“ศิริราช”ศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์ 13 ต.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296279

“ศิริราช”ศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์ 13 ต.ค.

ศิริราชศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์ 13 ตค, ศิริราช

“ศิริราช”ศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์ 13 ต.ค.น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เพื่อเชิญชวนประชาชนคนไทยได้ร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์

       เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล พร้อมด้วยรศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการ รพ.ศิริราช  รศ.พญ.ตุ้มทิพย์ แสงรุจิ หัวหน้าหน่วยพิพิธภัณฑ์ศิริราช และ พลเรือตรี วศินสรรพ์ จันทวรินทร์ ผู้บัญชาการฐานทัพเรือกรุงเทพ ผู้แทนผู้บัญชาการทหารเรือ เแถลงข่าวการจัดงาน “ศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์”

          ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อโรงพยาบาลศิริราชมาตลอด  โดยเฉพาะ4 เรื่องหลัก คือ 1. ตั้งแต่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงประชวร แต่เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเห็นว่าในโรงพยาบาลมีปัญหาน้ำท่วมขัง กระทบต่อผู้ป่วยและญาติ ทั้งยังเป็นแหล่งก่อให้เกิดโรคได้ จึงได้ประทานแนวทางแก้ปัญหา โดยให้ปรับพื้นที่ลุ่มๆดอนๆของศิริราชให้เท่ากัน มีบ่อเก็บน้ำเสมือนเขื่อน ภายในโรงพยาบาล แยกน้ำดีน้ำเสียก่อนปล่อยน้ำลงแม่น้ำต้องบำบัด  เพราะหากบำบัดน้ำทั้งหมดจะสิ้นเปลืองงบประมาณ ทำให้ปัญหาน้ำท่วมขังลดน้อยลง

         2.ทรงเล็งเห็นว่ารถติดหนักรอบโรงพยาบาล อาจส่งผลร้ายต่อผู้เจ็บป่วยฉุกฉินจึงเรียกผู้เกี่ยวข้องเข้ามาเพื่อหารือให้การสร้างทางเดินรถเพิ่ม ก่อนจะเกิดเป็นทางคู่ขนานลอยฟ้าบรมราชชนนีขึ้น สามารถแก้ปัญหารถติดได้มาก  นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่รับสั่งว่าต้องการให้ประชาชนเดินทางมาโรงพยาบาลบได้สะดวก จึงกำลังมีการดำเนินการสร้างรถไฟจากต่างจังหวัดเข้ามาถึงโรงพยาบาลศิริราช และรถไฟฟ้าใต้ดินจากในเมืองมายังโรงพยาบาล

          3.เมื่อครั้งประชวรจนเข้ารักษาตัวทรงมองลงมาจากห้องพักแล้วเห็นที่ดินแปลงติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาว่างเปล่าไม่ได้ใช้ประโยชน์ จึงมีรับสั่งว่าที่ตรงนี้ดี ใช้ประโยชน์ได้ เพราะเมื่อเย็นก็จะมีเงาจากตึกพาดผ่านทำให้เกิดร่มเงาด้วย จึงปรับใช้เป็นที่ออกกำลังกายแก่บุคลากรในโรงพยาบาล ผู้ป่วย และญาติ และ4.ครั้งประชวรได้มีรับสั่งว่าไม่ต้องการให้การเข้ารักษากระทบต่อผู้ป่วยในโรงพยาบาล อีกทั้งทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยผู้ป่วยหลายต่อหลายครั้ง

          “โรงพยาบาลศิริราชแห่งนี้จึงเป็นเสมือนศูนย์รวมใจที่ประชาชนได้มาร่วมกันน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เป็นสถานที่แห่งความทรงจำ ความรักและความศรัทธา ที่ประชาชนคนไทยรวมถึงคณะทูตานุทูตจากนานาประเทศ ได้เข้ามาร่วมลงนามถวายพระพร ร่วมกันเจริญจิตภาวนา และส่งกำลังใจถวายพระองค์ท่าน จนถึงวันที่เสด็จสวรรคต อันเป็นที่มาของการจัดงาน “ศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์” ครั้งนี้” ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าว

        สำหรับการจัดงาน “ศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์” เป็นงานที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลจัดขึ้น เพื่อเชิญชวนประชาชนคนไทยได้ร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์ โดยจะจัดขึ้น ณ โรงพยาบาลศิริราช ในวันศุกร์ที่ 13 ตุลาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 05.30 น.เป็นพิธีทำบุญตักบาตร (ข้าวสารอาหารแห้ง) แด่พระสงฆ์ 199 รูป ที่จะเดินบิณฑบาตจากหอประชุมกองทัพเรือ ถึงลานพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก โรงพยาบาลศิริราช เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล โดยจะส่งมอบอาหารแห้งส่วนหนึ่งไปยังโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน

     ทั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนกำลังพลและสถานที่จากกองทัพเรือตลอดเส้นทางพระสงฆ์บิณฑบาต โดยจัดเตรียมสถานที่ให้คณะสงฆ์ 199 รูป ตั้งแถวบิณฑบาต สถานที่สำหรับจอดรถตู้ รับส่งคณะสงฆ์ กำลังพลประจำถ่ายอาหารจากบาตรใส่ถุงที่เตรียมไว้จากหอประชุมกองทัพเรือถึงโรงพยาบาลศิริราช เพื่อส่งให้กองอำนวยการโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนต่อไป และมีกิจกรรมต่างๆตลอดทั้งวัน

      จากนั้นเวลา 19.00 น. พิธี “ศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์”บริเวณลานพระราชานุสาวรีย์ฯ โดยนักศึกษาแพทย์และบุคลากรศิริราช การแปรอักษรเป็นสัญลักษณ์เลข “๙” โดยกำลังพลกองทัพเรือ และเหล่าพยาบาล ฝ่ายการพยาบาล รพ.ศิริราช ประกอบแสง สี สื่อผสม และเข้าสู่ช่วง “แสงแห่งแผ่นดิน” พิธีจุดเทียนเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์ ผ่านบทเพลง “ความฝันอันสูงสุด” ที่เป็นดั่งขวัญและกำลังใจอันสำคัญยิ่งของ คนไทย โดยอัญเชิญไฟประทานจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชฯ เป็นจุดเริ่มของแสงเทียน ที่จะจุดต่อ ๆ กันให้สว่างไสวไปทั่ว และจะยังคงสว่างไสวเป็นแสงนำทางในดวงใจของคนไทยทุกคนตลอดไป

      นอกจากนี้จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ 2 ชุด ดังนี้ 1. นิทรรศการ “ศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์” ณ พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน โดยจัดแสดงภาพพระราชกรณียกิจทั้งสี่ภาคที่หาชมได้ยาก และ2. นิทรรศการ“นบพระภูบาลสู่แดนสรวง” นำเสนอเรื่องราว 3 ส่วน ประกอบด้วย 1. นวมินทร์มหาราช ปวัติ 2. กรณียพัฒน์เพื่อประชาไทย 3. น้อมดวงใจสืบสานราชปณิธาน ผ่านเทคโนโลยี AR : Augmented Reality, Projection mapping และจอ LED ขนาดใหญ่ ตลอดระยะเวลา 70 ปี 4 เดือน ที่ทรงครองราชย์ ชมได้ระหว่างวันที่ 9 – 31 ตุลาคม 2560 ณ ศาลาศิริราช 100 ปี

