ศึกท่าพระจันทร์ :จม.เปิดผนึกม.ธรรมศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296460

ศึกท่าพระจันทร์ :จม.เปิดผนึกม.ธรรมศาสตร์

ศึกท่าพระจันทร์, มธ, จดหมายเปิดผนึก

ถามมา-ตอบไป จดหมายเปิดผนึก..การสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

          กลายเป็นประเด็นขึ้นมาจนได้ สำหรับการสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แทนศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมธ.ที่จะหมดวาระในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 โดยมีนายมานิจ สุขสมจิตร กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นประธานคณะกรรมการสรรหาอธิการบดี มธ. 

โดยกระบวนการสรรหาอธิการบดีของมธ.นั้น คณะกรรมการสรรหา มธ.จะดำเนินการสรรหาตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยการสรรหาอธิการบดี พ.ศ.2560 ซึ่งได้กำหนดให้เปิดรับสมัครเข้ารับการสรรหาตั้งแต่วันที่ 1-29 สิงหาคม 2560 และให้บุคลากร ศิษย์เก่า และนักศึกษาของมหาวิทยาลัยได้เสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดี เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2560 เวลา 9.00-15.00 น. ที่ผ่านมา

สำหรับผลการรับสมัครและการเสนอชื่อผู้เหมาะสม 5 ลำดับแรกที่หน่วยงานเสนอชื่อมากที่สุด มีดังนี้ 1.รศ.เกศินี วิฑูรชาติ มี 49 หน่วยงาน 2.ศ.ดร.กำชัย จงจักรพันธ์ มี 33 หน่วยงาน 3.ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ มี26 หน่วยงาน 4.ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล มี 18 หน่วยงาน และ5.ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต มี 14 หน่วยงาน  (มีหน่วยงานทั้งหมด 51 หน่วยงาน แต่เสนอชื่อผู้เหมาะสมได้ 50 หน่วยงาน เนื่องจากมี 1 หน่วยงานไม่มีโครงสร้างองค์กร(สำนักงานศูนย์ทดสอบ))

กระบวนการหลังจากนี้ จะมีการนำรายชื่อที่ได้รับการเสนอมาตรวจสอบคุณสมบัติ และเข้าสู่ขั้นตอนทาบทามบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อจากหน่วยงานมีความถี่สูง เพื่อสอบถามว่าสนใจจะเข้าสู่กระบวนการสรรหาหรือไม่ หากตอบรับ  ในวันที่ 19 ตุลาคม 2560 ผู้ตอบรับจะต้องแสดงแนวทางการบริหารต่อคณะกรรมการสรรหาและเปิดโอกาสให้ประชาชนรับฟังได้ ซึ่งคณะกรรมการสรรหาฯจะทำการสรุปผล และนำเสนอกรรมการสภามหาวิทยาลัยต่อไปในวันที่ 30 ตุลาคม 2560

ทว่าเรื่องไม่ได้จบเพียงแค่นั้น เมื่อทางนายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณรักษาการผู้อำนวยการวิจัยนโยบายเศรษฐกิจรายสาขาด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมชนบทสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ในฐานะอดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ทำจดหมายเปิดผนึก เรื่อง “การเลือกอธิการบดี มธ. คนใหม่ : จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์”

ศึกท่าพระจันทร์ :จม.เปิดผนึกม.ธรรมศาสตร์

สรุปใจความสำคัญ อยากให้คนผู้บริหารชุดใหม่ต้องมีทีมอาจารย์หนุ่มสาวจากสายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรม เข้ามาร่วมในสัดส่วนที่มาก รวมทั้งควรจะมีอธิการบดีที่มาจากคณะเหล่านั้น เหมือนในมหิดล จุฬาลงกรณ์ เชียงใหม่ มจธ. ที่มีผู้บริหารหนุ่มสาวในสายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม-แพทย์ เข้ามาเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย ด้วยเหตุที่ว่าคนเหล่านี้กล้าคิดเรื่องใหม่ๆ กล้าทำ กล้าทดลอง แถมยังเป็นคนเก่งที่มีพลังมหาศา

ขณะที่  ศ.ดร.สมคิด อธิการบดีคนปัจจุบัน ได้เขียน จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ กรณีกระบวนการสรรหาอธิการบดีใหม่ สรุปใจความ ดังนี้ กรณีการจัดอันดับ QS World University Rankings ปี 2018  มธ. ได้อันดับ 4 ในประเทศไทย ชี้แจงว่ามธ.ได้อันดับที่ดีขึ้นทุกปี และปี 2016  ได้เป็นอันดับ 3 ต่อมา กรณีอายุอธิการบดี อธิบายว่าตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2558 และข้อบังคับการสรรหาอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมทั้งคำพิพากษาของศาลปกครองนครราชสีมาต่างก็ไม่ได้กำหนดอายุของผู้ที่มา เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แต่ประการใด อีกทั้งผู้ที่เข้าข่ายอาจารย์นิพนธ์มีคนเดียวเท่านั้น คือ ศ.ดร.สมคิด

ศึกท่าพระจันทร์ :จม.เปิดผนึกม.ธรรมศาสตร์

สำหรับกรณีอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และทีมผู้บริหารควรมาจากหนุ่มสาวสาย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิศวะและแพทย์ เพราะคนเหล่านี้กล้าคิดเรื่องใหม่ๆ กล้าทำ กล้าทดลอง แถมยัง เป็นคนเก่งที่มีพลังมหาศาล  ศ.ดร.สมคิด แจงต่อไปว่าเสียงส่วนใหญ่ของชาวธรรมศาสตร์ที่เลือกอธิการบดีสาย สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ไม่มีความหมาย การพูดเช่นนี้ก็เท่ากับบอกว่า ชาวธรรมศาสตร์เลือกอธิการบดี ไม่เป็น และหากดูข้อมูลเรื่องรองและผู้ช่วยอธิการบดีสมัยตน อ.นิพนธ์ก็อาจไม่เรียกร้อง อีกต่อไป เพราะทีมผู้บริหารจานวนมากของตนเป็นหนุ่มสาวและเป็นหนุ่มสาวที่มาจากคณะวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี คณะแพทย์ศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ SIIT และคณะสหเวชศาสตร์ ฯลฯ

แลกกันหมัด ต่อหมัดอย่างนี้ คงต้องรอติดตามการสรรหาอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ คนใหม่ ว่าจะมีผู้ใดรับการทาบทามบ้าง แล้วแนวทางการบริหารจะเป็นเช่นใด ได้ในวันที่ 19 ต.ค.นี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

จดหมายเปิดผนึก วอน มธ.เปิดทางคนรุ่นใหม่เข้าบริหาร

“รศ.เกศินี”แคนดิเดตหญิงอธิการบดีมธ.ในรอบ30ปี

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296448

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ :, เลิศไพฑูรย์

ล่าสุด ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เขียน จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ กรณีกระบวนการสรรหาอธิการบดีใหม่

    หลังจากที่ อาจารย์นิพนธ์ พัวพงศกร อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เขียดจดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ ผู้บริหารชุดใหม่จะต้องมีทีมอาจารย์หนุ่มสาวจากสายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรม เข้ามาร่วมในสัดส่วนที่มากขึ้น

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

       รวมทั้งในอนาคตอันใกล้ ธรรมศาสตร์ควรจะมีอธิการบดีที่มาจากคณะเหล่านั้น เหมือนในมหิดล จุฬาลงกรณ์ เชียงใหม่ มจธ. ที่มีผู้บริหารหนุ่มสาวในสายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม-แพทย์ เข้ามาเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย คนเหล่านี้กล้าคิดเรื่องใหม่ๆ กล้าทำ กล้าทดลอง แถมยังเป็นคนเก่งที่มีพลังมหาศาล

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

      ล่าสุด ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เขียน จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ กรณีกระบวนการสรรหาอธิการบดีใหม่ เช่นกัน

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

    กระบวนการสรรหาอธิการบดีใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่ผมใกล้ถึงจุดสุดท้ายแล้ว เราได้แคนดิเดท 2 คน ที่ได้รับคะแนนหยั่งเสียงมากที่สุดจากประชาคมธรรมศาสตร์หลายพันคน โดยอันดับ 1 ได้รับการเสนอชื่อจาก 49 หน่วยงาน คิดเป็น 98% ของหน่วยงานทั้งหมด อันดับ 2 ได้ 33 หน่วยงาน คิดเป็น 66% แต่ยิ่งใกล้เท่าไหร่ การเคลื่อนไหวและการให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงก็มากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจทำให้ชาวธรรมศาสตร์ เข้าใจผิดตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวานนี้มีคนส่งจดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ของอาจารย์ นิพนธ์ พัวพงศกร อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้แก่ผมอ่าน ผมเองค่อนข้างตกใจเนื้อหาที่อาจารย์ นิพนธ์ให้ข้อมูลกับชาวธรรมศาสตร์ อาจารย์นิพนธ์บอกว่า

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

      1. การจัดอันดับของ Times Higher Education (THE) และ QS ซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก ธรรมศาสตร์ไม่มีชื่อติดอันดับใดๆ ของมหาวิทยาลัยโลกเลย และในประเทศไทยเราอยู่อันดับ 9-17

      2. ธรรมศาสตร์ควรมีอธิการบดีที่มาจากหนุ่มสาวอายุ 45-55 ปี จากสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และวิศวกรรม เหมือนในมหิดล จุฬาลงกรณ์ เชียงใหม่ มจธ.

