งานวิจัยไทยขาดคุณภาพยากจะเป็น 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297477

งานวิจัยไทยขาดคุณภาพยากจะเป็น 4.0

และทำอะไร, ควรเดินอย่างไร, ระบบการศึกษา, นวัตกรรม, วิจัย, เทคโนโลยี, ไทยแลนด์ 40, Thailand 40, การจะก้าวสู่, Thailand

จุดต่างของระบบการศึกษาไทยกับประเทศอื่นๆ คือการเน้นสร้างรูปแบบมากกว่าสร้างนิสัย เน้นความรู้ในกระดาษมากกว่าหลักคิด การจะก้าวสู่ “Thailand 4.0” ทำได้จริงหรือไม่ ?

      เมื่อกล่าวถึง “Thailand 4.0” เชื่อได้ว่าทุกหน่วยงานในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชนต่างรับรู้และดำเนินการหลายๆ เรื่อง เพื่อเตรียมพร้อมประเทศก้าวสู่ยุคดังกล่าวให้ได้ ด้วยหวังว่าจะทำให้หลุดพ้นจากกับดัก วิกฤตทั้งหลายที่กำลังประสบพอเจอ

      ทว่าการจะก้าวสู่ “Thailand 4.0” ได้อย่างแท้จริงนั้น ควรเดินอย่างไร? และทำอะไร?

       งานสัมมนาวิชาการ “เทคโนโลยีและคนแบบไหน ถึงจะใช่ Thailand4.0” จัดโดย สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ SIIT อีกหนึ่งกิจกรรมที่จะทำให้ทุกภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน นักศึกษา และประชาชนได้มีความรู้ เข้าใจ เตรียมพร้อมก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0

งานวิจัยไทยขาดคุณภาพยากจะเป็น 4.0

ศ.ดร.สมนึก ตั้งเติมสิริกุล (คนกลางเสื้อเชิ้ตสีขาวผูกไทด์)

      ศ.ดร.สมนึก ตั้งเติมสิริกุล ผู้อำนวยการ SIIT และนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติปี 2556 กล่าวว่า การทำให้ประเทศไทยก้าวสู่ Thailand4.0 ได้นั้น จริงๆ ไม่ใช่เป็นเรื่องของสายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเท่านั้น สายสังคมศาสตร์ต้องมีส่วนร่วม

    ซึ่งตามวิสัยทัศน์ของรัฐบาล Thailand4.0 จะทำให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยการจะทำให้เกิดความมั่งคั่งและยั่งยืนได้ต้องสร้างนวัตกรรมที่เพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าและบริการ ที่สามารถใช้งานได้จริง เพราะอนาคตหากซื้อเพียงอย่างเดียว ประเทศคงอยู่ได้ เราต้องพัฒนานวัตกรรมขึ้นเองด้วย

งานวิจัยไทยขาดคุณภาพยากจะเป็น 4.0

       “ปัญหาของประเทศไทยที่ยังไม่สามารถก้าวสู่Thailand4.0 ได้อย่างเต็มรูปแบบนั้น คือ Research and Development (R&D) หรือการวิจัยและพัฒนา ซึ่งเราไม่ได้มีปัญหาเรื่องปริมาณ เพราะหากดูงานวิจัยของประเทศไทยจะพบว่ามีจำนวนมาก แต่สิ่งที่ขาดคือเรื่องคุณภาพ งานวิจัยของเราส่วนใหญ่ยังอยู่บนหิ้ง ไม่ได้ใช้งานจริง นักวิจัยพัฒนางานวิจัยเพื่อความเจริญก้าวหน้าของตนเอง ไม่ได้มองถึงประโยชน์ของประเทศ มีงานวิจัยอุตสาหกรรมน้อยมาก ส่วนใหญ่มักจะทำงานวิจัยตามไม้บรรทัดที่ผู้อื่นวางไว้ ดังนั้น หากจะทำให้งานวิจัยเกิดเป็นนวัตกรรม และมีประโยชน์ต่อประเทศชาติ ต้องเป็นงานวิจัยที่มีความต่อเนื่อง ครบวงจร สู่การนำไปใช้งานได้จริง มีคุณภาพและมีความยั่งยืน”

        ประเทศไทยได้งบวิจัยที่ไม่ได้ต่างจากมาเลเซียมากนัก แต่เมื่อเทียบผลผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) กลับพบว่าเราต่างจากมาเลเซียมาก ศ.ดร.สมนึก กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่สำคัญที่ต้องพัฒนาเร่งด่วน คือ ทรัพยากรมนุษย์ ประเทศไทยไม่มีแผนในการพัฒนากำลังคน ไม่รู้ว่าประเทศ แรงงานต้องการกำลังคนด้านไหน สาขาใด ปล่อยให้มหาวิทยาลัยผลิตบุคลากร ทำหลักสูตรตอบสนองผู้เรียน แต่ไม่ได้บอกว่าอุตสาหกรรมแต่ละประเภทต้องการคนเท่าใด

งานวิจัยไทยขาดคุณภาพยากจะเป็น 4.0

         ขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรมและภาคปฏิบัติ ยังให้การสนับสนุนงานวิจัยค่อนข้างน้อย วิสัยทัศน์ของภาคอุตสาหกรรมในการทำงานวิจัยมีเพียงเฉพาะในบริษัทใหญ่ๆ เท่านั้น อยากเสนอแนะให้ภาคอุตสาหกรรม บริษัทต่างๆ มีการกำหนด 1-2% ของรายได้ หรือกำไรเป็นเงินสำหรับการทำงานวิจัย เพื่อให้ได้ความรู้ใหม่ในการพัฒนานวัตกรรม สินค้า และบริการ เพิ่มสัดส่วนการทำงานวิจัยร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน

         ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคปฏิบัติเป็นสิ่งสำคัญ และไม่ควรมองเพียงการตีพิมพ์อย่างเดียว ที่ผ่านมา มีการพูดถึงการวิจัยและพัฒนาเพื่อก้าวกระโดดสู่ Thailand4.0 แต่ก็ต่างคนต่างพูด ต่างคนต่างทำ การเตรียมเทคโนโลยีอย่างเดียวไม่พอ ต้องเตรียมคนด้วย 

งานวิจัยไทยขาดคุณภาพยากจะเป็น 4.0

ศ.ดร.ธนารักษ์ ธีระมั่นคง

         ศ.ดร.ธนารักษ์ ธีระมั่นคง ผู้เชี่ยวชาญด้านการประมวลผลภาษาธรรมชาติ เหมืองข้อมูล โปรแกรมการหาข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ และนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติปี 2557 กล่าวว่า ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เศรษฐกิจ ความมั่นคง คน สังคม สิ่งแวดล้อม ระบบบริหาร ซึ่งการพัฒนาคนมีความสำคัญ ยิ่งตอนนี้โลกเปลี่ยนแปลงไป จากครอบครัวใหญ่กลายเป็นครอบครัวเล็ก จากเกษตรสู่บริการมากขึ้น จากพิมพ์เดียวเป็นหลากหลาย เปลี่ยนจากกายภาพเป็นไซเบอร์มากขึ้น จากการพบปะทำงานเป็นทีมเป็นทำงานอิสระ จากต้นทุนประสิทธิภาพก่อนปัจจุบันเน้นเทคโนโลยี

     โดยจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมตามเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทำให้ต้องสร้างคนที่มีทั้งความพอเพียง มีเงิน ระเบียนวินัย และอยู่รอดได้ มีความเชี่ยวชาญและเรียนรู้ ต้องมีทั้งวิชาการและปฏิบัติ

