พี่ตูน ไอดอลทำดี มองผ่านเลนซ์ ตูน บอดี้สแลม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/302009

พี่ตูน ไอดอลทำดี มองผ่านเลนซ์ ตูน บอดี้สแลม

ตูน บอดี้สแลม, ไอดอลทำดี

เชื่อเยาวชนคนรุ่นใหม่ เอาอย่าง ยกเป็นไอดอล การทำความดี เสียสละเพื่อคนอื่น และเป็นแรงบันดาลใจให้คน ก้าวออกมาทำความดี ตามที่ตั้งใจไว้ได้อีกในอนาคต

     คทาวุธ แช่ม  ช่างภาพมือฉมังจากรั้วมหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา สาขาเทคโนโลยีการศึกษาเจ้าของภาพ “ท่ามกลางสายฝน” ที่ตูน บอดี้สแลม วิ่งฝ่าสายฝน ด้านหลังมองเห็น มัสยิดชื่อ มัสยิดอัตตะหรีร (พงยามู) อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ที่โดนใจโลกโชเชียลแชร์กันว่อน เพราะใช้หลักของ DDP (digital darkroom photographer) ของครูต้อง จีรศักดิ์ จำปาเทศ กล้อง canon6D เลนส์ 70-300 4-5.6 USM

พี่ตูน ไอดอลทำดี มองผ่านเลนซ์ ตูน บอดี้สแลม

  พี่ตูน ไอดอลทำดี มองผ่านเลนซ์ ตูน บอดี้สแลม

 คทาวุธ แช่ม

   เขาบอกว่า จากการติดตามถ่ายภาพของการวิ่่งของตูน บอดี้สแลม ทำให้มองเห็นความมุ่งมั่นทำตามฝันที่โคตรยิ่งใหญ่ ที่สำคัญเป็นความฝันที่ไม่ใช่เพื่อตัวเอง ท่าทางนอบน้อมต่อทุกคนไม่ว่าจะเด็กรึผู้ใหญ่ ยิ่งเจอเด็กน้อยก็จะพูดบอกให้ตั้งใจเรียน บางครั้งเจอคุณย่าคุณยายอยู่บ้านข้างทางลงไปสัก   15 เมตร ก็วิ่งลงไปรับเงินบริจาคด้วยตัวเอง วิ่งและเซลฟี่กับผู้คนที่อยู่ข้างทางแทบจะตลอดทางโดยไม่มีเหน็ดเหนื่อย

พี่ตูน ไอดอลทำดี มองผ่านเลนซ์ ตูน บอดี้สแลม

พี่ตูน ไอดอลทำดี มองผ่านเลนซ์ ตูน บอดี้สแลม

      คทาวุธ บอกว่า การวิ่งของตูน บอดี้สแลม ในครั้งนี้ เชื่อว่า เขาจะเป็นไอดอลของใครอีกหลายต่อหลายคน ไม่ว่าจะเป็นเด็กตัวเล็กๆกลุ่มหนึ่งหน้าโรงเรียนที่ ธารโตนั่งร้องเพลงชีวิต ยังคงสวยงามข้างถนนตอนเที่ยงรอจนตูนวิ่งผ่านมา ตอนที่ตูน วิ่งตากฝนก็ยังมีคนวิ่งตามด้วยเท้าเปล่า ช่วงบันนังสตา ได้เจอเปาะจิอายุเกิน 60 ในมือถือใบจากและกำแบงค์ 20 มืออีกข้างมีมือถือดูliveสดจากเพจก้าว มารอรับ

พี่ตูน ไอดอลทำดี มองผ่านเลนซ์ ตูน บอดี้สแลม

      รวมทั้ง ระหว่างทางจะได้ยินหลายบทเพลงของบอดี้สแลมจากรถรึเสียงตามสายจนถึงผู้คนที่ยืนร้องเพลงให้กำลังใจ ผู้คนทุกเพศทุกวัยมอบเงินให้ ไม่ว่าจะเป็นเด็กน้อยที่ยื่นให้ 5 บาท รึเฒ่าแก่ที่หยิบแบงค์พันปึกใหญ่ให้โดยไม่ลังเล แต่มีสองสิ่งที่เหมือนกันระหว่างสองฝั่งคือรอยยิ้มจากคนให้ และเสียงขอบคุณมากครับพร้อมยกมือไหว้โค้งตัวจนถึงเอวจากคนรับ ตูนเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยหลายๆคนให้ทำได้อย่างที่หวังและตั้งใจไว้ได้เป็นอย่างดี คิดว่า เขาจะเป็นไอดอลของการทำความดีให้ใครต่อใครในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน

 พี่ตูน ไอดอลทำดี มองผ่านเลนซ์ ตูน บอดี้สแลม

                                      รุ่งทิพย์ จิตต์พันธ์ (กลาง) และ ธิปัตย์ มีแก้ว (ขวา)

ด้าน “ทิพย์”- รุ่งทิพย์ จิตต์พันธ์ นศ.ปี 3 สำนักศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) ประธานสภานักศึกษา มวล. เล่าว่า งานหอพักนักศึกษา สภานักศึกษา และองค์การบริหารองค์การนักศึกษา ร่วมกันเปิดคอนเสิร์ตที่โรงอาหารกลางคืน มีวงดนตรี WMC มีบุคลากร นักศึกษา และสำนักวิชาสนับสนุนระดมเงินเพื่อเข้าร่วมโครงการ 50,000 บาท นำไปมอบ ตูน เมื่อเช้าวันที่ 13  พย.ที่ผ่านมา นักศึกษาและบุคลากรมารอต้อนรับ ตูน บอดี้แสลม อย่างหนาแน่นตั้งแต่ตี 4 โดยตูน เดินทางมาถึงหน้ามหาวิทยาลัยประมาณ 7 โมงเช้า

พี่ตูน ไอดอลทำดี มองผ่านเลนซ์ ตูน บอดี้สแลม

“ดีใจและภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งการโครงการก้าวคนก้าวในครั้งนี้ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะร่วมวิ่งกับพี่ตูนไปจนถึงแม่สาย แต่ด้วยภาระหน้าที่ ที่เราต้องเรียนหนังสือ เลยทำได้แค่นี้ แต่ก็มีความสุขแล้ว และยังได้เห็นภาพบรรยากาศที่ชาววลัยลักษณ์ร่วมมือ ร่วมใจกันในการทำความดี ถึงจะไม่ได้พักผ่อนก็ถือว่าคุ้ม เพราะในชีวิตนี้มีโอกาสได้ทำแค่ครั้งเดียว และพี่ตูนยังเป็นไอดอลในการใช้ชีวิตอีกด้วย ทิพย์อยากเดินตามรอยพี่ตูน อยากทำเพื่อคนอื่นเหมือนพี่ตูน ” น้องทิพย์ กล่าว

พี่ตูน ไอดอลทำดี มองผ่านเลนซ์ ตูน บอดี้สแลม

ขณะที่ “โอ๊ต” – ธิปัตย์ มีแก้ว นศ.ปี 3 สำนักวิชาสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) อุปนายกคนที่ 2 องค์การบริหารองค์การนักศึกษา มวล. เล่าว่า เขาได้ทราบโครงการนี้มาจากการ Shares ข้อมูลบนสื่อออนไลน์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่มาจาก  Facebook Fanpage : “ก้าว” เขาเห็นว่าเป็นโครงการที่ดีมาก ๆ แต่ด้วยกำลังของเขาคนเดียวคงจะไม่สามารถที่จะสิ่งดี ๆ ให้สำเร็จได้ ซึ่งถือเป็นความโชคดีที่ขณะนั้นมีบุคลากรทางฝ่ายส่วนหอพักติดต่อเข้ามาขอร่วมโครงการ  รวมถึงได้ทำการติดต่อทางประธานสภานักศึกษาโดยในช่วงเย็นวันที่ 7 พฤศจิกายน 2560 เขาได้ทำการประชุมเกี่ยวกับโครงการนี้กับฝ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น หอพักนักศึกษา สภานักศึกษา และองค์การบริหารองค์การนักศึกษา

“โอ๊ต”  เล่าต่อว่า หลังจากที่เขาได้คุยกับฝ่ายต่างๆ เขาคิดจะทำกล่องรับบริจาค เพราะเขาคำนึงถึงเป้าหมายของโครงการนี้ว่าต้องการนำเงินไปช่วยเหลือ 11 โรงพยาบาล จึงคิดว่าการที่รับบริจาคเพื่อเป็นตัวแทนชาววลัยลักษณ์ในการส่งมอบให้กับพี่ตูนน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่พวกเราทุกคนจะทำได้ ซึ่งจุดที่รับบริจาคมี 2 จุด คือ  โรงอาหาร 4 ซึ่งทางองค์การนักศึกษาเป็นผู้รับผิดชอบ และ โรงอาหารตึกกิจกรรมของมหาวิทยาลัย ทางสภานักศึกษาเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนของหอพักก็ได้วางกล่องบริจาคเช่นเดียวกัน

