อึ้ง!!เด็ก3.17ล้านถูกเท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296008

อึ้ง!!เด็ก3.17ล้านถูกเท

สังคมดี, เด็กไทย 317 ล้านคนถูกเท, เสนอ5มาตรการช่วยเด็กไทยถูกเท, เสียงเล็กๆ, จากเด็กถูกเท, ล้านคน

 เปิดเวทีรับฟัง “เสียงเล็กๆ จากเด็กถูกเท” พบเด็กเยาวชนภาวะเปราะบาง 3.17 ล้านคน  เสนอ 5ข้อ พาเด็กเยาวชนให้หลุดพ้นภาวะเปราะบาง แนะพัฒนาระบบความคุ้มครองทางสังคม

 

เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่โรงแรมปริ้นพาเลซ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNFPA)  และศูนย์วิจัยและพัฒนาด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ‘เสียงเล็ก ๆ จากเด็กถูกเท’ พาเด็กและเยาวชนให้หลุดพ้นภาวะเปราะบาง

อึ้ง!!เด็ก3.17ล้านถูกเท

โดยมีพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็น ซึ่งมีเครือข่ายเด็ก เยาวชนที่เผชิญภาวะเปราะบาง เข้าร่วมกว่า 150 คน

พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า ปัญหาสังคมเรามีหลายด้าน ซึ่งจากข้อมูลการรับแจ้งของพม. พบว่ามีผู้ประสบเหตุเรื่องเด็กประมาณ 3 หมื่นกรณีด้วยกัน แบ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง 2 หมื่นกว่ากรณี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลี้ยงดู 400 เด็กกำพร้า 300 กว่า และขอทาน  200 กว่าคน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาสังคม ทั้งนี้ ชาติสุขสม สังคมดี ต้องเริ่มที่บ้าน ถ้าบ้านแตกแล้วก็จะเกิดปัญหาค่อนข้างมาก

ดังนั้น ต้องรับฟังปัญหาเด็กและเยาวชนว่าจะสะท้อนปัญหาของครอบครัวเป็นอย่างไรบ้าง หากครอบครัวมีความอบอุ่น  พ่อแม่เป็นต้นแบบ รับฟังปัญหาของลูกๆ กอดลูก ถึงจะยากดีมีจนก็แก้ได้ แต่ถ้าหากไม่มีเวลา  ไม่เคยอบรม ไม่กอดลูก ผลก็จะไปสู่สังคม เพราะประเทศชาติมั่นคงได้ ต้องเริ่มจากครอบครัว  แม้เป็นเรื่องเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ เพราะทุกคนเริ่มจากครอบครัว
“ถ้าทุกคนมีต้นแบบที่ดี และมีกำลังใจที่ดี ก็จะนำไปสู่เป็นคนเก่ง คนดีได้ ซึ่งกำลังใจสำคัญมาก เราเป็นเสียงเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ และให้ผู้ใหญ่ได้ฟัง ครอบครัว เด็กมีความสำคัญ ให้สามารถเป็นคนมีศักยภาพ แข่งขันได้ และมายืนในจุดที่ดีได้” พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าว

อึ้ง!!เด็ก3.17ล้านถูกเท
ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า จากข้อมูลการวิเคราะห์วิเคราะห์แนวทางในการพัฒนาประเทศ พบว่า  40% ต้องพัฒนากลุ่มประชาชนยากจน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน   สสส.จึงเน้นการทำงานให้ความสำคัญเด็กและเยาวชนมากยิ่งขึ้นและจากสถานการณ์เด็กเยาวชนภาวะเปราะบางในปัจจุบัน พบว่า มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 3.17 ล้านคน

ประกอบด้วย กลุ่มเด็กเยาวชนที่มีความต้องการพิเศษทางการเรียนรู้ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 10%ของจำนวนประชากรเด็กไทย  โดยยังขาดการส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้และอาชีพรองรับ กลุ่มเด็กยากจนพิเศษ จำนวน 476,000 คน ลูกแรงงานต่างด้าว 250,000 คน เมื่อประเทศได้จัดระบบแรงงานต่างด้าวด้วยการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ก็ต้องคิดถึงสิทธิสวัสดิการทางการศึกษาแก่คนกลุ่มนี้ไว้รองรับ

กลุ่มเด็กไร้สัญชาติ ราว 200,000 คน ที่เผชิญกับปัญหารอยต่อทางการศึกษา แม่วัยรุ่น ที่มีอยู่ 104,289 คน โดยพบว่าเด็กแรกเกิดของไทย 15% มาจากแม่วัยรุ่น ทำอย่างไรจะทำให้เด็กที่เกิดใหม่เหล่านี้เติบโตอย่างมีคุณภาพ รวมถึงกลุ่มเด็กเยาวชนที่ถูกดำเนินคดี 33,121 คน ที่ 68% มาจากครอบครัวที่พ่อแม่แยกทาง และส่วนใหญ่หลุดจากระบบการศึกษา

ดร.สุปรีดา กล่าวว่า การทำงานของสสส.ในเด็กและเยาวชนที่เผชิญภาวะเปราะบางจึงเน้นทำงานเชิงวิชาการเพื่อสังเคราะห์นโยบายและแนวทางการจัดการที่เอื้อให้เกิดการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาวะที่ดี ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเพื่อถอดบทเรียนการทำงาน และมองหาแนวทางเพื่อสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

โดยเน้นการเชื่อมโยงเครือข่ายภาคนโยบาย ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และคนทำงานในพื้นที่ เพราะการแก้ไขปัญหาเด็กเยาวชน รวมถึงครอบครัวที่เผชิญภาวะเปราะบางทางสังคม ต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่ายร่วมสนับสนุน

อึ้ง!!เด็ก3.17ล้านถูกเท

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงข้อเสนอจากเวทีแลกเปลี่ยนเด็กเยาวชนที่เผชิญภาวะเปราะบาง จาก 4 ภูมิภาค จำนวน 35 เครือข่าย พบว่า 1.ขอให้พม.จัดทำระบบฐานข้อมูลเด็กและเยาวชนภาวะเปราะบางในระดับพื้นที่ เพื่อนำสู่การวางทิศทางแก้ปัญหา โดยร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ในการประสานไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งใกล้ชิดกับคนในพื้นที่มากที่สุด

2. อยากเห็นการพัฒนาระบบความคุ้มครองทางสังคมสำหรับเด็กเยาวชนภาวะเปราะบาง  เพื่อเป็น“ตัวช่วยภาครัฐ” โดยดึงความร่วมมือจากภาคประชาสังคมที่ทำงานอยู่ ดึงทุนจากภาคเอกชน โดยแชร์ข้อมูล แชร์บุคลากร เพื่อเป็นตัวช่วยการทำงานของศูนย์ชุมชนคุ้มครองเด็ก  รวมถึงพัฒนาศักยภาพคนทำงานด้านเด็กเพื่อพัฒนาศักยภาพเด็กเยาวชนภาวะเปราะบาง

3. ปลดล็อกเงื่อนไขและข้อจำกัดทางกฎหมาย เช่น รอยต่อทางการศึกษาระหว่างช่วงชั้น ที่ต้องมีบัตรประชาชน 4. การปรับปรุงกองทุนที่มีอยู่ให้มุ่งเป้าสูงการพัฒนามากกว่าการสงเคราะห์ รวมถึงการฝึกอาชีพขั้นสูงที่มีงานรองรับมากกว่าฝึกอาชีพที่ไม่สามารถอยู่ได้จริง

