จักดิเรก-อับดุลมานาฟ บุญมาเลิศ

    อย่างไรก็ตามอยากฝากน้องๆ จงตั้งใจศึกษาไม่ว่าจะเป็นคณะไหน ขอให้เศึกษาตำราอย่างละเอียด หากมีโอกาสในการร่วมทำกิจกรรมกับทชมรม หรือสมาคมฯ ก็จงสละเวลาทำงานเพื่อส่วนรวม เมื่อมีหน้าที่การงาน ขอให้ตั้งมั่นกับหน้าที่ จงยึดมั่นในคุณธรรมมากกว่าความรู้   และสุดท้ายจากแกรนด์อิหม่าม ซัยคุ้ลอัซฮัร ย้ำว่า “ขอให้ผู้สำเร็จการศึกษาจากอัซฮัร ได้ดำรงตนอยู่บนสายกลาง ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย

รู้จักดิเรก-อับดุลมานาฟ บุญมาเลิศ


ศิลปินดาวน์ซินโดรมคนแรกของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/303183

ศิลปินดาวน์ซินโดรมคนแรกของไทย

เด็กดาวน์ซิมโดรม

พ่อแม่เป็นพรหมของบุตร ไม่ใช่เป็นเพียงผู้หวังผลจากลูก แต่ต้องทำหน้าที่ผู้สร้าง ลูกจะเกิดมาเป็นอย่างไรต้องสร้างลูกให้เป็นคนดีก่อนเป็นคนเก่ง และควรเสริมจุดเด่น

         ชีวิตคนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้ ขอเพียงมีความมุ่งมั่นและตั้งใจ อย่าง “น้องเหมียว -แคทลียา อัศวานันท์” ศิลปินดาวน์ซินโดรม ที่ผลิกความสิ้นหวัง สู่ดวงศิลปะ สร้างฝันได้ ตัวอย่างที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้ใครหลายๆ คน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค และก้าวพ้นคำว่า “ไม่มีทางเป็นไปได้”

         ปัจจุบัน “น้องเหมียว หรือน้องแคท” อายุ 22 ปี กำลังศึกษาคณะศิลปวิจิตร สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ มีความสามารถสร้างสรรค์ผลงานศิลปะจากดาวน์สู่ดาว รูปแบบศิลปะอิมเพรสชันนิสม์ แสดงผลงานทั้งในไทยและต่างประเทศมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน อาทิ  ร่วมแสดงนิทรรศการ Self + Art Museum ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์  นิทรรศการ “พอดีเฟรม” นำเสนอผลงานนักศึกษา คณะศิลปวิจิตร  สาขาจิตรกรรม ณ คณะศิลปวิจิตร  สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์  แสดงงาน The Art of Us ณ สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และแสดงงานศิลปะกลุ่มบุคคลที่มีความต้องการพิเศษ ณ เมืองคุมาโมโต้ประเทศญี่ปุ่น  รวมถือเป็นวิทยากรกิจกรรมศิลปะในโรงเรียนราชานุกูล เป็นต้น

ศิลปินดาวน์ซินโดรมคนแรกของไทย

“น้องเหมียว -แคทลียา อัศวานันท์”

        “เหมียวชอบงานศิลปะมาตั้งแต่เด็ก เพราะศิลปะเป็นการใช้จินตนาการ ทำให้เราได้คิดก่อนวาดภาพและระบายสี เป็นการบ่งบอกถึงอารมณ์ความรู้สึก นึกคิดของคนๆ หนึ่งได้  เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ที่แต่ละคนอาจจะนำเสนอแตกต่างกันออกไป  ทุกครั้งที่สร้างสรรค์ผลงานเป็นช่วงเวลาที่มีความสุข และสนุกมากๆ แม้ภาพหนึ่งภาพจะใช้เวลานาน ถ้าไม่มีโจทย์จากอาจารย์ผู้สอน จะกลั่นกรองจากความรู้สึก นึกคิดของเรา แต่ถ้ามีโจทย์เราก็ต้องตีความ เรียงร้อยเรื่องราวที่อยากนำเสนอ และต้องยอมรับการปรับแก้ วิพากษ์วิจารณ์ ลงมือปฏิบัติซ้ำๆ” น้องเหมียว กล่าว

น้องเหมียว เล่าต่อว่า ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าตัวเองชอบศิลปะ แต่เป็นสิ่งที่เราทำได้ดี และครอบครัว คุณแม่คุณพ่อก็สนับสนุนเต็มที่ ให้อิสระทางความคิด สร้างสรรค์ผลงาน พาไปทุกๆ ที่ที่ครอบครัวไป ไม่ว่าจะไปต่างประเทศ หรือเที่ยวในประเทศ ทำให้เรามีประสบการณ์ชีวิตมากมาย ให้เราสามารถดูแลตัวเองได้โดยที่เขาคอยช่วยเหลือเราอยู่ข้างๆ และการสร้างสรรค์งานศิลปะ ทำให้เรามีเพื่อน มีสังคม เพราะหลายครั้งที่เราไปออกค่ายอาสา สอนศิลปะ หรือเข้าร่วมแสดงผลงานต่างๆ ได้เจอผู้คนที่หลากหลาย เป็นการปรับตัวเข้าสังคม เรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่น

เริ่มแรกตอนที่ครอบครัวรู้ว่า“น้องเหมียว”เป็นเด็กพิเศษหรือเด็กดาวน์ซิมโดรมก็ไม่ได้ทำให้น้องรู้สึกว่าตัวเองแตกต่างหรือพิเศษกว่าคนอื่น ยกเว้นการดูแลเอาใจใส่ ความห่วงใยที่ครอบครัวมีให้

      “หลายครั้งที่เดินไปไหนมาไหน หรือไปมหาวิทยาลัยช่วงปีแรกๆ มักจะถูกมองว่าเราไม่เหมือนคนอื่น จะเรียนได้หรือไม่ เรียนร่วม ใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้หรือไม่ แต่เราไม่สนใจคำพูด การกระทำของคนอื่นที่แสดงต่อเรา  เพราะคนเราไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ทุกคนต่างมีหนทางของตนเอง เราไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร หรืออยากปรับความคิดคนอื่นที่มีต่อเรา เพียงเราได้เกิดมา ได้ทำความฝัน ได้ทำในสิ่งที่ตนเองรัก ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน มีครอบครัวที่คอยอยู่ข้างๆ มีแรงบันดาลใจในทุกวัน  และทำหน้าที่รับผิดชอบของเราให้ดี ธรรมะสอนให้รู้จักการอภัย คิดบวก คิดดี ทำดี เท่านี้ชีวิตของเราก็จะดี และมีความสุขได้ในทุกวัน”น้องเหมียว กล่าว

