ทุบสถิติ 2ปีซ้อน บัณฑิตจบใหม่มีงานทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/302106

ทุบสถิติ 2ปีซ้อน บัณฑิตจบใหม่มีงานทำ

งานทำ100, มกรุงเทพ

จบแล้วมีงานทำ 100 % การันตีคุณภาพ 2 ปีซ้อนเผยผลการสำรวจสถิติการทำงานของบัณฑิต ม.กรุงเทพ เด็กรุ่นใหม่ไฟแรง ผันตัวเองเป็น “เจ้าของกิจการ”

        มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยภาวะการมีงานทำของบัณฑิตระดับปริญญาตรี ม.กรุงเทพ ปีการศึกษา 2558 มีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 4,579 คน (ไม่นับรวมคนที่ลาบวช เกณฑ์ทหาร ศึกษาต่อ และไม่ประสงค์ทำงาน

ทุบสถิติ 2ปีซ้อน บัณฑิตจบใหม่มีงานทำ

        แน่นอนว่า อาชีพ “พนักงานบริษัท” ยังคงเป็นเส้นทางอาชีพอันดับ 1 อยู่เช่นเคย เพราะหลายคนขอเริ่มต้นสร้างประสบการณ์ในฐานะมนุษย์เงินเดือนก่อนผันตัวไปทำธุรกิจส่วนตัว แต่บางคนไม่รอช้า เริ่มต้นด้วยการ “ประกอบอาชีพอิสระ “ ทำงานฟรีแลนซ์ รับจ้างอิสระ หรือขึ้นแท่นเป็น “เจ้าของกิจการ” ทำธุรกิจออนไลน์ สานต่อธุรกิจครอบครัว

ทุบสถิติ 2ปีซ้อน บัณฑิตจบใหม่มีงานทำ

       สถิติภาพรวมในปี 2556-2558 ที่ผ่าน สำหรับตัวเลขการเปรียบเทียบประเภทงานของนักศึกษาจบใหม่เลือกประกอบ “อาชีพอิสระ/เจ้าของกิจการ” มากขึ้นเรื่อยๆ จากสวนทางกับอาชีพลูกจ้าง“พนักงานบริษัทเอกชน” ที่ได้รับความสนใจน้อยลง

       รศ.ดร.ทิพรัตน์ วงษ์เจริญ รองอธิการบดีอาวุโสด้านวิชาการมหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า ด้วยความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำความเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนชั้นนำที่มุ่งพัฒนาบัณฑิตรุ่นใหม่ตอบโจทย์ต้องการตลาดงานในระบบเศรษฐกิจใหม่ที่สอดรับนโยบายประเทศไทย 4.0

ทุบสถิติ 2ปีซ้อน บัณฑิตจบใหม่มีงานทำ

       จุดเด่นของมหาวิทยาลัยในการบ่มเพาะนักศึกษาให้มีความคิดสร้างสรรค์และจิตวิญญาณผู้ประกอบการ รวมถึงปลูกฝังความรับผิดชอบ รู้จักหน้าที่ของตนเองในการทำงาน และนอกจากนี้ ยังพัฒนาหลักสูตรร่วมมือกับองค์กรธุรกิจเอกชนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตรทางการศึกษาชั้นนำระดับโลก นำอุปกรณ์ เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ใช้จริงในสถานประกอบการมาให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติ ได้สัมผัส เรียนรู้เสมือนได้เข้าไปทำงานในสถานประกอบการเพื่อให้นักศึกษาเรียนรู้จากประสบการณ์ทำงานและสร้างสายสัมพันธ์ทางธุรกิจในระหว่างเรียน ดังนั้นจึงการันตีได้ว่า เด็ก ม.กรุงเทพ เรียนจบออกไปมีงานทำและสามารถทำงานได้ทันที

ทุบสถิติ 2ปีซ้อน บัณฑิตจบใหม่มีงานทำ

ทุบสถิติ 2ปีซ้อน บัณฑิตจบใหม่มีงานทำ

ภาคเอกชน ร่วมสร้างคนคุณภาพดี เก่ง ทำงานเป็น ตอบโจทย์ยุค 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/302020

ภาคเอกชน ร่วมสร้างคนคุณภาพดี เก่ง ทำงานเป็น ตอบโจทย์ยุค 4.0

การศึกษษ, ภาคเอกชน

ภาคเอกชน ยกระดับคุณภาพการศึกษา ร่วมสร้างเสริมทักษะ เด็กดี เก่ง ทำงาน เท่าทันการเปลี่ยนแปลง เน้นเรียนรู้ทฤษฎีควบปฎิบัติ

       การพัฒนายกระดับคุณภาพ “การศึกษา” ของประเทศนั้น ไม่ใช่เป็นเพียงหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ทุกองค์กรไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม ล้วนต้องเข้ามาช่วยในการสร้างบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถเป็นคนเก่ง คนดี เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มีการหมุนเวียนตลอดเวลา ฟัง 3 มุมมองจาก 3 องค์กรใหญ่ที่มุ่งมั่นส่งเสริมการศึกษา

ซีพี ออลล์” อีกหนึ่งภาคเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา อัพคุณภาพชีวิตคน สร้างโอกาส รายได้ ผ่านการก่อตั้งสถาบันการศึกษา 2 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ และสถาบันปัญญาภิวัฒน์ หรือ PIM ที่มีรูปแบบการจัดการศึกษาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะกับโลกในยุคปัจจุบัน สอนภาคทฤษฎีคู่การปฏิบัติจริง

ภาคเอกชน ร่วมสร้างคนคุณภาพดี เก่ง ทำงานเป็น ตอบโจทย์ยุค 4.0

        นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหารบมจ.ซีพี ออลล์ กล่าวว่าการเรียนรู้ด้านธุรกิจควบคู่กับการเสริมประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริงคือ จุดเริ่มต้นของเส้นทางสู่การเป็นเจ้าของกิจการหรือสตาร์ทอัพสำหรับคนรุ่นใหม่ ซีพี ออลล์ จึงได้นำหลักสูตรการเรียนการสอนแบบ Work-based Education มาพัฒนาสถาบันการศึกษา เป็นสถาบันการศึกษาเพื่อสังคม ที่ตอบโจทย์นโยบายด้านการจัดการศึกษาของรัฐบาล

        “ตลอดระยะเวลา 22 ปี วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ และสถานศึกษาในเครือข่ายความร่วมมือ ได้ผลิตเยาวชนที่มีความรู้ ความสามารถ เป็นคนดี คนเก่ง ของสังคม ไปแล้วกว่า 12,000 คน โดยในปี 2561 ซีพี ออลล์ เตรียมมอบทุนการศึกษาให้แก่เยาวชนเรียนที่สถาบันการศึกษาทั้ง 2 แห่ง ตลอดจนศูนย์การเรียนฯ และเครือข่าย จำนวน 23,600 ทุน รวมเป็นเงินกว่า 1,100 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการศึกษาให้กับเยาวชนไทย” นายก่อศักดิ์ กล่าว

ภาคเอกชน ร่วมสร้างคนคุณภาพดี เก่ง ทำงานเป็น ตอบโจทย์ยุค 4.0

นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์

“ซีพี ออลล์ กับยุทธศาสตร์การศึกษา 2561” (CP All Education Forum 2018) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนนโยบายการศึกษาของรัฐบาลในการพัฒนาคุณภาพเด็กและเยาวชน โดยให้ภาคธุรกิจได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพและมีศักยภาพโดยใช้หลักสูตรการเรียนภาคทฤษฎีควบคู่กับการปฏิบัติงานในสถานประกอบการ

        รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) กล่าวในเวที เสวนา “3 องค์กรใหญ่กับการสร้างคนด้วยการศึกษา” ว่าภาคเอกชนที่เข้ามาจัดการศึกษานั้น ถือเป็นทางเลือกที่ 3 แก่เด็กในการเลือกเรียนจากสถาบันที่ก่อตั้งโดยภาคเอกชน ซึ่ง PIM มีปรัชญาสั้นๆ คือวิชาการผสานภาคปฏิบัติ หรือเรียนและฝึกงานตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 เพื่อได้นำความรู้ในห้องเรียนไปทดลองในการปฏิบัติ และเก็บประสบการณ์จากภาคปฏิบัติขององค์กรธุรกิจต่างๆ ที่มีอยู่ตั้งแต่ในเครือซีพีเอง ซึ่งมีอายุ 96 ปี สะสมองค์ความรู้มากมายในองค์กรมาถ่ายทอดไปสู่นักศึกษา สู่ห้องเรียน นอกจากนั้นทาง PIM ยังมีเชื่อมโยงกับสถาบันต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อทำการศึกษาร่วมกัน ตามเป้าหมายของมหาวิทยาลัยแห่งการสร้างเครือข่าย working University