พี่ตูน ไอดอลทำดี มองผ่านเลนซ์ ตูน บอดี้สแลม          นอกจากนั้น “โอ๊ต”  ยังได้รับความร่วมมือจากทางบุคลากรของมหาวิทยาลัยในการขอรับบริจาค      ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ขณะที่กองทุนของมหาวิทยาลัยและส่วนกิจการนักศึกษาได้มอบกระเป๋าเพื่อมาสมทบทุนนำไปตอบแทนสำหรับผู้ที่บริจาค

“เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเจอพี่ตูน ถึงแม้จะเป็นเช้ามากๆ แต่ด้วยความที่อยากเจอพี่ตูน และนำเงินสมทบทุนไปมอบแก่พี่ตูน จึงเป็นแรงผลักดัน และไม่มีอาการง่วงหรือเพลีย ยิ่งตอนที่พี่ตูนหยุดวิ่งแล้วถ่ายรูปกับผม แถมเข้ามาพูดคุยเพื่อให้กำลังใจ ให้ตั้งใจเรียน แล้วขอบคุณที่เป็นส่วนหนึ่งในการทำความดีครั้งนี้ ก็รู้สึกดีใจมากๆ เพราะผมถือป้ายอย่างเดียว”

ระหว่างทางที่ “พี่ตูน” เริ่มออกวิ่งหลังถ่ายรูปกับ “โอ๊ต” ชาววลัยลักษณ์ ชาวท่าศาลาได้ร่วมกันทำตามข้อตกลง คือ ไม่ไปกีดขวางพี่ตูนขณะวิ่ง ทำให้ได้รับการชื่นชมจากผู้คนที่กำลังดูไลฟ์สดว่าชาวท่าศาลาเป็นแบบอย่างที่ดีมาก เพราะว่าไม่ทำให้ขบวนการวิ่งติดขัด “โอ๊ต” กล่าว

พี่ตูน ไอดอลทำดี มองผ่านเลนซ์ ตูน บอดี้สแลม


เปิดอ่าน 1,357

มีคนทำผิดต้นเหตุ”ครูอุ้มผาง”2คนสอนฟรี5เดือน อดบรรจุ(มีคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301998

มีคนทำผิดต้นเหตุ”ครูอุ้มผาง”2คนสอนฟรี5เดือน อดบรรจุ(มีคลิป)

 

เลขาธิการ ก.ค.ศ.ตรวจสอบกระบวนการเรียกบัญชี ย้ำหากถูกต้องครูต้องได้รับการทรงสิทธิ์ สรุปเสนอก.ค.ศ.ปลายพ.ย. ขณะที่2 อดีตครูอุ้มผางร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมบรรจุราชกา

     เมื่อเวลา 09.30  น. วันที่ 13 พฤศจิกายน 60  ที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) น.ส.วนาลี ทุนมาก หรือครูแอน  และน.ส.นิราวัลย์ เชื้อบุญมี หรือ ครูวัลย์ อดีตครูวิชาสังคมศึกษา โรงเรียนอุ้มผางวิทยาคม จ.ตาก เดินทางเข้าพบ ได้เดินทางเข้าพบนายพินิจศักดิ์  สุวรรณรังค์ เลขาธิการก.ค.ศ. ยื่นหนังสือร้องทุกข์เพื่อขอกลับเข้ารับราชการครู เนื่องจากได้รับคำสั่งไปปฏิบัติหน้าที่ ในโรงเรียนอุ้มผางวิทยาคม เป็นเวลา 5 เดือนโดยไม่ได้รับเงินเดือน และต่อมาคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ตากมีมติไม่อนุมัติการบรรจุแต่งตั้ง  

      นายพินิจศักดิ์ กล่าวว่า นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กำชับให้ดูแลเรื่องนี้  ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้รับนโยบายมาแล้ว โดยในส่วนของสำนักงาน ก.ค.ศ.ก็จะต้องตรวจสอบข้อมูล กระบวนการ ขั้นตอนที่ดำเนินการมาทั้งหมดให้ถูกต้องด้วย โดยจะต้องดูว่าลำดับที่เรียกถูกต้องหรือไม่ และดูเรื่องการทรงสิทธิ์ด้วย  เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของระบบราชการ และเท่าที่ได้ข้อมูลเบื้องต้น ครูทั้ง 2 คนก็ไม่อาจรู้เลยว่าได้มีการเรียกบัญชีไปถึงไหนแล้ว

      ขณะเดียวกัน จากที่ได้อ่านรายงานการประชุมของ กศจ.ตาก และ กศจ. สุโขทัย ก็พบว่าข้อมูลก็ไม่ตรงกัน เพราะฉะนั้นต้องมาไล่และลำดับเรื่องราวให้ตรงกันก่อน เพื่อจะมาดูเรื่องสิทธิ์ของทั้ง 2 คน ซึ่งถ้ามีสิทธิ์ถูกต้องก็ต้องได้รับการดูแล โดยจะพยายามสรุปข้อมูลทั้งหมดให้ทันการประชุมคณะกรรมการ ก.ค.ศ.ที่จะมีขึ้นปลายเดือนพฤศจิกายนนี้  ส่วนเรื่องการเป็นครูอัตราจ้างนั้น ก็ขึ้นอยู่กับทั้ง 2 คนว่า จะรับสิทธิ์หรือไม่ เพราะการเป็นครูอัตราจ้างไม่ได้ทำให้หมดสิทธิ์การเป็นข้าราชการ หากกระบวนการถูกต้อง

มีคนทำผิดต้นเหตุ"ครูอุ้มผาง"2คนสอนฟรี5เดือน อดบรรจุ(มีคลิป)

       “ไม่ต้องกังวลถ้าส่วนราชการทำผิด แต่ก็ต้องตรวจสอบรายละเอียด และต้องไปไล่บัญชีก่อนหน้าทั้ง 2 คน ถ้าการรายงานถูกต้อง ต้องตรงสอบด้วยว่า ผู้ที่ขึ้นบัญชีก่อนหน้านี้ 20  กว่าคน ไปบรรจุที่ไหน หรือมีใครละสิทธิ์บ้าง เราต้องตรวจสอบทั้งหมด ว่า โดยกระบวนการถูกต้องหรือไม่ แต่ตอนนี้เรารู้อยู่แล้วว่ามีคนทำผิดพลาดแน่นอน  ส่วนจะมีช่องทางช่วยให้กลับรับราชการหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถบอกได้ เพราะเท่าที่ดูลำดับการเรียกบัญชี ยังไม่ถึงลำดับที่ของทั้งคู่ดังนั้นต้องมาตรวจสอบ เพราะยังไม่รู้ว่า คณะกรรมการก.ค.ศ. คิดอย่างไร ถ้ายังทรงสิทธิ์อยู่ก็ต้องดูแล แต่ก็ต้องตรวจสอบทั้งระบบ”นายพินิจศักดิ์ กล่าว

    เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 คนเองก็ยังมีข้อสงสัย ในลำดับการเรียกบัญชีผู้สอบได้ อันดับที่ 68 ของบัญชีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 38 (สุโขทัย-ตาก) เช่นกัน  จึงต้องมีข้อมูลที่เพียงพอ ขณะเดียวกันยังมีประเด็นเรื่องการออกบัตรประจำตัวข้าราชการให้ครูทั้ง 2 คนด้วย ซึ่งได้รับวันเดียวกับที่ได้เรียกรายงานตัวตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2560 อย่างไรก็ตาม การจะออกบัตรข้าราชการโดยขั้นตอนแล้วก็ต้องมีคำสั่งบรรจุแต่งตั้งด้วยตรงนี้ก็ต้องตรวจสอบเช่นกัน

มีคนทำผิดต้นเหตุ"ครูอุ้มผาง"2คนสอนฟรี5เดือน อดบรรจุ(มีคลิป)