ศิลปินดาวน์ซินโดรมคนแรกของไทย

ตั้งแต่จบโรงเรียนอนุบาลรักลูก จนเรียนระดับมัธยมที่โรงเรียนรุ่งอรุณ “น้องเหมียว” มีกลุ่มเพื่อน มีครู มีทุกคนคอยให้การช่วยเหลือ และเมื่อเพื่อนๆ สอบเข้ามหาวิทยาลัย ก็อยากสอบเข้าที่เดียวกัน น้องเหมียวชอบงานศิลปะ ชอบการเพ้นท์สี การวาดภาพ จึงได้สอบเข้าคณะศิลปวิจิตร ต้องเตรียมตัวมากกว่าคนอื่น  เหนื่อย เครียด แต่ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจจริง อดทน พยายาม เพื่อทำความฝัน “อยากเป็นครูศิลปะที่สอนเด็กพิเศษ” เป็นจริงให้ได้

น้องเหมียว เล่าต่อไปว่า อยากให้เด็กดาวน์ หรือเด็กพิเศษทุกคนพยายามขวนขวายสร้างโอกาส และมีใจที่จะทำในทุกเรื่อง เพราะจริงๆ เด็กดาวน์แต่ละคนมีความสามารถแตกต่างกัน เพียงขอให้ช่วยพวกเราค้นหาศักยภาพ เปิดโอกาสให้ใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น และพร้อมเข้าใจ หากเด็กพิเศษได้รับสิ่งดีๆ ก็ไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาทำไม่ได้

ช่วงชีวิตวัยเด็กของ “น้องเหมียว” เป็นเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้า โดยเฉพาะด้านการเรียนรู้ หากแต่ได้รับการเลี้ยงดูและส่งเสริมจากครอบครัวที่ดีโดย “คุณพ่อท.พ.สุนทร และคุณแม่พรประภา อัศวานันท์” ผู้ผลักดันและส่งเสริมให้น้องเหนียวได้ค้นหาพรสวรรค์จนเกิดเป็นทักษะพิเศษที่พร้อมสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะออกมาอย่างน่าอัศจรรย์

ศิลปินดาวน์ซินโดรมคนแรกของไทย

        คุณแม่พรประภา เล่าเสริมว่าไม่รู้ว่าเป็นเด็กดาวน์ เพราะสาเหตุอะไร ตอนท้องอายุ 25 ปีฝากครรภ์ในโรงพยาบาล แต่เมื่อเกิดมาเป็นเด็กพิเศษ เราก็วางแผนทันทีว่าจะมีลูกอีกคนเพื่อจะได้เป็นเพื่อน เพื่อช่วยกระตุ้นพัฒนา มีลูกอีกคนที่เป็นเสมือนบัดดี้ คอยดูแลช่วยเหลือน้องเหมียว ทำให้พัฒนาการต่างๆ ดีขึ้น เราดูแล เอาใจใส่ลูก ให้เรียนในโรงเรียนปกติทั่วไป เรียนร่วมกับคนปกติ และพาไปทุกที่ที่ครอบครัวเราเดินทางไม่ว่าจะในเมืองไทย หรือต่างประเทศ เพื่อไม่ให้เขารู้สึกว่าแตกต่างจากใคร และเพิ่มเติมประสบการณ์ดีๆให้

  “น้องอาจมีพัฒนาการช้าแต่สามารถผ่านเกณฑ์ปกติได้ และเมื่อเราได้เห็นพัฒนาการด้านศิลปะ เขามีความชื่นชอบ อยู่บ้านก็วาดภาพ สร้างสรรค์งานศิลป์ และงานศิลปะไม่มีความตายตัว ไม่มีถูกผิด  เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ กล่อมเกลาจิตใจ ซึ่งเหมียวมีความรับผิดชอบ มีระเบียบวินัย มุ่งมั่นตั้งใจที่จะเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา จึงได้สนับสนุนน้องให้ได้เรียนในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ จนทุกวันนี้เรียนถึงปีสุดท้าย   สิ่งที่ทำให้น้องเรียนและใช้ชีวิตอยู่กับผู้อื่นได้จนถึงตอนนี้ คือ ความร่วมมือทั้งตัวเด็กเอง ผู้ปกครอง เพื่อน และครูที่ช่วยกันส่งเสริม คอยให้คำแนะนำ และเด็กยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง ซึ่งเหมียวมีความเพียร ถูกวิพากษ์วิจารณ์กี่ครั้งเขาก็พร้อมทำใหม่ จนตอนนี้มีผลงานศิลปะกว่า 200 ชิ้น ที่ผ่านมาจากการคิดของลูก และฝึกฝนจากอาจารย์ผู้สอน”คุณแม่พรประภา กล่าว

ศิลปินดาวน์ซินโดรมคนแรกของไทย

ศิลปินดาวน์ซินโดรมคนแรกของไทย

กำลังใจและความเข้าใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด  คุณแม่พรประภา กล่าวต่อไปว่า ครอบครัวเป็นบัดดี้ของเหมียว เวลาไปไหนมาไหนทุกคนจะคอยดูแลเหมียวตลอดเวลา น้องสาว น้องชายเขาจะคอยดูแล กระตุ้น ช่วยเหลือพี่สาวโดยไม่ได้รู้สึกหงุดหงิด ลูกได้เรียนรู้ว่ามีทั้งคนเก่งกว่าเราและด้อยกว่าทุกคนต้องพัฒนาตนเองตลอดเวลา  ทุกครั้งที่ลูกเริ่มไปเรียนที่ใหม่ ขึ้นภาคเรียนใหม่ พ่อแม่จะไปเรียนด้วยในวันแรกเพื่อได้รู้ว่าเขาเรียนอะไรจะได้มาจัดตารางให้ลูกได้ และการที่ให้น้องไปเข้าค่าย อบรมต่างๆ เป็นการเรียนรู้จากการสัมผัส ประสบการณ์จริงที่พวกเขาไม่ได้จากห้องเรียน

