เส้นทางสายผ้า “ลาวครั่ง-ลาวเวียง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295860

เส้นทางสายผ้า “ลาวครั่ง-ลาวเวียง”

ลาวเวียง, ลาวคั่ง, ลายผ้า, เส้นทางสายผ้า, ลาวครั่ง-ลาวเวียง, ชัยนาท

 ‘ชัยนาท’ สร้างเส้นทางสายผ้า อารยธรรม‘ลาวครั่ง-ลาวเวียง’  พอช.ปลุกวัฒนธรรมมีชีวิต บูมเศรษฐกิจท่องเที่ยวชุมชน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ชาวบ้านและชุมชนได้ประโยชน์

      เฉพาะปี 2559 เพียงปีเดียว ประเทศไทยโกยรายได้จากการท่องเที่ยวมากถึง 2.52 ล้านล้านบาท แต่ข้อเท็จจริงประการหนึ่งก็คือเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเหล่านั้น แลกมาด้วยความเสื่อมโทรมของธรรมชาติ และ ทรัพยากรที่ไม่อาจประเมินค่า นั่นหมายความว่า การจัดการท่องเที่ยวในนิยามเดิมๆ ไม่สามารถตอบโจทย์ ‘ความยั่งยืน’ ได้อีกต่อไป การจัดการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ จึงถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ

 “การท่องเที่ยวโดยชุมชน” หนึ่งในกระบวนการสำคัญที่ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. พัฒนาและจัดการอย่างครบวงจร เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ชาวบ้านและชุมชนได้ประโยชน์อย่างยั่งยืน 

เส้นทางสายผ้า "ลาวครั่ง-ลาวเวียง"

การท่องเที่ยวโดยชุมชนคืออะไร? แตกต่างไปจากการท่องเที่ยวในรูปแบบเดิมๆ อย่างไร มีคำอธิบายจาก ดร.อนุรักษ์ เรืองรอบ ผู้จัดการสำนักพัฒนาเศรษฐกิจและสัมมาชีพชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานจำนวนมากไม่เข้าใจเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชน จึงมักเห็นการใช้งบประมาณและการประชาสัมพันธ์เข้าไปยังชุมชนหรือพื้นที่ๆ มีศักยภาพ จากนั้นระยะหนึ่งหน่วยงานเหล่านั้นก็ถอนตัวออกไป ปัญหาก็คือชุมชนเกิดคำถามต่อว่า แล้วนักท่องเที่ยวที่เคยมาอยู่ไหนล่ะ หรือชุมชนจะต้องทำอะไรกันต่อไป

เส้นทางสายผ้า "ลาวครั่ง-ลาวเวียง"

ดร.อนุรักษ์ เรืองรอบ

ที่ผ่านมามีแต่การเอางบฯ เข้าไประเบิดแล้วก็ถอนตัวออกมา พี่น้องก็อารมณ์ค้างและไปต่อไม่ได้” ดร.อนุรักษ์กล่าว และอธิบายต่อว่า จริงๆ แล้วหัวใจสำคัญของการจัดการท่องเที่ยว คือต้องทำให้ชุมชนเข้าใจเรื่องกระบวนการจัดการและสามารถเชื่อมโยงกับตลาดได้

“เราต้องลงไปคุยกับพี่น้องเพื่อให้พี่น้องลุกขึ้นมาจัดกลไกการท่องเที่ยวโดยชุมชนเอง ต้องช่วยกันหา อัตลักษณ์ ทั้งวิถีชีวิต ภูมิปัญญา ต้องช่วยกันคิดว่าจะขายอะไร จะไปขายจุดไหน แล้วจะทำให้ถึงเป้าหมายอย่างไร จากนั้นเมื่อมีความชัดเจน ก็ดึงภาคีที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วม โดยมีเป้าหมายคือเชื่อมโยงกับตลาดให้ได้” ผู้จัดการสำนักพัฒนาเศรษฐกิจฯ พอช.ให้ภาพที่ชัดเจน พร้อมระบุว่า ในปี 2559 พอช.ได้สร้างกระบวนการแล้วถึง 259 ชุมชน

ความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่กระจายตัว และเบ่งบานอยู่ทั่วทุกชุมชนในประเทศไทย คือความงดงามและมนต์เสน่ห์ที่หลบซ่อนยู่เพื่อรอการค้นพบ…อัตลักษณ์ของท้องถิ่นอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญา ความเชื่อ ผลิตภัณฑ์ แหล่งท่องเที่ยว ล้วนเป็นต้นทุนดั้งเดิม ที่จะนำไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชนจากเศรษฐกิจฐานราก

เส้นทางสายผ้า "ลาวครั่ง-ลาวเวียง"

หนึ่งในพื้นที่ๆ กำลังก่อรูปไปสู่การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนคือ ชุมชนลาวครั่ง ต.กุดจอก จ.ชัยนาท ซึ่งมีความเป็นมาอันยาวนาน อดีตเป็นชาวลาวอพยพหนีภัยสงครามมาตั้งแต่ช่วงต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ โดยชุมชนแห่งนี้ มีเป้าหมายร่วมกันคือต้องการสืบสานวัฒนธรรมชาวลาวครั่งให้คนรุ่นหลังและคนนอกพื้นที่ได้รู้จัก ทั้ง ภาษาพูด ดนตรีพื้นเมือง เครื่องแต่งกาย ผ้าขิด ผ้าจก ผ้ามัดหมี่ ประเพณีสงกรานต์ เครื่องจักสานไม้ไผ่ ความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ ฯลฯ

อีกหนึ่งชุมชนที่น่าสนใจก็คือ ชุมชนลาวเวียง ต.เนินขาม จ.ชัยนาท ซึ่งเป็นกลุ่มลาวอพยพเช่นกัน แต่มีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไป แม้ทุกวันนี้ชุมชนเปลี่ยนแปลงไปมาก อัตลักษณ์ท้องถิ่นสูญหาย คนที่ผ่านไปมาไม่มีทางทราบได้ว่า พื้นที่แห่งนี้คือแหล่งอารยธรรมสำคัญ ชุมชนจึงมีความคิดที่จะกลับไปยังรากเหง้า คือเริ่มต้นจากการช่วยกันปลูกต้นมะขาม ขณะเดียวกันก็ดึงจุดเด่นของชุมชน ไม่ว่าจะเป็น เสื้อจกหม้อ ผ้าขาวม้า 5 สี ผ้าซิ่นตีนจก อาหารพื้นเมือง ประเพณีโบราณ ขึ้นมาเป็นจุดขาย มีความเป็นไปได้ว่า จ.ชัยนาท จะเชื่อมต่อการท่องเที่ยวโดยชุมชนของ 2 ตำบล ก่อกำเนิดเป็น “เส้นทางสายผ้า” อารยธรรมและมรดกการถักทอที่สวยงาม 

เส้นทางสายผ้า "ลาวครั่ง-ลาวเวียง"

 นิธิ สืบพงษ์สังข์ เลขานุการสมาคมไทยท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ ชี้ประเด็นว่า จุดขายของการท่องเที่ยวโดยชุมชนคือความเรียบง่าย ความเป็นวิถีดั้งดิมที่ยังคงอยู่ ฉะนั้นต้องเริ่มจากการสร้างกระแสให้ชุมชนหลงรักตัวเองก่อน รักสิ่งที่ตัวเองมี จากนั้นนักท่องเที่ยวก็จะเข้ามาหลงรักชุมชนเอง

เส้นทางสายผ้า "ลาวครั่ง-ลาวเวียง"