ภาคเอกชน ร่วมสร้างคนคุณภาพดี เก่ง ทำงานเป็น ตอบโจทย์ยุค 4.0

รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ 

“การจัดการเรียนการสอนของเราจะเน้นการสร้างความสัมพันธ์อาจารย์เหมือนพ่อแม่คนที่สองของลูกศิษย์ เพราะเราต้องการให้เด็กมีความเก่ง กล้าและความดี คือ  วิเคราะห์เก่ง ทำงานเป็น เด่นนวัตกรรม และมีคุณธรรมสูง เป็นอัตลักษณ์ของเด็ก PIM และเป็นบุคลากรที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพราะในตลาดแรงงาน ภาคธุรกิจต้องการคนดี คนเก่ง มีความกล้า ปรับตัวเท่าทันยุคสมัยไปใช้งาน นอกจากอัตลักษณ์ดังกล่าว เราจะมีการบริหารจัดการ และนวัตกรรม เป็นตัวแปรสำคัญในการจัดการเรียนการสอน คือ ทุกคนต้องเก่งเรื่องการบริหารจัดการ และนวัตกรรม”  รศ.ดร.สมภพ กล่าว

สถาบัน PIM มุ่งสร้างคนให้มีคุณสมบัติ เก่งและดี อธิการบดีสถาบัน PIM กล่าวต่อไปว่า โดยบัณฑิตต้องมีความเก่งใน 5 เรื่อง ดังนี้  1. เก่งงาน มีความสามารถในสาขาคณะที่ตนเองเรียน 2. เก่งเงิน  บริหารจัดการเงินให้เป็น ตั้งแต่เงินตัวเอง ครอบครัว และหน้าที่การงานที่เกี่ยวข้อง 3.เก่งเทคโนโลยี การเปิดภาควิชาต่างๆเน้นเรื่องเทคโนโลยี ไอที 4.เก่งภาษาต่างประเทศ 5.เก่งคน ต้องทำงานร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี ซึ่งผ่านการฝึกฝน เด็กทุกคณะของ PIM ต้องไปฝึกงานในร้านเซเว่น เพราะเขาจะได้หล่อหลอมตัวเอง พบปะลูกค้าและให้บริการลูกค้าที่มีความหลากหลาย จะพัฒนาให้เข้ากับคนได้ง่ายขึ้น มีมนุษย์สัมพันธ์ดีขึ้น และเป็นผู้บริหารที่ดีต้องบริหารคนให้เป็น และต้องมี 5 ถึง ร่วมด้วยคือ ต้องตาถึง (เลือกคนได้เป็น) มือถึง (มีความสามารถทำงานได้ดี ) ใจถึง (ต้องกล้าตัดสินใจ) เงินถึง (มีแหล่งที่มาของทุน) และบุญถึง (คุณงามความดี การมีจริยธรรม) ซึ่งถ้ามีทั้งหมดจะสนองต่อการทำงาน ความสำเร็จของคน

  “ประเทศชาติจะไปต่อได้ เราต้องมีความ SMART ใน 6 เรื่อง ได้แก่ 1.Smart Services การบริการ 2.Smart  Management  การบริหารจัดการ 3.Smart  Food and Agriculture การบริหารจัดการอาหารและการเกษตร 4.Smart  Equipment เครื่องมืออุปกรณ์ 5.Smart Internet เทคโนโลยีและไอซีที และ 6.Smart People ทำให้คนดี เก่ง และทำงานเป็น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นในวงการศึกษาหากภาครัฐและเอกชนไม่ร่วมมือกัน”  

ภาคเอกชน ร่วมสร้างคนคุณภาพดี เก่ง ทำงานเป็น ตอบโจทย์ยุค 4.0

ดร.ธงชัย ชิวปรีชา

ด้าน ดร.ธงชัย ชิวปรีชา ผู้อำนวยการโรงเรียนกำเนิดวิทย์ (โรงเรียนที่เกิดจากความร่วมมือของกลุ่มบริษัทเครือปตท.) กล่าวว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นส่วนสำคัญในการสร้างนวัตกรรม และอุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ ที่จะช่วยให้ในการยกระดับเศรษฐกิจ และคุณภาพของคนในประเทศ โดยเราต้องสร้างคนกลุ่มหนึ่งในการสร้างสังคม ลดความพึ่งพาต่างชาติ ซึ่งลูกศิษย์ รร.กำเนิดวิทย์ จะผ่านการจัดการเรียนการสอน ใช้ภาษาอังกฤษในการจัดการเรียนการสอน รวมถึงจะมีการปลูกฝังจิตสาธารณะ เป็นคนที่กตัญญูกลับมาตอบแทนประเทศ นอกจากนั้น ครูที่จะสอนเด็กกลุ่มนี้ได้ ครูต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญในวิชานั้นๆ เป็นอย่างดี ซึ่งไม่ใช่วัดจากการจบสาขานั้นๆ แล้วมีองค์ความรู้เข้มข้นเท่านั้น แต่ต้องรู้จักถ่ายทอด สอนเป็นด้วย

ขณะที่ น.ส.สุวิมล จิวาลักษณ์ กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิเอสซีจี กล่าวว่าเราก่อตั้งมา 50 กว่าปีซึ่งที่เราทำมาตลอด คือ การให้ทุนการศึกษา ซึ่งมีการจัดทำอย่างเป็นระบบ และมีการติดตามนักเรียนทุน โดยเมื่อ 5 ปี ก่อนหน้านี้ พบว่าเด็กที่ได้รับทุน หลายๆ คนตกงาน มีค่านิยมที่ผิดมองว่าต้องมีปริญญาตรี ติดฝาบ้าน ทำให้หลายคนไปเรียนสายสามัญ ซึ่งไม่ใช่สายสามัญไม่ดีแต่ต้องดูความสามารถและความต้องการของประเทศ อีกประมาณ 30% ไปเรียนต่อปวช. และที่เหลือไม่ได้เรียน ต่อมาแต่เราก็ไม่ได้หยุดแต่เราเพิ่มการให้ทุนอาชีวะศึกษา ซึ่งเท่าที่ดูภาพลักษณ์ของอาชีวะศึกษา และครูแนะแนว ไม่ได้ให้คำแนะนำ หลายคนมักมองว่าให้เด็กหลังห้องมาเรียนอาชีวะ ทำให้ไม่ค่อยได้เห็นเด็กอาชีวะเก่ง เราทำมาตลอด ตอนนี้มีเด็กอาชีวะน้ำดี มีเกรดเฉลี่ย 3.00 ขึ้นไป และไม่ตีกัน ประมาณ 1,000 กว่าคน

ภาคเอกชน ร่วมสร้างคนคุณภาพดี เก่ง ทำงานเป็น ตอบโจทย์ยุค 4.0

น.ส.สุวิมล จิวาลักษณ์

   “ตลอดระยะเวลาที่ทำเรื่องการศึกษา ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ทุกภาคส่วนต้องร่วมช่วยกัน มองว่าทำอย่างไรให้เด็กมีการเรียนการสอนที่ดี ถ้าใครมีความเชี่ยวชาญเรื่องไหนควรทำเรื่องนั้น ซึ่งตัวอย่างที่ดีมากๆ คือ โครงการสานพลังประชารัฐ ต้องทำให้ต่อเนื่อง และมีความจริงใจในการทำเรื่องนั้นจริงๆ และทำให้ครบวงจร การทำเรื่องการศึกษา ภาคเอกชนเข้าไปช่วยกัน  เราต้องมองว่าจะใช้คนแบบไหน ต้องสร้างเอง หาเอง ให้ทุนการศึกษา สร้างครู สร้างคน และสร้างทัศนคติที่ดีเรื่องการเรียน การศึกษาเป็นเรื่องตอบโจทย์ ลดความเหลื่อมล้ำของคนในสังคม ถ้าเราทำการศึกษาประเทศ เศรษฐกิจดีอย่างแน่นอน” น.ส.สุวิมล กล่าวทิ้งท้าย

มาที่ นายณรงค์ ผาบัว บัณฑิตจบใหม่ป้ายแดง คณะนวัตกรรมการจัดการเกษตร สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ นักศึกษาที่ได้รับทุนจากกองทุนเพื่อชีวิตแห่งการเรียนรู้ วัย 22 ปี เล่าว่า เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องในชีวิต เมื่อครั้งเรียนจบ ม.6 และทาง PIM ได้ไปประชาสัมพันธ์ที่โรงเรียนว่ามีทุนเรียนฟรีของคณะนวัตกรรมการจัดการเกษตรส่งผลให้มีโอกาสเข้ามาในชีวิตมากมาย นอกจากได้ทุนการศึกษาแล้ว สิ่งสำคัญคือหลักสูตรของ PIM ที่เน้นการเรียนภาคทฤษฏีควบคู่กับการปฏิบัติ ทำให้มีโลกทัศน์ที่ดี ได้ความรู้ ทักษะวิชาชีพ โดยเฉพาะเรื่องการฝึกงานนักเรียนของ PIMต้องฝึกงานกับสถานประกอบการต่างๆ ที่เป็นเครือข่าย ตั้งแต่ปี 1 จนถึงปี 4 จะได้ไปฝึกงานถึง 4 แห่ง และตอนเรียนปี 3 ได้ไปฝึกงานที่ประเทศไต้หวันด้วย จึงทำให้ยิ่งมีโอกาสในการพัฒนาความรู้ ความสามารถและได้เครือข่ายสถานประกอบการที่มีชื่อเสียงจำนวนมาก