      ด้าน น.ส.นิราวัลย์ กล่าวว่า ได้มาขอเข้าพบนายพินิจศักดิ์  เพื่อขอความเป็นธรรมกลับเข้ารับราชการ  เพราะที่ผ่านมาก็ได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ที่โรงเรียน จนกระทั่งกศจ.ตาก มีมติดังกล่าว ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่ได้นิ่งนอนใจพยายามประสานสอบถามไปยัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 38 (สุโขทัย-ตาก)  ทั้งนี้  หากไม่สามารถได้รับการบรรจุแต่งตั้งเข้ารับราชการได้ อย่างน้อยก็ขอให้ชื่อของพวกตนยังคงอยู่ในบัญชีของ กศจ. สุโขทัย ต่อไป

      อย่างไรก็ตาม จะรอการพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ด้วย หากไม่ได้รับความเป็นธรรมจะไปยื่นเรื่องฟ้องศาลปกครองต่อไป นอกจากมายื่นหนังสือต่อเลขาธิการ ก.ค.ศ.แล้วก็จะให้ข้อมูลเพิ่มที่ สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (สพร. ) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ด้วย

ผุด“ซิตี้แคมปัส” นานาชาติโชรส์เบอรีแห่งที่2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301803

ผุด“ซิตี้แคมปัส” นานาชาติโชรส์เบอรีแห่งที่2

ริเวอร์ไซด์แคมปัส, โสภณพนิช, รรนานาชาติโชรส์เบอรีกรุงเทพ-ซิตี้แคมปัส, ซิตี้แคมปัส

ประกาศเปิดตัวในชื่อ“โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี-ซิตี้แคมปัส” แห่งใหม่ใจกลางเมืองย่านสุขุมวิท-พระราม 9 พร้อมเปิดให้บริการจัดการศึกษาอนุบาลถึงประถมศึกษา สิงหาคม 61

      หลังประสบผลสำเร็จ ในการก่อตั้งโรงเรียนนานาชาติโชรส์ กรุงเทพ-ริเวอร์ไซด์ แคมปัส บนถนนเจริญกรุง ตลอดระยะเวลา 15 ปี(ปี 2546-ปัจจุบัน) โดยการสนับสนุนของโรงเรียนโชรส์เบอรี ประเทศอังกฤษ เปิดสอนระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา อายุระหว่าง 3-18 ปี มีนักเรียน 1,700 คน

ผุด“ซิตี้แคมปัส” นานาชาติโชรส์เบอรีแห่งที่2

บรรยากาศที่โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ-ริเวอร์ไซด์

       “ชาลี โสภณพนิช” ประกาศเปิดตัวในชื่อ “โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี-ซิตี้แคมปัส” แห่งใหม่ใจกลางเมืองย่านสุขุมวิท-พระราม 9 จะพร้อมเปิดให้บริการจัดการศึกษาอนุบาลถึงประถมศึกษา (อนุบาล-เกรด 6)อย่างเป็นทางการ ในเดือนสิงหาคม 2561 เปิดรับ 640 คนขณะนี้มียอดจองแล้ว 40 ที่นั่ง

     “เป้าหมายในใจจริงของผมคือ การช่วยขับเคลื่อนความก้าวหน้าของประเทศไทยเรา ด้วยการสร้างโรงเรียนอนุบาลและประถมศึกษาในระดับโลกที่แท้จริง และการสร้างโรงเรียนอนุบาลที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคเอเชีย จะเป็นส่วนเติมเต็มและเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ความสามารถของประเทศไทยในระดับโลก การมีสถาบันการศึกษาชั้นเลิศในประเทศไทยจะเป็นปัจจัยสำคัญ ต่อการตัดสินใจในอันดับต้นๆที่จะเลือกเข้ามาลงทุนทำธุรกิจของต่างชาติด้วย”ชาลี กล่าว

ผุด“ซิตี้แคมปัส” นานาชาติโชรส์เบอรีแห่งที่2

แสดงผังการสร้างโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ-ซิตี้แคมปัส

     แคมปัสแห่งใหม่นี้พื้นที่ 15 ไร่ ย่านใจกลางเมือง ระหว่างถนนสุขุมวิทและถนนพระรามเก้า ชาลี บอกว่า ทำเลนี้เชื่อมต่อหลายเส้นทางสุขุมวิท ทองหล่อ เดินทางไปมาสะดวก ใกล้สถานประกอบการต่างๆตอบโจทย์ความต้องการของผู้ปกครอง ใช้เงินลงทุน 2,600 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 4 ล้านบาทต่อเด็ก 1 คน มีการจ้างสถาปนิกออกแบบอาคารสถานที่ที่ทันสมัย สร้างพื้นที่สีเขียว มุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัย ให้ความสำคัญกับครู ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยสร้างความเป็นเลิศด้านการศึกษาได้อย่างเต็มที่และต่อเนื่อง

ผุด“ซิตี้แคมปัส” นานาชาติโชรส์เบอรีแห่งที่2

สตีเฟน ฮอลลอยด์-ชาลี โสภณพนิช-อแมนด้า เดนนิสสัน

      “ผมและครอบครัวไม่ได้มองว่าการลงทุนสร้างโรงเรียนนี้ต้องให้ผลตอบแทนทางการเงิน แต่มองว่านี่คือภาระหน้าที่ และหวังให้กลายเป็นมรดกตกทอดสำหรับครอบครัว ทั้งเป็นโอกาสที่เราจะได้ทำสิ่งสำคัญตอบแทนประเทศชาติ หน้าที่ของผมทำทุกอย่างเพื่อให้แน่ใจว่า เราได้ทุ่มเททรัพยากรเพื่อความพัฒนาการศึกษาที่เป็นเลิศ และทำหน้าที่บริหารจัดการสิ่งต่างๆให้อยู่ยั่งยืน มั่นคงเป็น 10 ปี 100 ปี”ชาลี กล่าว

ผุด“ซิตี้แคมปัส” นานาชาติโชรส์เบอรีแห่งที่2

     “สตีเฟน ฮอลลอยด์” ผู้อำนวยการโรงเรียนโชรส์เบอรี อินเตอร์เนชั่นแนวเอเชีย และครูใหญ่โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ-ริเวอร์ไซด์แคมปัส บอกว่า สัดส่วนของนักเรียนที่มาเรียนในริเวอร์ไซด์แคมปัส 2 ใน 3 เป็นคนไทยที่เหลือเป็นชาวต่างชาติประมาณ 40 ชาติ ที่ผ่านมามีผู้ปกครองให้ความสนใจส่งบุตรหลานมาเรียนที่นี่จำนวนมาก โดยเฉพาะเด็กในระดับอนุบาลถึงประถมศึกษา แต่สามารถรับเด็กอยู่ที่เพียงปีละ 75 คนเท่านั้น ด้วยพื้นที่ที่จำกัด 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้เด็กที่เข้ามาสมัครและมีคุณสมบัติครบถ้วนกว่า 650 คนไม่ได้เรียน

ผุด“ซิตี้แคมปัส” นานาชาติโชรส์เบอรีแห่งที่2

    การเปิดแคมปัสแห่งที่ 2 ออกแบบเพื่อเด็กอนุบาล-ประถมศึกษา อายุ 3-11 ปี จัดการศึกษาแบบองค์รวมที่พัฒนาเด็กทั้งด้านวิชาการและด้านอารมณ์ สภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้แบบเกื้อกูล ซึ่งจะช่วยให้เด็กมีความพร้อมในการใช้ชีวิต นักเรียนที่จบการศึกษาจากซิตี้แคมปัส จะได้รับสิทธิเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาที่ริเวอร์ไซด์แคมปัสด้วย โดยได้แต่งตั้งให้น.ส.อแมนด้า เดนนิสสัน ที่ดำรงตำแหน่งครูใหญ่ฝ่ายอนุบาลจากริเวอร์ไซด์แคมปัส ให้มารับตำแหน่งครูใหญ่ที่ซิตี้แคมปัส เพื่อให้การพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนและคุณภาพการศึกษาทั้ง 2 แคมปัสเกิดความต่อเนื่อง

ผุด“ซิตี้แคมปัส” นานาชาติโชรส์เบอรีแห่งที่2

     น.ส.อแมนด้า  ครูใหญ่ซิตี้แคมปัส กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ให้ความสำคัญที่จะให้เด็กใช้ภาษาแม่ได้อย่างเชี่ยวชาญและมีทักษะภาษาอื่นด้วย มีหลักสูตรภาษาไทยและภาษาจีนกลางเข้าในการเรียนด้วย การจัดผังห้องเรียนเป็นกลุ่มอย่างมีเอกลักษณ์ เป็นอาคารสูง 3 ชั้นเพื่อความเชื่อมโยงระหว่างห้องเรียนและนักเรียน ได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนในวัยเดียวกันราว 80 คนได้ สร้างพัฒนาการด้านสังคมที่เหมาะสมของเด็กออกแบบอาคารยังมีหน้าต่างบานใหญ่ที่เพิ่มพื้นที่รับแสงธรรมชาติเต็มที่