“อย่างลักษณะของ นักท่องเที่ยวยุโรป เขาชอบประสบการณ์ ชอบลงมือทำ ไม่ได้ชอบมาถ่ายรูปแล้วไป เมื่อดูบ้านกุดจอก ที่มีความโดดเด่นเรื่องการทอผ้า ก็เป็นไปได้ที่จะออกแบบให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวทางสายผ้า ขณะเดียวกันชัยนาทเป็นต้นของแม่น้ำน้อยลงแม่น้ำท่าจีน ก็อาจจะเล่นเรื่องวัฒนธรรมสายน้ำควบคู่ไปด้วย” นักจัดการท่องเที่ยวรายนี้ ยกตัวอย่าง

เขา ย้ำว่า ประเด็นคือต้องหาให้เจอว่าอะไรที่พื้นที่ของเรามีเพียงที่เดียวในประเทศ นักท่องเที่ยวต้องมาที่นี่เท่านั้น ไม่ใช่เพียงอาหารอร่อยเพราะที่อื่นก็อร่อย ไม่ใช่แค่มีผ้าทอ เพราะที่อื่นก็มีผ้าทอ ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องขายอารมณ์ให้นักท่องเที่ยวให้ได้

 เบญจพล เปรมปรีดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท มั่นใจว่า จ.ชัยนาท มีของดีจำนวนมาก แต่คนอื่นอาจไม่รู้ ฉะนั้นต้องสร้างตัวของเราไปให้คนอื่นได้รับรู้ สิ่งที่ต้องทำหลังจากนี้ก็คือช่วยกันนำสิ่งที่มีอยู่ไปนำเสนอในช่องทางที่ทันสมัย และเผยแพร่ไปได้ทั่วโลก สำหรับการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนนั้น แนวทางของ จ.ชัยนาท คือต้องเอาชุมชนและประชาชนเป็นตัวตั้ง ประโยชน์ต้องตกอยู่ที่ประชาชนภายใต้กระบวนการการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

ทั้งหมดคือความสำคัญและแนวทางการสร้างวัฒนธรรมให้มีชีวิต เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยใช้การท่องเที่ยวโดยชุมชน และเพื่อชุมชนนั่นเอง

“กุ๋งกิ๋งปาร์ตี้”พาน้องกินเล่นทั่วไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295842

“กุ๋งกิ๋งปาร์ตี้”พาน้องกินเล่นทั่วไทย

ททท, แปลนฟอร์คิดส์, กุ๋งกิ๋งเที่ยวทั่วไทย, กุ๋งกิ๋งปาร์ตี้

ท่ามกลางเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของเด็ก ๆ ที่กำลังสนุกกับการประดิษฐ์ว่าวทำมือ และบางส่วนทำหนังตะลุงจิ๋วในฐานกิจกรรมตามภาคที่จัดขึ้นในงานปาร์ตี้สำหรับเด็ก

         กุ๋งกิ๋งปาร์ตี้ ตอน กุ๋งกิ๋งเที่ยวทั่วไทย โดยบริษัท แปลน ฟอร์ คิดส์ จำกัด และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อมุ่งเน้นให้ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันและได้ท่องเที่ยวไปทำกิจกรรมนอกตำรา โดยมีกุ๋งกิ๋ง ซึ่งเป็นตัวละครจากหนังสือนิทานผลงานสร้างสรรค์ของ แปลน ฟอร์ คิดส์ เป็นเสมือนเพื่อนของเด็ก ๆ วัยอนุบาล และเป็นผู้ช่วยที่รู้ใจของพ่อแม่ในการส่งเสริมพฤติกรรมสร้างสรรค์ด้านต่าง ๆ ให้แก่เด็ก การจัดงานครั้งนี้ เป็นการเปิดพื้นที่ให้เด็กได้มีส่วนร่วม กล้าแสดงออก และเติมเต็มจินตนาการ ซึ่งมีพ่อแม่ให้ความสนใจและพาเด็กมาร่วมงานมากมาย

"กุ๋งกิ๋งปาร์ตี้"พาน้องกินเล่นทั่วไทย

ริสรวล อร่ามเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แปลน ฟอร์ คิดส์ กล่าวถึงการจัดงานครั้งนี้ว่า กุ๋งกิ๋งเป็นตัวละครจากนิทานที่เด็ก ๆ ชื่นชอบ ทำลายทุกสถิติยอดขายหนังสือนิทานในประเทศไทยด้วยจำนวนพิมพ์เกือบ 3 ล้านเล่ม ได้รับการตอบรับอย่างดีจากสำนักพิมพ์หลายประเทศ เช่น ฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน สิงคโปร์ และมาเลเซีย ที่ซื้อลิขสิทธิ์นำกุ๋งกิ๋งไปเผยแพร่จนเป็นที่ชื่นชอบของเด็ก ๆ ทั่วเอเชีย แต่ละประเทศจะมีชื่อเรียกกุ๋งกิ๋งต่างกันไป

แต่เรื่องราวและภาพประกอบจะยังคงเดิม นอกจากผลลัพธ์โดยรวมที่พ่อแม่ได้จากการใช้หนังสือนิทานกุ๋งกิ๋งในการปรับพฤติกรรม และเสริมสร้างลักษณะนิสัยที่ดีให้กับลูกแล้ว เรายังตระหนักถึงศักยภาพการเรียนรู้ของเด็กที่ไร้ขีดจำกัด จึงจัดกิจกรรมสำหรับเด็กขึ้นทุกปี และปีนี้เราได้รับความร่วมมือจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดในธีมท่องเที่ยวทั่วไทย ให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ถึงแหล่งท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรม อาหาร ของดีของเด็ดประจำภาค เพื่อสะสมเป็นความรู้นำไปต่อยอดได้ชีวิตจริง

"กุ๋งกิ๋งปาร์ตี้"พาน้องกินเล่นทั่วไทย

ทางด้าน ปทิตตา ตันติเวชกุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการบริการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า  ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมีความยินดีที่จะสนับสนุนการจัดงานครั้งนี้ เพราะเห็นว่าเป็นการสร้างเสริมประสบการณ์ให้กับเด็ก ที่จะได้เรียนรู้ทุกภูมิภาคในประเทศไทย ทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะได้รู้ว่าแต่ละภาคนั้นมีอะไรบ้าง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของเด็กที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า ที่จะมีคุณภาพในการสร้างสรรค์ประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้า การท่องเที่ยวฯ ทำงานกับการท่องเที่ยวชุมชนมาเยอะมาก แต่เราเพิ่งทำงานกับเด็กที่เล็ก ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ให้เด็กได้มาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ แล้วเอาประสบการณ์นั้นไปเล่าให้คุณพ่อคุณแม่ฟัง เมื่อมีโอกาสไปเที่ยวจริง เด็กจะเห็นว่าเมืองไทยงดงามและจะภูมิใจในสิ่งที่พบเห็น ไม่ว่าจะเป็นโบราณสถาน วัด ทะเล ภูเขา วันนี้เราสร้างประสบการณ์จำลองให้กับเด็กก่อนที่เขาจะไปสัมผัสประสบการณ์จริงกันกับครอบครัว