และ 5. เปิดพื้นที่ให้กับเด็กเยาวชนภาวะเปราะบาง เช่น สนับสนุนกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อสร้างคุณค่าและการยอมรับให้กับเด็กเยาวชนภาวะเปราะบาง ตลอดจนเพิ่มสัดส่วนการมีส่วนร่วมของเยาวชนในสภาเด็กและเยาวชนทุกระดับระดับตำบล

“สถานการณ์เด็กที่มีปัญหา คือ จำนวนเด็กออทิสติก เด็กพิเศษ เด็กสมาธิสั้น   และเด็กไร้สัญชาติ ลูกแรงงานต่างด้าว  เด็กที่ถูกออกจากระบบการศึกษากลางคัน เพิ่มขึ้น รวมถึงเด็กเร่ร่อน ซึ่งขณะนี้ขยายตัวจาก 3 หมื่นคนเป็น 5 หมื่นคน  โดยจำนวน 20,000 ที่เพิ่มขึ้น เป็นเด็กที่ทะลักมาจากชายแดน และที่น่าสลดประมาณ 3,000 คน เป็นการขายลูกมาใช้แรงงาน ดังนั้น ซึ่งสิ่งที่ต้องระวัง คือ เด็กเหล่านี้ไม่ได้เรียนต่อ และหันไปประกอบผิดกฎหมาย เช่น ขนยาเสพติด ค้าประเวณี และจากการลงพื้นที่ พบข้อเท็จจริง ว่าในเขตภาคเหนือในบางพื้นที่ มีการเปิดโรงเรียนสอนขนยาเสพติด  ขณะที่ครอบครัวมองเป็นธุรกิจที่ส่งเสริมให้ลูกทำ เพราะค่าตอบแทนสามารถทำให้ได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีขึ้น”ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

สำหรับกลไกการแก้ปัญหาเด็กชายขอบ ต้องมองว่าทำอย่างไรให้มีการประสานให้เด็กได้รับสวัสดิการ โดยเฉพาะการศึกษา มากขึ้น เนื่องจากสิ่งที่พม.ดำเนินการเข้าถึงในระดับหนึ่ง เพราะพม.เป็นเหมือนนกพิราบที่คอยช่วยเหลือ ให้สิทธิเด็ก แต่กระทรวงมหาดไทย เป็นเหมือนเหยี่ยว ที่คอยมองเรื่องความมั่นคงของประเทศ ทำให้จำกัดสิทธิเด็กเหล่านี้

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องปลดล็อค อย่ามองว่าเด็กเหล่านี้ไม่ใช่เด็กไทย และต้องทุ่มเทช่วยเหลือ ทั้งที่เด็กเหล่านี้ก็มาเกิดในเมืองไทย จากแรงงานต่างด้าวที่มาในไทย เพราะอนาคตเด็กเหล่านี้ก็จะทำประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย และประเทศอาเซียนที่เราต้องร่วมพัฒนา

รับน้องฉาว!!มศก.เตรียมตั้งกรรมการสอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295993

รับน้องฉาว!!มศก.เตรียมตั้งกรรมการสอบ

อธิการบดี มศก.เตรียมตั้งคณะกรรมการสอบรับน้องคณะจิตรกรรม ระบุมหา’ลัยคุมเข้มมั่นใจไม่มีล่วงละเมิดทางเพศ ย้ำการรับน้องสิ้นสุดแล้ว

 

จากกรณีเฟซบุ๊กเพจ ‘ANTI SOTUS‘ เผยแพร่ข้อความการรับน้องของคณะหนึ่งในมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ที่สั่งให้แก้ผ้า นอนคว่ำทับกัน โดยแต่ละคนต้องเอาหน้าซุกก้นเพื่อนคนแถวถัดไป นอกจากนี้ ตอนอาบน้ำยังถูกสั่งให้สำเร็จความใคร่ด้วยมือให้เพื่อน ถูกเอาไม้เขี่ยอวัยวะเพศชาย เพื่อนบางคนต้องอาบน้ำด้วยยาสีฟัน หรือถูกเอายาสีฟันทาอวัยวะเพศ    และช่วงที่น้องผู้ชายแก้ผ้าอาบน้ำ รุ่นพี่ผู้ชายก็จะเอาอวัยวะเพศมาถูตัว และก้น ของรุ่นน้องผู้ชายด้วย โดยรุ่นพี่ให้เหตุผลว่า เพื่อให้น้องรู้จักและรักกัน พิสูจน์ความรักความเสียสละที่มีต่อกัน

เมื่อวันที่ 18 ก.ย.ผศ.ดร.วันชัย สุทธะนันท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร (มศก) กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นกิจกรรมรับน้องของคณะจิตกรรม ที่ปัจจุบันจัดการเรียนการสอนอยู่ที่มศก.วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ เบื้องต้นมอบให้คณบดีคณะจิตรกรรม ไปตรวจสอบ และเตรียมที่จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนต่อไป

ทั้งนี้ ภาพรวมการรับน้องของมศก. ไม่มีเรื่องไม่ดีงาม และเรื่องที่เป็นข่าวก็มีทั้งส่วนจริงและไม่จริง มีทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตและปัจจุบัน ซึ่งการตรวจสอบก็ต้องแยกให้ชัดเจน อีกทั้ง การรับน้องได้แยกเด็กที่ต้องการเข้าร่วมและไม่เข้าร่วมกิจกรรมรับน้องด้วย อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าในการรับน้องนักศึกษามีการใช้คำพูดที่เกินเลยไปบ้าง  แต่ยืนยันว่า ไม่มีการล่วงละเมิดทางเพศอย่างเด็ดขาด เพราะมหาวิทยาลัยมีมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด

“การจัดกิจกรรมรับน้องของ มศก ปีนี้จบไปแล้วตั้งแต่สุปดาห์ที่ผ่านมา ถ้ามีการไปรับน้องเกิดขึ้นหลังจากนี้ ไม่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยแล้ว และขอย้ำว่าปีนี้มหาวิทยาลัยมีการควบคุมการจัดกิจกรรมรับน้องอย่างเข้มงวด รับรองว่าไม่มีการล่วงละเมิดทางเพศแน่นอน แต่ถ้าเป็นเรื่องคำพูดที่รุนแรงเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยาก เพราะบางครั้งรุ่นพี่อาจจะใช้คำพูดที่เกินเลยไปบ้าง”ผศ.ดร.วันชัยกล่าว

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบเรื่องนี้ แต่ได้กำชับมาเสมอว่า การจัดกิตกรรมรับน้องมหาวิทยาลัยต้องระมัดระวัง เรื่องสิทธิมนุษยชน และต้องดูประกาศ และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องด้วย   ตนไม่รู้ว่าใครทำอะไรที่ไหน แต่ถ้าใครทำผิดก็ต้องลงโทษ ผิดระดับใดก็ลงโทษตามนั้น ทั้งนี้การรับน้องต้องทำให้น้องรู้สึกประทับใจ และต้องทำอย่างสุภาพชน มนุษย์ไม่ได้เป็นคนดีได้จากการรับน้องที่ไม่ดี

เปิดตัว”กังหันน้ำGREEN ENERGY” ตามรอยในหลวงร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295889