     ห้องเรียนของเด็กอายุ 3-5 ปีจะจัดสรรไว้ในอาคารและพื้นที่ที่แยกเป็นสัดส่วน มีระบบรักษาความปลอดภัยพิเศษ มีห้องอาหาร โรงครัวที่เหมาะสมแก่วัยของเด็ก ขณะที่พื้นที่ภายในทั้งหมด 25,000 ตารางเมตร เป็นห้องประชุมขนาดใหญ่ 520 ที่นั่ง ห้องสมุดทันสมัย ห้องดนตรี เป็นต้น มีอาคารออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ และสนามเด็กเล่น ลู่วิ่งและกีฬาในร่มและกลางแจ้งด้วย

0 เกศกาญจน์  บุญเพ็ญ 0

qualitylife4444@gmail.com

ห้องเรียนชาวนาวิถีพอเพียงตามรอยพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301882

ห้องเรียนชาวนาวิถีพอเพียงตามรอยพ่อ

ห้องเรียนชาวนา, วิถีพอเพียง, ตามรอยพ่อ

โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ หนองบัวลำภู จัดกิจกรรมห้องเรียนชาวนาวิถีพอเพียงตามรอยพ่อ “ข้าวฮางงอกยั่งยืนด้วยสองมือหลานย่าเยาวชนคนหนองบัวลำภู”

        ดร.วิมล ปานะถึก ผู้อำนวยการโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ หนองบัวลำภู ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 19 (เลย – หนองบัวลำภู) เปิดเผยว่า โรงเรียนได้จัดกิจกรรมห้องเรียนชาวนาวิถีพอเพียงตามรอยพ่อ ตามโครงงาน “ข้าวฮางงอกยั่งยืนด้วยสองมือหลานย่าเยาวชนคนหนองบัวลำภู” ขับเคลื่อนกระบวนการ PLC สู่สถานศึกษา ยุค Thailand 4.0 ตามนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ (Moderate Class More Knowledge) เพื่อสร้างเสริมสมรรถนะและการเรียนรู้ สร้างเสริมคุณลักษณะและค่านิยม สร้างเสริมทักษะการทำงาน การดำรงชีพ และทักษะชีวิตของนักเรียน ปลูกฝังค่านิยมและจิตสำนึกการทำประโยชน์ต่อสังคมและสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทย

ห้องเรียนชาวนาวิถีพอเพียงตามรอยพ่อ

โดยกิจกรรมห้องเรียนชาวนาวิถีพอเพียงตามรอยพ่อเป็นกิจกรรมระยะที่ 2 เพื่อให้นักเรียนเรียนรู้เรื่องการเก็บเกี่ยวผลผลิตของ “โครงงานข้าวฮางงอกยั่งยืนด้วยสองมือหลานย่าเยาวชนคนหนองบัวลำภู ประจำปี 2560” ซึ่งกิจกรรมประกอบด้วย พิธีถวายราชสดุดีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 กิจกรรมความรู้เกี่ยวกับการเกี่ยวข้าว วิถีชาวนา กิจกรรมเต้นรำกำเคียว และกิจกรรมลงแขกเกี่ยวข้าว ณ บริเวณแปลงนาสาธิต โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ หนองบัวลำภู ฯ

ห้องเรียนชาวนาวิถีพอเพียงตามรอยพ่อ

ห้องเรียนชาวนาวิถีพอเพียงตามรอยพ่อ

ห้องเรียนชาวนาวิถีพอเพียงตามรอยพ่อ

ห้องเรียนชาวนาวิถีพอเพียงตามรอยพ่อ

นศ.มุสลิม มทร.ศรีวิชัย ร่วมใจสร้างอาคารเรียนให้น้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301810

นศ.มุสลิม มทร.ศรีวิชัย ร่วมใจสร้างอาคารเรียนให้น้อง

ชมรมนักศึกษามุสลิม มทร.ศรีวิชัย รวมพลังออกค่ายอาสาใช้เวลา 10 วัน สร้างอาคารเรียน สานฝัน สร้างรอยยิ้ม ให้น้องมีห้องเรียน

     ชมรมนักศึกษามุสลิม  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย  รวมพลัง 10 วัน ก่อสร้างอาคารเอนกประสงค์  เพื่อใช้ในการเรียนการสอนของนักเรียน กว่า 30 คน ณ มัสยิด  บ้านป่าแก่  หมู่ที่ 6 ตำบลคลองเฉลิม อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง 

      ด้วยการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัยที่มีความหลากหลายของสาขาวิชาก่อให้เกิดความหลากหลายทางวิชาการและความสามารถของนักศึกษาที่ได้รับการถ่ายทอดและการฝึกปฏิบัติจากอาจารย์ผู้สอน 

นศ.มุสลิม มทร.ศรีวิชัย ร่วมใจสร้างอาคารเรียนให้น้อง

การสร้างอาคารเอนกประสงค์ จึงได้รับความร่วมมือจากนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และคณะวิศวกรรมศาสตร์     ในการออกแบบเขียนแปลนเพื่อก่อสร้างอาคาร  นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ สาขาอาหารและโภชนาการ ช่วยในเรื่องของการประกอบอาหารร่วมกับชาวบ้านในชุมชน และร่วมกันก่อสร้างอาคารเอนกประสงค์จนสำเร็จได้ภายใน 10 วัน

นศ.มุสลิม มทร.ศรีวิชัย ร่วมใจสร้างอาคารเรียนให้น้อง

 นายมูบีน  ดือราแม (น้องบีน ) ประธานชมรมนักศึกษามุสลิม นักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เล่าถึงการสร้างอาคารในครั้งนี้ว่า ก่อนที่มาสร้างอาคารได้มีการประชุมวางแผน    ถึงความเหมาะสมในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะจำนวนนักเรียน เดิมน้องๆนักเรียนใช้มัสยิดเป็นสถานที่เรียน ซึ่งในบางครั้งก็อาจจะต้องใช้เป็นสถานที่ในการประกอบศาสนา

นศ.มุสลิม มทร.ศรีวิชัย ร่วมใจสร้างอาคารเรียนให้น้อง

นายมูบีน  ดือราแม (น้องบีน ) ประธานชมรมนักศึกษามุสลิม

สำหรับการออกค่ายจะไม่มีผลกระทบต่อการเรียน เพราะจะออกในช่วงปิดเทอม มีเพื่อนๆ จากต่างสถาบันมาร่วมค่ายด้วย
โดยสมัครเข้ามาทางชมรมที่ได้ทำการประชาสัมพันธ์ไปยังหน่วยงานต่างๆ กำลังคนมาก งานก็จะสำเร็จเร็วขึ้นในการสร้างอาคารครั้งนี้รู้สึกภูมิใจมาก ทำให้น้องๆ มีความสุข ชาวบ้านมีความสุข

หลังจากนี้ก็จะมีการวางแผนสำรวจพื้นที่ต่อไป ว่าส่วนไหนยังขาดแคลนจะได้นำเรื่องเสนอต่อผู้บริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ได้พิจารณาต่อไป และในครั้งนี้ต้องขอขอบคุณเพื่อนๆและมหาวิทยาลัยที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนงบประมาณมาโดยตลอด

นศ.มุสลิม มทร.ศรีวิชัย ร่วมใจสร้างอาคารเรียนให้น้อง

นายสุนันท์  แหนะนวล กรรมการมัสยิดอันนรู กล่าวว่า มาอยู่ร่วมกับนักศึกษาตั้งแต่วันที่ลงมาดูพื้นที่ และมีความหวังนักศึกษาจะมาร่วมกันสร้างอาคารเรียนให้กับน้องๆ กว่า 30 ชีวิต ตลอดระยะเวลา  10 วันเห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกคน ด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาอาจเป็นอุปสรรคในการก่อสร้าง แต่ทุกคนก็พยายามทำทีละเล็กทีละน้อย เพื่อให้งานดำเนินไปได้มากที่สุดด้วยระยะเวลาจำกัด โดยบังสุนันท์และชาวบ้านในชุมชนมาช่วยกันประกอบอาหารร่วมกับนักศึกษา
ดูแลที่อยู่ที่อาศัย ความรู้สึกที่มีต่อนักศึกษาทุกคน เห็นถึงความสามัคคี ความตั้งใจ และความรักที่ทุกคนมอบให้เพราะนอกจากสร้างอาคารแล้วยังมีการจัดกิจกรรมให้เด็กๆอีกด้วยซึ่งเป็นกิจกรรมที่ดีมาก ก่อให้เกิดความรัก ความผูกพัน ต้องขอขอบคุณทุกๆ ฝ่ายที่ทำให้น้องๆ มีสถานที่เรียนที่เหมาะสม หลังจากนี้จะใช้สถานที่เรียนให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นศ.มุสลิม มทร.ศรีวิชัย ร่วมใจสร้างอาคารเรียนให้น้อง

