10 ฐานมหัศจรรย์สู่ร.ร.ปลอดขยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295757

10 ฐานมหัศจรรย์สู่ร.ร.ปลอดขยะ

โรงเรียนปลอดขยะ Zero Waste School, ขอนแก่น, สพฐ, ศูนย์การเรียนรู้ ลดใช้พลังงานการจัดการขยะ และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม, หลักสูตรการเรียนรู้, ฐานมหัศจรรย์, สู่, Zero, Waste, School, เปิด, ศูนย์การเรียนรู้, ลดใช้พลังงาน, การจัดการขยะ, ระดับภูมิภาค, ประเทศไทย, ไร้ขยะ, Zero Waste School

เปิด “ศูนย์การเรียนรู้ ลดใช้พลังงาน การจัดการขยะ และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” ระดับภูมิภาค สนองนโยบาย “ประเทศไทย ไร้ขยะ” สร้างหลักสูตรการเรียนรู้ 10 ฐานมหัศจรรย์

       เมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กระทรวงพลังงาน และหน่วยงานการศึกษาทุกภาคส่วนในภูมิภาค เปิด “ศูนย์การเรียนรู้ ลดใช้พลังงานการจัดการขยะ และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” ระดับภูมิภาค เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้มีแหล่งเรียนรู้ด้านการลดใช้พลังงาน การจัดการขยะ และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นและชุมชน พร้อมทั้งสร้างความตระหนักให้เด็กและเยาวชนเป็นต้นแบบในการลดใช้พลังงานการจัดการขยะและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ภายใต้โครงการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ลดใช้พลังงาน การจัดการขยะและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยมี นายณรงค์ แผ้วพลสง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)  เป็นประธานเปิดและมอบนโยบายการดำเนินงานศูนย์การเรียนรู้เพื่อความยั่งยืน ซึ่งมีเครือข่ายสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในภูมิภาค เครือข่ายสถานศึกษา เด็กและเยาวชนเข้าร่วมกว่า 700 คน

10 ฐานมหัศจรรย์สู่ร.ร.ปลอดขยะ

นายณรงค์ กล่าวตอนหนึ่ง ว่า สพฐ.ได้จัดสรรงบประมาณให้ สพป.ขอนแก่น เขต 3 เป็นศูนย์นำร่องในการดำเนินโครงการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ลดใช้พลังงาน การจัดการขยะและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพราะเห็นถึงศักยภาพและความพร้อมด้านบุคลากรที่เข้มแข็ง มีความรู้ความเข้าใจและตระหนักถึงการพัฒนาเด็กและเยาวชนนักเรียนให้มีจิตสำนึกด้านการใช้พลังงานอย่างประหยัดและคุ้มค่า เพื่อจัดการขยะให้เหลือน้อยที่สุด ตามนโยบาย Zero Waste School ซึ่งพร้อมขับเคลื่อนพัฒนาสิ่งแวดล้อมของประเทศ สู่เป้าหมายประเทศไทย ไร้ขยะ
“ต้องขอชื่นชมทุกคนที่ทำให้ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ เป็นศูนย์ของเด็ก เยาวชน สถานศึกษาและชุมชน ส่งผลให้เกิดการขยายผลสู่การปฏิบัติในครัวเรือน จึงถือได้ว่าเป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของบุคลากรทุกฝ่ายทั้งจากภายในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษาในสังกัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อให้เกิดการพัฒนาโครงการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ลดใช้พลังงาน การจัดการขยะ และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม โดยประเด็นสำคัญการน้อมนำศาสตร์พระราชา นำสู่การปฏิบัติและพัฒนาอย่างยั่งยืน”  นายณรงค์ กล่าว

10 ฐานมหัศจรรย์สู่ร.ร.ปลอดขยะ

นายศุภสิน ภูศรีโสม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 กล่าวว่า รัฐบาลได้กำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อลดคาร์บอน (Carbon Emission) ในระดับโลกและอาเซียน โดยมีเป้าหมายในการลดคาร์บอนอย่างน้อยร้อยละ 25-30 ภายใน 20 ปี จึงได้มีนโยบายให้ทุกหน่วยงานบูรณาการด้านการจัดการขยะ ดังนั้น สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จึงได้จัดทำแผนการสร้างจิตสำนึกด้านการจัดการขยะในสถานศึกษาและชุมชน ซึ่งได้มอบหมายให้ สพป.ขอนแก่น เขต 3 และ สพป.กระบี่ ดำเนินโครงการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ลดใช้พลังงาน การจัดการขยะและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในระดับภูมิภาค
นายศุภสิน กล่าวต่อว่า เมื่อรับมอบนโยบายแล้ว ได้ออกแบบจัดทำหลักสูตรและกระบวนการจัดกิจกรรมฐานการเรียนรู้ จำนวน 10 ฐาน ได้แก่ 1)ฐานศาสตร์พระราชา…สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน 2)โลกไร้ตะวันสะกิดคิด พิชิตลดโลกร้อน 3)น้ำใช้รู้ใช้น้ำ 4)พลังงานเพื่อชีวิต 5)ห้องเรียนสีเขียว 6)บ้านประหยัดพลังงาน 7)เส้นทางชีวิตผลิตภัณฑ์ : LCA 8) Zero Waste 9)ความหลากหลายทางชีวภาพ และ 10)อาชีพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งแบ่งเป็น 2 หลักสูตร คือ 1.หลักสูตรลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ จัดอบรมในวันอังคาร-ศุกร์ เวลา 14.30-16.30 น. 2.หลักสูตรค่ายเยาวชน (Day Camp) ในวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.30-16.30 น.

ทั้งนี้ ศูนย์เรียนรู้เปิดทดลองใช้บริการตั้งแต่ 11 สิงหาคมถึง 8 กันยายน 2560 มีนักเรียนเข้ารับการเรียนรู้ จำนวน 2,220 คน ผู้บริหารและครู จำนวน 574 คน รวมจำนวนผู้ผ่านการอบรม 2,795 คน โดยได้รับความร่วมมือจากมีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.ขอนแก่น และหน่วยงานความร่วมมือทุกภาคส่วนในจังหวัดขอนแก่น ร่วมพัฒนาวิทยากร นักเรียนและครู เพื่อพัฒนาศูนย์การเรียนรู้สู่การเป็นต้นแบบของการใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างประหยัดและคุ้มค่า พร้อมทั้งสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้จัดการขยะตามรูปแบบของโรงเรียนปลอดขยะ (Zero Waste School) และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

กุมารแพทย์เตือนใช้จอเลี้ยงลูกทำพัฒนาการเด็กแย่!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295745

กุมารแพทย์เตือนใช้จอเลี้ยงลูกทำพัฒนาการเด็กแย่!

ใช้จอเลี้ยงลูก, กุมารแพทย์, ผลกระทบต่อเด็ก, ใช้จอ, แท็บเล็ต, ด้าน

กุมารแพทย์ลั่นห้ามเด็กอายุน้อยกว่า2ปีอยู่หน้าจอทุกชนิด ไม่มีผลส่งเสริมพัฒนาการเชิงบวก ทำพัฒนาการแย่ 4 ด้าน จี้ปลดสัญลักษณ์ “ท”ออกจากหน้าจอ

       เมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ รศ.นพ.วีระศักดิ์ ชลไชยะ กุมารแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในการแถลงข่าวความร่วมมือเพื่อเด็กไทยคุณภาพดี 4.0 อย่าปล่อยให้จอเลี้ยงลูก ว่า ผลกระทบจากการใช้สื่อต่อพัฒนาการเด็กพบว่า การใช้จอไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ แท็บเล็ต สมานโฟน ในการเลี้ยงลูกจะส่งผลกระทบต่อเด็กใน 4 ด้าน ได้แก่ 1.พัฒนาการด้านภาษา กล้ามเนื้อมัดเล็ก และสติปัญญาจะล่าช้า โดยพบว่าเด็กที่ได้ใช้สื่อผ่านจอจำนวนมากตั้งแต่อายุน้อย เสี่ยงที่จะมีปัญหาในเรื่องนี้แม้จะเปิดไว้เฉยๆแล้วคิดว่าลูกไม่ได้ดู แต่ขณะเดียวกันเด็กก็ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ แนวโน้มพัฒนาการในเรื่องนี้จะลดลง จากการศึกษามีความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างเด็กที่ใช้สื่อผ่านจอจะมีคะแนนพัฒนาการลดลงถึง 15 คะแนน

กุมารแพทย์เตือนใช้จอเลี้ยงลูกทำพัฒนาการเด็กแย่!