“ศิลปะไม่ได้มีรูปแบบตายตัว แล้วแต่ความชื่นชมชื่นชอบของแต่ละคน นิทรรศการจากดาวน์สู่ดาว ศิลปะแห่งแรงบันดาลใจ The Art of Inspiration คือนิทรรศการ ที่จะแสดงผลงานภาพวาดเดี่ยวของผู้ป่วยดาวน์ซินโดรม หรือน้องเหมียว ซึ่งเป็นการจัดครั้งแรกในเมืองไทยและเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนต้องการสร้างแรงบันดาลใจแก่ครอบครัวอื่นที่ลูกมีความพิเศษ เป็นเด็กดาวน์ซิมโดรม หรือเด็กออทิสติก ไม่ว่าลูกจะเป็นอย่างไร พ่อแม่เป็นพรหมของบุตร ไม่ใช่เป็นเพียงผู้หวังผลจากลูก แต่เราต้องทำหน้าที่ผู้สร้าง ลูกเราจะเกิดมาเป็นอย่างไร ต้องสร้างลูกให้เป็นคนดีก่อนเป็นคนเก่ง และควรเสริมจุดเด่นของเขา เพราะการแก้ปัญหาจุดด้อยเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลามากกว่าค้นหาจุดเก่ง รวมถึงพ่อแม่ต้องทำทุกอย่างด้วยใจ ฝึกเรียนรู้ทำอะไรดีๆ และเราควรสอนให้ลูกจับปลาหากินเองได้ ไม่ว่าลูกจะเป็นอย่างไร ต้องทำให้เขามีอาชีพ ช่วยเหลือตัวเองให้ได้” คุณแม่พรประภา กล่าว

ศิลปินดาวน์ซินโดรมคนแรกของไทย

The Art of Inspiration จะเป็นแรงบันดาลใจ ให้ทุกคนรู้ว่าชีวิตไม่ควรท้อ มีคนเห็นคุณค่าหรือไม่เห็นคุณค่า แต่ถ้าเราทำทุกอย่างด้วยความตั้งใจจริง ขอให้มุ่งมั่นต่อไป อยากรู้ว่างานศิลปะ ผลงานของเด็กดาวน์ฯ เป็นเช่นใด สามารถเข้าร่วมงานนิทรรศการในวันที่ 1 ธันวาคม  2560 เวลา 13.30 – 15.30 น. ณ  Venice Art Space วัชรพล รามอินทรา โดยได้รับการสนับสนุนการจัดงานโดย กรมสุขภาพจิต สถาบันราชานุกูล สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ โครงการพุทธอาสาศิลป์ และอาร์ต สเปซ แกลอรี่ โดยมีกำหนดแสดงงานตลอดเดือนธันวาคม 2560 แล้วคุณจะได้รับพลังบวกอย่างที่ไม่คิดมาก่อน…

เกณฑ์ใหม่คัดครูผู้ช่วยเริ่มใช้ปี 61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/303311

เกณฑ์ใหม่คัดครูผู้ช่วยเริ่มใช้ปี 61

ครูผู้ช่วย, เกณฑ์ใหม่สอบคัดเลือก, บรรจุแต่งตั้งครูผู้ช่วย

อนุมัติปรับเกณฑ์ใหม่สอบครูผู้ช่วย สอบ 3 ภาคตามเดิม ส่วนภาค ก เสนอใช้แนวทางเดียวกับ ก.พ.มอบก.ค.ศ.ดูรายละเอียดการสอบ-หน่วยสอบเสนอใหม่ คาดเริ่มใช้สอบครูผู้ช่วย2561

        เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 60-  นายพินิจศักดิ์  สุวรรณรังค์  เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ. ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการก.ค.ศ. ที่มีนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธาน เมื่อเร็ว ๆ นี้มีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานก.ค.ศ. เสนอหลักการในการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยใหม่ ในหลักการ การจัดสอบจะมี 3 ภาค ตามเดิม ได้แก่ ภาค ก ความรู้ความสามารถทั่วไปและความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรมและอุดมการณ์ความเป็นครู มาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา และความรู้อื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ภาค ข ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง และภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่งวิชาชีพ

ทั้งนี้ การปรับปรุงดังกล่าวเป็นไปตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 16/2560 เรื่อง การบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยในข้อ 8 ของคำสั่ง กำหนดให้สำนักงานก.ค.ศ.เป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขัน ครูผู้ช่วย ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกส่วนราชการ ในกรณีที่ก.ค.ศ.เห็นสมควร จะมอบให้ คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.)  คณะอนุกรรมการก.ค.ศ.  ที่ก.ค.ศ. ตั้ง หรือส่วนราชการ หน่วยงานการศึกษา เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบได้

เลขาธิการก.ค.ศ. กล่าวต่อว่า สำหรับการจัดสอบภาค ก ที่ประชุมเห็นด้วยให้ดำเนินการสอบในลักษณะเดียวกับการสอบข้าราชการพลเรือนของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งจะมีเกณฑ์ผ่าน กับไม่ผ่าน โดยไม่นำคะแนนมารวมกับการคัดเลือก หากสอบผ่านจะได้ใบรับรอง เพื่อนำไปยื่นต่อคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ในการสอบภาค ข และ ค ต่อไป

สำหรับหน่วยงานที่จะจัดสอบนั้น มีข้อเสนอหลายแนวทาง  โดยมีข้อเสนอให้ใช้ผลสอบของสำนักงานก.พ.เลย  หรือมอบหมายให้หน่วยงานที่ได้มาตรฐานจัดสอบ  ทั้งนี้ หากใช้ผลสอบของก.พ.  ต้องไปดูรายละเอียดเนื้อหาข้อสอบ ซึ่งข้อสอบก.พ. จะเน้นวัดความรู้ด้านภาษาอังกฤษ ส่วนข้อสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยจะวัดเรื่องความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรมด้วย รวมถึงดูรายละเอียด จำนวนครั้งในการจัดสอบต่อปี ซึ่งสำนักงานก.พ. เปิดสอบไม่บ่อย

นอกจากนี้ สำนักงานก.ค.ศ. ยังเสนอว่า การสอบภาค ก ควรมีการกำหนดอายุ  เมื่อได้รับการบรรจุแต่งตั้งแล้วให้บัญชีภาค ก หมดอายุไม่ใช่ขึ้นบัญชีตลอดชีพเช่นเดียวกับ ก.พ. ที่ประชุมยังไม่มีข้อสรุปในเรื่องดังกล่าว โดยมอบหมายให้สำนักงานก.ค.ศ. ไปศึกษารายละเอียดแนวทางวิธีการจัดสอบ หน่วยงานจัดสอบ  และนำกลับมาเสนอให้คณะกรรมการก.ค.ศ. พิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป  คาดว่า จะประกาศใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวได้ภายในเดือนมกราคม 2561 เพื่อให้ทันการจัดสอบครูผู้ช่วยในเดือนเมษายน 2561