     3.แนวโน้มที่ธรรมศาสตร์จะได้อธิการบดีคนใหม่และทีมงานซึ่งเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยมา ติดต่อกันกว่า 13 ปี แต่สลับตำแหน่งกันจะเป็นสิ่งที่ไม่ดีกับธรรมศาสตร์และขอให้อธิการบดีคนใหม่อย่าเลือก ผู้บริหารชุดเก่ามาทำงานต่อเลย

     4. การสรรหาคณบดีหลายคณะ มหาวิทยาลัยไม่เลือกคณบดีที่บุคคลากรสายต่างๆ ของคณะ โดยเฉพาะสายอาจารย์เป็นผู้เสนอมาในอันดับแรก

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

      ผมขออธิบายสิ่งที่อาจารย์นิพนธ์เขียนและหลายคนที่อาจารย์นิพนธ์รับข้อมูลมาให้เข้าใจเพื่อไม่ให้ ธรรมศาสตร์เสียหาย

1. ในการจัดอันดับ QS World University Rankings ปี 2018 นั้น มธ. ได้อันดับ 4 ในประเทศไทย โดยมีรายละเอียดดังนี้

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

ผมคาดว่าภายใน 1-2 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์น่าจะแซงขึ้นเป็นอันดับ 3 ได้ ส่วนการจัดอันดับ QS Asian University Rankings ปี 2015 มธ. ได้อันดับที่ 143 ปี 2016 ได้อันดับที่ดีขึ้นมากคืออันดับที่ 101 โดยเป็นอันดับที่ 3 ของประเทศไทย (ปี 2017-2018 ยังไม่ประกาศผล) และกรณีของ Times เนื่องจาก มธ. เลือกที่จะยังไม่เข้าไปจัดอันดับจึงไม่ได้ส่งข้อมูลให้ Times การจัดอันดับจึงไม่มีชื่อ มธ. แต่ ประการใด หาใช่เพราะ มธ. ไม่ติดอันดับแต่ประการใดไม่ ผมเลยไม่แน่ใจว่าอาจารย์นิพนธ์เอาข้อมูลเรื่อง QS และ Times มาจากที่ใด

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

      2. ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2558 และข้อบังคับการสรรหาอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมทั้งคำพิพากษาของศาลปกครองนครราชสีมาต่างก็ไม่ได้กำหนดอายุของผู้ที่มา เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แต่ประการใด ถ้าหากเอาอายุ 45-55 ปีของอาจารย์นิพนธ์มาจัด อันดับอดีตอธิการบดีในรอบ 13 ปีที่ผ่านมาและแคนดิเดทอธิการบดีคนใหม่ จะไม่มีใครอยู่ในข่ายได้เป็น อธิการบดีเลย นอกจากตัวผมเองเพราะ รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร เป็นอธิการบดีตอนอายุ 43 ปี ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ เป็นอธิการบดีตอนอายุ 44 ปี แคนดิเดทอธิการบดี 2 คนที่มีอยู่ในปัจจุบันอายุน้อยที่สุดก็ 57 ปี กว่าๆ ใกล้เกษียณเต็มที ผมจึงอยู่ในข่ายของอาจารย์นิพนธ์คนเดียวเท่านั้น เพราะตอนเป็นอธิการบดีครั้งแรก ผมอายแุค่ 51 ปี

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

        อาจารย์นิพนธ์ยังพูดว่า มหิดล จุฬาลงกรณ์ เชียงใหม่ มจธ. ล้วนมีอธิการบดีที่มาจากคนหนุ่มสาว ข้อมูลนี้ก็ผิดพลาด เพราะทั้ง 4 มหาวิทยาลัยในอดีตจนถึงปัจจุบันต่างก็มีอธิการบดีที่อายุเกิน 60 ปีทั้งสิ้น จะมียกเว้นก็แต่อธิการบดีจุฬาลงกรณ์คนปัจจุบันที่อายุเพียง 51 ปี ถ้าอาจารย์นิพนธ์ยกตัวอย่างว่า มหาวิทยาลัยทั้ง 4 มีความก้าวหน้ามากกว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะมีอธิการบดีที่อายุน้อย บทสรุป เช่นนี้ก็คงผิดพลาดเช่นกัน

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

      อาจารย์นิพนธ์ยังพูดว่า อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และทีมผู้บริหารควรมาจากหนุ่มสาวสาย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิศวะและแพทย์ เพราะคนเหล่านี้กล้าคิดเรื่องใหม่ๆ กล้าทา กล้าทดลอง แถมยัง เป็นคนเก่งที่มีพลังมหาศาล การพูดเช่นนี้ก็เท่ากับบอกว่าอาจารย์จากสายสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ไม่มี สิ่งเหล่านี้เลย การพูดเช่นนี้ก็เท่ากับบอกว่าเสียงส่วนใหญ่ของชาวธรรมศาสตร์ที่เลือกอธิการบดีสาย สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ไม่มีความหมาย การพูดเช่นนี้ก็เท่ากับบอกว่า ชาวธรรมศาสตร์เลือกอธิการบดี ไม่เป็น และหากอาจารย์นิพนธ์ดูข้อมูลเรื่องรองและผู้ช่วยอธิการบดีของผม อาจารย์นิพนธ์ก็อาจไม่เรียกร้อง อีกต่อไป เพราะทีมผู้บริหารจานวนมากของผมเป็นหนุ่มสาวและเป็นหนุ่มสาวที่มาจากคณะวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี คณะแพทย์ศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ SIIT และคณะสหเวชศาสตร์ ฯลฯ

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

     ผมอยากเรียนพวกเราเพิ่มเติมด้วยว่า แม้อธิการบดี มธ. ที่ผ่านมาจะไม่ได้มาจากสายวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี วิศวะ หรือการแพทย์ก็ตามแต่อธิการบดีทุกคนก็ตระหนักดีว่าสาขาวิชาเหล่านี้มีความสาคัญ เราจึงเห็นคุณหญิงนงเยาว์ ชัยเสรี จากคณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชีเป็นผู้ริเริ่มตั้งโรงพยาบาล ธรรมศาสตร์และคณะแพทยศาสตร์ ศ.เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม จากคณะเศรษฐศาสตร์ที่เป็นผู้ก่อตั้ง คณะวิศวกรรมศาสตร์ ศ.นรนิติ เศรษฐบุตร จากคณะรัฐศาสตร์ที่มีบทบาทสาคัญในการตั้งสถาบันเทคโนโลยี นานาชาติสิรินธร ศ.สุรพล นิติไกรพจน์ จากคณะนิติศาสตร์ ผู้ก่อตั้งคณะสาธารณสุขศาสตร์