งานวิจัยไทยขาดคุณภาพยากจะเป็น 4.0

         คนในยุค Thailand4.0 ต้องมีระเบียบวินัย มีความยืดหยุด มีความคิดเรื่องสังคม สิ่งแวดล้อม และคิดเรื่องเงิน ซึ่งประเทศต้องมามองว่าอยากได้คนแบบไหน ควรพัฒนาคนแบบไหน ซึ่งส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการพัฒนาคนได้ คือเรื่องการศึกษา เตรียมคนแต่ละช่วงชั้น… สู่ Thailand4.0

งานวิจัยไทยขาดคุณภาพยากจะเป็น 4.0

        ศ.ดร.ธนารักษ์ กล่าวต่อไปว่า ระบบการศึกษาและสังคมแห่งการเรียนรู้ แต่ละช่วงชั้นนั้น จะมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้แตกต่างกันออกไป โดยในระดับประถมศึกษา สิ่งที่ควรเรียน คือ การรู้จักเข้ากับเพื่อน มรรยาทสังคม จิตสาธารณะ สุขภาพ เหตุผล การแสดงออก จินตภาพ ศิลปะ ภาษาเบื้องต้น การสื่อสารเบื้องต้นและคณิตศาสตร์เบื้องต้น ขณะที่มัธยมศึกษาตอนต้น ต้องเรียนคณิตศาสตร์ขั้นต้น วิทยาศาสตร์ กายภาพ วิทยาศาสตร์เคมี วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สังคมศาสตร์ ภาษาและการสื่อสารเบื้องต้น การใช้เหตุผล และการนำเสนอ แสดงออกความคิดเห็น ส่วนมัธยมศึกษาตอนปลาย ต้องเรียนคณิตศาสตร์ขั้นสูง ปรัชญาเบื้องต้น   และระดับมหาวิทยาลัย ควรเรียนรู้เหตุผล ความเชี่ยวชาญ บูรณาการ และการทำงานร่วมกันเป็นทีม

        “จุดต่างของระบบการศึกษาไทยกับประเทศอื่นๆ คือ การเน้นสร้างรูปแบบมากกว่าสร้างนิสัย เน้นความรู้ในกระดาษมากกว่าหลักคิด ทำอย่างไรต้องสอนให้เด็กมีความหลักคิด เน้นการใช้งานได้ทันทีมากกว่าการสร้างองค์ความรู้ใหม่ เน้นการทำงานเดี่ยวมากกว่าทำงานกลุ่ม ซึ่งหากจะก้าวสู่คนในที่เหมาะสมกับThailand4.0 ได้ควรเริ่มจากการทำให้การศึกษาไทย เป็น 4.0 เพื่อเตรียมพร้อมคนในแต่ละช่วงชั้นเรียนอย่างเหมาะสม ต้องสร้างนักคิด นักสร้างสรรค์ นักปฏิบัติร่วมด้วย”

งานวิจัยไทยขาดคุณภาพยากจะเป็น 4.0

ศ.ดร.ผดุงศักดิ์ รัตนเดโช

         ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องกลไกของรัฐและภาคเอกชนที่ไม่สามารถหลอมรวมเข้าด้วยกันได้ ศ.ดร.ผดุงศักดิ์ รัตนเดโช นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติปี 2554 สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัยกล่าวว่ารากฐานนวัตกรรม 4.0 คือ สหวิทยาการ หรือการคิดนวัตกรรมในรูปแบบใหม่ๆ รวบรวมหลายสาขา หลายองค์กรเข้าด้วยกัน ซึ่งเทคโนโลยี นวัตกรรมสมัยใหม่ ต้องเกิดจากงานวิจัยที่มาจากการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับมหาวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมมีความสำคัญอย่างมากที่ต้องเข้ามาร่วมคิดค้น สนับสนุนนักวิจัย ทุน เครื่องมือต่างๆ ดังนั้น ประชารัฐ จึงเป็นการดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานของรัฐบาล หวังผลบูรณาการเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างนวัตกรรม การผลิตที่เน้นมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ต้องสร้างคนที่มีความคิดเป็นนวัตกรรมควบคู่ไปด้วย

0 ชุลีพร อร่ามเนตร 0

qualitylife4444@gmail.com

จัดทีมแพทย์ดูแลปชช.กราบพระบรมศพ 24 ชม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297490

จัดทีมแพทย์ดูแลปชช.กราบพระบรมศพ 24 ชม.

สนามหลวง, กราบพระบรมศพ, ประชาชน, ทีมแพทย์

ศูนย์ปฏิบัติการร่วมการแพทย์ฯ ปรับแผนดูแลประชาชนที่มากราบถวายบังคมพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 เต็มเวลา 24 ชม. ย้ำประชาชนเตรียมพร้อม หากมีโรคประจำตัวควรพกยามาด้วย

        เมื่อวันที่1 ตุลาคม 60 นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการร่วมการแพทย์และการสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข และกรุงเทพมหานคร ที่บริเวณท้องสนามหลวง ว่า  จากการที่สำนักพระราชวังได้ประกาศเลื่อนกำหนดวันสุดท้ายของการกราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นวันที่ 5 ตุลาคม 2560 ทำให้มีประชาชนเดินทางมากราบถวายบังคมพระบรมศพเพิ่มขึ้น มีจำนวนประมาณ 60,000 – 70,000 คนต่อวัน รัฐบาลได้กำชับให้ทุกหน่วยงานดูแลประชาชนที่เดินทางมากราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวัง และบริเวณสนามหลวงอย่างดีที่สุด

ดังนั้นศูนย์ปฏิบัติการร่วมการแพทย์และสาธารณสุข จึงได้ปรับแผนในการให้บริการ โดยเพิ่มบุคลากรการแพทย์เพื่อให้การดูแลประชาชนที่เจ็บป่วยทั่วไป หรือเจ็บป่วยฉุกเฉินอย่างเต็มที่ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับช่วงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ประสานความร่วมมือทุกภาคส่วนเตรียมจัดหน่วยแพทย์ ชุดแพทย์เคลื่อนที่ และอบรมจิตอาสาด้านการแพทย์ ดูแลผู้มาร่วมงานพระราชพิธี ที่บริเวณรอบมณฑลพิธี 21 จุด และประจำพระเมรุมาศจำลอง-ซุ้มดอกไม้จันทน์ 113 จุด เป็นจุดปฐมพยาบาล ทีมกู้ชีพขั้นพื้นฐานและขั้นสูง พร้อมรถพยาบาล ระบบการส่งต่อ-ส่งกลับผู้ป่วย ตลอดงานพระราชพิธี เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2560 จนเสร็จสิ้นพระราชพิธี

จัดทีมแพทย์ดูแลปชช.กราบพระบรมศพ 24 ชม.