รศ.นพ.วีระศักดิ์ กล่าวด้วยว่า 2.ด้านพฤติกรรม จะก้าวร้าว ซน สมาธิสั้น มีพฤติกรรมออทิติก คือดื้อ ต่อด้าน โลกส่วนตัวสูง สื่อสารกับคนอื่นน้อย แม้ดูเหมือนขณะใช้สื่อ เด็กจะนิ่ง แต่เมื่อขออุปกรณ์คืน เด็กจะไม่ยอม เกิดการดื้อร้น ทั้งนี้พบว่าถ้าลดการใช้สื่อผ่านหน้าจอของเด็กลง พฤติกรรมเด็กก็จะกลับมาปกติได้ 3. ทักษะการทำงานของสมองระดับสูงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การรู้คิด การควบคุมตนเองจะแย่ลง การแก้ปัญหาต่างๆ ก็จะไม่ดี โดยหากใช้สื่อที่เปลี่ยนภาพหน้าจอเร็วๆ และขาดปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ผู้เลี้ยงดูก็จะมีปัญหาส่วนนี้มาก และ4.การนอนหลับยากขึ้น ระยะเวลาการนอนหลับลดลง ส่งผลต่อการจำและอารมณ์

“การใช้สื่อผ่านจอในการเลี้ยงเด็กเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเลย ในกลุ่มเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปีไม่มีข้อมูลเชิงบวกว่าจะช่วยในการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ในทางตรงกันข้ามกลับทำให้แย่ลง “รศ.นพ.วีระศักดิ์ กล่าว

กุมารแพทย์เตือนใช้จอเลี้ยงลูกทำพัฒนาการเด็กแย่!

รศ.นพ.วีระศักดิ์ กล่าวอีกว่า ข้อแนะนำในการใช้สื่อกับเด็กเล็กอย่างเหมาะสมคือ เด็กอายุแรกเกิด – 2 ปี ต้องหลีกเลี่ยงการอยู่หน้าจอทุกชนิด เด็กอายุ 2-5 ปี ใช้หน้าจอกับพ่อแม่ ด้วยสื่อคุณภาพไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง นอกจากนี้จะต้องปิดหน้าจอ และให้เด็กได้อยู่กับพ่อแม่เพื่อทำกิจกรรมอื่นๆร่วมกัน

ด้าน รศ.นพ. อดิศักดิ์ ผลิผลการพิมพ์ กุมารแพทย์ศาสตร์ รพ.รามาธิบดี กล่าวว่า สัญลักษณ์แสดงความเหมาะสมของเนื้อหาที่ปรากฎบนจอโทรทัศน์หรือสื่ออื่นๆ ที่แสดงเป็น ” ท ” ที่หมายถึงทุกช่วงวัยสามารถดูได้ แต่ข้อมูลของกุมารแพทย์พบว่าเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ไม่ควรดูสื่อทุกประเภท เพราะฉะนั้นจะไม่มีสื่อหรือเนื้อหาใดที่เป็น “ท” ที่ระบุว่าดผุได้ทุกวัน จึงควรแก้ไขสัญลักษณ์ดังกล่าวใหม่ให้ดีขึ้นเป็นบรรทัดฐานต่อสังคม

เปิดนโยบายสาธารณสุขปี 61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295722

เปิดนโยบายสาธารณสุขปี 61

นพปิยะสกล สกลสัตยาทร, นโยบายสธ61ไร้ผลงาน-ริบตำแหน่งคืน, เปิดนโยบายสาธารณสุขปี 61, เดือน

 1ปี 4 เดือน สธ.เร่งเครื่อง 5เรื่องสำคัญ ขับเคลื่อนรพ.ประชารัฐในทุกแห่ง กำชับนพ.สสจ.-ผอ.รพ.ไร้ผลงาน ขอยึดตำแหน่งคืน

เมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการ ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข กล่าวในการมอบนโยบายการดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุข ประจำปีงบประมาณ 2560 แก่ผู้ตรวจราชการฯ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด(นพ.สสจ.) ผอ.รพ.ศูนย์/รพ.ทั่วไป กว่า 1,500 คน ว่า  เวลา 1 ปี 4 เดือนจากนี้จะต้องทำงาน วางระบบเพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง ยั่งยืน มั่นคงรองรับสังคมเมือง สังคมผู้สูงอายุ และเชื่อมต่อด้านการค้า การลงทุน  โดยจะดำเนินการในเรื่องสำคัญ  5 เรื่อง

ได้แก่ 1.การสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และการคุ้มครองผู้บริโภค อย่างเช่น เรื่องวัณโรค ซึ่งองค์การอนามัยโลกมีความเป็นห่วงสถานการณ์ในประเทศไทยอย่างมาก ต้องการให้เหลือ 10ต่อแสนประชากร จากปัจจุบัน 171ต่อแสนประชากร
2. การพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.)ที่จะเป็นการบูรณาการงานทุกภาคส่วน เพื่อให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น มีนายอำเภอเป็นประธาน จะต้องผลักดันให้เกิดทั่วประเทศ 3 .พัฒนาระบบการแพทย์ปฐมภูมิ เพิ่มหมอครอบครัวให้ได้ตามเป้าหมายเพื่อลดความแออัดในรพ. ส่วนผู้เชี่ยวชาญจะได้ทำหน้าที่ในการรักษาโรคยากต่อไป และระบบบริการผ่าตัดแบบวันเดียวเสร็จ (One Day Surgery) ซึ่งมีรพ.หลายแห่งทำได้แล้ว แต่ต้องขยายให้ทำได้มากกว่านี้

4.การผลิตและพัฒนาแพทย์ 3 สาขา แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน และแพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน แขนงระบาดวิทยา และ 5.พัฒนาการบริการสุขภาพในเขตสุขภาพพิเศษ เช่น พื้นที่ชายแดน ชายทะเล เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก
” ผู้บริหารทุกคนทั้งนพ.สสจ.และผอ.รพ. เมื่อได้ตำแหน่งไปแล้วก็ขอให้เอาภาระหน้าที่ความรับผืดชอบไปด้วย อย่างเรื่องการบริหารจัดการภายในของรพ. เรื่องงบประมาณต่างๆ ต้องทำให้มีประสิทธิภาพ หลายแห่งขาดสภาพคล่องวิกฤติระดับ 7 แม้ไตรมาส 3 จะดีขึ้นมาก แต่ยังต้องรอดูของจริงในไตรมาสที่ 4  ซึ่งผอ.คือคนที่มีส่วนสำคัญอย่างมาก นอกจากเรื่องเงินแล้วอยากให้บริหารองค์กรให้เป็นกรีนแอนด์คลีน (Green&Clean Hospital) ด้วย ซึ่งผมเข้าใจเรื่องของงบประมาณสำหรับการบริหาร ปรับปรุงอาจจะไม่มาก ตึกเลยเก่า ทรุดโทรม แต่สิ่งสำคัญต้องไม่สกปรก นอกจากนี้ ขอให้เดินหน้าเรื่องการเป็นรพ.ประชารัฐ ที่ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมกับรพ. เกิดงานที่มีคุณภาพ บุคลากรมีความสุข และอยู่ร่วมกับประชาชน  ในช่วง 1ปี 4 เดือนอยากให้ช่วยกันขับเคลื่อนเรื่องรพ.ประชารัฐในทุกแห่ง หากผู้บริหารที่รับตำแหน่งไปแล้วไม่นำความรับผิดชอบไปด้วย ก็อาจต้องขอตำแหน่งคืน”ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกลกล่าว