        “อยากให้ประชาชนมองย้อนกลับไปว่าตลอด 1 ปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้างกับจิตใจเรา อยากเห็นประชาชนเดินทางมาร่วมทำบุญอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ โรงพยาบาลศิริราชในวันที่ 13 ตุลาคมนี้ เพราะถือว่าอาจจะเป็นกิจกรรมครั้งหลังๆที่เราจะสามารถถวายงานให้พระองค์ท่านได้ ใครที่มาไม่ได้ก็ขอให้ตั้งจิตทำบุญอุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แต่ถ้าได้มาร่วมกิจกรรมที่นี่เราก็จะดูแลเป็นอย่างดี ส่วนเรื่องการการจราจรว่าจะมีการปิดเส้นทาใดบ้าง ใกล้ถึงวันแล้วทางโรงพยาบาลศิริราชจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง”ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าว

เด็กไทยอยากรวยเร็ว มุ่งเล่นพนันออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296275

เด็กไทยอยากรวยเร็ว มุ่งเล่นพนันออนไลน์

เด็กไทยอยากรวยเร็ว มุ่งเล่นพนันออนไลน์, 20กันยายน เป็นวันเยาวชนแห่งชาติ, ร้อยละ, ขณะที่คนไทย, มุ่งเล่นพนัน

ผลสำรวจพบเยาวชนไทยอายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 40 มีประสบการณ์เล่นพนัน ขณะที่คนไทย ร้อยละ 60 เริ่มเล่นพนันตั้งแต่อายุไม่ถึง 20 ปี ชี้เด็กไทยอยากรวยเร็ว มุ่งเล่นพนัน

       “20กันยายน เป็นวันเยาวชนแห่งชาติ”  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)ร่วมกับมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน จัดเสวนาเนื่องในวันเยาวชนแห่งชาติ หัวข้อ “เยาวชนไทยจะอยู่อย่างไรในสังคมนิยมเสี่ยง(พนัน)? โดยมีนายมานพ แย้มอุทัย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. กล่าวว่า ธุรกิจการพนันก้าวล้ำมากในโลกออนไลน์ โดยมีการพนันให้เลือกเล่นได้หลายอย่าง  ทั้งบ่อน บอลออนไลน์ ทำให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ง่ายและตลอดเวลา แถมยังมีโปรโมชั่นอีกสารพัด

อีกทั้งเด็กไทยอยากรวยเร็ว ทำให้มุ่งเล่นการพนันออนไลน์สูงขึ้น ผลสำรวจของศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน พบว่า เยาวชนไทยที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 40 มีประสบการณ์การเล่นพนัน ขณะที่คนไทยที่เล่นพนัน ร้อยละ 60 เริ่มเล่นพนันตั้งแต่อายุไม่ถึง 20 ปี แสดงให้เห็นว่า การพนันกับเยาวชนเป็นสิ่งที่ใกล้กันมาก จึงเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนควรช่วยกันปกป้องดูแลเด็กและเยาวชนไม่ให้เข้ามาเป็นนักพนันหน้าใหม่

นายฉันทวิชช์ ธนะเสวี หรือเต๋อ นักแสดงและนักเขียนบทชื่อดัง กล่าวว่า การพนันกับเยาวชนมีความรุนแรงกว่าผู้ใหญ่ เพราะเยาวชนส่วนใหญ่ยังไม่มีวิจารณญาณที่ดีพอ ประกอบกับไม่มีรายได้เป็นของตัวเอง มีโอกาสสูงมากที่จะหันไปกระทำสิ่งผิดกฎหมายอื่นๆ เพื่อหาเงินมาเล่นพนันหรือใช้หนี้พนัน ซึ่งตนเคยมีคนที่ประสบปัญหาจากการพนันมาขอความช่วย พบว่ายิ่งช่วยเขามากเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ ไม่จบ

ดังนั้น กลุ่มคนที่คิดอยากเล่น โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนว่าควรหลีกเลี่ยงการพนันทุกชนิด เพราะไม่เคยมีใครรวยจากการเล่นพนัก ส่วนใครที่เล่นอยู่หรือคิดอยากเล่น ก็ให้มีการกำหนดลิมิต เรามีเงินเท่าไหร่ที่จะใช้เล่นก็ควรมีเท่านั้น ถ้าหมดก็หยุดเล่นจะได้ไม่มีปัญหาหนี้สินในอนาคต

น.ส.สุวนัน ลีลาขจรจิต นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ในฐานะแกนนำเครือข่ายเด็กรุ่นใหม่ไม่พนัน กล่าวว่า ขณะนี้สื่อโซเซียลไปไวมาก การพนันในยุคดิจิตอลจึงเป็นปัญหาที่ทุกรัฐบาลแก้ไม่ตก และเยาวชนกลายเป็นเหยื่อ เพราะเข้าถึงง่าย เช่น มีแอพให้โหลด มีเกมสอนวิธีเล่น จากเด็กที่เล่นไม่เป็นก็กลายเป็นเล่นจนติด อย่างเพื่อนของตน ก่อนหน้านี้เล่นขำๆ แต่สุดท้ายตอนนี้กลายเป็นคนติดพนันบอลออนไลน์ ทุกเช้าต้องตื่นมาลุ้น หรือดึกไม่ยอมนอน กระทบต่อการเรียน เสียเงิน เสียอนาคต พฤติกรรมเปลี่ยนไปมาก
“ขณะนี้การพนันได้ลุกลามไปในสถานศึกษามากขึ้น ทั้งพนันบอล หวยใต้ดิน นักเรียนนักศึกษาตั้งตัวเป็นเจ้ามือ นับวันเด็กเล่นพนันยิ่งอายุน้อยลงเรื่อยๆ ในฐานะเยาวชนที่เห็นปัญหามาตลอด อยากขอของขวัญเนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติ โดยให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องใช้ยาแรงในการออกมาตรการต่างๆ ให้ผลกับการพนันทุกรูปแบบไม่ใช่แค่ยอมจ่ายค่าปรับหรือตักเตือนแล้วปล่อยไป ต้องทำให้เด็กเยาวชนเห็นส่วนได้ส่วนเสียจากการพนัน”น.ส.สุวนัน กล่าว

(คลิป)พบแมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์ ชนิดที่97 ของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296258

(คลิป)พบแมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์ ชนิดที่97 ของโลก

คณะวิทย์ จุฬาฯ ค้นพบ “แมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์” ชนิดที่97 ของโลก และครั้งแรกของประเทศไทย ไม่มีพิษต่อมนุษย์ ชี้แนวทางอนุรักษ์ เปิดแม่วงก์ เป็นพื้นที่อนุรักษ์

          เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2560 ที่อาคารเคมี 2 คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  แถลงข่าวการค้นพบ “แมงมุมฝาปิดโบราณชนิดใหม่ของโลกในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ โดยมี รศ.ดร.พลกฤษณ์ แสงวณิช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ทางคณะต้องการเผยแพร่ผลงานวิจัยของภาควิชาชีววิทยาในการค้นพบสิ่งมีชีวิตใหม่ เป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ ถือเป็นผลงานที่มีความโดดเด่นนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดงานวิจัย ประยุกต์ใช้ทั้งด้านอุตสาหกรรม ด้านการแพทย์ หวังว่าจะเป็นตัวจุดประกายให้เกิดความร่วมมืออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติต่อไป

(คลิป)พบแมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์ ชนิดที่97 ของโลก
ผศ.ดร.นพดล กิตนะ หัวหน้าภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า คณะมีการค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลกมาแล้ว 51 ชนิดที่ค้นพบในประเทศไทย บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ที่มีอยู่ ซึ่งสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ ไม่ได้มาพร้อมศักยภาพที่สามารถใช้ได้ทันที ต้องศึกษาวิจัยเพิ่มเติม คณะวิทยาศาสตร์ จะมีการศึกษา วิจัยในการนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น แมงมุมในอุตสาหกรรมมีการพูดถึงเส้นใยของสัตว์ชนิดนี้ เนื่องจากมีความเหนียวแน่น ต้องวิจัยต่อเพื่อนำไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์หรือประโยชน์ต่อไป