"กุ๋งกิ๋งปาร์ตี้"พาน้องกินเล่นทั่วไทย

ภายในงานกุ๋งกิ๋งปาร์ตี้ ประกอบด้วย 5 ฐานกิจกรรมที่แบ่งตามภาคในประเทศไทย คือ ฐานของกิ๋นบ้านเฮาประจำภาคเหนือ เพื่อแนะนำให้รู้จักกับอาหารพื้นเมือง แล้วจัดอาหารให้ครบถ้วนตามโจทย์ที่ได้รับ เช่น ข้าวซอยไก่ ชุดน้ำพริกหนุ่มและผัก ชุดข้าวนึ่งและไส้อั่ว ชุดข้าวนึ่งและแอ๊บหมู ฐานรังไหมม่วนซื่นประจำภาคอีสาน ได้เรียนรู้วงจรชีวิตและประโยชน์จากรังไหม วัสดุจากธรรมชาติที่ได้จากการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของชาวอีสาน ฐานมาเล่นว่าวกันเถอะประจำภาคกลาง เป็นศิลปะประดิษฐ์ทำว่าว ฐานชมสวนชวนสนุกประจำภาคตะวันออก เป็นจำลองสวนผลไม้ของเด่นประจำภาค ให้เด็กได้สนุกกับการเก็บผลไม้ ทั้งทุเรียน เงาะ และมังคุด และฐานหนังลุงหนุกแรงประจำภาคใต้ ที่เด็กจะได้รู้จัก และสนุกกับหนังตะลุงจิ๋วและเชิดหุ่นที่โรงละครจำลอง ซึ่งนอกจากความสนุกในฐานกิจกรรมแล้ว ยังมีมุมลูกโป่งแปลงกาย เพ้นท์หน้าฮาเฮ และมุมอาหารที่เด็กสามารถเลือกอาหารได้ด้วยตนเอง และไปรับประทานร่วมกันกับเพื่อน ซี่งเป็นหนึ่งในทักษะทางสังคมที่สร้างความเชื่อมั่น และส่งเสริมการมีทัศนคติที่ดีในการใช้ชีวิตให้กับเด็ก

"กุ๋งกิ๋งปาร์ตี้"พาน้องกินเล่นทั่วไทย

“ปีนี้มา 3 รอบค่ะ เพราะรอบแรกลูกสาวมากับโรงเรียนแล้วเขาชอบ เขาเลยขอมาอีกรอบ รอบเช้าเขาสนุก ก็อยากมาอีก เราก็เลยส่งเสริม ปีนี้ธีมงานเป็นเที่ยวทั่วไทย เขาเลือกใส่ชุดผ้าไทยประจำภาคมาหลาย ๆ ภาค เห็นเขาสนุก ได้ทำอะไรหลายอย่างที่ไม่เคยทำ มีส่วนร่วมกับเพื่อนในฐานกิจกรรม เห็นเขามีความสุขเราก็ดีใจ หากครั้งต่อไปจัดอีก ก็จะมา ตั้งใจมาทุก ๆ ปีค่ะ ใจจริงอยากให้จัดปีหนึ่งหลาย ๆ ครั้งเพราะทุกวันนี้พื้นที่ที่เปิดให้เด็กได้แสดงออก ได้เล่น ได้สนุกแบบสร้างสรรค์ หายากเต็มที”  เสียงจากผู้ปกครองที่พูดถึงงานในครั้งนี้
นอกจากฐานกิจกรรม ยังมีคอนเสิร์ตจากมาสคอทที่เป็นไฮไลท์ของงาน คือ กุ๋งกิ๋ง จากแปลน ฟอร์ คิดส์ และ น้องสุขใจ จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่มาร้องเพลงสร้างสีสันชวนเด็ก ๆ สนุกไปทั้งงาน

วิศวะชีวการแพทย์ ม.รังสิต ป.ตรี+โทจบ 5 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295825

วิศวะชีวการแพทย์ ม.รังสิต ป.ตรี+โทจบ 5 ปี

วิศวะชีวการแพทย์ ม.รังสิต ป.ตรี+โทจบ 5 ปี

วิศวกรรมชีวการแพทย์ ม.รังสิต เปิดหลักสูตร ป.ตรี ควบโท 4+1 เรียน 5 ปี พร้อมเปิด Entrepreneurship Program สร้างผู้ประกอบการใหม่

         รศ.นันทชัย ทองแป้น คณบดีคณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ตามที่มหาวิทยาลัยรังสิต ได้เปิดคณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ โดยมีวิสัยทัศน์ในการก้าวสู่ “คณะแห่งนวัตกรรมและผู้ประกอบการทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์เพื่อสังคมของอาเซียน” ที่มุ่งเติมเต็มวิศวกรรมสำหรับการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ รวมทั้งระบบการดูแลรักษาสุขภาพให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ เพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ซึ่งคณะได้พิจารณาความท้าทายในทุกๆ ด้าน จึงให้ความสำคัญเป็นอย่างสูงในเรื่องนวัตกรรม และทักษะการเป็นผู้ประกอบการจริงมากขึ้น

วิศวะชีวการแพทย์ ม.รังสิต ป.ตรี+โทจบ 5 ปี

ดังนั้น ตั้งแต่ปีการศึกษา 2561 เป็นต้นไป ทางคณะวิศวกรรมชีวการแพทย์จึงได้ปรับปรุงการบริหารจัดการในระดับหลักสูตรให้ตอบสนองยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ด้วยการเปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรีแบบก้าวหน้า 4+1 โดยการเรียนปริญญาตรีควบปริญญาโท ให้สามารถจบการศึกษาได้ในระยะเวลา 5 ปี พร้อมทั้งเปิดแผนการเรียนใหม่ Entrepreneurship Program เพื่อมุ่งพัฒนาจากงานวิจัยต้นแบบทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ไปสู่ผลิตภัณฑ์และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในเชิงพาณิชย์ ในขณะเดียวกันก็จะสร้างบัณฑิตที่มีทัศนคติและทักษะการเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ในระดับบัณฑิตและมหาบัณฑิตควบคู่กันไป

วิศวะชีวการแพทย์ ม.รังสิต ป.ตรี+โทจบ 5 ปี

“เรามี Entrepreneurship Program ที่มุ่งจัดการเรียนการสอนจากประสบการณ์จริงให้กับผู้เรียน ทั้งการบูรณาการต่อยอดการพัฒนาต้นแบบงานวิจัยทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ให้เป็นผลิตภัณฑ์และการนำผลิตภัณฑ์ไปดำเนินการในเชิงพาณิชย์ นั่นคือการสร้างประสบการณ์ในด้านการนำเอาความรู้ทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และทางด้านการประกอบธุรกิจมาบูรณาการเข้าด้วยกัน โดยมีจุดมุ่งหมายในการร่วมสร้างผู้ประกอบการรายใหม่ให้กับประเทศไทย เพื่อเอาชนะกับดักรายได้ปานกลางของประเทศไทยภายใต้ยุทธศาสตร์ประเทศไทย4.0” คณบดีคณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ ม.รังสิต กล่าว

5 อ.ธัญบุรี “จิตรกรอาสา” ฉากบังเพลิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295790

5 อ.ธัญบุรี “จิตรกรอาสา” ฉากบังเพลิง

ธัญบุรี, อาจารย์ศิลปกรรม, จิตกรอาสา, จิตรกรอาสา, ฉากบังเพลิง, มีขนาดใหญ่

เนื่องด้วยฉากบังเพลิง มีขนาดใหญ่ และมีรูปแบบผสมผสานกันทั้งแบบไทยประเพณีและไทยร่วมสมัย จึงต้องอาศัยช่างฝีมือเฉพาะทาง..