นายมูอัมหมัดนัสรูณ  เหลาะเหม  (น้องนัส)

นายมูอัมหมัดนัสรูณ  เหลาะเหม  (น้องนัส) นักศึกษาคณะอิสลามศึกษาและนิติศาสตร์  มหาวิทยาลัยปาฏนี  จังหวัดปัตตานี เล่าว่าทราบข่าวที่เพื่อนๆ ที่ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย พอทราบว่ามีการจัดค่ายก็สนใจมาก
เพราะมันเป็นสิ่งที่ได้กับเราโดยตรงหาจากห้องเรียนไม่ได้

“ผมอยากมีส่วนร่วมในการสร้างอาคาร มันเป็นอนาคตของน้องๆ ในเรื่องของการศึกษา  การมาค่ายอาจไม่ได้สะดวกสบายการมาค่ายมันต้องพบกับความลำบาก แต่มันคือประสบการณ์ชีวิตที่ดีที่สุด สำหรับผมมาจากต่างมหาลัยต้องปรับตัวค่อนข้างเยอะ แต่มันก็ผ่านไปได้ด้วยดี ทุกๆกิจกรรม ที่ผ่านมา และในอนาคต คือการสานฝันของเยาวชนที่จะเป็นอนาคตของชาติ ทุกชีวิตอาจเลือกเกิดไม่ได้ แต่ก็เลือกได้ว่าจะสรรสร้างสิ่งใดและมอบความสุขให้กับคนอื่นได้อย่างไร การเลือกที่ที่จะเสียสละเวลากิน เวลานอน เวลาพักผ่อน เพื่อแบ่งปันความสุขให้กับชุมชน โดยมุ่งหวังให้เด็กและเยาวชนในท้องที่ได้รับโอกาสในการศึกษาเล่าเรียน และเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นและประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า ”

นศ.มุสลิม มทร.ศรีวิชัย ร่วมใจสร้างอาคารเรียนให้น้อง

ชมรมนักศึกษามุสลิม  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการแสดงพลังจิตอาสาของของนักศึกษาที่ร่วมบำเพ็ญประโยชน์สาธารณะ  อย่างไรก็ตามการพัฒนาชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ต้องได้รับการสนับสนุนจากหลายๆ ฝ่าย ในอนาคตการพัฒนายังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นใจ ด้วยแรงกาย แรงใจ และพลังทั้งหมดที่มี เพื่อเปิดโอกาสให้กับอนาคตของชาติได้มีจุดยืน

เทคนิคนครนายกจัดเวทีโชว์กึ๋นทักษะวิชา่ชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301881

เทคนิคนครนายกจัดเวทีโชว์กึ๋นทักษะวิชา่ชีพ

ท่องเที่ยว, อุตสาหกรรม, แข่งขัน, ทักษะวิชาชีพ, วัดกึ๋น

วิทยาลัยเทคนิคนครนายก จัดแข่งขันทักษะวิชาชีพ ทักษะพื้นฐาน 5 ประเภท 1 หลักสูตร 33 ทักษะวิชาชีพ เฟ้นหาตัวแทนเข้าแข่งขัน ในระดับจังหวัด ภาคและประเทศ

          ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการ การอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดโครงการส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการ (แข่งขันทักษะวิชาชีพ 4 ระดับ) ประจำปีการศึกษา 2560 – 2561 โดยวิทยาลัยเทคนิคนครนายกได้จัดแข่งทักษะวิชาชีพ ทักษะพื้นฐาน และหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น เฟ้นหานักเรียน นักศึกษาที่มีความเป็นเลิศ ใน 5 ประเภทวิชา 1 หลักสูตร 33 ทักษะวิชาชีพ แบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)

เทคนิคนครนายกจัดเวทีโชว์กึ๋นทักษะวิชา่ชีพ

สำหรับ 5 ประเภทวิชา  1 หลักสูตร 33 ทักษะวิชาชีพ เพื่อรองรับการผลิตกำลังคนในสาขาที่ตลาดแรงงานมีความต้องการมาก ดังนี้ 1.ประเภทวิชาอุตสาหกรรม ได้แก่ สาขาวิชาช่างยนต์ แข่งขันทักษะงานจักรยานยนต์ และทักษะงานเครื่องยนต์เล็ก สาขาวิชาเทคนิคเครื่องกล แข่งขันทักษะงานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน และเครื่องยนต์ดีเซลควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์

สาขาวิชาช่างกลโรงงาน แข่งขันทักษะงานกลึง กัด ตัด ไส ชิ้นงาน สาขาวิชาเทคนิคการผลิต สาขาวิชาเทคนิคอุตสาหกรรม สาขาวิชาเขียนแบบเครื่องกล แข่งขันทักษะมาตรวิทยามิติ และทักษะออกแบบและเขียนแบบเครื่องกลด้วยคอมพิวเตอร์ สาขาวิชาช่างเชื่อมโลหะ แข่งขันทักษะการเชื่อม GTAW & SMAW สาขาวิชาเทคนิคโลหะ แข่งขันทักษะการเชื่อม GTAW & SMAW & GMAW และทักษะงานตรวจสอบ และทดสอบวัสดุงานเชื่อม สาขาช่างไฟฟ้ากำลัง แข่งขันทักษะการติดตั้งไฟฟ้าด้วยท่อร้อยสาย และทักษะการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ

เทคนิคนครนายกจัดเวทีโชว์กึ๋นทักษะวิชา่ชีพ

สาขาวิชาไฟฟ้า แข่งขันทักษะการออกแบบระบบไฟฟ้าและเขียนแบบไฟฟ้าด้วยคอมพิวเตอร์ และทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมโปรแกรมเมเบิลคอนโทรลเลอร์ PLC สาขาวิชาช่างอิเล็กทรอนิกส์ แข่งขันทักษะประกอบและตรวจซ่อมเครื่องขยายเสียงเคลื่อนที่ (Mobile Amplifier) ทักษะการออกแบบ พัฒนาโปรแกรมควบคุมอุปกรณ์ ทักษะการแข่งขันทักษะออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และทักษะไมโครคอนโทรลเลอร์ สาขาวิชาเทคนิคพื้นฐาน แข่งขันทักษะงานฝึกฝีมือ

2.ประเภทวิชาพาณิชยกรรม/ประเภทวิชาบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการบัญชี แข่งขันทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ในงานบัญชี และทักษะโปรแกรมสำเร็จรูปเพื่องานบัญชี สาขาวิชาการเลขานุการ/สาขาวิชาการจัดการสำนักงาน แข่งขันทักษะพิมพ์ไทย และพิมพ์อังกฤษด้วยคอมพิวเตอร์ และทักษะการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ผลิตหนังสือราชการภายนอก สาขาวิชาการตลาด ทักษะการแข่งขันทักษะการนำเสนอขายสินค้า “The Marketing Challenge” และทักษะการเขียนแผนธุรกิจ สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ แข่งขันทักษะการขายสินค้าออนไลน์ สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ แข่งขันทักษะการจัดการโลจิสติกส์ และโซ่อุปทาน

เทคนิคนครนายกจัดเวทีโชว์กึ๋นทักษะวิชา่ชีพ

3.ประเภทวิชาศิลปกรรม สาขาคอมพิวเตอร์กราฟิก แข่งขันทักษะการออกแบบ 3D แอนิเมชั่น “อาชีวะ INTRO” สาขาวิชาการออกแบบ แข่งขันทักษะการออกแบบเขียนแบบตกแต่ง “ร้านเครื่องดื่ม Drink & Beverages” ทักษะการออกแบบโปสเตอร์ หัวข้อ “ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์” ทักษะการออกแบบตกแต่ง หัวข้อ “Food Truck in Thai Culture & Food Festival” ทักษะการออกแบบนิเทศศิลป์ออกแบบโปสเตอร์ หัวข้อ “เทิดไท้องค์ราชัน รัชกาลที่ 10”