ภาคเอกชน ร่วมสร้างคนคุณภาพดี เก่ง ทำงานเป็น ตอบโจทย์ยุค 4.0

“ขณะนี้ ผมทำงานที่ศูนย์พัฒนาเมล็ดพันธ์ บริษัท เจียไต๋ ได้ 5 เดือนแล้ว เป็นโอกาสที่ดีของผมที่ได้มาเรียนที่ PIM เพราะนอกจากได้เรียนฟรีระหว่างเรียนเมื่อไปฝึกงานก็ยังมีรายได้ด้วย ประเด็นสำคัญคือจบแล้วได้งานทันที เนื่องจากผลของการได้ฝึกปฏิบัติงานระหว่างเรียน อีกทั้ง การเรียนคณะนวัตกรรมการจัดการเกษตร เราไม่ได้เรียนเพื่อไปทำการเกษตรเท่านั้น แต่ที่ PIM สอนเรื่องการบริหารจัดการ การตลาด การทำฟาร์ม การทำธุรกิจ ซึ่งนักศึกษาจะได้เรียนรู้ทั้งสายการบริหาร สายการผลิตที่ครอบคลุมทุกเรื่อง ทำให้เราได้พัฒนาความคิดในมุมมองด้านการเกษตรที่แตกต่างออกไป” นายณรงค์ กล่าว

2บัญชีเหตุครูอุ้มผางเสียสิทธิ์สอนฟรี5เดือนอดบรรจุ??

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/302078

2บัญชีเหตุครูอุ้มผางเสียสิทธิ์สอนฟรี5เดือนอดบรรจุ??

บรรจุครู, กระทรวงศึกษาธิการ, หมดสิทธิ์, ไม่บรรจุ, ครูโดนลอยแพ, รรอุ้มผางวิทยาคม

ยังคงเป็นที่จับตาของสังคม โดยเฉพาะแวดวงครูกับกรณี 2ครูสาวโรงเรียนอุ้มผางฯ ร้องขอความเป็นธรรมสอนฟรี5เดือนไม่ได้รับการบรรจุ

        จากกรณี “น.ส.นิราวัลย์ เชื้อบุญมี หรือ ครูวัลย์ และ น.ส.วนาลี ทุนมาก หรือ ครูแอน” อดีตครูวิชาสังคมศึกษาโรงเรียนอุ้มผางวิทยาคม ออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรม หลังไปปฏิบัติหน้าที่การสอนตามคำสั่งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 38 เป็นเวลา 5 เดือนโดยไม่ได้รับเงิน และต่อมาคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(กศจ.)ตากมีมติไม่อนุมัติการบรรจุแต่งตั้ง ซึ่งครูทั้ง 2 รายยืนยันเดินหน้าเรียกร้องขอคืนความเป็นธรรม ให้ได้รับเข้าบรรจุราชการ..

       ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ครูวัลย์ และ ครูแอน ได้เดินทางมาเข้าพบ นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ยื่นหนังสือร้องทุกข์เพื่อขอกลับเข้ารับราชการครู ซึ่งเป็นการเข้าพบกันครั้งแรก!!

2บัญชีเหตุครูอุ้มผางเสียสิทธิ์สอนฟรี5เดือนอดบรรจุ??

       พินิจศักดิ์ ชี้แจงว่า สิ่งที่สำนักงาน ก.ค.ศ.จะดูเป็นประเด็นหลัก คือ เรื่องหลักเกณฑ์การบรรจุแต่งตั้ง ซึ่งเมื่อครั้งมีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 10 และคำสั่งที่ 11 ตั้งคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด และยุบคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (อ.ก.ค.ศ.สพท.) ลงนั้น ถือเป็นช่วงคาบเกี่ยวที่มีการขึ้นบัญชีสอบคัดเลือกผู้สอบแข่งขันเข้ารับเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยบัญชีเก่า และการขึ้นบัญชีใหม่ และเท่าที่ตรวจสอบพบว่า อ.ก.ค.ศ. สพม.เขต 38 ได้มีการขึ้นบัญชีครูผู้ช่วยในปี 2558

      อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ขึ้นสอบแข่งขันขึ้นบัญชีกับอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ในปี 2558 ก็จะมีสิทธิ์ได้ขึ้นบัญชีกับ กศจ.นั้นๆโดยความสมัครใจ แต่จะต้องเข้ารับการประเมินเพื่อจัดลำดับใหม่ เท่ากับได้รับสิทธิ์ 2 บัญชี ซึ่งเมื่อได้เรียกรับการบรรจุจากบัญชีใดก็ต้องสละสิทธิ์อีกบัญชีหนึ่ง และเนื่องจาก สพม.เขต 38 มีพื้นที่รับผิดชอบจังหวัดสุโขทัย และจังหวัดตาก การทำบัญชี กศจ.จึงแยกเป็น 2 จังหวัด ซึ่งกรณีครู 2 รายนั้น ขึ้นบัญชี อ.ก.ค.ศ.สพม.เขต 38 ในลำดับที่ 66,67 ขณะที่ขึ้นบัญชี กศจ.สุโขทัย ในลำดับที่ 16,17 และที่ได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติการสอนที่โรงเรียนอุ้มผางวิทยาคมนั้น เป็นการเรียกใช้บัญชีอ.ก.ค.ศ.สพม.เขต 38

      พินิจศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า สำนักงาน ก.ค.ศ.จะต้องตรวจสอบข้อมูล กระบวนการ ขั้นตอนที่ดำเนินการมาทั้งหมดให้ถูกต้อง ทั้งลำดับการเรียกบัญชีถูกต้องหรือไม่ และการทรงสิทธิ์ด้วย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของระบบราชการ และจากที่ได้อ่านรายงานการประชุมของ กศจ.ตาก และ กศจ. สุโขทัย ก็พบว่าข้อมูลก็ไม่ตรงกัน ดังนั้น จึงต้องมาไล่และลำดับเรื่องราวให้ตรงกันก่อน เพื่อจะมาดูเรื่องสิทธิ์ของทั้ง 2 คน ซึ่งถ้ามีสิทธิ์ถูกต้องก็ต้องได้รับการดูแล

2บัญชีเหตุครูอุ้มผางเสียสิทธิ์สอนฟรี5เดือนอดบรรจุ??

    “ไม่ต้องกังวลถ้าส่วนราชการทำผิด แต่ก็ต้องตรวจสอบรายละเอียด และต้องไปไล่บัญชีก่อนหน้าทั้ง 2 คน ถ้าการรายงานถูกต้อง ต้องตรงสอบด้วยว่า ผู้ที่ขึ้นบัญชีก่อนหน้านี้ 20 กว่าคน ไปบรรจุที่ไหน หรือมีใครละสิทธิ์บ้าง เราต้องตรวจสอบทั้งหมด ว่า โดยกระบวนการถูกต้องหรือไม่ แต่ตอนนี้เรารู้อยู่แล้วว่ามีคนทำผิดพลาดแน่นอน ส่วนจะมีช่องทางช่วยให้กลับรับราชการหรือไม่นั้น ยังไม่สามรถบอกได้ เพราะเท่าที่ดูลำดับการเรียกบัญชี ยังไม่ถึงลำดับที่ของทั้งคู่ดังนั้นต้องมาตรวจสอบ เพราะยังไม่รู้ว่าคณะกรรมการก.ค.ศ. คิดอย่างไร ถ้ายังทรงสิทธิ์อยู่ก็ต้องดูแล แต่ก็ต้องตรวจสอบทั้งระบบ”นายพินิจศักดิ์ กล่าว

       ยังมีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการออกบัตรประจำตัวข้าราชการของครู 2 คนด้วย เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า ทราบว่าทั้ง 2 รายได้รับบัตรประจำตัวราชการในวันเดียวกันกับที่ สพม.เขต 38 เรียกไปรายงานตัว คือวันที่ 4 พฤษภาคม 2560 ซึ่งโดยขั้นตอนแล้วการจะออกบัตรข้าราชการก็ต้องมีคำสั่งบรรจุแต่งตั้งด้วยตรงนี้ก็ต้องตรวจสอบเช่นกัน อย่างไรก็ตาม จะเร่งที่สรุปข้อมูลเพื่อให้ทันการประชุมคณะกรรมการ ก.ค.ศ.ที่จะมีขึ้นปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ ส่วนเรื่องการเป็นครูอัตราจ้างนั้น ก็ขึ้นอยู่กับทั้ง 2 คนว่า จะรับสิทธิ์หรือไม่ เพราะการเป็นครูอัตราจ้างไม่ได้ทำให้หมดสิทธิ์การเป็นข้าราชการ หากกระบวนการถูกต้อง

2บัญชีเหตุครูอุ้มผางเสียสิทธิ์สอนฟรี5เดือนอดบรรจุ??