นายภาณุเดช  เกิดมะลิ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่าพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเขื่อนแม่วงก์อย่างที่หลายคนรู้ แต่เป็นพื้นที่ที่มีการอนุรักษ์ ความหวังและโอกาสในการฟื้นฟูสัตว์ป่า ทั้งในระดับประเทศไทยและนานาชาติ

(คลิป)พบแมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์ ชนิดที่97 ของโลก

โดยช่วงที่ผ่านมาหากได้ติดตามข่าวสารจะพบว่า บริเวณพื้นที่แม่วงก์ มีการพบเสือมากกว่า 16 ตัว รวมถึงสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ สะท้อนให้เห็นว่า พื้นที่แม่วงก์มีความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งป่าไม้ และสัตว์ป่า และในอนาคตกรมอุทยานมีแห่งชาติ มีแนวคิดจะประกาศพื้นที่บริเวณแม่วงก์ เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ
ดังนั้น การค้นพบแมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์ ทำให้ได้เห็นถึงการศึกษาวิจัยที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้เจอสัตว์ชนิดใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ และโลก รวมถึงทำให้ต้องมีการฟื้นฟู ดูแลทรัพยากรธรรมชาติให้ดียิ่งขึ้น และต้องมีการดูแลจัดการอย่างมีคุณภาพ เพื่อทำให้ป่าไม้ และสัตว์ป่าสมบูรณ์
นายวรัตถ์ ศิวายพราหมณ์ นักศึกษาปริญญาโท คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ผู้วิจัยหลักในทีมศึกษาและค้นพบแมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์ (Liphostius maewongensis Sivayyapram)กล่าวว่าแมงมุมถือเป็นสัตว์ผู้ล่า (Predator) ที่มีความหลากหลายสูงที่สุดในระบบนิเวศน์ ในปัจจุบันมีการค้นพบแล้วมากกว่า 46,000ชนิด และมีการคาดการณ์เอาไว้ว่าอาจมีจำนวนมากถึง 200,000 ชนิด

(คลิป)พบแมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์ ชนิดที่97 ของโลก

ซึ่งในจำนวนนี้ไม่มีแมงมุมกลุ่มใดเลยที่จะหาได้ยากในธรรมชาติและเก่าแก่ไปกว่ากลุ่มของแมงมุมฝาปิดโบราณ (Liphistiidae,Mesthelae) โดยแมงมุมฝาปิดโบราณนั้น เป็นหนึ่งในซากดึกดำบรรพ์มีชีวิต เนื่องจากยังคงมีลักษณะหลายประการที่เหมือนกับบรรพบุรุษที่เคยมีชีวิตอยู่เมืองหลายล้านปีก่อน เช่น การที่แผ่นปิดท้องยังไม่รวมเป็นแผ่นเดียว และการที่มีอวัยวะสร้างใย อยู่กลางลำตัวซึ่งลักษณะทั้ง 2ประการนี้ไม่พบในแมงมุมกลุ่มอื่นๆ จากหลักฐานด้านบรรพชีวินวิทยาแสดงให้เห็นว่าบรรพบุรุษของแมงมุมฝาปิดโบราณอาจมีการถือกำเนิดตั้งแต่เมื่อประมาณ 300 ล้านปีก่อน

“ปัจจุบันมีรายงานการค้นพบแล้ว 96 ชนิด ซึ่งถือว่ามีจำนวนน้อยกว่า 1% เมื่อเทียบกับจำนวนแมงมุมทั้งหมด โดยส่วนใหญ่จะกระจายพันธุ์อยู่ในประเทศญี่ป่น และด้านตะวันออกของประเทศจีนและแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยแมงมุมฝาเปิดโบราณแม่วงก์ถือได้ว่าเป็นแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดที่ 97 ของโลกและเป็นชนิดที่ 33 ที่ถูกค้นพบในประเทศไทย มีขนาดตัวประมาณ 3-4 เซนติเมตร ซึ่งแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดนี้สามารถค้นพบได้เฉพาะในพื้นที่ของอุทยานแม่วงก์ที่ระดับความสูงมากกว่า 1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลขึ้นไป ซึ่งพบประมาณไม่เกิน 200 กว่าตัว”นายวรัตถ์ กล่าว

ทั้งนี้ แมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์จะทำรังอยู่พื้นที่ที่มีลักษณะเป็นหน้าผาดินที่มีความชันสูง โดยขุดดินลึกลงไปประมาณ 10-20 เซนติเมตร แล้วจะชักใยบุผนังโพรงด้านในเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิต

(คลิป)พบแมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์ ชนิดที่97 ของโลก

นอกจากนี้ที่ปากทางเข้าออกจะมีการสร้างฝาปิดเพื่ออำพรางทางเข้าออก และมีการสร้างเส้นใยรัศมีเพื่อรับแรงสั้นสะเทือนเมื่อมีเหยื่อมาสัมผัส ที่น่าสนใจ คือแมงมุงฝาปิดโบราณแม่วงศ์มีการสร้างรัง 2 รูปแบบที่แตกต่างกัน คือรังรูปแบบท่อตรงที่มีเพียงทางเข้าออกเดียว และรังรูปแบบตัว T ที่มีทางเข้าออก 2 ทาง คาดว่าทางออกที่สร้างขึ้นมาทีหลังไว้สำหรับเป็นทางออกสำรองเพื่อหลบหนี
อย่างไรก็ตาม คาดว่าแมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์ สามารถค้นพบได้ที่อุทยานแห่งขาติแม่งวงก์เพียงอย่างเดียว เนื่องจากเป็นสัตว์ที่มีความจำเพาะต่อแหล่งที่อยู่อย่างมาก เพราะในพื้นที่แม่วงศ์เองถ้าพื้นที่ต่ำกว่า 1000 เมตร ก็ไม่สามารถพบแมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์

นายวรัตถ์ กล่าวต่อไปว่า แมงมุม ถึงจะเป็นสิ่งมีชีวิตเล็ก แต่เป็นผู้ล่าที่มีจำนวนมาในระบบนิเวศน์ เปรียบเสมือนกลไกในการขับเคลื่อนระบบนิเวศน์ให้ยั่งยืน พื้นที่ใดมีแมงมุมมาก แสดงว่ามีเหยื่อ หรือแมลงที่มากพอ และสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ  ซึ่งการค้นพบครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าแม่วงก์ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากแมงมุมฝาปิดโบราณทุกชนิดจะใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตอยู่ภายในรัง ทำให้สามารถพบแมงมุมกลุ่มนี้ได้เฉพาะพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์เท่านั้น

“แมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์ เหมือนแมงมุมส่วนใหญ่ที่มีการพัฒนาของต่อมสร้างพิษที่บริเวณเขี้ยวแต่อย่างไรก็ตาม พิษของแมงมุมฝาปิดโบราณมีไว้เพื่อจัดการกับแมลงและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดเล็กที่เป็นเหยื่อของพวกมัน ดังนั้น พิษของแมงมุมกลุ่มนี้จึงไม่ได้เป็นอันตรายกับมนุษย์ ”

ทั้งนี้ ประโยชน์ที่ได้รับจากการค้นพบครั้งนี้ ได้แก่ ด้านวิชาการ ที่จะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม ทำให้นักวิจัยรู้ถึงการมีอยู่และศึกษาวิจัยต่อไป รวมถึงอนุรักษ์แมงมุมกลุ่มนี้  เพราะแมงมุมเป็นสัตว์ ที่แสดงถึงดัชนีชี้วัดของระบบนิเวศน์  และการท่องเที่ยว ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านที่มีการค้นพบแมงมุมกลุ่มนี้ ได้นำมาเป็นสัตว์อนุรักษ์ให้นักท่องเที่ยวได้ชม และมีการจัดทำแผ่นป้ายให้ความรู้