“นวดกดจุดสะท้อนเท้า”ช่วยเลิกบุหรี่ได้ผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/303306

“นวดกดจุดสะท้อนเท้า”ช่วยเลิกบุหรี่ได้ผล

กดจุด, 7 ขั้นตอนกดจุดสะท้อนเท้า, เลิกบุหรี่, วิจัยกดจุดสะท้อนเท้า

วิจัยแล้ว นวดกดจุดสะท้อนเท้า 5 จุด 10 วันรู้เรื่อง ช่วยเลิกบุหรี่ได้ ทำให้การรับรู้รสชาติเปลี่ยน ไม่อยากสูบต่อ

       หนึ่งในวิธีที่มีการถ่ายทอดให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.)และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.)นำไปใช้เพื่อช่วยให้ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ 3 ล้าน 3 ปีเลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชันเลิกบุหรี่ได้สำเร็จ คือ การนวดกดจุดสะท้อนเท้า ซึ่งมีการวิจัยแล้วว่าสามารถช่วยลด ละ เลิกบุหรี่ได้ผล

   นายธนัท ดลอัมพรพิศุทธิ์  ประธานชมรมนวัตกรรมการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า จากการที่ตนใช้การนวดเป็นยาด้วยการเชิญคนที่ปวดหัวมานวดแล้วทำให้อาการดีขึ้นและตนได้เข้าร่วมในสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ จึงมีแนวคิดว่าน่าจะใช้การนวดมาช่วยในการเลิกบุหรี่ เริ่มแรกเชิญคนสูบบุหรี่มานวดแล้วหลังจากนวดครั้งแรกเสร็จให้สูบบุหรี่ปรากฎว่าผู้สูบบอกว่ารสชาติบุหรี่เปลี่ยนไป ไม่อยากสูบอีก เมื่อทำครบ 100 คนมีความมั่นใจว่าช่วยเลิกบุหรี่ได้ จึงร่วมกับศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยมหิดล ทำวิจัยเรื่อง “การศึกษาผลสัมฤทธิ์ของนวดกดจุดสะท้อนเท้าเพื่อรักษาผู้ป่วยติดบุหรี่”

"นวดกดจุดสะท้อนเท้า"ช่วยเลิกบุหรี่ได้ผล

นายธนัท ดลอัมพรพิศุทธิ์

โดยการเชิญชวนผู้สูบบุหรี่ที่เข้ารับบริการที่คลินิกฟ้าใสที่สมัครใจให้ใช้การนวดกดจุดสะท้อนเท้าในการรักษาโรคติดบุหรี่ 4 แห่ง คือ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก รพ.สระโบสถ์ รพ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี และรพ สระบุรี จำนวน 87 คน โดยทำการนวดกดจุดสะท้อนเท้า 2 วันต่อสัปดาห์ ผลปรากฎว่าสามารถเลิกบุหรี่ได้ถึง 40 % ก่อนจะขยาผลวิจัยต่อในผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ในรพ.สต.15 แห่งของจ.ราชบุรี ปรากฎว่าหลังมีการนวดครบ 10 วันสามารถเลิกบุหรี่ได้ 30% และเมื่อผ่านไป 6 เดือน เลิกบุหรี่ได้ 27%  ทำให้มั่นใจว่านวดกดจุดสะท้อนเท้าสามารถช่วยเลิกบุหรี่ได้ จึงนำเข้าเป็นแนวทางการลด ละ เลิกบุหรี่

"นวดกดจุดสะท้อนเท้า"ช่วยเลิกบุหรี่ได้ผล

นายธนัท กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนการนวดกดจุดสะท้อนเท้าช่วยลด ละ เลิกบุหรี่ มี 7 ขั้นตอน คือ 1.แบ่งพื้นที่นิ้วโป้งในแนวตั้ง พื้นที่ด้านในติดกับนิ้วชี้ เรียกพื้นที่นิ้วโป้งด้านใน อีกด้านเรียกพื้นที่นิ้วโป้งด้านนอก 2.แบ่งครึ่งพื้นที่นิ้วโป้งด้านในในแนวนอน แล้วให้หมายเลขด้านบนเป็น 1 ด้านล่างเป็น 3 ส่วนพื้นที่นิ้วโป้งด้านนอกเป็น 4  3.จุดสะท้อนที่1 สมองใหญ่ เริ่มนวดจากเท้าซ้าย โดยนวดพื้นที่หมายเลข1จากลนลงมาล่างประมาณ 40 ครั้ง 4.จุดสะท้อนที่3 สมองเล็กส่วนความจำ นวดพื้นที่หมายเลข 3 จากบนลงล่างประมาณ 40 ครั้ง

"นวดกดจุดสะท้อนเท้า"ช่วยเลิกบุหรี่ได้ผล

5.จุดสะท้อนที่ 4 ต่อมใต้สมอง นวดพื้นที่นิ้วโป้งด้านนอกจากบนลงล่าง ประมาณ 40 ครั้ง 6.จุดสะท้อนที่ 6 จมูก  นวดบริเวณด้านนอกนิ้วโป้ง จากบนลงล่าง หรือจากล่างขึ้นบน เน้นนวดลงบนแง่งกระดูก และ7.จุดสะท้อนที่ 48 ลำคอ ท่อหายใจ นวดบริเวณโคนนิ้วโป้งด้านใน ตรงร่องระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ โดยวางนิ้วไว้ที่โคนนิ้วโป้งด้านใน เลื่อนนิ้วลงไปประมาณ 1 เซนติเมตร กดปลายนิ้วแล้วลากนิ้วลงมาที่โคนนิ้วโป้ง ทั้งนี้ เคล็ดลับในการนวด ได้แก่ นวดเท้าทั้ง2 ข้างเริ่มจากเท้าซ้าย นวดตามลำดับจุดสะท้อน นวดได้ทุกวันๆละ2ครั้ง แต่ต้องเว้นห่างกัน 6 ชั่วโมง ห้ามนวดตอนอิ่มจัดหรือหิวจัด หญิงมีครรภ์งดนวด เมื่อนวดแล้วเทาจะอุ่นเพราะเลือดไหลเวียนดีขึ้นและหลีกดเลี่ยงไม่ให้เท้าโดนน้ำหลังนวด

