รักแม่ จึงท้อแท้ไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295634

รักแม่ จึงท้อแท้ไม่ได้

สมจิตร รัตนเมือง

เปิดโลกการศึกษามุสลิมตอน: เพราะรักแม่ จึงท้อแท้ไม่ได้ “สมจิตร รัตนเมือง ” แม่บ้านนักการฑูต

      จากผู้หญิงธรรมดาๆ เติบโตในครอบครัวชาวนา มีชีวิตอยู่กับท้องทุ่งนาและวัวควาย อาศัยยุ้งข้าวของญาติเป็นที่ซุกหัวนอน ต้องมาทำงานที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุ 13 ปี และเป็นที่มาของชีวิตที่ดีในวันนี้ เพราะได้ทำงานกับ “คุณแม่ ศิริรัตน์ จันทวรินทร์ ”คุณแม่ของเอกอัครราชทูตไทยไคโรท่านทูตพีรศักย จันทวรินทร์”ผู้ชุบชีวิตเด็กบ้านๆ ผอมๆ ตัวดำๆคนหนึ่งให้เข้าไปอยู่ในรั้วบ้านหลังใหญ่ที่มีแต่ความอบอุ่น และทำให้เด็กคนหนึ่งได้ติดตามท่านไปประจำการในต่างประเทศครั้งแรก

รักแม่ จึงท้อแท้ไม่ได้

         สมจิตร รัตนเมืองหรือ“น้องจิตร”

     พร้อมกับการออกประจำการครั้งแรกของท่านเอกอัครราชทูตฯ รวมถึงตอนนี้ก็ 31 ปีตั้งแต่ โปรตุเกส 4 ปี สิงค์โปร 4 ปี ฟิลิปปินส์ 3ปี อิตาลี 5 ปี อียิปต์ 4 ปี จนเกษียนเมื่อปีที่แล้ว

       ตลอดระยะเวลาที่เข้าสู่อ้อมอกของบ้านคุณแม่ ผู้ที่สอนทุกอย่างตามแบบฉบับกุลสตรีไทย รวมถึงการจัดระเบียบชีวิตต่างๆ ซึ่งไม่เคยได้ร่ำเรียนมาก่อน เปลี่ยนชีวิตให้อยู่ในกรอบความเป็นกุลสตรี เรื่องการพูดจา การแต่งกาย บุคลิกภาพ เรื่องในครัวเรือน เรื่องความสะอาด เรื่องอาหารและเรื่องการเข้าสังคม เสิร์ฟอาหารหรือให้การต้อนรับแขกระดับประเทศที่มาเยือนทำเนียบเอกอัครราชทูต หรือแขกในกลุ่มอาเซียนตลอดจนคนไทยทั่วไป เพราะเธอเป็นแม่บ้านทำเนียบเอกอัครราชฑูตนั่นเอง

รักแม่ จึงท้อแท้ไม่ได้

                คุณแม่ ศิริรัตน์ จันทวรินทร์
สมจิตร รัตนเมืองหรือ“น้องจิตร” เป็นลูกคนโต มีพี่น้องทั้งหมด 3 คน พ่อชื่อสัมฤทธิ์ รัตนเมือง แม่ชื่อ มี รัตนเมืองและเป็นคนจังหวัดนครราชสีมา มีอาชีพทำนามาแต่กำเนิด เมื่อเรียนจบ ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ที่โรงเรียนบ้านหนองแสง ต.บัวลาย อ.บัวใหญ่  ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าชีวิตของตัวเองจะเหมือนกับละคร ที่คอยติดตามเจ้านายไปยังประเทศต่างๆ

รักแม่ จึงท้อแท้ไม่ได้

       แม้จะได้รับการอบรมจากคุณแม่เป็นอย่างดี แต่ก็รู้สึกประหม่าในการใช้ชีวิตในต่างแดน แต่เพราะคำพูดและกำลังใจจากท่านเอกอัครราชทูตและภริยา ทำให้รู้สึกมีกำลังใจและทำให้ดีที่สุดให้สมกับคุณแม่ที่สอนมาและทำให้ครอบครัวที่บ้านนอกได้อยู่สบายและมีบ้านใหม่ให้พ่อแม่ให้ได้

รักแม่ จึงท้อแท้ไม่ได้

        ทุกวันนี้น้องจิตร มีความสุขเพราะตลอดชีวิตที่ออกจากบ้านมาก็ได้ส่งเงินเดือนที่ได้กลับไปยังครอบครัวอยู่เสมอทำให้ฐานะดีขึ้นเรื่อยๆ พ่อแม่ก็มีความสุข ไม่ต้องเหนื่อยเหมือนเมื่อก่อน การเป็นแม่บ้านระดับนักการทูตไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ ยิ่งได้ออกต่างประเทศยิ่งได้พบผู้คนมากมายชาวต่างชาติ มีโอกาสดีๆมากมาย

รักแม่ จึงท้อแท้ไม่ได้

      กอปรกับการอบรมเพิ่มเติมจากภรรยาของท่านเอกอัครราชทูต ยิ่งเพิ่มคุณค่าให้กับชีวิตของตัวเองและวงศ์ตระกูลมากยิ่งขึ้น ท่านได้ให้โอกาสได้เรียนรู้ในหลายเรื่องและน้องจิตรเองก็ชอบการเรียนรู้อยู่แล้ว จึงไปเรียนแกะสลักเพิ่มเติม เพราะโอกาสดีจากท่านเอกอัครราชทูตและภริยาให้น้องจิตร ได้ทำการออกสื่อระดับประเทศของอียิปต์ โดยยกกองถ่ายมาทำข่าวในหนังสือเกี่ยวกับบ้าน “อัลเบต” และแถมด้วยเรื่องการสอนแกะสลัก การจัดอาหารและโต๊ะสำหรับกับข้าวในแบบฉบับไทยแท้ดั้งเดิม

รักแม่ จึงท้อแท้ไม่ได้

      น้องจิตรได้ออกงานแกะสลัก และทำอาหารโชว์ในงานต่างๆของสถานเอกอัครราชทูต เป็นแม่บ้านที่ดี ตลอดระยะเวลา 30 ปี และปีนี้ 2560 เป็นปีต่อยอดชีวิตบนเส้นทางนี้อีกครั้งโดยการติดตามเอกอัครราชทูตไทยไคโร ท่านทูตชัยณรงค์ กีรติยุตวงศ์ ซึ่งเป็นครอบครัวใหม่ของน้องจิตร นอกจากความอบอุ่นแล้วยังได้แนวคิดต่อเติมชีวิตให้มองเห็นโลกใบใหม่ในวันข้างหน้า