        5 อาจารย์คณะศิลปกรรมศาสตร์ ผศ.รัตนฤทธิ์ จันทรรังสี ,รศ.ดร.สุวัฒน์ แสนขัติยรัตน์ ,ผศ.ไกรสร ประเสริฐ, อาจารย์สุนทร จันทร์ประเสริฐ,ผศ.บัณฑิต อินทร์คง   มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เป็นเกียรติประวัติต่อชีวิต ได้เป็นส่วนหนึ่งจิตรกรอาสาฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ

5 อ.ธัญบุรี "จิตรกรอาสา" ฉากบังเพลิง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รัตนฤทธิ์ จันทรรังสี เล่าว่า ได้ทราบข่าวจากนายเกียติศักดิ์ สุวรรณพงษ์ จิตรกรชำนาญการพิเศษ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ต้องการจิตรกรอาสา ไปวาดภาพฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ เนื่องด้วยฉากบังเพลิง มีขนาดใหญ่ และมีรูปแบบผสมผสานกันทั้งแบบไทยประเพณีและไทยร่วมสมัย จึงต้องอาศัยช่างฝีมือเฉพาะทาง ดังนั้นจึงได้อาสาไปช่วยวาดภาพกับคณาจารย์จำนวน 4 ท่าน โดยทางคณะศิลปกรรมศาสตร์ ได้ให้การสนับสนุนส่งเสริมให้คณาจารย์ เป็นจิตรกรอาสาที่เข้าร่วมวาดภาพในครั้งนี้

5 อ.ธัญบุรี "จิตรกรอาสา" ฉากบังเพลิง

ในการเป็นจิตรกรอาสาทุกคนจะถอดความเป็นตัวตนหรือศิลปิน โดยขอทำงานตามเงื่อนไขและแบบของสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร และยอมเสียสละเวลา ทรัพย์สินส่วนตัวในการดำเนินงาน จนกว่างานจะแล้วเสร็จ สำหรับความรับผิดชอบของผมนั้นอยู่ในส่วนของการวาดภาพโครงการพระราชดำริ ในรัชกาลที่ 9 เรื่องพลังงานทดแทน วาดภาพต้นสบู่ดำ ด้วยสีอะคริลิก และวาดภาพ ดอกบัว ใบบัว หญ้า รวงข้าว และอื่นๆตามที่หัวหน้าช่างได้มอบหมาย ในการทำงานจิตรกรอาสาครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ตั้งใจอยากจะทำให้พระองค์ท่าน นอกจากนำคำสอนในพระราชนิพนธ์ เรื่อง พระมหาชนก น้อมนำมาปฏิบัติในชีวิตแล้ว ถือว่าเป็นเกียรติประวัติต่อชีวิต ครอบครัว ที่ได้รับใช้พระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย

รองศาสตราจารย์ ดร.สุวัฒน์ แสนขัติยรัตน์ เล่าว่า ในการปฏิบัติงานครั้งนี้ต้องมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ต้องละตัวตนเป็นงานถวายรัชกาลที่ 9 ครั้งสุดท้าย ได้ถวายการอนุรักษ์รักษาจิตรกรรมความเป็นไทย ในฐานะของประชาชนของพระองค์ท่าน ซึ่งจิตรอาสาที่มาปฏิบัติงานครั้งนี้ต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน ตนเองรับผิดชอบ ในส่วนลวดลายประกอบดอกบัว และในครั้งนี้ได้เพ้นท์ช้างสิบตระกลูประดับ งานพระเมรุมาศ ในพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ถึงแม้จะมีเวลาไม่มากแต่ก็มีความตั้งใจและภูมิใจที่มีส่วนร่วมในฐานะ จิตรอาสา

5 อ.ธัญบุรี "จิตรกรอาสา" ฉากบังเพลิง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์บัณฑิต อินทร์คง เล่าว่า ด้วยความเชี่ยวชาญในส่วนของงานศิลปะไทย รับผิดชอบในส่วนของการตัดเส้นเก็บรายละเอียดตัวเทวดา ได้ปฏิบัติงานในครั้งนี้เป็นเกียรติประวัติต่อชีวิต ในฐานะของประชาชนของพระองค์ท่าน ทุกเส้นทุกสายที่ตัดเกิดจากความตั้งใจที่จะถวายพระองค์ท่าน และยังได้ร่วมกับงานกับจิตรกรอาสาท่านอื่นๆ

ทางด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ไกรสร ประเสริฐ เล่าว่า อาสาปฏิบัติงานในการช่วยปุลาย คือการใช้เข็มจิ้มกระดาษให้เป็นรูตามลวดลาย เพื่อนำลายปุบนกระดาษที่ได้ นำลูกประคบไปประคบกระดาษบนผ้าใบ เป็นการก๊อปปี้ลายบนผ้า ถึงจะจุดเล็กๆ ถือเป็นเกียรติประวัติต่อชีวิต ได้ถวายงานรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นงานที่ตนเองได้ถ่ายทอดและสอนให้กับนักศึกษา

5 อ.ธัญบุรี "จิตรกรอาสา" ฉากบังเพลิง

อาจารย์สุนทร จันทร์ประเสริฐ เล่าว่า ปฏิบัติงานในส่วนการฉลุลาย ใช้คัตเตอร์ฉลุออกมาเป็นลวดลาย ตามที่แบบ เพื่อนำลายที่ฉลุไปปั๊บลาย ลักษณะเป็นลวดลายซ้ำๆ ให้เหมือนกัน ถือเป็นเกียรติประวัติต่อชีวิต ได้ทำหน้าที่จิตรกรอาสา เป็นแบบอย่างจิตอาสาที่ดีให้กับนักศึกษา ในการใช้ชีวิตการทำงานของอาจารย์และศิลปินคนหนึ่ง

ชูบ.ไทยสแตนเลย์ฯต้นแบบสถานประกอบกิจการดีเด่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295859

ชูบ.ไทยสแตนเลย์ฯต้นแบบสถานประกอบกิจการดีเด่น

สถานประกอบกิจการดีเด่น, แรงงาน, 2017

รมว.แรงงานตรวจเยี่ยม บ.ไทยสแตนเลย์ฯ ชื่นชมการบริหารจัดการแรงงาน จนได้รับรางวัสถานประกอบกิจการยอดเยี่ยม 2017 ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

          พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (รง.) พร้อมด้วยม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัด รง.และคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน ได้เข้าเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ด้านความปลอดภัย (Safey Dojo) และเยี่ยมชมกระบวนการผลิตโรงงาน Lamp-7 ณ บริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) จังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า กระทรวงแรงงานขอชื่นชมบริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการบริหารจัดการด้านแรงงาน นับเป็นตัวอย่างที่ดีของสถานประกอบกิจการอื่นๆ ในด้านการจัดสวัสดิการให้แก่แรงงาน ด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ด้านความคุ้มครองแรงงาน ด้านการสร้างอาชีพให้กับคนไทย และด้านการสร้างแรงงานสัมพันธ์

รวมถึงแนวปฏิบัติด้านแรงงานที่เป็นไปตามมาตรฐาน จนได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานสถานประกอบกิจการยอดเยี่ยม หรือ Thailand Labour Management Excellence Award 2017 จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรางวัลที่น่าภาคภูมิใจ และสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ในการดูแลพนักงานในท้องถิ่น ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุขกับการทำงาน

ชูบ.ไทยสแตนเลย์ฯต้นแบบสถานประกอบกิจการดีเด่น

พล.อ.ศิริชัย กล่าวต่อว่า นอกจากบริษัทฯ จะดำเนินการเกี่ยวกับสวัสดิการแรงงานเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ยังมีสวัสดิการพิเศษเสริมให้แก่พนักงาน อันเป็นเรื่องสำคัญที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพของแรงงาน เพราะเมื่อแรงงานได้รับสวัสดิการที่ดีแล้ว จะทำให้มีกำลังใจที่ดี พร้อมทุ่มเทกำลังกาย – ใจ ในการทำงานเพื่อองค์กร นอกจากนี้ เรื่องความปลอดภัยของแรงงานยังเป็นเรื่องสำคัญที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากหากสถานประกอบกิจการใดมีการใช้แรงงานที่ไม่ถูกต้อง ความปลอดภัยของแรงงานไม่เป็นไปตามมาตรฐาน จะถูกประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปกีดกันสินค้า ซึ่งจากผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ถือว่ากฎเกณฑ์ ระเบียบต่างๆ ของบริษัทฯ เป็นไปตามมาตรฐานเป็นอย่างมาก และจะเป็นต้นแบบที่ดีให้แก่สถานประกอบกิจการอื่นๆ ต่อไป

สธ.ชงแก้ระเบียบให้ซื้อผักผลไม้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295834