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

     หรือแม้แต่ ในสมัยของผม ผมก็เป็นคนก่อตั้งคณะเภสัชศาสตร์ วิทยาลัยแพทย์นานาชาติจุฬาภรณ์ ศูนย์ค้นคว้าและวิจัยยา ศูนย์เครื่องมือทดลองวิทยาศาสตร์ขั้นสูง หรือหากจะดูตัวชี้วัดด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิศวะและ การแพทย์ ตัวชี้วัดทุกตัวก็บ่งชี้ว่า มธ. กำลังก้าวไปในทิศทางนี้ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนงบประมาณวิจัยที่เพิ่มจาก ไม่กี่ร้อยล้านเป็นพันล้าน จำนวนอาจารย์และบุคคลากรที่เพิ่มขึ้น จำนวนรางวัลด้านการวิจัยที่ได้รับมากขึ้นทุกปี จำนวนการตีพิมพ์ในฐานข้อมูล Scopus เพิ่มจาก 547 ผลงานในปี 2555 เป็น 784 ในปี 2559 จำนวนนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลมากกว่าทุกมหาวิทยาลัยที่ไปแข่งขันในต่างประเทศซึ่งล่าสุด มธ. ได้รางวัล grand prize ซึ่งไม่เคยมีใครได้มาก่อนในประเทศไทย

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

    3. อาจารย์นิพนธ์เพ่งเล็งมาที่รองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีในรอบ 13 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งก็คือในสมัย ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ และผม และเรียกร้องให้รองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีเหล่านี้อย่าได้รับตำแหน่ง ต่อไปในอนาคต ผมไม่แน่ใจว่าอาจารย์นิพนธ์มีข้อมูลแค่ไหนเพียงพอหรือไม่ เพราะตอนที่ผมรับตำแหน่งต่อ จาก ศ.ดร.สุรพล ผมก็เปลี่ยนรองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีไปเป็นจานวนมาก มากกว่าครึ่งหนึ่งล้วนเป็น คนหนุ่มสาวหน้าใหม่ทั้งสิ้น และผมก็เชื่อว่า เมื่อแคนดิเดตคนใดคนหนึ่งในสองคนขึ้นแทนผม รองอธิการบดี และผู้ช่วยอธิการบดีจานวนมากก็จะเปลี่ยนไปเช่นกัน

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

     ในส่วนของอธิการบดีนั้น หากแคนดิเดทคนใดคนหนึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นอธิการบดีเพราะเขาได้รับ คะแนนนิยมสูงสุดจากชาวธรรมศาสตร์ เพราะเขาเป็นคนมีความรู้ความสามารถ เพราะเขามีวิสัยทัศน์ เพราะเขากล้าตัดสินใจ เพราะเขามีประสบการณ์หลากหลายตำแหน่งที่จะช่วยมหาวิทยาลัยได้ อาจารย์นิพนธ์จะกีดกันเขาด้วยเหตุเพราะเขาเป็นรองอธิการบดีในช่วงที่ผ่านมากระนั้นหรือ

จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์ : สมคิด เลิศไพฑูรย์

    4. ระบบการสรรหาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นระบบที่ดีมาก เราเปิดให้มีการหยั่งเสียงเพื่อดู ความนิยมของประชาคม ในขณะเดียวกันเราก็ให้สภามหวิทยาลัยเป็นผู้ชี้ขาด ในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ร้อยละ 95 ของคณบดีล้วนแล้วแต่มาจากเสียงข้างมากของประชาคมทั้งสิ้น สำหรับอธิการบดีตั้งแต่อาจารย์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นต้นมา จนถึงสมัยของผม สภามหาวิทยาลัยก็เลือกอธิการบดีจากผู้ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ของบุคคลากรสายต่างๆ โดยเฉพาะสายอาจารย์ ผมจึงไม่เข้าใจว่าอาจารย์นิพนธ์เอาข้อมูลเรื่องสภา มหาวิทยาลัยมักเลือกคณบดีจากคนเสียงข้างน้อยมาจากที่ใด

     ผมรู้จักอาจารย์นิพนธ์ส่วนตัวมานาน เสียดายที่ตลอด 7 ปีที่ผมบริหารมหาวิทยาลัยผมพบเจอ อาจารย์นิพนธ์หลายครั้งหลายหน อาจารย์ไม่เคยแนะนำอะไรผมเลย ไม่เคยพูดเรื่องคนหนุ่มสาว ไม่เคยพูด เรื่องอาจารย์สายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิศวะและการแพทย์ ไม่เคยพูดเรื่อง Ranking ไม่เคยพูดเรื่อง ทีมรองอธิการบดีหรือผู้ช่วยอธิการบดีของผม และผมแน่ใจว่าอาจารย์นิพนธ์ซึ่งสนิทกับ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ เช่นเดียวกันก็คงไม่ได้ให้ข้อคิดแก่อาจารย์สุรพลแต่ประการใด

    ผมหวังว่าจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ คงทำให้อาจารย์นิพนธ์ในฐานะนักวิชาการที่ผมเคารพนับถือ รวมทั้งคนอื่นๆ ได้มีข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับ ธรรมศาสตร์ ได้เห็นมุมมองที่แตกต่าง ได้เข้าใจ มธ. ยุคปัจจุบันที่อาจารย์นิพนธ์ห่างหายไปนาน

อธิการบดีม.ศิลปากร สั่งงดกิจกรรมรับน้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296427

อธิการบดีม.ศิลปากร สั่งงดกิจกรรมรับน้อง

มศิลปากร, สั่งงด, กิจกรรมรับน้อง, คมชัดลึก, ห้ามให้ข้อมูล, อธิการ, อาจารย์, นักศึกษา

อธิการ ม.ศิลปากร ออกหนังสือเวียน สั่งงดกิจกรรมรับน้อง พร้อมห้าม บุคคลากร อาจารย์ นักศึกษา ให้สัมภาษณ์สื่อ ระบุให้มาให้ข้อมูลกับกรรมการสอบข้อเท็จจริงเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีที่มีข่าวเรื่องการรับน้องที่ไม่เหมาะสมของคณะจิตรกรรมมหาวิทยาลัยศิลปากร ล่่าสุดได้มีหนังสือจาก ผศ.ดร.วันชัย สุทธะนันท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร ถึงคณบดีคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์และคณบดีทุกคณะ เรื่อง สั่งการแนวทางปฏิบัติเรื่องข่าวการรับน้องของคณะที่มีผลในทางเสื่อมเสีย ต่อมหาวิทยาลัย  โดย ระบุว่าตามที่ได้มีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่ผ่านมา  จึงขอสั่งการสามข้อประกอบด้วย 1.ให้ผู้บริหาร อาจารย์ บุคลากรและนักศึกษาในสังกัดมหาวิทยาลัยงดให้สัมภาษณ์หรือให้ข่าวต่อสื่อกระแสหลัก  ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และเว็บไวต์ ที่เกี่ยวข้องกับสื่อ และขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลกับทหาวิทยาลัยแทน
2.ให้ผู้บริหารคณะกำกับดูแลไม่ให้เกิดการใช้ความรุนแรง ต่อบุคคลที่มีความเห็นแตกต่างกันโดยเฉพาะในกรณีของคณะจิตรกรรมฯ และ 3. ให้งดจัดกิจกรรมรับน้องทุกชนิด ทั้งในและนอกสถานที่ เพื่อป้องกันกรณีที่อาจซ้ำเติมสถานการณ์ให้แย่ลง

ซึ่งหากผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกดำเนินการทางวินัยต่อไป

อธิการบดีม.ศิลปากร สั่งงดกิจกรรมรับน้อง


จุฬาฯ ยืดเวลาใช้โปรแกรมอักขราวิสุทธิ์กันลอกวรรณกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296415

จุฬาฯ ยืดเวลาใช้โปรแกรมอักขราวิสุทธิ์กันลอกวรรณกรรม

ขยายใช้โปรแกรมอักขราวิสุทธิ์ อีก 5 ปี, จุฬาฯ, แห่ง

จุฬาฯ ผนึกหน่วยงาน 84 แห่ง ร่วมป้อมปรามคัดลอกวรรณกรรมขยายการใช้โปรแกรมอักขราวิสุทธิ์ ฟรี อีก 5 ปี หวังสร้างคุณธรรม ปลูกฝังความซื่อสัตย์แก่นิสิตนักศึกษา

 