“การนวดกดจุดสะท้อนเท้าช่วนเลิกบุหรี่นี้ เมื่อรู้จุดกดทั้ง 5 แล้วสามารถให้คนอื่นนวดหรือตัวเองนวดเองก็ได้ โดยเมื่อนวดครั้งแรกเสร็จ ต้องให้ออกไปสูบบุหรี่เพื่อให้ร่างกายจดจำรสชาติว่าเป็นอย่างไร เพราะเมื่อนวดแล้วสูบบุหรี่จะทำให้รสชาติเปลี่ยน จืดลง ทำให้ไม่อยากสูบ เนื่องจากจุดที่นวดเป็นการเน้นจุดเกี่ยวกับสมองและต่อมใต้สมอง 3 จุด จมูก ลำคอและท่อหายใจ 2 จุด ทำให้สมองโล่ง หลั่งสารโดพามีนหรือสารแห่งความสุข ซึ่งเหมือนกับเวลาสูบบุหรี่ สารนิโคตินจะวิ่งไปที่สมองจับกับเซลล์สมอง หลั่งสารโดพามีนออกมา คนที่สูบจึงเหมือนกับสดชื่นแจ่มใส แต่เมื่อสารโดพามีนมีการหลั่งจาการนวดแล้ว เมื่อสูบบุหรี่จึงทำให้ผู้สูบรับรู้รสชาติบุหรี่เปลี่ยนไป ส่วนใหญ่จะจืดลง ก็ไม่อยากสูบอีก”นายธนัท กล่าว

อนึ่ง โครงการ 3 ล้าน 3 ปีเลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชัน เป็นความร่วมมือระหว่างเครือข่ายหมออนามัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ในการเชิญชวนคนไทยเลิกบุหรี่ให้ได้ 3 ล้านคน ภายใน 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2559  เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 ซึ่งผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการติดต่อได้ที่อสม. รพ.สต.ในพื้นที่ หรือสายด่วนโทร 1600

ชื่นชม!! 8 เด็กพิการไทยคว้า4เหรียญการแข่งขันที่ฮานอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/303287

ชื่นชม!! 8 เด็กพิการไทยคว้า4เหรียญการแข่งขันที่ฮานอย

พม., เยาวชนพิการ, แข่งขันเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสากล, ฮานอย, เวียดนาม

พม.เชิดชูเกียรติแก่ 8 เยาวชนพิการไทย คว้ารางวัล 4 รางวัลแข่งขันด้านเทคโนโลยีฯ ที่เวียดนาม ชื่นชมมุ่งมั่นพยายาม ยกเป็นต้นแบบแก่ผู้พิการและคนในสังคม

          เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายนน 60 เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานในพิธีเชิดชูเกียรติและให้โอวาทแก่เยาวชนพิการไทย ที่ได้รับรางวัลจากการแข่งขันความท้าทายทางเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสากล ประจำปี 2560 (2017 Global IT Challenge for Youth with Disabilities) ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เมื่อวันที่ 18 – 22 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุม ชั้น 2 กระทรวง พม. สะพานขาว กรุงเทพฯ

ชื่นชม!! 8 เด็กพิการไทยคว้า4เหรียญการแข่งขันที่ฮานอย

พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะเยาวชนพิการ ซึ่งเป็นอนาคตของประเทศชาติและมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ พม.โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ได้ผลักดัน เยาวชนพิการไทยเข้าร่วมกิจกรรมและการแข่งขันทักษะด้านต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2560 ได้ส่งตัวแทนเยาวชนพิการเข้าร่วมการแข่งขันความท้าทายทางเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสากล ประจำปี 2560 (2017 Global IT Challenge for Youth with Disabilities) ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ระหว่างวันที่ 18 – 22 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา จำนวน 8 คน เข้าร่วมในการแข่งขัน 4 ทักษะ ได้แก่ 1) e-Tool Challenge 2) e-Life Map Challenge 3) e-Design Challenge และ 4. e-Creative Challenge

สำหรับการเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ เยาวชนพิการไทยได้รับเหรียญรางวัล จำนวน 4 รางวัล ตามลำดับ ดังนี้ เหรียญทอง 1 เหรียญ ประเภททีมในการแข่งขัน e-Creative Challenge ได้แก่ 1. นางสาวสุภาวดี มาเที่ยง พิการทางการได้ยินและสื่อความหมาย 2. นายสิรภพ เรียบสำเร็จ พิการทางการเห็น 3. นางสาวมุกรวี ปิ่นทอง พิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย และ 4. นายหิรัญ มณินทุ พิการทางสติปัญญา

ชื่นชม!! 8 เด็กพิการไทยคว้า4เหรียญการแข่งขันที่ฮานอย

เหรียญเงิน 1 เหรียญ ประเภทรายบุคคล ในการแข่งขัน e-Tools Challenge จาก นางสาวมุกรวี ปิ่นทอง พิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย และเหรียญทองแดง 2 เหรียญ ประเภทรายบุคคลในการแข่งขัน e-Tools Challenge ได้แก่ 1. นายปณิธาน ภิธรรมา พิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย และ 2. นายวชิรวิทย์ ชมภิรมย์ พิการออทิสติก

ทั้งนี้ กระทรวง พม. จึงได้จัดพิธีเชิดชูเกียรติและให้โอวาทแก่ เยาวชนพิการไทย ที่ได้รับรางวัลจากการแข่งขันดังกล่าว โดยมีการมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ ใบประกาศนียบัตร และเสื้อสามารถ พร้อมเงินรางวัล และมอบเงินรางวัลชมเชยแก่เยาวชนพิการไทย จำนวน 2 คน ที่เข้าร่วมการแข่งขัน ได้แก่ 1. นางสาววชิราภรณ์ ทองจำนง พิการทางการได้ยินและสื่อความหมาย และ 2. นายณัชพล การวิวัฒน์ พิการทางการเห็น เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่คณะเยาวชนพิการไทย

ชื่นชม!! 8 เด็กพิการไทยคว้า4เหรียญการแข่งขันที่ฮานอย

“นับได้ว่าคณะเยาวชนพิการดังกล่าว ประสบความสำเร็จในการแข่งขันและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติในเวทีการแข่งขันระดับสากล ขอให้เยาวชนพิการไทยทุกคน มีจิตใจที่เข้มแข็ง มีความมุ่งมั่นตั้งใจและความมานะพยายาม ในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องต่อไป โดยไม่นำความบกพร่องทางร่างกายมาเป็นอุปสรรค เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่คนพิการ รวมไปถึงทุกคนในสังคม”รมว.พม.กล่าว