       ขณะที่ น.ส.นิราวัลย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาพวกตนไปปฏิบัติงานตามที่ สพม.เขต 38 แจ้งให้ไปทำงานมาจน 5 เดือน จนกระทั่งมาทราบมติ กศจ.ตากไม่อนุมัติการบรรจุแต่งตั้ง จึงรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ที่ผ่านมาก็ประสานงานสอบถามที่ สพม.เขต 38 และกศจ.ตาก โดยตลอดเพราะก็อยากรู้ว่าเรามีความผิดพลาด หรือผิดขั้นตอนในส่วนไหน แต่ก็ไม่ได้รับคำชี้แจง จึงไม่รู้ว่าจะไปขอความเป็นธรรมจากไหน พวกตนก็มาตามหน้าที่และก็อยากได้รับบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการตามที่ได้เรียกไป

      “พวกเรามาขอความเป็นธรรม ให้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการ แต่หากไม่สามารถได้รับการบรรจุได้ อย่างน้อยก็ขอให้ชื่อยังคงอยู่ในบัญชีของ กศจ. สุโขทัย โดยจากนี้ก็จะรอการพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ด้วย หากไม่ได้รับความเป็นธรรมพวกตนก็อาจจะไปยื่นเรื่องฟ้องศาลปกครองต่อไป”น.ส.นิราวัลย์ กล่าว

2บัญชีเหตุครูอุ้มผางเสียสิทธิ์สอนฟรี5เดือนอดบรรจุ??

    ด้าน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ยอมรับว่า เท่าที่ได้รับรายงานเบื้องต้นพบว่าข้อมูลมีความซับซ้อนกว่าที่คิด มีเรื่องของลำดับการเรียกบรรจุแต่งตั้ง ที่กำลังตรวจสอบ ส่วนตัวไม่ทราบว่าทำไมจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ก็ให้หาข้อมูลให้ชัดเจน ซึ่งเข้าใจว่าผู้เกี่ยวข้องต่างพยายามทำตามนโยบายที่ให้ไว้ว่าทั้ง 2 คนกลับเข้ารับราชการ เพราะถือเป็นความผิดของภาครัฐ แต่ที่สุดก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ไม่ใช่รัฐมนตรีสั่งก็สามารถทำได้ทันที โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อกฎหมาย เพื่อเสนอวิธีการเยียวยาต่าง ๆ มาให้ตนพิจารณา

      “ยอมรับว่าอาจจะมีข้อผิดพลาด มีเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลซึ่งผมไม่ทราบ ไม่ต้องห่วง ไม่มีมวยล้ม เพราะผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับใครแน่นอน เรื่องนี้ก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย ตอนนี้มีเรื่องที่รายงานเข้ามาที่ผม ซึ่งซับซ้อนบอกได้เพียงว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา รวมถึงมีคนตั้งข้อสังเกตว่าช่วงการบรรจุแต่งตั้งครูเขาไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ตรงนี้ก็ต้องเข้าไปดู แต่ขณะนี้ผมมีสมมติฐานว่าครูไม่ผิด และถึงอย่างไรฝ่ายรัฐก็ผิดอยู่ดี ผมยืนยันกับครูว่า ผมทำทุกอย่างที่จะช่วย เพราะไม่ใช่ความผิดของครู แต่ก็ต้องเป็นไปตามข้อกฎหมาย” นพ.ธีระเกียรติ กล่าวในที่สุด

หนุนเอกชนร่วมจัดการศึกษานำร่อง 77 โรงเรียนนิติบุคคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/302081

หนุนเอกชนร่วมจัดการศึกษานำร่อง 77 โรงเรียนนิติบุคคล

โรงเรียนนิติบุคคล, พลับบิคสคูล

ศธ. เดินเครื่องโรงเรียนนิติบุคคล หรือ พลับบลิคสคูลนำร่อง 77 ร.ร.ด้อยโอกาส จับมือเอกชนพัฒนาผลสัมฤทธิ์ เริ่มทันทีปีการศึกษา 61 นี้

      นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า  ตามที่สำนักงานคณะกรรรมพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้เสนอให้คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่มีพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พิจารณารูปแบบโรงเรียนของรัฐในอนาคต ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาในรูปแบบโรงเรียนนิติบุคคล หรือ พลับบิคสคูล Public School

อย่างไรก็ตาม การให้อิสระโรงเรียนบริหารจัดการร่วมกับภาคเอกชนในรูปแบบนิติบุคคลจะได้ผลต่อเมื่อเราบริหารบุคคลได้จริง ๆ ให้ครูเก่ง ๆ มีโอกาสเข้ามาสอน มีระบบค่าตอบแทนที่ดี มีระบบการบริหารงานที่ดี ซึ่งต้องปลดล็อคในหลายจุด เช่น ระบบการบริหารงานบุคคล สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก็ต้องปรับแก้หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง  ระบบ ระเบียบการบริหารงาน ก็ต้องปรับแก้ระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาดขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  โดยจะเริ่มทันทีในปีการศึกษา 2561 นำร่องจังหวัดละ 1 โรงเรียน

ทั้งนี้สำหรับโรงเรียนที่จะนำร่องใช้รูปแบบการบริหารจัดการในรูปแบบนิติบุคคล เบื้องต้นจะเปิดโอกาสให้โรงเรียนที่มีปัญหาในการจัดการศึกษาหรือโรงเรียนด้อยโอกาสก่อน โดยภาคเอกชนจะเป็นผู้คัดเลือกโรงเรียนที่จะเข้าไปสนับสนุน ก่อนเสนอให้คณะกรรมการอำนวยการ ซึ่งมีนายการุณ  สกุลประดิษฐ์  ปลัดศธ. เป็นประธาน นายชัยพฤกษ์  เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นเลขานุการ ดำเนินการคัดเลือกโรงเรียนที่เหมาะสม เพื่อให้เชื่อมโยงกับข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาต่อไป

นายชัยพฤกษ์ กล่าวว่า โรงเรียนนิติบุคคล เป็นไปตามรัฐธรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ให้รัฐส่งเสริมให้ประชาชนได้รับการจัดการศึกษาตามความต้องการในระบบต่าง ๆ รวมทั้งส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิตและจัดให้มีความร่วมมือระหว่างรัฐ อล์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนในการจัดการศึกษาทุกระดับ โดยรัฐมีหน้าที่ดำเนินการกำกับและส่งเสริมสนับสนุนให้การจัดการศึกษาดังกล่าวมีคุณภาพและได้มาตรฐานการศึกษาสากล

“สำหรับแนวทางในการขับเคลื่อน อนาคต โรงเรียนจะแบ่งเป็น โรงเรียนที่รัฐมีบทบาท 100%  จำนวน 30,717 แห่ง โรงเรียนที่เอกชนมีบทบาท 100% โรงเรียนสามัญ จำนวน 3,845 แห่ง สถาบันอาชีวศึกษา 457 แห่ง โรงเรียนที่เอกชนเป็นหุ้นส่วนสนับสนุน โดยนำโมเดลต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ หรือโรงเรียนประชารัฐ  3,351 แห่ง โรงเรียนเอกชนการกุศล และรูปแบบที่จะเกิดขึ้นใหม่คือ โรงเรียนนิติบุคคลหรือPublic School เปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาบริหารโดยรัฐยังคงเป็นเจ้าของ และมีการประเมินเป็นระยะ ปลดล็อคกฎระเบียบที่เกี่ยวกับงบประมาณ การบริหารงานบุคคลให้มีความคล่องตัว แต่โรงเรียนต้องมีความรับผิดชอบต่อผลสัมทธิ์ทางการเรียนของเด็ก เริ่มนำร่อง 77 แห่งทั่วประเทศ ”นายชัยพฤกษ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม วนายกฯ มีนโยบายให้เริ่มดำเนินการทันทีในภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา 2561 ดังนั้นจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของศธ. จะต้องดำเนินการแก้ไขกฎระเบียบเพื่อรองรับการดำเนินการ รวมทั้งออกแบบระบบรองรับการบริหารงานบุคคล การจัดสรรงบประมาณ หลักสูตร การประเมินผลสัมทธิ์ การประกันคุณภาพ และการบริหารทรัพย์สิน สำหรับภาคเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาโรงเรียนนิติบุคคล มีแนวทางจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)ขยายเวลาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ในการบริจาคเงินหรือทรัพย์สินสามารถนำไปลดหย่อนภาษีตาก 2 เท่าของจำนวนที่จ่ายจริงไม่เกินร้อยละ10 ของกำไรสุทธิ จากเดิมที่สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2561 ให้มีระยะเวลาเพิ่มขึ้น

เล็งขอขยายเวลาจัดนิทรรศกาพระเมรุมาศอีก 1 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/302075

