ร่วมเสนอแนะจัดตั้งกองทุนฯเสมอภาคทางเว็บสกศ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295323

ร่วมเสนอแนะจัดตั้งกองทุนฯเสมอภาคทางเว็บสกศ.

สกศ

เตรียมเสนอร่าง พ.ร.บกองทุนเพื่อความเสมอภาค ให้คณะกรรมการอิสระฯ พิจารณา 19 ก.ย.นี้ พร้อมชวนนักเรียน นักศึกษา ประชาชนร่วมตอบแบบสอบถามทางเว็บสกศ.

     เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาเปิดเผยภายหลักการประชุมคณะกรรมการอิสระฯ ว่า ที่ประชุมได้ประมวลสิ่งที่พบจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลภาคสนามในภูมิภาคต่างๆ เช่น ที่ดอยอ่างขาง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่  ซึ่งล้วนมีผลที่จะนำมาวางระบบการปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะเรื่อง ความเป็นนิติบุคคล ซึ่งเท่าที่ดูมีคำตอบที่ค่อนข้างชัดแล้วว่าจะต้องมีการกระจายอำนาจ ให้มีโอกาสมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ เช่น เรื่องการบริหารจัดการวิชาการ ที่โรงเรียนในพื้นที่บ่นกันมากว่า การที่ส่วนกลางกำหนดหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็น 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้พร้อมกำหนดระยะเวลาในแต่ละกลุ่มสาระฯ เป็นกรอบเดียวใช้ทั้งประเทศ ซึ่งไม่ตรงกับความต้องการของโรงเรียน
ในส่วนนี้โรงเรียนจะต้องมีเสรีภาพในการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดความหลากหลายและคล่องตัวขณะเดียวกันก็ต้องมีเกณฑ์คุณภาพกลางด้วย แต่ต้องมีความยืดหยุ่น ซึ่งมาตรฐานที่ใช้อยู่ในปัจจุบันแข็งเกินไป ส่วนเรื่องสิ่งก่อสร้าง การเงิน บัญชี การบริหารงานบุคคล โรงเรียนแต่ละแห่งอาจไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะจัดการทั้งหมดได้ รูปแบบที่เป็นไปได้ คือเป็นการรวมกลุ่มของโรงเรียนรวมกันบริหาร สิ่งต่างๆเหล่านี้คณะกรรมการอิสระฯจะนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาเรื่องการปฏิรูปโครงสร้าง
 ศ.นพ.จรัส กล่าวต่อว่า ส่วนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กำหนดให้ออกกฏหมายกองทุนช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และส่งเสริมพัฒนาครูอาจารย์ ภายใน 1 ปี นั้น ขณะนี้คณะอนุกรรมการกองทุน ได้ยกร่าง พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เสร็จแล้ว และจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการอิสระฯ ในวันที่ 19 ก.ย.นี้
ด้าน ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการอิสระฯ ประธานคณะอนุกรรมการกองทุน กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.กองทุนฯ จะพูดถึงแหล่งที่มาของเงินกองทุน เช่น งบประมาณแผ่นดิน เปิดช่องให้หาเงินทุนในรูปแบบต่างๆ เช่น การออกสลากกินแบ่งรัฐบาล การรับเงินบริจาคจากภาคเอกชน โดยมีการลดหย่อนภาษีให้ เป็นต้น กลุ่มเป้าหมายจะครอบคลุมตั้งแต่เด็กแรกเกิด กระบวนการให้ความช่วยเหลือจะใช้วิธีชี้เป้า และเข้าร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อไม่ให้มีความซ้ำซ้อน ที่สำคัญจะมีการประเมินการดำเนินงานของกองทุนฯ เป็นระยะๆ ด้วย
ทั้งนี้ ขอให้ครู ผู้บริหารการศึกษา นักเรียน นักศึกษาและประชาชนทั่วไปร่วมตอบแบบสอบถามแสดงความคิดเห็น แนวทางการจัดตั้งกองทุน ทางเว็ปไซต์ของสำงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เพื่อนำความคิดเห็นมาปรับปรุ่งร่างต่อไป

เลิกเหล้าเถอะพ่อ (คลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295317

เลิกเหล้าเถอะพ่อ (คลิป)

 

เพราะรักลูก จึงทำให้พ่อที่ติดเหล้า ต้องเลิกกิน กลับตัวเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดี อานุภาพของความรักของพ่อที่มีต่อลูก ทำให้เลิกเหล้าได้

      ” เลิกเหล้าเถอะพ่อ”  คลิปผลงานของ ด.ช.ภัทร์ดนัย สถานเมือง ,อิทธิพล อินใจดี และ ด.ช.ปฏิญญา จินดาหนา นักเรียนโรงเรียนโสภาพพิทยาภรณ์ อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด  ในโครงการโรงเรียนคุณธรรม จัดทำโดยสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)

เลิกเหล้าเถอะพ่อ (คลิป)