เปิดตัว”กังหันน้ำGREEN ENERGY” ตามรอยในหลวงร.9

กังหันน้ำ Green energy, เด็กเทคนิค, เด็กอาชีวะ, โชว์กึ๋น, energy, กังหันน้ำ, Green, ปราศจากมลพิษ, กังหันน้ำ Green energy

เด็กเทคนิคนครนายกโชว์กึ๋น…เปิดตัว “กังหันน้ำ Green energy” ผลิตพลังงานจากการหมุน และแผงโซลาเซลล์ สร้างพลังงานสะอาด ปราศจากมลพิษ

       ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) เปิดเผยว่า  สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้มอบหมายให้วิทยาลัยเทคนิคนครนายก นำนักเรียน นักศึกษาแผนกวิชาอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยเทคนิคนครนายก ร่วมกันประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ “กังหันน้ำGreen energy” โดยนำหลักการของกังหันน้ำชัยพัฒนามาประยุกต์ใช้ เพื่อบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีการเติมอากาศ โดยนำระบบคอนโทรลเลอร์มาควบคุมการหมุนของกังหันน้ำ มีเซนเซอร์ตรวจวัดค่าออกซิเจนในน้ำ หากค่าออกซิเจนในน้ำต่ำกว่ามาตรฐานหรือเกณฑ์ที่ตั้งไว้ จะทำให้กังหันน้ำหมุน และจะหยุดหมุนเมื่อออกซิเจนได้ค่ามาตรฐานที่กำหนด หากค่าออกซิเจนในน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติเกิน 2ชั่วโมง กังหันน้ำจะหมุนโดยอัตโนมัติ การเคลื่อนที่ของเรือจะใช้ระบบรีโมทคอนโทรลในการควบคุม ทำให้เคลื่อนย้ายไปยังตำแหน่งที่มีน้ำเน่าเสียภายในบ่อได้ง่าย และมีระบบสมอเรือ เพื่อให้เรือหยุด ณ ตำแหน่งที่ต้องการ ส่วนพลังงานที่ใช้ได้มาจากระบบโซลาเซลล์ในการชาร์จแบตเตอรี่ และจากการหมุนของกังหันน้ำ โดยนำพลังงานกลับมาใช้เพื่อชาร์จแบตเตอรี่

 เปิดตัว"กังหันน้ำGreen energy” ตามรอยในหลวงร.9 เปิดตัว"กังหันน้ำGreen energy” ตามรอยในหลวงร.9

เลขาธิการกอศ. กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดนครนายกเป็นจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ มีน้ำตกจำนวนมาก และประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางเกษตรกรรม และทำบ่อเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา ในฤดูร้อนปริมาณน้ำในคลองหรืออ่างเก็บน้ำต่าง ๆ จะลดลง ทำให้เกิดมลภาวะน้ำเน่าเสีย ดังนั้น “กังหันน้ำ Green energy” สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าว ด้วยการเปลี่ยนน้ำเน่าเสียเป็นน้ำสะอาด ปราศจากมลพิษ และลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ สิ่งประดิษฐ์ยังสามารถติดตั้งได้ง่าย และเคลื่อนย้ายสะดวก โดยมีราคาเครื่องละ 40,000 บาท (สี่หมื่นบาทถ้วน)

ไม่ต้องไปโรงเรียนก็ประสบผลสำเร็จได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295894

ไม่ต้องไปโรงเรียนก็ประสบผลสำเร็จได้

บ้านเรียน, การศึกษาทางเลือก, โฮมสคลู, ชาญชุติวาณิช, ครอบครัว

เพราะการศึกษามีหลากหลายรูปแบบ ไม่ได้จำกัดแค่เพียงในระบบโรงเรียน  ครอบครัว “ชาญชุติวาณิช” เลือกจัดการศึกษาบ้านเรียนให้กับ “ด.ญ.เพ้นท์ฟ้า ”ลูกสาวคนเดียว

       การศึกษาทางเลือก เป็นการศึกษาที่จัดโดยครอบครัว หรือบ้านเรียน(Home School) ที่พ่อแม่เป็นครูให้แก่ลูกของตนเอง

      ครอบครัว “ชาญชุติวาณิช” เลือกจัดการศึกษาบ้านเรียนให้กับ “ด.ญ.เพ้นท์ฟ้า ”ลูกสาวคนเดียวมาตั้งแต่อายุ 4 ขวบครึ่ง หลังเห็นชัดแล้วว่าลูกสาวไม่มีความสุข กับการเรียนในโรงเรียน คุณพ่อ “ณัฐพร” ตัดสินใจลาออกจากงานประจำบริษัทต่างชาติเงินเดือนหลายหมื่น มารับหน้าที่คุณพ่อฟูลไทม์ ช่วยกับคุณแม่ ที่มีอาชีพเป็นช่างตัดเย็บเสื้อผ้าเพื่อดูแลและช่วยกันจัดการเรียนรู้ที่เหมาะที่สุดกับศักยภาพ “เพ้นท์ฟ้า” เต็มที่นั่นคือ “ศิลปะ”

ไม่ต้องไปโรงเรียนก็ประสบผลสำเร็จได้

     “ณัฐพร” เล่าว่า ตั้งแต่น้องเข้าเรียนอนุบาลก็เริ่มเห็นแล้วว่าน้องไม่ค่อยมีความสุข ไม่สนุกกับกิจกรรมที่ต้องทำ จุดเปลี่ยนสำคัญ คือช่วงที่ครูสอนจับดินสอ ซึ่งน้องไม่ถนัดจับอีกแบบมากกว่าแบบที่ครูสอน แต่ก็พยายามจะทำให้ได้ ที่สุดคือน้องสับสน เครียด จึงได้ปรึกษากับครูและผู้อำนวยการโรงเรียนว่าจะทำอย่างไร พูดคุยกันแบบเปิดใจ ได้รับแนะนำว่ามีการจัดการศึกษา บ้านเรียน หรือ โฮมสคูล ที่พ่อแม่เป็นคนสอนการศึกษาขั้นพื้นฐานให้กับลูก ตามศักยภาพของเด็ก

       เมื่อเลือกเส้นทางนี้ก็ศึกษาต้องทำอะไรบ้าง และไปจดทะเบียนกับทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) กรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

ไม่ต้องไปโรงเรียนก็ประสบผลสำเร็จได้

“ด.ญ.เพ้นท์ฟ้า” 

     สอนหนังสือก็เริ่มจากให้เพ้นท์ฟ้าเลือกซื้อหนังสือ ส่วนใหญ่น้องจะเลือกที่หน้าปกสวยมาหลายเล่มมาก อย่างวิชาคณิตก็จะเป็นอักษรภาพ ปรากฏว่าน้องไม่เคยใช้จนหมดเล่ม บางเล่มก็ไม่เคยได้ใช้ ส่วนการเรียนรู้วิชาการปกติ ทำกิจกรรมที่สนใจ เน้นสิ่งรอบตัว เรื่องง่ายๆใกล้ตัวมาต่อยอดความรู้ เสริมในสิ่งที่เหมาะสม พอน้องโตขึ้นก็เริ่มจะขอที่จะตัดวิชาเรียนต่างๆออกไปทีละวิชา จนกระทั่ง 6 ขวบน้องบอกว่าขอเรียนแค่ศิลปะอย่างเดียว