คัดสุดยอดเด็กไทยสวดมนต์ทำนองสรภัญญะปี 61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/303279

คัดสุดยอดเด็กไทยสวดมนต์ทำนองสรภัญญะปี 61

วิสาขบูชา 2561, ประกวด, สรภัญญะ

กรมการศาสนาจัดประกวดสวดมนต์หมู่สรรเสริญพระรัตนตรัย ทำนองสรภัญญะ 2561 คัดสุดยอดเด็กไทยเข้ารับพระราชทานโล่รางวัล จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในเทศกาลวิสาขบูชา 61

          เมื่อวันที่ 23 พศฤศจิกายน 60 – นายมานัส ทารัตน์ใจ อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า จากการที่ได้ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้ฝึกฝนการสวดมนต์หมู่ สรรเสริญพระรัตนตรัย ทำนองสรภัญญะ เพื่อปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนเกิดสติ สมาธิและช่วยสืบสานพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่ พร้อมทั้งส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมให้เป็นคนดีในสังคมนั้น กรมการศาสนาร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดจัดการประกวดสวดมนต์หมู่สรรเสริญพระรัตนตรัย ทำนองสรภัญญะ ประจำปี 2561 ขึ้น

โดยส่วนภูมิภาค แบ่งการประกวดเป็นระดับจังหวัด ซึ่งจะดำเนินการจัดประกวดให้แล้วเสร็จภายในช่วงงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลมาฆบูชา ประจำปี 2561 โดยใช้วัด โรงเรียน หรือสถานที่อื่นๆที่มีความพร้อมในแต่ละจังหวัด ส่วนระดับภาค ดำเนินการจัดประกวดใน 18 ภาคคณะสงฆ์ โดยดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2561 ซึ่งกรมการศาสนา ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดจัดขึ้น และส่วนกลาง (กรุงเทพมหานคร) แบ่งการประกวดเป็นระดับเขตพื้นที่การศึกษาและระดับกรุงเทพมหานคร โดยทีมที่ผ่านการคัดเลือกจากระดับภาคทั้ง 18 ภาค ๆ ละ 6 ทีม รวมเป็น 108 ทีม และทีมที่ผ่านการคัดเลือกระดับส่วนกลาง จำนวน 8 โรงเรียน รวมเป็น 166 โรงเรียน เข้าประกวดเดือนพฤษภาคม 2561ณ วัดกระทุ่ม (เสือปลา) เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ สำหรับอานิสงส์ของการสวดมนต์ ได้แก่ 1. ขจัดนิวรณ์ อันเป็นอุปสรรคต่อการทำความดี ก่อให้เกิดความสดชื่น แจ่มใสจิตใจเบิกบาน 2. ได้ศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามหลักไตรสิกขา เพราะในขณะสวดมนต์ มีกายวาจาปกติ (มีศีล) มีใจจดจ่อแน่วแน่อยู่กับบทสวดมนต์ (มีสมาธิ) ได้รู้คุณความดีของพระรัตนตรัย ตามคำแปลของบทสวด (มีปัญญา) 3. ตัดรากเหง้าแห่งความเห็นแก่ตัว ความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่เข้ามาแทรกในจิตได้

4. จิตไม่ขุ่นมัว เกิดสมาธิมั่นคง 5. ได้ส่งเสริมปัญญาบารมี การสวดมนต์ได้รู้คำแปล รู้ความหมาย ย่อมทำให้ผู้สวดได้ปัญญาบารมี ทำให้คำสอนมั่นคง ไม่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม 6. สืบสานความดีสืบต่อพระพุทธศาสนา ผู้สวดย่อมได้รู้แนวทางปฏิบัติในการดำเนินชีวิตที่ดี พระพุทธศาสนามั่นคงอยู่กับผู้สวดและถือได้ว่า ได้ปฏิบัติบูชาสืบต่อพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวต่อไปโดยแท้จริง 7. ทำหน้าที่ของอุบาสก อุบาสิกาให้สมบูรณ์ ผู้สวดมนต์ย่อมได้ชื่อว่า ได้ทำหน้าที่ของอุบาสก อุบาสิกาให้สมบูรณ์ เป็นแบบอย่างให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม เกิดความสามัคคีในสังคมและคณะ

“กิจกรรมนี้จะเป็นการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้ฝึกฝนการสวดมนต์ นักเรียนและครูในโรงเรียนมีการสวดมนต์ไหว้พระทั้งโรงเรียน อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และได้รับการฝึกฝนสวดมนต์หมู่สรรเสริญพระรัตนตรัย ทำนองสรภัญญะ ในรูปแบบที่ถูกต้อง ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมให้เป็นคนดีในสังคม ปลูกฝังค่านิยมความเป็นไทยตามแนววิถีถิ่น วิถีไทย”อธิบดี ศน.กล่าว

อย่างไรก็ตาม ทีมที่ชนะเลิศระดับประเทศจะได้เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวิสาขบูชา ประจำปี 2561ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2561

ไทยรองบ๊วย!!ดัชนีเทียบผลพัฒนากับ 5 ชาติอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/303258

ไทยรองบ๊วย!!ดัชนีเทียบผลพัฒนากับ 5 ชาติอาเซียน

ดัชนี, ผลสำรวจประสิทธิผล, ระหว่างประเทศ

ผลสำรวจดัชนีประสิทธิผลระหว่างประเทศ 7 ด้าน ไทยอยู่อันดับ 5 ของ 6 ประเทศอาเซียน เด่นการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ต้องเร่งพัฒนาการศึกษา สุขภาพอุบัติเหตุ

       เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 60- ที่โรงแรมวินเซอร์ สวีทส์ สุขุมวิท 20 สภาปัญญาสมาพันธ์ จัดแถลงผล “ดัชนีประสิทธิผลระหว่างประเทศ” โดย นายทวีชัย เจริญเศรษฐศิลป์ ผู้อำนวยการวิจัย  กล่าวว่า จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการทำงานขององค์กรภาครัฐ ภาคเอกชนในด้านประสิทธิพล เปรียบเทียบกับข้อมูลจริงของการสำรวจข้อมูลต่างๆและนำมาวิเคราะห์ เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของการพัฒนาประเทศของไทยกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน คือ มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และบรูไน