ธุรกิจนมเด็ก แจงผลกระทบ พ.ร.บ.มิลค์โค้ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295719

ธุรกิจนมเด็ก แจงผลกระทบ พ.ร.บ.มิลค์โค้ด

สมาคมผู้ผลิตอาหารทารกและเด็กเล็ก(PNMA), พรบมิลค์โค้ด, ธุรกิจนมเด็ก, แจงผลกระทบ

ผลิตอาหารทารกและเด็กเล็ก ยันดำเนินธุรกิจภายใต้กม.ใหม่ แจงแนวปฏิบัติขยายจัดการเรื่องฉลาก ชี้ขั้นตอนและระยะเวลา 1 ปีตามพ.ร.บ.ไม่ทัน พร้อมขอมีส่วนร่วม

           เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2560 พญ.กิติมา ยุทธวงศ์ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมผู้ผลิตอาหารทารกและเด็กเล็ก(PNMA) ในนามสมาชิกทั้งหมด6บริษัท ได้แก่ บริษัท แอ็บบอต ลาบอแรตอรีส จำกัด ,บริษัท ดูเม็กซ์ จำกัด,บริษัท มี้ด จอห์นสัน นิวทริชัน(ประเทศไทย)จำกัด ,บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด,บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด แผนกธุรกิจไวเอท นิวทริชั่น  และบริษัท แปซิฟิค เฮลธ์แคร์ (ไทยแลนด์) จำกัด กรณีผลกระทบจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารทารกและเด็กเล็ก พ.ศ.2560 ว่า ที่ผ่านมาผู้ผลิตอาหารทารกและเด็กเล็กดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ทำธุรกิจภายใต้กฎหมายและพร้อมปฏิบัติตามข้อกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ได้ตกลงร่วมกันอย่างเคร่งครัด

โดยสมาชิกของสมาคมฯ สนับสนุนคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่มุ่งส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก หลังจากนั้นให้นมแม่ควบคู่กับอาคารตามวัยที่เหมาะสมจนถึงอายุ 2 ปีหรือมากกว่านั้น และการใช้อาหารสำหรับทารกเพื่อทดแทนหรือเสริมนมแม่นั้น ควรใช้เมื่อจำเป็นอย่างถูกต้องบนพื้นฐานของการได้รับข้อมูลที่เพียงพอผ่านการทำตลาดและการจัดจำหน่ายที่เหมาะสม

ทั้งนี้ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ประกาศใช้เมื่อวันที่ 8 ก.ย.2560 ขณะนี้สมาชิกฯ ได้มีการปรับตัวเพื่อให้ดำเนินการสอดคล้องกับกฎหมายใหม่ มีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับอาหารทารกและเด็กเล็กต่างๆ  โดยที่ผ่านมาสมาชิกฯ ได้ดำเนินธุรกิจตามที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)บังคับอยู่แล้ว             อีกทั้ง นมผงสำหรับทารกสูตร 1 และสูตร 2 เป็นอาหารทารกที่ถูกควบคุมโดยกฎหมายอาหาร พ.ศ.2522 ซึ่งผู้ผลิตไม่สามารถทำสื่อสารการตลาดได้อยู่แล้ว และมีการกำกับดูแลกันเองในหมู่สมาชิกเพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดระเบียบปฏิบัติ ทางสมาคมได้จัดทำ PNMS Code of Marketing of Breast-milk Substitutes  เริ่มต้นใช้ในปี 2559  ระเบียบปฏิบัติด้านการตลาดอาหารทดแทนนมแม่สำหรับแม่และเด็กที่มีความจำเป็นต้องใช้ตามคำแนะนำของแพทย์ (แรกเกิดถึง 1 ปี ) มีการปรับปรุงให้ระเบียบปฏิบัติมีความทันสมัยในปี 2560 และปรับปรุงครั้งล่าสุดในปี 2559 โดยได้จัดอบรมผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อทำความเข้าใจตรงกันในทางปฏิบัติงานด้านการส่งเสริมการตลาดอย่างถูกต้องและมีบทลงโทษกรณีสมาชิกละเมิดระเบียบปฏิบัติ

พญ.กิติมา  กล่าวต่อไปว่า การที่กระทรวงสาธารณสุขออกกฎหมายใหม่ฉบับนี้เพื่อควบคุมเรื่องการโฆษณาและการส่งเสริมการตลาดของนมผงและอาหารเสริมสำหรับทารก (นมสูตร1 -2 ) ซึ่งสอดคล้องกับ PNMA CODE  ที่ทำกันมานานแล้ว และระหว่างรอความชัดเจนในหลักเกณฑ์และข้อปฏิบัติต่างๆ ภายใต้พ.ร.บ.นั้นสมาคมฯ ได้ประสานสมาชิกและมีข้อตกลงในเบื้องต้นเพื่อเป็นแนวทางร่วมกันสำหรับการปฏิบัติที่สอดคล้องเป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานสากล

โดยจะมีมีแนวปฏิบัติดังนี้ 1. การส่งเสริมการตลาดผลิตภัณฑ์นมสำหรับเด็ก 1 ปีขึ้นไป หรือนมผงสูตร 3 จะกระทำต่อไปในลักษณะที่ไม่ทำให้เข้าใจว่าเป็นอาคารทารก นั่นคือ ทางสมาชิกฯ จะทำการตลาดผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ ให้มีตัวอักษรชัดเจน เพื่อไม่ให้เข้าใจผิดว่าเป็นนมสำหรับทารก ซึ่งตอนนี้ถึงจะมีการดำเนินการดังกล่าวอยู่แต่จะทำให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

2.การวางแผนจัดการเรื่องฉลาก เนื่องจากกฎหมายระบุให้ผู้ผลิตต้องดำเนินการปรับเปลี่ยนฉลากให้แตกต่างจากอาหารอื่นๆ ภายใน 1 ปี นับจากประกาศใช้กฎหมาย ซึ่งในขั้นตอนการปฏิบัติ ขณะนี้ไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีได้ เนื่องจากขั้นตอนและระยะเวลาในการเปลี่ยนฉลากอาหารสำหรับทารกตามมาตรฐานสากลการผลิตสินค้า เพื่อให้ได้ฉลากสินค้าใหม่ ประมาณ 17 เดือน  ทางสมาคมฯ จึงได้ไปหารือกับ อย.เพื่อหาแนวทางในการดำเนินการเรื่องนี้ โดยสมาชิกของสมาคมฯ พร้อมจะปรับแก้แต่เรื่องระยะเวลาต้องเจอกันคนละครึ่งทาง และต้องขอความร่วมมือไปยัง อย. เพื่อลดระยะเวลาด้วย เนื่องจากหนึ่งในขั้นตอนของการเปลี่ยนฉลาก ต้องยื่นขออนุญาตจาก อย. รอการอนุมัติด้วย

“กฎหมายใหม่ ได้สร้างผลกระทบแก่การดำเนินการธุรกิจอาหารสำหรับอาหารสำหรับทารก อาหารสำหรับเด็กเล็กและอาหารเสริมสำหรับทารก   เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนว่าอาหารสำหรับเด็กเล็กและอาหารเสริมสำหรับทารก อีกทั้งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ตามนิยาม (ข้อมูลจากรมอนามัย) ในส่วนของอาคารเด็กเล็กต้องเป็นไปตามประกาศรัฐมนตรี โดยคำแนะนำของคณะกรรมการ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีคณะกรรมการ นอกจากนั้นอาคารเสริมสำหรับทารก มีบางผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับเด็กที่อายุเกิน 1 ปี ขึ้นไปจึงไม่ควรใช้เป็นตัวอย่างอาหารเสริมสำหรับทารก รวมถึงฉลากใช้คำว่าเชื่อมโยง ซึ่งยังไม่ชัดเจน ดังนั้น อยากขอการมีส่วนร่วม ในการจัดทำกฎหมายรอง โดยสมาคมฯ เสนอให้มีตัวแทนภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดและจัดนำนโยบายยุทธศาสตร์ และมาตรการในการควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารก อาหารสำหรับเด็กเล็กและอาหารเสริมสำหรับทารก   ควรเปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และภาคประชาสังคม เป็นต้น ”พญ.กิติมา กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในการโฆษณา หรือส่งเสริมการขาย การทำธุรกิจของสมาชิกทุกบริษัทเป็นการทำกิจการค้าภายใต้กฎหมายและพร้อมปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่างๆที่ตกลงร่วมกันอย่างเคร่งครัด ดังนั้น การโฆษณาเกินจริง การลดแลกแจกแถม จะไม่ดำเนินการอย่างแน่นอน รวมถึงการนำไปให้แพทย์ หรือโรงพยาบาลต่างๆ ทางสมาชิกฯ พร้อมปฏิบัติตามข้อห้ามต่างๆ ตามที่ พ.ร.บ.กำหนด