ทั้งนี้ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงทั้งร้อนอบอ้าว แดดแรง  ฝนตก ประกอบกับช่วงนี้มีประชาชนเดินทางมากราบถวายบังคมพระบรมศพฯ เป็นจำนวนมาก จึงขอแนะนำให้มีการเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อม พักผ่อนให้เพียงพอ ผู้มีโรคประจำตัวควรพกยาประจำตัว ผู้สูงอายุหรือประชาชนที่เดินทางมาคนเดียว ควรเขียนชื่อ สกุล รายละเอียดประวัติการแพ้ยาหรือโรคประจำตัว โรงพยาบาลที่รักษา เก็บติดตัวไว้ตลอดเวลา พร้อมหมายเลขโทรศัพท์เพื่อติดต่อญาติ เพื่อเป็นข้อมูลในการดูแลหากเป็นลมหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน ทั้งนี้ สามารถรับบริการทางการแพทย์ได้ที่โรงพยาบาลสนามกองทัพบกบริเวณสนามหลวงด้านทิศเหนือ (ตรงข้ามเจดีย์ขาว) หน่วยแพทย์ที่หน้าศาลหลักเมือง และในพระบรมมหาราชวัง หรือโทรสายด่วน 1669, 1646 ตลอด 24 ชั่วโมง

ด้าน นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ศูนย์ปฏิบัติการร่วมการแพทย์และการสาธารณสุข ฯ ซึ่งประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรสาธารณประโยชน์ 31 แห่ง ได้ร่วมกันปฏิบัติงานดูแลผู้เจ็บป่วยตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2559 จนถึง 30 กันยายน 2560 ให้บริการประชาชนรวมทั้งสิ้น 3,660,594 คน ส่วนใหญ่ร้อยละ 97 เป็นการปฐมพยาบาลเบื้องต้น และตรวจโรครักษาทั่วไป เช่น ปวดศีรษะ เป็นไข้ เจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เป็นต้น นำส่งรักษาต่อที่โรงพยาบาล 1,545 คน และตรวจประเมินสุขภาพทางจิตโดยทีมสุขภาพจิต (Mental Health Crisis Assessment and Treatment Team : MCATT) รวม 5,425 คน

วอน!!“บิ๊กตู่”ดูแลชีวิตความเป็นอยู่”พนักงานมหาวิทยาลัย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297474

วอน!!“บิ๊กตู่”ดูแลชีวิตความเป็นอยู่”พนักงานมหาวิทยาลัย”

ไม่จ่ายเงินเดือน 17 และ 15 เต็มตามมติคณะรัฐมนตรี, พนักงานมหาวิทยาลัย, ผศดรรัฐกรณ์  คิดการ, คมชัดลึก, บิ๊กตู่

วอน!! “บิ๊กตู่” ดูแลชีวิตความเป็นอยู่”พนักงานมหาวิทยาลัย”

          1 ต.ค. 60-ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัฐกรณ์ คิดการ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา และประธานที่ปรึกษาประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย(ทปสท.) เปิดเผยว่า ตามที่ตนได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา เพื่อขอให้พิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อการเลื่อนเงินเดือนพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา ร้อยละ 6 เนื่องจากทปสท.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากสถาบันอุดมศึกษาและพนักงานมหาวิทยาลัยหลายแห่งว่าได้รับการจัดสรรงบประมาณสำหรับเลื่อนเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัยประจำปี 2560 เพียงร้อยละ 4 ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบกับสถาบันอุดมศึกษา

เนื่องจากหลักการที่เคยปฏิบัติจะได้รับการจัดสรรร้อยละ 6 เท่ากับของข้าราชการ ซึ่งสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งก็ได้ออกระเบียบว่าด้วยการเลื่อนเงินเดือนของพนักงานมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกับข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา เมื่อสำนักงบประมาณปรับลดวงเงินดังกล่าว จึงเกิดความเดือดร้อนกับพนักงานและสถาบันอุดมศึกษาในการปรับขึ้นเงินเดือนให้กับพยักงานดังกล่าวด้วย

ต่อมาเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2560 ตนได้รับหนังสือชี้แจงจากนายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ว่าหลักเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ได้กำหนดวงเงินการเลื่อนเงินเดือนและค่าจ้างประจำของส่วนราชการไม่เกินร้อยละ 6 ของงบประมาณรายจ่ายที่เป็นเงินเดือนและค่าจ้างประจำ

ผศ.ดร.รัฐกรณ์ กล่าวอีกว่า สำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยซึ่งมีอัตราเงินเดือนสูงกว่าข้าราชการ ร้อยละ 70 สำหรับบุคลากรสายวิชาการ และร้อยละ 50 สำหรับบุคลากรสายสนับสนุน ซึ่งเมื่อคิดวงเงินเลื่อนขั้นในจำนวนเดียวกัน จะคิดเป็นร้อยละ 4 ของงบประมาณรายจ่ายที่เป็นเงินเดือน โดยไม่รวมในส่วนของเงินสวัสดิการ และยังให้เหตุผลว่า เพื่อให้การเลื่อนเงินเดือนให้กับบุคลากรของรัฐเป็นไปในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน จึงกำหนดวงเงินการเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานไม่เกินร้อยละ 4 ของงบประมาณรายจ่ายที่เป็นเงินเดือน

“ผมคิดว่าทั้งข้อมูลและแนวคิดดังกล่าวไม่ถูกต้อง ประการแรก ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2542 ให้สถาบันอุดมศึกษาบรรจุอัตราใหม่และอัตราทดแทนข้าราชการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย โดยให้อัตราเงินเดือน 1.7 เท่าและ 1.5 เท่าของอัตราเงินเดือนข้าราชการสำหรับพนักงานสายวิชาการและสายสนับสนุนตามลำดับ แต่พนักงานจะไม่ได้รับ “สวัสดิการการรักษาพยาบาลและบำเหน็จบำนาญ”ผศ.ดร.รัฐกรณืระบุ

ประการที่สอง หลักการที่กำหนดวงเงินสำหรับการเลื่อนเงินเดือนประจำปีร้อยละ 6 กลุ่มที่เงินเดือนมากก็ควรได้รับการจัดสรรวงเงินมากตามกรอบ หากสำนักงบประมาณและรัฐบาลคิดเช่นนี้จะเป็นการทำลายระบบความก้าวหน้า ขวัญและกำลังใจของบุคลากรภาครัฐ เหมือนกับกรณี ที่รัฐบาลปรับขึ้นเงินเดือนให้กับข้าราชการและพนักงานร้อยละ 4 เมื่อปี 2557 ที่ขึ้นให้เฉพาะข้าราชการชั้นผู้น้อย โดยเอาตำแหน่งเป็นเกณฑ์ แต่ไม่ได้พิจารณาบนพื้นฐานความเป็นจริง เช่น กรณีสายวิชาการ คนที่มีตำแหน่งทางวิชาการ ผศ.รศ.ศ. หรือชำนาญการพิเศษขึ้นไปไม่ปรับให้ ทั้งที่หลายคนมีตำแหน่ง ผศ.รศ หรือชำนาญการพิเศษ แต่กลับได้รับเงินเดือนน้อยกว่าตำแหน่งอาจารย์ หรือชำนาญการ ซึ่งขัดกับนโยบายที่ต้องการพัฒนาอาจารย์ให้เข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ แต่เมื่อเขาได้ตำแหน่งแล้วรัฐบาลกลับไม่เหลียวแล

ผศ.ดร.รัฐกรณื  กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ปัญหาพนักงานมหาวิทยาลัยยังมีอีกมากมาย ทั้งเรื่องการไม่จ่ายเงินเดือน 1.7 และ 1.5 เต็มตามมติคณะรัฐมนตรี หลายสถาบันไปหักไว้ 0.2-0.3 บ้าง รวมทั้งสถานะของพนักงานมหาวิทยาลัยที่ “ไม่ใช่ทั้งข้าราชการ ไม่ใช่ทั้งลูกจ้าง” เพราะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายประกันสังคม แต่กลับไม่อยู่ในการคุ้มครองของกฎหมายแรงงาน ดังนั้นหากท่านนายกรัฐมนตรี ต้องการปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาประเทศ ถึงเวลาแล้วที่ท่านต้องหันมามองชีวิตพนักงานมหาวิทยาลัย ทีถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุดมศึกษา เพื่อพัฒนาประเทศอย่างจริงจังเสียที

ชวนลูกหลาน “ครับ/ค่ะ”สร้างสุขคนสูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297473

ชวนลูกหลาน “ครับ/ค่ะ”สร้างสุขคนสูงอายุ

คนสูงอายุ, วัยเกษียณ, สร้างคุณค่า, สร้างสุขภาพ, สร้างกิจกรรม, ครับค่ะ, 3 สร้าง, กรมสุขภาพจิต, สร้าง, ได้แก่, ลูกหลาน