สธ.ชงแก้ระเบียบให้ซื้อผักผลไม้เกษตรกร

นโยบายอาหารปลอดภัย ปี 2561, โรงพยาบาล, โรงครัว, อาหารปลอดภัย, 100

สธ.ประกาศนโยบายอาหารปลอดภัยในโรงพยาบาลทั่วประเทศภายในปี 61 ให้อาหารที่ปรุงจากโรงครัวปลอดภัย 100% เตรียมเสนอกรมบัญชีกลางปรับปรุงระเบียบจัดซื้อผักจากกลุ่มเกษตรกร

         ที่โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น จ.ขอนแก่น ศ.คลินิกพิเศษ นพ.เสรี ตู้จินดา ประธานคณะที่ปรึกษารมว.สาธารณสุข เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมการดำเนินโครงการอาหารปลอดภัยในโรงพยาบาล ว่า ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของอาหารสำหรับผู้ป่วยในโรงพยาบาล เนื่องจากผู้ป่วยเจ็บป่วยร่างกายอ่อนแออยู่แล้วไม่ควรจะได้รับสารพิษเพิ่มเติมจากอาหารที่รับประทานระหว่างพักรักษาตัว ได้กำชับให้โรงพยาบาลในสังกัดทุกแห่งดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยในปี2560 เริ่มที่โรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไปทุกแห่ง และขยายไปโรงพยาบาลชุมชนในปี 2561

โดยให้โรงพยาบาลดำเนินการ ดังนี้ 1.จัดหาผักและผลไม้ปลอดสารพิษจากเกษตรกรที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มเกษตรกรในรูปแบบ เช่นวิสาหกิจชุมชน 2.มีมาตรการควบคุม ตรวจสอบ คุณภาพความปลอดภัยของอาหารทุกกระบวนการ ตั้งแต่การผลิต วัตถุดิบ การขนส่ง การปรุง 3.โรงครัวที่ปรุงอาหารผู้ป่วยและร้านอาหารในโรงพยาบาลผ่านมาตรฐานด้านสุขาภิบาลอาหารตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้ ผู้ป่วยและญาติได้รับประทานอาหารปลอดภัยไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

นอกจากนี้  เพื่อให้โครงการอาหารปลอดภัยมีความยั่งยืน  สร้างแรงจูงใจให้กลุ่มเกษตรผู้ปลูกผักปลอดสารพิษ กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมกำหนดแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างผักปลอดภัย โดยกำหนดคุณลักษณะของผักปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญ อาทิ ลักษณะทางกายภาพของผักทุกชนิด ลักษณะทางชีวภาพ มาตรการควบคุมกำกับ โดยการบริหารสัญญาซื้อวัสดุบริโภค  กำหนดระยะเวลาจ่ายเงินให้รวดเร็วขึ้น  เป็นต้น เพื่อช่วยให้เกษตรจำหน่ายในราคาที่เหมาะสม มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอ ซึ่งหากมีการปลูกผักปลอดสารพิษออกสู่ตลาดต่อเนื่อง เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน  ราคาจะถูกลงช่วยให้ประชาชนเข้าถึงได้

สำหรับที่โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น เป็นโรงพยาบาลขนาด 1,000 เตียง ในปี 2559 มีผู้ป่วยในเข้ารับบริการประมาณ80,000 ราย และเป็นโรงพยาบาลต้นแบบอาหารปลอดภัยอีกแห่งหนึ่งของกระทรวงสาธารณสุข อาหารที่ปรุงจากโรงครัวของโรงพยาบาลมีความปลอดภัย 100% โดยในแต่ละปีโรงพยาบาลได้จัดซื้อผักปลอดสารพิษ68 ชนิด จากกลุ่มเกษตรกร จำนวนกว่า 1.4 แสนกิโลกรัม มีโรงครัวผ่านมาตรฐานด้านสุขาภิบาลอาหารตามเกณฑ์ที่กำหนดและเจ้าหน้าที่ผ่านการอบรมครบทุกคน  โดยผักทุกชนิดผ่านการสุ่มตรวจเดือนละ 2 ครั้ง หากพบจะมีการเตือนและลงโทษโดยการปรับลดราคาลงร้อยละ 50

ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาฮีโมฟีเลีย1พันรายต่อปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295783

ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาฮีโมฟีเลีย1พันรายต่อปี

คุณภาพชีวิต, 1พันรายต่อปี, สปสช, ฮีโมฟีเลีย, การรักษา, แพทย์

คณะแพทยศาสตร์ทั่วประเทศร่วมมือในการรักษาโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลีย ช่วยผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียนับพันรายต่อปี ไม่ต้องมารับน้ำเหลืองในโรงพยาบาล

       โครงการโรคฮีโมฟีเลีย โรคเรื้อรังที่มีค่าใช้จ่ายสูงของสำนักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. นับตั้งแต่ริเริ่มโครงการในปี พ.ศ.2549 ด้วยการจัดสรรแฟคเตอร์เข้มข้นที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อโรคอย่างครบถ้วนที่สั่งซื้อจากต่างประเทศ ปลอดจากโรคเอดส์และโรคตับอักเสบ สามารถช่วยผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียที่ได้ลงทะเบียนในโรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลศูนย์ และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยที่อยู่ใกล้บ้าน ซึ่งมี 49 โรงพยาบาลทั่วประเทศ แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์จะแนะนำ และสอนผู้ป่วยและครอบครัว สามารถให้การดูแลรักษาผู้ป่วยเองที่บ้าน สามารถฉีดแฟคเตอร์เข้มข้นเข้าหลอดเลือดดำ เมื่อเริ่มมีอาการติดขัดที่ข้อ หรือกล้ามเนื้อ โดยปัจจุบันสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยนับ 1,000 รายต่อปี ผู้ป่วยไม่ต้องมารับน้ำเหลืองในโรงพยาบาลเดือนละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 3-7 วันตลอดปี ช่วยลดค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลได้มาก

นพ.ชูชัย ศรชำนิ รองเลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. กล่าวว่า โรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลียเป็นโรคเรื้อรังที่มีค่าใช้จ่ายสูง โดยสปสช.ได้ตระหนักและเล็งเห็นความจำเป็นที่จะต้องมีการลงทุนด้านสุขภาพและมีการดำเนินการเชิงนโยบายนำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับแฟคเตอร์เข้มข้น ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศที่มีคุณภาพในการรักษา รวมทั้งให้การสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพหน่วยบริการรับส่งต่อให้มีการบริการที่ได้มาตรฐาน สนับสนุนการจัดเครือข่ายบริการในระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

ที่สำคัญมีความร่วมมือของคณะแพทยศาสตร์ทั่วประเทศในการจัดอบรมพัฒนาแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจในการดูแลผู้ป่วย โดยโครงการโรคฮีโมฟีเลีย โรคเรื้อรังที่มีค่าใช้จ่ายสูงของสปสช.ดังกล่าว ช่วยให้ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียนับ 1,000 รายต่อปี ไม่ต้อง admission ในโรงพยาบาล ทำให้ลดค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล และได้ดำเนินโครงการฯ มาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น