เล็งขอขยายเวลาจัดนิทรรศกาพระเมรุมาศอีก 1 เดือน

จัดนิทรรศการพระเมรุมาศ, ขยายวัน, พระเมรุมาศ

“ธนศักดิ์” เตรียมเสนอนายกฯ 15 พ.ย.นี้ขอขยายจัดนิทรรศการพระเมรุมาศออกไปถึง 30 ธ.ค.นี้ หาเผยยอดผู้เข้าชมนิทรรศการ 11 วันมากกว่า 6 แสนคน สุดสัปดาห์เข้าชมจำนวนมาก

            เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 60 พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมติดตามและประเมินผลการดำเนินงานและตรวจการชมนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ว่า ตามที่รัฐบาล กระทรวงวัฒนธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ตั้งแต่วันที่ 2- 30 พฤศจิกายน 2560 เวลา 07.00 – 22.00 น. ขณะนี้ได้เปิดนิทรรศการฯไปแล้วเป็นเวลา 11 วัน (2-12 พฤศจิกายน) มีผู้เข้าชมนิทรรศการทั้งหมด 683,411 คน โดยเฉพาะในช่วงวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ มีผู้เข้ามางานเฉลี่ยอยู่ที่ 80,000-100,000 คน ส่วนวันธรรมดาเฉลี่ยอยู่ที่ 30,000-40,000 คน ระยะเวลาในการเข้าชมและถ่ายภาพ 1 ชั่วโมงตามที่กำหนดไว้ก็ถือเพียงพอ ขณะเดียวกัน ผู้เข้าชมทุกคนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการร่วมดูแลรักษาสิ่งต่างๆ เพราะทุกชิ้นถือเป็นสมบัติของชาติ

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบแนวทางด้วยว่าเชิญชวนให้นักเรียนของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร กว่า 400 โรง และสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มาร่วมชม เพื่อได้เรียนรู้ ขนบธรรมเนียมโบราณราชประเพณีของไทยที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาอันล้ำค่าของไทย ซึ่งที่ผ่านมาก็มีนักเรียนจากต่างจังหวัดเดินทางมาชมนิทรรศการจำนวนมาก โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอาหารพระราชทานอาหารและขนมด้วย

“ขณะนี้มีผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่จะขอเวลาดูอีก 5 วันถ้าจำนวนยังเพิ่มอยู่ในวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ ผมจะเสนอเรื่องถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอขยายเวลาการจัดนิทรรศการออกไปถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2560 รวมถึงในส่วนของพระเมรุมาศจำลองด้วยว่าในพื้นที่ใดจะยังคงไว้ก่อน หรือพื้นที่ใดเริ่มดำเนินการรื้อถอน ซึ่งก็ขึ้นกับดุลยพินิจของนายกฯ หากเห็นว่าควรจะขยายต่อ ก็จะทำหนังสือเพื่อกราบบังคมทูลฯสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯขยายวันการเข้าชมนิทรรศการออกไป โดยเบื้องต้นได้สอบถามผู้เกี่ยวข้องก็บอกว่าถ้ามีการขยายเวลาออกไปจริงก็พร้อมจะปฏิบัติ และถึงเวลานั้นก็อาจจะต้องมีการเปลี่ยนดอกไม้ ดอกบัว และเกี่ยวข้าวในแปลงด้วย”รองนายกฯ กล่าว

อย่างไรก็ตาม หากมีการขยายนิทรรศการออกไปเวทีการแสดงบางอย่างอาจจะยุติ แต่การแสดงโขนจะยังคงไว้ ขณะเดียวกัน กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กำลังเตรียมจัดการแสดงงิ้วด้วย แต่หากไม่มีการขยายวันออกไปการจัดนิทรรศการก็จะสิ้นสุดตามกำหนดเดิมคือ 30 พฤศจิกายนนี้ จากนั้นก็ค่อยๆคืนพื้นที่ นำประติมากรรมต่างๆ จิตรกรรมก็จะไปไว้จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ที่คลอง 5

ผู้บริหารสธ.ยันไม่ได้ชนแล้วหนีปัดตอบดื่มน้ำเมาหรือไม่(มีคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/302069

ผู้บริหารสธ.ยันไม่ได้ชนแล้วหนีปัดตอบดื่มน้ำเมาหรือไม่(มีคลิป

 

นพ.ยอร์น ผู้บริหารสธ.ขับรถชนรปภ. ยันไม่ได้ชนแล้วหนี แต่ปัดตอบดื่มน้ำเมาหรือไม่ แจ้งญาติยินดีรับผิดชอบช่วยเหลือทุกอย่าง อาการคนไข้ยังวิกฤติ

      จากกรณีที่ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ขับรถชนรปภ.ที่บริเวณประตูเข้ากระทรวงสาธารณสุข ซึ่งผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะนี้พักรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู รพ.พระนั่งเกล้า เมื่อเวลาประมาณ 20.30 น. วันที่ 10 พฤศจิกายน 2560นั้น
เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)และโฆษกสธ. เดินทางเข้าเยี่ยมผู้ป่วยที่ภายในห้องไอซียู รพ.พระนั่งเกล้า จากนั้นเวลา 17.10 น.ได้ออกมาแถลงข่าวร่วมกับนพ.ยอร์น จิระนคร  สาธารณสุขนิเทศก์เขต 12 ผู้ที่ขับรถชนรปภ.
นพ.ยอร์น กล่าวว่า ตนยอมรับในสิ่งที่กระทำและผลที่ตามมา ซึ่งตนไม่ได้ตั้งใจอยากให้เกิดขึ้นที่ขับรถพุ่งชนคุณสมชาย และได้ให้ข้อมูลที่เกิดขึ้นกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ส่วนการให้ความช่วยเหลือผู้เสียหาย ได้มีการพูดคุยกับญาติว่า ตนยินดีรับผิดชอบทุกอย่าง ส่วนจะเป็นเรื่องไหนอย่างไรจะหารือรายละเอียดกับทางญาติคุณสมชายอีกครั้ง และการออกมายอมรับและเผชิญกับความจริงเป็นสิ่งที่ควรกระทำ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะขับรถได้ดื่มเครื่องอื่มแอลกอฮอล์มาก่อนหรือไม่  นพ.ยอร์น กล่าวว่า ตนได้ให้ข้อมูลกับทางตำรวจแล้ว ซึ่งเรื่องในส่วนที่เป็นคดีขออนุญาตให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

  “ยืนยันว่าผมได้จอดรถและชวยเหลือผู้บาดเจ็บ ยืนยันไม่ได้ขับชนแล้วหนี ซึ่งถ้าผมอธิบายจะเป็นเรื่องแก้ตัว ประตูที่ปิดและบริเวณนั้นมืด ผมมองไม่เห็น แต่รถคันหน้าของผมขับเข้าไปก่อน แต่เมื่อเกิดเหตุไปแล้วแอร์แบ็กระเบิด แล้วผมก็หยุด ซึ่งในรายละเอียดในส่วนเหล่านี้จะให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ผมไม่ได้ขับรถมาเร็ว แต่ไม่แน่ใจว่าความเร็วเท่าไร” นพ.ยอร์น กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทราบหรือไม่ว่าขับรถชนคนและมีคนเข้าไปอยู่ใต้รถ  นพ.ยอร์น กล่าวว่า ตนคิดว่าขับรถชนประตู ไม่ทราบว่าชนคน จนกระทั่งมีคนตะโกนบอก หลังจากนั้นจึงหยุดรถและให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือ ให้รถฉุกเฉินมาช่วย แต่ตนไม่ได้เข้าปฐมพยาบาลด้วยตัวเองมาก เพราะสิ่งที่คิดว่าอยากให้ทำเร็วที่สุดคือ นำผู้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาล

    นพ.ยอร์น กล่าวว่า ส่วนที่เกี่ยวข้องกับรายละเอียดเกิดอุบัติเหตุ ขอให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ยืนยันว่า ณ จุดนั้นมืดจริง จะบอกว่าชนประตู ชนคน ซึ่งตนไม่เห็นทั้งประตูทั้งคน ถ้าเห็นคงไม่ชน และหลังจากเกิดเหตุตนไม่ได้ตามผู้เสียหายไปที่โรงพยาบาล เนื่องจากต้องไปให้การที่สถานีตำรวจ