ไม่ต้องไปโรงเรียนก็ประสบผลสำเร็จได้

    “ยอมรับว่าคนเป็นพ่อก็อยากให้เขามีความรู้ในเชิงวิชาการด้วย แต่น้องชัดเจนว่าเขาชอบศิลปะก็เลยมีข้อแลกเปลี่ยนกันเราก็ทดสอบคือให้เวลาน้อง 7วันดูว่าถ้าเรียนแต่ศิลปะจะทำอะไร ปรากฏว่าเขาสามารถวาดรูป อยู่กับงานศิลปะได้ทั้งวันอย่างมีความสุข ครอบครัวก็มาคุยกันว่าถ้าเลือกเส้นทางศิลปินนี้ อนาคตข้างหน้าโตขึ้นเขาจะเรียนอะไรต่อ ทำอาชีพอะไร เมื่อยอมรับเข้าใจก็ทุ่มเทสนับสนุนด้านศิลปะให้เพ้นท์ฟ้าอย่างเต็มที่ และหาพื้นที่แสดงผลงานศิลปะตั้งแต่อายุ 7 ขวบ มีไปแสดงภายในงานกิจกรรมต่างๆของกลุ่มบ้านเรียน ไปจนถึงแกลอรี่ต่างด้วยๆ สำหรับอนาคตของน้องเมื่อโตขึ้นก็คงจะเรียนมหาวิทยาลัยทางด้านศิลปะในต่างประเทศ เพราะยื่นโปรไฟล์ผลงานได้ทันที ไม่ต้องอิงผลการเรียนวิชาการ”

ไม่ต้องไปโรงเรียนก็ประสบผลสำเร็จได้

      วันนี้ “เพ้นท์ฟ้า”วัย 11 ขวบเป็นจิตรกรตัวน้อยมี สตูดิโอวาดภาพของตนเองอยู่ที่River City แถวสี่พระยา ผลงานภาพวาดถูกคนรักศิลปะ แฟนคลับที่ชื่นชอบผลงานมาซื้อไปหลายชิ้น ขายได้สูงสุดราคา 30,000 บาท “เพ้นท์ฟ้า” เล่าพร้อมรอยยิ้มสดใส ว่า “ทุกวันนี้มีความสุขมาก เพราะได้วาดภาพมาก มีความสุขที่ได้ทำงานศิลปะ ภาพวาดมีหลายแบบส่วนใหญ่จะชอบวาดภาพบุคคล (Portrait)แต่ถ้าไม่ได้วาดภาพก็มีทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น ร้องเพลง เล่นกีฬา เป็นต้น”

     ครอบครัวที่จัดการศึกษาบ้านเรียนมีทั่วประเทศ แต่ละบ้านจะมีจุดเน้นที่พัฒนาลูกต่างกัน บางบ้านเน้นวิชาการ บางบ้านเน้นกีฬา ศิลปะ ซึ่งผู้จัดต้องเสนอหลักสูตร แผนจัดการเรียนการสอนมาให้เขตพื้นที่การศึกษาพิจารณาอนุมัติ.. จากตัวเลขล่าสุดของสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา (สนก.) สพฐ. พบว่า มีครอบครัวจดทะเบียนกับเขตพื้นที่ฯทั่วประเทศ อยู่ที่ 456 ครอบครัว ผู้เรียน 646 คน

ไม่ต้องไปโรงเรียนก็ประสบผลสำเร็จได้

     ยังมีการรวมตัวเป็นเครือข่ายกลุ่มบ้านเรียนInnovative Learning Space (ILS) ซึ่ง ร่วมกับเครือข่ายการด้านการศึกษา สพป.กทม. สพฐ.จัดงาน H.O.M.E.บ้านรักษ์โลก เปิดพื้นที่ให้กลุ่มบ้านเรียนในกรุงเทพฯ มาแสดงผลงาน พบปะพูดคุย รวมถึงให้พ่อแม่ที่สนใจได้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้

ไม่ต้องไปโรงเรียนก็ประสบผลสำเร็จได้

  ครอบครัว “ชาญชุติวาณิช” 

     อ.วิศิษฐ์ วังวิญญู ให้ความเห็นว่า การเรียนรู้แท้จริงคือ การเรียนวิธีที่จะเรียน ขณะที่ข้อมูลความรู้ในยุคปัจจุบันมีอยู่รอบตัว เข้าถึงได้ตลอดเวลาอยู่จะใช้วิธีการใดมาเชื่อมโยงเพื่อสร้างงาน สร้างชีวิต จุดนี้ผู้เรียนจะเป็นคนที่เรียนรู้ได้เอง พ่อแม่ ครูเป็นแค่พี่เลี้ยง สร้างบรรยากาศ สิ่งแวดล้อมโอกาส ทำให้การเรียนรู้เองของเด็กเกิดขึ้น ปัจจุบันหลายครอบครัวจัดการศึกษาบ้านเรียนมากขึ้น เป็นหลายร้อยครอบครัว ในสมัยอดีตที่ตนเริ่มทำมีเพียงหลัก 10 ครอบครัวเท่านั้น

ไม่ต้องไปโรงเรียนก็ประสบผลสำเร็จได้

       อ.วิศิษฐ์ วังวิญญู

    การจัดการศึกษาบ้านเรียนให้ประสบความสำเร็จนั้น อ.วิศิษฐ์ บอกว่า “ทุกครอบครัวต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับเด็กเกื้อกูลเด็กได้แท้จริง ต้องเข้าใจการเรียนรู้แท้จริง สร้างสมดุลทั้งการสร้างฐานคิดและการลงมือทำ ขณะเดียวกัน พ่อแม่ควรจะฝึกพัฒนาจิตใจรู้เท่าทันจิตใจตนเอง

    แบ่งเป็น 3 สี คือ พื้นที่สีเขียว ทำให้ชีวิตเกิดความเลื่อนไหล พ่อแม่ควรจะต้องดำรงตนให้อยู่ในพื้นที่นี้เข้าใจแก่นแท้ชีวิต ปัญญา ความรัก ความสุข ซึ่งจะช่วยหล่อเลี้ยงกระบวนการเรียนรู้เด็กได้แท้จริง จะเป็นสภาวะเรียนรู้ที่ดีที่สุด ส่วนที่ต้องระวังคือ พื้นที่สีเหลือง ความกลัว การคิดลบบ่นซ้ำๆกับเด็ก และสีแดงคือ ปม (trauma)ในวัยเด็ก ซึ่งไม่เอื้อต่อการพัฒนาเด็ก”

ไม่ต้องไปโรงเรียนก็ประสบผลสำเร็จได้

     อย่างไรก็ตาม ที่ต้องทำมากขึ้นจากนี้ คือ สร้างเครือข่ายชุมชนบ้านเรียน เช่นที่กำลังทำกันอยู่นี้จะช่วยให้เกิดบรรยากาศที่แต่ละครอบครัวได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นสังคมที่กว้างขึ้น ไม่ได้อยู่แค่ครอบครัวตนเอง หรือสร้างเครือข่ายผ่านอินเทอร์เน็ต โดยใช้ประโยชน์จากเครือข่ายในการทำกิจกรรม หรือเป็นแหล่งที่แต่ละครอบครัวจะมาทำกิจกรรม แลกเปลี่ยน การเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อจัดการศึกษา