เมื่อวันที่ 21 ก.ย.2560 อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดแถลงพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ “การตรวจสอบการลอกเลียนวรรณกรรมด้วยโปรแกรมอักขราวิสุทธิ์”  โดยมี ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาฯเป็นประธานกล่าวเปิดงาน ตอนหนึ่งว่า ตลอดระยเวลาที่ผ่านมา จุฬาฯได้ตระหนักมาโดยตลอดว่า สถาบันการศึกษานั้นไม่เพียงเป็นแค่สถานศึกษาผลิตบัณฑิตเพื่อป้อนสู่ตลาดแรงงานหรือให้ความรู้แต่อย่างเดียว หากยังเป็นสถานที่ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม และบ่มเพาะสำนึกในจรรยาบรรณวิชาชีพต่อนิสิตนักศึกษาด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาที่มุ่งเน้นการศึกษาค้นคว้าวิจัยเชิงลึก เพื่อสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่สู่สังคม เพื่อป้องปรามและป้องกันการลักเลียนวรรณกรรมซึ่งถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงในแวดวงวิชาการ จุฬาฯ จึงให้การสนับสนุนการพัฒนาโปรแกรมอักขราวิสุทธิ์มาโดยตลอด ด้วยมุ่งหวังว่า จุฬาฯ 100 ปี ปราศจาการลอกเลียนวรรณกรรม หรือ จุฬาฯ 100 ปี Free Plagiarim”

“ที่ผ่านมา มีการลอกเลียนวรรณกรรมทั้งในระดับประเทศและโลก ซึ่งจุฬาฯได้ให้ความสำคัญ และตระหนักถึงการป้องกันและตรวจสอบการลอกเลียนวรรณกรรมในงานวิจัยและผลงานวิชาการ แต่ทั้งนี้ ไม่สามารถกระทำได้โดยสถาบันใดสถาบันหนึ่ง หรือถ้าทำก็ได้เพียงบางส่วน ดังนั้น จำเป็นต้องมีความร่วมกับสถาบันการศึกษาต่างๆ โดยเฉพาะการสร้างฐานข้อมูลร่วมกันในการตรวจสอบว่ามีการลอกเลียนวรรณกรรมเกิดขึ้นนมากหรือน้อย จึงได้มีมติให้ขยายบันทึกข้อตกลงกับหน่วยงานและสถาบันต่างๆ จำนวน 84  แห่ง ในการใช้โปรแกรมอักขราวิสุทธิ์ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายออกไปเป็นระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันลงนาม ถึง 26 มีนาคม 2565” อธิการบดี จุฬาฯ กล่าว

อย่างไรก็ตาม การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการครั้งนี้ ยังเป็นการแสดงจุดยืน เจตนารมณ์ และความมุ่งมั่นของหน่วยงานและสถาบันการศึกษาต่อการแก้ไขปัญหาการลอกเลียนวรรณกรรมที่กำลังเป็นปัญหาคุกคามอยู่ในแวดวงวิชาการในปัจจุบัน และเป็นมาตรการในการปลูกฝังความซื่อสัตย์ซึ่งเป็นคุณธรรมสำคัญของนักวิชาการรุ่นใหม่

เด็กใต้เสี่ยงป่วย“จิตเวช”สูง !!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296395

เด็กใต้เสี่ยงป่วย“จิตเวช”สูง !!

คมชัดลึก, คุณภาพชีวิต, เด็กใต้, พิษไฟใต้, ห่วงเด็กประถมฯ, นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์, กรมสุขภาพจิต, โรคจิตเวช, โรคพีทีเอสดี, เท่า

พิษไฟใต้ ส่งผลร้ายถึงเด็กประถมศึกษากว่า 4,000 คน เสี่ยงป่วย“โรคพีทีเอสดี”สูงกว่าทุกพื้นที่ 5 เท่า ทำให้มีปัญหาการเรียน หวั่นไม่รักษาโอกาส“ป่วยจิตเวช”สูง!

          21 ก.ย.60-นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้สัมภาษณ์ภายหลังลงพื้นที่พร้อมด้วยนายแพทย์พงศ์เกษม ไข่มุกด์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิตและคณะ ตรวจเยี่ยมติดตามผลการดำเนินงานของศูนย์สุขภาพจิตที่12 จังหวัดปัตตานี และ โรงพยาบาลจิตเวชสงขลาราชนครินทร์ จ.สงขลา ในการดูแลรักษาผู้ป่วยจิตเวชและส่งเสริมสุขภาพจิตแก่ประชาชนในเขตสุขภาพที่12ประจำปีงบประมาณ2560

          ประกอบด้วย7จังหวัดได้แก่ สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล พัทลุง และตรัง ว่า เขตสุขภาพที่12เป็นเขตที่กรมฯจัดบริการดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากมีปัญหาความไม่สงบเกิดขึ้นในพื้นที่มานานกว่า10ปี ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน

          ผลการสำรวจปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มประชาชนอายุ18ปีขึ้นไป  ที่อยู่ใน จ.สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ในปี2559พบมีอัตราป่วยเป็นโรคทางจิตเวชร้อยละ 3.4 สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่สำรวจในปี2556 อยู่ที่ร้อยละ3.2เข้าถึงบริการยังค่อนข้างน้อย ซึ่งกรมฯได้พัฒนาสถานพยาบาลในพื้นที่ คือ โรงพยาบาลชุมชน และอบรมพยาบาลจิตเวชหลักสูตร4เดือน และ2สัปดาห์ เป็นเครือข่ายบริการ เพื่อให้ผู้ป่วยและผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตได้รับการรักษา สามารถอยู่ในชุมชนได้โดยไม่ต้องล่ามโซ่ตรวนเช่นในอดีต โดยเฉพาะผู้ป่วยจิตเวชที่มีอาการรุนแรง ซับซ้อน ทั้ง7จังหวัด ขณะนี้อยู่ในความดูแลของจิตแพทย์เชี่ยวชาญรพ.จิตเวชสงขลาฯเพิ่มขึ้นจาก481คนในปี2558เป็น750คนในปี2560

           อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาสุขภาพจิตที่น่าห่วงที่สุดคือ โรคพีทีเอสดี หรือที่เรียกว่าโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (Post Traumatic Stress Disorder: PTSD)ซึ่งจะมีภาพหลอกหลอนผุดซ้ำขึ้นมา นอนไม่หลับ คุกคามการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก ผลสำรวจในปี2557พบว่าเหตุความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้มีอัตราเกิดโรคพีทีเอสดี สูงถึงร้อยละ2.6สูงกว่าพื้นที่ทั่วไปที่พบประมาณร้อยละ0.5หรือสูงกว่าประมาณ5เท่าตัว

ประเด็นสำคัญที่พบในปี2560นี้ และน่าเป็นห่วงอย่างมาก พบว่าในกลุ่มเด็กนักเรียนประถมศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบใน4 จังหวัดชายแดนใต้ ที่เข้าร่วมในโครงการเฝ้าระวังโรคพีทีเอสดีของรพ.จิตเวชสงขลาฯ เพื่อตรวจคัดกรองและให้การดูแลช่วยเหลือเพิ่มการเข้าถึงบริการเยียวยาทางจิตใจ ในปี2560จำนวน4,178คน จากโรงเรียน26แห่ง

ผลจากการคัดกรองด้วยแบบประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์ ความไม่สงบหรือคราย 8 ข้อ (ChildrenRevised Impact of Event Scale :CRIES-8)พบว่ามีเด็กเสี่ยงป่วยโรคพีทีเอสดี เช่น มีอาการหวาดผวาเป็นพักๆ มีเหตุการณ์ผุดขึ้นในใจ เป็นต้น จำนวน1,101คน เฉลี่ยร้อยละ27พบสูงที่สุดในจ.ปัตตานีร้อยละ39จ.สงขลาร้อยละ31ยะลาร้อยละ21และนราธิวาสร้อยละ18

“นับเป็นการค้นพบข้อมูลครั้งสำคัญของประเทศ เด็กที่เป็นโรคนี้จะมีปัญหาการเรียน ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก หากไม่ได้รับการรักษาจะมีโอกาสกลายเป็นผู้ป่วยจิตเวชในที่สุดซึ่งทีมจิตแพทย์จะให้การดูแลรักษาทันทีเบ็ดเสร็จที่โรงเรียน และติดตามต่อเนื่อง โดยจะดำเนินการขยายโครงการนี้เพิ่มขึ้นในปีงบประมาณ2561” อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าว

อธิบดีกรมสุขภาจิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการป้องกันปัญหานี้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ กรมสุขภาพจิตได้เปิดคลินิกให้บริการผู้ป่วยโรคพีทีเอสดีโดยเฉพาะที่รพ.จิตเวชสงขลาฯ บริการแบบเบ็ดเสร็จที่จุดเดียว เพื่อสร้างความเชี่ยวชาญและพัฒนาองค์ความรู้การดูแลผู้ป่วยในภาวะวิกฤตในระดับประเทศ ซึ่งจากให้บริการ