4.ประเภทวิชาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สาขาวิชาการโรงแรม แข่งขันทักษะการผสมเครื่องดื่มประเภทClassic Bartender และ 5.ประเภทวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ แข่งขันทักษะการบริหารจัดการฐานข้อมูล และทักษะเทคโนโลยีเครือข่าย และหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น แข่งขันทักษะตัดแต่งทรงผมสไตส์แฟชั่น (ผมหญิง) และทักษะตัดผมชายสไตส์สมัยนิยม

ทั้งนี้ ผู้ชนะแต่ละประเภทและทักษะจะเป็นตัวแทนวิทยาลัยเข้าร่วมแข่งขันในระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับประเทศต่อไป

4 พฤติกรรมรุนแรงจากการกลั่นแกล้งในโรงเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301876

4 พฤติกรรมรุนแรงจากการกลั่นแกล้งในโรงเรียน

4 พฤติกรรม, กลั่นแกล้ง, เด็ก, ข่มเหงรังแก, ในโรงเรียน

กรมสุขภาพจิต เผย 4 พฤติกรรมรุนแรงจากการกลั่นแกล้งในโรงเรียน ชี่ส่งผลเด็กถูกแกล้ง มีอารมณ์ซึมเศร้า วิตกกังวลและอาจติดตัวไปจนโต แนะพ่อแม่สอนเด็กรู้จักปกป้องตนเอง

           น.อ.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงกรณีปรากฎข่าวการกลั่นแกล้งหรือรังแกกันในโรงเรียน (Bullying) อยู่บ่อยครั้ง ว่า การกลั่นแกล้งหรือรังแกกันในโรงเรียนเป็นพฤติกรรมรุนแรงอย่างหนึ่ง มีทั้ง 1.การข่มเหงรังแกทางกาย พบเห็นได้บ่อยในทุกโรงเรียน เช่น การผลัก ต่อย หยิก ดึงผม ใช้อุปกรณ์แทนอาวุธในการข่มขู่ 2.การข่มเหงรังแกทางอารมณ์ เช่น การล้อเลียนหรือทำให้รู้สึกอับอาย การกีดกันออกจากกลุ่ม การเพิกเฉย ทำเหมือนไม่มีตัวตน 3.การข่มเหงรังแกทางคำพูด เช่น การใช้คำหยาบคายหรือดูถูก เหยียดหยาม 4.การข่มเหงรังแกทางอินเตอร์เน็ต เช่น ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ กล่าวหาหรือใส่ความให้ได้รับความอับอาย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากพฤติกรรมเหล่านี้ จะทำให้เด็กที่ถูกรังแก  มีอารมณ์ซึมเศร้าหรือวิตกกังวล เพิ่มความรู้สึกโดดเดี่ยว การกินการนอนผิดปกติ ไม่มีความสุขในการทำกิจกรรมที่ชื่นชอบได้ ซึ่งปัญหานี้อาจยังคงอยู่จนถึงวัยผู้ใหญ่ นอกจากนี้ อาจมีอาการทางกาย เช่น ปวดท้อง ปวดศีรษะ รวมถึง มีผลการเรียนลดลง หรือต้องออกจากโรงเรียน ตลอดจน มีความเสี่ยงสูงที่จะกลายเป็นผู้รังแกคนอื่นในอนาคต

ขณะที่ เด็กที่ชอบรังแกผู้อื่นจะมีความเสี่ยงใช้แอลกอฮอล์หรือสารเสพติดเมื่อเป็นวัยรุ่น รวมทั้ง ชอบทำร้ายร่างกาย ทำลายทรัพย์สิน และอาจต้องออกจากโรงเรียน เสี่ยงทำผิดกฎหมาย ตลอดจนมีความเสี่ยงที่จะทำร้ายคู่สมรสและบุตรเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้

ด้าน พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผอ.สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ได้แนะนำให้ ผู้ปกครอง และครู สอนเด็กให้สามารถดูแลป้องกันตัวเองจากการถูกกลั่นแกล้งได้ เช่น บอกครูประจำชั้น ไม่อยู่คนเดียว ไม่ตอบสนองอีกฝ่ายที่จะทำให้เกิดการกลั่นแกล้งเพิ่มมากขึ้น หรือกำหนดให้ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเวลา เนื่องจากในโลกโซเชียลมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา อาจมีคลิปที่เด็กสามารถเลียนแบบได้ โดยไม่รู้ว่าเป็นสิ่งดีหรือไม่ดี  โรงเรียนต้องมีระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเข้มแข็ง มีการพูดคุย ห้ามปราม ตลอดจนปกป้องเด็ก

“ปัญหาเด็กที่ถูกกลั่นแกล้งน่าจะมีมาก่อนโดยที่ครูไม่ทราบ เด็กที่รังแก อาจมีปัญหาสุขภาพจิต เช่น เกเร ดื้อ ต่อต้าน มีพฤติกรรมจุดไฟ การเลี้ยงดูปล่อยปละละเลย เสพสื่อรุนแรง อยากรู้อยากลอง ครู และพ่อแม่ผู้ปกครอง ควรมีการอบรมสั่งสอนเด็กให้รู้ว่า อะไรควร อะไรไม่ควร อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ สิ่งไหนที่ห้ามทำ สังคมไม่ยอมรับ มีการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้พวกเขาตั้งแต่วัยเด็ก โดยเฉพาะก่อนอายุ 10 ปี ซึ่งจะช่วยให้พวกเขามีความยับยั้งชั่งใจ แยกผิดชอบชั่วดีได้ ลดพฤติกรรมการเลียนแบบ ที่อาจทำให้เกิดความชินชากับความรุนแรงได้” พญ.มธุรดา กล่าว

พบ 350 สถาบันจาก 25 ประเทศในมหกรรมการศึกษาต่อต่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301875

พบ 350 สถาบันจาก 25 ประเทศในมหกรรมกาารศึกษาต่อต่างประเทศ

ครั้งที่ 14, กพ, มหกรรมการการศึกษาต่อต่างประเทศ

รองนายกฯ เปิดงานมหกรรมการศึกษาต่อต่างประเทศ ครั้งที่ 14 ย้ำรัฐบาลให้ความสำคัญการพัฒนาคน กำหนดเป็น 1 ใน 6 ยุทธศาสตร์ชาติ เผยมี 300 สถาบัน 25 ประเทศร่วมออกบูธ

            เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 60- ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน นายวิษณุ  เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมการศึกษาต่อต่างประเทศ ครั้งที่ 14 หรือ OCSC International Education Expo 2017 ภายใต้แนวคิด “Pick The Right One” ระหว่างวันที่ 11-12 พฤศจิกายน 2560 เวลา 12.00-18.00 น.จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ โดยมองไปอีก 20 ปีข้างหน้าว่า จะพัฒนาประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมในทิศทางใด อย่างไร ซึ่งการมองไกลเช่นนั้นจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมให้ครอบคลุมทุกด้าน โดยยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้านนั้นกำลังเร่งดำเนินเพื่อเสนอต่อสภา และเตรียมนำขึ้นกราบบังคมทูลฯสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพิจารณาโปรดเกล้าฯเป็นยุทธศาสตร์ชาติต่อไป

พบ 350 สถาบันจาก 25 ประเทศในมหกรรมกาารศึกษาต่อต่างประเทศ

รองนายกฯ กล่าวต่อไปว่า ยุทธศาสตร์การพัฒนาคน เป็นหนึ่งใน 6 ยุทธศาสตร์สำคัญ ที่ต้องการพัฒนาคนให้มีความรู้ ความสามารถในการเป็นกำลังพัฒนาประเทศ การศึกษาเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่จะช่วยพัฒนาคน แต่การรู้แค่วิชาการไม่เพียงพอ เราจะต้องเรียนรู้ มองไกลในสังคมประเทศต่างๆที่ประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลว การส่งนักเรียนไปศึกษาต่อต่างประเทศเป็นสิ่งที่ดำเนินการมาในรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย และในยุทธศาสตร์พัฒนากำลังคนก็จะมีการเขียนเรื่องนี้ไว้ด้วย

“ประเทศไทยเริ่มส่งเด็กไทยไปเรียนในต่างประเทศมายาวนานนับ 300 ปีโดยเฉพาะในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงส่งคนไทยไปเรียนต่างประเทศจำนวนมากเพื่อกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ และสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ อย่างไรก็ดี สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือ จากที่เราต้องหาทุนส่งคนไปเรียนในต่างประเทศ ก็ยังมีนักเรียนไทยจำนวนมากที่ครอบครัวมี่ความสามารถส่งบุตรไปเรียนได้ แต่ยังขาดความรู้ ข้อมูล แนวทางการเรียน การใช้ชีวิต จำนวนเงินที่ใช้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถ้าเป็นทุนรัฐบาลจะเตรียมทุกอย่างไว้ให้ แต่ถ้าไปด้วยทุนตนเองอาจจะไม่ค่อยรู้ ดังนั้น มหกรรมการศึกษาต่อต่างประเทศนี้จะเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้ทุกคนได้มาเรียนรู้ เก็บเกี่ยวข้อมูลไปใช้แนวทางการตัดสินใจเรียนต่อ”รองนายกฯ กล่าว