ดร.ณัฐพจน์ วาฤทธิ์ อาจารย์ที่ปรึกษาและอาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่าแนวทางที่จะสามารถอนุรักษ์แมงมุมแม่วงก์ไม่ให้สูญพันธ์ อาจจะดำเนินการตามแนวทางของประเทศมาเลเซีย ที่ทำให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ และเป็นไฮไลท์ของสถานที่แห่งนั้นในการให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีการจัดบริเวณในเดินชม ซึ่งประเทศดังกล่าว จะทำเป็นทางเดินให้นักท่องเที่ยวได้เห็นแต่ไม่สามารถเข้าไปสัมผัส หรือจับได้                   นอกจากนั้น ต้องมีการศึกษาต่อถึงคุณสมบัติของใยแมงมุม เนื่องจากเป็นใยที่สามารถรับแรงสั่นสะเทือนได้ อนาคตต้องศึกษาวิจัยถึงสารทางชีววิทยาของใยแมงมุม เพื่อนำมาใช้ในทางอุตสาหกรรม อาทิ  เสื้อผ้าที่มีความทนทาน หรือตัวถังรถยนต์ เป็นต้น

เตือนชาย50 ขึ้นไปคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296165

เตือนชาย50 ขึ้นไปคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก

เตือนชาย50 ขึ้นไปคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก, มะเร็งต่อมลูกหมาก

แนะเพศชายอายุ 50 ขึ้นไปอย่ามองข้าม มาตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากแต่เนิ่นๆ รักษาหายได้ เผยยอดผู้ป่วยชายเพิ่มขึ้นทุกปี พบมากเป็น อันดับต้นๆ ของมะเร็งในชายไทย

 

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์  ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า อุบัติภัยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในประเทศไทยพบมากเป็นอันดับต้น ๆ ของมะเร็งในชายไทย และมีอุบัติการณ์เพิ่มมากขึ้นทุก ๆ ปี ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมาพบแพทย์ในระยะลุกลามซึ่งทำให้การรักษาไม่สามารถทำให้หายขาดได้

โรคมะเร็งต่อมลูกหมากพบมากในชายอายุเฉลี่ยประมาณ 65-70 ปี ปัจจุบันเราพบสัดส่วนของผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในอายุที่เริ่มน้อยลง ตั้งแต่ประมาณอายุ 50 ปี มะเร็งต่อมลูกหมากจึงเป็นโรคอันตรายที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับเพศชาย และถ้ามีการคัดกรองโรคตั้งแต่เนิ่นๆ ก็จะสามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างชัดเจน

อาการเริ่มต้นของคนที่สงสัยว่าอาจจะมีอาการมะเร็งต่อมลูกหมาก เช่นปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะเวลากลางคืน ปัสสาวะไม่แรง เวลาปัสสาวะจะปวดและมีเลือดในปัสสาวะ ปวดหลัง ปวดกระดูก ซึ่งหากพบว่ามีอาการเหล่านี้ควรจะมาขอคำปรึกษาจากแพทย์ เพื่อมาเริ่มต้นตรวจคัดกรอง

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญกล่าวต่อว่า อาการของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งของต่อมลูกหมาก แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ 1. กลุ่มที่ไม่มีอาการใด ๆ ผู้ป่วยไม่มีอาการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับต่อมลูกหมากเลย ตรวจพบจากการตรวจร่างกายประจำปี ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักวินิจฉัยโรคได้ในระยะเริ่มต้น เมื่อได้รับการรักษาแล้ว จะสามารถหายขาดจากโรคได้

2. กลุ่มที่มีอาการเกี่ยวข้องกับโรคต่อมลูกหมากโต ผู้ป่วยมักมีอาการปัสสาวะที่ผิดปกติ ทำให้มาพบแพทย์เพื่อรับการรักษา เมื่อผ่านการตรวจอย่างละเอียดอาจ พบว่ามีมะเร็งต่อมลูกหมากซ่อนเร้นอยู่ และนำมาสู่การรักษา

และ 3. กลุ่มที่มีอาการของมะเร็งระยะลุกลาม เช่น อาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปวดเมื่อยตามร่างกาย และกระดูก ซึ่งการรักษามะเร็งต่อมลูกหมากในแต่ละระยะมีความแตกต่างกัน แพทย์ผู้รักษาจึงจำเป็นต้องมี การเลือกการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยในแต่ละรายต่อไป

จากการที่มะเร็งต่อมลูกหมากในระยะเริ่มต้นสามารถรักษาให้หายได้ การตรวจเพื่อให้ได้ผลในระยะเริ่มต้นจึงมีความสำคัญ   โดยทั่วไปแล้วผู้ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ถึงแม้จะไม่มีอาการผิดปกติของทางเดินปัสสาวะใด ๆ ควรจะไปรับการตรวจหามะเร็งต่อมลูกหมากจากแพทย์ รวมทั้งผู้ชายที่มีประวัติญาติใกล้ชิดเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ก็ควรจะมารับการตรวจหามะเร็งต่อมลูกหมากเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ทางสาขาวิชาศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์  ศิริราชพยาบาล จึงจัดงาน ยิ้มสู้…รู้ทัน โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ในวันอังคารที่ 10 ตุลาคม 2560 เวลา 12.30 – 15.30 น. ณ ห้องประชุมอทิตยาทรกิติคุณ ชั้น 7 โรงพยาบาลศิริราช

โดยภายในงานมีกิจกรรมเสวนา รู้ทัน…มะเร็งต่อมลูกหมาก พูดคุยเกี่ยวกับการตรวจคัดกรองและการวินิจฉัยโรค และ พูดคุยเกี่ยวกับการรักษาและการดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วย

โดยนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสาขาศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา ผู้สนใจสามารถติดต่อสำรองที่นั่งได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น โทร.083 291-1188 อีเมล์ThaismileCancer@gmail.com ตั้งแต่วันนี้-6 ตุลาคม 2560 ระหว่างเวลา 09.00 -18.00 น.

ถกปมอำนาจโยกย้ายผู้บริหาร-ครู 22ก.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296141

ถกปมอำนาจโยกย้ายผู้บริหาร-ครู 22ก.ย.นี้

มาตรา 53, กศจ, อำนาจโยกย้าย, การุณ-บุญรักษ์, ธีระเกียรติ

“ธีระเกียรติ” ยันไม่เสนอแก้ไขคำสั่ง ม.44 ประเด็นอำนาจแต่งตั้งโยกย้าย ให้ “การุณ-บุญรักษ์” หารือวางแผนแก้ไขในเชิงบริหารร่วมกัน 22 ก.ย.นี้

            เมื่อวันที่ 19 ก.ย. นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลัง มอบนโยบายคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) และคณะอนุกรรมการทุกคณะของกศจ.นครปฐม  กศจ.พระนครศรีอยุธยาและ กศจ.สุพรรณบุรี  เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า ขอให้ กศจ. และคณะอกศจ. ทุกคณะบูรณาการการทำงานร่วมกัน โดยยึดประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับเด็กเป็นสำคัญ ไม่อยากให้ไปนึกถึงเรื่องอำนาจว่าเป็นของใคร

โดยเฉพาะกรณีผู้มีอำนาจลงนามแต่งตั้งภายในเขตพื้นที่การศึกษาตามมาตรา 53 ของ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547  เดิมเป็นอำนาจของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.)