พบว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีโรคร่วมด้วยอย่างน้อย 4 โรค ที่พบมากอันดับ1ได้แก่ อาการซึมเศร้า พบสูงถึงร้อยละ 90 รองลงมาคือคิดฆ่าตัวตายร้อยละ55ใช้สารเสพติดร้อยละ16และดื่มสุราร้อยละ7 จึงได้วิจัยและพัฒนาเครื่องมือคัดกรอง2คำถาม (2P)ค้นปัญหาและอาการเพียง2คำถามคือถามถึงเหตุรุนแรงที่ประสบในอดีต

และผลกระทบกับชีวิตในปัจจุบัน ในกลุ่มเสี่ยง เช่น บุคคลใกล้ชิดเสียชีวิตอย่างกระทันหัน ถูกทำร้ายร่างกายจิตใจ จากการทดสอบ พบว่ามีความแม่นยำสูงและใช้การได้ดีมาก ขณะนี้ได้นำไปใช้คัดกรองที่โรงพยาบาลทุกแห่งในเขตสุขภาพที่12และแปลงเป็นภาษามลายูด้วย ซึ่งเป็นภาษาถิ่นเพื่อให้ประชาชนเข้าใจง่ายขึ้น โดยกรมฯจะขยายใช้แบบคัดกรองนี้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศในปีงบประมาณ2561เพื่อใช้คัดกรองหาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่รุนแรงทุกสถานการณ์ และดำเนินการเยียวยาได้อย่างทันท่วงที

สำหรับในกลุ่มนักเรียน จะเพิ่มการดำเนินการ 2 เรื่องใน ปี 2561ประการแรก คือ การสร้างความพร้อมในการเผชิญเหตุรุนแรง โดยฝึกซ้อมทั้งชุมชนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายทหาร ตำรวจ เพื่อสร้างความพร้อมในการเผชิญเหตุ ให้นักเรียนมีทักษะ ความพร้อมทางจิตใจ ไม่ตื่นตระหนก สามารถฟื้นตัวได้เร็วหลังเกิดเหตุ ขณะเดียวกันจะเฝ้าระวังคัดแยกเด็กที่มีความผิดปกติให้ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที รูปแบบนี้สามารถขยายผลใช้ในพื้นที่อื่นๆได้ด้วย

ประการที่2คือการพัฒนาแบบคัดกรองหานักเรียนที่ป่วยเป็นโรคจิตเวช โดยเฉพาะ4โรคที่พบบ่อย ได้แก่ ออทิสติก สติปัญญาบกพร่อง สมาธิสั้น และบกพร่องทางการเรียนรู้ และคัดกรองโรคซึมเศร้า ความเสี่ยงโรคพีทีเอสดี ผ่านทางแอพพลิเคชั่น ทั้งครู อสม. และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข สามารถตรวจสอบได้ทางมือถือสมาร์ทโฟน แท็บเล็ตเพื่อจัดระบบการดูแลเด็กที่เหมาะสมระหว่างครู อสม. เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และผู้ปกครอง คาดว่าจะใช้การได้ในปลายปี2560นี้

รวมทั้งการส่งเสริมสุขภาพจิตในระดับชุมชน โดยนำหลักศาสนามาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข อยู่ในสังคมอย่างมีคุณค่า โดยมีศูนย์สุขภาพจิตที่12ดำเนินการสนับสนุนองค์ความรู้ทางวิชาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

นิทรรศการ “ความทรงจำ”ในหลวงร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296393

นิทรรศการ “ความทรงจำ”ในหลวงร.9

มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่22, นิทรรศการ ความทรงจำ, ความทรงจำ

   มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่22ชูนิทรรศการ “ความทรงจำ” นำเสนอพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จ       พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

   ผ่านหนังสือที่เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์กว่า 7 ทศวรรษ      ดังพระบรมราโชวาทว่า หนังสือนั้นเป็น “สิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้” พร้อมเสวนาหัวข้อ “๙ วัน ๙ ความทรงจำ ธ สถิตอยู่ในใจไทยนิรันดร์”

     นางสุชาดา สหัสกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) เปิดเผยว่า “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 22 (Book Expo Thailand 2017)” ภายใต้แนวคิด “ความทรงจำ” ซึ่งเชื่อมโยงกับนิทรรศการหลักของงานคือ “ความท๙งจำ” โดยการสนับสนุนจาก กระทรวงวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กรมศิลปากร  และสมาคม ผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นศูนย์กลางของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำหนังสือ ประสานความร่วมมือกับองค์กรภาครัฐและเอกชน อาทิ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย สมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ชมรมบรรณาธิการไทย กสทช.      มิวเซียมสยาม โครงการสารานุกรมไทย และสำนักพิมพ์ต่างๆ

        โดยทุกฝ่ายร่วมกันทำงาน เพื่อน้อมรำลึกถึง         พระมหากรุณาธิคุณและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่มีต่อวงการหนังสือของไทย ผ่านหนังสือพระราชนิพนธ์ และหนังสือที่เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ ด้วยความตระหนักว่า หนังสือเป็น “สิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้” สมดังพระบรมราโชวาทที่ได้พระราชทานแก่คณะสมาชิกห้องสมุดทั่วประเทศ 25 พฤศจิกายน 2514 ว่า

     “…หนังสือเป็นการสะสมความรู้ และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างมา ทำมา คิดมา แต่โบราณกาลจนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นคล้าย ๆธนาคารความรู้และเป็นออมสิน เป็นสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้…”

        “สำหรับไฮไลท์ของนิทรรศการความทรงจำ ไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์’ นักสะสมหนังสือและภาพโบราณจะนำนิตยสาร “วงวรรณคดี” ฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2490 ซึ่งได้รับพระบรมราชานุญาตพิเศษให้ตีพิมพ์ พระราชนิพนธ์เรื่อง “เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่   สวิทเซอร์แลนด์” ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์เรื่องแรกเมื่อทรงขึ้นครองราชย์มาจัดแสดงร่วมกับหนังสือพระราชนิพนธ์เล่มอื่นๆ หนังสือที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอด 7 ทศวรรษใน    รัชสมัยของพระองค์ นอกจากนี้ยังมีสิ่งพิมพ์และของที่ระลึกต่างๆ ที่จัดทำขึ้นหลังวันสวรรคต 13 ตุลาคม พ.ศ.2559จึงถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งนิทรรศการที่รวบรวมหนังสือและสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาแสดงให้ชมมากที่สุดอีกด้วย” นางสุชาดากล่าว

      ขณะที่ น.ส. สุลักษณ์ วิศวปัทมวรรณ อุปนายกฝ่ายต่างประเทศ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย กล่าวถึง นิทรรศการ 100 ABCD ซึ่งจะจัดแสดงผลงานปกหนังสือและรูปเล่มดีเด่นที่ผ่านการคัดเลือกจากโครงการ 100Annual Book and Cover Design 2017 หรือ 100 ABCD ว่าจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 หลังจากได้รับการตอบรับในครั้งแรกอย่างดีเยี่ยม โดยเป็นความร่วมมือระหว่างสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ร่วมกับ สมาคมนักออกแบบเรขศิลป์ไทย เพื่อคัดเลือกปกหนังสือและการออกแบบรูปเล่มดีเด่น ซึ่งมีเป้าหมายที่จะนำเสนอผลงานหนังสือที่มีการออกแบบที่ดีและโดดเด่น เพื่อแสดงศักยภาพวงการหนังสือและนักออกแบบกราฟิกของไทยสร้างคลังความรู้งานออกแบบสิ่งพิมพ์ที่ดีให้กับวงการหนังสือของไทย รวมทั้งเป็นการเผยแพร่วิชาชีพนักออกแบบหนังสือให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

       “ทุกวันนี้ดีไซน์เป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญสำหรับการทำหนังสือ เพราะจะทำให้หนังสือโดดเด่นและถูกทำให้เห็นตั้งแต่แรก การออกแบบเข้ามาช่วยเราสร้างพื้นที่ระหว่างคนทำหนังสือกับดีไซเนอร์มากขึ้น โดยปีนี้ มีผลงานที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากแวดวงศิลปะและหนังสือ โดยแบ่งเป็นประเภทปกหนังสือ 80 ผลงาน และการออกแบบรูปเล่ม 19 ผลงาน ซึ่งผลงานทั้งหมดนี้จะนำมาแสดงในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 22 นี้ รวมทั้งนำไปแสดงในงานแสดงหนังสือของต่างประเทศอีกด้วย ผู้สนใจสามารถเข้าไปดูงานได้อีกช่องทางหนึ่งที่www.100abcd.org

      มหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 22 ชมนิทรรศการ ‘ความทรงจำ’ และนิทรรศการอื่นๆ รวมทั้งกิจกรรมบนเวทีเอเทรียมกว่า 90 รายการ และหนึ่งในนั้นคือ รายการ “๙ วัน ๙ ความทรงจำ ธ สถิตอยู่ในใจไทยนิรันดร์” กับบุคคลผู้มีชื่อเสียงที่จะแบ่งปันความทรงจำในห้วงเวลาสำคัญของชาวไทย อาทิ นายชวน หลีกภัย พลตำรวจเอกวสิษฐ เดชกุญชร นายแพทย์ดนัย   โอวัฒนาพาณิชย์ เป็นต้น

      นอกจากนี้ยังได้จัดทำของที่ระลึก ‘’ที่คั่นหนังสือแห่งความท๙งจำ’ Limited edition เพื่องานมหกรรมหนังสือระดับชาติในครั้งนี้โดยนักออกแบบชื่อดัง ซึ่งรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะมอบให้กับ โรงพยาบาลศิริราช เพื่อสมทบทุนอาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา  หนังสือราคาพิเศษที่คัดสรรมาให้เลือกกว่า 1,000,000 เล่ม  จากสำนักพิมพ์ 389 ราย รวมทั้งสิ้น939 บูธบนพื้นที่กว่า 20,000 ตารางเมตร ระหว่าง       วันพุธที่ 18 – วันอาทิตย์ที่ 29ตุลาคม พ.ศ. 2560 (12 วัน) ตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ถึงขั้นออก”60,000″ขรก.เบี้ยวหนี้กยศ.!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296381

ถึงขั้นออก”60,000″ขรก.เบี้ยวหนี้กยศ.!

กยศ, ข้าราชการเบี้ยวหนี้กยศ, 60000, กรมบัญชีกลาง

กรมบัญชีกลาง ระบุกลุ่มข้าราชการเบี้ยวหนี้กยศ. 60,000 คน ขู่ความผิดทางวินัยถึงขั้นออกจากราชการ หากต้องเข้าสู่กระบวนการสอบข้อเท็จจริง

       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษามีผลบังคับใช้ ให้อำนาจ กยศ.หักเงินบัญชีเงินเดือนแบบภาคบังคับได้ทันที ซึ่งหลังจากที่ให้ต้นสังกัดหักเงินเดือนนำส่งชำระหนี้ กยศ.แล้ว แต่ปรากฎว่ายังไม่ยอมชำระหนี้ที่ค้างไว้อีก ข้าราชการคนดังกล่าว อาจจะมีความผิดทางวินัยด้วย หากต้องเข้าสู่กระบวนการสอบข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการ ที่สามารถถูกให้ออกจากราชการได้ในอนาคต

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. กล่าวถึงการติดตามหนี้กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาว่า กยศ. อยู่ระหว่างประสานข้อมูลลูกหนี้กับกรมบัญชีกลาง กรมสรรพากร และนายจ้างในหน่วยงานราชการ เพื่อให้ช่วยหักเงินเดือนข้าราชการที่เป็นลูกหนี้ กยศ. คาดว่าจะเริ่มได้อย่างเป็นทางการในเดือน ม.ค.2561

นายชัยณรงค์ ปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา กล่าวว่า จากฐานข้อมูลหนี้ กยศ.พบว่ามีข้าราชการที่เป็นลูกหนี้ กยศ.อยู่กว่า 230,000 คน ในจำนวนนี้เป็นลูกหนี้ที่เป็นหนี้ค้างชำระอยู่กว่า 60,000คน ซึ่งขั้นตอนต่อไปเตรียมลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับนายจ้างเอกชน ในการนำส่งรายชื่อลูกหนี้ กยศ. เพื่อให้นายจ้างเอกชนหักเงินเดือนเพื่อนำส่ง กยศ. คาดว่าระบบหักเงินเดือนเอกชนจะดำเนินการได้ในปี 2561 แน่นอน

และกรณีที่ กยศ.ได้นำส่งรายชื่อให้นายจ้างแล้ว แต่นายจ้างไม่หักเงินเดือนให้ กยศ. นายจ้างจะมีความผิดต้องจ่ายค่าปรับแทนลูกหนี้ในอัตราตามที่กฎหมายกำหนด และคาดว่าเมื่อนำระบบการหักเงินเดือนมาใช้กับนายจ้างส่วนราชการและเอกชนจะทำให้สถานะหนี้ของ กยศ.ปรับตัวดีขึ้นโดยปัจจุบัน กยศ.มีลูกหนี้ที่ค้างชำระอยู่ประมาณ 2 ล้านคน คิดเป็นวงเงิน 62,000 ล้านบาท และมีลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างฟ้องร้อง 1,200,000 คน คิดเป็นวงเงิน 100,000 ล้านบาท

กู้ กยศ.คือกู้เงินหลวง ต้องชดใช้

ต้องแก้ให้ได้!!เด็กตีกันซ้ำซาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296293

ต้องแก้ให้ได้!!เด็กตีกันซ้ำซาก

กลุ่มเสี่ยง, วิทยาลัย, ตีกัน

สอศ.ประชุมยกระดับมาตรการป้องกันทะเลาะวิวาท ระบุจุดบอดขาดการเชื่อมเครือข่าย ลั่นวิทยาลัยไหนปล่อยตีกันซ้ำซาก งัดมาตรการลงโทษวินัยหรือโยกย้าย

จากการประชุมการยกระดับการเฝ้าระวัง ป้องกันและแก้ไขปัญหาการก่อเหตุทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล วิทยาลัยอาชีวศึกษากลุ่มเสี่ยง 53 แห่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า จากปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยและต้องการให้มีกำหนดมาตรการแก้ไขที่เข้มข้นและเห็นผลเป็นรูปธรรม อันดับแรกจะต้องหยุดเลือดปัญหานี้ให้ได้ โดยการก่อเหตุจากนักศึกษาในวิทยาลัยกลุ่มเสี่ยงทั้ง 53 แห่งจะต้องหมดไป
ขณะเดียวกัน จะปรับโครงสร้างภายในสอศ.ให้มีการจัดตั้งศูนย์แก้ปัญหานักเรียนนักศึกษาทะเลาะวิวาทขึ้น เพื่อให้ดูแลการแก้ปัญหานี้โดยตรง สำหรับวิทยาลัยอาชีวศึกษากลุ่มเสี่ยงต้องสร้างเครือข่ายการทำงานในการแก้ปัญหานี้อย่างจริงจังด้วย เพราะเรื่องนี้ถือเป็นจุดบอดสำคัญที่วิทยาลัยยังขาดความร่วมมืออยู่ ซึ่งหากยังพบวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชนแห่งไหนก่อเหตุซ้ำซากและเพิกเฉยในการแก้ปัญหาจะใช้มาตรการทางการบริหารทันที เช่น ตั้งสอบวินัย หรือ โยกย้ายผู้บริหารสถานศึกษา เป็นต้น
“อยากให้ครูอาชีวะได้ละลายพฤติกรรมการสร้างค่านิยมของรุ่นพี่เรื่องการยกพวกไปตีสถาบันอื่นด้วย เนื่องจากเราต้องสร้างภาพลักษณ์ของอาชีวะ เรียนแล้วมีงานทำไม่ใช่เรียนแล้วมายกพวกตีกัน ซึ่งนักเรียนอาชีวะเหล่านี้ในอนาคตจะต้องเป็นกำลังหลักสำคัญในการพัฒนาประเทศ”ดร.สุเทพ กล่าว
ด้าน พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือรุมสะกัมปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าปัญหาเหล่านี้แก้ได้อย่างแน่นอน เพราะไม่ใช่แค่หน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงอย่างเดียว ที่ผ่านมาใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มข้นกับเด็กนักศึกษาที่ก่อเหตุไปแล้วหลายราย แต่ปัญหาก็ยังไม่สิ้นสุด ซึ่งสิ่งสำคัญคือวิทยาลัยอาชีวศึกษาทุกแห่งจะต้องทำอย่างจริงจังกับมาตรการที่ส่วนกลางมอบให้ไป รวมถึงครูและผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องกวดขันร่วมมือด้วย โดยเราจะต้องช่วยกันหยุดมรดกบาปเหล่านี้ เนื่องจากเด็กส่วนใหญ่มีค่านิยมผิดๆกับการยกพวกตีกันจากรุ่นพี่ เช่น เมื่อมีรุ่นน้องปี 1 เข้ามาเรียนก็จะทดสอบรุ่นน้องด้วยการให้ไปตีกับสถาบันอื่นหากไม่ทำตามก็จะถูกเรียกว่า ไอ้ป๊อด เป็นต้น รวมถึงมีการลงขันภายในสถาบันเพื่อซื้ออาวุธปืนเก็บไว้ด้วย เชื่อว่ารุ่นน้องทุกคนไม่ได้อยากทำแน่แต่ด้วยความกลัวและถูกบังคับจึงเกิดค่านิยมผิดๆเหล่านี้จนถึงปัจจุบัน ซึ่งได้ฝาก สอศ.ให้เข้มงวดกับวิทยาลัยให้มากขึ้น รวมถึงส่งรายชื่อนักศึกษากลุ่มเสี่ยงให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อจะได้รู้เบาะแสและเฝ้าระวังต่อไป

ปิดกราบพระบรมศพ ตั้งแต่ 1 ตุลาคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296286

ปิดกราบพระบรมศพ ตั้งแต่ 1 ตุลาคม

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร10 พระราชทานเพลิงเผาดอกไม้จันทน์ทุกจังหวัด, 26 กยสรุปปิดจราจร เส้นทางชมริ้วขบวนอิสริยยศ, ปิดกราบพระบรมศพ ตั้งแต่ 1 ตุลาคม, ปิดกราบพระบรมศพ, ตั้งแต่, ตุลาคม

คกก.ประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีเตรียมพร้อมหลังปิดกราบพระบรมศพ ตั้งแต่ 1 ตุลาคมเริ่มเคลียร์พื้นที่ ประชุมอีกครั้ง 26 ก.ย.สรุปชัดทั้งการปิดจราจร เส้นทางชมริ้วขบวน

    เมื่อวันที่ 20 ก.ย.ที่กรมประชาสัมพันธ์ นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ กล่าวภายหลังการประชุม ว่า สืบเนื่องจากสำนักพระราชวังประกาศ เปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 30 กันยายนนี้เป็นวันสุดท้าย

      เพื่อเตรียมดำเนินการจัดเตรียมการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพนั้น จึงได้มีการประชุมวาระพิเศษ เพื่อหารือและเตรียมความพร้อมในการดำเนินงานของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งตั้งแต่ 1-24 ตุลาคมมีเวลาไม่มาก หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการในหน้าที่รับผิดชอบให้พร้อมที่สุด

       ทั้งนี้ ในส่วนของกรุงเทพมหานคร ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่บริเวณสนามหลวงและพื้นที่โดยรอบ ก็จะต้องเข้าไปดำเนินการรื้อเต้นท์ ปรับปรุงภูมิทัศน์ ตกแต่งต้นไม้โดยรอบ ปรับปรุงพื้นผิวถนน ตีเส้นใหม่ให้พร้อมสำหรับวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ที่จะมีริ้วขบวนเคลื่อนผ่าน

      อีกทั้ง ในวันที่ 7 ,15 และ 21 ตุลาคม จะมีการซ้อมใหญ่ริ้วขบวนพระราชอิสริยยศเสมือนจริง และวันที่ 18 ตุลาคมสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เสด็จประกอบพิธียกพระนพปฎลมหาเศวตรฉัตร ดังนั้น จะต้องเตรียมการทุกอย่างให้พร้อม

       นายออมสิน กล่าวต่อไปว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงรับสั่งให้รัฐบาลดำเนินการจัดสร้างพระเมรุมาศจำลองขึ้น ซึ่งขณะนี้การก่อจัดสร้างพระเมรุมาศจำลองนั้นคืบหน้าไปแล้ว 60-70% ในกรุงเทพฯ มีทั้งสิ้น 9 จุด             ได้แก่ 1.พระลานพระราชวังดุสิต 2.กองสลาก 3.สวนนาคราภิรมย์ 4.พระบรมราชานุสาวรีย์ 5.ลานคนเมือง 6.สนามกีฬาธูปเตมีย์ 7.พุทธมณฑล 8.ไบเทค บางนา และ9.มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และในต่างจังหวัด 76 จังหวัด รวมถึงจัดทำซุ้มและจุดถวายดอกไม้จันทน์ บริเวณสถานที่ต่างๆ และวัด

      ในพื้นที่กรุงเทพฯ รวม 101 จุด แบ่งเป็น ซุ้มขนาดใหญ่ 16 ซุ้ม ซุ้มขนาดกลาง 26 ซุ้ม และจุดถวายดอกไม้จันทน์ 49 จุด เพื่อความสะดวกของประชาชนในการเข้าร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9

    “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงห่วงใยประชาชนอยากให้ใช้โอกาสนี้อำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถร่วมพิธีไม่ต้องมาส่วนกลางทั้งหมด เพราะวันนั้นจะมีการปิดจราจรหลายเส้นทาง ประชาชนจำนวนมากอาจไม่สะดวกสบาย จึงพระราชทานเพลิงให้แต่ละจังหวัดใช้ในการเผาเอกไม้จันทน์ และจะมีการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์เพื่อให้ร่วมน้อมใจส่งเสด็จเสมือนมากรุงเทพฯดอกไม้จันทน์นั้น ทางกรุงเทพฯเตรียมไว้จำนวน 7 ล้านดอกและในต่างจังหวัดแต่ละจังหวัดก็เตรียมการไว้เช่นกันส่วนประชาขนที่ต้องการมาก็ไม่ได้ห้าม แต่อยากฝากให้เตรียมพร้อมอาหารแห้ง น้ำดื่มติดตัวมาด้วยเพื่อความสะดวก แต่เราก็เตรียมการรองรับไว้เช่นกัน”นายออมสิน กล่าว

      อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 26 ก.ย.นี้จะมีการประชุมคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ฯ อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะได้ข้อสรุปชัดเจนทั้งการปิดการจราจร การสัญจรเข้าพื้นที่ของประชาชนที่จะมาชมริ้วขบวนพระราชอิสริยยศ ประชาชนสามารถอยู่รอบๆท้องสนามหลวงในวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงได้หรือไม่

จดหมายเปิดผนึก วอน มธ.เปิดทางคนรุ่นใหม่เข้าบริหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296283

จดหมายเปิดผนึก วอน มธ.เปิดทางคนรุ่นใหม่เข้าบริหาร

จี้, ผู้บริหาร, มธ, ถอย, เปิดทาง, คนรุ่นใหม่, เข้าบริหาร, นิพนธ์ พัวพงศกร, จดหมายเปิดผนึก, นิพนธ์, พัวพงศกร

“นิพนธ์ พัวพงศกร” ทำหนังสือวอน ผู้บริหารธรรมศาสตร์ ถอยเปิดทางให้คนรุ่นใหม่เข้าบริหารบ้าง หลังจากเป็นชุดเดิมติดต่อกันกว่า 13 ปี มีแค่สลับตำแหน่งไปมา หวังปฏิรูป

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายงานว่า นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณรักษาการผู้อำนวยการวิจัยนโยบายเศรษฐกิจรายสาขาด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมชนบทสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ในฐานะอดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ทำจดหมายเปิดผนึก เรื่อง “การเลือกอธิการบดี มธ. คนใหม่ : จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์”

ใจความว่า…

“อดีตอาจารย์ และอาจารย์ มธ. หลายคนปรารภกับผมเรื่องความกังวลในการสรรหาอธิการบดี มธ. คนใหม่
สิ่งที่อาจารย์เหล่านั้น รวมทั้งตัวผมเองเป็นห่วงเป็นใยมาก คือ แนวโน้มที่ธรรมศาสตร์จะได้อธิการบดีคนใหม่ ซึ่งเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยมาติดต่อกันกว่า 13 ปี และหากเป็นไปตามคาดหมาย ทีมบริหารของอธิการบดีคนใหม่ก็อาจจะเป็นทีมเดิมที่ทำงานในตำแหน่งรองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี และคณบดีมหาวิทยาลัยติดต่อกันตลอด 13 ปีเพียงแต่สลับตำแหน่งกัน เมื่อมีการเปลี่ยนตัวอธิการบดี เท่านั้น
ผมลังเลใจที่จะเขียนจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ถึงชาวธรรมศาสตร์ เพราะผู้บริหารชุดนี้หลายคนต่างก็เป็นเพื่อนที่ผมรักใคร่ และให้ความนับถือทั้งในทางวิชาการและการบริหาร อีกทั้งท่านเหล่านี้ต่างก็มีส่วนสำคัญในการพัฒนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำเร็จในเรื่องการผลักดันนำ มธ. ออกจากระบบราชการ
แต่ขณะนี้ มธ. มีฐานเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล จึงต้องมีการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน และการวิจัยให้รุดหน้าเท่าเทียมมหาวิทยาลัยชั้นนำในเอเชีย รวมทั้งการไล่ทวงมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบราชการก่อน และบัดนี้มหาวิทยาลัยเหล่านั้นมีผลการดำเนินงานทางวิชาการที่ล้ำหน้ากว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ไม่ว่าเราจะใช้เกณฑ์การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกของสถาบันจัดอันดับใดก็ตาม ข้อมูลระบุตรงกันว่าธรรมศาสตร์มิได้อยู่ในอันดับที่น่าพึงพอใจ เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย เพราะอย่างเก่ง เราก็อยู่ในอันดับที่ 9-17 (ดูข้อมูลจัดอันดับในตาราง) ซึ่งต่ำกว่ามหาวิทยาลัยน้องใหม่ด้านเทคโนโลยี ข้อสังเกต คือ การจัดอันดับของ Times Higher Education (THE) และ QS ซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก  ธรรมศาสตร์ไม่มีชื่อติดอันดับใดๆ ของมหาวิทยาลัยโลกเลย  สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าคณะด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์สุขภาพของเรามีผลงานด้อยกว่ามหาวิทยาลัยอื่นที่ออกนอกระบบก่อนธรรมศาสตร์
แม้แต่การจัดอันดับ 50 มหาวิทยาลัยของไทยเอง ธรรมศาสตร์ก็ติดแค่อันที่ 8 ในด้านการวิจัย และอันดับที่ 6 ในด้านการเรียนการสอน….ในฐานที่เคยเป็นทั้งศิษย์เก่า อดีตอาจารย์และอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ผมพูดตรงๆว่า “น่าห่วงธรรมศาสตร์” มากครับ
นั่นหมายความว่าผู้บริหารชุดใหม่จะต้องมีทีมอาจารย์หนุ่มสาวจากสายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรม เข้ามาร่วมในสัดส่วนที่มากขึ้น รวมทั้งในอนาคตอันใกล้ ธรรมศาสตร์ควรจะมีอธิการบดีที่มาจากคณะเหล่านั้น เหมือนในมหิดล จุฬาลงกรณ์ เชียงใหม่ มจธ. ที่มีผู้บริหารหนุ่มสาวในสายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม-แพทย์ เข้ามาเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย คนเหล่านี้กล้าคิดเรื่องใหม่ๆ กล้าทำ กล้าทดลอง แถมยังเป็นคนเก่งที่มีพลังมหาศาล
ผมโชคดีที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกันบุคคลเหล่านี้ ในฐานของกรรมการผู้ทรงวุฒิมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขณะเดียวกันผมก็รู้จักอาจารย์หนุ่มสาวของ มธ. ในสายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม สถาปัตยกรรมหลายคน ซึ่งล้วนเป็นผู้มีความสามารถวิชาการสูง มีความใฝ่ฝันที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำมหาวิทยาลัย
แต่น่าเสียดายที่ระบบการเมืองธรรมศาสตร์ไม่เปิดโอกาสให้เขาเหล่านี้
การที่ธรรมศาสตร์มีผู้บริหารระดับรองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการชุดเดิมเป็นเวลาติดต่อกันอย่างยาวนาน เพียงแต่สลับตำแหน่งกัน  ทำให้ไม่มีการพัฒนาอาจารย์รุ่นใหม่ให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารในอนาคตเหมือนกับในมหาวิทยาลัย 3-4 อันดับต้นของประเทศ ยิ่งกว่านั้นในการสรรหาคณบดีหลายคณะ มหาวิทยาลัยไม่เลือกคณบดีที่บุคลากรสายต่างๆของคณะ (โดยเฉพาะสายอาจารย์) เป็นผู้เสนอมาในอันดับแรก (ยกเว้นคณะเศรษฐศาสตร์ ที่อาจารย์ผู้ได้คะแนนหยั่งเสียอันดับ 2-3 จะถอนตัวตามสัญญาประชาคมของคณะ) เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้อาจารย์ในธรรมศาสตร์คงมีความเชื่อว่าถ้าตนสมัครเข้าชิงตำแหน่งอธิการบดี ก็คงมีโอกาสริบหรี่มาก เพราะแม้ในทางหลักการกระบวนการสรรหาจะดูเหมือนเป็นระบบเปิดที่เป็นประชาธิปไตย แต่ในทางความเป็นจริง อาจารย์จำนวนมากรู้ว่าคนที่อยู่นอกกลุ่มผู้บริหารชุดปัจจุบันคงไม่มีโอกาส เมื่อไม่มีโอกาสก็ไม่ควรเปลืองตัวลงสมัคร
แม้กระบวนการสรรหาจะล่วงเลยมาถึงขั้นตอนที่ใกล้จะได้ตัวอธิการบดีคนใหม่แล้ว แต่ผมคิดว่ายังไม่สายเกินไปที่สภาวิทยาลัยจะหาหนทางเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสมัครรับเลือก หรือให้กรรมการสรรหาไปทาบทามอาจารย์ที่มีความสามารถสูง รวมทั้งบุคคลภายนอก (แต่ไม่ควรมีอายุเกิน 55 ปี)เข้ามาสมัคร โดยสภามหาวิทยาลัยให้ความมั่นใจแก่ชาวธรรมศาสตร์ว่ากระบวนการคัดเลือกจะเป็นกระบวนการที่คัดสรรคนหนุ่มสาวที่มีความรู้ความสามารถมากที่สุด มีความตั้งใจและเป็นคนดี โดยไม่ติดยึดกับตัวผู้บริหารปัจจุบัน
นอกจากนั้น ผมอยากเรียกร้องให้เพื่อนบางคนของผมที่เป็นผู้บริหารและมีอายุมากแล้วถอนตัว ตำแหน่งอธิการบดีควรได้บุคคลที่มีอายุ 45-55 ปี เพราะภารกิจเบื้องหน้าเป็นงานที่หนักมาก
ถ้าหากท่านติดตามกระแสการเปลี่ยนแปลงที่กำลังมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการจัดการศึกษาอุดมศึกษา ท่านคงทราบดีว่าความท้าทายใหญ่ต่อระบบอุดมศึกษา คือ คนที่จบมัธยมปลายที่จะเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา มีจำนวนน้อยกว่าจำนวนที่นั่งที่มหาวิทยาลัยทั้งระบบจะรับได้  นอกจากนี้เทคโนโลยีด้านการเรียนการสอนสมัยใหม่ผ่านระบบดิจิตอลกำลังทำให้การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยล้าสมัย ระบบการวิจัยของมหาวิทยาลัยไทยก็ไม่สามารถแข่งขันกับมหาวิทยาลัยในประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นจีน สิงคโปร์ หรือมาเลเซีย ….ถ้าหากผู้บริหารชุดใหม่ไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ ธรรมศาสตร์คงกลายเป็นมหาวิทยาลัยปลายแถว
ถ้าหากว่าหลังจากมีการเปิดโอกาสให้อาจารย์รุ่นใหม่เข้ามาสมัคร หรือมีการทาบทามให้มาสมัครเป็นอธิการบดี แต่ท่านผู้บริหารปัจจุบันที่สมัครเป็นอธิการบดีได้รับการความไว้วางใจจากสภามหาวิทยาลัยเป็นอธิการบดีคนใหม่ ผมขอเรียกร้องให้ท่านอธิการบดีคนใหม่แต่งตั้งรองอธิการบดี และผู้ช่วยอธิการบดีชุดใหม่ทุกคน ขอความกรุณาอย่าเลือกผู้บริหารชุดเก่ามาทำงานต่ออีกเลยครับ
ธรรมศาสตร์ควรอยู่ในมือของอาจารย์และผู้บริหารหนุ่มสาวรุ่นใหม่ครับ”