ศ.พญ.อำไพวรรณ จวนสัมฤทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกอบรมนานาชาติโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลีย-กรุงเทพฯ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า  โรคฮีโมฟีเลียเป็นโรคเลือดออกง่ายหยุดยากทางพันธุกรรม เป็นโรคที่พบไม่บ่อย ผู้ป่วยจะมีอาการเลือดออกบ่อยในข้อ ในกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล เพื่อรับน้ำเหลืองทดแทนแฟคเตอร์แปด หรือแฟคเตอร์เก้า ซึ่งเป็นสารโปรตีนช่วยในการแข็งตัวของเลือดที่ผู้ป่วยขาดเป็นเวลา 3-7 วัน เพื่อรักษาอาการเลือดออก ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียชนิดรุนแรงมาก และชนิดรุนแรงแรงปานกลาง จำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลเมื่อมีอาการเลือดออก เดือนละ 2-3 ครั้งตลอดปี ผู้ป่วยต้องทนทุกข์กับอาการปวดจากอาการเลือดออกในข้อ ในกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยต้องขาดเรียน ผู้ปกครองต้องขาดงานมาดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาล ผู้ป่วยยังเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อ ได้แก่ โรคเอดส์ โรคตับอักเสบ จากการรับน้ำเหลืองปริมาณมากตั้งแต่วัยเด็กเล็ก ผู้ป่วย โรคฮีโมฟีเลียจำนวนหนึ่งเสียชีวิตตั้งแต่วัยเด็ก เนื่องจากอาการเลือดออกรุนแรงในสมอง ในช่องท้องและทางเดินอาหาร

ทั้งนี้ การรักษาผู้ป่วยโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลียในปัจจุบัน ผู้ป่วยสามารถลงทะเบียนในโรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลศูนย์ และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยที่อยู่ใกล้บ้าน ซึ่งมี 49 โรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยมีแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ จะแนะนำและสอนผู้ป่วยและครอบครัว ให้สามารถดูแลรักษาผู้ป่วยได้เองที่บ้าน สามารถฉีด
แฟคเตอร์เข้มข้นเข้าหลอดเลือด เมื่อเริ่มมีอาการติดขัดที่ข้อ หรือกล้ามเนื้อ แฟคเตอร์จะหยุดอาการเลือดออกได้เร็วขึ้น ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องมาโรงพยาบาล
ในระยะ10 ปีที่ผ่านมา ที่มีโครงการการรักษาผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียที่บ้าน ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียนับพันรายที่เคยต้องมารับการรักษาเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาลเดือนละ 2-3 ครั้งตลอดปี ได้หายไปจากโรงพยาบาล จนนักศึกษาแพทย์ นักศึกษาพยาบาล รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง ไม่รู้จักอาการเลือดออกในข้อในกล้ามเนื้อ ปัญหาข้อพิการและภาวะกล้ามเนื้อลีบลดลงอย่างมาก ผู้ป่วยที่ลงทะเบียนกับหน่วยบริการเฉพาะโรคฮีโมฟีเลียทั่วประเทศ ขณะนี้ มีจำนวน 1,519 ราย รู้จักดูแลตนเอง ไม่มีปัญหาข้อพิการ ไม่มีภาวะกล้ามเนื้อลีบอีกต่อไป ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงคนปกติ ไปโรงเรียน ไปทำงานได้ ผู้ปกครองและครอบครัวสุขใจ ไม่ต้องวิตกกังวล และไม่ต้องมารับการรักษาในโรงพยาบาลบ่อย ๆ

นศ.มทร.พระนคร ร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295766

นศ.มทร.พระนคร ร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม

ดูแลสิ่งแวดล้อม, วันโอโซนโลก, มทรพระนคร, ร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม, ปลูกฝัง, RMUTP, CNE-Clean, Clear

มทร.พระนคร นำนศ. 60 คนทำกิจกรรม RMUTP CNE-Clean & Clear มทร.ร่วมใจเก็บขยะเพื่อสังคม เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.10 ปลูกฝังรักสิ่งแวดล้อมวันโอโซนโลก

    รศ.สุภัทรา โกไศยกานนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (มทร.พระนคร) เป็นประธานเปิดงาน “RMUTP CNE-Clean & Clear มทร.ร่วมใจเก็บขยะเพื่อสังคม” จัดโดยชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและรักษาสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร  รัชกาลที่ 10 อีกทั้งในวันที่ 16 กันยายน ของทุกปีเป็นวันโอโซนโลก

นศ.มทร.พระนคร ร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม

มหาวิทยาลัยต้องการปลูกฝังให้บุคลากรและนักศึกษามีจิตสำนึกและเข้าใจถึงการอนุรักษ์ธรรมชาติ รู้จักหวงแหนและนำไปใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน พร้อมชูนโยบายการเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวที่มีการบูรณาการอนุรักษ์ ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อมและรู้จักการจัดการของเสียอย่างยั่งยืนในการเรียนการสอน การวิจัย และกิจกรรมของมหาวิทยาลัย โดยมีนักศึกษากว่า 60 คน ร่วมเก็บขยะบริเวณโดยรอบมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครศูนย์เทเวศร์ และศูนย์พณิชยการพระนคร

นศ.มทร.พระนคร ร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม


บ้านเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีสไตล์ญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295626

บ้านเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีสไตล์ญี่ปุ่น

คุณภาพชีวิต, ญี่ปุ่น, เอพี, สร้างบ้าน, มิตรสิ่งแวดล้อม, เทคโนโลยี, เอพี อะคาเดมี่

พูดถึงเทคโนโลยีต้องนึกถึงประเทศญี่ปุ่น ขึ้นชื่อว่าการออกแบบอาคารคุ้มค่าทุกตารางนิ้วเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็ต้องที่ประเทศญี่ปุ่น หลายองค์กรเลือกศึกษาดูงานที่นี่

     หนึ่งในนั้นคือโครงการ “เอพี อะคาเดมี” ที่พานักศึกษาชั้นปีที่ 3 จาก 4 สถาบัน จำนวน 4 คน ที่ผ่านการคัดเลือกจาก 1,400 คน 38 สถาบันทั่วประเทศไปศึกษาดูงานนวัตกรรมการสร้างที่อยู่อาศัยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้าง ‘คุณภาพชีวิตที่ดี’ อย่างยั่งยืน

บ้านเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีสไตล์ญี่ปุ่น

     วรนิษฐา โกมลพิสิฐ หรือ “แจ็คเก็ต” จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร กล่าวว่า นวัตกรรมการสร้างบ้านที่ญี่ปุ่นจะเน้นให้ความสำคัญกับผู้อยู่อาศัยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งประเทศไทยสามารถนำไปปรับใช้ได้ ยกตัวอย่างโฟมผนังกันความร้อนและความเย็น ที่จะช่วยให้ประหยัดไฟได้มากขึ้น เพราะโฟมจะทำหน้าที่กันอากาศร้อนและอากาศเย็นไม่ให้เข้าไปภายในบ้าน ทำให้เครื่องปรับอากาศไม่ต้องทำงานหนัก นอกจากนี้ยังชอบนวัตกรรมเครื่องดูดอากาศ ที่ออกแบบใช้งานง่ายและสวยงาม ซึ่งต่างจากประเทศไทยที่ออกแบบเน้นการใช้งาน แต่ไม่ให้ความสำคัญกับดีไซน์

บ้านเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีสไตล์ญี่ปุ่น

 วรนิษฐา โกมลพิสิฐ หรือ “แจ็คเก็ต”

     “อนาคตถ้ามีโอกาสสร้างบ้านเป็นของตัวเองจะนำนวัตกรรมที่ญี่ปุ่นไปต่อยอดใช้แน่นอน ถึงแม้จะใช้ทุนในการสร้างมากกว่าบ้านที่ประเทศไทย แต่ก็ถือว่าคุ้มต่อการลงทุน เพราะเราลงทุนครั้งเดียว ไม่ต้องจ่ายค่าไฟเยอะ ไม่ต้องซ่อมบ้านบ่อย ยกตัวอย่างผนังบ้านจะใช้วัสดุที่คงทนแข็งแรง เช่น กระเบื้องหรือหินอ่อนเหมือนญี่ปุ่นใช้กัน ซึ่งจะช่วยให้ไม่ต้องทาสีบ้านใหม่บ่อยๆ และหากมีโอกาสทำงานวิศวกรรมโยธาก็จะใช้ความรู้ที่บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) พาไปลงไซต์งานจริง ทั้งบ้านเดี่ยว คอนโด ทาวน์โฮม” วรนิษฐา กล่าว

     เช่นเดียวกับ ภัทรภร ลายอักษร หรือ “ภัทร” จากคณะครุศาสตร์ สาขาธุรกิจศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ก่อนหน้าที่จะไปศึกษาดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น ได้ฝึกงานกับทางเอพีแล้วเป็นเวลา 2 เดือน รู้สึกอบอุ่นทุกวันที่อยู่ที่นี่ เอพีสามารถทำให้สถานที่ทำงานให้ความรู้สึกคล้ายบ้านได้ พี่ๆ ทุกคนดูแลดีมาก มีการสอนงานอย่างละเอียด และที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ เอพีมุ่งพัฒนาบุคลากรในวงการอสังหาริมทรัพย์อย่างแท้จริง ระหว่างฝึกงานจะเห็นการอบรมสัมนา

บ้านเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีสไตล์ญี่ปุ่น

     โดยมีวิทยากรมีชื่อเสียงและเป็นผู้เชี่ยวชาญเข้ามาบรรยายให้กับพนักงานของเอพีฟังตลอด และอุปกรณ์การใช้งานต่างๆ ในบริษัทเป็นสื่อสนับสนุนอย่างดีให้บุลคากรในองค์กรเกิดการเรียนรู้และพัฒนาตนเองตลอดเวลา เช่น อุปกรณ์ต่างๆ ที่ได้มีโอกาสใช้งานในเอพี อะคาเดมี แลบ ทุกอย่างดูมีดีไซน์ และใช้งานได้จริงเหมาะกับความเป็นเอพี สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งที่ทำให้องค์กรเอพีน่าอยู่

บ้านเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีสไตล์ญี่ปุ่น

     “ก่อนมาฝึกงาน ตอนแรกคิดว่าจะได้ฝึกแค่สาขาที่เรียนมาคือการตลาดและการขายเท่านั้น แต่พอเอาเข้าจริงๆ เขาฝึกวิศวะให้ด้วย ได้ลงไซต์งานจริง หรือแม้แต่การเลือกทำเลสร้าง ซึ่งคุ้มค่ามากกับการมาฝึกงานมาก นอกนั้นยังไม่พอ เอพีเขายังพาไปดูงานที่ญี่ปุ่น ซึ่งไม่คิดว่าจะได้รับการคัดเลือก เพราะทุกคนมีความสุขและพอใจกับการฝึกอยู่ที่ประเทศไทยพอแล้ว แต่การไปที่ญี่ปุ่นก็ได้ทำให้รู้ว่างานขายไม่ใช่แค่การขาย ที่นั้นเขาลงรายละเอียดตั้งแต่การให้ข้อมูลลูกค้าเกี่ยวกับห้องพัก ก่อนจะชมโมเดล และชมห้องตัวอย่าง ซึ่งต่างจากไทยพาชมห้องตัวอย่างเลย และที่สำคัญงานขายจำเป็นมากที่ต้องเข้าใจทุกกระบวนงานกว่าจะได้บ้านออกมาหนึ่งหลัง” ภัทรภร กล่าว

บ้านเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีสไตล์ญี่ปุ่น

      ภูมิพัฒน์  สินาเจริญ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานทรัพยากรบุคคล บมจ. เอพี (ไทยแลนด์) บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายแรกของไทยที่ทำโครงการเปิดประสบการณ์ให้นักศึกษาได้ไปศึกษาดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น ในโครงการเอพี โอเพ่นเฮ้าส์’ ภายใต้สถาบัน ‘เอพี อะคาเดมี่’ มีเป้าหมายในการถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ และเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้ฝึกฝนความคิดและ ทักษะผ่านการลงมือปฏิบัติจริงอย่างเป็นระบบ

บ้านเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีสไตล์ญี่ปุ่น

     เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และให้น้องๆ ได้เห็นภาพรวมของการทำงานจริงอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งหวังพัฒนาเยาวชนรุ่นใหม่ให้สามารถสร้างสรรค์โครงการคุณภาพ และตอบโจทย์โลกที่หมุนเร็วในปัจจุบันได้อย่างยั่งยืน โดยโครงการนี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งความพิเศษในปีนี้ คือนอกจากจะเน้นให้เกิดการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริงแล้วนั้น ยังเน้นแบ่งปันองค์ความรู้ด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร ทั้งกระบวนการก่อสร้างทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม ตลอดจนกระบวนการทางด้านการตลาดและการขาย

      0 ขวัญเรียม  แก้วสุวรรณ qualitylife4444@gmail.com 0

ตื่นเต้นและตื้นตันที่ทรงมีพระเมตตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295748

ตื่นเต้นและตื้นตันที่ทรงมีพระเมตตา

เพื่อจะพัฒนาตนเองได้, สมเด็จพระเทพรัตนฯ, พระราชทานปริญญา, มหิดล, น้องจิ๊บ, มหาบัณฑิตพิการ

น้องจิ๊บ มหาบัณฑิตพิการ พิสูจน์ตัวเองแม้จะพิการ แต่ก็สามารถก้าวข้ามสิ่งที่ทำได้ยากๆ เพื่อจะพัฒนาตนเองได้

     เฟซบุ๊ก เรารัก สมเด็จพระเทพ ฯ : Our Beloved Princess Maha Chakri Sirindhorn ได้โพสต์ภาพ “สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประทับยืนและพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตผู้พิการ 3 ราย พร้อมข้อความว่า “สายพระเนตรที่ทรงเปี่ยมพระเมตตา ที่เปรียบเสมือนประทานกำลังใจให้กับน้องๆ ที่ประสบความสำเร็จในการศึกษาที่ร่างกายไม่สามารถเป็นอุปสรรคในการศึกษา #ขอพระองค์ทรงพระเจริญ” โดยเป็นภาพจากเฟซบุ๊ก “Mahidol University” ของมหาวิทยาลัยมหิดล

ตื่นเต้นและตื้นตันที่ทรงมีพระเมตตา

       “ช่วงเวลานั้นรู้สึกตื่นเต้นมาก จนทำตัวไม่ถูก รู้สึกตัวอีกทีก็เห็นพระองค์ประทับอยู่เบื้องหน้าแล้ว แม้พระองค์ไม่ได้ตรัสอะไร  ก็ยังมีความรู้สึกตื่นเต้นและตื้นตันที่ทรงมีพระเมตตา”และแม้จะเป็นครั้งที่ 2 ที่มีโอกาสได้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระองค์หลังจากเรียนจบปริญญาตรีก็ยังมีความรู้สึกตื่นเต้น”

       จิ๊บ- พิจิตรา  สินเสมอสุข มหาบัณฑิตผู้พิการ วัย 25 ปี คณะสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ หลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาสังคมศาสตร์และสุขภาพ คณะสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ ถ่ายทอดความรู้สึกวินาทีที่ได้รับพระราชทานปริญญาจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรและประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยมหิดล ประจำปีการศึกษา 2559 เมื่อวันที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมา

ตื่นเต้นและตื้นตันที่ทรงมีพระเมตตา

จิ๊บ- พิจิตรา  สินเสมอสุข

      “จิ๊บ” จบม.6 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา สำเร็จการศึกษาป.ตรี ที่มหาวิทยาลัยมหิดล คณะวิทยาศาสตร์ ภาคชีววิทยา จิ๊บเป็นออทิสติกและป่วยโรคเมทบอลิก มีภาวะกระดูกเปราะ ทำให้ร่างกายไม่สามารถเจริญเติบโตได้เหมือนคนปกติ เป็นแรงบันดาลใจให้สนใจเรียนด้านวิทยาศาสตร์ พอเข้ามหาวิทยาลัยเลือกเรียนชีววิทยา เพราะชอบที่จะเรียนรู้ที่เกี่ยวกับธรรมชาติ และอยากจะค้นหาคำตอบของโรคที่เป็นว่ามาจากอะไร พอเรียนจบป.ตรี ก็เรียนต่อระดับป.โท เลือกสาขานี้ก็ต่อยอดจากสิ่งที่เรียนมา