ขณะที่คำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 19/2560 ข้อ 13 ระบุให้เป็นอำนาจของศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ในฐานะเลขานุการ กศจ.  ซึ่งตอนนี้นายการุณ  สกุลประดิษฐ์  ปลัด ศธ. ในฐานะที่เคยเป็นเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กำลังจะหารือร่วมกับ นายบุญรักษ์  ยอดเพชร เลขาธิการ กพฐ.เพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน ในวันที่ 22 ก.ย.นี้

“เรื่องนี้อำนาจการลงนามตามกฎหมายเป็นของ ศธจ.  ซึ่งคงไม่มีการปรับแก้ ให้ไปเป็นอำนาจของ อกศจ. ด้านบริหารงานบุคคลแล้ว เพราะต้องไปแก้ ม.44  ซึ่งไม่ทัน ดังนั้นจะมีการปรับแก้ในเชิงบริหารโดยให้เขตพื้นที่ฯ มีส่วนร่วมมากขึ้น โดยกำลังพิจารณาให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ทุกเขตในจังหวัดนั้นๆ มาเป็นกรรมการใน อกศจ.  เพราะ ปัญหานี้ถ้ามาพูดเรื่องใครจะได้อะไร  ไม่มีทางที่ใครจะพอใจ 100% แต่เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายก็ต้องหาทางออกที่ดีที่สุด เรื่องนี้จะต้องดูข้อดี ข้อเสียด้วย  เพราะกศจ. เอง ก็แย้งมาว่า ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ มีอำนาจพิจารณาตั้งแต่ต้นทางอยู่แล้ว  ทำไมต้องมาเข้าร่วมที่ปลายทางด้วย  ซึ่งปลายทางจริง ๆ เป็นอำนาจของ กศจ.  เพราะฉะนั้น เรื่องเหล่านี้ต้องพิจารณาให้รอบคอบ และสุดท้ายต้องดูว่ากฎหมายว่าอย่างไร ตอนนี้ถือว่าทะเลาะกันน้อยลง  ซึ่งผมพอใจภาพรวมการทำงานตอนนี้แล้ว”รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการเกลี่ยคนจาก สพท. ไปยัง สำนักงานศึกษาธิการภาค (ศธภ.) และสำนักงาน ศธจ. นั้น ที่ผ่านมาพบว่า มีปัญหา 28  เขตพื้นที่ฯ ซึ่งผู้อำนวยการ สพท. ไม่ยอมเซ็นอนุมัติให้โอนย้าย แต่ไม่ใช่ ผู้อำนวยการ สพท. ไม่มีเหตุผล หรือไม่ยอมให้เกลี่ยคน ให้แต่ที่ไม่ยอมเซ็นเพราะถ้าให้ไปที่เขตพื้นที่ฯก็ไม่มีคนทำงาน

เรื่องแบบนี้ ปลัดศธ. ก็ต้องมาคุย  บริหารการทำงานให้เป็นไปแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย  ซึ่งเท่าที่ดูบรรยากาศการทำงานตอนนี้ดีขึ้น และต่อไปถ้าเรื่องใดมีปัญหาให้ คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค (คปภ.) เป็นผู้ตัดสิน

นายบุญรักษ์  กล่าวว่า มาตรา 53 ไม่ใช่เรื่องหลักของการบริหารระหว่างเขตพื้นที่ฯ กับ กศจ.อำนาจม.44 ว่าอย่างไรก็ต้องเป็นตามนั้น แต่ผู้เกี่ยวข้องต้องมาคุยและตกลงทำความเข้าใจเรื่องทำงานร่วมกัน ซึ่งก็เชื่อว่าคุยได้ไม่มีปัญหา

“พระจิตกาธาน” ในหลวงร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296130

“พระจิตกาธาน” ในหลวงร.9

บุษบกเรือนยอด 9 ชั้น, พระจิตกาธาน, ยอดพรหมพักตร์, ในหลวงรัชกาลที่, ชั้น, ชั้นบนสุดประดับ, แกะจากไม้จันทน์

กรมศิลป์ เผยแบบพระจิตกาธาน ในหลวงรัชกาลที่ 9 ใช้ไม้สักแกะลายปิดทองล้วงสี ทรงบุษบกเรือนยอด 9 ชั้น ชั้นบนสุดประดับ “ยอดพรหมพักตร์” แกะจากไม้จันทน์

            เมื่อวันที่ 19 ก.ย. นายก่อเกียรติ ทองผุด นายช่างศิลปกรรม สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้ออกแบบพระเมรุมาศ กล่าวว่า ได้ออกแบบพระจิตกาธาน  ใช้สำหรับประดิษฐานหีบพระบรมศพจันทน์และพระโกศจันทน์ บริเวณโถงกลางบุษบกประธานเสร็จเรียบร้อยแล้ว

โดยมีการศึกษารูปแบบตามโบราณราชประเพณี ยึดจัดสร้างตามรูปแบบพระจิตกาธาน ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6  ทรงบุษบกเรือนยอด 9 ชั้น แตกต่างตรงที่ขนาด โดยพระจิตกาธานของในหลวงรัชกาลที่ 9 มีความ สูง 10.82 เมตร ยาว 5.5 เมตร

สำหรับโครงสร้างพระจิตกาธาน จัดทำด้วยไม้สักแกะลายปิดทองล้วงสี ซึ่งเป็นเทคนิคโบราณ ที่เรียกว่าการปิดทองหน้าลาย ข้างลายใช้สีครีมงานช้าง ให้กลมกลืนกับสีหีบพระบรมศพจันทน์และพระโกศจันทน์  ชั้นบนสุดประดับ“ยอดพรหมพักตร์” แกะจากไม้จันทน์ มีความหมายถึงพรหมวิหาร 4 อันได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ส่วนฐานของพระจิตกาธาน เป็นลายฐานสิงห์ แสดงถึงฐานานุศักดิ์ ลายบัวเชิงบาตร แกะลายให้เป็นลักษณะกลีบดอกบัว  ส่วนฐานจะมีการย่อไม้ ย่อมุม มีความโค้งให้ความรู้สึกนิ่มนวล สะท้อนพระจริยวัตรอันงดงามของในหลวง ร.9

นายก่อเกียรติ กล่าวต่อว่า  ส่วนความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบนั้น ขณะนี้ทางช่างได้ทยอยนำประติมากรรมสัตว์หิมพานต์ ไปทำการติดตั้งบริเวณโขดหินภายในสระอโนดาต เฉพาะส่วนที่มีการจัดวางโขดหินและแต่งสีเสร็จเรียบร้อยแล้ว จากนั้นจะติดตั้งราวบันไดนาค ซึ่งได้เริ่มทยอยขนเข้ามาในพื้นที่แล้ว

(คลิป) หนูไม่อยากถูกเท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296058

(คลิป) หนูไม่อยากถูกเท

เวทีรับฟังความคิดเห็น “เสียงเล็กๆ จากเด็กถูกเท” เปิดโอกาสให้น้องๆ เด็กและเยาวชนที่ถูกเท สะท้อนเรื่องราวชีวิตเปราะบาง พร้อมข้อเสนอหลุดพ้นการถูก “เท”

      สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNFPA) และศูนย์วิจัยและพัมนาด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดโอกาสให้น้องๆ เด็กและเยาวชนที่ถูกเท สะท้อนเรื่องราวชีวิตเปราะบาง พร้อมข้อเสนอหลุดพ้นการถูก “เท”