รักแม่ จึงท้อแท้ไม่ได้

      “รู้สึกภาคภูมิใจที่มีวันนี้เพราะอาชีพนี้ ทำให้มีเงินส่งให้พ่อแม่ใช้จ่ายอยู่กินอย่างสุขสบายในทุกๆ เดือน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ใกล้ ไม่ได้ดูแล แต่ตั้งใจไว้ว่าสักวันหนึ่งจะกลับไปดูแลพ่อกับแม่ด้วยตัวเอง หลังจากที่มีทุกอย่างให้พ่อแม่ตามที่ตัวเองเคยหวังเอาไว้แล้ว ไม่เคยคิดให้หัวใจอ่อนแอและท้อแท้ แต่อาจมีบ้างบางเวลา

รักแม่ จึงท้อแท้ไม่ได้

และทุกครั้งที่เกิดความรู้สึกนี้ น้องจะนึกถึงหน้าของพ่อแม่ที่เลี้ยงน้องมา และมองลูกๆที่น้องให้กำเนิดมา อยากเห็นสีหน้าที่ยิ้มแย้มและมีความสุขของพวกเขาทุกคน ชีวิตน้องมีค่าเพราะพ่อแม่และลูกนี่แหละพี่ คือกำลังใจที่ทำให้น้องต้องสู้ต่อไป แม้จะอยู่เพียงลำพังและห่างไกลจากทุกคนก็ตาม เพราะน้องคิดเสมอว่า การได้ทำให้พ่อกับแม่มีความสุข คือ สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของน้องแล้วค่ะ” น้องจิตร กล่าวทิ้งท้าย

รักแม่ จึงท้อแท้ไม่ได้


คลังความรู้จัดการ “ความเสี่ยงอาหาร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295615

คลังความรู้จัดการ “ความเสี่ยงอาหาร”

จุฬา, สกว, ศูนย์ความเสี่ยงอาหาร, ความเสี่ยงอาหาร

สกว.-จุฬาฯตั้งหน่วยปฏิบัติการวิจัย “ศูนย์ความเสี่ยงอาหาร” มุ่งเน้นบทบาทการประเมินความเสี่ยง ให้ข้อเสนอแนะจัดการความเสี่ยง ให้ความรู้หน่วยงานรัฐ เอกชน

      เมื่อวันที่14 ก.ย. ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงหน่วยปฏิบัติการวิจัย “ศูนย์ความเสี่ยงอาหาร” ระหว่าง สกว. และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี รศ.น.สพ.ดร.ศุภชัย เนื้อนวลสุวรรณ ภาควิชาสัตวแพทยสาธารณสุข คณะสัตวแพทยศาสตร์ เป็นหัวหน้าหน่วยฯ

ศ.นพ.สุทธิพันธ์ กล่าวถึงทิศทางในการสนับสนุนการวิจัยของ สกว. ว่า สกว.เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นการวิจัยเรื่อง “ความปลอดภัยอาหาร” จึงได้ร่วมหารือกับคณะนักวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการวิจัย “ศูนย์ความเสี่ยงอาหาร” ณ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งที่ผ่านมา สกว. ได้ให้การสนับสนุนทุนวิจัยในประเด็นความเสี่ยง “ด้านอาหารและน้ำ” มาอย่างต่อเนื่อง ด้วยจุฬาฯ มีบทบาทสำคัญในการสร้างผลงานวิชาการด้านการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ที่หลากหลาย เป็นองค์กรที่มีศักยภาพและพร้อมในทุกด้าน และเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

คลังความรู้จัดการ "ความเสี่ยงอาหาร"

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะนำไปสู่การขยายผลให้มหาวิทยาลัยได้เป็นแหล่งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ด้านความปลอดภัยอาหาร เพื่อสนับสนุนการวางนโยบาย การออกกฎระเบียบให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลของหน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการประสานภาคีเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งในส่วนวิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของมหาวิทยาลัย และ สกว. ต่อไป

การดำเนินงานของหน่วยปฏิบัติการวิจัย “ศูนย์ความเสี่ยงอาหาร” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.สนับสนุนให้มีการพัฒนางานวิจัยด้านความเสี่ยงอาหาร ที่มุ่งเน้นบทบาทการประเมินความเสี่ยง และให้ข้อเสนอแนะด้านการจัดการความเสี่ยงตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงผู้บริโภค และการสื่อสารความเสี่ยงแก่องค์กรที่เกี่ยวข้อง 2.สนับสนุนให้จุฬาฯ เป็นศูนย์กลางทางวิชาการ รับผิดชอบ และดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยด้านความเสี่ยงอาหาร รวมทั้งเป็นแหล่งอ้างอิงข้อมูลทางวิชาการด้านความเสี่ยงและความปลอดภัยอาหารระดับประเทศและภูมิภาค

คลังความรู้จัดการ "ความเสี่ยงอาหาร"

3.สนับสนุนการพัฒนานักวิจัย และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านความเสี่ยงอาหาร เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนางานวิจัยและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านความเสี่ยงอาหารให้กับผู้เกี่ยวข้อง และ4.สนับสนุนให้มีกิจกรรมการสื่อสารด้านความเสี่ยงอาหารในรูปแบบที่เหมาะสมและถูกต้องไปสู่ผู้ประกอบการและผู้บริโภค รวมถึงการประสานภาคีเครือข่ายความร่วมมือ และเชื่อมโยงความรู้ด้านความเสี่ยงอาหารทั้งในส่วนวิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม

เป้าหมายของบันทึกข้อตกลงนี้เพื่อให้มีกลไกและการสนับสนุนการประสานงานระหว่างหน่วยงาน องค์กร และภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการด้านความเสี่ยงอาหาร และมีวิธีการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ และกำหนดนโยบายของประเทศไทย โดย สกว.และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะให้การสนับสนุนงบประมาณการวิจัยให้แก่หน่วยปฏิบัติการวิจัย “ศูนย์ความเสี่ยงอาหาร” เป็นระยะเวลา 3 ปี ในวงเงินรวม 30 ล้านบาท ภายใต้การพัฒนาโจทย์วิจัยและความร่วมมือทางวิชาการที่สอดคล้องกับกรอบภารกิจของหน่วยปฏิบัติการวิจัย “ศูนย์ความเสี่ยงอาหาร” ตลอดจนการพัฒนาโจทย์วิจัยเพิ่มเติมตามสถานการณ์และความต้องการของประเทศ อีกทั้งองค์ความรู้ และขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย

อาจาริยบูชาครบ 10 ปีมรณกาล “หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295597

อาจาริยบูชาครบ 10 ปีมรณกาล “หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ”

วัดชลประทาน, อาจาริยบูชาครบ, ปีมรณกาล, หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

วัดชลประทานรังสฤษดิ์ เตรียม 2 งานใหญ่อาจาริยบูชาครบ 10 ปีมรณกาล อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ 4 ประเทศร่วมสมโภชน์ และพระราชทานเพลิงศพ สลายสรีรธาตุ พระพรหมมังคลาจารย์

      เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ที่พิพิธภัณฑ์พระพรหมมังคลาจารย์ (ห้องหน้าหีบหลวงพ่อปัญญานันทะ) วัดชลประทานรังสฤษดิ์ แถลงข่าวการเตรียมความพร้อมพิธีพระราชทานเพลิงศพฯ โดย พระปัญญานันทมุนี (สง่า สุภโร) เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 10 ตุลาคม 2560 ครบรอบ 10 ปี มรณกาล 106 ปี ชาตกาล คณะศิษย์ยานุศิษย์ได้จัดงานอาจริยบูชาก่อนสลายสรีรธาตุ มีกิจกรรมที่เป็นบุญ ดังนี้ 1.พลเอก ประวิตร วงศ์สุวรรณ พร้อมด้วยคณะทหาร 3 เหล่าทัพ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี พร้อมด้วยข้าราชการและประชาชนได้ประกอบพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ 4 แผ่นดิน ที่ได้สมโภชจากจังหวัดนครศรีธรรมราช มาประดิษฐาน ณ อาคารปัญญานันทานุสรณ์ ชั้นที่ 5

2.อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจาก 4 แผ่นดิน คือ อินเดีย ศรีลังกา พม่า ไทย ไปร่วมสมโภชน์ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช 4 วัด ได้แก่ วัดบ่อล้อ อ.เชียรใหญ่ วัดมะนาวหวาน อ.ช้างกลาง วัดพระพรหม อ.พระพรหม และวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร อ.เมือง ซึ่งเป็นจังหวัดที่หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุได้ตั้งสัจจะอธิฐานไว้ว่า “ข้าพเจ้าจะยอมตายถวายชีวิตนี้แก่พระรัตนตรัย รับใช้พระศาสนาตลอดชีวิต”

3.ถวายธรรมาสน์ 106 ตัว แก่พระที่ผ่านการอบรมแสดงธรรมวันพระและงานศพ“เทศน์ก่อนสวด เทศน์ก่อนเผา” และ4.ถวายแท่นยืนบรรยายหรือโพเดี้ยม 106 ตัว แก่พระที่ผ่านการอบรมตามโครงการเปิดวัดวันอาทิตย์ใกล้ชิดพระศาสนา ร่วมสืบสานปณิธานหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

สำหรับความคืบหน้าการเตรียมความพร้อม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพและสลายสรีระธาตุ พระพรหมมังคลาจารย์(ปัญญานันทมหาเถระ) วันที่ 5 พฤศจิกายน 2560 นั้น    เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ กล่าวว่า ระหว่างวันที่ 3-6 พฤศจิกายน ว่าทางวัดเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมบำเพ็ญบุญ ทาน ศีล ภาวนา ฟังอภิปรายธรรม และบวชเนกขัมมะบารมี ถือธุดงควัตรแบบเนสัชชิก อยู่ด้วยอิริยาบถ 3 ยืน เดิน นั่ง เว้นการนอน ระหว่างวันที่ 3 , 4 และ 5 พฤศจิกายน นี้ และได้มีการเตรียมความพร้อมด้านอาคาร สถานที่เพื่อรับรองพระเถรานุเถระ ศิษยานุศิษย์และญาติโยมที่จะเข้ามาร่วมงานไว้แล้ว โดยใช้ประโยชน์จากอาคารทุกหลังภายในวัดอย่างเต็มที่ ซึ่งสามารถรองรับได้กว่า 30,000 คน

ขณะเดียวกัน ผู้ที่มีความประสงค์จะค้าง ได้เตรียมที่พักที่วัดชลประทานฯ ได้ประมาณ 3,000 คน ที่วัดปัญญานันทาราม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานีไว้รองรับอีก 5,000คน โดยจัดรถรับ-ส่ง มาร่วมงาน ทั้งนี้ ผู้ที่มีความประสงค์จะบวชหรือจะเข้าร่วมงานและพักค้างคืน ทางวัดได้เปิดให้จองผ่านระบบออนไลน์ https://chonlaprathanrangsrit.wordpress.com/ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จึงขอความร่วมมือจากญาติโยมให้ลงทะเบียนจองล่วงหน้า เพื่อทางวัดจะได้เตรียมความพร้อมในการรองรับ และขอให้คิดว่าเรามาร่วมบุญ เน้นช่วยตัวเองเป็นหลัก เพื่อช่วยงานบุญจริงๆ

ส่วนสถานที่จอดรถนั้น ทางวัดได้จัดสร้างอาคารจอดรถภายในวัด ซึ่งสามารถรองรับได้ประมาณ 750 คัน นอกจากนี้ยังจัดสถานที่จอดรถใกล้ๆ เช่น ร.ร.ชลประทานฯ กรมชลประทาน และสนามกอล์ฟชลประทาน ฯลฯ โดยจะมีรถรับ-ส่งจากจุดต่างๆดังกล่าว

เจ้าอาวาสวัดชลประทานฯ กล่าวถึงการสร้างมหาธาตุเจดีย์เหนืออาคารปัญญานันทานุสรณ์ เพื่อรองรับพระบรมสารีริกธาตุทั้ง 4 แผ่นดิน และอัฐิธาตุของหลวงพ่อปัญญาฯ เนื่องจากอยู่ในระหว่างดำเนินการยังไม่แล้วเสร็จ จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมเป็นเจ้าภาพสร้างมหาธาตุเจดีย์ ซึ่งประกอบด้วยปล้องไฉน จำนวน 36 ปล้อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยอดเจดีย์ทรงระฆังมีลักษณะเป็นปล้องๆเรียงต่อกันขึ้นไปและยอดทองคำ 106 บาทเท่าอายุหลวงพ่อ

พระปัญญานันทมุนี กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ยังมีการตั้งโรงทานเป็นมหาทานบารมี เลี้ยงอาหารเด็กนักเรียน,ผู้อยู่สถานสงเคราะห์ รับรองผู้มาร่วมงานประมาณ 30,000 รูป/คน ทั้งนี้ผู้ที่มาร่วมงานจะได้สูจิบัตร หนังสือสวดมนต์และหนังสืออื่นๆที่ทางวัดได้จัดเตรียมไว้ เช่นคำสอนในพระพุทธศาสนา หนังสือ”เปลี่ยน”จดหมายเหตุดอกไม้ในใจ ประทีปแห่งปัญญา พุทธภาษิตจากธรรมบท เป็นต้น

“คุณหมอสองบาท” รักษาผู้ป่วยฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295608

“คุณหมอสองบาท” รักษาผู้ป่วยฟรี

สสส, คุณหมอสองบาท, รักษาผู้ป่วยฟรี, คลินิกหมอ, บาท, ทำดี, อยากทำความดี, จิตอาสาเพื่อสังคมไทย, จอง, 365, วัน, จิตอาสาพลังแผ่นดิน, คลินิกหมอ 2 บาท

เปิดใจ “คลินิกหมอ 2 บาท ” รักษาคนไข้ฟรี ยันการเป็นผู้ให้ ทำดี ไม่ใช่เรื่องยาก อยากทำความดี จิตอาสาเพื่อสังคมไทย จอง “365 วัน ทำดี จิตอาสาพลังแผ่นดิน”

         จุดเริ่มต้นของการ “ทำดี” ไม่จำเป็นต้องมีเงิน หรือมีเวลามาก เพียงรู้จักคำว่า “ให้” โดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน  รับผิดชอบทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ไม่เบียดเบียนใคร ไม่สร้างความเดือนร้อนให้ผู้ใด และรู้จักแบ่งปันหยิบยื่นในสิ่งที่เรามีให้แก่คนในสังคม

“คลินิกหมอ 2 บาท” คลินิกเล็กๆของ “ครอบครัวเบ็ญจพรเลิศ” ที่จุดเริ่มต้นเกิดจากแรงบันดาลใจของคุณแม่ ที่ครั้งหนึ่งเคยต้องพาญาติไปรักษาที่โรงพยาบาลตามสิทธิ์ แต่ด้วยโรงพยาบาลของรัฐผู้ป่วยเยอะมาก เช้าจรดเย็นก็ไม่ได้รับการรักษา เมื่อทางครอบครัวมีฐานะทางเศรษฐกิจที่สามารถหยิบยื่นแบ่งปันได้ และมีลูกชายเป็นแพทย์ จึงริเริ่ม ตั้งคลินิกหมอ 2 บาท คลินิกเล็กๆ เพื่อช่วยคนในระแวดบ้าน ทั้งคนไทยและต่างด้าว โดยไม่ได้เก็บค่ารักษา เพียงมีกล่องรับบริจาค ใครใคร่ให้ก็ให้ ใครไม่มีก็ไม่ต้องจ่าย

        นพ.ไพฑูรย์ เบ็ญจพรเลิศ หรือที่ใครๆเรียกว่า คุณหมอสองบาท เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของชื่อ คลินิก 2 บาท ว่า ครอบครัวตั้งใจจะเปิดการรักษาพยาบาลฟรี ซึ่งเมื่อไปสอบถามทางหน่วยงานรัฐ พบว่า การจะเปิดรักษาฟรีนั้น ต้องทำในรูปแบบของมูลนิธิ แต่ทางครอบครัวไม่ได้ต้องการเปิดเป็นมูลนิธิ จึงได้เปิดเป็นคลินิกที่ต้องการเก็บเงินให้น้อยที่สุด ตอนแรกจะเก็บ1 บาท ก็กลัวคนจะเรียนว่า คลินิกไม่เต็มบาท จึงเปลี่ยนเป็นคลินิกหมอ 2 บาท แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ได้เก็บเงินจากคนไข้ 2 บาท แต่เป็นการตั้งกล่องบริจาค ซึ่ง ใครจะหยอดเท่าไหร่ก็ได้หรือจะไม่หยอดเลยก็ได้ เพราะถึงอย่างไรรายได้ของคลินิกดังกล่าวเป็นการนำเงินของครอบครัวมาใช้

 "คุณหมอสองบาท" รักษาผู้ป่วยฟรี

        “คลินิกนี้เป็นคลินิกที่ตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ที่อยู่ใกล้บ้าน หรือผู้ป่วยที่ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย ซึ่งไม่ใช่เพียงตรวจรักษาทางกาย แต่จะเป็นการรักษาทางใจด้วย เพราะผู้ป่วยบางคนไปรักษาในโรงพยาบาลของรัฐ มีผู้ป่วยค่อนข้างมาก แพทย์บางคน ใน 1 ชม. ต้องรักษาคนไข้ 20 คน การพูดคุยสอบถามอาการจึงเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่คลินิกของเรา แม้จะเปิด เดือนละ 2 ครั้ง อาทิตย์ที่ 2  และ อาทิตย์ที่ 4 ของทุกเดือน เนื่องจากผมมีวันหยุดเพียงเท่านั้น สามารถรับผู้ป่วยได้ 30 วันต่อคน เป็นคลินิกเล็กๆ ที่ต้องการรักษาทั้งกาย ใจแก่ผู้ป่วย”นพ.ไพฑูรย์ กล่าว

หลังจากมีผู้คนรู้จัก “คลินิกหมอ 2 บาท” มากขึ้น มีหลายหน่วยงานและผู้มีจิตอาสาต้องการให้ขยาย หรือหยิบยื่นความช่วยเหลือ นพ.ไพฑูรย์ กล่าวต่อว่า จริงๆเราต้องการทำอย่างเงียบๆ และเราไม่ได้รับบริจาค ซึ่งไม่ใช่ว่าเรารวย หรือหยิ่ง แต่เราไม่ใช่มูลนิธิ อีกทั้งครอบครัวของเราก็สามารถช่วยเหลือในเรื่องนี้ หากอนาคตมีการขยายคลินิกเพื่อช่วยเหลือผู้คนได้มากขึ้น ก็อาจจะขอความร่วมมือจิตอาสาอื่นๆ  คลินิกหมอ 2 บาท เปิดให้บริการแถวพระราม 2

ทุกคนสามารถมีจิตอาสา ทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นได้ นพ.ไพฑูรย์ กล่าวอีกว่า การเป็นผู้ให้ ผู้ที่มีจิตอาสา ทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น จริงๆ ทุกคนสามารถทำได้ โดยเริ่มจากรับผิดชอบ ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด อย่าง คนกวาดถนน หากเขากวาดอย่างตั้งใจ  ทำถนนทุกแห่งให้สะอาดก็ถือเป็นการทำเพื่อผู้อื่น หรือแม่ค้าขายข้าวแกง ทำอาหารสะอาด อร่อย ถูกสุขลักษณะ และไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ถือเป็นจิตอาสา ทำความดีเช่นเดียวกัน ดังนั้น การทำความดี จิตอาสา ต้องรู้จักการเป็นผู้ให้ และได้รับการปลูกฝังจากครอบครัว ตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้ หมอได้เห็นแบบอย่างที่ดีในการเป็นผู้ให้ ผู้มีจิตอาสา คือ คุณแม่ของหมอ ท่านแบ่งปัน หยิบยื่น และให้ผู้อื่น หมอเห็นมาตลอด จึงได้ปฏิบัติประพฤติตัวแบบเดียวกับท่าน รู้จักการให้ การทำสิ่งดีๆ ตอบแทนผู้คนในสังคม

 "คุณหมอสองบาท" รักษาผู้ป่วยฟรี

ใครสนใจ อยากทำความดี จิตอาสาเพื่อสังคมไทย สามารถเข้าร่วมโครงการ 365 วัน ทำดี จิตอาสาพลังแผ่นดิน” จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ธนาคารจิตอาสา และโครงการจิตอาสาพลังแผ่นดิน รวมถึงองค์กรภาครัฐ และเอกชน รวม 19 แห่ง

        ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่าโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่คนไทยเสียใจและรู้สึกสูญเสียมาก แต่ความสูญเสียเหล่านั้นกลายเป็นพลังจิตอาสาที่เกิดขึ้น ตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างมาตลอด70 ปี ซึ่งทุกคนสามารถแบ่งปันและรวมประสบการณ์งานอาสาได้ที่ เว็บไซต์ palangpandin.com โดยสามารถเข้าฟังก์ชั่น “จองวัน”  ดังนั้น อยากเชิญชวนทุกภาคส่วนทำดีในเว็บไซต์ให้เต็มปฎิทิน ทั้ง365 วัน

โปรดเกล้าตั้ง“ประเสริฐ”นั่งอธิการบดีรอบ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295584

โปรดเกล้าตั้ง“ประเสริฐ”นั่งอธิการบดีรอบ 2

มทรธัญบุรี

โปรดเกล้าตั้ง“ประเสริฐ”นั่งอธิการบดีรอบ 2 ลั่น!! เร่งพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน รับเมกะโปรเจค

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี  เรื่องแต่งตั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี โดยมีใจความว่า ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรกเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ ให้ดำรงตำแหน่ง อธิการบดี มทร.ธัญบุรี ตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค.2556 นั้น เนื่องจาก นายประเสริฐ ได้ดำรงตำแหน่งมาครบกำหนดตามวาระในวันที่ 14 ส.ค.2560 และที่ประชุมสภา มทร.ธัญบุรี สมัยวิสามัญ ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2560 ได้มีมติเห็นชอบให้เสนอขอพระราชทานโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายประเสริฐ ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มทร.ธัญบุรี ต่อไปอีกวาระหนึ่ง และได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งต่อไปนั้น บัดนี้ได้มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มทร.ธัญบุรี ตั้งแต่วันที่ 27 ส.ค.2560

รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวว่า หลังจากนี้ มทร.ธัญบุรี จะมุ่งพัฒนาเรื่องคุณภาพการเรียนการสอน เน้นหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับอาชีพในอนาคต และนโยบายเมกะโปรเจคของรัฐบาล เช่น รถไฟ โลจิสติกส์ การจัดการอุตสาหกรรม การจัดการภาคพื้นดินอากาศยาน นอกจากนี้ จะเน้นการพัฒนาโดยให้ทุกคณะใช้ ศูนย์ Center of Excellence  (COE) ในการฝึกอบรมให้บุคคลทั่วไป ที่ต้องการเข้ารับการอบรมกับทางมหาวิทยาลัย โดยมหาวิทยาลัยจะเน้นการอบรมในหลักสูตรระยะสั้นให้มากขึ้น เพื่อพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับนโยบาย 4.0

อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวอีกว่า นอกจากนี้จะเร่งยกระดับงานวิจัย เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่ม 5 คลัสเตอร์ของรัฐบาล คือ กลุ่มไบโอเทคโนโลยี กลุ่มอุตสาหกรรมอัตโนมัติและหุ่นยนต์ในอุตสาหกรรม กลุ่มอากาศยาน กลุ่มสุขภาพ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อีโคโนมี โดยที่ผ่านมามหาวิทยาลัยได้เริ่มดำเนินการสิ่งเหล่านี้ไปบ้างแล้ว แต่ต่อจากนี้จะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น แต่เดิมดำเนินการในกลุ่มเอสเอ็มอี แต่ต่อไปจะเน้นการพัฒนากำลังคน เพื่อตอบโจทย์ตอบสนองภาคอุตสาหกรรมของคนไทยที่ไปขยายงานในอุตสาหกรรมต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่ม CLMVได้แก่ ประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม

ห้องจิตวิทยา มจษ.ให้คำปรึกษา-คลายทุกข์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295574

ห้องจิตวิทยา มจษ.ให้คำปรึกษา-คลายทุกข์

ห้องจิตวิทยา,มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทร์เกษม,สาขาจิตวิทยา,โรคจิต

มจษ.ห้องให้คำปรึกษาเชิงจิตวิทยา หวังพัฒนาทักษะ ความรู้ ความเชี่ยวชาญนักศึกษา พร้อมบรรเทาทุกข์ ช่วยเหลือ แก้ไข้ปัญหาชีวิต ลดความเครียดให้นักศึกษาและบุคลากร

     สาขาวิชาจิตวิทยา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทร์เกษม (มจษ.) เปิดห้องให้คำปรึกษาเชิงจิตวิทยาเต็มรูปแบบ ผศ.กิดานันท์ ชำนาญเวช ประธานสาขาวิชาจิตวิทยา กล่าวว่า การเปิดห้องให้คำปรึกษาเชิงจิตวิทยาดังกล่าว มีวัตถุประสงค์หลักในการดำเนินงาน เพื่อคอยแนะนำและให้กำลังใจนักศึกษา และบุคลากรของมหาวิทยาลัย ในทุกปัญหา เช่น การเรียน ครอบครัว การทำงาน การดำเนินชีวิต หรือปัญหาอื่น ๆ ที่พบเจอแล้วทำให้เกิดความวิตกกังวล ไม่สบายใจ อีกทั้งยังเป็นการฝึกทักษะ ความชำนาญในการให้คำปรึกษาของนักศึกษา เพื่อเตรียม ความพร้อมก้าวเข้าสู่วิชาชีพนักจิตวิทยา ผู้เชี่ยวชาญในอนาคตต่อไป

ห้องจิตวิทยา มจษ.ให้คำปรึกษา-คลายทุกข์

“การให้คำปรึกษานั้น จะมีนักศึกษาชั้นปีที่ 3 และ 4 เป็นผู้ให้คำปรึกษาแก่ผู้มาใช้บริการ ซึ่งได้ผ่านการฝึกอบรมและทดสอบการให้คำปรึกษา แนะนำ ก่อนไปให้คำปรึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมมาเป็นอย่างดีในการรับเคส ทั้งผ่านการเรียนในรายวิชาจิตวิทยาเบื้องต้นด้วย จึงจะสามารถรับเคสได้ ซึ่งทุกเคสจะอยู่ภายใต้การดูแลของคณาจารย์ประจำสาขาวิชา”ผศ.กิดานันท์ กล่าว

ประธานสาขาฯ กล่าวต่อว่า หลังจากที่ เปิดให้บริการ มีนักศึกษาเข้ามาใช้บริการเป็นระยะ นอกจากเคสที่ติดต่อขอรับคำปรึกษาโดยตรง ยังประสานงานไปยังกองพัฒนานักศึกษา หากมีนักศึกษาที่ต้องการรับคำปรึกษาสามารถส่งมาที่นี่ได้ทันที

“หลายคนอาจยังไม่กล้าเข้ามาปรึกษา แต่อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าการมารับคำปรึกษานั้น ไม่ได้มีอาการป่วยทางจิตแต่  อย่างใด เป็นการพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น แชร์ประสบการณ์ เรื่องราวที่ทำให้เกิดปัญหา เรามาหาแนวทางการแก้ไขร่วมกัน” ประธานสาขาฯ กล่าว

จี้รัฐบาล! ขอที่ยืนออทิสติกในสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295555

จี้รัฐบาล! ขอที่ยืนออทิสติกในสังคม

โรดแม็พ, ออทิสติก, 4 กลไกออทิสติก, ไทย

สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม (ไทย) ชี้ถึงเวลาที่รัฐต้องเข้ามาดูแลกลุ่มออทิสติก ระบุเสนอ 4 กลไกขับเคลื่อนผ่านไป 1 ปีไม่เห็นผล ขอนายกฯสั่งทุกหน่วยงานเร่งขับเคลื่อน

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตามที่ “คม ชัด ลึก” ได้นำเสนอรายงานเรื่อง “4 กลไกออทิสติกโรดแม็พ เพิ่มที่ยืน”ออทิสติก” ในสังคม” เมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมานั้น ในวันเดียวกัน นายชูศักดิ์ จันทยานนท์ ประธานมูลนิธิออทิสติกไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “อ.ชูศักดิ์ จันทยานนท์” แถลงข่าวสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม (ไทย) ใจความสำคัญว่า แสดงความเสียใจกับครอบครัวบุคคลออทิสติกจากกรณีที่แม่ทำร้ายลูกออทิสติกจนเสียชีวิต พร้อมระบุว่าที่ผ่านมาได้มีการนำเสนอ “สี่กลไกหลักตามออทิสติกโรดแม็พ” ต่อคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ที่พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีมติเห็นชอบในหลักการและบรรจุเป็นตัวชี้วัดในแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติด้วย

ทั้งนี้ ไม่ได้มีประโยชน์แค่เด็กออทิสติกแต่รวมถึงเด็กพิการในกลุ่มต่างๆด้วย อย่างไรก็ตาม ผ่านมา 1 ปียังไม่มีการดำเนินการใดๆ ดังนั้น จึงเสนอให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย เร่งดำเนินการตามสี่กลไกฯ รวมถึงขอให้แก้ไขข้อจำกัดด้านงบประมาณ ระเบียบปฎิบัติต่างๆ และให้สามารถนำงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ด้วย

 สำหรับรายละเอียดของ แถลงข่าวมีดังนี้ #สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม(ไทย) #ขอที่ยืนออทิสติกในสังคม

สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม(ไทย) ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวบุคคลออทิสติกครอบครัวหนึ่ง ปรากฎในข่าว “กรณีแม่ทำร้ายลูกออทิสติกจนเสียชีวิต” สาเหตุเนื่องจากภาวะเครียดสะสม ที่ขาดเสาหลักของครอบครัวและไม่ทราบว่าจะพึ่งพาใครหรือหน่วยงานใดได้บ้าง จึงตัดสินใจตามข่าวที่ปรากฎ ซึ่งพวกเรากลุ่มผู้ปกครองบุคคลออทิสติกในประเทศไทย “เข้าใจภาวะความกดดันดังกล่าว ที่หลายครอบครัว เคยเผชิญมาแทบทั้งสิ้น บางครอบครัวก็ก้าวผ่านไปได้ บางครอบครัวอยู่ในภาวะสับสน ซึ่งชมรมผู้ปกครองบุคคลออทิสติกในพื้นที่ พร้อมเป็นเพื่อนร่วมคิดหรือให้คำปรึกษาแนะนำแก่ครอบครัวต่างๆได้

จี้รัฐบาล! ขอที่ยืนออทิสติกในสังคม

ปัญหาดังกล่าว สะท้อนว่า “ถึงเวลาแล้ว ที่รัฐบาล” โดยเฉพาะกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ควรจะพัฒนา “กลไกการจัดการดูแล คือจัดตั้ง บ้านพิทักษ์บุคคลออทิสติกในชุมชน โดยเป็นหน่วยบริการในสังกัด”ศูนย์บริการบุคคลออทิสติก กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ” ซึ่งมีหน้าที่ดูแลและสนับสนุนบุคคลออทิสติกที่มีความพิการรุนแรง และครอบครัวไม่มีหรือไม่สามารถดูแลโดยลำพังได้ เหมือนในต่างประเทศ ซึ่งสมาคมนำเสนอ สี่กลไกหลักตามออทิสติกโรดแม็พ ต่อคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ที่รองนายกรัฐมนตรี พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัยเป็นประธาน และมีมติเห็นชอบในหลักการและบรรจุเป็นตัวชี้วัดในแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติด้วย
แต่ระยะผ่านมาเกือบหนึ่งปี ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ เครือข่ายผู้ปกครองและผู้ปกครองจำนวนมาก จึงทำหนังสือ “ร้องขอ”ต่อ “ฯพณฯนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านช่องทางศูนย์ดำรงธรรม และบางแห่งยื่นต่อฯพณฯนายกรัฐมนตรีในเวทีสาธารณะต่างๆ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี ได้มีบัญชาให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณา แต่จนบัดนี้ยังไม่มีคำตอบใดๆที่เป็นรูปธรรมเลย

จี้รัฐบาล! ขอที่ยืนออทิสติกในสังคม

สี่กลไกหลักออทิสติก ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อเด็กกออทิสติกเท่านั้น แต่เป็นประโยชน์ต่อคนพิการ และเด็กพิเศษกลุ่มต่างๆ ด้วย เช่น 1.ข้อเสนอให้ กระทรวงสาธารณสุข ทำ “โครงการนำร่องจัดตั้ง “แผนกพิเศษออทิสติก” ในโรงพยาบาลศูนย์ฯ โรงพยาบาลจังหวัดฯ และโรงพยาบาลอำเภอฯ” จะช่วยเด็กพิเศษที่มีภาวะบกพร่องด้านพัฒนาได้รับการฟื้นฟูและเตรียมความพร้อม โดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน รวมทั้งจัดระบบการให้คำปรึกษาหรือHotlineสายด่วนต่างๆ
2. ข้อเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการ “นำร่องจัดตั้งและพัฒนาห้องเรียน 2 รูปแบบ อันได้แก่ “ห้องเรียนคู่ขนานออทิสติก” และ “ห้องเรียนสอนเสริมการศึกษาพิเศษ” ในโรงเรียนทั่วไปในชุมชน จะตอบโจทก์เรื่อง การจัดการศึกษาแบบเรียนรวม หรือ Inclusive Education ซึ่งกำหนดไว้ในแผนพัฒนาการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ของกระทรวงศึกษาธิการไว้แล้ว

จี้รัฐบาล! ขอที่ยืนออทิสติกในสังคม

3. ข้อเสนอให้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมันคงของมนุษย์-พม. นำร่องจัดตั้ง “บ้านพิทักษ์บุคคลออทิสติกในชุมชน จะช่วยให้ กลุ่มบุคคลออทิสติกที่ไม่มีผู้ดูแลหรือมีแต่ไม่สามารถดูแลได้ รับความช่วยเหลือ และลดปัญหาสังคม เหมือนกรณีที่ปรากฎเป็นข่าว และเป็น”การพัฒนาสังคม”ซึ่งเป็นภารกิจหลักของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ
4.ข้อเสนอให้ สนับสนุนให้มี สถาบันวิจัยออทิสติก จะเป็นการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการบริการด้านต่างๆ
สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม(ไทย) จึงขอกราบเรียนเสนอ ให้ฯพณฯนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กรุณามีบัญชา ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย เร่งดำเนินการตาม สี่กลไกหลักตามออทิสติก โรดแมป ด้วย โดยแก้ไขข้อจำกัดด้านงบประมาณ ระเบียบปฎิบัติต่างๆ และให้สามารถนำงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ซึ่งกระทรวงการคลังเห็นว่าใช้งบประมาณไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จึงเรียกเงินคืนคลังจำนวน 2,000ล้านบาทในปีงบประมาณ 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งตามหลักการควรนำงบประมาณจำนวนดังกล่าวสนับสนุนการดำเนินการตามสี่กลไกหลักออทิสติกและงานด้านการพัฒนาภาพชีวิตคนพิการและโปรดบัญชาให้ มีคณะทำงานร่วม ระหว่างกระทรวงกับภาคีเครือข่ายผู้ปกครองเพื่อพัฒนาระบบที่สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นของกลุ่มเป้าหมาย
สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึ่ม (ไทย) 13ก.ย.2560

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
4 กลไกออทิสติกโรดแมบ เพิ่มที่ยืน”ออทิสติก”ในสังคม

มนุษย์บำบัด”ออทิสติก”!

อีก 30 วันรู้ผลสอบวินัยคลิปรับเงิน”ร.ร.สามเสน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295450

อีก 30 วันรู้ผลสอบวินัยคลิปรับเงิน”ร.ร.สามเสน”

คืบหน้าสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ร.ร.สามเสนวิทยาลัย สอบอีกรองผอ.-ครู คาดกลางเดือนต.ค.นี้สรุป แจงไม่ย้ายออกนอกร.ร.เหตุไม่พบเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน

เมื่อวันที่ 13 ก.ย.เวลา 10.00 น. ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พล.ท.โกศล ปทุมชาติ ที่ปรึกษารมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า นายชนะ วงศ์มุสิก อดีตศิษย์เก่าโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ได้มาติดตามความคืบหน้าในการสอบสวนกรณีผอ.โรงเรียนสามเสนวิทยาลัยเรียกรับเงิน 4 แสนบาทแลกที่นั่งเรียน ซึ่งชี้แจงว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง นายวิโรฒ สำรวล ผอ.โรงเรียนสามเสนฯ และให้ไปปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 1 กรุงเทพ เป็นการชั่วคราว ขณะเดียวกัน ยังดำเนินการสอบวินัยอย่างร้ายแรงผู้เกี่ยวข้องอีก 2 ราย คือ รองผอ.โรงเรียนฯ และครู ที่ปรากฏในคลิปด้วย
“การสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง มีระยะเวลาดำเนินการ 60 วันนับจากตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยฯ ขณะนี้ผ่านไปแล้ว 30 วันยังเหลือเวลาอีกประมาณ 30 วัน และก็มีการรวบรวมเอกสาร หลักฐานต่างๆ เพิ่มเติมเพื่อนำข้อมูลไปประกอบการพิจารณา ทั้งนี้ รองผอ.โรงเรียน และครู ที่ปรากฏในคลิปยังปฏิบัติหน้าที่ที่โรงเรียน ไม่ได้มีการสั่งย้ายออกจากโรงเรียน ประธานคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง เห็นว่าไม่เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนและคาดว่ากลางเดือนตุลาคมนี้จะสรุปผลสอบทั้งหมด”พล.ท.โกศล กล่าว
ด้าน นายชนะ กล่าวว่า ได้มาติดตามความคืบหน้าการสอบสวน เพราะศิษย์เก่าฯและคนทั่วประเทศเป็นห่วงว่าทำไมเรื่องเงียบหายไป แม้จะมีการย้ายผอ.โรงเรียนสามเสนฯ แล้ว แต่อีก 2 รายคือ รองผอ.และครู ที่ปรากฏในคลิปที่เวลานี้ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในโรงเรียน ซึ่งที่ปรึกษารมว.ศึกษาธิการ ก็ชี้แจงว่ากำลังอยู่ระหว่างดำเนินการและเห็นว่าทั้ง 2 รายยังไม่เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน แต่ถ้าพบว่าเป็นอุปสรรคจะเสนอย้ายเอง ทั้งนี้ ขณะนี้เอกสาร ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้ยื่นไว้กับทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตใจภาครัฐ (ป.ป.ท.) เรียบร้อยแล้ว ทราบว่าตรวจสอบพบว่ามีมูลและทาง ป.ป.ท.จะส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป

ติดอาวุธทางปัญญาแก่รร.ในท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295278

ติดอาวุธทางปัญญาแก่รร.ในท้องถิ่น

ทักษะภาษาอังกฤษ

มรส.ลงพื้นที่เสริมสร้างทักษะภาษา ให้แก่ รร.ในท้องถิ่น หวังยกระดับการใช้ภาษาอังกฤษของเด็กๆ ควบคู่ความรู้ก้าวสู่ความเป็นสากล

      คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี(มรส.) โดยสาขาวิชาภาษาอังกฤษ ลงพื้นที่ให้บริการวิชาการ ในท้องถิ่นผ่านโครงการ “การยกระดับความรู้ภาษาอังกฤษ” ณ โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 88 และโรงเรียนบ้านควนดินแดงสามัคคี ในเขตพื้นที่ อำเภอกาญจนดิษฐ์และอำเภอดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2560 ที่ผ่านมาติดอาวุธทางปัญญาแก่รร.ในท้องถิ่น

ดร.พิชัย สุขวุ่น คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มรส. กล่าว่า โครงการดังกล่าวได้รับความร่วมมือกับเครือข่ายของสาขาวิชาภาษาอังกฤษ คณะมนุษยศาสตร์ฯ มรส. ในการส่งเสริมความรู้ด้านภาษาอังกฤษ ยกระดับความรู้ความเข้าใจด้านภาษาอังกฤษให้กับท้องถิ่น ตามนโยบายของคณะ และเป็นการเสริมความเข้มแข็งแก่ท้องถิ่นด้านภาษาอังกฤษให้ก้าวสู่สากล

ติดอาวุธทางปัญญาแก่รร.ในท้องถิ่น


“ม.44” ให้ “สปสช.” ซื้อยาพิเศษถึงสิ้นเดือน ก.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295351

“ม.44” ให้ “สปสช.” ซื้อยาพิเศษถึงสิ้นเดือน ก.ย.นี้

ซื้อยา, ซื้อยาพิเศ, ถึงสิ้นเดือน, ให้, สปสช

คสช.เห็นชอบออก “ม.44” ให้ “สปสช.” ซื้อยาพิเศษ ถึงสิ้นเดือน ก.ย.นี้เท่านั้น เหตุไม่มีอำนาจแต่ต้น เผย ปีหน้าให้ รพ.ซื้อเอง

         เมื่อวันที่  12 ก.ย.เวลา 16.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรักษาความสงบแห่งสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า   ที่ประชุมคสช.เห็นชอบออกคำสั่งมาตรา 44 เรื่องการบริหารจัดการยา  เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียม และอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)สามารถเป็นหน่วยงานจัดซื้อจัดหายาพิเศษ เช่น ยาล้างไต ยารักษาโรคเอชไอวี ได้ถึงสิ้นเดือนก.ย.นี้ เท่านั้นเนื่องจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ท้วงติงมาว่าหากสปสช.ยังดำเนินการจัดซื้อยาพิเศษต่อไปจะดำเนินการเอาเรื่อง ซึ่งสอดคล้องกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ได้ตีความว่าสปสช.ไม่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการจัดซื้อยาพิเศษ

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการจัดซื้อยาพิเศษในปี 2561 กระทรวงสาธารณสุขได้รับประกันว่าจะเข้าสู่ระบบใหม่ตามหลักเกณฑ์ โดยให้แต่ละโรงพยาบาลเป็นผู้จัดซื้อยาดังกล่าวเอง หรืออาจให้โรงพยาบาลแต่ละแห่งมอบอำนาจโรงพยาบาลศูนย์เครือข่ายดำเนินการจัดซื้อแทนได้