กรมสุขภาพจิต แนะวัยเกษียณ ใช้ “3 สร้าง” ได้แก่ สร้างคุณค่า-สุขภาพ-กิจกรรม ให้ตนเองมีความสุข พร้อมชวน ลูกหลาน “ครับ/ค่ะ”ช่วยสร้างสุข ไม่ทำให้รู้สึกว่าเขาเป็นภาระ

       น.อ.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ทุกวันที่ 1 ตุลาคมเป็นวันผู้สูงอายุสากล และถือว่าเป็นวันเริ่มต้นชีวิตใหม่ของผู้เกษียณอายุ ซึ่งขอให้มองว่า เกษียณแล้วใช่ว่าจะกลายเป็นคนชราไปทันที ให้ถือเป็นโอกาสที่จะได้ทำสิ่งใหม่ๆ หรือสิ่งที่อยาก ทํา ได้มีเวลาอยู่กับครอบครัว อยู่กับตัวเองมากขึ้น ที่สำคัญเป็นช่วงเวลาของการสร้างสรรค์สิ่งดีงามและคุณค่าให้กับสังคมได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเกษียณอายุ หากไม่สามารถปรับตัว ปรับใจ หรือไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมมาก่อน อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตขึ้นได้

เนื่องจากการเกษียณอายุ เป็นเหมือนการเปลี่ยนแปลงชีวิตแบบเฉียบพลัน ทุกวันจันทร์เคยต้องไปทำงาน แต่ไม่ต้องไปแล้ว ทำให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจ สิ่งที่กระทบแน่ๆ คือ เรื่องรายได้ ที่อาจเป็นส่วนหนึ่งทำให้เกิดความเครียด กับอีกส่วนหนึ่งคือการเปลี่ยนสถานภาพทางสังคม จากบุคคลที่เคยมีบทบาทหน้าที่ มีคนเคารพยกย่อง พอเกษียณตำแหน่งเหล่านั้นไม่มี กลายเป็นเพียงคนธรรมดา เมื่อไม่มีการเตรียมความพร้อม ปรับตัวไมได้ ย่อมทำให้ยิ่งรู้สึกว่าภาพลักษณ์ของตัวเองแย่ลง บางคนจึงอาจมีภาวะซึมเศร้าเกิดขึ้น ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อม ต้องยอมรับ ไม่ยึดติด อย่าคิดว่าจะเป็นแบบนี้ตลอดไป ทำตัวเองให้เป็นคนที่น่ารัก น่าเคารพ ถึงแม้ไม่ได้มีตำแหน่งอะไรแล้วก็ยังสามารถเป็นพี่ให้กับน้องๆ ได้เสมอ เป็นต้น

อธิบดีกรมสุขภาพจิต ได้แนะแนวทางสร้างสุขสำหรับวัยเกษียณ ด้วยหลัก 3 สร้าง ได้แก่ 1.สร้างคุณค่าให้กับตัวเอง ทำสิ่งดีๆ ให้กับตัวเองและผู้อื่น ไม่เปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น ทำความสำเร็จเล็กๆ ให้ได้ในแต่ละวัน และมีความสุขกับสิ่งที่ทำ 2.สร้างสุขภาพกายและใจให้ตนเอง ใส่ใจเรื่องอาหารการกิน หมั่นตรวจสุขภาพประจำปี ฝึกจิต ฝึกสมาธิ ทำจิตใจให้สดใส เมื่อใดรู้สึกหดหู่ เหงา เศร้า ไม่สดชื่น ต้องรู้ตัว รีบปรับตัว อยู่กับคนที่รัก ไปพบเพื่อนฝูง พูดคุยปรึกษาปัญหา ทำกิจกรรมที่ชอบ ช่วยเหลือผู้อื่น ถ้าทำทุกอย่างแล้วไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ และ    3. สร้างกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งกิจกรรมในบ้านและนอกบ้าน จะทำคนเดียวหรือเป็นกลุ่มก็ได้ เช่น งานบ้าน งานสวน เข้าชมรม เล่นกีฬา ออกกำลังกาย ตามความชอบความพอใจ รสนิยม และบริบทการใช้ชีวิต เพื่อให้สมองได้ถูกใช้งาน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ลูกหลานและคนรอบข้างก็ต้องปรับตัว ปรับใจ และช่วยกันทำให้ผู้เกษียณมีความสุข รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า สร้างความเชื่อมั่นให้กับท่าน ไม่ทำให้ท่านรู้สึกว่าเป็นภาระของสังคม แต่เป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญที่สามารถช่วยสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้เกิดขึ้นได้ ควรให้ความเคารพยกย่อง เชื่อฟังในสิ่งที่ท่านอบรมสั่งสอน ให้ท่านมีโอกาสทำในสิ่งที่ต้องการ ไม่ทอดทิ้งให้อยู่ลำพัง พาไปทำกิจกรรม หรือพาไปเที่ยวบ้างตามโอกาส ทั้งนี้ เวลาสื่อสารกับท่าน ก็ควรใช้ภาษา “ครับ” หรือ  “ค่ะ”  โดยหลีกเลี่ยงคำว่า “ไม่ได้หรอกครับ/ไม่ได้หรอกค่ะ” ตลอดจน เวลาท่านสอนหรือพูดบ่น ก็ควรฟัง อย่าหนีไปไหน และเห็นด้วยกับท่านบ้าง เพียงเท่านี้ก็ทำให้วัยเกษียณสุขทั้งกายสุขทั้งใจแล้ว อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว

เจ๋ง!!ช่างเชื่อมอาชีวะคว้ารางวัลแข่ง WELDCUP 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297458

เจ๋ง!!ช่างเชื่อมอาชีวะคว้ารางวัลแข่ง WELDCUP 2017

WELDCUP 2017, แข่งทักษะช่างเชื่อมเยาวชน, อาชีวะ, ช่างเชื่อม, 4 นักศึกษาสาขาช่างเชื่อม, WELDCUP, 2017, คว้ารางวัล, เหรียญทอง, เหรียญเงิน

สอศ.ปลื้ม 4 นักศึกษาช่างเชื่อม คว้ารางวัล 3 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน ในการแข่งขันทักษะงานเชื่อมเยาวชนนานาชาติ WELDCUP 2017 โดยเข้าร่วมแข่งเป็นปีแรก

       ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า นักศึกษาช่างเชื่อมอาชีวะ ประสบความสำเร็จสุดยอดคว้าแชมป์โลก งานเชื่อมเยาวชนนานาชาติ ในการแข่งขันทักษะงานเชื่อมเยาวชนนานาชาติ (Zeitplan Yung Welding Competition 2017) “WELDCUP 2017” จัดขึ้นเป็นประจำทุก 4 ปี ในปีนี้จัดที่เมืองดุสเซสดอร์ฟ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งเวทีนี้เป็นปีแรกที่สมาคมช่างเชื่อม สอศ.นำทีมนักศึกษาไปเข้าแข่งขัน โดย สมาคมการเชื่อมสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี DVS German welding Society เป็นผู้ดำเนินงานจัดการแข่งขัน ซึ่งเยาวชนไทยได้รับรางวัลชนะเลิศ 3 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน และเหรียญทองประเภทคะแนนรวมสูงสุด จากการแข่งขัน 4 ประเภท ได้แก่ ทักษะงานเชื่อมไฟฟ้า ทักษะงานเชื่อมแมก ทักษะงานเชื่อมทิก และทักษะงานเชื่อมแก๊ส