ไม่ต้องไปโรงเรียนก็ประสบผลสำเร็จได้

      ผศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา

      เช่นเดียวกับ ผศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา ภาควิชาการศึกษาตลอดชีวิต จุฬาฯ บอกว่า “บ้านเรียน” เป็นทางหลักหนึ่งในการจัดการศึกษา ที่นับวันจะมีพ่อแม่ผู้ปกครองหันมาดำเนินการมากขึ้น มีกฎหมายรองรับให้พ่อแม่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานแก่ลูกได้ เด็กได้รับการดูแลตามสิทธิเช่นเดียวกับเด็กที่เรียนในระบบ

ไม่ต้องไปโรงเรียนก็ประสบผลสำเร็จได้

ไม่ต้องไปโรงเรียนก็ประสบผลสำเร็จได้

           0 เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ qualitylife4444@gmail.com 0

ตั้งเป้า61 “ปีแห่งการปฏิบัติ” รร.ไร้ขยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295924

ตั้งเป้า61 “ปีแห่งการปฏิบัติ” รร.ไร้ขยะ

สพฐ, ปี 61, ปีแห่งการปฏิบัติ, 2561, Set, Zero, Waste, School

สพฐ.ปักธง 2561 “ปีแห่งการปฏิบัติ” รร.ไร้ขยะ Set Zero Waste School ปรับพฤติกรรม “คน” ตั้งแต่ต้นทาง สร้างระบบเพื่อความยั่งยืน มุ่งแก้ปัญหาระยะยาว

     วันนี้  (17 ก.ย.) ที่โรงแรมเอวานา กรุงเทพฯ สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ  เขต 1 และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาทั้ง 7 จุด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดประชุมปฏิบัติการการขับเคลื่อนนโยบายการจัดการขยะในสถานศึกษาสู่การปฏิบัติที่ยั่งยืน “โรงเรียนปลอดขยะสัญจร” ระดับภูมิภาค สนอง “ยุทธศาสตร์ชาติ 20ปี”สู่การปฏิบัติการ “ประเทศไทย ไร้ขยะ” ปักธงรุก 2560 “Set Zero Waste School” เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการจัดการขยะในสถานศึกษาสู่การปฏิบัติที่ยั่งยืนและเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนในการขับเคลื่อนการจัดการขยะในสถานศึกษา โดยมีผู้เข้าร่วม จำนวน 540 คน 
นายบุญรักษ์ ยอดเพชร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) รักษาราชการแทนเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า จากข้อมูลสถานการณ์ขยะมูลฝอยของกรมควบคุมมลพิษ ปี พ.ศ. 2559 พบว่า แนวโน้มของปริมาณขยะมูลฝอยทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 27.06 ล้านตัน คิดเป็น 1.14 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน สะท้อนให้เห็นต้นเหตุแห่งปัญหาขยะที่เกิดจากกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ซึ่งการกำจัดขยะจากเทศบาลหรือการนำขยะไปกำจัดหรือทำลายเป็นการกำจัดที่กลางทางและปลายทาง ดังนั้น ในทางที่ถูกต้องคือการแก้ปัญหาที่ต้นทาง โดยต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนเป็นหลัก เช่น การคัดแยกขยะต้องเริ่มจากที่บ้าน สถานศึกษาเองก็ต้องเป็นต้นแบบในการให้ความรู้ที่ถูกต้อง รวมถึงบริบทของสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการสร้างวินัยด้านการลดใช้ทำให้ขยะเกิดขึ้นให้น้อยลง ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาว โดยจะต้องทำให้เป็นระบบเพื่อความอย่างยั่งยืน

ตั้งเป้า61 “ปีแห่งการปฏิบัติ” รร.ไร้ขยะ

“สพฐ.ตั้งเป้าหมายภายในปี 2561 จะเป็น “ปีแห่งการปฏิบัติ” โรงเรียนของ สพฐ.ทุกแห่งต้องไร้ขยะ เนื่องจากปี 2559-2560 เราเน้นการสร้างความตระหนัก สร้างจิตสำนึกให้กับหน่วยงานทั้งเขตพื้นที่การศึกษา โรงเรียน ครู นักเรียน และชุมชน ดังนั้น จากนี้จะช้าไม่ได้แล้ว ทุกโรงเรียนจะต้องนำสู่การปฏิบัติจะต้องมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน ซึ่งอาจจะเป็นลักษณะงบประมาณแลกเป้า โดยเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตจะต้องลดเรื่องของการจัดกิจกรรมแต่เน้นการปฏิบัติที่เป็นไปตามบริบทของโรงเรียน และต้องผลลัพธ์ต้องเกิดที่ตัวเด็ก โดยให้โรงเรียนจัดทำแผนเสนอขึ้นมา สพฐ.จะทำหน้าที่ในการติดตามประเมินผล” นายบุญรักษ์  กล่าว
ายบุญรักษ์  กล่าวต่อว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการสร้างวินัยด้านการบริหารจัดการขยะสู่ผู้ปกครองนักเรียนและขยายต่อชุมชน จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญยิ่ง ที่ต้องมีการเชื่อมต่อบูรณาการทำงานร่วมกันทุกหน่วยงาน ดังนั้น สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา  สพฐ.  จึงได้เร่งดำเนินการให้นโยบาย การจัดกิจกรรมและการบูรณาการในสาระการเรียนรู้ในสถานศึกษา สู่ชุมชน โดยนิทรรศการที่โรงเรียนได้นำมาแสดงมีเป้าหมาย เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และคัดเลือกนวัตกรรมด้านการจัดการขยะ โรงเรียนปลอดขยะและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในสถานศึกษา ซึ่งจะก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดมุมมองที่หลากหลาย มีประโยชน์ในการนำไปต่อยอด และจะเป็นต้นแบบที่ดีกับอีกหลายสถานศึกษา ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจและจะเป็นพลังและความหวังในอนาคตสู่การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งด้านการบริหารจัดการขยะและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สู่การรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้กับคนรุ่นต่อไป