ตื่นเต้นและตื้นตันที่ทรงมีพระเมตตา

    หลังจบการศึกษาระดับป.โท ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.5 ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก และตั้งใจว่าไม่อยากให้คะแนนต่ำไปกว่านี้ ซึ่งเธอยืนยันว่าการศึกษาไม่ใช่อุปสรรคของคนพิการ และคนพิการทุกคนควรจะได้เรียนหนังสือ แต่สิ่งที่เป็นปัญหา คือ สภาพแวดล้อมทางกายภาพ อาคารสถานที่ที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตของคนพิการ หรือ อุปกรณ์บางอย่างที่ใช้ในการเรียนการสอน

ตื่นเต้นและตื้นตันที่ทรงมีพระเมตตา

     “บางทีไปส่งงานอาจารย์อาคารไม่มีลิฟท์ ต้องขึ้นบันไดไป 2 ชั้นก็ต้องเดินขึ้นไป ก็ค่อนข้างลำบากนิดหน่อยเพราะขั้นบันไดสูงพอควรสำหรับภาวะร่างกายของเรา แต่คุณแม่จะคอยช่วยดูแลด้วย หรือเวลาเข้าห้องแล็ปทำการทดลอง อุปกรณ์ต่างๆทำมาเพื่อคนปกติใช้ ไม่ได้ทำเพื่อเอื้อให้แก่คนพิการ ซึ่งไม่ได้รู้สึกท้อแท้ แค่เราต้องพยายามให้มากขึ้น เพราะคุณแม่สอนเสมอว่าต้องพยายามสู้ พยายามมากกว่าคนอื่นๆการไม่พยายามจะไม่ได้อะไรเลย”

ตื่นเต้นและตื้นตันที่ทรงมีพระเมตตา

     จิ๊บ บอกถึงเป้าหมายด้วย ว่า อยากจะมีส่วนในการช่วยพัฒนาคนพิการด้วยกัน โดยเฉพาะอยากให้คนพิการทุกคนได้เข้ามาเรียนหนังสือ ได้รับการศึกษาตามสิทธิ และอยากจะเป็นนักพูดที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนพิการด้วยกัน รวมถึงทำให้คนในสังคมปรับทัศนคติต่อคนพิการ ให้เห็นว่าคนพิการก็มีศักยภาพไม่แพ้คนปกติ เพราะที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าคนในสังคมมองและพูดว่าคนพิการทำอะไรไม่ได้สักอย่าง พอมีคนพูดมากๆเข้า คนพิการหลายคนก็คิด กลัวไม่กล้าออกมาเจอสังคม เพราะไม่อยากถูกจ้องมอง ไม่อยากถูกดัน

ตื่นเต้นและตื้นตันที่ทรงมีพระเมตตา

เมื่อครั้งไปนำเสนอผลงานวิทยานิพนธ์ที่ประเทศฟิลิปินส์

      อีกเรื่องหนึ่งที่อยากให้คนพิการ โดยเฉพาะคนพิการผู้หญิงได้รับการดูแล คือเรื่องวิถีเพศของหญิงพิการ ที่เรามักถูกมองข้ามและมักถูกยื่นข้อเสนอให้มีการทำหมัน เพราะมองว่าเราไม่สามารถมีครอบครัว มีลูกได้ หรือถ้ามีก็อาจจะมีภาวะความพิการ เรื่องนี้เป็นหัวข้อหนึ่งที่เขียนไว้ในวิทยานิพนธ์ “Just a Person Walking Slower than the Others, but can Reach the Intended Destination” (ฉันเพียงเป็นคนที่ก้าวเดินช้ากว่าคนอื่น แต่ฉันก็เดินถึงจุดหมายเหมือนกัน) ซึ่งก่อนหน้านี้เคยได้ไปนำเสนอที่ฟิลิปปินส์

ตื่นเต้นและตื้นตันที่ทรงมีพระเมตตา

      อย่างไรก็ตาม ในหัวข้อที่เกี่ยวกับวิถีเพศของหญิงพิการ ชื่อหัวข้อที่ว่า How can I have a Sweetheart like everybody else? (ทำอย่างไรฉันถึงจะมีคนรู้ใจเหมือนคนอื่นบ้าง) ขณะนี้ได้รับคัดเลือกจากทางเวียดนามให้จัดทำเป็นโปสเตอร์และบรรยายให้ผู้ที่สนใจฟังในการประชุมวิชาการ the 9th Asia Pacific Conference on Reproductive and Sexual Health and Rights (APCRSHR) ในวันที่ 27-30 พ.ย.นี้ ที่ประเทศเวียดนาม

ตื่นเต้นและตื้นตันที่ทรงมีพระเมตตา

จิ๊บและครอบครัว

       ด้าน คุณแม่ “เพ็ญศิริ” วัย 55 ปีซึ่งอยู่เคียงข้อง “จิ๊บ” ดูแลรับ-ส่งมาตลอด เล่าว่า มีลูก 3 คน จิ๊บเป็นลูกคนกลาง มีภาวะออทิสติก จึงลาออกจากงานประจำที่ทำในบริษัทเอกชน มาดูแลลูกอย่างเต็มตัว เพราะแพทย์แนะนำว่าถ้าอยากให้ลูกปกติก็ต้องมาเลี้ยงลูกเอง ก็มาดูแลส่งเสริมพัฒนาการด้านการคิด วิเคราะห์ ใช้เหตุและผล และด้วยน้องมีภาวะกระดูกที่ไม่แข็งแรง เปราะหักง่าย แม้จะเดินได้เองปกติก็ต้องให้ใช้วีลแชร์ร่วมด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เขาล้มเพราะจะเป็นอันตราย

ตื่นเต้นและตื้นตันที่ทรงมีพระเมตตา

      ส่วนเรื่องการเรียนก็ให้น้องเป็นคนเลือกเองตั้งแต่ขึ้นม.ปลาย ซึ่งเขาก็เลือกเรียนด้านวิทยาศาสตร์ แม้จะกังวลแต่น้องกลับเป็นคนให้เหตุผลว่าเขาต้องการเรียนเพื่อค้นหาคำตอบโรคที่เขาเป็น โดยครอบครัว แม่จะคอยดูแลข้างๆ และน้องเขาอยากจะพิสูจน์ตัวเองแม้จะพิการ แต่ก็สามารถก้าวข้ามสิ่งที่ทำได้ยากๆ เพื่อจะพัฒนาตนเองได้ และก็หวังให้คนพิการอื่นๆเกิดแรงบันดาลใจว่าตัวเขาเองทำได้และประสบความสำเร็จ คนอื่นๆก็ทำได้เช่นกัน ที่ผ่านมาน้องก็ตั้งใจอย่างมาก น้องมีโอกาสได้นำเสนอผลงานวิทยานิพนธ์ในเรื่องเกี่ยวกับวิถีเพศ ในการประชุมวิชาการ เช่น ที่ฟิลิปปินส์ และล่าสุดกำลังจะไปที่เวียดนาม สิ่งต่างๆเหล่านี้สำหรับแม่แล้ว การได้เห็นความสำเร็จของลูก ได้เรียนจบในสถาบันที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆเป็นเรื่องที่ภาคภูมิใจ.

ภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก “Mahidol University” และคุณแม่เพ็ญศิริ สินเสมอสุข