สธ.ย้ำไม่มีปัญหายาขาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297420

สธ.ย้ำไม่มีปัญหายาขาด

ยาขาด, 2561, สามารถ

สธ.รับรองประชาชนไม่เดือนร้อน ย้ำไม่มีปัญหาเรื่องยาขาด ด้านคณะทำงานต่อรองราคายา ยืนยันขึ้นปีงบประมาณ 2561 สามารถ จัดซื้อยาได้แน่นอน แล้วเสร็จทันกำหนดแน่นอน

      ตามที่เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์แห่งประเทศไทย ออกมาเปิดเผยว่าขณะนี้มีผู้ติดเชื้อที่รับยาต้านไวรัสอยู่ประมาณ 3 แสนคนอาจจะไม่ได้รับยา เนื่องจากทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้จัดซื้อยาของปี 2560 และยาเหล่านั้นจะใช้ได้นานที่สุดก็ไม่เกินเดือน พ.ย.2560 จากนั้นยาต้านไวรัสก็จะหมดลงนั้น

ศ.เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงความพร้อมในการจัดซื้อยา วัคซีน เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียมและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษ ปี 2561 ว่า ที่ผ่านมา สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซื้อยาตามโครงการนี้มาตลอด แต่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ชี้ว่าไม่ใช่อำนาจของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจึงต้องมีการปรับเปลี่ยน โดยล่าสุดมอบหมายให้โรงพยาบาล (รพ.) ราชวิถีเป็นผู้ดำเนินการแทนในปีงบ ประมาณ 2561 ซึ่งรูปแบบการจัดซื้อก็คล้ายคลึงกับของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเกือบทุกอย่าง แต่ทำได้อย่างถูกต้องตามสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน รับรองว่าประชาชนที่ได้รับยาพิเศษ หรือ ยา จ2 แน่นอน ไม่ได้รับความเดือดร้อนใด ๆ ไม่ขาดยา ไม่ว่าจะเป็นยาเอดส์ น้ำยาล้างไต เป็นต้น ซึ่งขณะ นี้ก็มีการส่งข้อมูลจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้ รพ.ราชวิถี ไปบ้างแล้ว
ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขต 3 ในฐานะประธานคณะทำงานต่อรองราคายา กล่าวว่า ในการหารือของคณะทำงานต่อรองราคายาฯ เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ที่ผ่านมาได้มีการวางกรอบหลักเกณฑ์การพิจารณายาแต่ละรายการ มีกระบวนการต่อรอง เชิญองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ให้มาเสนอราคา ซึ่งวันนั้นต่อรองกันกว่า 110 รายการ บางรายการที่เคยซื้อได้ในราคาถูกอยู่แล้ว แต่กระทรวงเคย ซื้อถูกกว่านี้ก็ต่อรองกันจนได้ แต่ยังมีอีกกว่า 30 รายการ ที่เห็นว่าน่าจะสามารถต่อรองราคากันได้ถูกกว่านี้ จึงให้ อภ.กลับไปทำข้อมูลเพื่อมาหารือในที่ประชุมคณะทำงานต่อรองราคาฯ อีกครั้งในวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา เพื่อสรุปผลส่งให้คณะทำงานชุดใหญ่ พิจารณาก่อน ส่งเรื่องให้ รพ.ราชวิถี ดำเนินการสั่งซื้อต่อไป ยืนยันว่าขึ้นปีงบประมาณ 2561 สามารถ จัดซื้อยาได้แน่นอน แล้วเสร็จทันกำหนดแน่นอน

ยุติปัญหาลูกจ้างเมียนมา จ.กาญจนบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297406

ยุติปัญหาลูกจ้างเมียนมา จ.กาญจนบุรี

แรงงานพม่า, จกาญจนบุรี, หยุดงานประท้วง, นายจ้าง, ลูกจ้าง, กรมแรงงาน

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ยุติปัญหากรณีแรงงานเมียนมาหยุดงานประท้วงนายจ้าง เรื่องสภาพการจ้าง เบื้องต้นทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ พร้อมเรียกนายจ้างสอบเพิ่มจันทร์นี้

      นายอภิญญา สุจริตตานันท์ รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยกรณีที่สื่อเผยแพร่ข่าวแรงงานชาวเมียนมา ประมาณ 300 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัท ริเวอร์แคว อินเตอร์เนชั่นแนล อุตสาหกรรมอาหาร จำกัด ประกอบกิจการแปรรูปผักและผลไม้สด ในจังหวัดกาญจนบุรี ได้รวมตัวกันหยุดงานเพื่อประท้วงนายจ้างว่า ได้สั่งการให้พนักงานตรวจแรงงานและเจ้าหน้าที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดกาญจนบุรีลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่าสาเหตุมาจากลูกจ้างได้เรียกร้องให้นายจ้างดำเนินการจำนวน 6 เรื่อง ได้แก่ 1.การจ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้างรายวัน ๆ ละ305 บาท  2.ขอให้หัวหน้างานใช้คำพูดที่ดีกับพนักงานในการสั่งงาน 3.ขอให้ปรับเวลาพักกลางวันจากที่เคยแบ่งพักครั้งละครึ่งชั่วโมงให้เป็นจำนวน 1 ชั่วโมงติดต่อกัน

ยุติปัญหาลูกจ้างเมียนมา จ.กาญจนบุรี

นายอภิญญา สุจริตตานันท์

4.ขอให้นายจ้างให้เอกสารการจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างทุกคน 5.กรณีได้รับบาดเจ็บจากการทำงานขอให้นายจ้างดูแลรักษาด้วย และ 6.ขอให้มีวันหยุด1 วัน โดยหมุนเวียนกันหยุด เจ้าหน้าที่ได้ร่วมเจรจากับตัวแทนนายจ้าง ตัวแทนลูกจ้างในประเด็นข้อเรียกร้องดังกล่าวผลการเจรจาทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้ โดยนายจ้างยินดีปฏิบัติตามข้อเสนอของลูกจ้างทุกประการ นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายได้มีการตกลงเพิ่มเติมในเรื่องสวัสดิการอื่น ๆ เช่น การรักษาพยาบาล ชุดทำงาน เป็นต้น ลูกจ้างพอใจและได้กลับเข้าปฏิบัติงานตามปกติตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2560

ยุติปัญหาลูกจ้างเมียนมา จ.กาญจนบุรี

รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้พนักงานตรวจแรงงานได้ออกหนังสือให้นายจ้างนำเอกสารหลักฐานมาพบเพื่อชี้แจงเกี่ยวกับสภาพการจ้างการทำงานในวันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม 2560 เพื่อตรวจสอบในเรื่องของสภาพการจ้างการทำงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เช่น การจ่ายค่าจ้าง การจัดวันหยุด วันลา เป็นต้น หากพบว่าปฏิบัติไม่ถูกต้องจะดำเนินการตามกฎหมายทันที

ชวนโรงเรียนเปิดโอกาสเด็กตำบล-อำเภอเก่งวิทย์-คณิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297404

ชวนโรงเรียนเปิดโอกาสเด็กตำบล-อำเภอเก่งวิทย์-คณิต

สสวท, สสวท, ด้านวิทยาศาสตร์, คณิตศาสตร์, และเทคโนโลยี

สสวท. รับสมัครโรงเรียนร่วมโครงการ”โรงเรียนคุณภาพ ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี (SMT)” ยกระดับและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 1ต.ค.-30 พ.ย.นี้

         ดร. พรพรรณ  ไวทยางกูร  ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  (สสวท.) ในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ แจ้งว่า  สสวท. ร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงมหาดไทย ดำเนินโครงการ “โรงเรียนคุณภาพด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี (SMT) ตามมาตรฐานสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)” หรือ โรงเรียนคุณภาพ ด้าน SMT ตามมาตรฐาน สสวท.  เพื่อกระจายโอกาสการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพไปยังทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เป็นการเตรียมความพร้อมให้เยาวชนมีความสามารถและทักษะเพื่อการพัฒนาประเทศสู่Thailand 4.0 โดยในระยะแรกจะส่งเสริมโรงเรียนระดับอำเภอทั้งประถมศึกษาประมาณ 5,000 โรงเรียน และมัธยมศึกษา ประมาณ 1,000 โรงเรียน ให้สามารถพัฒนาคุณภาพสู่ระดับสากลได้ ภายใน 5 ปี คาดว่า พ.ศ. 2564 จะมีโรงเรียนในโครงการ รวม 6,000 โรงเรียน  และในระยะต่อไป สสวท.  จะขยายให้ครอบคลุมโรงเรียนส่วนใหญ่ทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้การเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีมีผลสัมฤทธิ์ที่สูงทัดเทียมนานาชาติ และพัฒนาคุณภาพสู่ระดับสากล

เนื่องจาก สสวท. มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านหลักสูตร หนังสือเรียน คู่มือครู สื่อการเรียนรู้ ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ สื่อวัสดุ อุปกรณ์ พร้อมทั้งหลักสูตรพัฒนาครูพัฒนาผู้บริหารต่าง ๆ ทั้งทางตรงและทางไกล จึงจะระดมเครื่องมือและประสบการณ์ดังกล่าวเพื่อใช้ในโครงการนี้   รวมทั้งพัฒนาสื่อและเครื่องมือใหม่ๆ ตามความต้องการของโรงเรียน  ให้นำไปดึงดูดความสนใจและตอบสนองความต้องการของผู้เรียน เสริมสร้างการปฏิบัติการ ทั้งในห้องปฏิบัติการและนอกสถานที่  โดย สสวท. จัดสรรอุปกรณ์และเครื่องมือที่จำเป็น รวมทั้งมุ่งเน้นวิธีการให้ครูและนักเรียนทำด้วยตัวเอง ส่งเสริมการเรียนการสอนทางด้านวิทยาการคำนวณ (Computing Science) ทั้งในชั้นเรียนและออนไลน์ ส่งเสริมการเรียนการสอนสะเต็มศึกษาในโรงเรียน ส่งเสริมการจัดประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และสิ่งประดิษฐ์ในระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค และระดับชาติ  รวมทั้งการรับรองและยกย่องเชิดชูเกียรติ  นอกจากนั้นจะมีกระบวนการควบคุมคุณภาพแบบ PDCA  เพื่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ผู้บริหาร ครูในโรงเรียนได้รับการพัฒนาเป็นผู้นำวิชาการอย่างต่อเนื่อง และยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่สูงทัดเทียมนานาชาติ

เกณฑ์การประเมินโรงเรียน ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ ด้านคุณภาพนักเรียน ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านคุณภาพครู ด้านการบริหารจัดการด้วยระบบคุณภาพ ผลการประเมินคุณภาพมี  4 ระดับ โดยเมื่อผ่านการประเมินแล้วโรงเรียนจะได้รับเครื่องหมายคุณภาพของ สสวท. ได้แก่ ระดับยอดเยี่ยม (World Class Schools) ระดับดีเยี่ยม (Excellent Schools) ระดับดีมาก (Very Good Schools) และระดับก้าวหน้า (Progressive Schools)

       “โครงการนี้มุ่งการพัฒนาการศึกษาเชิงพื้นที่รายจังหวัด โดยแต่ละจังหวัดต้องบรรจุโครงการฯ ไว้ในแผนพัฒนาจังหวัด สำหรับการบริหารจัดการโครงการ สสวท. จะดำเนินการร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ศึกษาธิการจังหวัด และเครือข่ายในพื้นที่  อาทิ มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน  จึงขอเชิญชวนโรงเรียนที่สนใจดูรายละเอียด ดาวน์โหลดเอกสาร และสมัครได้ที่เว็บไซต์สำนักบริหารเครือข่ายและพัฒนาวิชาชีพครู  http://pd.ipst.ac.th ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึง 30 พฤศจิกายน ศกนี้”  ผู้อำนวยการ สสวท. กล่าว

    ผู้สนใจ สอบถามข้อมูลที่ฝ่ายบริหารเครือข่ายและพัฒนาวิชาชีพครู โทร. 0 2392 4021 ต่อ 3202

ยกเครื่องพัฒนาการศึกษานอกระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297372

ยกเครื่องพัฒนาการศึกษานอกระบบ

แผนการศึกษานอกระบบ, กศน

กศน. จัดเต็มระดมหัวกะทิร่างแผนพัฒนาการศึกษานอกระบบฯ ฉบับใหม่ ตั้งเป้าลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาอย่างตรงจุด

          นายกฤตชัย อรุณรัตน์ เลขาธิการ กศน. เปิดเผยว่า สำนักงาน กศน. ได้จัดประชุมพิจารณาร่างแผนพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (พ.ศ. 2560 – 2879)  โดยได้เชิญคณะกรรมการ และผู้บริหารในสังกัดสำนักงาน กศน. ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ได้นำสิ่งที่ พล.อ.เอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำชัดถึงบทบาทภารกิจของสำนักงาน กศน. ว่าเป็นหน่วยงานที่ขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาที่เข้าถึงประชาชนได้ดีที่สุด ซึ่งเป็นดั่งกลไกและเครื่องมือช่วยลดความเหลื่อมล้ำ รวมถึงแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบการศึกษาในสังคมไทยในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี จึงได้เน้นย้ำฝากเป็นโจทย์ใหญ่ๆ ให้ผู้บริหารและคณะกรรมการทุกท่าน กลับไปขบคิดและทบทวนพิจารณาร่างแผนดังกล่าว ใน 3 ประเด็น

1. พิจารณาว่าร่างแผนดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับแผนในระดับชาติ ระดับกระทรวง สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน ไปจนถึงแนวโน้มสภาวการณ์ในอนาคตของประเทศไทยหรือไม่ 2. พิจารณาว่าร่างแผนดังกล่าว มีความสมบูรณ์ครบถ้วนตามภาระงานของหน่วยงานและภาระงานในหน่วยงานของแต่ละกลุ่ม/ศูนย์หรือไม่ 3. พิจารณาว่าร่างแผนดังกล่าวมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ รวมไปถึงจะทำให้มองเห็นหนทางการพัฒนาการศึกษาที่มีความชัดเจนและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

นายกฤตชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า  สำหรับเนื้อหาและประเด็นต่างๆ ของร่างแผนฉบับนี้ เราได้หยิบยกสภาวการณ์ทางสังคมที่สำคัญขึ้นมาเป็นองค์ประกอบสำหรับพิจารณา ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี  การเมือง และ ในด้านประชากร ตลอดจนสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อาทิ อัตราการไม่รู้หนังสือ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับการศึกษาของประชากรวัยแรงงาน โดยเฉพาะสถานการณ์ประชากรที่เป็นวัยสูงอายุเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สภาพสังคมไทยปัจจุบันก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว  จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องปรับตัว และต้องมีการยกระดับการศึกษารวมถึงพัฒนาศักยภาพคนทุกช่วงวัยให้มีความสอดคล้องตามไปด้วย

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการของทางภาครัฐได้อย่างทั่วถึง ส่งผลให้ยังมีความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษาให้พบเห็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่ง กศน. ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีความพยายามที่จะดำเนินงานเพื่อเป็นการขยายโอกาสให้แก่กลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ กศน. จะต้องแก้ไขและพัฒนาอย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตามร่างแผนฉบับล่าสุดนี้ ยังต้องรอผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการส่งเสริม สนับสนุนและประสานความร่วมมือ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (บอร์ด กศน.) เป็นลำดับต่อไป ซึ่งตนมั่นใจว่าร่างแผนฉบับดังกล่าวหากสำเร็จเป็นรูปธรรมจะสามารถช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาได้อย่างตรงจุด รวมถึงเพิ่มพื้นที่ทางการศึกษาให้แก่ผู้พลาดและผู้ด้อยโอกาสในสังคมไทยอย่างมีคุณภาพต่อไป

ปฏิบัติการ “ประเทศไทยไร้ขยะ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297370

ปฏิบัติการ “ประเทศไทยไร้ขยะ”

ไร้ขยะ, ประเทศไทย, ปฏิบัติการ, ประเทศไทยไร้ขยะ, ปัญหาขยะ, ที่ทุกคน, การปลูกฝัง

ปัญหาขยะ เป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดของประเทศ ที่ทุกคน ทุกหน่วยงานต้องร่วมกันรับผิดชอบ โดยเริ่มจากการสร้างวินัย การปลูกฝัง การบอกกล่าวชี้แนะและวิธีการกำจัดขยะที่ถูก

      ปัญหาขยะ เป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดของประเทศ ที่ทุกคน ทุกหน่วยงานต้องร่วมกันรับผิดชอบ โดยเริ่มจากการสร้างวินัย การปลูกฝัง การบอกกล่าวชี้แนะและวิธีการกำจัดขยะที่ถูก จากการเสวนา เรื่องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี “สู่การปฏิบัติการ ประเทศไทยไร้ขยะ” เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการจัดการขยะในสถานศึกษาสู่การปฏิบัติที่ยั่งยืน สู่ระดับภูมิภาคและขานรับนโยบายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี สู่การปฏิบัติการ “ประเทศไทย ไร้ขยะ” ปักธงรุก 2560 “Set Zero Waste School” ที่ ห้องแกรนด์ปาร์ค บอลรูม โรงแรมเอวาน่า กรุงเทพมหานคร จัดโดยสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อเร็ว ๆ นี้

ปฏิบัติการ “ประเทศไทยไร้ขยะ”

นายสันติ คงศิลป์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดท่ามะปราง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.) สระบุรี เขต 2 กล่าวว่า โรงเรียนเป็นองค์กรหนึ่งที่มีปัญหาเรื่องขยะ โดยสิ่งที่พบในโรงเรียนมากที่สุดคือ ถุงพลาสติก ถุงนม ซึ่งโรงเรียนตระหนักถึงปัญหานี้ จึงพยายามคิดหาวิธีจำกัดขยะเหล่านี้แบบไม่ต้องเสียเงิน จึงเกิดเป็นโครงการ “ขยะแลกไข่” คือ ให้นักเรียนนำขยะจากบ้าน ชุมชน หรือจากห้องเรียนมาล้างทำความสะอาด ตากให้แห้ง แล้วนำมาแลกไข่ โดยถุงแกง 20 ใบแลกไข่ได้ 1 ฟอง ซึ่งทางโรงเรียนจะรวบรวมขยะที่นักเรียนนำมาแลกไว้ เมื่อถึงสิ้นเดือนทุกเดือนจะมีคนมารับซื้อนำไปส่งโรงปูนสระบุรีเพื่อนำไปย่อยสลายต่อไป

ปฏิบัติการ “ประเทศไทยไร้ขยะ”

“ต้องยอมรับว่า ทุกที่ ทุกชุมชน มีปัญหาเรื่องขยะกันมาก โดยเฉพาะขยะถุงพลาสติก แต่กลับไม่ค่อยมีใครเห็นคุณค่าของถุงพลาสติกที่ใช้แล้ว แต่ถ้าทุกคนมีความตระหนักร่วมมือกันอย่างจริงจัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ทำจริงโดยมีนักเรียนเป็นตัวขับเคลื่อน ขณะที่โรงเรียนก็จัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ ทำกันแบบยั่งยืน สร้างจิตสำนึก 3R ได้แก่ Reduce คือลดการใช้ Reuse คือการใช้ซ้ำ Recycle คือการนำกลับมาใช้ใหม่โดยผ่านกระบวนการแปรรูปให้แก่นักเรียน เชื่อได้ว่าขยะในทุกพื้นที่จะลดน้อยลง และจะไม่มีปัญหาตามมาแน่นอน เพราะฉะนั้นขอฝากถึงนักเรียนทุกคนให้ “ปฏิบัติต่อไปทำตามที่คุณครูชี้แนะและทำต่อไปเรื่อย ๆ ลดความมักง่าย ขยะก็จะลดลงได้” ผอ.สันติ กล่าว

ปฏิบัติการ “ประเทศไทยไร้ขยะ”

ขณะที่ นางประภาภรณ์ ศรีแพทย์ รอง ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)สมุทรปราการ เขต 1 กล่าวว่า ในฐานะที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต้องเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานเขตพื้นที่ฯ ก็ต้องมีนโยบายที่ชัดเจน มีแผนและมีการติดตามประเมินผล และต้องสามารถแนะนำวิธีการที่จะสร้างจิตสำนึกให้แก่นักเรียนว่า ประเทศไทยไร้ขยะ ต้องเริ่มต้นจากนักเรียน โดยโรงเรียนก็ต้องมีวิธีการสร้างความเข้าใจกับนักเรียนเรื่องการลดปริมาณขยะ การคัดแยกขยะ การใช้ประโยชน์จากขยะ โดยทำให้เกิดเป็นนิสัยตั้งแต่อยู่ในโรงเรียน และสามารถนำไปเผยแพร่คนรอบข้าง เช่น คนในครอบครัว ญาติพี่น้อง และขยายผลต่อไปถึงชุมชน ซึ่งถ้าทำได้การจะไปให้ถึงเป้าหมายก็ไม่ใช่เรื่องยาก

ปฏิบัติการ “ประเทศไทยไร้ขยะ”

นายวัชระ เติมวรรธนภัทร์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทรงคนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ในฐานะผู้แทนการปกครองท้องถิ่น มองว่า ปัญหาของปริมาณขยะที่เพิ่มมากขึ้น เกิดจากทุกครอบครัว ซึ่งในส่วนของการบริหารการจำกัดขยะนั้น แต่ละท้องถิ่นก็มีการดูแลจัดการกันอยู่แล้ว ยกตัวอย่างในจังหวัดสมุทรปราการ สมัยก่อนใช้วิธีฝังกลบแต่ก็ยังไม่สามารถย่อยสลายขยะได้ในเวลาอันรวดเร็ว ปริมาณขยะยังเพิ่มมากขึ้นกองเป็นภูเขา และสะสมจนเกิดปัญหาเป็นมลภาวะ ดังนั้น วิธีการจัดการกับปัญหาทุกคนต้องร่วมมือกัน ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ โดยเริ่มจากการลดปริมาณขยะ คัดแยกขยะใส่ตามถุงขยะที่กำหนดเป็นสีไว้ ซึ่งถ้าทำตาม 2 ข้อนี้ได้ขยะจะลดน้อยลงแน่นอน แต่ปัญหาคือปัจจุบันการคัดแยกขยะยังไม่ได้ผล โดยขยะที่เป็นปัญหามากที่สุด คือ ถุงพลาสติก

ปฏิบัติการ “ประเทศไทยไร้ขยะ”

“การมีเวทีเสวนาเรื่องนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี มีส่วนสร้างคนให้รักสิ่งแวดล้อม เพราะคนที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยให้นโยบายประสบความสำเร็จได้ ก็คือนักเรียน ถ้านักเรียนเข้าใจและนำกลับไปใช้ที่บ้าน ก็จะเป็นการเริ่มต้นที่ดี ซึ่งจังหวัดสมุทรปราการได้นำร่องรับนโยบายจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ไปดำเนินการ โดยเริ่มกระตุ้นให้นักเรียนทุกคนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ต้องคัดแยกขยะ ทั้งนี้ก็ต้องได้รับความร่วมมือจากคนในชุมชน ในครัวเรือน ที่จะต้องบริหารจัดการขยะในครัวเรือนให้ถูกต้องด้วย เพราะฉะนั้นการจะลดปริมาณขยะได้ คือทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน” นายวัชระย้ำ

นางเตือนใจ เสกตะกูล ผู้ใหญ่บ้าน ม.3 ต.ทรงคนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ บอกว่า ปัญหาสำคัญที่สุดของชุมชนอันดับแรก คือ เรื่องยาเสพติด รองลงมาคือเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะปัญหาขยะ ดังนั้น ในการพัฒนาชุมชนหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ อยากให้เด็กเป็นผู้นำ เป็นแบบอย่างที่ดีให้ชุมชน เพราะผู้ใหญ่แก้ยาก ที่ผ่านมาชุมชนพยามแก้ปัญหาหลายๆ เรื่อง แต่กว่าจะเห็นผลต้องใช้เวลานานกว่า 3 ปี จะเห็นการเปลี่ยนแปลในทางที่ดี เช่น ชุมชนสะอาดขึ้น เป็นต้น ดังนั้น ถ้าเด็กทุกคนได้รับการปลูกฝังที่ดีมีระเบียบวินัยก็จะสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับผู้ใหญ่ในชุมชนได้ เพราะฉะนั้นถ้าเรามีเยาวชนเป็นผู้นำ เป็นแบบอย่างให้ชุมชน การพัฒนาจะไปได้ดีและรวดเร็ว

ประเทศไทย จะไร้ขยะได้ ต้องเริ่มจากการปลุกจิตสำนึก สร้างความตระหนัก โดยเห็นสมควรยกให้นักเรียนเป็นหัวจักรขยายผลสู่ครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ

ตามรอย”ในหลวงร.9″ พลิกฟื้น“ทุ่งกุลา”นาปลอดสารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297357

ตามรอย”ในหลวงร.9″ พลิกฟื้น“ทุ่งกุลา”นาปลอดสารพิษ

ตามรอยพ่อหลวง, รัชกาลที่ 9, ทำนาปลอดสารพิษ, ขายข้าว, ในหลวงร9, ทุ่งกุลา, ดาบเฉิน, ใช้ปุ๋ยอินทรีย์

“ให้สัญญากับตัวเองว่าจะเดินตามรอยพ่อหลวงของปวงชนชาวไทยให้ได้ ด้วยการทำนาบนหลักเศรษฐกิจพอเพียง ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ พึ่งพาสารเคมีแต่น้อย” หนึ่งในคำบอกเล่า “ดาบเฉิน”

       เพราะเติบโตมาในครอบครัวชาวนา หลังจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สมนึก สัมฤทธิ์” สอบเข้าโรงเรียนผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ควบคู่ไปกับสานต่ออาชีพดั้งเดิม เติบโตในหน้าทีี่การงานตามลำดับ ในวัยใกล้เลข 5 ดาบเฉิน หรือ “อาเฉิน”ของเพื่อนๆขอเดินตามรอยพ่อหลวงทำนาข้าวไรท์เบอรี่ในที่นาดั้งเดิมของครอบครัว โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงทำนาปลอดสารพิษและพยายามทำเป็นตัวอย่างเพื่อชักชวนให้เพื่อนบ้านทำตามตามรอย"ในหลวงร.9" พลิกฟื้น“ทุ่งกุลา”นาปลอดสารพิษ

“ให้สัญญากับตัวเองว่าจะเดินตามรอยพ่อหลวงของปวงชนชาวไทยให้ได้ ด้วยการทำนาบนหลักเศรษฐกิจพอเพียง ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ พึ่งพาสารเคมีแต่น้อยพยายามทำให้เป็นตัวอย่างเพื่อนๆชาวนาในทุ่งกุลาร้องไห้ด้วยกันให้มากที่สุด เมื่อเขาเห็นตัวอย่างว่าดี และมีประโยชน์ชาวบ้านก็จะทำตามเอง”สมนึก สัมฤทธิ์ หรืออาเฉิน แห่งสถานีตำรวจภูธรท่าตูม จ.สุรินทร์ กล่าว

ดาบเฉินในวัย 48 ปีพร้อมคู่ชีวิตอยู่ที่หมู่บ้านจานเตย ต.ทุ่งกุลา อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ช่วยกันทำนาปลอดสารพิษในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้มาแล้ว 10 กว่าปี พวกเขาทั้ง 2 ยอมรับว่า เหนื่อย แต่ผลลัพภ์ที่ออกมาเห็นแล้วชื่นใจ ภูมิใจและหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง นาข้าว 7 ไร่ปลูกข้าวไรท์เบอรี่ มีผลผลิตที่น่าพอใจแถมยังมี กบ กุ้ง หอย ปู ปลา อาหารหากินได้ตลอด เพราะการทำนาที่ไม่ได้ใช้ปุ๋ยสารเคมี จะมีสิ่งมีชีวิตมาอาศัยอยู่ร่วมได้

ตามรอย"ในหลวงร.9" พลิกฟื้น“ทุ่งกุลา”นาปลอดสารพิษ

ดาบเฉิน

    ก่อนหน้านี่ ครอบครัวอาเฉิน ทำนาข้าวหอมมะลิ 105  มาโดยตลอด กระทั่่งเมื่อ 4 ปีที่แล้ว “พ่อ” ผู้ให้กำเนิดอาเฉิน มีโอกาสได้ลิ้มรส ข้าวไรท์เบอรี่แล้วมีผลดีต่อร่างกาย ขับถ่ายง่าย ร่างกายแข็งแรงดีขึ้น ทั้งๆที่อายุ 81  ปีแล้วแต่ยังเดินไปนา ดูข้าวได้โดยที่อายุไม่ใช่อุปสรรคของการใช้ชีวิต เขาจึงได้ปรับเปลี่ยนมาทำนา ไรท์เบอรี่ ไว้รับประทานในครอบครัว จะได้ไม่ต้องไปซื้อหา เพราะที่มีนาอยู่แล้ว

ตามรอย"ในหลวงร.9" พลิกฟื้น“ทุ่งกุลา”นาปลอดสารพิษ

      “อยากให้พ่อได้กินข้าวที่ปลูกในนาข้าวของพ่อ จากน้ำมือของลูกๆเอง ได้ทั้งความปลอดภัยจากสารพิษ สะอาด และมีความภูมิใจที่ได้ตอบแทนบุญคุณพ่อ ทำให้พ่อได้กินข้าวที่ดีมีคุณภาพ ถ้าเหลือก็แบ่งขายให้คนอื่นได้มีโอกาสกินข้าวที่มีคุณภาพปลอดสารพิษไปด้วยในตัวอีกทางหนึ่งด้วย ทุกครั้งที่เห็นคนอื่นๆได้กินข้าวที่เราปลูก มันมีแต่ความภูมิใจมาก พูดเลย ” ดาบเฉิน กล่าว

ตามรอย"ในหลวงร.9" พลิกฟื้น“ทุ่งกุลา”นาปลอดสารพิษ

      ทุกวันนี้ “อาเฉิน”รวมกลุ่มกับเพื่อน “ชาวนาลุ่มแม่น้ำมูล” ประมาณ 50 คนร่วมกันทำนาปลอดสารพิษ“ข้าวไรท์เบอรี่”กว่า 100 ไร่ จาก โดยมีตลาดขายข้าวผู้รับซื้อในราคากิโลกรัมละ 30-35 บาท “อาเฉิน” บอกว่าเขาเน้นขายข้าวที่มีคุณภาพ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประทานข้าวที่ปลอดสารพิษ ปลอดภัยต่อสุขภาพ ในชื่อ “ข้าวคูนคำ”นั่นเอง

ตามรอย"ในหลวงร.9" พลิกฟื้น“ทุ่งกุลา”นาปลอดสารพิษ

“ทำนาอินทรีย์ ข้าวไรท์เบอรี่มาแล้ว 4 ปีในพื้นที่ 7 ไร่ลงทุนประมาณไร่ละ 1,500 บาทได้ผลผลิตประมาณ 500 ก.ก.ขายได้โลละ 35 บาท ก็พอใจแล้ว

ตามรอย"ในหลวงร.9" พลิกฟื้น“ทุ่งกุลา”นาปลอดสารพิษ

      ตั้งจะทำนาไปเรื่อยๆจนกว่าจะหมดลมหายใจ เพื่อให้เป็นแหล่งศึกษา เรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ เพราะนับวันพื้นที่ในการทำนาจะลดน้อยลง คนรุ่นใหม่ก็ไม่ได้สนใจที่สานต่ออาชีพดั้งเดิมของพ่อแม่ แม้ว่าจะเติบโตในครอบครัวชาวนาก็ตาม จึงตั้งใจว่าจะทำไปเรื่อยๆจนกว่าจะหมดแรง หมดลมหายใจ”ดาบเฉิน กล่าวทิ้งท้าย

0 หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ 0

qualitylife4444@gmail.com

โรงเรียนเล็ก5.8พันแห่งขาดครู7.6พันคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297336

โรงเรียนเล็ก5.8พันแห่งขาดครู7.6พันคน

ครูขาด, โรงเรียน, พันคน, เดือน

สพฐ.เผยครูเกษียณฯ 11,326 โรงเรียน 1.9หมื่นคน ร.ร.ขนาดเล็กเด็กต่ำกว่า 250 คน 5.8 พันโรงขาดครูกว่า 7.6 พันคน จ้างครูเกษียณฯสอนต่อ 6 เดือน 5.2พัน ยันเปิดเทอมครูครบ

       นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า เนื่องจากมีกระแสข่าวความกังวลว่าในโรงเรียนที่มีครูเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ 2560 จำนวนมากนักเรียนจะได้รับผลกระทบ เพราะไม่มีครูสอนหนังสือ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รวบรวมตัวเลขครูเกษียณฯ ในสิ้นปีงบฯนี้แล้ว พบว่า มีครูเกษียณฯ ทั้งสิ้น 19,962 คน ใน 11,326 โรงเรียน ยอมรับว่ามีโรงเรียนจำนวนไม่น้อยได้รับผลกระทบบ้าง แต่ถือว่าปีนี้เป็นปีแรกที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้อนุมัติอัตราเกษียณฯ คืนทันที 100% โดยอนุมัติมาตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2560

โรงเรียนเล็ก5.8พันแห่งขาดครู7.6พันคน

       ทั้งนี้ สพฐ.ได้แจ้งไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศแล้ว ให้นำอัตราเกษียณฯดังกล่าวจัดสรรให้แก่โรงเรียน โดยเรียงลำดับ ดังนี้ 1.บรรจุนักศึกษาทุนโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น จำนวน 4,830 อัตรา ที่ขณะนี้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ทุกจังหวัดได้ดำเนินการสอบสัมภาษณ์และเรียกบรรจุแล้ว โดยจะเริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2560 เพราะฉะนั้น กลุ่มนี้จะถูกส่งกลับไปอยู่ในโรงเรียนที่มีอัตราเกษียณฯ 2.ครูโครงการเพชรในตม 29 อัตรา 3.ครูโครงการส่งเสริมการผลิตครูที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (สควค.) 231 อัตรา 4.ครูภาษาต่างประเทศที่สอง 142 อัตรา และส่วนที่เหลืออีก 12,953 อัตรา จัดสรรให้ สพท. และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) โดยการจัดสรรให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ คือต้องเป็นโรงเรียนที่ครูไม่เกินเกณฑ์และโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า 250 คน

โรงเรียนเล็ก5.8พันแห่งขาดครู7.6พันคน

      อย่างไรก็ตาม ในจำนวนโรงเรียนที่มีครูเกษียณฯ 11,326 โรง ที่อาจจะยังมีปัญหาวิกฤตจากปัญหาการขาดแคลนครูแม้จะมีการจัดสรรคืนอัตราเกษียณฯ ก็ตาม สพฐ.ได้มีการตรวจสอบพบว่า จะมีโรงเรียนที่มีนักเรียนต่ำกว่า 250 คน ที่อาจเกิดปัญหาวิกฤตได้จริง 5,888 โรง ขาดแคลนครู 7,615 คน ซึ่งระหว่างรอการจัดสรรครูในช่วงเดือนตุลาคมนี้ สพฐ.ได้แก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน โดยจัดจ้างครูผู้ทรงคุณค่าที่เกษียณฯ ของโรงเรียนให้สอนต่อในโรงเรียนให้ครบปีการศึกษา 2560 เป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งจะจ้างได้ 5,200 อัตรา และได้มอบให้ สพท.เกลี่ยลูกจ้างชั่วคราวในเขตพื้นที่ฯมาสอนในโรงเรียนที่ครูไม่พอ ทั้งนี้ เมื่อเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 วันที่ 1 พฤศจิกายนจะมีครูจัดการเรียนการสอนให้แก่นักเรียนอย่างแน่นอน ขอให้ผู้ปกครองคลายความกังวลเรื่องปัญหาการขาดแคลนครูได้

โรงเรียนเล็ก5.8พันแห่งขาดครู7.6พันคน

      ก่อนหน้านี้ นายปรีชา ตุนาโป่งผู้อำนวยการโรงเรียนประชาสามัคคี ได้โพสต์ผ่านโซเชียลว่าในสิ้นเดือนกันยายนนี้ จะมีครูเกษียณอายุราชการ4 คน เหลือเพียง ผอ.คนเดียว จึงขอความช่วยเหลือ ขอครูจิตอาสามาช่วยสอนหนังสือให้แก่นักเรียนระหว่างรอคำสั่งจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งอยู่ในขั้นตอนของทางราชการรอการคืนอัตรา ซึ่งต้องใช้เวลารอประมาณ 1-2 เดือน ขณะเดียวกัน ได้มีการแก้ไขปัญหาโดยมีครูทหารจิตอาสา ครูพระ ครูที่มีประสบการณ์สอน รวมถึงครูภูมิปัญญา มาช่วยในการจัดการศึกษาเด็กที่โรงเรียน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

(คลิป)ครูเกษียณหมด-นร.ไม่มีครูผอ.ต้องทำยังไง??

แพทย์ชี้วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก คุ้มครองชีวิตเด็กไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297316

แพทย์ชี้วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก คุ้มครองชีวิตเด็กไทย

แพทย์ชี้วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก คุ้มครองชีวิตเด็กไทย

               แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชี้วัคซีน HPV ป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกมีความปลอดภัยแน่นอนเพราะมีการศึกษาวิจัยมากว่า 20 ปี และใช้ในต่างประเทศมาแล้วกว่า 10 ปี มั่นใจว่าคุ้มค่ากับการคุ้มครองชีวิตเด็กไทย พร้อมย้ำสร้างความเข้าใจกับประชาชนว่าการฉีดวัคซีนต้องอาศัยระยะเวลา ไม่ได้เห็นผลในทันทีเหมือนการใช้ยา

แพทย์ชี้วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก คุ้มครองชีวิตเด็กไทย

เทศบาลตำบลสันทรายหลวง และ มูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน ได้จัดการบรรยายวิชาการความร่วมมือภาคีสุขภาพด้านการป้องกันโรค “สร้างภูมิเสริมรักษ์” ณ เทศบาลตำบลสันทรายหลวง อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ แก่ พยาบาล คณะครู นักเรียน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม ) และ ประชาชนผู้สนใจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับโรคติดต่อที่พบบ่อยในชุมชน อาทิ โรควัณโรค โรคไข้เลือดออก โรคมือเท้าปาก โรคไข้หวัดใหญ่ โรคอุจจาระร่วงจากไวรัสโรต้า รวมถึงโรคที่เป็นปัญหาสุขภาพ คือโรคมะเร็งปากมดลูกซึ่งเป็นโรคร้ายแรงและเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับสองในหญิงไทย กิจกรรมในครั้งนี้มีการให้ความรู้ในเรื่องการป้องกันโรคด้วยการใช้วัคซีนในแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันแห่งชาติ ซึ่งรวมถึงวัคซีนใหม่ที่กระทรวงสาธารณสุขได้เริ่มฉีดให้แก่เด็กนักเรียนหญิงชั้นป.5 ทุกคนทั่วประเทศในปีนี้คือ วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก โดยมี นายนที ดำรงค์ นายกเทศมนตรีตำบลสันทรายหลวง และนพ. มานิต ธีระตันติกานนท์ ประธานกรรมการมูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน  เป็นประธานในพิธีเปิด และ การบรรยายวิชาการ เรื่อง “โรคติดต่อที่พบบ่อยในชุมชน การป้องกันและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน” โดย รศ. (พิเศษ) นพ. ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย

นายนที ดำรงค์ นายกเทศมนตรีตำบลสันทรายหลวง กล่าวว่า “โครงการนี้เป็นโครงการที่ดี เป็นความร่วมมือระหว่างภาคประชาสังคมและองค์กรส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นโอกาสดีที่จะให้ประชาชนได้รับความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคในชุมชนและในเด็กนักเรียน โดยกิจกรรมมีทั้งการให้ความรู้ในเรื่องของ โรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน และการเตรียมการสำหรับการฉีดวัคซีนใหม่ คือวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ให้กับเด็กนักเรียนหญิงในช่วงชั้นของ ป.5  วัคซีนถือว่าเป็นเรื่องของการกันไว้ดีกว่าแก้ เป็นสิ่งที่ป้องกันไม่ให้เด็กที่จะเติบโตขึ้นไปจะต้องมีความเสี่ยงในโรคมะเร็งปากมดลูก ซึ่งจะมีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของครอบครัว วัยหนุ่มสาว ไปจนถึงวัยทำงาน”

นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ ประธานกรรมการมูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน เปิดเผยว่า วัคซีนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ หากโรคติดต่อโรคไหนไม่มีวัคซีนป้องกันก็จะเป็นปัญหาตลอด แต่หากโรคไหนมีวัคซีนป้องกันก็จะมีคนป่วยน้อยลง ทางมูลนิธิ ได้ทำงานร่วมกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในการสนับสนุนให้ประชาชนเห็นคุณค่าของวัคซีน

“มูลนิธิก่อตั้งมา 6 ปี เรามองว่าประชาชนยังมีความเข้าใจในเรื่องของวัคซีนน้อย วัคซีนเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันโรค ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการให้ความรู้ถึงความสำคัญของวัคซีน และรณรงค์ให้ประชาชนไปรับวัคซีน แต่เมื่อเวลาผ่านไปโรคที่คิดว่าหมดไปแล้วก็กลับมาใหม่ ดังนั้นจุดประสงค์ของเราจะช่วยเผยแพร่ความรู้ ความสำคัญของวัคซีน ให้กับประชาชนทางช่องทางต่าง ๆ และอีกด้านหนึ่งเรามุ่งมั่นให้ประชาชนมีวัคซีนป้องกันโรคที่สมควรจะใช้ บางครั้งประชาชน อาจยังไม่เข้าใจถึงการฉีดวัคซีนเพราะไม่ได้เห็นผลในทันที อย่างวัคซีน HPV ที่ฉีดให้กับเด็กอายุ 11-12 ปี ผลที่เห็นจะเกิดประโยชน์ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า ต้องเข้าใจก่อนว่าวัคซีนต้องอาศัยระยะเวลา ไม่เหมือนการให้ยารักษา ที่เห็นผลได้ทันที” นพ.มานิต กล่าว

ด้าน รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “สำหรับสถานการณ์การให้วัคซีนในเด็กไทยตอนนี้ มีการพัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ สามารถป้องกันโรคหลาย ๆ โรคได้จนเกือบไม่พบโรคเหล่านั้นแล้ว เช่น คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ซึ่งใช้มา 40-50 ปี แต่ช่วงหลังมีการเปิดประเทศมากขึ้น มีคนต่างชาติเข้ามามากขึ้น ก็นำโรคเหล่านี้เข้ามาด้วยทำให้เราต้องมีการฉีดวัคซีนป้องกันให้กับประชาชนเพิ่มขึ้น และบางโรคสามารถควบคุมได้ในระดับหนึ่ง อย่างเช่น หัดเยอรมัน คางทูม ก็ดีขึ้นมาก แต่อย่างไรก็ตามด้วยความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว วัคซีนใหม่ ๆ ก็มีเพิ่มมากขึ้น

เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งที่ทางการแพทย์กับผู้รับผิดชอบ เช่น กระทรวงสาธารณสุข จะต้องมีการผลักดันให้มีการได้รับวัคซีนตัวใหม่ ๆ ขึ้น ซึ่งในปีนี้ก็มีวัคซีนตัวใหม่ให้เด็กไทย ได้แก่ วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเราก็รู้ว่าโรคมะเร็งนี้มีอันตรายร้ายแรง วัคซีนตัวนี้ในต่างประเทศใช้มากว่า 10 ปี และมีการศึกษาวิจัยกว่า 20 ปี ซึ่งเราจะเห็นว่าวัคซีนที่ขึ้นทะเบียนในประเทศไทย จะเป็นวัคซีนที่มีความปลอดภัยแน่นอน วัคซีนเวลาฉีดก็จะมีผลข้างเคียงเล็กน้อย เช่น ปวด บวม เล็กน้อย เมื่อเร็ว ๆ นี้เราได้ยินข่าวฉีดแล้วมีคนเป็นลม ซึ่งเรื่องนี้เราพบสาเหตุแล้วเกิดจากความกลัวเข็ม และเป็นอุปทานหมู่ สิ่งเหล่านี้เราต้องเตรียมตัวไว้ก่อน และต้องเตรียมผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น”

“การฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในเด็กเป็นความคุ้มค่ามาก เพราะว่าโรคบางอย่างเป็นแล้วจะรักษาได้ แต่ถ้ารักษาไม่ทันก็อาจจะถึงชีวิต หรือบางโรคอาจจะทำให้พิการตลอดชีวิต ซึ่งจะทำให้เกิดภาระของพ่อแม่ที่ต้องมาดูแลลูกที่ต้องพิการ และภาครัฐก็จะต้องให้การช่วยเหลือ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุ้มค่ามาก เพราะวัคซีนไม่ได้ป้องกันชีวิตอย่างเดียว มันสามารถป้องกันได้ถึงความพิการ และสุดท้ายสามารถป้องกันถึงความเจ็บป่วยด้วย” รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี กล่าว

นางสาววิยดา ใจหล้า อายุ 30 ปี อาชีพพนักงานขายสินค้า มารดาเด็กฝาแฝด เด็กหญิงวธิดา-วนิดา ไชยวงค์ เปิดเผยว่าสำหรับโรคมะเร็งปากมดลูก เรารู้ว่าเป็นโรคที่อันตรายมาก เนื่องจากมีญาติที่เสียชีวิตจากโรคนี้หลายคน พอได้รับข้อมูลข่าวสารจากทางโรงเรียนจะมีการฉีดวัคซีนเอชพีวี เพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูกให้กับเด็กนักเรียนภายในโรงเรียนซึ่งรวมถึงลูกสาวฝาแฝดด้วย ก็รู้สึกดีใจ เพราะเป็นการป้องกันและช่วยลดค่าใช้จ่าย ถ้าเราไปฉีดเองก็น่าจะแพง อยากให้ลูกได้รับการป้องกัน เพราะเดี๋ยวนี้โรคใหม่ ๆเกิดขึ้นเยอะ ถ้าเราป้องกันได้ก็ไม่ต้องเป็นห่วงอะไร และก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ขอบคุณหน่วยงานภาครัฐที่เห็นความสำคัญกับการฉีดวัคซีนในครั้งนี้ให้กับเด็ก ๆ ในอนาคตโรคนี้คงลดน้อยลง และไม่เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวเรา

(เพลง)พ่อของแผ่นดินวันที่13 ตุลาลูกหลานร่ำไห้ทั่วแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297249

(เพลง)พ่อของแผ่นดินวันที่13 ตุลาลูกหลานร่ำไห้ทั่วแผ่นดิน

อาจารย์สันติ สิงห์สุ อาจารย์ ม.มหาสารคาม สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ผ่านบทเพลง “พ่อของแผ่นดิน” โดย อาจารย์สันติ สิงห์สุ เผยแพร่ผ่านยูทูปแล้ว วันนี้เป็นวันแรก

 

    “พ่อท่านทรงงานหนัก  ต้องพักทุกคนก็รู้” …บทเพลงตอนหนึ่ง  เขียนและแต่งทำนองโดย  อาจารย์สันติ  สิงห์สุ  อาจารย์ประจำภาควิชาทัศน์ศิลป์  คณะศิลปกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม นอกจากจะมีความสามารถทางด้านศิลปะ ถ่ายภาพ วาดภาพโดยการใช้เทคนิคต่างๆ แล้ว

(เพลง)พ่อของแผ่นดินวันที่13 ตุลาลูกหลานร่ำไห้ทั่วแผ่นดิน

        อีกหนึ่งความสามารถที่ปรากฏผลงานล่าสุดคือ  ได้เขียนเนื้อร้อง สร้างสรรค์ทำนองเพลง  และขับร้องออกมาเป็นบทเพลง “พ่อของแผ่นดิน” เพื่อถ่ายทอดและแสดงออกถึงความจงรักภักดี ที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  บรมนาถบพิตร

(เพลง)พ่อของแผ่นดินวันที่13 ตุลาลูกหลานร่ำไห้ทั่วแผ่นดิน

      อาจารย์สันติ  กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการเขียนเพลง“พ่อของแผ่นดิน” ว่า นับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม  2559 ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้จากพวกเราไป  ไม่มีวันไหนเลยที่พวกเราประชาชนชาวไทยไม่คิดถึงพระองค์ท่าน  ถึงแม้ความเป็นจริงแล้ว ยังไม่เคยเจอท่านเลยแม้สักครั้ง  แต่ความรู้สึกรักท่านล้นหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความจงรักภักดี

(เพลง)พ่อของแผ่นดินวันที่13 ตุลาลูกหลานร่ำไห้ทั่วแผ่นดิน

      “วันที่ 13 ตุลา เหมือนสายฟ้า ผ่าลงตรงกลางใจ วันที่พ่อหลวงจากไป ลูกหลานร่ำไห้ ทั่วทั้งผืนดิน”

      บทเพลงที่แต่งขึ้นต้องการจะสื่อว่า สัจธรรมของมนุษย์ก็เกิดแก่เจ็บตาย ทุกคนในโลกนี้ล้วนเข้าใจ แต่หัวใจคนไทยทุกคนรับไม่ได้ที่จะต้องสูญเสียพ่อหลวงอันเป็นที่รักไป

(เพลง)พ่อของแผ่นดินวันที่13 ตุลาลูกหลานร่ำไห้ทั่วแผ่นดิน

     “เติบโตบนแผ่นดินไทย จำความได้ก็เห็นรูปพ่อ  ท่านทรงงานหนัก  ไม่เคยย่อท้อ หวังให้ลูกพ่ออยู่ดีกินดี”

(เพลง)พ่อของแผ่นดินวันที่13 ตุลาลูกหลานร่ำไห้ทั่วแผ่นดิน

     บทเพลงนี้ จึงกลั่นออกมาจากดวงใจของลูกพ่อคนหนึ่ง  ซึ่งถือเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะส่งเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 สู่สวรรคาลัย  อยากจะให้พ่อได้รู้ว่า ลูกคนนี้จะเดินตามรอยพ่อ ทำความดี อยู่อย่างพอเพียงและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกหลานและลูกศิษย์ ให้พ่อได้ภูมิใจตลอดไป

    ผลงานเพลง “พ่อของแผ่นดิน” โดย อาจารย์สันติ สิงห์สุ เผยแพร่ผ่านยูทูปแล้ว  วันนี้เป็นวันแรก

https://www.youtube.com/watch?v=caXtiKvOiko&feature=youtu.be

(เพลง)พ่อของแผ่นดินวันที่13 ตุลาลูกหลานร่ำไห้ทั่วแผ่นดิน(เพลง)พ่อของแผ่นดินวันที่13 ตุลาลูกหลานร่ำไห้ทั่วแผ่นดิน


บัตรปชช.ใบเดียวสมัครจิตอาสา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297244

บัตรปชช.ใบเดียวสมัครจิตอาสา

บัตรปชชใบเดียวสมัครจิตอาสา, ประเภท, ระหว่าง, 18-31

ก.แรงงาน ร่วมสมัครจิตอาสาเฉพาะกิจงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ 7ื ประเภท ระหว่าง 18-31 ตค. นี้

นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน นำคณะผู้บริหารระดับสูง และข้าราชการกระทรวงแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวง กรมการจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สมัครจิตอาสาเฉพาะกิจงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ สำนักงานเขตดินแดง เพื่อเป็นการรวมพลังความรักอันมีค่า รวมพลังน้ำใจ ของปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าที่จะน้อมถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก่อนเสด็จสู่สวรรคาลัย
ทั้งนี้ ผู้ที่จะสมัครจิตอาสาเฉพาะกิจฯ ต้องนำหลักฐานการสมัครบัตร ประจำตัวประชาชน(ฉบับจริง)/ กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 7  ปี ที่ยังไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนให้นำเอกสารหลักฐานที่ปรากฏเลขรหัสบัตรประจำตัวประชาชน เช่น สูติบัตรหรือทะเบียนบ้าน และสมุดบันทึกความดี ประชาชนจิตอาสา เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ (ถ้ามี)

โดยมีประเภทจิตอาสาเฉพาะกิจดังนี้ งานดอกไม้จันทน์ ปฏิบัติงานสนับสนุนเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องการจัดซุ้ม การแจก – การรับ การเชิญดอกไม้จันทน์ และช่วยจัดระเบียบแถวประชาชนในการเข้าแถวถวายดอกไม้จันทน์

งานด้านประชาสัมพันธ์ ช่วยประชาสัมพันธ์ให้บริการข้อมูล ( Information ) เกี่ยวกับงานในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ รวมถึงช่วยดูแลต้อนรับ/รับรอง ( Reception ) ประชาชน ณ จุดบริการต่างๆ งาน                         งานโยธา ปฏิบัติงานสนับสนุนเรื่องการจัดเตรียมสถานที่ ช่วยดูแลรักษาความสะอาด เรียบร้อยของสถานที่จัดงาน ให้มีความสวยงามและสมพระเกียรติ ทั้งก่อนระหว่างและหลังงานพระราชพิธี

งานขนส่งเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ปฏิบัติงานสนับสนุนเรื่องงานรับส่ง ประชาชนด้วยยานพาหนะ เช่น รถยนต์ จักรยานยนตร์ เรือโดยสาร รถกอล์ฟไฟฟ้า รถพ่วง ฯลฯ

รวมถึงการอำนวยความสะดวกในเรื่องการแนะนำเส้นทางมายังพื้นที่จัดงาน งานบริการประชาชน ปฏิบัติงานสนับสนุนเรื่องการจัดหาและหรือการบริการอาหาร น้ำดื่ม การเตรียมร่ม เสื้อกันฝน และช่วยประสานงาน ดูแลความเรียบร้อยในพื้นพักคอยของประชาชน

งานแพทย์ ปฏิบัติงานสนับสนุนและช่วยอำนวยความสะดวกแก่แพทย์ พยาบาล รวมถึงช่วยอำนวยความสะดวกด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ( First Aid ) และช่วยเหลือกู้ชีพ ( Basic Life Support ) ตลอดจนช่วยดูแลเรื่องเส้นทางฉุกเฉินสำหรับรถพยาบาลช่วยเหลือผู้ป่วย

งานรักษาความปลอดภัย ช่วยสอดส่อง สังเกต ระมัดระวังความปลอดภัยบุคคลและสถานที่ และแจ้งข้อมูลให้เจ้าพนักงานทราบ กรณีพบสิ่งผิดปกติ ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

และงานจราจร ปฏิบัติงานสนับสนุนและช่วยดูแลด้านการจราจรโดยรอบสถานที่จัดงาน อาทิ ดูแลการหยุดรถ จอดรถ การข้ามทางของประชาชน การแนะนำเส้นทาง การแจ้งอุบัติเหตุการจราจรให้แก่เจ้าพนักงานทราบ โดยห้วงเวลาการปฏิบัติงานของจิตอาสาเฉพาะกิจ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ระหว่างวันที่  18-31  ตุลาคม  2560