(คลิป) หนูไม่อยากถูกเท

(คลิป) หนูไม่อยากถูกเท

       น้องเนม (นามสมมติ) เด็กต้องคดี ค้ายาเสพติด อายุ 24 ปี  กล่าวว่า วัยเด็กเขาก็เหมือนเด็กทั่วไป ชอบตามเพื่อน เกเร ไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ ช่วงม.ต้น ก็ถูกไล่ออกจากโรงเรียน ไปสมัครเรียนที่ไหนไม่มีใครรับ เพราะทุกโรงเรียนรู้ว่าเราเกเรมาก ทำให้ต้องออกจากระบบโรงเรียนไม่ได้เรียนต่อ ด้วยความที่ชอบมอเตอร์ไซต์ ก็กลายเป็นเด็กแว้นกับเพื่อน จนวันหนึ่งช่วงอายุ 14 ปี เราเริ่มเข้าสู่ชีวิตเสพยา รู้จักยาบ้าจากรุ่นพี่ เพื่อนในกลุ่มที่อยู่ด้วยกันมาแนะนำให้ลอง เพื่อนถามว่า ใจหรือเปล่า และถ้าใจต้องกล้าลองมัน  เราติดเพื่อนอยู่กับเพื่อนตลอด เพราะกลับบ้านไปก็ถูกด่า เนื่องจากไม่ช่วยงานบ้าน ไม่เรียนหนังสือ พอเสพยาบ้า ก็รู้จักยาไอซ์ กัญชา และที่ติดสุด คือ เฮโรอีน

          “ตอนแรกๆ มีคนให้มาเสพ แต่พอหลังๆต้องหาเงินซื้อเอง เราก็ขโมยของที่บ้าน เงินที่บ้าน จนครั้งหนึ่งได้ทำร้ายพ่อแม่ เพราะเราต้องการเงิน จนต้องออกจากบ้านและมีเพื่อนคนหนึ่งให้เราเป็นคนส่งยาโดยจะได้ยาเป็นค่าตอบแทน  และหลังๆ กลายเป็นเด็กส่งยาต่างจังหวัดได้เงินค่าส่งหลักหมื่นบาท แสนบาท ซึ่งเด็กวัย 15-16 ปี มีเงินเยอะมากขนาดนั้น ย่อมไม่สนอะไรนอกจากหาเงินมาซื้อยาเสพติด กิน เที่ยว และเด็กวัยนี้ เป็นวัยติดเพื่อน ฟังเพื่อนมากกว่าพ่อแม่ เพราะต้องการเป็นที่ยอมรับในกลุ่ม จนกระทั่งตัดสินใจเลือกข้องเกี่ยวยาเสพติด  ครั้งสุดท้าย เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้ที่บ้านได้ค่าจ้าง 2 แสนกว่าบาท แต่ก็พลาดโดนจับกุมข้อหามียาบ้า 50,000 เม็ด โดยศาลเยาวชนตัดสินส่งไปอยู่ศูนย์ฝึก” เนม กล่าว

(คลิป) หนูไม่อยากถูกเท

     ทุกคนที่ทำผิด อย่าเรียกร้องเพียงให้สังคมยอมรับ ต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน เนม เล่าต่อว่า ปัจจุบันพ้นโทษแล้วและเลิกยุ่งกับยาเสพติดทุกชนิด เพราะได้รับโอกาส ได้ฝึกอาชีพโดยให้ค้นหาตัวเองถึงอาชีพที่สนใจ การซ่อมและซื้อขายมอเตอร์ไซด์เก่า รวมถึงเรียนรู้การทำเกษตรแบบผสมผสานแบบพอเพียง ทำให้ผมมีความฝันอยากอยากจะมีบ้านสวนเล็กๆ และเปิดร้านซ่อมมอเตอร์ไซต์ เพื่อสักวันหนึ่งผมจะมีโอกาสรับเยาวชนที่เคยก้าวพลาดมาดูแล เหมือนที่ตนเองได้รับโอกาสนั้นมา เพราะเด็กและเยาวชนที่ก้าวพลาด ต้องการเพียงคนให้อภัย ให้โอกาสได้เริ่มต้นใหม่

(คลิป) หนูไม่อยากถูกเท

        น.ส.คำแลง เยาวชนไร้สัญชาติ อายุ 20 ปี นักเรียนชั้น ม.6 สายวิทย์-คณิต จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวว่าอยู่ในสถานะไร้สัญชาติแม้ว่าจะเกิดที่ประเทศไทย แต่พ่อแม่ไม่ได้แจ้งเกิด ที่ผ่านมาพยายามยื่นเรื่องขอมีสัญชาติไทยแต่ติดปัญหาที่ต้องมีพ่อแม่มายืนยันการเกิด ซึ่งพ่อที่แยกทางจากแม่ก็แจ้งว่ามีลูกเพียงคนเดียวคือลูกที่เกิดกับครอบครัวใหม่ ทุกครั้งเวลาไปร่วมกิจกรรมภายนอกตนมักใส่เสื้อกันหนาวปิดไว้ เพราะมีแต่ชื่อไม่มีนามสกุลทำให้รู้สึกอายเมื่อมีคนมาถามว่าทำไมมีแค่ชื่อ และการไม่มีสัญชาติทำให้ถูกจำกัดสิทธิในการเรียนต่อ เพราะคณะที่อยากศึกษาต่อคือ คณะแพทย์และสายสุขภาพ ซึ่งมีการระบุคุณสมบัติว่าไม่รับเด็กที่ไม่มีสัญชาติ และไม่มีสิทธิกู้ยืมกองทุนช่วยเหลือทางการศึกษา (กยศ.)

     “หนูมีเกรดเฉลี่ย 3.8 ฝันอยากเป็นหมอหรือพยาบาล แต่สิทธิการสมัครสอบก็ไม่สามารถทำได้ ที่ผ่านมามีผู้ใหญ่หลายคนพยายามช่วยให้หนูได้รับสัญชาติโดยเร็ว แต่ปัญหาของหนูมันซับซ้อน ซึ่งหนูมีเส้นตายการสมัครอยู่ภายใน 30 ก.ย.นี้”

(คลิป) หนูไม่อยากถูกเท

       ขณะที่ มาย (นามสมมติ) อายุ 23 ปี อดีต แม่วัยรุ่นเล่าว่า ครอบครัวของเธอไม่ได้มีปัญหาอะไร พ่อแม่รักและดูแลอย่างดี จนช่วงเพิ่งจบม.3 เธอทะเลาะกับพ่อ จึงตัดสินใจออกจากบ้านไปอยู่กับแฟน จนตอนอายุ 17 ปี ก็ท้อง พอท้องก็ไม่ได้เรียนต่อ และเมื่อแฟนต้องทำงานคนเดียว เธอเลี้ยงลูกทำงานช่วยแฟนไม่ได้ มีปัญหาทะเลาะกัน จนแยกกันอยู่กันแฟน ด้วยภาวะที่เราเป็นเด็ก งานก็ไม่ได้ทำ เงินก็ไม่มี ทำให้ตัดสินใจทำอะไรผิดๆไปหลายอย่าง แต่ก็โชคดีที่แม่เข้ามาช่วยเหลือ ให้กลับไปอยู่บ้าน และช่วยเธอเลี้ยงลูก ตอนนี้ก็กลับมาอยู่กันแฟนและพ่อแม่ที่บ้าน

     “ไม่มีใครอยากเดินก้าวพลาดแต่เมื่อย้อนกลับไปไม่ได้ ต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด มายอาจโชคดีที่มีครอบครัวคอยช่วยเหลือ แต่ก็แม่วัยใสทุกคนไม่ได้โชคดีเหมือนมาย หลายคนต้องอยู่คนเดียว เลี้ยงลูกคนเดียว ไม่มีใครดูแล อยากให้มีการจัดตั้งหน่วยงานที่ช่วยเหลือกลุ่มแม่วัยใสให้มีงานทำ หรือศึกษาต่อ รวมถึงควรมีบทเรียน หรือสอนให้เด็กผู้หญิงดูแลตัวเอง รู้ผลเสียหากเดินก้าวพลาด อย่าใช้อารมณ์ และครอบครัวต้องให้กำลังใจจากครอบครัว”

(คลิป) หนูไม่อยากถูกเท

     ไม่ว่าครอบครัวของจะอบอุ่นหรือไม่ มาย(นามสมมติ)ย้ำว่าสิ่งที่พ่อแม่พูดบอก เตือน เด็กควรเชื่อฟังครอบครัวของเรา ชีวิตจะดีมากกว่าที่เราคิด