“ข้อเท็จจริงผมก็ให้ได้เท่าที่เป็นข้อเท็จจริง ส่วนเรื่องของคดีและในรายละเอียดก็ต้องเป็นเรื่องของตำรวจ ส่วนที่ว่าชนแล้วทำไมรถยังเคลื่อนต่อไปข้างหน้านั้น ผมตอบไม่ได้จริงๆ แต่ยืนยันว่าไม่ใช่การชนแล้วหนี หนีไม่ได้อยู่แล้ว ที่วันเกิดเหตุขับรถเข้ามาบริเวณดังกล่าวช่วงเวลาค่ำ เพราะต้องการทะลุผ่านไปออกซอยอัคนี ซึ่งเป็นอีกด้านของกระทรวงสาธารณสุข และเส้นทางนี้ไม่ได้เป็นเส้นทางประจำในการขับรถ” นพ.ยอร์น กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าประตูมีน้ำหนักพอสมควร เมื่อชนแล้วทำไมจึงไม่จอดรถ นพ.ยอร์น คิดอยู่ระยะหนึ่งและทวนคำถามว่า ทำไมถึงไม่จอดรถ ก่อนตอบว่า ตนไม่ได้เร่งเครื่องอะไร ยืนยันว่าไม่ใช่จะหลบหนี
พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า สธ.ไม่ได้นิ่งนอนใจได้รับแจ้งเหตุตั้งแต่วันที่เกิดเหตุแล้ว เรื่องนี้เป็นอุบัติเหตุยังต้องรอผลการดำเนินคดีตามกฎหมายจากเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อนเนื่องจากต้องเอาผลทางคดีจากเจ้าหน้าที่ตำรวจมาประกอบการพิจารณาด้วย

นพ.สกล สุขพรหม รองผอ.รพ.พระนั่งเกล้าในฐานะศัลยแพทย์ระบบประสาทเจ้าของไข้รปภ.ถูกรถชน กล่าวว่า ผู้ป่วยถูกนำส่งรพ.เวลา2ทุ่มเศษของวันที่10 พ.ย.จากการประเมินอาการ พบเลือดออกบางๆมีภาวะสมองบวมเล็กน้อยจึงได้ใส่ท่อช่วยหายใจและรักษาตามอาการ  ต่อมาจากการติดตามอาการเป็นระยะ ผู้ป่วยอาการทรุดลงในเวลา21.00น.ของวันที่11พ.ย.จึงทำการเอ๊กซเรย์พบว่ามีภาวะสมองบวมและเลือดออกมากขึ้น จึงได้ผ่าตัดเปิดกระโหลกเพื่อเอาเลือดที่คลั่งออกขณะนี้ผู้ป่วยยังไม่พ้นวิกฤติต้องใส่ท่อช่วยหายใจและติดตามอาการเป็นระยะ ทั้งนี้ ยังไม่สามารถระบุได้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าใดจึงจะสามารถย้ายออกจากห้องไอซียูได้ ส่วนบาดแผลอื่นๆพบว่ามีปัญหากระดูกบริเวณใบหน้าต้องรอดูการตอบสนองอื่นๆก่อนจึงจะทำการรักษาได้ ส่วนบริเวณอื่นของร่างกายไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมีเพียงบาดแผลถลอกตามร่างกาย

นักเรียนคณิตศาสตร์โอลิมปิก กวาด 53 เหรียญ กลับถึงไทยแล้ว !!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/302067

นักเรียนคณิตศาสตร์โอลิมปิก กวาด 53 เหรียญ กลับถึงไทยแล้ว !!

นักเรียนไทยแข่งคณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ คว้า27 รางวัล รวม 53 เหรียญ กลับถึงไทยแล้ว เด็กๆดีใจได้เพิ่มทักษะ- มีประสบการณ์ในต่างแดน-มีเพื่อน

          เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 ที่อาคารผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ นายปราโมทย์ ขจรภัย ที่ปรึกษาโครงการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้สู่สากล สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ. ) พร้อมคณะอาจารย์จากโรงเรียนต่าง ๆ ที่ส่งนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ได้เดินทางมารอต้อนรับและร่วมแสดงความยินดีกับ คณะตัวแทนนักเรียนในระดับมัธยมศึกษา จำนวน 16 คน ที่เดินทางเข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศระดับมัธยมศึกษาInternational teenager Mathematics Olympiad ( ITMO2017 ) ระหว่างวันที่ 7-13 พฤศจิกายน 2560 ที่เมืองดาเวา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ และสามารถคว้ารางวัลได้ถึง 27 รางวัล รวม 53 เหรียญ และ1เกียรติบัตร ใน3ประเภทรางวัล

นักเรียนคณิตศาสตร์โอลิมปิก กวาด 53 เหรียญ กลับถึงไทยแล้ว !!

        โดยแบ่งเป็นประเภท บุคคล ได้รับรางวัลรวม16รางวัล16เหรียญ แบ่งเป็นเหรียญทอง4เหรียญ เหรียญเงิน7เหรียญ เหรียญทองแดง4เหรียญ ประเภทกลุ่มบุคคล ได้รับรางวัลรวม4รางวัล16เหรียญ แบ่งเป็นเหรียญทอง8เหรียญ เหรียญเงิน4เหรียญ เหรียญทองแดง4เหรียญ และประเภททีม ได้คะแนนรวม4รางวัล16เหรียญ แบ่งเป็นเหรียญทองจำนวน4เหรียญ เหรียญเงิน1เหรียญ และเหรียญทองแดงจำนวน2เหรียญ นอกจากนี้นักเรียนไทยทีมDยังได้คะแนนGrand Overllสูงเป็นอันดับ1จากผู้เข้าแข่งขัน

นักเรียนคณิตศาสตร์โอลิมปิก กวาด 53 เหรียญ กลับถึงไทยแล้ว !!

         ทั้งหมด43ทีม16ประเทศ และสุดยอด2นักเรียนไทยที่ได้รับคะแนนเต็ม100เปอร์เซ็นต์Perfect Scoreรวมทั้งรางวัลการแข่งขันPuzzte Challengeอันดับ6และอันดับ8 ซึ้งสามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยเป็นอย่างมาก เดินทางกลับมาถึงประเทศไทย ด้วยสายการบินฟิลิปปินส์ เที่ยวบินPR 730

นักเรียนคณิตศาสตร์โอลิมปิก กวาด 53 เหรียญ กลับถึงไทยแล้ว !!

         นายปราโมทย์ ขจรภัย ที่ปรึกษาโครงการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้สู่สากล สพฐ. กล่าวว่า การแข่งขันในครั้งนี้ สพฐ.ได้ทำการคัดเลือกและส่งตัวแทนนักเรียนใน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน4ทีม16คน ผลปรากฏว่า ตัวแทนนักเรียนไทยสามารถคว้ารางวัล ได้ถึง27รางวัล รวม53เหรียญ1เกียรติบัตร ใน3ประเภทรางวัล คือ ประเภทบุคคลได้รางวัลรวม16รางวัล

นักเรียนคณิตศาสตร์โอลิมปิก กวาด 53 เหรียญ กลับถึงไทยแล้ว !!

         แบ่งเป็นเหรียญทอง4รางวัล เหรียญเงิน7รางวัล เหรียญทองแดง4รางวัลและรางวัลเกียรติบัตรชมเชย1รางวัล/ ประเภททีมๆละ4คนได้รับรางวัลรวม4รางวัล16เหรียญ แบ่งเป็นเหรียญทอง1รางวัล4เหรียญเงิน1รางวัล และเหรียญทองแดง2รางวัล / ประเภทกลุ่มบุคคลได้รับรางวัลรวม4รางวัล จำนวน16เหรียญ แบ่งเป็นเหรียญทอง2รางวัลเหรียญเงิน1รางวัล และเหรียญทองแดงอีก1รางวัล

นักเรียนคณิตศาสตร์โอลิมปิก กวาด 53 เหรียญ กลับถึงไทยแล้ว !!

         นอกจากนั้น นักเรียนทีมไทยดีอย่างได้คะแนน แกรนด์โอเวอร์ออล(Grand Overall)สูงสุดเป็นอันดับ1จากผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด43ทีม16ประเทศ รวมทั้ง มี2นักเรียนไทยได้รับคะแนนเต็มหรือPerfect Scoreอีกด้วย สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้มีนักเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขันทั้งสิ้น43ทีมจาก16ประเทศรวม172คน คือไทย บัลแกเรีย กัมพูชา จีน อินเดีย อินโดนีเซีย อิหร่าน มาเลเซียมองโกเลีย เนปาล รัสเซีย ศรีลังกา ไต้หวัน แอฟริกาใต้ เวียดนามและฟิลิปปินส์

นักเรียนคณิตศาสตร์โอลิมปิก กวาด 53 เหรียญ กลับถึงไทยแล้ว !!

         เด็กชาย วรภาส มีจิตรไพศาล อายุ15ปี ม.3โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ได้กล่าวว่า ตนเองมีความรักในวิชาคณิตศาสตร์อยู่แล้วจึงได้ทำการฝึกฝนคณิตศาสตร์ทุก ๆ วัน เป็นการทำโจทอย่างน้อยวันละ1ชั่วโมง ในยามว่าง และยังได้รับการฝึกฝนมาจาก สพฐ. และก็ต้องขอขอบคุณทาง สพฐ.ที่ช่วยออกข้อสอบชุดพัฒนาศัพยภาพของเด็กนักเรียนทุกคน

นักเรียนคณิตศาสตร์โอลิมปิก กวาด 53 เหรียญ กลับถึงไทยแล้ว !!