โดยกำหนดโครงสร้างดัชนีในการวิเคราะห์ใน 7 ด้าน 16 หมวด และ 41 ตัวชี้วัด ดังนี้ 1.เศรษฐกิจ ได้แก่ การเติบโต,เสถียรภาพ,ความยากจน/เท่าเทียม 2.สิ่งแวดล้อม ได้แก่ สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ 3.การศึกษา ได้แก่ การเข้าถึง,คุณภาพ 4.สุขภาพ ได้แก่ ร่างกายและจิตใจ 5.ความปลอดภัย ได้แก่ อุบัติเหตุและอาชญากรรม 6.ความมั่นคง ได้แก่ ภายในและภายนอก และ7.การดำเนินงานของภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน

นายทวีชัย กล่าวต่อไปว่า ผลการศึกษา พบว่า ประสิทธิพลการพัฒนาโดยรวมมาเลเซีย มีคะแนนอยู่ในอันดับ 1 ถึง 42.1% รองลงมาฟิลิปปินส์ 38.6% สิงคโปร์ 37.9% อินโดนีเซีย 34% ไทย 27.2% และบรูไน 16.6% โดยพบว่ามาเลเซียนั้นมีการพัฒนาปรับปรุงในด้านการศึกษาและสุขภาพ ขณะที่ประเทศไทย ยังมีปัญหาในด้านการศึกษาการขาดโอกาส และความเหลื่อมล้ำ ตลอดจนปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่นเดียวกับเรื่องของความปลอดภัย อุบัติเหตุการตายบนท้องถนนก็ อย่างไรก็ตาม เมื่อดูประสิทธิผลการพัฒนาด้านเศรษฐกิจก็พบว่า ไทยทำได้ดีกว่าประเทศอื่น ทั้งการภาพการเจริญเติบโต การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ

ไทยรองบ๊วย!!ดัชนีเทียบผลพัฒนากับ 5 ชาติอาเซียน

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ และ นายทวีชัย เจริญเศรษฐศิลป์ 

ทั้งนี้ มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1.ไทยควรให้ความสำคัญกับการปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เพราะเป็นด้านที่มีประสิทธิผลต่ำสุด มีอัตราการตายสูงในอาเซียน และยังมีอัตราเพิ่มสูง ซึ่งหากเป็นในแนวโน้มปัจจุบัน จะส่งผลต่อภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ความยากลำบากในการดำเนินชีวิต และส่งผลต่อเศรษฐกิจผ่านช่องทางผลิตภาพแรงงานลดลง 2.ควรมียุทธศาสตร์ในการยกระดับคุณภาพและการเข้าถึงการศึกษาที่มีประสิทธิผล โดยเฉพาะการแก้ปัญหาในกลุ่มนักเรียนที่ขาดโอกาส การลดความเหลื่อมล้ำ

3.ดำเนินการลดอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดการสูญเสีย เนื่องจากพบว่าไทยมีอัตราการตายจากอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงสุดในอาเซียน สูงกว่าประเทศที่เป็นรอง คือเวียดนามถึง 32% และสูงกว่าสิงคโปร์ ที่มีอัตราตายต่ำสุดในอาเซียนถึง 8.6 เท่า ขณะที่อัตราการตายจากอุบัติเหตุบนท้องถนนอยู่ที่ 31.7 คนต่อประชากร 1 แสนคน หรือเฉลี่ยทุกๆ 24 นาทีจะมีคนตาย 1 คน

“ดัชนีอาจไม่บอกสาเหตุที่เป็นภาพใหญ่ได้ชัด แต่จะเป็นตัวกระตุ้นสามารถนำไปสู่การวางแผนพัฒนาได้ว่าเรื่องใดที่ยังไม่สมดุล เรื่องใดเป็นจุดอ่อน โดยเปรียบเทียบเรียนรู้จากต่างประเทศ ซึ่งจากผลสำรวจไทยยังมีจุดอ่อนเรื่องของสุขภาพ การศึกษา อุบัติเหตุ  เป็นปัญหาเชิงสังคมในเรื่องของประสิทธิผลของประเทศ ดังนั้น หวังว่าข้อมูลนี้จะช่วยผลักดันให้เกิดการกำหนดเป้าหมายร่วมกันของทุกภาคส่วน ได้รู้ทิศทางและน้ำหนักที่ให้แต่ละเป้าหมาย จัดลำดับความสำคัญการพัฒนาทรัพยากร ว่าควรมุ่งไปในด้านใดก่อนเพื่อให้ประเทศก้าวหน้าอย่างสมดุล”นายทวีชัย กล่าว

ด้าน ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสภาปัญญาสมาพันธ์ กล่าวว่า เชื่อว่าผลการสำรวจประสิทธิผลการพัฒนาดัชนีชี้วัดนี้ จะเป็นประโยชน์ที่แต่ละองค์กร หน่วยงานนำไปใช้ในการวางแผนเพื่อการพัฒนา ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงสิ่งที่เป็นนามธรรม มีเหตุผลรองรับไปสู่การทำงานที่เป็นรูปธรรมต่อไปได้

แพทย์จุฬาฯคว้า”รางวัลนิวตัน”คนแรกของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/303194

แพทย์จุฬาฯคว้า”รางวัลนิวตัน”คนแรกของไทย

่ รางวัลนิวตัน, แพทย์จุฬาฯ, รางวัลนิวตันคนแรกของไทย, คว้าเงินรางวัล 8.6 ล้านบาท, สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย, พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง, ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ เ, รางวัลนิวตัน

แพทย์จุฬาฯ คว้าเงินรางวัล 8.6 ล้านบาท หลังพิชิต “รางวัลนิวตัน”คนแรกของไทย ด้วยผลงานการสร้างเครือข่ายและพัฒนาเครื่องมือวินิจฉัยกลุ่มโรคหายากในเด็ก

         22 พ.ย.60  ที่สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย จัดงานมอบรางวัลนิวตัน (Newton Prize) ประจำปี 2560 ชิงเงินรางวัลมูลค่า 200,000 ปอนด์ (หรือ 8.6 ล้านบาท) เพื่อมอบให้แก่โครงการที่ได้รับหรือเคยได้รับทุนนิวตัน ซึ่งดำเนินงานยอดเยี่ยมในด้านการวิจัยและ/หรือนวัตกรรมที่สนับสนุนการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสวัสดิภาพสังคมของประเทศที่ร่วมทุน ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย โดยมี พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี, มร.มาร์ค ฟิลด์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศอังกฤษ รับผิดชอบกิจการเอเชียแปซิฟิก และ มร.ไบรอัน เดวิดสัน อัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย เป็นผู้มอบโล่รางวัลและประกาศนียบัตรให้แก่คณะวิจัยไทย