พบ 350 สถาบันจาก 25 ประเทศในมหกรรมกาารศึกษาต่อต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การจัดงานมหกรรมการศึกษาต่อต่างประเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์กลางเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในการศึกษาต่อต่างประเทศ และรับสมัครทุนรัฐบาลจำนวนกว่า 500 ทุน ให้นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และผู้สนใจทั่วไปได้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้แทนสถาบันการศึกษาชั้นนำจากทั่วโลกกว่า 354 สถาบัน จาก 25 ประเทศ ตลอดจนแนะนำการศึกษาต่อต่างประเทศโดยตรง

โดยได้รับความร่วมมือจากสถานเอกอัครราชทูต หน่วยงานภาครัฐ กรมการจัดหางาน กรมสุขภาพจิต ในการให้คำแนะนำแก่ผู้สนใจในการรับทุน เตรียมพร้อมการเข้าทำงาน มีตัวแทนนักเรียนทุน ก.พ.มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ มาแนะแนวการสมัครทุนรัฐบาล การใช้ชีวิตในต่างประเทศ รวมถึงแนะแนวการสอบความรู้ทั่วไปภาค ก. และความรู้เฉพาะด้านภาค ข. ของก.พ.ด้วย

บ้านผาสุขต้นแบบการจัดการน้ำบนที่สูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301798

บ้านผาสุขต้นแบบการจัดการน้ำบนที่สูง

การบริหารจัดการน้ำ, บ้านผาสุข

 ‘บ้านผาสุข’ ในตำบลภูฟ้า อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อนคนในหมู่บ้านผาสุข จึงยังคงพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ

     ‘บ้านผาสุข’ ชุมชนเล็กๆ ที่มีประชากรอาศัยอยู่กว่า 130 ครัวเรือน ตั้งอยู่ตำบลภูฟ้า อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ที่นี่มีสถานที่สำคัญคือเป็นที่ตั้งของโครงการพระราชดำริศูนย์ภูฟ้า ด้วยสภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน ผู้คนในหมู่บ้านผาสุขจึงยังคงพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติเป็นพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน และเป็นแหล่งอาหาร

บ้านผาสุขต้นแบบการจัดการน้ำบนที่สูง

ลำน้ำที่ไหลผ่านหมู่บ้าน

โดยเฉพาะแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีลำห้วยน้อยใหญ่กว่า 20 ลำห้วยอยู่ในพื้นที่ของหมู่บ้านรวมถึงลำน้ำว้าและลำน้ำมางไหลผ่านหมู่บ้าน  ที่ถือว่ามีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของคนในชุมชน โดยเฉพาะการใช้น้ำจากแหล่งน้ำในผืนป่าธรรมชาติที่ยังคงอุดมสมบูรณ์และยังเป็นป่าต้นน้ำที่สำคัญ กระทั่งปี พ.ศ.2545 ชุมชนเริ่มประสบปัญหาน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการของชาวบ้านโดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง จนเกิดการแย่งชิงน้ำเพื่อใช้อุปโภคบริโภค เพราะชุมชนไม่เห็นข้อมูลที่แท้จริงของปัญหาในเรื่องของการจัดการน้ำในชุมชน

บ้านผาสุขต้นแบบการจัดการน้ำบนที่สูง

ลำน้ำว้าและลำน้ำมางไหลมาบรรจบกัน

“ ที่นี่แต่เดิมคนในชุมชนเกิดความไม่เข้าใจเรื่องการใช้น้ำของแต่ละครัวเรือนที่ไม่เท่ากัน บางครัวเรือนใช้มาก บางครัวเรือนใช้น้อย ทำให้เกิดการแย่งชิงน้ำใช้  เพราะความเข้าใจผิด แม้จะอธิบายอย่างไรก็ไม่เข้าใจกลายเป็นปัญหาถกเถียงกันของคนในชุมชน ประกอบกับชาวบ้านซึ่งในอดีตรู้จักแต่การทำไร่เลื่อนลอย เมื่อเปลี่ยนมาทำนาก็ต้องดึงน้ำไปใช้ทำนามากขึ้น รวมทั้งมีการปล่อยน้ำทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะตอนนั้นไม่รู้จักคุณค่าของน้ำ ทำให้จากที่เคยมีน้ำเพียงพอ ก็เริ่มไม่เพียงพอ ” นายเอกพล ศิริทรัพย์อุดม ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ม.3 บ้านผาสุข ในฐานะนักวิจัยชุมชน เล่าให้ฟังถึงสถานการณ์น้ำของชุมชนในอดีตที่ก่อให้เกิดปัญหาการแย่งชิง “น้ำ” ขึ้นในชุมชน

บ้านผาสุขต้นแบบการจัดการน้ำบนที่สูง

การใช้น้ำในแปลงเกษตร

เป็นที่มาของการใช้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเข้าไปเป็นเครื่องมือในการสืบค้นปัญหาโดยผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนภายใต้โครงการพัฒนาระบบการจัดการน้ำให้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรของชุมชน บ้านผาสุข ตำบลภูฟ้า อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ล่าสุดงานวิจัยจากโครงการฯนี้ยังได้รับรางวัลผลงานวิจัยเด่น สกว.ประจำปี 2559

บ้านผาสุขต้นแบบการจัดการน้ำบนที่สูง

นายเอกพล ศิริทรัพย์อุดม

นายเอกพล กล่าวถึงการทำงานวิจัยว่า  “ การได้ลงมือทำวิจัยทำให้ความคิดของเราเปลี่ยนไป จากที่เคยได้ยินว่า การทำงานวิจัยนั้นยาก ทำไม่ได้หรอก เกิดความกังวลว่าจะทำไหวไหม แรกๆ รู้สึกท้อและคิดไปว่าคงทำไม่ได้แน่ แต่สุดท้ายกลับเป็นเรื่องที่ง่ายและมีประโยชน์มาก หลังพี่เลี้ยงจาก สกว.เข้ามาอบรมกระบวนการการทำวิจัยเพื่อท้องถิ่น จากที่เราไม่เคยรู้เรื่องการทำวิจัยมาก่อน ตอนนี้เรารู้แล้วว่า การทำวิจัยเกิดจากอะไร และต้องทำอย่างไร เป็นการระดมความคิด ช่วยกันคิดช่วยกันทำ เป็นการสร้างความเข้าใจกันระหว่างชาวบ้านโดยที่ไม่ต้องใช้หลักวิชาการมากนัก เป็นการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทำให้รู้ว่าจะต้องทำอะไรก่อนอะไรหลัง

บ้านผาสุขต้นแบบการจัดการน้ำบนที่สูง

มันคือ กระบวนการทำวิจัยแบบมีส่วนร่วม นำมาสู่การวางแผน สืบค้นปัญหา จัดเก็บข้อมูล ตั้งแต่การใช้น้ำของแต่ละครัวเรือน สำรวจแหล่งต้นน้ำ สอบถามผู้สูงอายุและปราชญ์ชุมชน จดบันทึก ลงพื้นที่สำรวจ และนำข้อมูลทั้งหมดมารวบรวมจัดทำเป็นฐานข้อมูลกลายเป็นคู่มือของชุมชน ที่นำมาใช้เป็นแนวทางการบริหารจัดการน้ำของชุมชน แตกต่างจากที่เคยทำมาถือเป็นครั้งแรกที่ได้มีข้อมูลเป็นของชุมชนเอง”