         เด็กชายปพณ ละเภท อายุ14ปี ม.3โรงเรียนวิสุทธรังสี ได้กล่าวว่า โดยรวมก็คล้าย ๆ กัน ก่อนอื่นต้องมีใจรักในวิชาคณิตศาสตร์ก่อน และต้องมีการฝึกฝน แต่โดยรวมแล้วก็ไม่ได้มีการกำหนดเวลาอะไรมากนัก เพียงแต่ว่าควรจะทำบ้าง ส่วนเคล็ดลับโดยรวมไม่มีอะไรมาก ต้องมีการฝึกซ้อมฝึกฝนโจทต่าง ๆ ทั้งจากที่หาเองและจากการอบรม อย่างของ สพฐ. ก็จะมีการทำโจทย์มาให้ฝึกซ้อม และมีโจทจากแหล่งความรู้อื่น ๆ เข้ามาด้วย

นักเรียนคณิตศาสตร์โอลิมปิก กวาด 53 เหรียญ กลับถึงไทยแล้ว !!

        เด็กหญิงวิภาวี คุณานพรัตน์ อายุ15ปี ม.3โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย กล่าวว่า ก็ที่ได้มาวันนี้ก็อยากจะขอบคุณ สพฐ.ที่ช่วยจัดค่ายอบรมเข้มทางวิชาการ ช่วยให้เด็กได้มีโอกาสสอบทั่วประเทศ และอยากให้ผู้ใหญ่ใจดีช่วยให้เด็กคนอื่น ๆ ได้มีโอกาสแบบพวกเรา เพราะโอกาสนี้เป็นโอกาสที่ดีมาก คือไปค่ายมันได้อะไรใหม่ ๆ เยอะมากได้รู้จักเพื่อนต่างประเทศ ได้แสดงวัฒนธรรมไทย ได้มาการแสดงออกและทำงานกันเป็นทีม จึงอยากให้คนอื่นมีโอกาสแบบพวกเราบ้าง

นักเรียนคณิตศาสตร์โอลิมปิก กวาด 53 เหรียญ กลับถึงไทยแล้ว !!

        “การไปต่างประเทศในครั้งนี้ สิ่งที่เราได้ก็คือประสบการณ์ในการไปแข่งขันที่ต่างประเทศเพิ่มขึ้น อย่างเช่นเราไปแข่งขันรายการต่างประเทศ เราจะได้เจอข้อสอบใหม่ ๆ และเจอวิธีการทำข้อสอบใหม่ ๆ และยังได้เจอวิธีการทำอะไรใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น และยังทำให้เรามาเพื่อนเพิ่มมากขึ้นทั้งในประเทศไทยและชาวต่างชาติ และได้มีการแสดงออกทางวัฒนธรรมและการสืบสานประเพณีไทยอีกด้วย” เด็กหญิงวิภาวี กล่าว

ยอมรับกรณีครูอุ้มผางซับซ้อนกว่าที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/302041

ยอมรับกรณีครูอุ้มผางซับซ้อนกว่าที่คิด

ข้อเท็จจริง, ตรวจสอบ, ซ้ำซ้อน, ครูอุ้มผาง

“ธีระเกียรติ”รับกรณี 2 ครูอุ้มผางซับซ้อนทั้งการเรียนบัญชีและมีข้อสังเกตว่าครูมีส่วนในการบรรจุหรือไม่ ยันไม่มีมวยล้มต้มคนดูและจะช่วยครูแต่ต้องเป็นไปตามกฎหมาย

           จากกรณีน.ส.นิราวัลย์ เชื้อบุญมี หรือ ครูวัลย์ และ น.ส.วนาลี ทุนมาก หรือ ครูแอน” อดีตครูวิชาสังคมศึกษาโรงเรียนอุ้มผางวิทยาคม ออกมาเรียกร้องขอความเป็น หลังไปปฏิบัติหน้าที่การสอนตามคำสั่งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 38 เป็นเวลา 5 เดือนโดยไม่ได้รับเงิน และต่อมาคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(กศจ.)ตากมีมติไม่อนุมัติการบรรจุแต่งตั้ง ล่าสุดได้เดินทางมายื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อนายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เพื่อขอกลับรับราชการนั้น

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 60 – นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า เวลานี้เท่าที่ได้รับรายงานเบื้องต้นพบว่าข้อมูลมีความซับซ้อนกว่าที่คิด มีเรื่องของลำดับการเรียกบรรจุแต่งตั้ง ที่กำลังตรวจสอบ ส่วนตัวไม่ทราบว่าทำไมจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ก็ให้หาข้อมูลให้ชัดเจน ซึ่งเข้าใจว่าผู้เกี่ยวข้องต่างพยายามทำตาม นโยบายที่ให้ไว้ว่าให้ทั้ง 2 คนกลับเข้ารับราชการ เพราะถือเป็นความผิดของภาครัฐ แต่ที่สุดเรื่องนี้ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ไม่ใช่รัฐมนตรีสั่งก็สามารถทำได้ทันที โดยฝ่ายที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อกฎหมาย เพื่อเสนอวิธีการเยียวยาต่าง ๆ มาให้ตนพิจารณา

“ยอมรับว่าอาจจะมีข้อผิดพลาด มีเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลซึ่งผมไม่ทราบ ไม่ต้องห่วง ไม่มีมวยล้ม เพราะผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับใครแน่นอน  เรื่องนี้ก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย ตอนนี้มีเรื่องที่รายงานเข้ามาที่ผม ซึ่งซับซ้อนบอกได้เพียงว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา รวมถึงมีคนตั้งข้อสังเกตว่าช่วงการบรรจุแต่งตั้งครูเขาไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ตรงนี้ก็ต้องเข้าไปดู  แต่ขณะนี้ผมมีสมมติฐานว่าครูไม่ผิด และถึงอย่างไรฝ่ายรัฐก็ผิดอยู่ดี ผมยืนยันกับครูว่า ผมทำทุกอย่างที่จะช่วย เพราะไม่ใช่ความผิดของครู แต่ก็ต้องเป็นไปตามข้อกฎหมาย”นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

ด้าน นายวัลลพ สงวนนาม ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้คณะทำงานคุ้มครองสิทธิ์และเยียวยา ได้ลงพื้นที่ เพื่อรวบรวมข้อมูล เอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาวิเคราะห์และดูว่าจะสามารถให้การดูแลและคุ้มครองสิทธิ์ ของ น.ส.นิราวัลย์ และน.ส.วนาลี  ได้อย่างไรบ้าง ขณะเดียวกัน ได้ประสานกับครูทั้ง 2 คนให้ส่งมอบเอกสารต่างๆ ว่าที่ผ่านมาได้รับหนังสือคำสั่งใดบ้าง อย่างไรก็ตาม  การเก็บข้อมูลมีความคืบหน้าไปมาก แต่ไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้ โดยเร็วๆ นี้จะสรุปข้อมูลทั้งหมดเพื่อรายงานให้นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ทราบต่อไป ซึ่ง นพ.ธีระเกียรติ มีนโยบายและกำชับให้ดำเนินการดูแลเรื่องนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

มีคนทำผิดต้นเหตุ”ครูอุ้มผาง”2คนสอนฟรี5เดือน อดบรรจุ(มีคลิป)

เปิดใจ “ครูวนาลี” จะร้องทุกข์จนกว่าได้บรรจุข้าราชการ

นักวิจัยชี้“โจ บอยสเก๊าท์”หัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะรุนแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/302025

นักวิจัยชี้“โจ บอยสเก๊าท์”หัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะรุนแรง

ศาสตราจารย์ (เชี่ยวชาญพิเศษ) ดร นพนิพนธ์ ฉัตรทิพากร เมธีวิจัยอาวุโส สกว, หัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะรุนแรง, หัวใจวายเฉียบพลัน, สกว, ่ข่าวทั่วไป ่ ่ โจ บอยสเก๊าท์

เมธีวิจัย สกว. ชี้”โจ บอยสเก๊าท์”หัวใจวายเฉียบพลันเสียชีวิต เหตุหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง ส่งผลให้กล้ามเนื้อหดตัวและเลือดไม่ไปเลี้ยงร่างกาย

          13พ.ย.60 ศาสตราจารย์ (เชี่ยวชาญพิเศษ) ดร. นพ.นิพนธ์ ฉัตรทิพากร เมธีวิจัยอาวุโส สกว. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและฝึกอบรมสาขาโรคทางไฟฟ้าของหัวใจ และหัวหน้าภาควิชาสรีรวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยกรณีการเสียชีวิตของนายธนัท ฉิมท้วม หรือ “โจ บอยสเก๊าท์” หัวใจวายขณะเล่นคอนเสิร์ตเมื่อคืนวันที่ 11 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา ว่ากรณีของโจคาดว่าน่าจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพอยู่ก่อนแล้ว