โดยมี นาย.วิญญู ธรรมวิเศษ และ สุเทพ ปานจันดี ซึ่งเป็นครูผู้สอนวิชาคอมพิวเตอร์เป็นที่ปรึกษา สื่อให้เห็นอานุภาพของความรักของพ่อที่มีต่อลูกทำให้เลิกกินเหล้าได้ กลับมาทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวที่ดีได้

ภาคประชาสังคม วอนนายกฯ ยับยั้ง“บูรณะพระปรางค์วัดอรุณ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295319

ภาคประชาสังคม วอนนายกฯ ยับยั้ง“บูรณะพระปรางค์วัดอรุณ”

บูรณะพระปรางค์วัดอรุณ, ภาคประชาสังคม

ภาคประชาสังคมฯ เดินหน้ารวม 5 พันรายชื่อ ยื่น นายกฯ-วธ.-กรมศิลป์ ยับยั้งบูรณะพระปรางค์วัดอรุณฯ จี้เปิดทีโออาร์ ตั้งกรรมการเฉพาะกิจตรวจสอบ แก้ไข

         “พระปรางค์วัดอรุณราชวรารามราชวรวิหาร” สีขาวโพลนทั้งองค์ ที่ปรากฏสู่สายตาสาธารณชน จากการบูรณะที่ กรมศิลปากร รับผิดชอบดำเนินการ ยังมีเรื่องการแกะกระเบื้องสี  ลวดลายกระเบื้องที่ประดับเปลี่ยนไป ฝีมือของช่าง  ไปจนถึงการนำเศษกระเบื้องไปทำมวลสารวัตถุมงคล กลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมาวิพากษ์วิจารณ์ สนั่นโลกโซเชียลมีเดีย ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
แม้อธิบดีกรมศิลปากร “อนันต์ ชูโชติ” จะออกมาไขข้อข้องใจในประเด็นต่างๆ ด้วยตนเอง แต่ยังมีความไม่เห็นด้วยกับการบูรณะ เพราะมีภาพลักษณ์และความหมายที่เปลี่ยนไปในทางที่เสื่อมถอย กระทบใจของประชาชนคนไทยผู้ที่รักและผูกพันกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของโบราณสถานอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์แห่งนี้  มีการรวมตัวในนาม “ภาคประชาสังคม ศึกษาการบูรณะพุทธปรางค์วัดอรุณราชวรารามราชวรวิหาร” ผุดแคมเปญรณรงค์ผ่าน Chang.org  ให้ผู้สนใจร่วมลงชื่อเพื่อเสนอผู้มีอำนาจสั่งการะงับยับยั้งการบูรณะพระปรางค์วัดอรุณฯ

ภาคประชาสังคม วอนนายกฯ ยับยั้ง“บูรณะพระปรางค์วัดอรุณ"

ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 ก.ย.ภาคประชาสังคมฯ ได้รวบรวมรายชื่อ 5,000 รายชื่อเดินสายไปทำเนียบรัฐบาล กรมศิลปากร และกระทรวงวัฒนธรรม โดยอดีตคณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร “ศ.สายันต์ ไพรชาญจิตร์” หนึ่งในเครือข่ายภาคประชาสังคมฯและผู้ร่วมลงชื่อ กล่าวว่า ภาคประชาสังคมฯ ได้นำรายชื่อทั้งหมดที่ได้ร่วมลงชื่อยื่นพร้อมจดหมายเปิดผนึก เรื่อง ขอให้ระงับยับยั้งโครงการบูรณะพุทธปรางค์วัดอรุณราชวรารามราชวรวิหาร และแต่งตั้งกรรมการผู้ชำนาญการจากหลากหลายสาขาเพื่อทบทวน ตรวจตราและแก้ไขความเสียหาย ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี, ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติ,นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม และนายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร
โดยขอให้ดำเนินการใน 3 เรื่อง ดังนี้ 1.ขอให้มีคำสั่งให้กรมศิลปากร ระงับยับยั้งและยุติการบูรณะตามสัญญาโครงการในทันที 2. ขอให้เปิดเผยสัญญาว่าจ้างแก่สาธารณชนรับทราบ เพราะงานการบูรณะที่ปรากฏออกมาเห็นได้ชัดว่ามีปัญหา ศิลปะดั้งเดิมหายไป ขั้นตอนการทำงาน การออกแบบขาดการควบคุม และหละหลวม  ทั้งที่ควรศึกษาให้ละเอียดว่าต้องบูรณะแบบใด และ3.ขอให้แต่งตั้งกรรมการระดับชาติที่มาจากภาคส่วนต่างๆ เข้าตรวจตรา ทบทวนกระบวนการ วิธีการบูรณะและอนุรักษ์พุทธปรางค์วัดอรุณราชวรารามฯ

ภาคประชาสังคม วอนนายกฯ ยับยั้ง“บูรณะพระปรางค์วัดอรุณ"