บ้านผาสุขต้นแบบการจัดการน้ำบนที่สูง

นายสถาพร ใจปิง

ด้าน นายสถาพร ใจปิง หนึ่งในทีมนักวิจัยชุมชนบ้านผาสุข กล่าวเสริมว่า  “งานวิจัยนี้ทำให้เกิดระบบการบริหารจัดการน้ำที่เข้าไปมีส่วนช่วยลดความขัดแย้งของคนในชุมชน ด้วยวิธีการสันติวิธีโดยอาศัยกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นเครื่องมือในการสืบค้นหาสาเหตุและสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการหาทางออก ตลอดจนสร้างจิตสำนึกให้คนในชุมชนรักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงร่วมกันพัฒนาชุมชนและพื้นที่ในการสร้างคุณภาพทรัพยากร และคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ภายใต้หลัก“เศรษฐกิจพอเพียง” ที่สำคัญผลงานวิจัยนี้ เป็นการดำเนินงานโดยชาวบ้านซึ่งเป็นคนในชุมชนที่ประสบปัญหาโดยตรง ที่สำคัญที่สุด คือ สามารถลดปัญหาความขัดแย้งการใช้น้ำทั้งในปัจจุบันและอนาคตซึ่งเป็นปัญหาที่สั่งสมมานานได้”

บ้านผาสุขต้นแบบการจัดการน้ำบนที่สูง

การทำวิจัยในโครงการนี้ได้เปลี่ยนวิธีคิดของคนไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของชุมชนบ้านผาสุขให้ฟื้นฟูรักษาป่าต้นน้ำและให้คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน ซึ่งจากข้อมูลที่ชุมชนค้นพบได้สร้าง 1. กฎกติกาของชุมชนด้วยการใช้หลักธรรมาภิบาลในการจัดสรรน้ำ และการเข้าใช้ประโยชน์จากดิน น้ำ ป่า 2. การฟื้นฟูแหล่งต้นน้ำ และปลูกป่าเสริมตามคามเชื่อและการใช้ประโยชน์จากป่าร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยแบ่งการใช้ประโยชน์ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ป่าต้นน้ำ ป่าอนุรักษ์ และป่าใช้สอย โดยป่าชุมชนและพื้นที่ทำกินนั้น ได้ผ่านการจัดทำโฉนดชุมชนซึ่งชาวบ้านนักวิจัยได้ร่วมกันนำเสนอต่อผู้เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ และได้รับงบประมาณสนับสนุนในการดำเนินการจากชลประทานจำนวน  27 ล้านบาท  นอกจากนี้ยังได้รับงบประมาณจากโครงการประชารัฐอีก 250,000 บาทเพื่อสร้างระบบท่อส่งน้ำ ระยะทาง 12,000 เมตร เพื่อแก้ไขปัญหาการแย่งน้ำเพื่อการเกษตรบริเวณลำน้ำมางกับห้วยป่าแอ้ว ซึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาน้ำเพื่อการเกษตรได้ 23 ไร่  และ 3.การใช้ข้อมูลงานวิจัยที่เป็นข้อเท็จจริงมาเป็นเครื่องมือสร้างความเข้าใจนำไปสู่การพูดคุยและหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างสันติ ลดปัญหาความขัดแย้งในการบริหารจัดการน้ำ

บ้านผาสุขต้นแบบการจัดการน้ำบนที่สูง

“ ข้อดีของการทำงานวิจัยที่สำคัญ คือ ทำให้คนในชุมชนหันมารักและสามัคคีกัน ชุมชนได้เรียนรู้ว่าการรู้จักแบ่งปันจะไม่ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทหรือแย่งชิงน้ำเกิดขึ้น และยังเรียนรู้ว่าการอยู่ร่วมกันถ้าไม่ช่วยกันคิด ไม่ช่วยกันทำ ปัญหาทุกอย่างก็จะไม่มีทางออก จึงมองว่าทุกชุมชนควรนำงานวิจัยมาใช้เพราะถือเป็นสิ่งสำคัญและมีประโยชน์มากดังเช่นที่ชุมชนบ้านผาสุขได้รับ ทำให้เราได้ข้อมูลที่สามารถสะท้อนหรือนำเสนอต่อหน่วยงานภาครัฐเพื่อใช้พิจารณาได้ทันทีโดยเฉพาะเรื่องระบบน้ำหรือชลประทาน  จึงอยากเห็นชุมชนอื่นๆ ทำงานวิจัยเช่นกัน อย่าคิดว่าเป็นปัญหาหนัก ทำไม่ได้ เพราะเมื่อลงมือทำ สุดท้ายก็จะทำได้ และไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด” นายเอกพล กล่าวทิ้งท้าย

บ้านคลองยาง ชุมชนประหยัดพลังงานที่แรกในภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301790

บ้านคลองยาง ชุมชนประหยัดพลังงานที่แรกในภาคใต้

ชุมชนประหยัดพลังงานเบอร์ 5, ภาคใต้, ชุมชนบ้านคลองยาง

กฟผ.จังหวัดกระบี่ ร่วมกับโรงเรียนบ้านคลองยาง และชุมชนบ้านคลองยาง จังหวัดกระบี่ ยกระดับสู่ชุมชนต้นแบบประหยัดพลังงานเบอร์ 5 แห่งแรกในภาคใต้

      เมื่อเร็วๆนี้ ที่อาคารอเนกประสงค์ โรงเรียนบ้านคลองยาง อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ นายสมควร ขันเงิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานในพิธีเปิดชุมชนต้นแบบด้านการประหยัดพลังงานเบอร์ 5 บ้านคลองยาง เพื่อปลูกจิตสำนึกและส่งเสริมให้ชุมชนใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ยกระดับสู่ชุมชนต้นแบบประหยัดพลังงานเบอร์ 5 แห่งแรกในภาคใต้ และเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดการเรียนรู้สู่ชุมชนโดยรอบ โดยมีนายธาตรี ริ้วเจริญ ผู้ช่วยผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นายศิวเรศ ธรรมวิเศษ พลังงานจังหวัดกระบี่ นายบำรุง ฤทธิรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ นายสมบูรณ์ เต็มชื่น นายอำเภอเกาะลันตา ผู้บริหารโรงเรียน ครู นักเรียนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ ผู้ปกครองนักเรียนและชุมชนบ้านคลองยาง เข้าร่วมงานจำนวนกว่า 600 คน

บ้านคลองยาง ชุมชนประหยัดพลังงานที่แรกในภาคใต้

นายธาตรี กล่าวว่า ชุมชนต้นแบบประหยัดพลังงานเบอร์ 5 เป็นการขยายผลเพื่อปลูกจิตสำนึกและส่งเสริมให้ชุมชนใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจัดกิจกรรมรณรงค์ผ่านสถานศึกษาที่เป็นเครือข่ายในโครงการห้องเรียนสีเขียวของ กฟผ. ไปสู่ชุมชนรอบโรงเรียน ซึ่ง กฟผ.ร่วมให้ความรู้ ให้คำปรึกษา และช่วยวางแผนการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพให้กับชุมชน เพื่อยกระดับพัฒนาให้เป็นชุมชนต้นแบบการประหยัดพลังงานและเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดความรู้ ขยายผลไปสู่ชุมชนใกล้เคียงได้มาศึกษาเรียนรู้ อันจะช่วยให้เกิดการขับเคลื่อนด้านการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

บ้านคลองยาง ชุมชนประหยัดพลังงานที่แรกในภาคใต้

ทั้งนี้ โรงเรียนบ้านคลองยาง และชุมชนบ้านคลองยาง ปัจจุบันเป็นโรงเรียนและชุมชนต้นแบบโครงการชีววิถี เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ของ กฟผ. รวมทั้งเป็นเครือข่ายที่ กฟผ. ส่งเสริมด้านการประหยัดพลังงานไฟฟ้า โดยมีจำนวนครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 47 ครัวเรือน ซึ่ง กฟผ. ดำเนินการพัฒนาต่อยอดให้เป็นชุมชนต้นแบบประหยัดพลังงานเบอร์ 5 แห่งแรกภาคใต้ ที่ผ่านมา กฟผ.ร่วมกับคณะครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านคลองยาง ได้ออกรณรงค์และเชิญชวนให้ชุมชนตระหนักถึงความสำคัญและประโยชน์ของการมีส่วนร่วมในการประหยัดพลังงาน

รวมทั้งได้มีการจัดอบรมและทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ความรู้ด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การสำรวจการใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน การเปลี่ยนอุปกรณ์ LED การประกวดลดใช้พลังงานในครัวเรือน ซึ่งในระยะแรก 19 ครัวเรือนที่นำร่อง สามารถลดใช้พลังงานไฟฟ้าได้ประมาณปีละ 6,800 หน่วย หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 27,000 บาท รวมถึงสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณปีละ 4,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ และคาดว่าถ้าเข้าร่วมโครงการครบทั้ง 47 ครัวเรือนจะสามารถประหยัดการใช้ไฟฟ้าได้ถึงปีละ 16,920 หน่วย คิดเป็นมูลค่าประมาณ 67,700 บาท และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึงปีละ 9,835 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์