สารสกัดพืชสมุนไพรกำจัด “ผักตบชวา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295684

สารสกัดพืชสมุนไพรกำจัด “ผักตบชวา”

กำจัดผักตบชวา, สจล, โมเดลผักตบชวา, สารสกัดสมุนไพร, ผักตบชวา, สจล, และไม่เป็นอันตราย

การกำจัดผักตบชวาถือเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วน ในการร่วมมือร่วมใจกำจัดให้ลดน้อยลงและหมดไปจากแหล่งน้ำ แต่ที่ทราบกันว่าการกำจัดผักตบชวาให้สิ้นซากไม่ใช่เรื่องง่าย

       จากสถิติการสำรวจปริมาณผักตบชวาเมื่อช่วงเดือน ก.ย. 2559 ที่ผ่านมา พบว่าแหล่งน้ำทั่วประเทศมีปริมาณผักตบชวารวมทั้งสิ้น 6,205,355 ตัน การกำจัดผักตบชวาให้สิ้นซากนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยปริมาณที่เยอะมากและการแพร่กระจายที่รวดเร็ว ประกอบกับลอยอยู่ในแหล่งน้ำจึงยากต่อการเก็บทำลาย แต่ทำให้ในละปีภาครัฐต้องทุ่มงบประมาณหลักร้อยล้านบาท สำหรับดำเนินการเก็บกู้เพื่อเปิดทางระบายน้ำและคืนน้ำใสสู่ชุมชน

สารสกัดพืชสมุนไพรกำจัด "ผักตบชวา"

ปัจจุบันการกำจัดผักตบชวานิยมทำ 4 วิธีหลัก คือ 1. การใช้สารเคมี  (Chemical Control) ซึ่งเป็นที่นิยมเพราะเป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดเวลา แต่ในขณะเดียวกันหากผู้ฉีดพ่นไม่มีความรู้และความเชี่ยวชาญ อาจเกิดอันตรายต่อสัตว์น้ำ สภาพแวดล้อม และประชาชนได้ 2. การกำจัดโดยวิธีกล (Mechanical Control) คือการใช้แรงงานคนและเครื่องมือเครื่องจักรในการกำจัด เช่น รถแทรกเตอร์ รถขุดสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก เรือยนต์ และแพยนต์ ในการลาก ดึง หรือยก ขึ้นจากแหล่งน้ำ ข้อดีคือไม่ทำให้เกิดผลเสียต่อสภาพแวดล้อม แต่ข้อเสียคือต้องใช้กำลังคนจำนวนมากและความพร้อมของอุปกรณ์เครื่องจักร 3. การนำไปใช้ประโยชน์ (Utilization) เช่น การนำไปแปรรูปและผลิตเป็นเครื่องจักรสาน ช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้กับชาวบ้านได้อีกทาง แต่ด้วยปริมาณที่แพร่กระจายเยอะมากเกินกว่ากำลังในการจักรสาน วิธีนี้จึงช่วยแบ่งเบาและบรรเทาปัญหาได้เพียงบางส่วน และ 4. การกำจัดโดยชีววิธี (Biological Control) โดยการใช้สิ่งมีชีวิต เช่น แมลง โรคพืช หรือศัตรู เข้าไปกัดกินหรือทำลายผักตบชวา วิธีนี้เป็นอีกหนึ่งวิธีที่มีประสิทธิภาพแต่ยังคงมีข้อจำกัด ในแง่ของการศึกษาวิจัยที่ต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน

สารสกัดพืชสมุนไพรกำจัด "ผักตบชวา"

ดร.สามารถ ดีพิจารณ์

         ดร.สามารถ ดีพิจารณ์ ที่ปรึกษาคณบดี วิทยาลัยการบริหารและการจัดการ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะประธานโครงการกำจัดผักตบชวาอย่างยั่งยืนด้วยพืชสมุนไพร กล่าวว่า ด้วยข้อจำกัดในกำจัดผักตบชวาที่แพร่กระจายตามแหล่งน้ำทั่วประเทศ สจล. จึงได้วิจัยและพัฒนานวัตกรรม “การกำจัดผักตบชวาอย่างยั่งยืนด้วยสารสกัดจากพืชสมุนไพร” โดยคิดค้นตามกระบวนการทดลองทางวิทยาศาสตร์และทดลองสูตรที่เหมาะสม จนได้สูตรที่ดีที่สุดในการกำจัดผักตบชวา 3 สูตร คือ 1. Extract-Wayacin ค้นพบจากสารสกัดจากพืชสมุนไพรเข้มข้นและจุลินทรีย์ชีวภาพ ที่เหมาะสมสำหรับการกำจัดผักตบชวาโดยที่ไม่มีผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม 2. Micro-Organ และ 3. Super-Organ ค้นพบจากสารสกัดจากพืชสมุนไพรเจือจางและจุลินทรีย์ชีวภาพ ที่เหมาะสมสำหรับการกำจัดผักตบชวาและเพื่อกินก๊าซไข่เน่า (Hydrogen Sulfide) ซึ่งทุกสูตรมีองค์ประกอบของ มะรุม (Moringa Oleifera Lam) , กระเทียม (Allium Sativum) ,กรดอะมิโน Amino Acid Residue และ จุลินทรีย์ Microorganisms แต่ในส่วนของค่าความเป็นกรดด่างและอัตราส่วนผสมจะแตกต่างกัน เพื่อประสิทธิภาพในการฉีดพ่นเข้าทำลายสารคลอโรฟิลล์ของผักตบชวา และทำหน้าที่สลายซากผักตบชวาที่เหี่ยวแห้งและตาย โดยไม่ก่อให้เกิดสารพิษตกค้างในแหล่งน้ำและไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต

สารสกัดพืชสมุนไพรกำจัด "ผักตบชวา"

ทั้งนี้ นวัตกรรมสารสกัดจากพืชสมุนไพรโดยการฉีดพ่นเพื่อกำจัดผักตบชวา ใช้ระยะเวลาไม่เกิน 45 วัน แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้

        1. ฉีดพ่นด้วย Extract – Wayacin : เพื่อสกัดการสังเคราะห์แสงและการสังเคราะห์โปรตีนของใบผักตบชวาใช้ระยะเวลาประมาณ 7 – 10 วัน จะทำให้ใบแห้งเหี่ยวตาย

สารสกัดพืชสมุนไพรกำจัด "ผักตบชวา"

ฉีดสารสกัดสมุนไพรไปแล้ว 5 วัน

2. ฉีดพ่นด้วย Micro – Organ : เพื่อสกัดการสังเคราะห์แสงการสังเคราะห์โปรตีนของใบผักตบชวา ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อต้นแม่ใกล้จะตายจะผลิตลูกต้นอ่อนขึ้นมาแทน ใช้ระยะเวลาประมาณ 7 – 14 วัน จะทำให้ต้นอ่อนตายและต้นแม่เริ่มเน่าเปื่อยจากใบจนถึง ราก – เมล็ด – ไหล

         3. ฉีดพ่นด้วย Super – Organ : เพื่อกินก๊าซไข่เน่าจำนวนมาก ใช้ระยะเวลาประมาณ 7 – 14 วัน จะช่วยปรับสภาพน้ำให้มีคุณภาพดีขึ้น

สารสกัดพืชสมุนไพรกำจัด "ผักตบชวา"

สารสกัดสมุนไพร

“จากการนำต้นผักตบชวามาทดลองในห้องปฏิบัติการ เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงในขั้นตอนต่างๆ เริ่มตั้งแต่การดูดซึมของราก การดูดซับน้ำ คุณภาพน้ำ ใบแห้งเหี่ยวตาย การเกิดต้นอ่อนใหม่ การเริ่มเน่าเปื่อยจากใบจนถึงราก-เมล็ด-ไหล การเกิดก๊าซไข่เน่า การปรับสภาพน้ำให้มีคุณภาพดีขึ้น และน้ำใสขึ้น พบว่า ต้นผักตบชวาหนัก 1,000 กรัม หลังจากตากให้แห้งจะมีน้ำหนักเหลือประมาณ 50กรัม คิดเป็นน้ำหนักของกากแห้งเฉลี่ย ร้อยละ 5 แต่ฉีดพ่นด้วยสารสกัดดังกล่าวแล้วปล่อยให้เน่าเปื่อยและย่อยสลายในน้ำ จะเหลือส่วนที่เป็นรากและไหลที่เมื่อนำมาตากแห้งจะเหลือน้ำหนักเพียง 10กรัม คิดเป็นน้ำหนักของกากแห้งเฉลี่ย ร้อยละ 1 ในขณะที่การวิเคราะห์และหาค่าประมาณการโดยเฉลี่ย ความหนาแน่นของผักตบชวา ไร่ จะมีน้ำหนัก 80 ตัน หรือ 80,000 กิโลกรัม ถ้าถูกกำจัดด้วยนวัตกรรมใหม่จะเหลือซากคิดเป็นน้ำหนักเพียง 80 กิโลกรัมต่อไร่ ตกทับถมลงในใต้น้ำ ซึ่งซากหรือตะกอนที่รอการย่อยสลายตามธรรมชาติเพียง 1% จะไม่ส่งผลทำให้แม่น้ำลำคลองตื้นเขิน จึงสรุปได้ว่าในการกำจัดผักตบชวาด้วยนวัตกรรมใหม่นี้ จะส่งผลดีในการรักษาระบบนิเวศในน้ำได้เป็นอย่างดี” ดร.สามารถ กล่าว

นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หมายเลขโทรศัพท์  02-329-8111 หรือเข้าไปที่ www.kmitl.ac.th

ก่อนจะถึงวันนี้ แก้วฟ้า ต.บัวมาศ นักชกหน้าหยก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295699

ก่อนจะถึงวันนี้ แก้วฟ้า ต.บัวมาศ นักชกหน้าหยก

แก้วฟ้า ตบัวมาศ นักชกหน้าหยกและสิงห์สำอางค์, แก้วฟ้า ตบัวมาศ หรือไกร เสฏฐพล, แก้วฟ้า, นักชกหน้าหยก, หรือไกร, เสฏฐพล, คณะบริหารธุรกิจ, มทรพระนคร

แก้วฟ้า ต.บัวมาศ หรือไกร เสฏฐพล นักชกหน้าหยกและสิงห์สำอางค์ ชกมวยหาค่าขนม-เรียนต่อวันนี้เขาเป็นนศ.ปริญญาโท คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชมงคลพระนคร (มทร.พระนคร)

     หลายคนคงคุ้นหูกันดีกับในบทบาทนักมวยสากลอาชีพชาวไทย  แก้วฟ้า ต.บัวมาศ ปัจจุบันเป็นแชมป์ในรุ่นไลต์เวท 135 ปอนด์ แก้วฟ้า หรือไกร เสฏฐพล ได้เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาการจัดการ คณะบริหารธุรกิจ เล่าถึงเรื่องราวจากสนามมวยสู่รั้วมหาวิทยาลัยราชมงคลพระนคร (ราชมงคลพระนคร) ว่าจุดเริ่มต้นของการเป็นนักมวยเริ่มจากการที่ชีวิตวัยเด็กคลุกคลีอยู่ในค่ายมวยโดยมีลุงเป็นผู้ฝึกสอน เป็นคนจังหวัดนครสวรรค์ มีฐานะทางบ้านยากจนทำให้ไปชกตามเวทีต่างๆ เพื่อหาค่าขนม ครั้งละ 80 -100 บาท

ก่อนจะถึงวันนี้ แก้วฟ้า ต.บัวมาศ นักชกหน้าหยก

      เมื่อเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาจึงเลือกเข้าโรงเรียนกีฬาเพื่อฝึกทักษะด้านกีฬาอย่างจริงจัง และต่อยมวยสากลสมัครเล่นจนติดทีมชาติชุดเยาวชน ถือว่าในช่วงนั้นเป็นนักมวยหน้าตาดี จึงได้ฉายาว่า “นักชกหน้าหยกและสิงห์สำอางค์” การแข่งขันในช่วงนั้นได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย

     อาทิ เหรียญทอง โรงเรียนกีฬานักเรียนกรมพละ 3 สมัย เหรียญทองชิงแชมป์ประเทศไทย ตัวแทนทีมชาติไทยแข่งกีฬามวยสากลเยาวชนชิงแชมป์โลก ตัวแทนทีมชาติไทยแข่งขันที่ประเทศปากีสถาน เป็นต้น

ก่อนจะถึงวันนี้ แก้วฟ้า ต.บัวมาศ นักชกหน้าหยก

     แก้วฟ้า เล่าต่อว่า เงินที่ได้มาจากการชกมวยชนะการแข่งขันนำไปเป็นทุนการศึกษาส่งตนเองเรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย และมีมหาวิทยาลัยที่เห็นถึงความสามารถให้ทุนศึกษาต่อระปริญญาตรี โดยต้องแบ่งเวลาเรียนและซ้อม หากช่วงไหนมีแข่งจะค่อยตามการบ้านและเนื้อหาที่เรียนจากเพื่อนๆ ในระดับอุดมศึกษาได้เปลี่ยนมาชกมวยสากลอาชีพ รุ่น 65 กิโลกรัม หรือ 135 ปอนด์

ก่อนจะถึงวันนี้ แก้วฟ้า ต.บัวมาศ นักชกหน้าหยก

     สำหรับการขึ้นชกในทุกๆ สังเวียนถือว่าเป็นประสบการณ์ ทุกหมัดที่ปล่อยออกไปนั้นไม่ได้ใช้พลังเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้ความคิด ความเร็ว สมาธิ และหากพูดถึงเรื่องอนาคตอาชีพนักมวยไม่ยืนยาวเหมือนกับอาชีพอื่นๆ มีนักมวยจำนวนไม่มากที่ยังชกมวยอยู่ เมื่ออายุล่วงเข้าเลขสามจึงตัดสินใจเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท

ก่อนจะถึงวันนี้ แก้วฟ้า ต.บัวมาศ นักชกหน้าหยก

       โดยได้รับการสนับสนุนทุนการศึกษาต่อจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และยังสามารถนำประสบการณ์และเทคนิคต่างๆ บนสังเวียนมาถ่ายทอดให้กับนักกีฬาต่อยมวย ชมรมกีฬาต่อสู้ ในฐานะโค้ชซึ่งเป็นความฝันที่อยากทำ

ก่อนจะถึงวันนี้ แก้วฟ้า ต.บัวมาศ นักชกหน้าหยก

        รศ.สุภัทรา โกไศยกานนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (มทร.พระนคร) กล่าวว่าสถาบันมีนโยบายสนับสนุนกีฬากิจกรรมกีฬาต่างๆ และมวยสากล รวมทั้งสิ้น 21 ชนิดกีฬา “มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญด้านกีฬาเป็นอย่างมาก ในทุกปีจึงได้ทุ่มงบประมาณจัดสรรทุนการศึกษาตลอดหลักสูตร ทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ทั้งแบบ 100% และแบบ 50% รวมทั้งยังมีโควตานักศึกษาเข้าศึกษาต่ออีกด้วย

ก่อนจะถึงวันนี้ แก้วฟ้า ต.บัวมาศ นักชกหน้าหยก

       นอกจากนี้ยังมีเงินรางวัลสำหรับผู้ชนะ เบี้ยเลี้ยงแข่งขัน เบี้ยเลี้ยงฝึกซ้อม พร้อมทุ่มงบกว่า300,000 บาท จัดซื้อสนามมวยมาตรฐาน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมฝึกซ้อมนักกีฬา เข้าสู่การแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 34 “ล้านนาเกมส์” ในปี 2561 ที่จะถึงนี้

ก่อนจะถึงวันนี้ แก้วฟ้า ต.บัวมาศ นักชกหน้าหยก

       อย่างไรก็ตามกีฬามวยถือว่าเป็นกีฬายอดนิยมในขณะนี้จึงได้เปิดคอร์สให้กับนักศึกษาที่สนใจ เพื่อเป็นฝึกศิลปะการป้องกันตัวเบื้องต้น และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ สามารถติดต่อโดยตรงที่ ผศ.อำนาจ เอี่ยมสำอางค์ ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการ ราชมงคลพระนคร โทรศัพท์ 080 300 0007

ก่อนจะถึงวันนี้ แก้วฟ้า ต.บัวมาศ นักชกหน้าหยก


ขาขาดส่งต่อความสุขได้เดือนละ1ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295687

ขาขาดส่งต่อความสุขได้เดือนละ1ล้าน

ขาดขาด2ข้างแต่ยังสู้ต่อส่งความสุขให้กับผู้ป่วย, ส่งต่อความสุขคนไข้ได้เงินเดือนละ1ล้าน, ผู้สำรวจความสุขคนไข้โรง พยายาบาลเวิลด์เมดิคอล ได้เงินเดือน 1 ล้านบาท นาน 6 เดือน, ธันย์ นสณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์, คิดบวก, ส่งต่อกำลังใจ, ล้าน, ผู้สำรวจความสุขคนไข้, หน้าที่, ได้เงินเดือน, ล้านบาท, นาน, เดือน

” กำลังใจจากคนรอบข้างนั่นสำคัญแต่กำลังจากตนเองนั่นสำคัญกว่า” หน้าที่ ผู้สำรวจความสุขคนไข้โรง พยายาบาลเวิลด์เมดิคอล ได้เงินเดือน 1 ล้านบาท นาน 6 เดือน

     “ธันย์ -น.ส.ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์” เด็กสาวที่ประสบอุบัติเหตุตกชานชาลารถไฟฟ้าที่สิงคโปร์ และถูกรถไฟทับจนต้องตัดขาทั้งสองข้าง ระหว่างเดินทางไปศึกษาด้านภาษา เป็นผู้ได้รับคัดเลือก ให้รับตำแหน่ง “ผู้สำรวจความสุขคนไข้” ของโรงพยายาบาลเวิลด์เมดิคอล โดยได้เงินเดือน 1 ล้านบาท นาน 6 เดือน

ขาขาดส่งต่อความสุขได้เดือนละ1ล้าน

  ธันย์ -น.ส.ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์

    ธันย์ เล่าว่าที่มาสมัครเข้าร่วมแคปเป็ญนี้ เพราะเห็นว่าน่าสนใจ และตรงกับความเชื่อของตนเองว่าเวลาเจ็บป่วย กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะเธอก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องสร้างกำลังใจให้แก่ตนเอง ต้องการการกำลังใจจากผู้อื่น และพร้อมถ่ายทอดส่งต่อกำลังใจไปยังผู้อื่น ที่ไม่ใช่เพียงการอ่านหนังสือให้กำลังใจ แต่ผ่านการแลกเปลี่ยน เติมพลังกำลังใจซึ่งกันและกัน

        เมื่อได้รับตำแหน่ง ผู้สำรวจความสุขคนไข้ หน้าที่ของธันย์ คล้ายกับพนักงานฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ของโรงพยาบาลต้องเข้าไปดูแล พูดคุยสอบถามผู้ป่วย สร้างรอยยิ้มและกำลังใจแก่ผู้ป่วย

ขาขาดส่งต่อความสุขได้เดือนละ1ล้าน

     “ร่างกายของธันย์อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเปิดรับ เข้าใจ และมีกำลังใจมากขึ้น เพราะสิ่งแรกที่ผู้ป่วยจะได้รับจากธันย์ คือ รอยยิ้ม และกำลังใจ เราพร้อมรับฟังทุกปัญหาของเขา สร้างความสุขให้แก่ผู้ป่วย และที่สำคัญเรื่องราวชีวิตของธันย์ เป็นกำลังใจให้แก่พวกเขาได้เป็นอย่างดี เนื่องจากธันย์สามารถใช้ชีวิตได้อย่างคนปกติ มีวิธีคิดที่ดีต่อตัวเอง และสามารถส่งแรงบันดาลใจ กำลังใจไปสู่ผู้อื่นได้ ดังนั้น ตลอดระยะเวลา 1 เดือนกว่าๆ ที่ได้ทำงานในฐานะผู้สำรวจความสุขคนไข้ ได้รับการตอบรับที่ดีมาก ผู้ป่วยแต่ละคนมีความแตกต่างกัน เราก็แก้ปัญหา รับฟัง และช่วยเติมกำลังใจให้แต่ละคน โดยแต่ละวัน จะนำเรื่องราวของผู้ป่วยมาถ่ายทอดผ่านบล็อค เฟสบุ๊คของโรงพยบาล ส่งต่อเรื่องราวดีๆ ให้แก่สังคม”

ขาขาดส่งต่อความสุขได้เดือนละ1ล้าน

     การทำงานตลอด 7 วัน ตั้งแต่ 8 โมงเช้า -5 โมงเย็น ไม่ได้ทำให้ “ธันย์” รู้สึกเหน็ดเหนื่อย และไม่ใช่เพราะค่าตอบแทนที่สูง แต่สิ่งที่ทำให้ เธออยากทำงานนี้ทุกวัน ทุกวัน เพราะการเป็นผู้ให้ ผู้ส่งมอบกำลังใจแก่ผู้อื่น รอยยิ้ม ความสุขของผู้ป่วยที่ถ่ายทอดมายังเธอ ถือเป็นพลังชีวิตที่เต็มเต็มแก่เธอเช่นกัน

ขาขาดส่งต่อความสุขได้เดือนละ1ล้าน

    ธันย์ เล่าต่อว่า เงินเดือนที่ได้รับเธอจะนำไปเปลี่ยนขาเทียมใหม่ เพราะค่าเทียมที่ดีมีราคาแพง 5-6 ล้านบาท และจะนำเงินส่วนที่เหลือสมทบทุนแก่มูลนิธิ หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่ต้องการนำไปใช้ในการซื้อขาเทียม รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ อยากให้ทุกคนคิดบวก เป็นกำลังใจแก่กัน

ขาขาดส่งต่อความสุขได้เดือนละ1ล้าน

    ชีวิตของคนเรา เวลาพบเจอปัญหา อาจต้องใช้เวลาในการลุกขึ้นยืนแตกต่างกัน “น้องธันย์” แม้เสียขาทั้ง 2 ข้าง เธอสามารถลุกขึ้นได้ภายในระยะเวลาไม่นาน แถมยังทำกิจกรรมเพื่อสังคมมาตลอด

     กันตพร หาญพาณิชย์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลฝ่ายการตลาดภายในประเทศ โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล กล่าวว่าหลังจากที่น้องธันย์ ได้เริ่มทำงาน กระแสตอบรับดีมาก ซึ่งไม่ใช่เฉพาะผู้ป่วยในโรงพยาบาลของเราเท่านั้นที่ต้องการให้น้องเข้าไปเยี่ยม พูดคุย หรือต้องการกำลังใจจากน้อง แต่โรงพยาบาลอื่นก็ติดต่อมาขอให้น้องไปเยี่ยมผู้ป่วยของเขาเช่นกัน ถือเป็นกิจกรรมที่ดี

ขาขาดส่งต่อความสุขได้เดือนละ1ล้าน

     อีกทั้ง น้องธันย์ทำหน้าที่ได้ดีมาก เข้ากับผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี และช่วยสร้างกำลังใจ สำรวจความสุขของผู้ป่วยให้แก่สังคมได้รับทราบ โดยขณะนี้ทางโรงพยาบาลจะมีการดำเนินการจัดระดมทุนให้แก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม เพื่อให้เขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข อยู่ในสังคมได้

ขาขาดส่งต่อความสุขได้เดือนละ1ล้าน

    สำหรับ ภารกิจของตำแหน่งผู้สำรวจความสุขคนไข้ มีภารกิจหลัก 3 ข้อ คือ 1. ทุกวันต้องไปถามผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาล ว่า อาการเจ็บป่วยเป็นยังไง อยากได้อะไรถึงจะมีความสุขและหายจากโรคภัยไข้เจ็บนี้ และให้กำลังใจผู้ป่วยด้วย 2. เมื่อสำรวจแล้วก็ต้องบันทึกให้สังคมทราบว่าทำยังไงให้ผู้ป่วยมีความสุขได้ เพื่อให้คนได้อ่าน และสามารถเป็นข้อมูลอ้างอิงให้โรงพยาบาลอื่นใช้ทำงานนี้ต่อไปได้ เราต้องการสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคม 3. เป็นตัวแทนของโรงพยาบาลในการทำซีเอสอาร์

ขาขาดส่งต่อความสุขได้เดือนละ1ล้าน

    สัมผัสเรื่องราวดีๆ ส่งต่อกำลังใจ ความสุข สามารถติดตามได้ เพจ https://www.facebook.com/BestJobInThailand/

พาน้องเรียนรู้วัฒนธรรมวิถีคนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295638

พาน้องเรียนรู้วัฒนธรรมวิถีคนใต้

สุราษฎร์, อุดมการณ์ราชภัฏสู่ชุมชน

มรส. สร้างค่าย “อุดมการณ์ราชภัฏสู่ชุมชน” ถ่ายทอดองค์ความรู้ การละเล่นพื้นบ้าน มุ่งสร้างแรงบันดาลใจจากพี่สู่น้อง เห็นคุณค่าในชุมชน

      สาขาการจัดการทางวัฒนธรรม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จัดค่าย “อุดมการณ์ราชภัฏสู่ชุมชน” ถ่ายทอดความรู้จากพี่สู่น้อง หวังสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนในชุมชนท้องถิ่นเข้าถึงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน เล็งเห็นความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่นใกล้ตัว เมื่อระหว่างวันที่ 7-9 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา ณ โรงเรียนบ้านคลองโหยน ตำบลบางสวรรค์ อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี

พาน้องเรียนรู้วัฒนธรรมวิถีคนใต้

“สรัญ เพชรรักษ์” ประธานหลักสูตรสาขาวิชาการจัดการทางวัฒนธรรม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ กล่าวว่า การเรียนการสอนของสาขาการจัดการทางวัฒนธรรม เนื้อหาจะเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยให้มีการปฏิบัติจริงนอกห้องเรียนด้วยกระบวนการพัฒนานักศึกษาให้เป็นบัณฑิตที่พึงประสงค์ตามหลักสูตรวิชา มีระบบคิดที่ดี กล้าคิด กล้าทำอย่างสร้างสรรค์ มีจิตวิญญาณแห่งการทำงาน ซึ่งการจัดค่ายวัฒนธรรมกับชุมชนท้องถิ่นเพื่อสังคม ส่งเสริมวัฒนธรรม นำความรู้สู่ชุมชน

พาน้องเรียนรู้วัฒนธรรมวิถีคนใต้

ด้าน “ศิริอร เพชรภิรมย์” อาจารย์ประจำสาขาวิชาการจัดการทางวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ค่ายวัฒนธรรมกับชุมชนท้องถิ่น ในปีนี้กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ซึ่งเป็นเยาวชนรุ่นใหม่ ที่เริ่มมีความห่างไกลจากวัฒนธรรมพื้นบ้าน เมื่อมีนักศึกษารุ่นพี่เข้ามาถ่ายทอดความรู้ อาทิ การแสดงมโนราห์ การแสดงหนังตะลุง การทำขนม และการละเล่นแบบพื้นบ้านภาคใต้ จึงให้ความสนใจและเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนที่จะได้ทำความรู้จักกับวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้จะทำให้เยาวชนเห็นคุณค่าของชุมชนตนเองว่ามีทรัพยากรมากมายที่สามารถสร้างประโยชน์อย่างมีคุณค่าและเกิดมูลค่าได้อีกด้วย

ทวิศึกษาเพิ่มโอกาสเรียนวิชาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295604

ทวิศึกษาเพิ่มโอกาสเรียนวิชาชีพ

สพม19, ทวิศึกษา

สพม.19 จัดกิจกรรม “เหลียวหลัง แลหน้า ทวิศึกษาก้าวไกล”เผยใช้ 3 รูปแบบจัดการศึกษาเพื่อการมีงานทำ เพิ่มโอกาสเด็กวัยเรียน คนทั่วไปเข้าใจและ

      ดร.สมเจษฎ์ ศรีสมจักร์ ผู้อำนวยการการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 19  กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “เหลียวหลัง แลหน้า ทวิศึกษาก้าวไกล…” ณ โรงแรมเลยพาเลซ อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย เมื่อเร็วๆนี้ ว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีนโยบายในการส่งเสริมให้ผู้เรียน เรียนด้านอาชีวศึกษาเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับการจ้างงานทั้งภาคธุรกิจบริการ ภาคอุตสาหกรรม และภาคการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอาชีพที่เป็นความต้องการของตลาดแรงงานที่กำลังขยายตัวในทุกภาคส่วน และได้เร่งประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจให้นักเรียนหันมาสนใจเรียนทางด้านอาชีพซึ่งมีตลาดรองรับให้มากขึ้น

ทวิศึกษาเพิ่มโอกาสเรียนวิชาชีพ

ดร.สมเจษฎ์ ศรีสมจักร์

ในส่วน สพม.19 (เลย-หนองบัวลำภู) ตั้งแต่ปีการศึกษา 2558 ได้ดำเนินการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อการมีงานทำใน 3 รูปแบบ คือ รูปแบบหลักสูตรเรียนร่วมอาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาตอนปลาย (ทวิศึกษา)  รูปแบบหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นในระดับชั้น ม.ต้น และรูปแบบการเรียนรู้เป็นผู้ประกอบการธุรกิจพอเพียง ทั้งนี้ การส่งเสริมการจัดการเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาตอนปลายนี้  เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาด้านวิชาชีพให้แก่ประชาชนวัยเรียนและวัยทำงานตามความถนัดความสนใจ และเข้าเรียนอาชีวศึกษา โดยขยายวิชาชีพและกลุ่มเป้าหมาย เข้าสู่ระบบการจัดการอาชีวศึกษาได้อย่างทั่วถึง

ทวิศึกษาเพิ่มโอกาสเรียนวิชาชีพ

สำหรับกิจกรรมมีการแสดงผลงงานของนักเรียนทวิศึกษาของโรงเรียนที่ร่วมโครงการ และมีการจัดเสวนา จากตัวแทนภาคีด้านการจัดการเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาตอนปลาย และผู้ประกอบการ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน

“หมูสะเต๊ะหญิงอัจ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295648

“หมูสะเต๊ะหญิงอัจ”

สูตรเด็ดเคล็ด(ไม่ลับ)  หมูสะเต๊ะหญิงอัจ, หมูสะเต๊ะหญิงอัจ, ลาออกจากงานประจำ, ไม่ลับ

ลาออกจากงานประจำ งัดกลยุทธ์การขาย จนประสบความสำเร็จเป็นหมูสะเต๊ะเงินแสนบนเส้นทางประตูสู่เศรษฐีของ “หมูสะเต๊ะหญิงอัจ” ไม่เคยรอคำว่าพร้อม คิดแล้วทำเลย

 

ทุกวันนี้เปิดไอจี เฟสบุ้ก ก็เจอแต่สาวๆ เน็ตไอดอลต่างๆ พากันขายครีม อาหารเสริม สินค้าแฟชั่น เพราะการขายในลักษณะออนไลน์ไม่ต้องมีค่าหน้าร้าน สามารถซื้อขายของได้ง่ายเพียงแค่ปลายนิ้วคลิ๊ก แต่ผลิตภัณฑ์ความงามเหล่านี้มาเร็วไปเร็ว อยู่ที่ใครจะดึงใจลูกค้าให้อยู่กับแบรนด์ได้นานกว่ากัน ขณะที่เรื่องของอาหารการกินคือสิ่งจำเป็นที่ผู้บริโภคต้องทานตลอด และหากเราสามารถเพิ่มช่องทางการซื้อขายให้ง่ายขึ้นโดยอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า

“หมูสะเต๊ะหญิงอัจ”

อย่างไรก็ตามธุรกิจของเราก็น่าจะไปได้ นี่คือความคิดแรกของผู้หญิงคนหนึ่งที่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ โดยกลับมาสานต่อธุรกิจหมูสะเต๊ะของครอบครัวที่พ่อกับแม่สร้างมาตลอดกว่า 30 ปี และเริ่มวางแผนธุรกิจในการจัดจำหน่ายในแบบฉบับของเธอ จนประสบความสำเร็จเป็นหมูสะเต๊ะเงินแสนในเวลาไม่กี่เดือน

        อัจฉรา สุทธิธรรมานันต์ ศิษย์เก่าสาขาวิชาการประชาสัมพันธ์ วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เล่าให้ฟังว่า ภายหลังเรียนจบระดับปริญญาตรีก็เลือกที่จะต่อยอดความรู้ด้านการสื่อสารในระดับปริญญาโท ขณะเดียวกันได้ทำงานด้านการสื่อสารการตลาดไปด้วย และภายหลังจากจบปริญญาโทได้ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ และตั้งต้นสานต่อธุรกิจหมูสะ

เต๊ะของครอบครัว

“หมูสะเต๊ะหญิงอัจ”

“ก่อนหน้าก็ไม่คิดว่าจะหันมาจับธุรกิจนี้ แต่พอเราทำงานประจำไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกอิ่มตัว แน่นอนงานประจำมีความมั่นคงทางการเงิน สิ้นเดือนเรามีเงินเดือน แต่ก็นั่นแหล่ะ รายได้เราก็คงที่ทุกเดือน เลยคิดว่าอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แม้ว่าในการลงทุนจะมีความเสี่ยง แต่เรามีอำนาจในการคิดการตัดสินใจ และเมื่อมองกลับมาก็พบว่า ธุรกิจหมูสะเต๊ะที่เป็นรายได้หลักที่พ่อแม่เลี้ยงเรามาตลอดชีวิต ส่งเสียให้เราเรียนจนจบปริญญาโทก็ด้วยหมูสะเต๊ะ เราก็น่าจะสานต่อธุรกิจนี้ของครอบครัวได้ จึงตัดสินใจออกจากงานประจำ และกลับบ้านไปหาแม่ ให้แม่สอนสูตรหมูสะเต๊ะให้ โดยขยายฐานธุรกิจให้เข้ากับยุคปัจจุบันที่อำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคสามารถสั่งซื้อความอร่อยโดยส่งตรงถึงที่ได้ จึงเป็นที่มาในการเริ่มธุรกิจหมูสะเต๊ะหญิงอัจ”

“หมูสะเต๊ะหญิงอัจ”

เจ้าของร้านหมูสะเต๊ะหญิงอัจ กล่าวต่ออีกว่า หลังจากที่ตัดสินใจกลับบ้านได้ไปศึกษาสูตรการทำหมูสะเต๊ะกับแม่ และมีความคิดจะสานต่อธุรกิจนี้ของครอบครัว ภายหลังจากนั้นจึงเริ่มต้นทำธุรกิจเปิดร้านขายหมูสะเต๊ะ โดยมีงบตั้งต้นในการทำหมูสะเต๊ะจากเงินเดือนเดือนสุดท้ายหนึ่งหมื่นบาท และเริ่มเปิดรับออเดอร์หมูสะเต๊ะผ่านช่องทางเฟสบุ้ก

ซึ่งกระแสตอบรับจากลูกค้าดีมาก จึงเปิดเพจเฟสบุ้กขึ้นมาและจะโพสว่าหมูสะเต๊ะหญิงอัจจะวิ่งไปส่งเส้นทางใดบ้างในกรุงเทพและปริมณฑล เมื่อลูกค้าที่เห็นว่าเป็นเส้นทางที่ผ่านก็จะออร์เดอร์หมูสะเต๊ะมา ซึ่งทำการขายแบบนี้อยู่ระยะเวลาหนึ่งทั้งขายผ่านหน้าร้านและออนไลน์

“หมูสะเต๊ะหญิงอัจ”

จึงได้ขยายสาขาการขายหน้าร้านเพิ่มขึ้น รวมทั้งยังมีบริการรับออกงานนอกสถานที่อีกด้วย โดยต่อวันสามารถขายได้ประมาณ 2-3 พันไม้ เดือนหนึ่งหมูสะเต๊ะทำเงินได้หลักแสน จึงเป็นเหมือนความภูมิใจที่ไม่เพียงได้สานต่อสิ่งที่พ่อแม่สร้างมา แต่เราสามารถยืนได้ตัวเราเอง และอนาคตจะทำเฟรนไชส์ต่อไป

“สูตรเด็ดของหมูสะเต๊ะหญิงอัจ คือ เป็นสูตรโบราณมีน้ำจิ้มรสเด็ด เป็นสูตรเฉพาะที่ขายมานานกว่า 30 ปี โดยจะเลือกใช้เนื้อหมูสันนอก เพราะเป็นส่วนเนื้อที่นุ่มเหมาะสำหรับการทำหมูสะเต๊ะ และจะหมักหมูไว้สองคืนเพื่อให้น้ำหมักซึมเข้าเนื้อทำให้เวลาย่างจะหอมรสชาติดี ทำให้หมูนุ่มโดยไม่ต้องใส่ผงนุ่ม และเก็บไว้ในอุณหภูมิ 0 องศา เวลาย่างต้องใช้เตาถ่านเพราะทำให้หมูสะเต๊ะมีกลิ่นหอม และอีกอย่างที่ทานคู่กันคือน้ำอาจาดและน้ำจิ้ม หลังจากหันมาทำธุรกิจนี้เราคิดเสมอว่า เราไม่ได้เป็นแค่แม่ค้า แต่เราจะเป็นแม่ค้าที่มีคุณภาพได้อย่างไร นั่นคือการที่ใส่ใจทุกรายละเอียดในสิ่งที่เราจะทำของดีมีคุณภาพให้ลูกค้าทาน”

“หมูสะเต๊ะหญิงอัจ”

เจ้าของร้านหมูสะเต๊หญิงอัจ กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับเคล็ดลับความสำหรับที่ทำให้มีวันนี้ได้คือ ไม่เคยรอคำว่า “พร้อม” หลังจากคิดและตัดสินใจแล้วก็ลงมือทำเลย ไม่ว่าข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นอย่างน้อยเราก็ได้ทำ เพราะเชื่อว่าไม่มีนักธุรกิจคนไหนที่ทำธุรกิจหลายอย่างแล้วจะสำเร็จไปได้ทุกธุรกิจ บางคนทำ 10 ธุรกิจ อาจจะประสบความสำเร็จในธุรกิจเดียวก็ได้ แค่คุณกล้าคิดและลงมือทำ ความสำเร็จอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน

           สำหรับคนสนใจอยากลองชิมหมูสะเต๊ะหญิงอัจ สามารถหาซื้อและสั่งความอร่อยส่งตรงถึงบ้านได้ โดยหน้าร้านมีจำหน่ายที่โครงการ JSP City รังสิตคลอง 1, ตลาดตะวันนา และตลาดการเคหะนวมินทร์ หรือสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่เพจหมูสะต๊ะหญิงอัจ หมูสะเต๊ะหญิงอัจ อร่อยสั่งอีก ติดใจสั่งเพิ่ม