          โดยภาวะที่เกิดขึ้นนี้เกิดจากหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะชนิดร้ายแรง ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ที่ได้ยินกันบ่อยคือ ไฟฟ้าดูด ฟ้าผ่า รวมถึงโรคต่าง ๆ ที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุให้เสียชีวิต คือ หัวใจขาดเลือด ซึ่งจะส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย แม้ผู้ป่วยอาจจะไม่เสียชีวิตทันทีในขณะนั้น แต่จะทำให้เกิดสภาวะความผิดปกติของไฟฟ้าในหัวใจห้องล่าง เป็นเหตุให้เกิดการรวนของการนำไฟฟ้าในหัวใจ และหัวใจเต้นผิดจังหวะ

         การสังเกตอาการในเบื้องต้น คือ ผู้ป่วยจะเจ็บหน้าอกแล้วล้มฟุบ เนื่องจากทันทีที่กล้ามเนื้อหัวใจหดตัวจะทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนออกไปเลี้ยงร่างกายได้ โดยอวัยวะที่ขาดเลือดไปเลี้ยงได้ในระยะเวลาที่สั้นที่สุด คือ สมอง เมื่อเลือดไม่ไหลเวียนไปที่สมองก็จะทำให้หมดสติ   หากปล่อยไว้ไม่รักษาให้ทันท่วงทีก็จะเสียชีวิตในที่สุด

          ทั้งนี้วิธีการรักษาที่ดีสุดและเป็นวิธีเดียว คือ การใช้ไฟฟ้าแรงสูงเข้าไปกระตุ้นการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติด้วยเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) ถ้าไม่มีเครื่องมือดังกล่าวก็จะต้องทำ CPR เพื่อพยุงเวลาในการช่วยชีวิตผู้ป่วยให้นานที่สุด เพื่อให้หัวใจบีบเลือดออกไปเลี้ยงร่างกาย

    เมธีวิจัยอาวุโส สกว. ระบุว่างานวิจัยของต่างประเทศพบว่ายิ่งปล่อยให้หัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะนานเท่าไร โอกาสที่จะรอดชีวิตยิ่งยากมากขึ้น ในต่างประเทศจึงมีเครื่อง AED ในเกือบทุกแห่งที่มีคนอาศัยอยู่ในชุมชน เพื่อที่จะช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยได้ทันเวลา และให้เกิดผลข้างเคียงกับผู้ป่วยในภายหลังน้อยลงในกรณีที่ไปถึงโรงพยาบาลล่าช้า เช่น สมองตาย หรือสภาวะหัวใจล้มเหลวในเวลาต่อมา

          สำหรับข้อสังเกตเบื้องต้นคือ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง เหมือนกับถูกรถบรรทุกทับ โดยผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงมากที่สุด คือ กลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง จึงต้องตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอและรับประทานยาต่อเนื่องตามที่แพทย์สั่ง

         ส่วนผู้ไม่มีปัจจัยเสี่ยงจากโรคดังกล่าว แต่ร่างกายอาจมีทางนำไฟฟ้าหัวใจผิดปกติที่พบบ่อย คือ กลุ่มนักกีฬา หรือผู้มีภาวะเครียด กดดัน พักผ่อนน้อย ทำให้ระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมการทำงานของหัวใจมีความผิดปกติ

        “ดังนั้นผู้ที่มีความเสี่ยงดังที่กล่าวมาจึงควรตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจอย่างน้อยปีละครั้ง ควบคู่กับการตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะผู้มีอายุตั้งแต่ 35-40 ปีขึ้นไป แม้แต่คนที่มีภาวะอ้วนตั้งแต่เด็กก็อาจเกิดอันตรายจากโรคหัวใจวายเฉียบพลันได้เช่นกัน ทั้งนี้อยากขอให้คนไทยหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพกันมากขึ้น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หมั่นออกกำลังกาย และตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ”ศาสตราจารย์ (เชี่ยวชาญพิเศษ) ดร. นพ.นิพนธ์  กล่าวในที่สุด

หวังสานพลังประชารัฐ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/302008

หวังสานพลังประชารัฐ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

สานพลังประชารัฐ, CONNEXT ED, ผู้นำรุ่นใหม่

สานพลังประชารัฐหวังยกระดับ PISA ปี2561 โชว์ความสำเร็จครบรอบ 1ปี CONNEXT ED สร้างเด็กเก่ง 749,349 คน ครูมืออาชีพ 36,397 คน เสริมแกร่งผู้อำนวยการ 3,351 โรงเรียน

       เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2560 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 12 องค์กรภาคเอกชน ได้ร่วมกันจัดประชุมเชิงปฎิบัติการโครงการผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน (CONNEXT ED)ครั้งที่ 4 ตามโครงการสานพลังประชารัฐด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ โดยมี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าทีมภาครัฐ คณะทำงานด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ เป็นประธานพร้อมปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “สานพลังประชารัฐเพื่อการศึกษาที่ยั่งยืน” ตอนหนึ่งว่า โครงการสานพลังประชารัฐ เป็นองค์ประกอบสำคัญที่เข้ามาช่วยเป็นส่วนหนึ่งของการปฎิรูปการศึกษา โดยมีการดำเนินโครงการ CONNEXT ED ในการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ จากทุกองค์กร ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการมาครบ 1 ปีแล้ว และผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ เพราะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงการศึกษาครั้งใหญ่ในการดึงภาคเอกชนเข้ามาช่วยจัดการศึกษา

      “ที่ผ่านมา การดำเนินการโครงการดังกล่าว มีเสียงสะท้อนว่าภาคเอกชนจะเข้ามาหาผลประโยชน์กับการศึกษา แต่ครบรอบ 1 ของการดำเนินโครงการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าความร่วมมือในการสานพลังประชารัฐมีทิศทางการดำเนินชัดเจนทั้งการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สร้างเด็กเก่ง 749,349 คน พัฒนาคุณภาพคนโดยการสร้างครูมืออาชีพ 36,397 คน เสริมแกร่งผู้อำนวยการ 3,351 โรงเรียนประชารัฐ และยกระดับให้นักเรียนได้เข้าถึงไอซีทีและสื่อมัลติมีเดียใน 39,829 ห้องเรียนอัจฉริยะ รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันส่งเสริมการจัดการศึกษาด้านทักษะวิชาการและทักษะวิชาชีพ ซึ่งภาคเอกชนมีความตั้งใจที่จะมาช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง เพราะเรื่องการปฎิรูปการศึกษาชาวบ้านไม่ได้มองว่าเราจะปรับโครงสร้างไปอย่างไร แต่ชาวบ้านสนใจว่าลูกหลานได้เรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพ มีสื่อการสอนทันสมัย และการเรียนกับครูเก่งๆหรือไม่”รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

      อย่างไรก็ตาม การปฎิรูปการศึกษาจะสำเร็จได้แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ช้า กลาง เร็ว หากปฎิรูปการศึกษาช้าจะอยู่ที่ระยะเวลา 30 ปี กลาง 20 ปี และเร็ว 10 ปี ซึ่งหากสามารถปฎิรูปการศึกษาให้เห็นผลสำเร็จได้ภายใน 10 ปี จะก่อให้เกิดการพัฒนาประเทศในระยะยาวถึง 35 ปี อีกทั้ง การปฎิรูปการศึกษาที่สำเร็จของหลายประเทศเกิดการกระตุ้นจากหน่วยงานภายนอก ดังนั้นโครงการประชารัฐก็มีทิศทางอย่างชัดเจนที่เข้ามาช่วยกระตุ้นการจัดการศึกษาให้บรรลุเป้าหมาย อีกทั้งโครงการสานพลังประชารัฐ และ CONNEXT ED จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเราขับเคลื่อนยกระดับโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ พิซ่า ในปี 2018 ด้วย

     ด้าน นายศุภชัย เจียรวนนท์ หัวหน้าทีมภาคเอกชน โครงการสานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ กล่าวว่า ภาคเอกชนได้ขับเคลื่อนโครงการ CONNEXT ED ตามยุทธศาสตร์ 10 ข้อของโครงการสานพลังประชารัฐด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ คือ 1.ความโปร่งใสของข้อมูลสถานศึกษา 2.กลไกการตลาดและการมีส่วนร่วมของชุมชน 3.การพัฒนาและส่งเสริมผู้นำรุ่นใหม่ 4.การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของสถานศึกษา 5.หลักสูตรการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง 6.พัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน 7.การยกระดับทักษะภาษาอังกฤษ 8.การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม 9.สร้างมาตรการจูงใจด้านสิทธิประโยชน์และการมีส่วนร่วมจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศและต่างประเทศ และ 10.ศูนย์กลางเทคโนโลยีแห่งอนาคตในระดับภูมิภาค ทั้งนี้ ในปี 2561 แนวทางในการดำเนินงานในโครงการดังกล่าวจะมุ่งเน้นเชื่อมโยงการทีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยจะส่งเสริมดึงศักยภาพของครู เด็ก ผู้ปกครอง และชุมชน สู่การค้นคว้าองค์ความรู้ ไปสู่การจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21