เพราะลงพื้นที่สำรวจปัญหาจึงเป็นที่มาของข้อเรียกร้องดังกล่าว ศ.สายันต์ กล่าวต่อไปว่า ได้ลงพื้นที่สำรวจปัญหาพบเห็นและสรุปปัญหาทั้งในระดับการวางนโยบายบูรณะ และระดับปฏิบัติการได้ พบว่า กรมศิลปากร ไม่ได้ทำการศึกษาวิจัย ประเมินสภาพศิลปกรรมโบราณโดยละเอียดก่อนการออกแบบบูรณะ ทำให้การบูรณะไร้ทิศทางและขาดมาตรฐานที่จะให้ผู้ควบคุมงานใช้การอ้างอิงเพื่อตรวจรับงาน มีการรื้อผลงานล้ำเลิศของครูช่างโบราณออก ทำใหม่เปลี่ยนแปลงจากของเดิม เช่น สีกระเบื้องของยักษ์ ลิง คนธรรพ์ รวมไปถึงลวดลาย ขนาด ช่างไร้ฝีมือ ขาดความประณีต มีการใช้วัสดุ(ปูนขาว)ที่ไม่ได้มาตรฐานใกล้เคียงหรือทัดเทียมกับของเดิมทำให้วัสดุกระเบื้องถ้วยเคลือบเริ่มหลุดร่วง ทั้งที่เพิ่งบูรณะเสร็จไปไม่กี่เดือน
“โครงการบูรณะครั้งนี้ทำให้เกิดความเสื่อมค่า ทางอัตลักษณ์อันโดดเด่นของพุทธปรางค์สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ กระทบตากระทบใจคนแวดวงศิลปะ ผู้รักงานศิลป์ ยิ่งเข้าไปดูใกล้ๆจะเห็นได้ว่าการบูรณะเปลี่ยนไปจนทำลายคุณค่างานครูช่าง ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เพราะฉะนั้น ทางภาคประชาสังคมฯ จึงเสนอถึงนายกฯ สั่งการให้ยุติการบูรณะที่ดำเนินการอยู่  ในระยะเร่งด่วนได้เสนอให้ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ  โดยนายกฯเป็นผู้ตั้งขึ้น อาจจะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ศิลปินแห่งชาติ นักวิชาการ ผู้ที่มีความรู้ทางด้านการบูรณะโบราณสถาน ลงมาตรวจสอบและวางแผนบูรณะใหม่ ซึ่งต่อให้ต้องลงทุนแก้ไขใหม่ก็ควรทำ ถ้าไม่แก้ไขก็จะยิ่งน่าเกลียดกว่าเดิมและในอนาคตควรมีการตั้งคณะกรรมการระดับชาติ ที่ทำหน้าที่ในการกำกับ กำหนดทิศทางการดูแลบูรณะโบราณสถานสำคัญๆ ควรมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรให้อธิบดีกรมศิลปากร เป็นผู้รับผิดชอบเพียงคนเดียว”ศ.สายันต์ กล่าว

ภาคประชาสังคม วอนนายกฯ ยับยั้ง“บูรณะพระปรางค์วัดอรุณ"
อย่างไรก็ตาม ภาคประชาสังคมฯ มาจากการรวมตัวของคนที่มองเห็นปัญหาและไม่สบายใจต่อการบูรณะพระปรางค์วัดอรุณฯ ข้อเสนอต่างๆที่ยื่นให้กับระดับนโยบายเพื่อกระตุ้นให้เห็นประเด็นปัญหา ซึ่งจะรับไปดำเนินการหรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ แต่เรื่องนี้เป็นที่สนใจของประชาชน เชื่อว่าจะคอยจับตาดูการแก้ไขปัญหาแน่นอน  แต่ส่วนตัวจะไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆอีก เพราะได้ทำหน้าที่ในการให้ข้อมูลต่างๆมามากแล้วในฐานะนักวิชาการ ไม่ใช่นักเคลื่อนไหวทางการเมือง

สำหรับการบูรณะพระปรางค์ วัดอรุณฯ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 5 ปีและมีกำหนดส่งมอบงานในเดือนตุลาคม 2560  และมีกำหนดจะจัดงาน สมโภชพระโภชพระปรางค์วัดอรุณฯ ขึ้นระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2561 รวมระยะเวลา 10 วันอีกด้วย

รวมพลังต้านภัยยาเสพติด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295282

รวมพลังต้านภัยยาเสพติด

ลูกเสือ, เนตรนารี, ยาเสพติด

โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สพป.พังงา เนตรนารี ฝึกอบรมลูกเสือต้านภัยยาเสพติด เสริมสร้างมีทักษะและภูมิคุ้มกันที่ดี

       ลูกเสือโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สพป.พังงา เนตรนารี  ผู้บังคับบัญชา จำนวน 350 คน เข้าโครงการฝึกอบรมลูกเสือต้านภัยยาเสพติด ระหว่างวันที่ 8-10 กันยายน 2560 ณ ค่ายลูกเสือชั่วคราวโรงเรียนบ้านน้ำเค็ม อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เพื่อปลูกจิตสำนึกและตระหนักถึงพิษภัยของยาเสพติด และเพื่อเสริมสร้างให้ลูกเสือมีทักษะและภูมิคุ้มกันที่ดี

      นายสมรักษ์ ถวาย ศึกษาธิการจังหวัดพังงา  ประธานเปิดโครงการฝึกอบรมลูกเสือต้านภัยยาเสพติด กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการจะขับเคลื่อนกิจกรรมลูกเสือของจังหวัดให้รุดหน้าและให้สอดคล้องกับวาระแห่งชาติที่รัฐบาลได้กำหนดให้ทุกภาคส่วนร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยกำหนดมาตรการป้องกันเด็กและเยาวชนไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เรียนรู้ถึงโทษและพิษภัยยาเสพติด รู้จักวิธีปฏิเสธหลีกเลี่ยงยาเสพติด ส่งเสริมให้ความรู้ความเข้าใจ และมีทักษะในการป้องกัน ช่วยเหลือผู้อื่นให้ห่างไกลจากยาเสพติดด้วยกระบวนการลูกเสือ  

รวมพลังต้านภัยยาเสพติด

รวมพลังต้านภัยยาเสพติด

       ปัจจุบันนักเรียนเริ่มต้นจากบุหรี่ ถือเป็นสิ่งเสพติดชนิดหนึ่ง ยาเสพติด ถือเป็นบ่อน “ทำลายชาติ” กระบวนการลูกเสือ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่จะเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และพัฒนาเยาวชนให้เป็นพลเมืองที่ดี มีความรับผิดชอบ มีระเบียบวินัย ช่วยสร้างสรรค์สังคมให้มีความเจริญก้าวหน้า ตนหวังว่าเยาวชนที่เข้ารับการฝึกอบรมด้วยกระบวนการลูกเสือ ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 8-10 กันยายน 2560 ครั้งนี้ จะร่วมกันรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด สร้างความเข้มแข็งทางจิตใจมิให้ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีในอนาคตต่อไป

รวมพลังต้านภัยยาเสพติดรวมพลังต้านภัยยาเสพติด

รวมพลังต้านภัยยาเสพติด

“หนานรูป”ภาพสลักบนลานหินทราย จ.นครศรีธรรมราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295286

“หนานรูป”ภาพสลักบนลานหินทราย จ.นครศรีธรรมราช

จนครศรีธรรมราช, ภาพสลักบนลานหินทราย, หนานรูป

สำรวจภาพสลักบนลานหินทราย “หนานรูป”วัดขนาน ตำบลทุ่งใหญ่ อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช

        ตามที่  สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งจากราษฎรในพื้นที่เรื่องการพบภาพสลักบนลานหินทราย “หนานรูป” ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 บ้านขนาน ตำบลทุ่งใหญ่ อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช  เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา จึงได้ลงพื้นที่สำรวจร่วมกับนายอำเภอทุ่งใหญ่ (นายกฤษณะ ณ สงขลา) โดยมีพระครู ดร.พิศาล เขตคณารักษ์ เจ้าอาวาสวัดขนาน และประชาชนในพื้นที่ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก

         จากการตรวจสอบพบว่า ภาพสลักนี้กรมศิลปากรเคยทำการสำรวจและจัดทำรายงานไว้เมื่อปี..2538 เป็นภาพสลักบนผนังหินทราย พื้นที่ภาพยาวประมาณ 1.4 เมตร สูงประมาณ 80 เซนติเมตร จากการศึกษาเพิ่มเติมพบว่า ประกอบด้วยภาพที่สันนิษฐานว่าเป็นแท่นฐานสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป เนื่องจากส่วนบนปรากฏลักษณะเป็นรูปกลีบบัวขนาดเล็กเรียงกันจำนวน 11 กลีบ ถัดลงมาเป็นลายช่องกระจกรูปกลีบบัวขนาดใหญ่ 2 ช่อง และช่องรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งอาจตีความว่าเป็นช่องประตูหน้าต่างก็เป็นได้

“หนานรูป”ภาพสลักบนลานหินทราย  จ.นครศรีธรรมราช

      ส่วนด้านล่างปรากฏลักษณะขาโต๊ะและตรงกลางเป็นลายผ้าทิพย์ ถัดไปทางขวามือมีภาพสลักรูปบุคคลแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างงดงาม อยู่ในอาการเคลื่อนไหว มือทั้งสองข้างจับชูนาคไว้เหนือศีรษะ  อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาที่เท้าซ้ายของรูปพบว่าเป็นลักษณะของเท้าสัตว์ประเภทลิง ดังนั้น รูปนี้จึงมิน่าจะเป็นรูปบุคคล เทพ หรือยักษ์แต่อย่างใด และจากลักษณะท่าทางทำให้นึกถึงภาพตัวละครในหนังใหญ่ เช่น รูป วานรจับนาคซึ่งน่าจะเป็นแรงบัลดาลใจในการสลักภาพดังกล่าวก็เป็นได้ นอกจากนี้ถัดไปทางด้านขวาห่างไปประมาณ 1 เมตร ยังมีภาพร่างเป็นลายเส้นรูปเศียรพญานาคอีกด้วย

“หนานรูป”ภาพสลักบนลานหินทราย  จ.นครศรีธรรมราช

“หนานรูป”ภาพสลักบนลานหินทราย  จ.นครศรีธรรมราช

        ในเบื้องต้น กำหนดอายุภาพสลักจากลวดลายที่ปรากฏ สันนิษฐานว่าน่าจะทำขึ้นในช่วงสมัยอยุธยาตอนปลาย หรือต้นรัตนโกสินทร์ บริเวณนี้คงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หรือสถานที่สำคัญ ที่ผู้คนในสมัยโบราณได้มาสร้างสรรค์งานศิลปกรรมที่งดงามและทรงคุณค่า แสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชุมชนโบราณในพื้นที่แถบนี้ได้เป็นอย่างดี

          อนึ่ง สำหรับคำว่า “หนาน” ในภาษาพื้นถิ่นปักษ์ใต้เป็นคำนามหมายถึง ผาที่มีน้ำตก หรือพื้นที่ต่างระดับที่มีทางน้ำไหลผ่าน บริเวณโบราณสถานมีลักษณะเป็นลานหินทรายกว้างใหญ่ลาดเอียง แต่เดิมมีทางน้ำไหลผ่าน แม้ในปัจจุบันก็ยังมีน้ำซึมผ่านอยู่ตลอดเวลา และเนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีภาพสลักจึงเรียกว่า หนานรูป นอกจากนี้ในหมู่บ้าน ยังมีหนานที่สำคัญอีก 2 แห่งคือ หนานใหญ่ และหนานนุ้ย ซึ่งชาวบ้านนับถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้าน ปัจจุบันจึงได้ร่วมแรงรวมใจกันอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่หนานหรือลานหินทรายทั้ง 3 แห่ง เพื่อเชิดชูคุณค่า เป็นศูนย์รวมจิตใจ และส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชน

แรงงาน เล็งตั้งนิคมฯมาตรฐานแรงงานไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295289

แรงงาน เล็งตั้งนิคมฯมาตรฐานแรงงานไทย

สากล, พัฒนาแรงงานไทย, กแรงงาน

กระทรวงแรงงาน ใช้แนวทางประชารัฐพัฒนาคุณภาพชีวิตลูกจ้างดึงสถานประกอบกิจการเข้าสู่ระบบมาตรฐานแรงงานไทย เตรียมยกระดับสู่นิคมอุตสาหกรรมมาตรฐานแรงงานไทย

       นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดเผยว่า กสร.ได้ดำเนินการส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการให้เข้าสู่ระบบมาตรฐานแรงงานไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สถานประกอบกิจการมีการบริหารจัดการด้านแรงงานที่เป็นมาตรฐาน เป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาในด้านต่าง ๆ เช่น การใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ การค้ามนุษย์ด้านแรงงาน รวมทั้งเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมด้านแรงงานซึ่งจะทำให้สถานประกอบกิจการมีศักยภาพในการแข่งขันทางการค้า ที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากสถานประกอบกิจจัดทำระบบมาตรฐานแรงงานไทย 1,249 แห่ง ลูกจ้างเกี่ยวข้องกว่า 6.3 แสนคน

อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่าการยกระดับการดำเนินการดังกล่าว กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ใช้แนวทางประชารัฐโดยประสานความร่วมมือกับนิคมอุตสาหกรรมและสถานประกอบกิจการที่อยู่ในนิคมฯ ในการนำมาตรฐานแรงงานไทยไปปฏิบัติเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตลูกจ้าง และยกระดับสู่นิคมอุตสาหกรรมมาตรฐานแรงงานไทย ซึ่งจะเป็นต้นแบบให้กับนิคมอุตสาหกรรมอื่นต่อไป โดยจะนำร่องในนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดสมุทรสาคร สำหรับสถานประกอบกิจการใดสนใจที่จะเข้ารับการพัฒนาระบบมาตรฐานแรงงานไทย ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักพัฒนามาตรฐานแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โทรศัพท์ 0 2245 7211, 0 224 68370  สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10  สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด

วธ.เร่งทุกกรมวางแผนสอดรับยุทธศาสตร์ชาติ 20ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295276

วธ.เร่งทุกกรมวางแผนสอดรับยุทธศาสตร์ชาติ 20ปี

วธ

วธ.กำชับทุกกรมเร่งเบิกจ่ายงบ พร้อมวิเคราะห์-ทบทวนแผนงาน โครงการระยะยาว ให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ศึกษาปรับโครงสร้างเสนอรัฐบาล

      นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า ได้ประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เมื่อเร็วๆนี้ ที่ประชุมรับทราบผลการเบิกจ่ายงบประมาณปี2560 ไตรมาส 4 (กรกฎาคม – กันยายน 2560) ณ วันที่ 21 สิงหาคม 2560 โดยภาพรวมอยู่ที่ร้อยละ81.33 ขณะที่งบลงทุนอยู่ที่ร้อยละ 68.73 ซึ่งผลเบิกจ่ายงบฯของ วธ. อยู่ในอันดับที่ดีกว่าที่ผ่านมา เนื่องจากทุกกรมสามารถเบิกจ่ายงบฯ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ได้กำชับให้แต่ละกรมเร่งรัดการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนด

ขณะเดียวกันที่ประชุมได้กำชับให้แต่ละกรมปฏิบัติงานโดยยึดตามกรอบรัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ พ.ร.บ.จัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปีเป็นหลัก ซึ่งประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1.ความมั่นคง 2.การสร้างความสามารถในการแข่งขัน  3.การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน 4.การสร้างโอกาส ความเสมอภาค และเท่าเทียมกันทางสังคม 5.การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 6.การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ อีกทั้งจะต้องสอดคล้องและเชื่อมโยงกับนโยบายรัฐบาล การขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมสู่ประเทศไทย 4.0  และงานวัฒนธรรมตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 รวมทั้งนโยบายและยุทธศาสตร์ 20 ปีของวธ. โดยจะต้องประสานงานและบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติโดยภาพรวมและการปฏิรูปประเทศมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายวีระ กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมมอบหมายให้แต่ละกรมไปวิเคราะห์และทบทวนแผนงานและโครงการตามยุทธศาสตร์ด้านวัฒนธรรมระยะ 20 ปีของแต่ละหน่วยงาน โดยยึดตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ  20 ปี เพื่อให้การปฏิบัติงานมีความชัดเจนและเป็นไปตามที่พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และพ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศกำหนด เพื่อให้สอดรับกับการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ อีกทั้งที่ประชุมให้แต่ละกรมเร่งศึกษาวิเคราะห์และสรุปผลการศึกษาในการปรับโครงสร้างหน่วยงานสังกัดวธ. เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายประเทศไทย 4.0และนโยบายอื่นๆ ของรัฐบาลได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หลังจากนั้นรายงานสรุปผลมายัง วธ. เพื่อเสนอรัฐบาลต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ให้กรมต่างๆเร่งส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากตามบทบาทของ วธ. เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายของรัฐบาล  โดยการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 5F ได้แก่ อาหาร ภาพยนตร์ มวยไทย แฟชั่น และเทศกาลประเพณี รวมถึงการสนับสนุนพื้นที่ทางวัฒนธรรมเพื่อเศรษฐกิจชุมชน และการส่งเสริมการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมต่างๆ อาทิ การส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ การพัฒนาสินค้าและบริการทางวัฒนธรรม และการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม เป็นต้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สร้างอาชีพและรายได้สู่ชุมชนและประเทศ

5 อาการสังเกตเจ้าตัวน้อยหัวใจผิดปกติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295186

5 อาการสังเกตเจ้าตัวน้อยหัวใจผิดปกติ

5 อาการ, เด็ก, โรงหัวใจ

ไม่เพียงแต่ผู้ใหญ่เท่านั้นที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจ เจ้าตัวน้อยก็มีความเสี่ยงที่จะพบว่าเป็นโรคหัวใจได้เช่นกัน

      พ่อแม่ควรจะทำความรู้จักกับโรคหัวใจในเด็กและวิธีสังเกตอาการเบื้องต้นเพื่อจะได้รับมือได้ทันเวลา เพราะความรุนแรงของโรคหัวใจในเด็กนั้นไม่เพียงแต่ทำให้เจ้าตัวเล็กมีพัฒนาการและเติบโตช้า แต่อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต อาการแรกได้แก่ หายใจหอบเหนื่อยง่าย อาการที่สอง เล็บและปากเขียว อาการที่สามใจสั่น หน้ามืด หรือเป็นลมบ่อยๆ ซึ่งอาจจะเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาการที่สี่ เจ็บหน้าอก  อาการที่ห้าแพทย์ตรวจพบว่ามีเสียงหัวใจผิดปกติ อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนความผิดปกติของหัวใจเจ้าตัวน้อยได้

      นพ.อภิชัย คงพัฒนะโยธิน กุมารเวชศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ กล่าวว่า จากสถิติโดยเฉลี่ยในเด็ก 1,000 คนจะพบเด็กเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดถึง 8 คน ซึ่งในกรณีนี้สามารถตรวจพบโดยแพทย์ตั้งแต่ก่อนคลอด หลังคลอดภายใน 7 วัน หรือตรวจพบเมื่อเป็นผู้ใหญ่ เช่น  ผนังกั้นหัวใจห้องบนมีรูรั่ว เป็นต้น ในกรณีที่ตรวจพบเมื่อเป็นผู้ใหญ่อาจมีอาการรุนแรงจนไม่สามารถผ่าตัดได้ แต่โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดบางชนิดก็ใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยไม่ต้องรักษา เพียงแต่ต้องดูแล ระวัง และป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น ลิ้นหัวใจตีบเล็กน้อย รูในผนังหัวใจขนาดเล็ก เป็นต้น