เจ๋ง!!ช่างเชื่อมอาชีวะคว้ารางวัลแข่ง WELDCUP 2017

ดร.สุเทพ กล่าวต่อว่า การแข่งขันทักษะช่างเชื่อมเยาวชนนานาชาติ (Zeitplan Yung Welding Competition 2017) “WELDCUP 2017” ครั้งนี้ มีผู้เข้ารอบชิงชนะเลิศ 16 ประเทศ จากการแข่งขัน 4 ประเภท ได้แก่ ทักษะงานเชื่อมไฟฟ้า ทักษะงานเชื่อมทิก ทักษะงานเชื่อมแมก และทักษะงานเชื่อมแก๊ส แบ่งเป็นประเภทเดี่ยว และประเภททีม ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน จะต้องเชื่อมชิ้นงาน 3 ชิ้น ตามที่ WPS กำหนด ซึ่งมีทั้ง Fillet Weld T-Joint, Groove-Weld Butted Joint และ Pipe Joint โดยต้องเชื่อมให้เสร็จ 3 ชิ้น ภายใน 2 ชั่วโมง และประเภททีม การให้คะแนน มี 3 วิธี คือ Visual Test , Fillet Break Test และ Radiographic Test

สำหรับนักศึกษาที่ได้รับรางวัลประกอบด้วย 1.นายศรัณต์พงษ์ ติสสานนท์ นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคสิชล ผู้เข้าแข่งขันทักษะงานเชื่อมไฟฟ้า รางวัลเหรียญทอง 2.นายธนัช พัฒนพูนผล นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคน่าน ผู้เข้าแข่งขันทักษะงานเชื่อมแมก รางวัลเหรียญทอง 3.นายอุเทน ผัดอ่อนอ้าย นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคตาก ผู้เข้าแข่งขันทักษะงานเชื่อมทิก รางวัลเหรียญทอง และ4.นายธนัตย์ อินเลี้ยง นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคพิษณุโลก ผู้เข้าแข่งขันทักษะงานเชื่อมแก๊ส รางวัลเหรียญเงิน ซึ่งนักศึกษาที่เข้าร่วมแข่งขันได้รับรางวัลชนะเลิศ 3 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน และเหรียญทองประเภทคะแนนรวมสูงสุด

เจ๋ง!!ช่างเชื่อมอาชีวะคว้ารางวัลแข่ง WELDCUP 2017

ดร.สุเทพ กล่าวต่อไปว่า การแข่งขันในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากสมาคมครูและผู้ประกอบการวิชาชีพช่างเชื่อม ภาคเอกชน อาทิ บริษัท อาร์ พี เอสซัพพลาย จำกัด บริษัท ภูสุวรรณอินเตอร์เทรด จำกัด และบริษัท มิตรเจริญเคเบิ้ลเวิร์ค จำกัด นายวัชรพงษ์ มุขเชิด กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และดร.บวรโชค ผู้พัฒน์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่มีส่วนให้การสนับสนุนการฝึกซ้อม และฝึกอบรมทักษะงานเชื่อม ให้กับนักศึกษา

การแข่งขันทักษะงานเชื่อมเยาวชนนานาชาติ จึงเป็นการฝึกทักษะฝีมือระดับชาติ ที่มีส่วนในการยกระดับคุณภาพ และมาตรฐานการจัดการอาชีวศึกษา ได้รับการพัฒนาทักษะวิชาชีพ นอกจากการเรียนการสอนในห้องเรียน ช่วยสร้างเสริมประสบการณ์วิชาชีพ ความรู้ ทักษะ และความพร้อม ความเชื่อมั่น ให้กับครู และนักศึกษา ในการนำความรู้ไปประกอบอาชีพ รวมทั้งตลาดแรงงานระดับอุตสาหกรรม และงานก่อสร้างมีความต้องการช่างเชื่อม ที่มีทักษะวิชาชีพ มีคุณภาพ เป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ สอศ.นักศึกษา และทีมงานตัวแทนเยาวชนไทย จะเดินทางถึงประเทศไทยในวันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม 2560 เวลา 08.00 น. ณ สนามบินสุวรรณภูมิ โดยสายการบินเอมิเรตส์แอร์ไลน์

เตือนผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน ระวังข้ออักเสบ อันตรายถึงพิการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297411

เตือนผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน ระวังข้ออักเสบ อันตรายถึงพิการ

โรคสะเก็ดเงิน

“โรคสะเก็ดเงิน” เป็นโรคเรื้อรังที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มักเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

        “โรคสะเก็ดเงิน” ทำให้มีการอักเสบร่วมกับมีการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังเร็วผิดปกติ จนเป็นผื่นผิวหนังมีอาการแดง ขุยหนา และคัน ทั้งยังเป็นอีกหนึ่งโรคที่อาจก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้อย่างหลากหลายหากว่าผู้ป่วยละเลยต่อการดูแลตนเอง โดยหนึ่งในโรคแทรกซ้อนที่สำคัญคือ “โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน” ซึ่งมีข้อมูลว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคสะเก็ดเงินมากถึงร้อยละ 30 มีอาการแทรกซ้อนเป็นโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน ซึ่งช่วงอายุของผู้ป่วยที่พบได้บ่อยคือ 30-50 ปี ในอัตราเฉลี่ยที่เท่ากันทั้งเพศหญิงและชาย ด้วยเหตุนี้การให้ความสำคัญต่อการสังเกตและดูแลตนเองเพื่อลดอัตราเสี่ยงจากโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินจึงนับเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ผู้ป่วยและผู้ดูแลควรหมั่นสังเกตและให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น

รศ. พญ.ปวีณา เชี่ยวชาญวิศวกิจ สาขาโรคข้อและรูมาติสซั่ม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน เป็นโรคที่มีการอักเสบของข้อต่อรวมกับผื่นผิวหนังของโรคสะเก็ดเงินไปพร้อมกัน ทั้งยังคาดว่ามีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และการติดเชื้อบางอย่าง เป็นต้น

เตือนผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน ระวังข้ออักเสบ อันตรายถึงพิการ

 โดยอาการสำคัญของโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินสามารถแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบ ดังนี้

  1.  ข้อรยางค์อักเสบ ได้แก่ ข้อนิ้วมือ นิ้วเท้า ข้อมือ เข่า ผู้ป่วยจะมีอาการปวด บวม ทำให้ต้องเคลื่อนไหวข้อลดลง มักมีอาการข้อฝืดขยับยากตอนเช้า และเมื่อขยับข้อหลายครั้ง อาการปวดขัดจะค่อยๆ น้อยลง
  2. เส้นเอ็นหรือกระดูกที่ยึดเกาะเส้นเอ็นอักเสบ ตำแหน่งที่พบบ่อย ได้แก่ เอ็นร้อยหวายใต้ฝ่าเท้า หากข้อนิ้วยึดติดร่วมกับเส้นเอ็นรอบข้อที่อักเสบก็จะสังเกตได้ว่าบริเวณข้อนั้นๆ จะมีลักษณะรูปร่างคล้ายๆ ไส้กรอก
  3. กระดูกสันหลังหรือข้อกระเบนเหน็บอักเสบ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหลังเมื่อนั่ง นอน หรืออยู่นิ่ง เป็นเวลานาน รู้สึกหลังฝืดตึงขยับยากในตอนเช้า และอาการจะดีขึ้นเมื่อขยับหรือเคลื่อนไหวหลัง หรือ มีอาการปวดก้นบริเวณข้างซ้ายและสลับไปข้างขวา เป็นต้น

อาการของโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน จะส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยด้วยอาการปวดอักเสบที่มากจนรบกวนการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งเมื่อปล่อยให้มีอาการเรื้อรังในระยะยาว ด้วยการละเลยต่อการรักษา การรับการรักษาที่ไม่เหมาะสมก็จะส่งผลให้ข้อติดกัน ข้อถูกทำลาย ทั้งในข้อประเภทรยางค์และข้อกระดูกสันหลัง จนก่อให้เกิดความพิการตามมาได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

เตือนผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน ระวังข้ออักเสบ อันตรายถึงพิการ

     “ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินสามารถตรวจสอบตนเองได้ง่ายๆ ว่ามีอาการเสี่ยงต่อการเป็นโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินได้จาก คำถามทดสอบ 3 ข้อ ดังนี้ 1. ต้องตื่นกลางดึกเนื่องจากอาการปวดหลังส่วนล่าง 2. ข้อมือและนิ้วบวมหรือเคยมีอาการบวม และ 3. มีอาการปวดหรือเคยปวดบริเวณส้นเท้า กรณีผู้ป่วยเคยมีอาการใด อาการหนึ่งจากใน 3 ข้อนั้น ก็ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้รักษาทันที เพื่อจะได้รับคำแนะนำสู่ขั้นตอนการักษาที่ถูกต้องโดยจะมีทั้งการรักษาด้วยยาลดการอักเสบและอาการปวดข้อ การดูแลตนเองเบื้องต้นผ่านการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของข้อและกล้ามเนื้อ การพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นต้น” รศ. พญ.ปวีณา กล่าวเพิ่มเติม

       นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน ญาติ ผู้ดูแล ที่ต้องการทราบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน การดูแล การรักษา หรือรับคำปรึกษาแพทย์อย่างใกล้ชิด สามารถเข้าร่วมงาน “ศิริราชห่วงใย เข้าใจสะเก็ดเงิน” ซึ่งนอกจากมีข้อมูลที่น่าสนใจแล้วยังมีกิจกรรมถาม-ตอบลุ้นรางวัลอีกมากมายอีกด้วย โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 4 ตุลาคมนี้ เวลา 09.00 น. –12.00 น. ณ อาคาร 100 ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ โรงพยาบาลศิริราช สำหรับผู้สนใจสามารถลงทะเบียนสำรองที่นั่งได้ฟรีที่ 02-411-1531 ในวันและเวลาราชการ

บอร์ดเกมช่วยพัฒนาคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297410

บอร์ดเกมช่วยพัฒนาคน

บอร์ฺดเกม

เป็นที่ทราบกันบ้างแล้วว่าบอร์ดเกมคือเกมที่ไม่ได้ให้แต่ความสนุก แต่ยังช่วยในการพัฒนาทักษะของผู้เล่นได้

      ทุกวันนี้ในประเทศไทยบอร์ดเกมไม่เพียงแต่เป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้นแต่มีหลายกลุ่มองค์กรที่เริ่มนำบอร์ดเกมมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน อุทยานการเรียนรู้ TK park เป็นพื้นที่ของการเรียนรู้แห่งหนึ่งที่สนับสนุนให้คนรู้จักและเล่นบอร์ดเกมมาระยะหนึ่งแล้ว

ล่าสุดได้จัดกิจกรรม TK Board Game Festival ซึ่งถือเป็นเทศกาลบอร์ดเกมประจำปีที่เปิดโอกาสให้กลุ่มนักพัฒนาบอร์ดเกมไทยได้นำบอร์ดเกมมาให้ผู้สนใจได้ทดลองเล่นและแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างผู้พัฒนาและผู้เล่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นบอร์ดเกม The Trust, Pizza Master และ The Little Orchestra เป็นต้น รวมถึงเปิดพื้นที่ให้เครือข่ายร้านบอร์ดเกมหลายแห่งนำบอร์ดเกมจากทั่วโลกมาแบ่งปันให้ผู้สนใจได้เล่นกันอย่างจุใจ อาทิ ร้านลานละเล่น บอร์ดเกม คาเฟ่, ร้าน Board Game Academy และร้าน NINIVE Games, ร้าน More Than a Game Café และร้าน Dice and Roll Board Game Cafe เป็นต้น
และตัวอย่างของบอร์ดเกมฝีมือคนไทยที่นำมาให้ผู้สนใจได้ทดลองเล่นในงานนี้ อาทิ “เกมวารีพินาศ”

บอร์ดเกมช่วยพัฒนาคน

คุณอลงกรณ์ วินัยกุลพงศ์ จากเครือข่ายพุทธิกา อธิบายถึงเหตุผลที่ได้ร่วมกับกลุ่มเถื่อนเกมเพื่อพัฒนาและนำเกมดังกล่าวมาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการทำกระบวนการต่างๆ ของกลุ่มว่า บอร์ดเกมเป็นเครื่องมือที่เอาไปใช้ได้ง่าย ใครก็ใช้ได้ การนำเกมมาใช้ในกระบวนการทำให้มีความหลากหลายของผู้เข้าร่วมได้มากขึ้น ข้อดีอีกอย่างคือ เกมมีอารมณ์ที่หลากหลาย อย่างเกมวารีพินาศเป็นการจำลองเหตุการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วม ทำให้ผู้เล่นเกิดการแลกเปลี่ยนในเรื่องมุมมองจิตสาธารณะ การช่วยเหลือตัวเองและการปกป้องคนอื่นในภาวะที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ระหว่างเกมทำให้เห็นความเสียสละ หรือความเห็นแก่ตัว ของคนได้ชัดเจน

จุดประสงค์ของเกม คือเปิดมุมมองเรื่องจิตอาสา จิตสาธารณะ โดยไม่ใช้การสอนแต่เป็นการชวนคุย ซึ่งหลังจากจบเกมจะมีการถอดบทเรียนถึงเหตุผลว่าในช่วงเล่นเกมทำไมแต่ละคนตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ เพราะอะไร ทำไมถึงคิดอย่างนั้น และสิ่งที่อยู่ในเกมสามารถเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันได้อย่างไร ระหว่างเล่นเกมผู้เล่นจะเกิดการถกเถียงกันเองในเกม ทำให้เห็นมุมมองของกันและกัน และการที่คนต่างวัยต่างอาชีพสามารถเล่นด้วยกันได้ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมองที่หลากหลายมากขึ้น

บอร์ดเกมช่วยพัฒนาคนบอร์ดเกมช่วยพัฒนาคน

ทางด้าน ดร.จักรกฤษ เจริญสุข อาจารย์ประจำสาขาวิชาเครื่องสายสากล และดนตรีเชมเบอร์วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก็ได้แบ่งปันมุมมองเรื่องบอร์ดเกมต่อการเรียนรู้ดนตรีคลาสสิคและผู้พัฒนาเกม The Little Orchestra และเกม Chord Heroes ว่าเลือกใช้บอร์ดเกมเป็นเครื่องมือหนึ่งในการเรียนการสอนเพราะปัจจุบันเด็กอ่านหนังสือเรียนน้อยลงแต่จะเล่นมือถือมากกว่า
 “เราอยากเปลี่ยนโลกของการศึกษาทั่วประเทศ บอร์ดเกมทำให้คนได้คุย ได้รู้จักกัน ทำให้คนมีปฏิสัมพันธ์กัน เราพัฒนาเกมนี้มาใช้ที่โรงเรียนสอนดนตรีเอื้อมอารี ใช้สอนเด็กให้รู้จักเครื่องดนตรีมากขึ้น และสำหรับการ เรียนการสอนในมหาวิทยาลัยเรากำลังผลักดันให้เกิดเป็นหลักสูตรเรียนรู้ผ่านบอร์ดเกม เราเห็นว่าบอร์ดเกมเป็นแบบฝึกหัดที่ยิ่งทำซ้ำก็ยิ่งดี เด็กที่เล่นเกมนี้แล้วเริ่มพลิกแพลงคอร์ดดนตรีได้มากขึ้น รู้ว่าเครื่องดนตรีชิ้นใดนั่งอยู่ตำแหน่งไหนในวงออเคสตร้า และเพราะอะไร ทำให้เด็กรู้จักดนตรีผ่านการเล่นบอร์ดเกม ดีกว่าการที่บังคับให้เด็กไปอ่านหนังสือหรือท่องจำ”   