ตั้งเป้า61 “ปีแห่งการปฏิบัติ” รร.ไร้ขยะตั้งเป้า61 “ปีแห่งการปฏิบัติ” รร.ไร้ขยะ

นางนิจวดี เจริญเกียรติบวร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา (สนก.) สพฐ.  กล่าวว่า การจัดประชุมปฏิบัติการการขับเคลื่อนนโยบายการจัดการขยะในสถานศึกษา สู่การปฏิบัติที่ยั่งยืนในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การขับเคลื่อนนโยบายการจัดการขยะในสถานศึกษาสู่การปฏิบัติที่ยั่งยืน “โรงเรียนปลอดขยะสัญจร” ในระดับภูมิภาค 7 จุด 5 ภูมิภาค 8 รุ่น พร้อมทั้งคัดเลือกต้นแบบนวัตกรรมการบริหารจัดการขยะในสถานศึกษาและชุมชนให้เป็นโรงเรียนต้นแบบทั้งระบบในระดับภูมิภาค จุดละ 8 ประเภท 8 โรงเรียน รวม 8 รุ่น รวม 64 โรงเรียน และเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเตรียมแผนในการดำเนินงานโรงเรียนปลอดขยะในระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในปี 2561 ตามที่ สพฐ.มอบหมายให้ สนก. ดำเนินการจัดกิจกรรมการสร้างจิตสำนึกและวินัยในการจัดการขยะ น้ำเสีย และมลพิษทางอากาศในสถานศึกษา ในปี 2559 – 2560 โดยได้กำหนดนโยบายด้านการสร้างวินัยในสถานศึกษา การจัดการขยะและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เน้นโรงเรียนปลอดขยะ ซึ่งกำหนดให้เขตพื้นที่การศึกษา 225 เขตทั่วประเทศ ทำบันทึกข้อตกลงกับโรงเรียนให้ดำเนินการเรื่องการจัดการขยะในสถานศึกษาทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โดยร่วมบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สิ่งแวดล้อมจังหวัด องค์การปกครองท้องถิ่น
ทั้งนี้ ในปี 2559 ได้คัดเลือกโรงเรียนตัวอย่างของแต่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จาก 15,000 โรงเรียน ได้โรงเรียนนำร่อง จำนวน 20 โรงเรียน ส่วนในปี 2560 ได้ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศไปขยายผลให้ครบทุกโรงเรียน และให้คัดเลือกโรงเรียนลำดับ 1-3 ของโรงเรียนต้นแบบระดับเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อเข้าร่วมแลกเปลี่ยนและถอดบทเรียน รวมทั้งการนำความรู้ แนวทางที่ได้จากการเสวนา และการศึกษาดูงานมาประยุกต์ใช้วางแผนการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2561 ต่อไป

“เด็กกศน.”ทะเลาะวิวาท!! เจ็บ 3 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295930

“เด็กกศน.”ทะเลาะวิวาท!! เจ็บ 3 ราย

เลขาธิการ กศน, ก่อเหตุทะเลาะวิวาท, เจ็บ3ราย, นายกฤตชัย อรุณรัตน์ เลขาธิการ กศน, เจ็บ, ราย, บาดเจ็บ, เขตยานนาวา, เด็กกศน, พักการเรียน

เลขาฯกศน.แจง เด็กกศน.ทะเลาะวิวาท บาดเจ็บ 3 ราย ขณะสอบปลายภาคที่ร.ร.วัดดอกไม้ เขตยานนาวา กทม. พบมีความขัดแย้งมาก่อน ระบุโทษตีกันถึงขั้น”พักการเรียน”

          17ก.ย.60-นายกฤตชัย อรุณรัตน์ เลขาธิการ กศน. กล่าวว่า ตามที่สำนักงาน กศน.กำหนดให้วันที่ 16-17 ก.ย. 60 เป็นการสอบปลายภาคเรียนที่ 1 / 2560 ของนักเรียน นักศึกษา กศน.ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศ ปรากฎว่าในช่วงเย็น(17 ก.ย.) เกิดเหตุการณ์นักศึกษาทะเลาะวิวาท ในห้องสอบโรงเรียนวัดดอกไม้ เขตยานนาวา กรุงเทพฯ จนบาดเจ็บ 3 รายนั้น เบื้องต้นได้รับรายงานว่านักศึกษามีความขัดแย้งกันมาก่อน

“อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด ซึ่งได้กำชับให้เร่งรวบรวมข้อมูลและรายงานผมโดยเร็ว พร้อมกันนี้ได้มอบหมายให้ลงไปดูแลนักศึกษาทั้ง 3 รายที่บาดเจ็บด้วย”เลขาธิการ กศน. กล่าว

เลขาธิการ กศน. กล่าวอีกว่า ตอนนี้ยังไม่ทราบข้อเท็จจริง ยังไม่สามารถพูดอะไรชัดเจนได้ แต่กรณีนักศึกษาก่อเหตุทะเลาะวิวาทนั้น กศน.ก็มีมาตรการลงโทษ เช่น พักการเรียน เป็นต้น

ห้ามพลาดเทศกาล”TK BOARD GAME FESTIVAL”23-24 ก.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295893

ห้ามพลาดเทศกาล”TK BOARD GAME FESTIVAL”23-24 ก.ย.นี้

Board, Game, Festival, ทีเคบอร์ดเกมคลับ, -24, กันยายน, 2560, TK Board Game Festival

สนุกกับ TK Board Game Festival ฉลองครบรอบ 1 ปี ทีเคบอร์ดเกมคลับ 23 -24 กันยายน 2560

      อุทยานการเรียนรู้ TK park เตรียมพร้อมจัดงานสนุกๆ ของทุกคนในครอบครัว กับเทศกาลบอร์ดเกมนัดสำคัญ TK Board Game Festival ที่จะชวนทุกคนมาทดลองเล่นบอร์ดเกมหลากหลายแนว แม้ว่าคุณไม่เคยเล่นมาก่อนก็สามารถมาร่วมเล่นด้วยกันได้ ในวันเสาร์ที่ 23 – วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน 2560  เวลา 11.00-17.00 น. ณ อุทยานการเรียนรู้ TK park ชั้น 8 Dazzle Zone ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ทีเคบอร์ดเกมคลับ ริเริ่มจัดขึ้นมาตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2559 เพื่อแนะนำเด็ก เยาวชนให้รู้จักกับการเล่นบอร์ดเกมสมัยใหม่  ที่ไม่ใช่แค่การโยนลูกเต๋า ไม่ใช่แค่สำหรับเด็กเนิร์ด  แต่เกมกระดานเหล่านี้เหล่านี้คือโลกใหม่ของเกม ที่ใครๆ เล่นก็ชอบ เพราะมีทั้งความสนุก ได้ใช้สมอง ได้พบเพื่อนใหม่ แลกเปลี่ยนมุมมอง ทัศนคติ และปลดปล่อยจินตนาการ

ห้ามพลาดเทศกาล"TK Board Game Festival"23-24 ก.ย.นี้

จากจุดเริ่มต้น TK Board Game Club คลับคนรักบอร์ดเกม ได้นำพาให้คนรักบอร์ดเกมจากหลากหลายครอบครัว มาร่วมพบปะเพื่อนใหม่พร้อมเรียนรู้ทักษะต่างๆ ผ่านบอร์ดเกม รวมถึงการทดสอบและทดลองเกมใหม่ๆ ที่ออกแบบและผลิตโดยคนไทยอีกด้วย  กิจกรรมทีเคบอร์ดเกมคลับได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทีเคพาร์คกลายเป็นชุมชนคนรักบอร์ดเกม และสถานที่พบปะของคนรักบอร์ดเกมในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นนักออกแบบเกม ครูอาจารย์ที่นำเกมไปใช้ในชั้นเรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง ตลอดจนเด็กๆและเยาวชน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัย 8 ปีขึ้นไป ที่มารวมตัวกันที่นี่ ทุกๆ วันเสาร์ที่สองของเดือน ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา

ห้ามพลาดเทศกาล"TK Board Game Festival"23-24 ก.ย.นี้ห้ามพลาดเทศกาล"TK Board Game Festival"23-24 ก.ย.นี้

ภายในงานเทศกาลบอร์ดเกม TK Board Game Festival ไม่ว่ามือใหม่ หรือมือเก่า จะได้มีโอกาสทดลองการเล่นบอร์ดเกมหลากหลายรูปแบบ เลือกได้ตามความสนใจ สนุกไปกับกิจกรรมพิเศษ และการแลกเปลี่ยนไอเดียเพื่อต่อยอดบอร์ดเกมสู่กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย พร้อมด้วยการแข่งขันบอร์ดเกมชิงรางวัลดีๆมากมาย

พบกับเทศกาลบอร์ดเกม  TK Board Game Festival ในวันเสาร์ที่ 23 – วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน 2560  เวลา 11.00-17.00 น. ณ อุทยานการเรียนรู้ TK park ชั้น 8 Dazzle Zone ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02 257 4300 ต่อ 226   ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tkpark.or.th  *กิจกรรมเหมาะสำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมอายุ 8 ปีขึ้นไป

“ไขมัน”…. ยิ่งกิน ยิ่งดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295890

“ไขมัน”…. ยิ่งกิน ยิ่งดี

แซลมอน, ไขมันดี, ไขมัน, ยิ่งกิน

หลายคนมักบอกว่าการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ และอีกหลายคนเชื่อว่าการดูแลสุขภาพตัวเองที่ดีที่สุดคือการงดบริโภคอาหารที่มีไขมัน

       เพราะเข้าใจว่าไขมันมีแต่ก่อให้เกิดโทษ บางคนเชื่อว่าการหลีกเลี่ยงการรับประทานไขมันเป็นวิธีการลดน้ำหนักที่ดีที่สุด

นายพศิษฐ์ คณาศิริชัยนนท์ นักกำหนดอาหารวิชาชีพและวิทยากรด้านอาหารและสุขภาพ จากเพจเฟซบุ๊คชื่อดังด้านอาหารและโภชนาการ ‘เมื่อวานป้าทานอะไร?’ ได้มาร่วมไขข้อข้องใจของใครหลายๆ คนเกี่ยวกับการรับประทานไขมัน พร้อมแนะนำว่า

 “การงดรับประทานไขมันไม่ใช่วิธีการลดน้ำหนักที่มีประสิทธิภาพที่สุด หากแต่คือ การปรับพฤติกรรมการบริโภคด้วยการเพิ่มปริมาณ ‘ไขมันดี’ ในมื้ออาหาร เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบครัน” 

“ไขมัน”.... ยิ่งกิน ยิ่งดี

หน้าที่ของนักกำหนดอาหารวิชาชีพไม่ใช่เพียงแค่กำหนดประเภทหรือปริมาณอาหารที่เหมาะสมและเพียงพอกับความต้องการของร่างกายแต่ละคน หากแต่ยังต้องส่งเสริมและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการบริโภคอาหารด้วย ดังเช่นแนวคิดเดิมๆ ที่ว่าการบริโภคไขมันจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ จนอาจทำให้หลายคนลืมฉุกคิดไปว่าร่างกายเราจำเป็นต้องได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง ซึ่งไขมันก็เป็นหนึ่งในสารอาหารที่ร่างกายนั้นขาดไม่ได้ ในปัจจุบันมีผลการวิจัยจำนวนมากที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ไขมันบางประเภทมีข้อดี แถมยังอุดมไปด้วยคุณค่าจากสารอาหารที่จำเป็น และให้คุณประโยชน์แก่ร่างกายของเรา แต่ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังยึดติดกับแนวคิดเดิมๆ และอาจมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการรับประทานไขมัน ดังนั้น เรามาทำความรู้จักไขมันให้ดีขึ้นกันดีกว่า

1. รู้จักเลือกรับประทานไขมันให้เป็น   ควรเลือกรับประทานไขมันประเภทไหน แล้วแบบไหนที่เรียกว่าไขมันดี จริงๆ แล้วเรื่องนี้ง่ายนิดเดียว ไขมันดีคือไขมันประเภทไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน พบได้ในน้ำมันที่สกัดจากพืข ไขมันทั้งสองประเภทนี้มีคุณสมบัติในการลดไขมันไม่ดีในเลือดหรือโคเลสเตอรอลตัวร้ายอย่าง LDL ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ โดยเราสามารถเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันที่สกัดจากพืชอย่างน้ำมันมะกอก ที่อุดมไปด้วยไขมันดีทั้ง 2 ประเภทนี้ นอกจากนี้ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่มีอยู่ในน้ำมันมะกอกยังประกอบไปด้วยกรดไขมันที่ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของเซลล์ และยังเป็นแหล่งพลังงานที่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย

“ไขมัน”.... ยิ่งกิน ยิ่งดี

2. ไขมันดี ยิ่งกิน ยิ่งได้ประโยชน์  ปริมาณไขมันที่แนะนำให้คนทั่วไปซึ่งมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานรับประทานคิดเป็น 20-35% ของปริมาณพลังงานที่ควรได้รับต่อวัน นอกจากไขมันจะมีหน้าที่ให้พลังงานแก่ร่างกายแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการของสมองอีกด้วย เชื่อหรือไม่ว่ากว่า 60% ของสมองคนเราเป็นส่วนประกอบของไขมันทั้งสิ้น เพราะเหตุนี้ ร่างกายเราจึงต้องการไขมันดี ซึ่งจะทำหน้าที่หล่อเลี้ยงและบำรุงสมอง

ผลงานวิจัยของศ.แกรี่ แอล เว็งค์ ภาคประสาทวิทยา มหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตต แสดงให้เห็นว่าอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวมีส่วนช่วยในด้านการรับรู้และความจำ กล่าวคือ ไขมันดีจะช่วยลดโอกาสการสูญเสียความทรงจำ นอกจากนี้ ดร. เดวิด เพิร์ลมัทเทอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาและผู้แต่งหนังสือ Grain Brain ยังอธิบายอีกว่า ไขมันทำหน้าที่ช่วยสร้างเซลล์ประสาทและยังทำหน้าที่เสมือนเชื้อเพลิงที่ขับเคลื่อนให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

“ไขมัน”.... ยิ่งกิน ยิ่งดี

      3. ไขมันดี ยิ่งกิน ยิ่งผอม   การรับประทานอาหารที่มีองค์ประกอบของไขมันดีในปริมาณที่เหมาะสมยังสามารถช่วยให้การลดน้ำหนักเป็นเรื่องง่ายขึ้นอีกด้วย2 จากการทดสอบกับกลุ่มตัวอย่าง พบว่ากลุ่มคนที่รับประทานอาหารที่มีไขมันดีจะอิ่มไวและนานกว่า เมื่อเทียบกับอีกกลุ่มที่ไม่ได้รับประทานอาหารที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเมื่อไขมันถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจะทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง ร่างกายจึงรู้สึกอิ่มเร็วขึ้นและความอยากอาหารก็ลดลงไปด้วย ส่งผลให้เรารับประทานอาหารในแต่ละมื้อได้น้อยกว่าปกติ ดังนั้น การรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันดี จึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยลดน้ำหนักได้อย่างดีเยี่ยม

      4 อาหารอุดมไปด้วยไขมันดี  ได้แก่  น้ำมันมะกอก: อุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวมากกว่าน้ำมันชนิดอื่นๆ ซึ่งดีต่อหัวใจ และยังมีสาร โพลีฟีนอล ที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้   ปลาแซลมอน: แหล่งของกรดไขมันโอเมก้า 3 ชั้นเยี่ยม ช่วยลดอาการอักเสบได้เป็นอย่างดี  อโวคาโด: แหล่งของไขมันดี เต็มไปด้วยคุณประโยชน์ของสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินอี  และถั่ววอลนัท: อุดมไปด้วยประโยชน์จากกรดไขมันโอเมก้า 3 โดยเฉพาะกรดไขมันแอลฟาไลโนเลอิก