5 อาการสังเกตเจ้าตัวน้อยหัวใจผิดปกติ

โรคหัวใจที่เกิดขึ้นภายหลัง เกิดจากสาเหตุต่างๆ อาทิ  โรคหัวใจรูห์มาติก ที่เกิดจากไข้รูห์มาติก ทำให้มีลิ้นหัวใจรั่ว และ/หรือ ตีบ ส่วนใหญ่พบในเด็กวัยเรียน แต่ไม่มากเท่าเมื่อก่อน เพราะการแพทย์เจริญและประชากรดูแลตนเองมากขึ้น โรคไข้คาวาซากิ ซึ่งมักพบในเด็กเล็ก อาจทำให้มีเส้นเลือดหัวใจโคโรนารีโป่งพอง โรคลิ้นหัวใจจากการติดเชื้อ โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียเกือบทุกชนิดอาจเป็นสาเหตุการอักเสบของหัวใจ โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสได้เกือบทุกชนิดที่นำไปสู่การอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งในบางรายอาจเป็นสาเหตุของภาวะหัวใจวายอย่างเฉียบพลัน ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เต้นช้าหรือเร็วเกินไป ส่วนใหญ่ในเด็กจะเป็นชนิดเต้นเร็วผิดปกติ มักมีอาการเป็นๆ หายๆ และอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจวายและเสียชีวิตได้ เพราะความรุนแรงของโรคหัวใจในเด็กนั้นไม่เพียงแต่ทำให้เด็กมีพัฒนาการและเติบโตช้าแต่อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต

         พ่อแม่ผู้ปกครองควรสังเกต 5 อาการสัญญาณเตือน ที่ควรพาเจ้าตัวน้อยมาเข้ารับการตรวจและรักษาให้ทันท่วงที คือ 1. หายใจหอบ เหนื่อยง่าย 2. เล็บและปากเขียว 3. ใจสั่น หน้ามืด หรือเป็นลมบ่อยๆ ซึ่งอาจจะเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ 4. อาการอื่นๆ เช่น เจ็บหน้าอก เป็นต้น (ในเด็กจะพบอาการลักษณะนี้ไม่มากเท่าผู้ใหญ่ อาการเจ็บหน้าอกในเด็กมีส่วนน้อยเท่านั้นที่เกิดจากโรคหัวใจ)  5.แพทย์ตรวจพบว่ามีเสียงหัวใจผิดปกติ ซึ่งอาจแสดงหรือไม่แสดงอาการที่ผิดปกติก็ได้

5 อาการสังเกตเจ้าตัวน้อยหัวใจผิดปกติ

นอกจากนี้เด็กที่เป็นโรคหัวใจอาจจะโตช้า โดยเฉพาะรายที่มีภาวะหัวใจวาย มีอาการหายใจเร็ว เหนื่อยง่าย ส่วนสูงและน้ำหนักไม่เป็นไปตามเกณฑ์ เติบโตช้าไม่ทันเพื่อน เพราะหัวใจต้องทำงานหนักร่วมกับมีอาการหอบและรับประทานอาหารได้น้อย ซึ่งเป็นอีกข้อสังเกตที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรใส่ใจและสังเกตอยู่เสมอ หากเจ้าตัวน้อยมีอาการต่างๆ ตามที่ปรากฏในลักษณะข้างต้น ควรรีบเข้ามาพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คร่างกาย หรือแนะนำให้พาเจ้าตัวน้อยไปตรวจสุขภาพกับกุมารแพทย์เป็นประจำทุกๆ ปี สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ โทร 02-310 3000 หรือ โทร. 1719

พลังสามัคคี “ชิงธงสำนักวิชา” พี่น้องมฟล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295213

พลังสามัคคี “ชิงธงสำนักวิชา” พี่น้องมฟล.

ชิงธงสำนัก, มฟล, ชิงธงสำนักวิชา, พี่น้องร่วมใจชิงธงสำนักวิชา

มฟล.สานต่อประเพณี “พี่น้องร่วมใจชิงธงสำนักวิชา” ประจำปีการศึกษา 60 กิจกรรมสร้างสรรค์ บททดสอบความสามัคคีและความมีนำหนึ่งใจเดียว

        มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.)  ส่วนพัฒนานักศึกษา องค์การบริหารองค์การนักศึกษา และ สโมสรนักศึกษา 13 สำนักวิชา จัดกิจกรรม พี่น้องร่วมใจชิงธงสำนักวิชา ประจำปีการศึกษา 2560 มีนักศึกษาเข้าร่วมกว่า 3,5000 คน โดย รศ.น.อ.ยุทธนา ตระหง่าน รองอธิการบดี มฟล. กล่าวว่า  กิจกรรมพี่น้องร่วมใจชิงธงสำนักวิชา ถือเป็นประเพณีสำคัญที่ มฟล. ได้จัดขึ้นต่อเนื่องมายาวนาน โดยมุ่งหมายให้เป็นส่วนหนึ่งของการต้อนรับนักศึกษาใหม่อย่างสร้างสรรค์ และใช้เพลงมหาวิทยาลัยถ่ายทอดความภาคภูมิใจในการเป็นลูกแม่ฟ้าหลวงจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ในแต่ละสำนักวิชาต้องร้องเพลงมหาวิทยาลัยให้ไพเราะพร้อมเพรียงจนสามารถพิชิตใจคณะกรรมการได้ จึงจะได้รับธงประจำสำนักวิชา ถือเป็นบททดสอบความรักและสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่เพียงแต่รุ่นน้อง แต่หมายรวมถึงนักศึกษารุ่นพี่ทั้ง 13 สำนักวิชา

พลังสามัคคี "ชิงธงสำนักวิชา" พี่น้องมฟล.