บอร์ดเกมช่วยพัฒนาคน
นอกจากนั้นอาจารย์ศิรินันท์ สุวรรณโมลี อาจารย์พิเศษจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ก็ได้ร่วมแบ่งปันการใช้บอร์ดเกมร่วมกับการเรียนรู้ในห้องเรียนด้วย
“เราพัฒนาบอร์ดเกมเกี่ยวกับภัยพิบัติให้เด็กนักศึกษานำไปใช้กับเด็กในพื้นที่ภาคเหนือเพื่อสร้างการเตรียมความพร้อมต่อการตัดสินใจในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อเกิดภัยพิบัติ เพราะในเกมผู้เล่นจะได้พบสถานการณ์จำลองที่หลากหลาย นอกจากนั้นยังได้นำบอร์ดเกมสอนในห้องเรียนด้วย เช่น เกมเศรษฐกิจพอเพียงที่ทำให้ผู้เล่นฝึกรับมือกับความเสี่ยงในด้านเศรษฐศาสตร์ในสถานการณ์จำลองที่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทยมาแล้ว เช่น เหตุการณ์จำลองเศรษฐกิจปี 2540 ผู้เล่นต้องหาทางเลือกที่จะเอาตัวรอดไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนอาชีพ หรือการลงทุน เรามองว่าเกมกับการศึกษานั้นไปด้วยกันได้จริง ถ้าสอนเรื่องเศรษฐกิจที่มีความซับซ้อน เด็กส่วนมากไม่เข้าใจเรื่องการถูกไล่ออก เงินบาทลอยตัว การเลิกจ้าง เด็กไม่เข้าใจความรู้สึกนั้นว่าเป็นอย่างไร เราใช้การจำลองนี้เป็นกลไกทำให้เด็กเข้าใจความรู้สึกของการรับมือกับความเสี่ยงเหล่านั้นจากการเล่นบอร์ดเกม มี reflection บทเรียนจากเด็กถ้าเด็กเข้าใจเกมและเล่นจนจบเกมได้นั่นคือเค้าได้เรียนรู้แล้ว อีกอย่างการนำบอร์ดเกมมาใช้ในห้องเรียนมีข้อดีตรงที่ทำให้เด็กสมัครใจที่จะวางมือถือลงแล้วมาเล่นเกมเป็นการเปิดใจเรียนรู้ด้วยตัวเองจริงๆ”

บอร์ดเกมช่วยพัฒนาคนบอร์ดเกมช่วยพัฒนาคน

        ทุกวันนี้มีผู้ปกครองจำนวนมากที่เลือกใช้บอร์ดเกมเป็นตัวช่วยในการสังเกตและเสริมพัฒนาการให้กับลูก มีคนรุ่น ใหม่จำนวนมากที่หันมาแฮงเอาท์ด้วยการเล่นบอร์ดเกมเพราะช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเพื่อนฝูงได้ดี มีตัวอย่างของสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่พิสูจน์แล้วว่าการนำบอร์ดเกมมาใช้ในห้องเรียนสามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ เพราะเป็นการเรียนรู้ที่เกิดจากความเข้าใจไม่ใช่การท่องจำ และสำหรับใครที่ยังไม่รู้จัก หรือรู้จักมาบ้างแล้วแต่ยังไม่เคยทดลองเล่นบอร์ดเกมสามารถมาร่วมกิจกรรม TK Board game Club ที่อุทยานการเรียนรู้ TK park ได้ทุกวันเสาร์ที่ 2 ของทุกเดือน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกเดือน

หนังสือเดินทาง…ตามรอยพระราชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297412

หนังสือเดินทาง…ตามรอยพระราชา

สสค, หนังสือพ่อ, ตามรอยพระราชา, เก่ง, มีคุณธรรม

เปิดตัวหนังสือเดินทาง ตามรอยพระราชา ชวนเยาวชนไทย ท่องพิพิธภัณฑ์มีชีวิต หล่อหลอมเด็กไทย “เก่ง ดี มีคุณธรรม” ตามรอยในหลวงรัชกาลที่ 9

       สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน หรือ สสค. มูลนิธิชัยพัฒนา กระทรวงศึกษาธิการ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์  และสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) ร่วมกันจัดกิจกรรมแถลงข่าวเปิดตัวหนังสือเดินทางตามรอยพระราชา พร้อมนิทรรศการ “The King’s Journey” Learning Passport   โดยมี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา และที่ปรึกษาโครงการฯ ให้เกียรติในการกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ เยาวชนไทย ตามรอยศาสตร์พระราชา  

        ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวว่า หนังสือชุดเดินทางตามรอยพระราชาจะชี้ให้เห็นว่า สายพระเนตรของพระองค์นั้นครอบคลุมไปทั้งแผ่นดิน ไม่ว่าจะภูเขาสูงชันยาวไกลเพียงใดไปจนจรดท้องทะเล ความทุกข์ยากของประชาชนไม่เคยรอดพ้นสายพระเนตรของพระองค์ ตลอดระยะเวลา 70 ปี พระองค์ใช้เวลามากกว่าปีละ 8 เดือนในการแปรพระราชฐานไปทั่วประเทศ ไปทรงงานเพื่อประชาชน ผ่านโครงการต่างๆ กว่า 4,700 โครงการ ที่แสดงให้เห็นพระอัจฉริยภาพของพระองค์ในการดัดแปลงสิ่งที่มีอยู่ในแต่ละพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และทรงเป็นต้นแบบให้คนไทยในการใช้ปัญญาเป็นเครื่องนำทางชีวิต

       “หนังสือชุดเดินทางตามรอยพระราชาหรือพาสปอร์ตทั้ง 9 เล่มนี้จะเป็นเครื่องนำทางไปสู่ความเข้าใจในศาสตร์ของพระราชา ที่จะทำให้เราเกิดความรู้ ความเข้าใจ และเข้าถึงการปฏิบัติ ซึ่งคนไทยจะได้มีส่วนสำคัญในการเดินตามรอยพระราชปณิธาน ได้เรียนรู้และเข้าใจในหลักทศพิธราชธรรม และสิ่งที่พระองค์พูดถึงคือประโยชน์สุขซึ่งเป็นความสุขที่แท้จริง  และทำให้เราเข้าใจว่า พ่อก่อนจะจากจากเราไปนั้น ได้สอนและฝากอะไรไว้ให้กับเราบ้าง ซึ่งพระองค์ไม่ได้จากไปไหน แต่ท่านทิ้งคำสอนเอาไว้ และวันนี้ถึงเวลาที่เราทุกคนต้องนำคำสอนของพระองค์ท่านมาปฏิบัติด้วยตัวของเราเองแล้วเพื่อให้เราได้มีชีวิตรอดได้อย่างดีและมีประโยชน์สุข”