แพทย์จุฬาฯคว้า"รางวัลนิวตัน"คนแรกของไทย

พล.อ.อ.ประจิน ตั่นตอง และศ.นพ.วรศักดิ์  โชติเลอศักดิ์(คนซ้าย) 

สำหรับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ เมธีวิจัยอาวุโส สกว. สังกัดศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเวชพันธุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งศึกษากลุ่มโรคหายากแต่พบบ่อยในเด็ก ภายใต้การสนับสนุนทุนจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)

ศ.นพ.วรศักดิ์  ระบุว่า ปัจจุบันกลุ่มโรคหายากในเด็กมีประมาณร้อยละ 8 ของประชากรไทยทั้งหมด นั่นคือมากกว่า 5 ล้านคน แต่แพทย์ยังมีประสบการณ์ในการวินิจฉัยและรักษาน้อย บางโรคต้องใช้เวลานานถึง 7 ปี ทำให้อาการของโรคมีความรุนแรงขึ้นจนเด็กจำนวนมากเสียชีวิตหรือพิการ ดังนั้นจึงต้องหาทางวินิจฉัยโรคให้เร็วและทันเวลามากที่สุดเพื่อหาแนวทางการรักษาต่อไป

ศ.นพ.วรศักดิ์  กล่าวอีกว่า เด็กส่วนใหญ่ที่ป่วยด้วยโรคหายากจะมีอาการของโรคที่หลากหลาย เช่น เลือดเป็นกรดหรือด่าง ซึมลง พัฒนาการช้า พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง ตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน ปากแหว่ง ไม่มีแขนขา เป็นต้น ซึ่งคณะวิจัยได้ร่วมกับเครือข่ายของประเทศอังกฤษพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือและเทคโนโลยีเพื่อวินิจฉัยโรคจากเลือดของผู้ป่วย หาลำดับสารพันธุกรรม โปรแกรมการวิเคราะห์ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ก็ทราบว่าเป็นโรคใด รวมถึงสร้างทีมสร้างคนอย่างรวดเร็ว วางระบบและเครือข่ายตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศในการส่งตัวผู้ป่วยหรือเลือดมาวินิจฉัยโรค เมื่อทราบว่าเป็นโรคใดก็จะค้นหากลไกลการเกิดโรค และวิธีการรักษาโรคที่ตรงกับสาเหตุต่อไป

“เรายอมรับว่าหลายครั้งก็ไม่สามารถทำให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นได้ เพียงแต่ทราบว่าป่วยเป็นโรคใด เพราะเป็นโรคที่หายากมาก บางโรคไม่เคยมีรายงานมาก่อนในประเทศไทย แต่อย่างน้อยเราก็เข้าใจและค้นพบหลักการการเกิดโรคใหม่ ๆ และในภาพรวมจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศ นอกจากจะเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแล้วยังเป็นงานที่ลงไปถึงรากของปัญหา ไม่ใช่แค่เยียวยาอย่างเดียว การดูแลรักษาผู้ป่วยต้องได้มาตรฐานโลก และสร้างมาตรฐานที่ดีที่สุด” ศ.นพ.วรศักดิ์ระบุ

แพทย์จุฬาฯคว้า"รางวัลนิวตัน"คนแรกของไทย

ดร.กัลยาณ์ ศรีธัญญลักษณา และ ศ.นพ.วรศักดิ์

นอกจากรางวัลชนะเลิศแล้วยังมีรางวัลพิเศษจากประธานกรรมการตัดสิน “Chairperson Award” มอบแก่ ดร.กัลยาณ์ ศรีธัญญลักษณา-แดงติ๊บ หัวหน้าห้องปฏิบัติการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกุ้งและเชื้อก่อโรค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีแห่งชาติ (ไบโอเทค) กับผลงานการจัดตั้ง “เครือข่ายวิจัยเพื่อสุขภาพกุ้ง” (INSH: International Networks for Shrimp Health) ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนจาก Newton Institutional Links และ Researcher Links ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สกว. และบริติชเคาน์ซิล ศูนย์ INSH เชื่อมโยงการทำงานระหว่างห้องปฏิบัติการวิจัยด้านโรคกุ้งและสุขภาพกุ้งที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมทั้งจากภาครัฐและเอกชน

เพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขและการเฝ้าระวังโรคระบาดในกุ้งอย่างบูรณาการ เพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่กระจายของโรคอุบัติใหม่ต่าง ๆ ตลอดจนปัญหาด้านสุขภาพกุ้งที่จะเกิดขึ้นอย่างทันท่วงที

เครือข่ายนี้จะเน้นการทำงานวิจัยและผลงานวิจัยที่มีคุณภาพสูง เพื่อให้ได้ข้อมูลหรือองค์ความรู้ที่เข้มแข็ง นำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมโรคระบาดในกุ้ง ทำให้สามารถใช้ในการเฝ้าระวังโรคและลดการสูญเสียเมื่อเกิดปัญหาสุขภาพกุ้งและโรคระบาด อีกทั้งมีแนวความคิดในการขยายการสร้างเครือข่ายวิจัยไปยังประเทศผู้เลี้ยงกุ้งอื่น ซึ่งจะทำให้เกิดมาตรการเฝ้าระวังและควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

แพทย์จุฬาฯคว้า"รางวัลนิวตัน"คนแรกของไทย

ขณะที่รางวัลรองชนะเลิศอีกจำนวน 3 รางวัล ได้แก่

1. การศึกษากระบวนการติดเชื้อแบคทีเรียก่อโรคไข้รากสาดไรอ่อนในคน: งานวิจัยพื้นฐานด้วยเทคนิคเชิงระบบสู่การค้นหาวิธีรักษาโรคอย่างแม่นยำ โดย ดร.สมพลนาท สัมปัตตะวนิช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

2. พันธุ์ข้าวที่ทนกับสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง โดย รศ. ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร ผู้อานวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

3. การแก้ไขปัญหาโรคติดเชื้อด้วยเทคโนโลยีจีโนม โดย ผศ. ดร.ประพัฒน์ สุริยผล หน่วยชีวสารสนเทศและจัดการข้อมูลวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล