“วิจัยขายได้” นวัตกรรมเมืองสมุนไพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296617

“วิจัยขายได้” นวัตกรรมเมืองสมุนไพร

นวัตกรรมเมืองสมุนไพร, วิจัย, วิจัยขายได้, อภัยภูเบศร

อภัยภูเบศร จับมือ วช พัฒนานวัตกรรมเมืองสมุนไพร มุ่งเป้าแก้ปัญหาสุขภาพ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ สู่ผู้นำอาเซียน

        โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช) ได้ลงนามความร่วมมือ ในงานตลาดนัดเปิดโลกผลงานวิจัยและนวัตกรรม ครั้งที่2 หัวข้อ “วิจัยขายได้” โดยการลงนามครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมพร้อมใช้ที่มีอยู่แล้วในฐานข้อมูลของประเทศ เพื่อนำมาสู่การใช้ประโยชน์ต่อยอด เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมสร้างความเข้มแข็งเมืองสมุนไพรในฐานะผู้นำของอาเซียน

ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเห็นว่ามีงานวิจัยมากมาย ที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพร ถูกทำการเก็บข้อมูล พัฒนาวิจัยหลายชิ้น และล้วนเป็นประโยชน์ทั้งสิ้น แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้มีการนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ในภาพรวมของประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม แต่ครั้งนี้ นับว่าเป็นโอกาสที่ดี ที่ทาง วช. ได้ตระหนักถึงความสำคัญในจุดนี้ จึงได้ร่วมลงนามความร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรมสมุนไพรจากงานวิจัยที่มีอยู่ เพื่อต่อยอดในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ พัฒนาตลาดสมุนไพร พร้อมร่วมกำหนดทิศทางงานวิจัยเพื่อเมืองสมุนไพรปราจีนบุรี ก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านสมุนไพรในอาเซียน

ภญ.ดร.สุภาภรณ์ กล่าวต่ออีกว่า การได้ร่วมงานกับ วช นับว่าเป็นอีกก้าวสำคัญ ที่จะได้นักวิจัยคุณภาพ มาช่วยสร้างนวัตกรรมสุขภาพ และร่วม สร้างเมืองสมุนไพรให้เข้มแข็ง และความเข้มแข็งนั้นจำเป็นต้องมาจากฐานงานวิจัยที่แข็งแรง เพื่อส่งต่อองค์ความรู้หรือนวัตกรรมใหม่ ตอบโจทย์การแก้ปัญหาสาธารณสุขและการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรของประเทศ ช่วยให้เกิดการยอมรับพร้อมขยายโอกาสทางการตลาดในระดับโลกได้ในอนาคต

ฤดูน้ำหลากใกล้มา! กับปัญหากอง “ผักตบชวา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296538

ฤดูน้ำหลากใกล้มา! กับปัญหากอง “ผักตบชวา”

สจล, กำจัดผักตบชวาอย่างยั่งยืน ด้วยสารสกัดจากสมุนไพร, ผักตบชวา

สจล. โชว์นวัตกรรมวิจัย “กำจัดผักตบชวาอย่างยั่งยืน ด้วยสารสกัดจากสมุนไพร” ฉีดพ่นทำลายสารคลอโรฟิลล์ ยับยั้งการเจริญเติบโต พร้อมย่อยสลายซากเหี่ยวแห้ง

       “ผักตบชวา” ถือเป็นวัชพืชร้ายคู่สายน้ำในประเทศไทยมาอย่างช้านาน การแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและมหาศาลของวัชพืชชนิดนี้ ไม่เพียงส่งผลเสียต่อการกีดขวางการไหลของกระแสน้ำ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในช่วงฤดูฝนหรือฤดูน้ำหลากก่อให้เกิดน้ำท่วมเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศแหล่งน้ำอันเป็นต้นตอทำให้น้ำเน่าเสียและสัตว์น้ำตาย รวมไปถึงการทำลายทัศนียภาพอันสวยงามของแม่น้ำลำคลองจนกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวด้วย

โดยจากสถิติการสำรวจปริมาณผักตบชวาเมื่อช่วงเดือน ก.ย. 2559 ที่ผ่านมา พบว่าแหล่งน้ำทั่วประเทศมีปริมาณผักตบชวารวมทั้งสิ้น 6,205,355 ตัน จึงกล่าวได้ว่าการกำจัดผักตบชวาถือเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วน ในการร่วมมือร่วมใจกำจัดให้ลดน้อยลงและหมดไปจากแหล่งน้ำ แต่อย่างที่ทราบกันดีว่าการกำจัดผักตบชวาให้สิ้นซากนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยปริมาณที่เยอะมากและการแพร่กระจายที่รวดเร็ว ประกอบกับลอยอยู่ในแหล่งน้ำจึงยากต่อการเก็บทำลาย แต่ทำให้ในละปีภาครัฐต้องทุ่มงบประมาณหลักร้อยล้านบาท สำหรับดำเนินการเก็บกู้เพื่อเปิดทางระบายน้ำและคืนน้ำใสสู่ชุมชน

ฤดูน้ำหลากใกล้มา! กับปัญหากอง “ผักตบชวา”

ดร.สามารถ ดีพิจารณ์

จากปัญหาความยากลำบากในการกำจัดผักตบชวาในแหล่งน้ำ ซึ่งปัจจุบันนิยมทำ 4 วิธีหลัก คือ 1. การใช้สารเคมี  (Chemical Control) ซึ่งเป็นที่นิยมเพราะเป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดเวลา แต่ในขณะเดียวกันหากผู้ฉีดพ่นไม่มีความรู้และความเชี่ยวชาญ อาจเกิดอันตรายต่อสัตว์น้ำ สภาพแวดล้อม และประชาชนได้ 2. การกำจัดโดยวิธีกล (Mechanical Control) คือการใช้แรงงานคนและเครื่องมือเครื่องจักรในการกำจัด เช่น รถแทรกเตอร์ รถขุดสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก เรือยนต์ และแพยนต์ ในการลาก ดึง หรือยก ขึ้นจากแหล่งน้ำ ข้อดีคือไม่ทำให้เกิดผลเสียต่อสภาพแวดล้อม แต่ข้อเสียคือต้องใช้กำลังคนจำนวนมากและความพร้อมของอุปกรณ์เครื่องจักร 3. การนำไปใช้ประโยชน์ (Utilization) เช่น การนำไปแปรรูปและผลิตเป็นเครื่องจักรสาน ช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้กับชาวบ้านได้อีกทาง แต่ด้วยปริมาณที่แพร่กระจายเยอะมากเกินกว่ากำลังในการจักรสาน วิธีนี้จึงช่วยแบ่งเบาและบรรเทาปัญหาได้เพียงบางส่วน และ 4. การกำจัดโดยชีววิธี (Biological Control) โดยการใช้สิ่งมีชีวิต เช่น แมลง โรคพืช หรือศัตรู เข้าไปกัดกินหรือทำลายผักตบชวา วิธีนี้เป็นอีกหนึ่งวิธีที่มีประสิทธิภาพแต่ยังคงมีข้อจำกัด ในแง่ของการศึกษาวิจัยที่ต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน

ฤดูน้ำหลากใกล้มา! กับปัญหากอง “ผักตบชวา”

         ดร.สามารถ ดีพิจารณ์ ที่ปรึกษาคณบดี วิทยาลัยการบริหารและการจัดการ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะประธานโครงการกำจัดผักตบชวาอย่างยั่งยืนด้วยพืชสมุนไพร กล่าวว่า ด้วยข้อจำกัดในกำจัดผักตบชวาที่แพร่กระจายตามแหล่งน้ำทั่วประเทศ สจล. จึงได้วิจัยและพัฒนานวัตกรรม “การกำจัดผักตบชวาอย่างยั่งยืนด้วยสารสกัดจากพืชสมุนไพร” โดยคิดค้นตามกระบวนการทดลองทางวิทยาศาสตร์และทดลองสูตรที่เหมาะสม จนได้สูตรที่ดีที่สุดในการกำจัดผักตบชวา 3สูตร คือ 1. Extract-Wayacin ค้นพบจากสารสกัดจากพืชสมุนไพรเข้มข้นและจุลินทรีย์ชีวภาพ ที่เหมาะสมสำหรับการกำจัดผักตบชวาโดยที่ไม่มีผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม 2. Micro-Organ และ 3. Super-Organ ค้นพบจากสารสกัดจากพืชสมุนไพรเจือจางและจุลินทรีย์ชีวภาพ ที่เหมาะสมสำหรับการกำจัดผักตบชวาและเพื่อกินก๊าซไข่เน่า (Hydrogen Sulfide) ซึ่งทุกสูตรมีองค์ประกอบของ มะรุม (Moringa Oleifera Lam) , กระเทียม (Allium Sativum) , กรดอะมิโน Amino Acid Residue และ จุลินทรีย์ Microorganisms แต่ในส่วนของค่าความเป็นกรดด่างและอัตราส่วนผสมจะแตกต่างกัน เพื่อประสิทธิภาพในการฉีดพ่นเข้าทำลายสารคลอโรฟิลล์ของผักตบชวา และทำหน้าที่สลายซากผักตบชวาที่เหี่ยวแห้งและตาย โดยไม่ก่อให้เกิดสารพิษตกค้างในแหล่งน้ำและไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต

ฤดูน้ำหลากใกล้มา! กับปัญหากอง “ผักตบชวา”

ทั้งนี้ นวัตกรรมสารสกัดจากพืชสมุนไพรโดยการฉีดพ่นเพื่อกำจัดผักตบชวา ใช้ระยะเวลาไม่เกิน 45 วัน แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้  1. ฉีดพ่นด้วย Extract – Wayacin : เพื่อสกัดการสังเคราะห์แสงและการสังเคราะห์โปรตีนของใบผักตบชวาใช้ระยะเวลาประมาณ 7 – 10 วัน จะทำให้ใบแห้งเหี่ยวตาย 2. ฉีดพ่นด้วย Micro – Organ : เพื่อสกัดการสังเคราะห์แสงการสังเคราะห์โปรตีนของใบผักตบชวา ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อต้นแม่ใกล้จะตายจะผลิตลูกต้นอ่อนขึ้นมาแทน ใช้ระยะเวลาประมาณ 7 – 14 วัน จะทำให้ต้นอ่อนตายและต้นแม่เริ่มเน่าเปื่อยจากใบจนถึง ราก – เมล็ด – ไหล และ 3. ฉีดพ่นด้วย Super – Organ : เพื่อกินก๊าซไข่เน่าจำนวนมาก ใช้ระยะเวลาประมาณ 7 – 14 วัน จะช่วยปรับสภาพน้ำให้มีคุณภาพดีขึ้น

“จากการนำต้นผักตบชวามาทดลองในห้องปฏิบัติการ เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงในขั้นตอนต่างๆ เริ่มตั้งแต่การดูดซึมของราก การดูดซับน้ำ คุณภาพน้ำ ใบแห้งเหี่ยวตาย การเกิดต้นอ่อนใหม่ การเริ่มเน่าเปื่อยจากใบจนถึงราก-เมล็ด-ไหล การเกิดก๊าซไข่เน่า การปรับสภาพน้ำให้มีคุณภาพดีขึ้น และน้ำใสขึ้น พบว่า ต้นผักตบชวาหนัก 1,000 กรัม หลังจากตากให้แห้งจะมีน้ำหนักเหลือประมาณ 50 กรัม คิดเป็นน้ำหนักของกากแห้งเฉลี่ย ร้อยละ 5 แต่ฉีดพ่นด้วยสารสกัดดังกล่าวแล้วปล่อยให้เน่าเปื่อยและย่อยสลายในน้ำ จะเหลือส่วนที่เป็นรากและไหลที่เมื่อนำมาตากแห้งจะเหลือน้ำหนักเพียง 10 กรัม คิดเป็นน้ำหนักของกากแห้งเฉลี่ย ร้อยละ 1 ในขณะที่การวิเคราะห์และหาค่าประมาณการโดยเฉลี่ย ความหนาแน่นของผักตบชวา ไร่ จะมีน้ำหนัก 80 ตัน หรือ 80,000 กิโลกรัม ถ้าถูกกำจัดด้วยนวัตกรรมใหม่จะเหลือซากคิดเป็นน้ำหนักเพียง 80 กิโลกรัมต่อไร่ ตกทับถมลงในใต้น้ำ ซึ่งซากหรือตะกอนที่รอการย่อยสลายตามธรรมชาติเพียง 1% จะไม่ส่งผลทำให้แม่น้ำลำคลองตื้นเขิน จึงสรุปได้ว่าในการกำจัดผักตบชวาด้วยนวัตกรรมใหม่นี้ จะส่งผลดีในการรักษาระบบนิเวศในน้ำได้เป็นอย่างดี”ดร.สามารถ กล่าว

ศิลปะจากทุเรียน ดูดซับก๊าซอันตรายในบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296534

ศิลปะจากทุเรียน ดูดซับก๊าซอันตรายในบ้าน

ก๊าซอันตรายในบ้าน, มจธ, ศิลปะจากทุเรียน, มีรูพรุนสูง

มจธ. โชว์นวัตกรรมภาพศิลปะจากถ่านเปลือกทุเรียน มีรูพรุนสูง ช่วยดูดซับและกำจัดก๊าซอันตรายในบ้าน

       ทุเรียน พืชเศรษฐกิจสำคัญชนิดหนึ่งของไทยที่ได้รับความนิยมในการบริโภคทั้งในและต่างประเทศ โดยมีมูลค่าการส่งออกในแต่ละปีค่อนข้างสูง ทำให้เกษตรกรให้ความสนใจในการปลูกทุเรียนมากขึ้น  จากการศึกษาพบว่า ในปี 2015 มีปริมาณขยะจากเปลือกทุเรียน กว่า 200,000 ตัน เปลือกทุเรียนกลายเป็นของเหลือทิ้งจำนวนมากและเป็นปัญหาในการกำจัดทิ้ง

จากปัญหาดังกล่าว นายโชติวัฒน์ จันทรเกษม นายดนุวัศ สาระธนะ และนางสาวภัทรานิษฐ์ กุลทรัพย์ปรีดี นักศึกษาชั้นปีที่  4  ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จึงได้มีการวิจัยและพัฒนานำเปลือกทุเรียนมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ ด้วยผลงาน ภาพศิลปะจากถ่านเปลือกทุเรียนที่ลดก๊าซอันตรายในบ้าน (Air Purification Art) และเป็นผลงานที่ได้รับรางวัล Gold Medal พร้อมถ้วยรางวัล และรางวัลพิเศษจาก KINEWS ในงานประกวดนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ The 3rd World Invention Innovation Contest (WiC 2017) ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา 

ศิลปะจากทุเรียน ดูดซับก๊าซอันตรายในบ้าน

  ผศ.ดร.สุรวุฒิ ช่วงโชติ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องมือและวัสดุ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. อาจารย์ที่ปรึกษาร่วมในโครงการ กล่าวว่า ภาพศิลปะที่ลดก๊าซอันตรายในบ้านได้ ผลิตจากการเผาเปลือกทุเรียนภายใต้บรรยากาศที่ควบคุมปริมาณออกซิเจน ทำให้ได้ถ่านที่มีรูพรุนสูงและยังคงรูปร่างของเปลือกทุเรียนที่มีลักษณะสวยงามเฉพาะ สามารถนำมาเรียงต่อกันเพื่อทำเป็นผลงานศิลปะที่ประดับฝาผนังได้ เมื่อนำภาพศิลปะจากถ่านดังกล่าวมาชุบผิวด้วยตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสง จะทำให้ภาพศิลปะที่ได้มีสมบัติในการดูดซับก๊าซมลพิษจากรูพรุนของถ่าน รวมกับการกำจัดก๊าซอันตรายด้วยกลไกการเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงที่ผิวของถ่าน ทำให้ก๊าซมลพิษไม่ตันในรูพรุน ภาพศิลปะนี้จึงบำบัดอากาศได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเปลี่ยนวัสดุใหม่”
ผศ. ดร.ภาติญา เขมาชีวะกุล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก เพิ่มเติมว่า เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ตกแต่งต่าง ๆ ในบ้านที่ซื้อมาใหม่ จะมีการปล่อยสารฟอร์มัลดีไฮด์ (Formaldehyde) ออกมา หากเราสัมผัสหรือสูดดมก๊าซฟอร์มัลดีไฮด์เข้าไป อาจทำให้เกิดการระคายเคือง ตา จมูก ผิวหนัง และปอด และหากมีการสูดดมเข้าไปในปริมาณที่มาก อาจจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ดังนั้นถ้ามีภาพศิลปะโดยใช้เปลือกทุเรียนมาติดตั้งภายในบ้าน ก็จะสามารถช่วยดูดซับก๊าซฟอร์มัลดีไฮด์ และการช่วยลดก๊าซมลพิษที่อยู่บรรยากาศภายในบ้านของเราได้

ศิลปะจากทุเรียน ดูดซับก๊าซอันตรายในบ้าน

นายดนุวัศ สาระธนะ กล่าวว่า ภาพศิลปะจากเปลือกทุเรียนจะมีการเคลือบด้วยตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสง ที่มีคุณสมบัติสามารถดูดซับก๊าซฟอร์มัลดีไฮด์ได้ แต่เมื่อดูดซับไปในระยะหนึ่ง จะไม่สามารถดูดซับก๊าซฟอร์มาลดีไฮด์ต่อไปได้ แต่หากนำภาพศิลปะที่เคลือบตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสง ไปติดตั้งในบ้านบริเวณที่มีแสงแดดเข้าถึง พลังงานจากดวงอาทิตย์จะสามารถทำปฏิกิริยากับตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสง ที่เคลือบไว้ ทำให้เกิดการสลายตัวของก๊าซฟอร์มัลดีไฮด์ และทำให้ภาพศิลปะสามารถดูดซับก๊าซฟอร์มัลดีไฮด์ได้อย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
 ผศ. ดร.สุรวุฒิ กล่าวทิ้งท้ายว่า ภาพศิลปะบำบัดอากาศ เรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรมในการเพิ่มมูลค่าให้เปลือกทุเรียน ที่เป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร มาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ มีความสวยงาม ช่วยลดปัญหาทางสิ่งแวดล้อมจากการทิ้งขยะ และยังได้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยบำบัดสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่งด้วย

โรคหัวใจ…ใครๆ ก็เช็คได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296525

โรคหัวใจ…ใครๆ ก็เช็คได้

โรคหัวใจ, ชั่วโมง

เป็นที่รู้กันดีว่าหน้าที่สำคัญของหัวใจคือการสูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ดังนั้นถ้าพูดง่ายๆ หัวใจเป็นอวัยวะที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง

        หากอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง หัวใจก็จะทำงานหนักขึ้นไปอีก อาจเกิดภาวะหัวใจวายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ซึ่งการเสียชีวิตจากสาเหตุนี้แทบไม่มีใครรู้ตัวล่วงหน้าเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการป้องกันให้มากขึ้น
บอกได้เลยว่าคนรู้จักหรือคนในครอบครัวของใครหลายๆ คนเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ และหลายคนมากโดยเฉพาะวัยรุ่น ที่แทบไม่ใส่ใจและไม่รู้ถึงความรุนแรงและความน่ากลัวของโรคนี้เลย เพราะจากสถิติ โรคหัวใจติด 1 ใน 3 ของโรคที่คร่าชีวิตคนมากที่สุด และก็มีท่าทีว่าจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปีเลยทีเดียว โดยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขปี พ.ศ. 2557 มีคนเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดถึง 58,681 คน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 7 คน พบได้ทุกช่วงอายุ แต่จะพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงโดยเฉพาะช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่หนุ่มๆ ควรหันมาสนใจดูแลตัวเองให้มากขึ้น

วันหัวใจโลก (World Heart Day) หัวใจเราเลยกำหนดให้วันที่ 29 กันยายนของทุกปีเป็นวันหัวใจโลก (World Heart Day) เพราะอยากให้ทุกประเทศตระหนัก เร่งแก้ไขปัญหา และร่วมรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชน เพราะเป็นสาเหตุการป่วยและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร  การศึกษาวิจัยจากทั่วโลกบอกว่า พันธุกรรมและพฤติกรรมการใช้ชีวิตของแต่ละคนมีส่วนทำให้เกิดโรคหัวใจด้วย ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีโรคทั้ง 4 ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และความอ้วน ที่เป็นตัวเร่งสำคัญด้วย เพราะโรคเหล่านี้มีผลต่อหลอดเลือดในแบบต่างๆ เช่น ทำให้หลอดเลือดแข็งตัว หรือหลอดเลือดตีบตันแคบ

โรคหัวใจ...ใครๆ ก็เช็คได้

แล้วพฤติกรรมแบบไหนบ้างที่จัดว่าเสี่ยงให้เกิด “โรคหัวใจ”? ทนพ. กัญจนา สาเอี่ยม ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ทางการแพทย์ บริษัท เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเท็มส์ หรือ N Healthกล่าวว่า ความเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหัวใจมีทั้งแบบควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ อย่างแรกเลยคือแบบที่ควบคุมไม่ได้เช่น พันธุกรรมจากพ่อ แม่ ปู ย่า ตา ยาย มีประวัติเคยเป็นโรคนี้ และแบบที่ควบคุมได้เช่น การทานอาหารเยอะเกิน ทำให้น้ำหนักตัวเยอะเกินไป  อันนี้ยังเกี่ยวกับการทานอาหารรสหวาน มัน หรือเค็มเกินไป ทานผักผลไม้น้อย เครียดจากการทำงาน พักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่ออกกำลังกาย สูบบุหรี่และดื่มเหล้าก็มีส่วนด้วย

สัญญาณที่บอกว่า “โรคหัวใจ” จะเกิดขึ้นแล้ว   อาการที่สังเกตุได้ง่ายๆ คือเหนื่อยง่าย แน่นและเจ็บหน้าอก หอบ ใจสั่น หัวใจเต้นผิดปกติ ขาบวม เป็นลม วูบ และท้ายที่สุดคือหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว

สุขภาพดี ทำได้ทุกที่ มีได้ทุกวัน แน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากให้โรคร้ายนี้เกิดขึ้นกับตัวเองและคนในครอบครัว ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ค่อนข้างทันสมัย สามารถตรวจสอบความเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ   เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคร้ายได้ อย่างโรคหัวใจคุณก็สามารถวางแผนการดูแลและใช้ชีวิตในเชิงป้องกันมากกว่าการรักษา การตรวจเลือดเพื่อดูความความผิดปกติของระดับสารความเสี่ยงต่างๆ ก็ช่วยให้เรารู้ล่วงหน้าได้  บริษัท เนชั่นแนล เฮล์ทแคร์ ซิสเท็มส์ จำกัด  (N Health) ในเครือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด  เห็นความสำคัญของโรคหัวใจมากๆ อยากให้ทุกคนมาตรวจเลือดเพื่อดูว่ามีความเสี่ยงโรคหัวใจไหม ไม่ว่าจะเป็นการตรวจระดับไขมันในเลือด ตรวจหาภาวะหัวใจล้มเหลว ตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือตรวจหาโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ก็ทำได้เพียงนิ้วคลิ๊ก http://www.nhealth.nspaceshop.com หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ 02-762-4000

โรคหัวใจเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากๆ อยากให้ทุกคนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันโรคนี้กันแบบจริงจังเสียที เพราะยังไงการป้องกันก็ดีกว่าแก้แน่ๆ เริ่มตั้งแต่วิธีป้องกันง่ายๆ โดยการออกกำลังกาย ลดดื่มเหล้าสูบบุหรี่ และทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายกันเลยดีกว่า

สธ.จัดแพทย์ รองรับงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296533

สธ.จัดแพทย์ รองรับงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

ในหลวงร9, งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ, จิตอาสา, เตรียมแพทย์, สธ

รมว.สธ.เตรียมการจัดหน่วยแพทย์ –จิตอาสา ปฏิบัติงานในศูนย์ปฏิบัติการร่วมการแพทย์และสาธารณสุข รองรับงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

          รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประชุมเตรียมการจัดหน่วยบริการทางการแพทย์ จัดชุดแพทย์เคลื่อนที่ และอบรมจิตอาสา ร่วมปฏิบัติงานในศูนย์ปฏิบัติการร่วมการแพทย์และสาธารณสุข รองรับงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่บริเวณรอบสนามหลวงและพระบรมมหาราชวัง ซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ ส่วนต่างจังหวัดให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดรับผิดชอบจัดทีมแพทย์ดูแลประชาชน  

ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี ศ.คลินิก  เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.)ให้สัมภาษณ์ว่า ตามที่คณะกรรมการฝ่ายพิธีการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขร่วมรับผิดชอบในการจัดหน่วยแพทย์และหน่วยปฐมพยาบาลตลอดงานนั้น กระทรวงสาธารณสุข ได้ประชุมคณะทำงานเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุขของกระทรวงฯ เพื่อสนับสนุนกองแพทย์หลวง และกรมการแพทย์ทหารบก ในการจัดหน่วยแพทย์ปฐมพยาบาลและทีมกู้ชีพบริเวณรอบสนามหลวง  พระบรมมหาราชวัง พระเมรุมาศ และริ้วขบวน รวมทั้งร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการร่วมการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งประกอบด้วย  กรุงเทพมหานคร  โรงพยาบาลเหล่าทัพ  โรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัย  โรงพยาบาลเอกชน  แพทยสภา มูลนิธิ และจิตอาสา จัดหน่วยแพทย์ปฐมพยาบาลที่จุดบริการหลัก และประจำซุ้มดอกไม้จันทน์ ทั้งด้านกายและจิตใจ ระบบการส่งต่อ-ส่งกลับผู้ป่วย ตลอดงานพระราชพิธี เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2560 จนเสร็จสิ้นพระราชพิธี เพื่อให้การดูแลสุขภาพประชาชน ซึ่งจะมีผู้สูงอายุเดินทางมาร่วมพระราชพิธีเป็นจำนวนมาก ได้เน้นย้ำให้จัดระบบการประสานงานและเตรียมเส้นทางในการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินไปโรงพยาบาลที่เตรียมไว้ให้เร็วที่สุด

ด้านนพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในระหว่างงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ กระทรวงสาธารณสุข มอบหมายให้กองสาธารณสุขฉุกเฉินเปิดศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (EOC) ที่ส่วนกลาง และให้กรมการแพทย์รับผิดชอบประสานงานโรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข  จัดบุคลากรปฏิบัติงานร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการร่วมการแพทย์และสาธารณสุข  ทั้งที่จุดบริการหลักซึ่งมี 21 จุด และซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ที่มี 113 จุด จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่และชุดทีมเดินเท้า ดูแลประชาชนบริเวณรอบนอกและพระเมรุมาศจำลอง 4 มุมเมือง จำนวน 2 จุด คือพุทธมณฑล จ.นครปฐม และสถาบันพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง  ส่วนในต่างจังหวัดให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเปิดEOC  และรับผิดชอบในการบริหารจัดการ   จัดทีมแพทย์ประจำจุดพระราชพิธี รถพยาบาล และโรงพยาบาลรับ-ส่งต่อ นอกจากนี้ ให้รับสมัครจิตอาสาด้านการแพทย์ พร้อมแจกคู่มือและอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการฟื้นคืนชีพ พร้อมให้การดูแลประชาชนที่มาร่วมงานพระราชพิธีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ศูนย์ปฏิบัติการร่วมการแพทย์และสาธารณสุข  ได้จัดหน่วยแพทย์ดูแลประชาชนที่มาถวายสักการะพระบรมศพ ณ จุดบริการทางการแพทย์ที่ท้องสนามหลวง ตั้งแต่เริ่มงานพระราชพิธีพระบรมศพจนถึงปัจจุบันมีผู้รับบริการกว่า 3.2 ล้านคน และจะยังคงให้บริการต่อเนื่องจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2560

ของขวัญรับวันผู้สูงอายุสากล 1 ตุลาคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296529

ของขวัญรับวันผู้สูงอายุสากล 1 ตุลาคม

มธ, วันผู้สูงอายุ, ซิท-ทู-สแตนด์

มธ. โชว์ “ซิท-ทู-สแตนด์” เก้าอี้อัจฉริยะ ปกป้อง-เสริมฟิตผู้สูงอายุ เพียงลุกนั่ง 10 – 15 ครั้งต่อวัน

      ผศ.ดร.บรรยงค์ รุ่งเรืองด้วยบุญ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มธ. กล่าวว่า หนึ่งในประเด็นที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจคือ การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ที่จะมาพร้อมปัญหาต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะในเรื่องสุขภาพ ทำให้มีการคิดค้นนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ดูแลสุขภาพผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในส่วนของเครื่องออกกำลังกายสำหรับบุคคลทั่วไปนั้น จะเป็นหลักการใช้ “แรงต้าน” เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ แต่ในทางกลับกัน เครื่องออกกำลังกายของผู้สูงอายุจะต้องใช้ “แรงเสริม” เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุให้สามารถเคลื่อนไหวได้ และในปัจจุบัน เครื่องออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุที่มีอยู่ในท้องตลาด และในศูนย์สุขภาพต่างๆ มีการใช้งานที่ลำบากและสามารถทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้งานได้ หากใช้งานไม่ถูกวิธี ทีมนักศึกษา 6 คน จาก 2 คณะได้แก่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงได้รวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความชำนาญแบบบูรณาการ และพัฒนาขึ้นเป็นนวัตกรรมเครื่องออกกำลังกาย ลุก-นั่ง สำหรับผู้สูงอายุ “ซิท-ทู-สแตนด์” ที่มีจุดเด่น คือ  ผู้สูงอายุสามารถใช้ออกกำลังกายได้เอง และสามารถทำได้ทุกวัน นวัตกรรมดังกล่าวจึงกลายเป็น ตัวช่วยนักกายภาพบำบัด ที่มีประสิทธิภาพ

ของขวัญรับวันผู้สูงอายุสากล 1 ตุลาคม

ผศ.ดร.บรรยงค์ รุ่งเรืองด้วยบุญ

      นางสายรัก สอาดไพร นักศึกษาปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มธ. หัวหน้าทีมนักศึกษาเจ้าของผลงาน “ซิท-ทู-สแตนด์” กล่าวว่า การออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรก จึงได้เริ่มคิดค้นเครื่องออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ โดยเริ่มจากการออกกำลังกายแบบพื้นฐานที่สุดของผู้สูงอายุคือ การลุก-นั่ง ขึ้นและลงจากเก้าอี้ และพัฒนาขึ้นมาเป็น “ซิท-ทู-สแตนด์” ที่เกิดจากการทำงานร่วมกันของ 3 ระบบ คือ 1. ระบบพยุงน้ำหนัก ด้วยการเสริมแรงบริเวณเบาะนั่งเพื่อลดการออกแรงของผู้สูงอายุ ประกอบกับการดันลำตัวผู้สูงอายุให้สามารถลุกยืนได้ง่ายขึ้น ซึ่งผู้สูงอายุสามารถปรับแรงเสริมได้ตั้งแต่ 20 – 80 เปอร์เซ็นต์ต่อน้ำหนักตัว แล้วแต่ความแข็งแรง และความพร้อมของผู้ใช้งาน 2. ระบบป้องกันเข่าทรุด ผ่านการติดตั้งสปริงเพื่อลดแรงกระแทกบริเวณข้อและเข่า ซึ่งจะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถลุก-นั่งได้อย่างปลอดภัย และ 3. ระบบวิเคราะห์สมดุลการทรงตัวใช้ระบบการประเมินผลการเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุเพื่อทราบว่า ผู้สูงอายุสามารถลุก-นั่งได้ถูกต้องตามหลักชีวกลศาสตร์หรือไม่

ของขวัญรับวันผู้สูงอายุสากล 1 ตุลาคม

นางสายรัก สอาดไพร

          นางสายรัก กล่าวเพิ่มเติมว่า การทำงานของนวัตกรรมเครื่องออกกำลังกาย ลุก-นั่ง สำหรับผู้สูงอายุ เริ่มจากการปรับความสูงของเก้าอี้ และแรงเสริมที่จะช่วยดันตัวขึ้น จากนั้นทำการรัดเข็มขัดบริเวณเอว และทำการออกกำลังกายโดยการลุก-นั่ง ใน 3 รูปแบบแล้วแต่ความเหมาะสม คือ แบบยืนสองขาพร้อมจับราว เพื่อฝึกกล้ามเนื้อแขน แบบยืนขาเดียว และยืนกอดอกโดยที่ไม่จับราว เพื่อฝึกกล้ามเนื้อเฉพาะขา โดยสามารถออกกำลังกายลุก-นั่ง วันละประมาณ 10 – 15 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ผู้สูงอายุใช้เวลาลุก-นั่งนานกว่าปกติ อาจเสี่ยงต่อการล้มขณะก้าวเดินมากยิ่งขึ้น ควรฝึกลุก-นั่งอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการกระตุ้นระบบประสาทและการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณข้อ เข่าและขา ให้มีความแข็งแรงมากขึ้น

ทั้งนี้ นวัตกรรม “ซิท-ทู-สแตนด์” ใช้เวลาในการพัฒนากว่า 2 ปี และได้รับการการันตีด้วย 5 รางวัลจาก 3 เวทีประกวดนวัตกรรมระดับนานาชาติ พร้อมทั้งผ่านการจดอนุสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีต้นทุนในการผลิตอยู่ที่ 70,000 บาท และคาดว่าเมื่อผลิตในเชิงพาณิชย์อาจมีราคาถูกลง 50 % ซึ่งมีราคาถูกกว่าเครื่องออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุในท้องตลาดถึง 3 เท่า และล่าสุด ทีมนักวิจัยได้เตรียมทดสอบการใช้งานจริงกับผู้สูงอายุ (Preclinical Test) ภายในศูนย์ผู้สูงอายุท่าโขลง จ.ปทุมธานี จำนวน 100 คน เป็นเวลา 3 เดือน เพื่อเปรียบเทียบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อผู้ป่วย ระหว่างก่อนและหลังการทดสอบ โดยในระหว่างนี้จะเร่งทำการพัฒนาตัวเครื่องให้มีรูปแบบที่สวยงาม และพร้อมจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในปลายปี 2560 พร้อมๆ ไปกับนำเสนอภาครัฐ เพื่อขยายโอกาสให้ผู้สูงอายุทั่วประเทศมีโอกาสในการเข้าถึงนวัตกรรมที่จะฟื้นฟู รักษา และยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามลำดับ นางสายรัก กล่าวต่อ

ของขวัญรับวันผู้สูงอายุสากล 1 ตุลาคมของขวัญรับวันผู้สูงอายุสากล 1 ตุลาคม

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบในปี 2563 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า ที่จะมีจำนวนผู้สูงอายุมากถึง 12.6 ล้านคน หรือคิดเป็น 19.1 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรรวม 66.0 ล้านคน (ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) ซึ่งจะมาพร้อมกับปัญหาสุขภาพในหลากรูปแบบ ทั้งอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง อัมพาต พาร์กินซัน อัลไซเมอร์ รวมถึงอาการบาดเจ็บจากการผ่าตัดบริเวณข้อหรือเข่า ฯลฯ ส่งผลให้มีปัญหาด้านการลุกยืน การทรงตัว และการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน หากร่างกายไม่ได้รับการกระตุ้นหรือออกกำลังกายอย่างเหมาะสมแล้ว จะยิ่งส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในบางรายอาจลุกลามจนเกิดแผลกดทับได้ เนื่องจากวัยดังกล่าวเมื่ออายุเพิ่มขึ้นทุกๆ 1 ปี ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจะลดลงถึง 3 เปอร์เซ็นต์ นางสายรัก กล่าวทิ้งท้าย

           สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มธ. โทร. 02-564-3001-9, 081-987-2522 (คุณสายรัก)  หรือติดต่องานสื่อสารองค์กร มธ. โทร.02-564-4493 เว็บไซต์ www.pr.tu.ac.th

ประเมิน ร.ร.นานาชาติ เริ่มเฟสแรก 3 แห่ง ก.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296521

ประเมิน ร.ร.นานาชาติ เริ่มเฟสแรก 3 แห่ง ก.ย.นี้

ประเมินรรนานาชาติ, สมศ, ประเมิน, เริ่มเฟสแรก, แห่ง, NEASC, ลดความซ้ำซ้อน

สมศ. จับมือ 4 องค์กรต่างประเทศ “CIS – EDT- WASC- NEASC” ประเมินโรงเรียนนานาชาติ เริ่มเฟสแรก แห่ง ประเดิมกันยายนและตุลาคมนี้ เผยรอบสี่ปรับวิธีการ ลดความซ้ำซ้อน

        รศ.ดร.ณมน จีรังสุวรรณ ผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า สมศ. ได้ลงนามข้อตกลงร่วมกับองค์กรต่างประเทศ 4 องค์กร ซึ่งเป็นสถาบันรับรองมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับจากกระทรวงศึกษาธิการ มีประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์จนมีชื่อเสียงทั่วโลก ได้แก่ (1) The Council of International Schools (CIS)  (2) Education Development Trust (EDT) (3) Western Association of Schools and Colleges (WASC) (4) New England Association of Schools and Colleges (NEASC) เพื่อ สมศ. จะประเมินโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยร่วมกับองค์กรต่างประเทศ (Joint Accreditation) ประเมินสถานศึกษานานาชาติในประเทศไทย โดยในรอบสี่จะเริ่มประเมินโรงเรียนนานาชาติ จำนวน 3 แห่ง ระหว่างวันที่ 16 กันยายน – 19 ตุลาคม 2560 ได้แก่ โรงเรียนนานาชาติเปรมติณสูลานนท์ จังหวัดเชียงใหม่ โรงเรียนนานาชาติท็อฟซี่ เทอร์วี่ กรุงเทพฯ และโรงเรียนนานาชาติอินเตอร์เนชั่นแนลไพโอเนียร์ส กรุงเทพฯ
จากการทบทวนรูปแบบและกระบวนการประเมินทั้งสามรอบที่ผ่านมา สมศ. ได้พัฒนาเกณฑ์การประเมินคุณภาพภายนอกรอบสี่ มุ่งให้สถานศึกษาเกิดความรู้สึกไม่เป็นภาระ ลดความซ้ำซ้อนจากการประเมินหลายครั้ง ทั้งจากองค์กรต่างประเทศและ สมศ. ให้มาเป็นการประเมินพร้อมกันในคราวเดียวกัน โดยองค์การต่างประเทศจะประเมินมาตรฐานทั้งหมดในด้านต่างๆ ตามเกณฑ์การประเมินขององค์กรต่างประเทศ ส่วนคณะผู้ประเมินจาก สมศ. จะประเมินตามาตรฐานขององค์กรต่างประเทศและความเป็นไทยตามหลักสูตรภาษาไทย วัฒนธรรมไทย และประวัติศาสตร์ไทยตามหลักสูตรที่ สช.กำหนด ซึ่งจะประเมินทั้งของผู้เรียนที่เป็นคนไทยและผู้เรียนต่างชาติตามเกณฑ์ที่กำหนด ในการพัฒนาผู้ประเมินภายนอก สมศ. ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากทั้ง 4 องค์กรต่างประเทศมาอบรมพัฒนาทีมผู้ประเมินภายนอกของ สมศ. ให้เข้าใจในกรอบมาตรฐานการประเมินตามแนวทางขององค์กรต่างประเทศ เพื่อให้การพิจารณาวิเคราะห์สังเคราะห์การประเมินเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ผู้อำนวยการ สมศ. กล่าวต่อว่ากระบวนการประเมินฯ รอบสี่ผู้ประเมินทุกคนจะต้องศึกษาข้อมูลพื้นฐานและรายงานประเมินของสถานศึกษา (Self Study Report : SSR) ก่อนการลงพื้นที่ประเมิน เพื่อให้เข้าใจบริบทของสถานศึกษา เพื่อวางแผนการประเมิน วิเคราะห์ประเด็นปัญหา กำหนดเครื่องมือประเมินที่เหมาะสมและหลากหลาย เพื่อลงไปค้นหาจุดเด่น จุดที่ควรพัฒนา และยืนยันผลในประเด็นที่สถานศึกษาได้วิเคราะห์และประเมินตนเองไว้ โดยการประเมินของ สมศ. จะไม่ตัดสินว่าผ่านหรือไม่ผ่าน แต่จะเป็นการรับรองหรือไม่รับรอง โดยสถาบันรับรองมาตรฐานสากลนั้นๆ
“เป้าหมายการประเมินที่สำคัญที่สุด คือ ผู้เรียนทุกคนทั้งผู้เรียนไทยและผู้เรียนต่างชาติมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์เป็นไปตามมาตรฐานของกระทรวงศึกษาธิการและมาตรฐานสากล โดยเฉพาะในเรื่องทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (3R8C) ผู้เรียนที่จบจากโรงเรียนนานาชาติส่วนใหญ่จะต้องมีทักษะความเป็นผู้นำสูง กล้าคิดกล้าแสดงออก ถ้าได้รับการส่งเสริมไปในทางที่ถูก จะเป็นผู้นำที่ดี สุดท้ายแล้วเราจะได้พลเมืองของไทยเป็นพลเมืองที่ดี ใฝ่เรียนรู้ตลอดชีวิต มีทักษะ มีจิตอาสา จึงจำเป็นต้องพัฒนาให้ผู้เรียนทุกคนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์เหมาะสมกับการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ผู้เรียนที่จบการศึกษาจากโรงเรียนนานาชาติส่วนใหญ่จะไปเรียนต่อสถาบันอุดมศึกษาในประเทศต่างๆ ทั่วโลก สมศ. จึงอยากให้โรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยได้รับการรับรองทั้งจากองค์กรประเมินจากต่างประเทศ และได้รับการรับรองจากรัฐบาลไทยโดย สมศ. จะทำให้ผู้ปกครองมั่นใจได้ว่าโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยมีมาตรฐานสากล”ผู้อำนวยการ สมศ.  กล่าว
โรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยมีจำนวนรวม 181 แห่ง เป็นโรงเรียนที่มีการรับรองจากองค์กรต่างประเทศ (Joint Accreditation) จำนวน 81 แห่ง และโรงเรียนที่ไม่ได้ร่วมในการรับรองจากองค์กรต่างประเทศ (Non-Joint Accreditation) จำนวน 100 แห่ง

อาชีวะจับมืออู่ต่อเรือใหญ่สร้างคนสายพาณิชย์นาวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296519

อาชีวะจับมืออู่ต่อเรือใหญ่สร้างคนสายพาณิชย์นาวี

สอศ

สอศ.ร่วมกับอู่ต่อเรือยกระดับความรู้ทักษะอาชีพ ฝีมือกลุ่มอาชีพพาณิชย์นาวี เน้นฝึกปฏิบัติจริง เรียนรู้ระบบเรือขนส่งสินค้าจริง ๆ ตอบสนองความต้องการของภาคเอกชน

       ดร.สุเทพ  ชิตยวงษ์  เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.)  เปิดเผยว่า  สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้จัดการเรียนการสอนเพื่อตอบสนองความต้องการของสถานประกอบการภาคอุตสาหกรรม ภาคการผลิตและการบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความต้องการกำลังคนสาขาอาชีพที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาชีพพาณิชย์นาวี ซึ่งยังมีความต้องการกำลังคนที่มีทักษะอาชีพ ทักษะฝีมือ อีกหลายหมื่นคน จึงได้มอบให้วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา ลงนามความร่วมมือกับบริษัท หะรินสุตขนส่ง จำกัด เพื่อยกระดับความรู้และเป็นการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนสาขาพาณิชย์นาวีให้มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของตลาดกำลังคน โดยได้จัดให้มีพิธีลงนามที่ ห้องประชุม สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

เลขาธิการกอศ. กล่าวต่อไปว่า  ปัจจุบันมีสถานศึกษาในสังกัด สอศ. หลายแห่งที่เปิดสอนหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาชีพพาณิชย์นาวี ซึ่งในการจัดการเรียนการสอนจะต้องใช้ครูผู้สอน สื่อการสอนและครุภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ต้องเป็นไปตามหลักสูตรมาตรฐานสากล รวมถึงเรือฝึกกลเดินทะเลที่จะใช้สำหรับฝึกภาคปฏิบัติทางทะเลให้แก่ผู้เรียน  แต่ สอศ. ไม่สามารถจัดหาครุภัณฑ์และสื่อการสอนที่ครบถ้วนได้ภายในระยะเวลาจำกัด ดังนั้น ในการประชุมคณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนสายอาชีวศึกษา (อ.กรอ.อศ.) กลุ่มอาชีพพาณิชย์นาวี จึงได้มีมติให้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบทวิภาคี โดยลงนามความร่วมมือกับบริษัท หะรินสุตขนส่ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ดำเนินธุรกิจด้านการขนส่งสินค้าทางเรือทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ มีท่าเทียบเรือทั้งที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดสงขลา ร่วมกันดำเนินการจัดการเรียนการสอน วางแผนการฝึกภาคปฏิบัติ และการวัดผลประเมินผลการเรียนของนักศึกษา และที่สำคัญการเรียนในสาขานี้ต้องมีการฝึกปฏิบัติจริง หรือที่เรียกว่าลงภาคสนามกับท้องทะเลจริง ๆ เรียนรู้ระบบเรือขนส่งสินค้าจริง ๆ จำเป็นต้องมีครูฝึกมืออาชีพมาถ่ายทอดความรู้และฝึกทักษะให้นักศึกษา

ด้านนายเสริมศักดิ์  นิลวิลัย  ผู้อำนวยการวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ กล่าวเสริมว่า ก่อนที่วิทยาลัยจะส่งนักศึกษาออกไปฝึกปฏิบัติกับสถานประกอบการ จะมีการสอนภาคทฤษฏีและปูพื้นความรู้ที่จำเป็นเกี่ยวกับเรือเดินทะเล เรือประมง การดูแลทรัพยากรสิ่งแวดล้อมทางทะเลให้ในเบื้องต้นก่อน เพื่อนักศึกษาจะได้มีความรู้ความเข้าใจ มีทัศนคติทีดีต่อวิชาชีพ เมื่อไปฝึกปฏิบัติจริง จะได้มีความตั้งใจ มีความอดทน และรู้สึกสนุกสนานไปกับการเรียนรู้  ที่สำคัญผู้ที่เรียนในสาขาพาณิชย์นาวี จะมีรายได้ในระหว่างเรียน และเมื่อจบแล้วก็สามารถทำงานได้ทันทีโดยมีรายได้มากกว่าคนที่ทำงานบนบกประมาณ  3-4 เท่า  และมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศพร้อมรับเข้าทำงาน  ทั้งนี้นักศึกษาที่จบการศึกษาในสาขาพาณิชย์นาวีของ สอศ. จะมีคุณสมบัติสอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการเนื่องจากความร่วมมือในรูปแบบทวิภาคีนี้มีความพิเศษตรงที่ให้ภาคเอกชนเข้ามาช่วยสอน ช่วยแนะนำเพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะฝีมือตรงกับสิ่งที่ภาคการผลิตต้องการ

เลขาธิการกอศ. กล่าวปิดท้ายว่า  นักศึกษาที่เรียนในสาขาพาณิชย์นาวีนี้จะได้รับการสนับสนุนให้มีโอกาสสอบเพื่อรับใบประกาศนียบัตรขั้นต้น STCW 2010 จากกรมเจ้าท่า และรับใบประกาศนียบัตรลูกเรือฝ่ายเดินเรือก่อนก้าวขึ้นสู่ประกาศนียบัตรนายประจำเรือ  นั่นหมายถึงทุกคนจะรู้เส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ และวางแผนการทำงานสำหรับอนาคตได้อย่างถูกต้อง มีทิศทาง

สธ.มุ่งสร้างมาตรฐานรักษาความปลอดภัยสารสนเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296509

สธ.มุ่งสร้างมาตรฐานรักษาความปลอดภัยสารสนเทศ

สธ, มาตรฐานรักษาความปลอดภัยสารสนเทศ, 27001

สธ. ได้รับประกาศนนียบัตรรับรองมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยสารสนเทศ ISO/IEC 27001 : 2013ย้ำภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือในการเป็นหน่วยงานหลักดูแลข้อมูลสุขภาพของประเทศ

       กระทรวงสาธารณสุข รับมอบประกาศนียบัตรรับรองมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศ ISO/IEC 27001 : 2013 ด้านระบบบริหารจัดการ DATA CENTER โดยผ่านการประเมินจากบริษัท British Standards Institution (BSI) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ตรวจประเมินมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับจากองค์กรชั้นนำในระดับโลก  ย้ำภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือในการเป็นหน่วยงานหลักดูแลข้อมูลด้านสุขภาพของประเทศ

วันนี้ (22 กันยายน 2560) ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี  ศ. คลินิกพิเศษ นพ.เสรี  ตู้จินดา ประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รับมอบประกาศนียบัตรรับรองมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศ ISO/IEC 27001:2013 โดยมีผู้บริหารของบริษัท British Standards Institution (BSI) เป็นผู้มอบ และมีผู้บริหารพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ให้เกียรติเข้าร่วมพิธีอาทิ นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย  รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (CIO) ผู้บริหารของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการดำเนินงานในครั้งนี้

ศ.คลินิก พิเศษ นพ.เสรี กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข โดยศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้จัดตั้ง DATA CENTER เพื่อจัดเก็บและบริหารจัดการฐานข้อมูลสำคัญ ด้านการแพทย์และสุขภาพ (Health Data Center) มีการควบคุมและรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 ตามแนวทางมาตรฐาน ISO/IEC 27001 : 2013 ซึ่งเป็นมาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศขององค์กรที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ในด้านการจัดการข้อมูลที่มีความอ่อนไหว (Sensitive Data) และต้องการความปลอดภัยสูง เช่น ข้อมูลด้านการเงินพาณิชย์อิเล็คทรอนิคส์  ข้อมูลส่วนบุคคล  มาตรฐานนี้ยังใช้อ้างอิงในกฎหมายด้านไอซีทีของประเทศด้วย และในปี พ.ศ. 2560 สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ขอรับการประเมินเพื่อรับรองมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศ ISO/IEC 27001 : 2013 ด้านระบบบริหารจัดการ DATA CENTER กระทรวงสาธารณสุข โดยมี บริษัท กทส โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ให้การสนับสนุนด้านวิชาการและคำปรึกษา แก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในการดำเนินงาน

ศ.คลินิกพิเศษ นพ.เสรีกล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา บริษัท British Standards Institution (BSI) ซึ่งเป็นผู้ตรวจประเมินรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 27001 : 2013 ได้ตรวจประเมินระบบบริหารจัดการ DATA CENTER กระทรวงสาธารณสุข และพิจารณาให้ผ่านเกณฑ์การประเมิน ตามมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศ ISO/IEC 27001 : 2013 โดยมีอาคาร Data Center เป็นศูนย์กลางเก็บข้อมูลสำคัญของกระทรวงสาธารณสุข ทั้งข้อมูลผู้ป่วย ข้อมูลการแพทย์และสุขภาพ ข้อมูลส่งเสริมป้องกันสุขภาพ ข้อมูลผู้บริโภค ข้อมูลผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและการสาธารณสุข  ตลอดจนข้อมูลเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และปัจจุบันเป็นที่จัดเก็บคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ HDC : Health Data Center ทั้งระดับจังหวัดและระดับกระทรวง เพื่อนำมาสังเคราะห์และนำเสนอเป็นสารสนเทศที่เข้าใจได้โดยง่ายที่ https://hdcservice.moph.go.th เป็นประโยชน์ทั้งด้านการบริหารจัดการโรคและภัยสุขภาพในภาพรวมประเทศ เขต และจังหวัด ซึ่งจะช่วยให้สถานบริการทางการแพทย์ ได้นำข้อมูลหรือสถิติด้านสุขภาพที่ถูกต้องและรวดเร็วมาบูรณาการในการดูแลรักษาสุขภาพแก่ประชาชนทั้งประเทศ

กรุงเทพครองแชมป์ “ผัวฆ่าเมียพุ่ง” เหตุหึงหวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296516

กรุงเทพครองแชมป์ “ผัวฆ่าเมียพุ่ง” เหตุหึงหวง

ผัวฆ่าเมีย, สสส, มูลนิธิหญิงชายห่างไกล, ผัวฆ่าเมียพุ่ง

สังคมอันตราย ความรุนแรงใกล้ตัว เผยข้อมูลสามีกระทำภรรยาสูงลิ่ว สถิติสังหารด้วยปืนนำโด่ง เหตุหาซื้อง่าย ขณะที่กรุงเทพครองแชมป์ ฆ่าหึงหวง น้ำเมาตัวกระตุ้น

         ที่โรงแรมเอเชีย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จัดเวที เพื่อรายงานสถานการณ์ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ปี2559 ภายใต้หัวข้อรณรงค์ “ความรุนแรงฆ่าครอบครัว”

          ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวว่า งานในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งบทบาทของสสส.และองค์กรภาคีเครือข่าย ที่ต้องการแก้ปัญหาผลกระทบจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ไม่ใช่เพียงเฉพาะอุบัติเหตุและปัญหาสุขภาพเท่านั้นจากข้อมูลงานวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยปี53ต่อความสัมพันธ์ของการเสพสุรากับอาชญากรรม ซึ่งได้สุ่มตัวอย่างจากผู้ต้องขังที่ต้องโทษในคดีความผิดต่อชีวิตและร่างกายที่ต้องโทษจำคุกในเรือนจำและทัณฑสถานในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล6แห่ง จำนวน880 คนพบว่าการดื่มสุรามีความสัมพันธ์กับอาชญากรรม เป็นปัจจัยหลักในการก่อเหตุ โดยกลุ่มตัวอย่างวัยรุ่นอายุไม่เกิน25ปี มากกว่าครึ่ง58.8%ดื่มสุราก่อนก่อเหตุ ในจำนวนนี้76.4%ก่อเหตุหลังจากดื่มสุราไม่เกิน5ชั่วโมง ขณะเดียวกันข้อมูลของศูนย์วิจัยปัญหาสุราปี58 ยังระบุชัดว่า82% เคยได้รับผลกระทบจากการดื่มสุราของผู้อื่น เช่น รู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่ออยู่ในที่สาธารณะเพราะการดื่มของคนแปลกหน้า รู้สึกไม่อยากแม้แต่จะมอง หวาดกลัวเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนที่ดื่มตามถนน/ในที่สาธารณะ ตื่นกลางดึกเพราะเสียงดังรบกวนจากวงสุรา และเคยถูกคนที่ดื่มพูดจาหยาบคายใส่ นอกจากนี้สุรายังมีผลกระทบจากสุราต่อเด็ก หากคนในครอบครัวที่ดื่มหนัก จะเพิ่มโอกาสให้เด็กได้รับผลกระทบจากสุรา3.3 เท่า

       น.ส.จรีย์  ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า มูลนิธิฯได้รวบรวมสถานการณ์ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว รอบ1ปี 2559 จากหนังสือพิมพ์13 ฉบับ ไทยรัฐ เดลินิวส์ ข่าวสด คมชัดลึก มติชน แนวหน้า ไทยโพสต์ กรุงเทพธุรกิจ บ้านเมือง สยามรัฐ พิมพ์ไทย ผู้จัดการรายวัน โพสต์ทูเดย์ พบว่า มีข่าวความรุนแรงในครอบครัวสูงถึง466ข่าว ในจำนวนนี้มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้น86ข่าว หรือ18.5% หากจำแนกความรุนแรง พบว่า71.8%สามีกระทำต่อภรรยา 65.2%คู่รักแบบแฟนโดยฝ่ายชายเป็นผู้กระทำ 35.7%พ่อกระทำต่อลูก และ20.8%พี่น้องกระทำต่อกัน ที่น่าห่วงคือ วิธีการที่สามีลงมือฆ่า เกือบครึ่ง43.6%ใช้อาวุธปืนยิง 32.7%ใช้มีดหรือของมีคม ขณะที่23%เลือกใช้วิธีฆ่าแบบอื่น เช่น ตบตีจนเสียชีวิต เผา ขับรถชน บีบคอ กดหมอน กระบอกไฟฉาย ไม้หน้าสาม พลั่ว ส่วนมูลเหตุที่ทำให้ฆ่า78.6% มาจากการหึงหวง ระแวง ฝ่ายหญิงไม่ยอมคืนดี สำหรับพื้นที่ก่อเหตุ พบว่า กรุงเทพฯ มากที่สุด และปัญหาความรุนแรงในครอบครัวยังพบว่า ผู้ชายจะคิดสั้นฆ่าตัวตายมากกว่าผู้หญิง คือ ผู้ชาย57.3% ผู้หญิง30.5%

          “จะเห็นว่าเกือบทุกข่าวมีความเชื่อมโยงกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงทัศนคติที่ปลูกฝังว่าถ้ามีความสัมพันธ์กันแล้ว ฝ่ายหญิงต้องเป็นสมบัติของฝ่ายชาย ขณะเดียวกันการใช้ปืนเพื่อก่อเหตุ ตอกย้ำถึงรูปธรรมการใช้อำนาจที่เหนือกว่า เป็นอาวุธที่ร้ายแรง เป็นอาวุธที่นำไปสู่การเกิดอาชญากรรมมากที่สุด ดังนั้นควรมีการควบคุม แม้จะมีการขึ้นทะเบียน แต่หลายกรณีไม่ได้ถูกควบคุม หาซื้อง่าย และควรบังคับใช้กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างจริงจัง รวมทั้งผู้ชายควรมีการปรับทัศนคติไม่ใช้อำนาจเหนือกว่า ตัดคำว่าชายเป็นใหญ่ออกไป รณรงค์ให้เคารพสิทธิเนื้อตัวร่างกาย เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเท่าเทียมทางเพศ และสังคมต้องไม่มองว่าความรุนแรงเป็นเรื่องส่วนตัว”  น.ส.จรีย์ กล่าว

น.ส.เอ(นามสมมติ) อายุ33ปี ผู้ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัวจากอดีตสามีทำร้าย กล่าวว่า ทุกวันนี้ยังมีร่องรอยบาดแผลที่ศีรษะ และต้องทำกายภาพบำบัด เข้าออกโรงพยาบาลตลอด เนื่องจากตนเองถูกอดีตสามีพยายามจะใช้มีดฟันศีรษะ แต่ตนเองใช้มือรับมีดแทน จนทำให้มีดฟันเข้าที่เส้นเอ็นจนขาด ทำให้หยิบจับอะไรไม่ได้ มีผลกระทบต่อการทำงาน ซึ่งที่ผ่านมาใช้ชีวิตคู่แบบไม่เคยมีความสุข เขามีพฤติกรรมหึงหวง ไม่ให้เกียรติ พูดจาหยาบคาย รุนแรง ชอบใช้อำนาจ ดื่มเหล้าเสพยา ถูกทำร้ายร่างกาย ถูกตบตีเป็นประจำ เคยถูกมีดแทงบริเวณท้อง นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลกว่า20 วัน

“กว่า7ปี ที่ต้องทนทุกข์ทรมาน แผลเป็นรอบตัวยังเป็นเครื่องเตือนสติมาตลอด และการให้อภัยยอมเพื่อลูกเพื่อครอบครัวไม่ทำให้เขาเปลี่ยนพฤติกรรมได้ วันนี้จึงลุกขึ้นมาสู้ปกป้องศักดิ์ศรี จนเขาถูกดำเนินคดีติดคุกในข้อหาทำร้ายร่างกาย  แต่ตัวเองก็ยังอยู่แบบหวาดกลัว ว่าถ้าออกมาเขาจะกลับมาทำร้ายอีก  อยากฝากไว้เป็นบทเรียนให้กับหลายๆครอบครัวว่า การใช้ความรุนแรงไม่ช่วยแก้ปัญหามีแต่จะซ้ำเติมทำให้ครอบครัวแย่และพังลง ความรุนแรงฆ่าครอบครัวได้จริงๆ” น.ส.เอ (นามสมมติ) กล่าว