หนังสือเดินทาง...ตามรอยพระราชา

       นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)   กล่าวว่า หนังสือเดินทางตามรอยพระราชาเป็นคู่มือนำเที่ยวเชิงสร้างสรรค์สำหรับเยาวชนและครอบครัวเพื่อออกไปเรียนรู้ศาสตร์พระราชา พระอัจฉริยภาพอันร่วมสมัยของในหลวงรัชกาลที่ 9  จากประสบการณ์จริงผ่านโครงการพระราชดำริที่เป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิต โดยจัดทำหนังสือเดินทางทั้งหมด 9 เล่ม 9 เส้นทางทั่วประเทศ ซึ่งมูลนิธิชัยพัฒนาและสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงานกปร.) ร่วมคัดสรรแหล่งเรียนรู้ภายในเล่มทั้งหมด 81 แห่ง พร้อมเผยแพร่ครบ 9 เล่ม ภายในเดือนธันวาคมนี้ โดยเบื้องต้นเปิดตัว 4 เล่มแรกในเส้นทางภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย  โดยเป็นสื่อการเรียนรู้ที่ “สนุกรู้ สนุกคิด สนุกทำ” ตามกระบวนการTransformative Learning: Head Heart Hand (3H)โดยเนื้อหาออกแบบให้ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ ทักษะชีวิต  ความคิดสร้างสรรค์ การสร้างแรงบันดาลใจ และการลงมือปฏิบัติ ที่เป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญของเยาวชนในศตวรรษที่ 21 นอกจากนี้ยังสอดแทรกด้วยคำถามท้าทาย ช่วยกระตุ้นให้เกิดทักษะการคิดสร้างสรรค์ และวิเคราะห์ จากการสืบเสาะหาข้อมูลที่ซ่อนอยู่ในสถานที่จริงของแหล่งเรียนรู้ในโครงการพระราชดำริอีกด้วย

        “เป้าหมายสำคัญคือการหล่อหลอมให้เด็กและเยาวชนเป็นคนเก่ง ดี มีคุณธรรม ตามรอยพระราชา โดยเรียนรู้ผ่านแหล่งเรียนรู้มีชีวิตทั่วประเทศไทยซึ่งสั่งสมไปด้วยศาสตร์ของพระราชาที่ไม่มีวันล้าสมัย      หนังสือเดินทางชุดนี้จึงเป็นเสมือนโรดแมปให้เยาวชนไทยไปเรียนรู้ศาสตร์พระราชา และในโอกาสที่จะปิดเทอมตุลาคมนี้ จึงขอเชิญชวนทุกครอบครัวเดินทางตามรอยพระราชา เพื่อค้นพบมรดกทางปัญญาที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานไว้ให้กับคนไทยทุกคน  เหนือสิ่งอื่นใดคือ เรื่องราวและผู้คนที่ปรากฏในทุกเส้นทางจะยิ่งทำให้เราตระหนักว่า พระราชายังคงอยู่กับเราเสมอ  และทรงอยู่ในหัวใจของคนไทยตลอดไป”  

         โดยนิทรรศการ“The King’s Journey” Learning Passport  จัดแสดงถึงวันพุธที่ 4 ตุลาคม 2560 ณ คริสตัลคอร์ท ชั้น M ศูนย์การค้าสยามพารากอน ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนรับหนังสือเดินทางตามรอยพระราชาได้ที่งานนิทรรศการ จำนวนจำกัดวันละ 200เล่ม นอกจากนี้ยังสามารถดาวน์โหลด ได้ที่ www.qlf.or.th ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไป 

ม.รังสิต ส่งนศ.โกอินเตอร์ ฝึกงานที่ญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297407

ม.รังสิต ส่งนศ.โกอินเตอร์ ฝึกงานที่ญี่ปุ่น

มรังสิต

ม.รังสิต เปิดโอกาสนักศึกษาปริญญาตรี ฝึกงานที่ประเทศญี่ปุ่น หวังเสริมประสบการณ์จริง มั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษ เพิ่มศักยภาพทางการเรียนรู้

         การฝึกงานก่อนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี มักเป็นวิชาบังคับที่นักศึกษาระดับปริญญาตรีสายวิทยาศาสตร์ ต้องหาที่ฝึกงาน และเข้าไปใช้ชีวิตในหน่วยงานนั้นประมาณ 2-3 เดือน เพื่อให้ได้ประสบการณ์จริง โดยส่วนใหญ่ของนักศึกษาจะฝึกงานในเมืองไทย แต่ปัจจุบันยุคญี่ปุ่นเปิดประเทศ การเรียนในเมืองไทยแต่ฝึกงานในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่นจึงสามารถทำได้ไม่ยาก โดยไม่จำกัดเฉพาะเด็กเก่งๆ ที่มั่นใจการใช้ภาษาอังกฤษ แถมค่าใช้จ่ายถูกเหลือเชื่อ

 ม.รังสิต ส่งนศ.โกอินเตอร์ ฝึกงานที่ญี่ปุ่น

รศ.ดร.กานดา ว่องไวลิขิต อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า คณะวิทยาศาสตร์ ได้ส่งนักศึกษาชั้นปีที่ 3 จำนวน 6 คน ไปฝึกงานที่มหาวิทยาลัย Kanagawa เมือง Kanagawa ที่อยู่ทางตอนใต้ของกรุงโตเกียว ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความทันสมัย เครื่องมือทางการวิจัยครบครัน นักศึกษากลุ่มนี้ จะแยกกันเข้าไปทำงานวิจัยในห้องแล็บแต่ละสาขาที่นักศึกษาเลือก ภายใต้การดูแลของศาสตราจารย์ญี่ปุ่น ประจำห้องแล็บนั้นๆ ซึ่งผ่านการติดต่อเป็นทางการระหว่างอาจารย์ของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และมหาวิทยาลัยญี่ปุ่น

 ม.รังสิต ส่งนศ.โกอินเตอร์ ฝึกงานที่ญี่ปุ่น ม.รังสิต ส่งนศ.โกอินเตอร์ ฝึกงานที่ญี่ปุ่น ม.รังสิต ส่งนศ.โกอินเตอร์ ฝึกงานที่ญี่ปุ่น


(คลิป)โดนใจชาวเน็ตอวสาน #มื้อสอบยอดวิวเป็นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297338

(คลิป)โดนใจชาวเน็ตอวสาน #มื้อสอบยอดวิวเป็นล้าน

นากับไฮ, อวสานมื้อสอบ, คลิป, อวสาน, มื้อสอบ, ไอซ์

อวสาน #มื้อสอบ ร้องโดย : คุณหลวงฯคำร้อง/ทำนอง : ไอซ์ หลวงพระเนตรอนาคตของซาติไผอยากเป็นกะเป็นไป อนาคตของผมฝากไว้กับนากับไฮ

เป็นคลิปที่โดนใจชาวเน็ตเพราะแค่ข้ามคืนหลังลงคลิป “อวสานมื้อสอบ” เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา ตอนนี้มียอดวิวทะยานสูงกว่า 4 ล้านวิว ขณะที่ยอดไลก์มากกว่า 4.3 หมื่นไลค์ ยอดแชร์ที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวกว่า 8.4 หมื่นครั้ง ไม่เรียกว่าฮอตก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร ซึ่งเนื้อหาของเพลงนี้ เล่าถึงเด็กที่ไม่ตั้งใจเรียน พอถึงช่วงสอบก็ทำข้อสอบไม่ได้ แต่ไม่ว่าผลสอบจะออกมาผ่านหรือไม่ ก็ไม่เป็นไรขอแค่ไม่ได้เกรด “0” ก็พอ      เจ้าของคลิปนี้ คือ “ไอซ์” นายกีรติ พรมน้อย เรียนอยู่ชั้นม.4 โรงเรียนสมเด็จพิทยาคม อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ เคยมีผลงานเพลงที่แต่งขึ้นคือเพลง “ฮักเขาสาอ้าย” ยังมีเพลง “ข้อสอบMIDTERMเเละงานค้าง” ซึ่งก็พูดถึงชีวิตนักเรียนด้วย ก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างดี โดยเฉพาะเพลง “ข้อสอบMIDTERMเเละงานค้าง” ยอดวิวมากถึง 2 แสนครั้ง จนกระทั่งล่าสุดได้มาทำเพลง “อวสานมื้อสอบ” แค่โพสต์ไปก็เป็นกระแสตอบรับล้นหลามอย่างที่เห็น!!