    น้องโอลี่ (นามสมมติ) อายุ 16 ปี ตัวแทน เด็กครอบครัวแตกแยก เล่าว่าพ่อกับแม่แยกทางกันตอนเขาอายุ 13 ปี พ่อทิ้งแม่ไป ทำให้แม่กลายเป็นเสาหลักของบ้าน ต้องทำงาน หาเงินเลี้ยงครอบครัว แม่ไม่มีเวลาให้ ทำแต่งาน บางครั้งก็ทะเลาะกับแม่ เพราะพอแม่ไม่มีเวลาให้ เขาก็เริ่มเกเร สูบบุหรี่ แม่ก็ขอให้หยุด เขาก็ยังหยุดไม่ได้

     “พ่อแม่แยกทางกัน เราอยู่กับแม่ 2 คน พอแม่ทำแต่งาน เราก็เหมือนขาดความอบอุ่น เริ่มเรียนรู้สิ่งที่ไม่ดีง่ายขึ้น ซึ่งมีเพื่อนๆ ที่ประสบปัญหาแบบผมอีกเยอะ  แถมบางคนถูกปล่อยทิ้งไว้  หลายคนกลายเป็นเด็กเก็บกดมีปัญหา อยากให้สังคมเข้ามาช่วยเหลือ คอยปรับความคิด สร้างความอบอุ่น หยิบยื่นความรัก กำลังใจ ความเข้าใจแก่เด็กกลุ่มนี้ เพราะสิ่งที่พวกเขาอยากได้คือการยอมรับ ความรัก ความเข้าใจจากคนในครอบครัว”

      คำพูด การกระทำของคนในครอบครัว จุดเล็กๆ แต่สร้างผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนอย่างมาก..หลายคนที่ไม่ได้อยากเดินบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยขวากหนาม ความยากลำบาก และในเมื่อพลาดไปแล้ว ก็อยากให้ใครสักคนหรือสังคมเข้าใจ ให้โอกาส และอยากหลุดพ้นภาวะเปราะบางด้วยเช่นกัน

            0 ชุลีพร  อร่ามเนตร 0qualitylife4444@gmail.com 0

มหาวิทยาลัยต้องเป็นพี่เลี้ยงให้ร.ร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296049

มหาวิทยาลัยต้องเป็นพี่เลี้ยงให้ร.ร.

นวัตกรรม, นครปฐม, หมอธี

“หมอธี” ลงพื้นที่นครปฐม รับฟังข้อมูลการบริหารงานของ 3 มหา’ลัยในพื้นที่ ชี้ต้องเป็นพี่เลี้ยงพัฒนาร.ร.เป็นรูปธรรมมากขึ้น ชื่นชมร.ร.อนุบาลสุธีธรใช้คุณธรรมนำ

       เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่จ.นครปฐม นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานเชื่อมโยงนโยบายของรัฐบาลกับการศึกษา ในพื้นที่ภาคกลาง ว่า จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานที่มหาวิทยาลัยศิลปากร (มศก.) วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ ซึ่งมีมหาวิทยาลัยราชภัฎ(มรภ.)นครปฐม และมหาวิทยาลัยคริสเตียน มาร่วมนำเสนอผลงาน ซึ่งตนได้ให้กำลังใจ และดูว่า มีภารกิจอะไรของมหาวิทยาลัยที่รัฐบาลจะสามารถเข้าไปส่งเสริมสนับสนุนให้การดำเนินงานมีความชัดเจน เพราะต่อไปมหาวิทยาลัยจะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาตามแนวทางการขับเคลื่อนประเทศไทย4.0 ขณะเดียวกันยังมีบทบาทในการพัฒนาท้องถิ่นด้วย ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยจะเป็นกำลังที่จะช่วย ศธ. และคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) เป็นพี่เลี้ยงในการพัฒนาโรงเรียน ซึ่งเมื่อก่อนอาจจะเป็นเรื่องนามธรรม แต่ตอนนี้เป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่น โครงการพัฒนาครูทั้งระบบ หรือ คูปองครู ก็มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งมาจัดคอร์สอบรม ช่วยพัฒนาคุณภาพครูได้มาก

“นอกจากนี้ยังได้ไปเยี่ยมชมการจัดการสอนของโรงเรียนอนุบาลสุธีธร ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีความโดดเด่นด้าน การจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ ทำคะแนนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) สูงระดับประเทศ มีการส่งเสริมเน้นคุณธรรม จริยธรรมเป็นตัวนำ ทั้งนี้ ผมได้ให้นโยบายว่าแต่ละจังหวัดคัดเลือกโรงเรียนที่มีมาตรฐาน หรือ Benchmarks จัดการศึกษาโดดเด่นเป็นที่ยอมรับของรัฐ เอกชน เป็นต้นแบบที่จะพัฒนาการศึกษาในจังหวัด โดยต้องเข้าไปเรียนรู้วิธีการ ตั้งเป้าหมายที่จะไต่เต้าไปให้ถึงด้วย”นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

ม.44 ไม่กำหนดอายุ 60ปีเป็นอธิการได้หรือไม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296028

ม.44 ไม่กำหนดอายุ 60ปีเป็นอธิการได้หรือไม่

ธรรมาภิบาล, คืนอำนาจมหาวิทยาลัย, อธิการบดีอายุ 60 ปี, ม44, สุภัทร, ไม่กำหนดอายุ, ปีเป็นอธิการบดี

“สุภัทร” แนะมหาวิทยาลัยระวัง ตั้งคนอายุ 60 ปีเป็นอธิการบดี ระบุยังมีการตีความกฎหมาย เหตุคำสั่งม.44 ไม่กำหนดอายุ และบางแห่งยึดข้อบังคับตนเอง

     เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ กรณีมหาวิทยาลัยหลายแห่งตั้งผู้เกษียณอายุราชการ หรือผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีเป็นอธิการบดี โดยล่าสุดศาลปกครองนครราชสีมา มีคำพิพากษาให้เพิกถอนมติสภามรภ.บุรีรัมย์ที่มีมติให้แต่งตั้งนางมาลิณี จุโฑปะมา อดีตอธิการบดี เป็นอธิการบดีมรภ.บุรีรัมย์นั้น ว่า กรณีของ มรภ.บุรีรัมย์ คงต้องยึดตามคำสั่งศาล ระหว่างนี้เข้าใจว่า มหาวิทยาลัยจะตั้ง นางมาลินี เป็นรักษาการอธิการบดีไม่ได้จนกว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่ง ทางใดทางหนึ่งออกมา

ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยต่าง ๆ ร้องเรียนเกี่ยวกับการตั้งผู้เกษียณอายุราชเป็นอธิการบดีเข้ามาจำนวนมาก และที่ผ่านมานักกฎหมาย ตีความคำสั่งใช้อำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2557(ฉบับชั่วคราว) ที่ปลดล็อคให้คนที่ไม่ใช่ข้าราชการเป็นอธิการบดีได้ หลายแนวทาง แต่ที่สำคัญในคำสั่งม.44 ไม่ได้กำหนดว่า ผู้ที่อายุ60 ปี เป็นอธิการบดีได้หรือไม่ บอกเพียงว่า เป็นข้าราชการพลเรือนหรือไม่ใช่ก็ได้ ดังนั้น อยากให้มหาวิทยาลัยระมัดระวังเรื่องการสรรหาอธิการบดี เพราะถ้าคัดเลือกผู้ที่มีอายุ60 ปีเข้ามาเป็นอธิการบดี ก็เสี่ยงที่จะถูกฟ้องหมด

 