ไขมัน เป็นเลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพียงแค่นี้เราก็จะเห็นผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ไม่ยาก

ปล่อยของ!! เด็กอาชีวะซ่อม-สร้าง-พัฒนาชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295887

ปล่อยของ!! เด็กอาชีวะซ่อม-สร้าง-พัฒนาชุมชน

เด็กเทคนิค, นครนายก, อาชีวะ, เทคนิคนครนายก

นศ. เทคนิคนครนายก รวมพลังจิตอาสาพัฒนาชุมชน สู่หลักธรรมาภิบาล”ซ่อม-สร้าง-พัฒนาชุมชน โชว์ทักษะช่างมืออาชีพ

           สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สถาบันภาคกลาง 3 โดยนักเรียน นักศึกษาแผนกวิชาช่างเชื่อม และช่างไฟฟ้ากำลัง องค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย วิทยาลัยเทคนิคนครนายก ได้จัดโครงการ “ค่ายอาสาพัฒนาชุมชน สู่หลักธรรมาภิบาล” เพื่อให้เยาวชนสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน มีจิตสำนึกรักบ้านเกิด โดยนำความรู้จากการเรียนไปบูรณาการสู่การปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาล

ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้มอบหมายให้นักเรียน นักศึกษา แผนกวิชาช่างเชื่อม และช่างไฟฟ้ากำลัง วิทยาลัยเทคนิคนครนายก นำทักษะวิชาชีพช่างมาร่วมกันผลิต และติดตั้งราวสแตนเลส เพื่อป้องกันเด็กตกจากระเบียง ณ ศูนย์การศึกษาพิเศษมหาจักรีสิรินธร ประจำจังหวัดนครนายกและทาสีอาคารเรียน เปลี่ยน/ซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้า และตกแต่งพื้นถนน ณ โรงเรียนบ้านทำนบ (เลิศสินอนุสรณ์) อ.องครักษ์ จ.นครนายก ภายใต้โครงการ “ค่ายอาสาพัฒนาชุมชน สู่หลักธรรมาภิบาล”เพื่อส่งเสริมให้นักเรียน นักศึกษา ได้นำทักษะวิชาชีพไปช่วยเหลือชุมชน ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี รู้จักเสียสละ อดทน มีความมุ่งมั่นพยายาม มีภาวะผู้นำ และสร้างเครือข่ายชุมชน รวมทั้งส่งเสริม และสนับสนุนให้มีความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมาภิบาล และระบอบประชาธิปไตยจากการปฏิบัติงาน

ปล่อยของ!! เด็กอาชีวะซ่อม-สร้าง-พัฒนาชุมชนปล่อยของ!! เด็กอาชีวะซ่อม-สร้าง-พัฒนาชุมชน

    เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวต่อว่า นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา ถือเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงส่งเสริมให้เยาวชนได้เป็นผู้นำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศ ภายใต้หลักธรรมาภิบาล เพื่อให้การอยู่ร่วมกันในสังคมเป็นไปอย่างสงบสุข เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ประสานประโยชน์ของส่วนรวม ปราศจากความขัดแย้ง รวมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ระบอบประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมในระบบ และระเบียบของสังคมอีกด้วย

“ผ้าพันศรีษะฉุกเฉิน”นวัตกรรมใหม่ฝีมือ รพ.เทิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295886

“ผ้าพันศรีษะฉุกเฉิน”นวัตกรรมใหม่ฝีมือ รพ.เทิง

รพเทิง, โรงพยาบาลเทิง, ผ้าพันศรีษะฉุกเฉิน

โรงพยาบาลเทิง จ.เชียงราย ผุดไอเดียเจ๋งคิดค้น “ผ้าพันศรีษะฉุกเฉิน” ช่วยเหลือผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะและใบหน้า ใช้ห้ามเลือดได้สะดวกรวดเร็วกว่าผ้าพันแผล

       “ผ้าพันศรีษะฉุกเฉิน” นับเป็นนวัตกรรมที่คิดค้นโดยคำนึงถึงคุณภาพ ราคา และวิธีใช้เป็นหลัก ยึดหลักกระบวนการผลิตที่เรียบง่าย โดยใช้ผ้ายืด Elastic bandage และผ้าตืนตุ๊กแก ซึ่งมีราคาไม่แพงผ่านการออกแบบและตัดเย็บให้สวมใส่ง่าย สามารถใช้ห้ามเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ปฐมพยาบาลไม่จำเป็นต้องมีทักษะในการพันผ้าพันแผลก็สามารถใช้ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว รวมทั้งแพทย์สามารถประเมินอาการของผู้ป่วยได้โดยไม่ต้องถอดผ้าพันศรีษะออก

      นายปรีชา มโนยศ พยาบาลวิชาชีพ หน่วยงานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลเทิง จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า “ผ้าพันศรีษะฉุกเฉิน” หรือ “Field Head Saver” เป็นผลงานวิชาการประเภทนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ ที่คิดค้นโดยหน่วยงานอุบัติเหตุและฉุกเฉินโรงพยาบาลเทิง จังหวัดเชียงราย เพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ในการปฐมพยาบาลห้ามเลือดให้กับผู้ป่วยฉุกเฉินที่ประสบอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะหรือใบหน้า และต้องการความรวดเร็วในการปฐมพยาบาลเพื่อห้ามเลือดและลดภาวะแทรกซ้อนจากการเสียเลือด

“ผ้าพันศรีษะฉุกเฉิน”นวัตกรรมใหม่ฝีมือ รพ.เทิง                 

   ปัจจุบันทางโรงพยาบาลเทิง จังหวัดเชียงราย และโรงพยาบาลเครือข่ายทางภาคเหนือได้ใช้ “ผ้าพันศรีษะฉุกเฉิน” กับผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บที่ศรีษะและใบหน้า พร้อมทั้งได้ศึกษาและทดลองเชิงวิจัยไปพร้อมๆ กัน ผลการศึกษาพบว่า “ผ้าพันศรีษะฉุกเฉิน” สามารถใช้ห้ามเลือดได้ดี ไม่พบการเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจ (ในผู้ป่วยที่ต้องได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจ) ลดระยะเวลาในการพันผ้ายืดแบบเดิม (Elastic Bandage) จากเดิมประมาณ 2 นาที เหลือเพียงไม่เกิน 30 วินาที ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับผู้ใช้ได้เพราะสามารถซักทำความสะอาดได้  การใช้มีความสะดวก ผู้ป่วยและญาติมีความพึงพอใจ ในระดับมาก

นายปรีชา กล่าวเพิ่มเติมภายหลังนำผลงาน ผ้าพันศรีษะฉุกเฉิน หรือ Field Head Saver มาร่วมประกวดและจัดแสดงภายในงานประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุข ประจำปี 2560 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 – 8 กันยายน 2560 ที่จังหวัดอุดรธานี ว่า ภายในกลางปี 2561 โรงพยาบาลเทิง จังหวัดเชิงราย และเครือข่ายได้วางแผนพัฒนาต่อยอดนวัตกรรม “ผ้าพันศรีษะฉุกเฉิน” ให้มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องของวัสดุ การตัดเย็บ รวมถึงการออกแบบ เพื่อเตรียมพร้อมผลิตและส่งต่อให้กับโรงพยาบาลทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชนในราคาที่ย่อมเยา ต่อไป