“ในทุกกิจกรรมของมหาวิทยาลัยล้วนมีจุดมุ่งหมายที่จะแสดงออกถึงความจงรักและภักดี ที่มีต่อสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่า โดยน้อมนำแนวพระราชปณิธานมาปรับใช้ และมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของเหล่านักศึกษาชั้นปีที่ 1 รวมถึงสร้างความสัมพันธ์อันดีกับนักศึกษารุ่นพี่ อันจะนำไปสู่การใช้ชีวิตอย่างมีความสุขร่วมกันในรั้วมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยมุ่งหวังให้สโมสรนักศึกษาทุกสำนักวิชามีความเข้มแข็ง สามารถเป็นหูเป็นตาแทนครูบาอาจารย์ในการดูแลนักศึกษาได้อย่างทั่วถึง”

พลังสามัคคี "ชิงธงสำนักวิชา" พี่น้องมฟล.

พลังสามัคคี "ชิงธงสำนักวิชา" พี่น้องมฟล.


ค่ายเปิดโลกทัศน์แห่งการเรียนรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295174

ค่ายเปิดโลกทัศน์แห่งการเรียนรู้

มข

สำนักนวัตกรรม ม.ขอนแก่น จัดค่ายเปิดโลกทัศน์แห่งการเรียนรู้ ส่งเสริม นศ.เตรียมพร้อมในการเรียนรู้สู่ KKU Smart Learner HACKFEST 2017 เปิดโลกทัศน์การเรียนรู้

       ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า      สำนักนวัตกรรมการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดโครงการค่ายส่งเสริมนักศึกษาเตรียมความพร้อมในการเรียนรู้ เพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จ “KKU Smart Learner HACKFEST 2017 เพื่อให้นักศึกษามีทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีได้เรียนรู้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งให้นักศึกษาใช้เทคโนโลยีในการสืบค้นข้อมูล เป็นประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน สื่อเทคโนโลยีทางการศึกษาเผยแพร่ผลงานต่างๆ และเพื่อตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างมีภูมิคุ้มกันสามารถนำกิจกรรมมาใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนรู้นอกห้องเรียนเพื่อพัฒนาตนเองได้ ทั้งนี้นักศึกษาจะได้พัฒนาทักษะต่างๆ เช่น ทักษะภาวะความเป็นผู้นำ  การบริหารจัดการ  การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการทำงานในอนาคต

       “ปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีโดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศที่เข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้แบบใหม่ที่ผู้เรียนไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับความรู้เท่านั้นต้องเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ การประยุกต์ใช้เทคโนโยยีสารสนเทศจึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี เพื่อให้ชีวิตก้าวทันกับพัฒนาการทางเทคโนโลยี จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาตนเองให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปอย่างรวดเร็วในโลกปัจจุบัน  ค่ายส่งเสริมนักศึษา KKU Smart Learner HACKFEST 2017 จะช่วยพัฒนาและส่งเสริมให้นักศึกษามีทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ สามารถใช้เทคโนโลยีในการสืบค้นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และสื่อเทคโนโลยีทางการศึกษาได้เป็นอย่างดี”

       ดร.เด่นพงษ์ ด้วยว่า  มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีปณิธานมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการที่จะพัฒนาและรักษาไว้ซึ่งมาตรฐานการเรียนการสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการผลิตบัณฑิต โดยมีกรอบทิศทาง ที่มุ่งเน้นการพัฒนาบัณฑิตให้ตรงกับ คุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นความรู้แต่เฉพาะในวิชาแกนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทักษะด้านข้อมูล และการสื่อสาร ทักษะในการคิดและแก้ปัญหา ทักษะสังคมในการทำงานร่วมกับผู้อื่น รวมไปถึงการรู้เท่าทันและสามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องมือที่เป็นเทคโนโลยีสารสนเทศ  เพื่อให้สามารถเกิดการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 ให้กับผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้  การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของนักศึกษาให้สามารถนำไปใช้ปรับตัวในการเป็นนักศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น และสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ซึ่งกระบวนการจัดการเรียนรู้ใหม่ในห้องเรียนจะก้าวข้ามข้อจำกัดแบบเดิมที่เด็กเป็นผู้รับ (Passive Learner) ครูเป็นผู้บรรยายสู่กระบวนทัศน์ใหม่ในการจัดการศึกษาที่เด็กมีส่วนร่วม (Active Learner) และเรียนรู้ด้วยตัวเอง (Self Learner) มีครูเป็นผู้ให้คำปรึกษา โดยเด็กจะได้ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ สร้างสรรค์ผลงานผ่านการจัดการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม เพื่อเปิดโลกทัศน์แห่งการเรียนรู้สู่ศตวรรษที่ 21