“จะยึดตามคำสั่งศาล หรือยึดตามคำสั่งม.44 นั้น ยังมีการตีความกันอยู่ และคำสั่ง ม.44 ก็ไม่ได้กำหนดอายุผู้ที่จะมาเป็นอธิการบดีเอาไว้ ทำให้มีมหาวิทยาลัยบางแห่งเชื่อมั่นในอำนาจของตัวเอง แต่เป็นความเชื่อมั่นแบบไม่ค่อยแม่นกฎหมาย ทำให้เกิดปัญหาตามมา ผมจึงอยากให้มหาวิทยาลัยระมัดระวัง เพราะหากตั้งผู้ที่อายุ 60 ปี เป็นอธิการบดี ก็เสี่ยงถูกฟ้องแน่นอน”ดร.สุภัทรกล่าว

ดร.สุภัทร กล่าวต่อไปว่า ส่วนการแก้ปัญหาในมหาวิทยาลัย ตามคำสั่ง คสช.ที่ 39/2559 เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา 4 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ มรภ.ชัยภูมิ มหาวิทยาลัยบูรพา(ม.บ.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.) ตะวันออก และตั้งคณะบุคคลปฏิบัติหน้าที่แทนสภามหาวิทยาลัย อยู่ระหว่างการสรุปผลการแก้ไขปัญหา แต่ละแห่งได้เร่งดำเนินการยกร่างระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะสามารถคืนอำนาจการบริหารจัดการให้มหาวิทยาลัยได้ภายในเดือนธันวาคมนี้

อย่างไรก็ตาม เหลือเพียง ม.บ.ที่ยังมีปัญหาค่อนข้างมาก โดยคณะบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่แทนสภา ม.บ. เข้าไปตรวจสอบรายละเอียด การจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรต่าง ๆ โดยเฉพาะระดับบัณฑิตศึกษาที่มีปัญหา จำนวนอาจารย์และจำนวนนักศึกษาไม่สอดคล้องกัน และได้สั่งให้งดรับนักศึกษาไปแล้ว ตั้งแต่ปีการศึกษา 2560 เพื่อปรับปรุงให้มีคุณภาพ แต่ยังดูแลนักศึกษาที่เรียนอยู่ต่อจนจบการศึกษา ส่วนที่มทร. ตะวันออก ประกาศรับสมัครอธิการบดี เท่าที่ทราบมีผู้สมัครเข้ารับการสรรหาแล้วถึง 13 คน

นิทรรศการภาพถ่าย “100 วันเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296029

นิทรรศการภาพถ่าย “100 วันเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง”

100 วันเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง

สสส.ผนึกภาคีเครือข่าย เปิดนิทรรศการภาพถ่าย “100 วันเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง” เผยผลสำรวจ ประชาชนยกในหลวง ร.9 ทรงเป็นต้นแบบความพอเพียง

     บริเวณลานวิคตอรี่ พ้อยส์ เกาะพญาไท อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)ร่วมกับสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ  กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สธ. จัดแถลงข่าว “100 วัน ร้อยเรื่อง เปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง” พร้อมเปิดนิทรรศการภาพถ่ายเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ จะจัดแสดงที่ ลานวิคตอรี่ พ้อยส์ เกาะพญาไท อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตั้งแต่วันนี้  ถึง 22 ก.ย.2560

นิทรรศการภาพถ่าย “100 วันเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง”นิทรรศการภาพถ่าย “100 วันเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง”

ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวได้แรงบันดาลใจการสร้างสุขภาวะจากพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เพื่อบันทึกเรื่องราวและความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อพระองค์ท่านอันเป็นที่รักยิ่งของชาวไทยทุกคน เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวการสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างเสริมสุขภาพและสร้างพลังในการทำความดีตามรอบพระบาท โดยได้เก็บข้อมูลตลอด 100 วัน แรกของการสวรรคต ประกอบด้วย การบันทึกภาพปรากฏการณ์ต่างๆ จากช่างภาพชื่อดัง จัดแสดงนิทรรศการภาพถ่าย จัดทำหนังสือสมุดภาพประวัติศาสตร์  การวิจัยประสบการณ์ของประชาชน สะท้อนถึงการเปลี่ยนความเศร้าเป็นพลังสร้างแรงบันดาใจ การรวบรวมบทความ บทกวี การประกวดหนังสั้น อาชีวะทำดี และรวมรวบบทเพลงเกี่ยวกับประองค์ท่าน เพื่อให้ประชาชน คนทั่วโลก ได้รับรู้รับทราบ

นิทรรศการภาพถ่าย “100 วันเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง”นิทรรศการภาพถ่าย “100 วันเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง”นิทรรศการภาพถ่าย “100 วันเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง”

“ช่วง 100 วันแรกหลังการสวรรคตเป็นปฏิกิริยาทางสังคม ซึ่งเกิดขึ้นแล้วจะไม่มีการเกิดซ้ำอีก ถ้าไม่มีการจัดเก็บรวบรวมบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวให้เป็นระบบ ก็จะไม่มีหลักฐานสะท้อนถึงพระบารมีของพระองค์ ซึ่งการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลช่วง 100 วันแรกดังกล่าวออกมาเป็นสื่อที่มีหลากหลายแบบและเก็บอย่างเป็นระบบก็จะช่วยให้เกิดการบันทึกประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่า และเป็นสื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ทำความดีอย่างพระองค์” ดร.นพ.บัณฑิต กล่าว

ทั้งนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นและความรู้สึกที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 จากประชาชน 400 คน พบว่าร้อยละ 83.7 พระองค์ท่านทรงเป็นแบบอย่างในด้านความพอเพียง  โดย ร้อยละ 99.2 รับรู้พระปรีชาสามารถในด้านแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่และเศรษฐกิจพอเพียง ร้อยละ98.0 รับรู้ด้านการชลประทาน ร้อยละ97.5 ด้านดนตรี  ร้อยละ 81.5 ด้านคุณูปการด้านสาธารณสุด  และร้อยละ 81.47 โครงการแพทย์หลวงเคลื่อนที่พระราชทาน

นิทรรศการภาพถ่าย “100 วันเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง”  นิทรรศการภาพถ่าย “100 วันเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง”

นิทรรศการภาพถ่าย “100 วันเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง”นิทรรศการภาพถ่าย “100 วันเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง”นิทรรศการภาพถ่าย “100 วันเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง”นิทรรศการภาพถ่าย “100 วันเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง”

ด้าน นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ หัวหน้าโครงการแรงบันดาลใจการสร้างสุขภาวะจากพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กล่าวว่าจากการวิเคราะห์โครงการวิจัยของประชาชนได้แรงบันดาลใจเพื่อสร้างเสริมสุขภาวะและนำมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต การทำงาน โดยส่วนใหญ่จะนำเรื่อง ความพอเพียง ความอดทน ความซื่อสัตย์ และความรับผิดชอบมาใช้ในชีวิตประจำวัน โดยมองว่าแม้พระองค์เป็นถึงกษัตริย์ สามารถใช้ชีวิตแบบองค์อื่นๆทั่วไปได้ แต่ก็ยังใช้ชีวิตสมถะ ไม่ฟุ่มเฟือย และยังคงทำงานจนกระทั่งอายุ 88 ปี

สำหรับ ชุดหนังสือมีจำนวน 10,000 ชุด ซึ่งประชาชนสามารถมารับได้ที่นิทรรศการภาพถ่ายที่เกาะพญาไท ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย. – 22 ก.ย. 2560 คนละ 1 ชุด และที่ สสส.ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย.เป็นต้นไป คนละ 2 ชุด ส่วนผู้ที่พลาดโอกาสสามารถดาวน์โหลดผลงานทั้งหมดได้ที่ www.thaihealth.or.th 100 วันเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง