นศพ.ศิริราชฆ่าหมามีปัญหาสุขภาพจิต “ย้ำคิดย้ำทำ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295214

นศพ.ศิริราชฆ่าหมามีปัญหาสุขภาพจิต “ย้ำคิดย้ำทำ”

นศพศิริราชฆ่าหมามีปัญหาสุขภาพจิต, ย้ำคิดย้ำทำ

  ศิริราชให้นศพ.ฆ่าหมาพักการเรียนตั้งแต่บัดนี้ ระบุมีปัญหาสุขภาพจิต ตอนอยู่ปี 3 รุนแรงขึ้นในปี 6 จึงให้พักการเรียนเป็นระยะๆ ไม่สามารถประกอบวิชาชีพได้ให้พ้นสภาพ

 

จากกรณีที่มีนักศึกแพทย์ชายคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ถูกกล่าวหามีการวางยาฆ่าสุนัขเพื่อเอาเงินประกัน

ล่าสุด เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 11 กันยายน ที่ตึกอำนวยการ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล  ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล  แถลงผลการประชุมคณะกรรมการประจำคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล วาระพิเศษว่า นักศึกษาแพทย์ท่านนี้มีปัญหาด้านจิตใจ

ซึ่งคณะแพทยศาสตร์ฯได้มีการติดตามการรักษาและดูการเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่องตลอดตั้งแต่นักศึกษาเริ่มมีอาการขณะอยู่ชั้นปีที่ 3 คณะแพทย์ที่ให้การดูแลประเมินแล้วพบว่ามีอาการย้ำคิดย้ำทำ

ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่ไม่รุนแรง และอาการของนักศึกษาไม่ได้อยู่ในระดับที่รุนแรง  ยังสามารถศึกษาต่อไปในระดับชั้นปีที่ 4-5 จนกระทั่งการศึกษาในระดับชั้นปีที่ 6 พบว่ามีอาการเปลี่ยนแปลงที่อาจส่งผลต่อการศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ จึงได้มีการพักการเรียนเป็นระยะๆ เมื่อมีอาการดีขึ้นในระดับที่สามารเรียนต่อได้ก็กลับมาเรียนรวมทั้งหมด 3 ครั้ง รวมถึงปัจจุบันก็อยู่ในช่วงการพักการเรียนตั้งแต่เดือนเมษายน 2560

ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวอีกว่า  เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 11 กันยายน 2560 ได้เชิญพ่อแม่ และนักศึกษามาให้ข้อมูลกับคณะกรรมการฯ เนื่องจากอยากได้ข้อมูลโดยตรงจากนักศึกษาเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาร่วมกับข้อมูลที่ได้รับจากสื่อและสัตวแพทย์โดยตรง

คณะกรรมการฯพิจารณาแล้วมีมติ ดังนี้ 1.นักศึกษาแพทย์ที่ถูกกล่าวหา ปัจจุบันอยู่ในช่วงพักการศึกษา จึงให้พักการศึกษาต่อไปจนกว่าผลการตัดสินการดำเนินการจากส่วนใดส่วนหนึ่งจะแล้วเสร็จ

2.      ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางจริยธรรมกับนักศึกษาดังกล่าว  หากประเมินแล้วมีผลตัดสินว่ามีความผิดทางจริยธรรมจริง ทางคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลจะดำเนินการส่งเรื่องไปยังมหาวิทยาลัยมหิดลเพื่อดำเนินการต่อไป ตามเกณฑ์ความผิดด้านจริยธรรม
3.      คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลจะเฝ้าติดตามการรักษาปัญหาด้านจิตใจอย่างใกล้ชิด หากการเจ็บป่วยทางด้านจิตใจได้รับการประเมินว่า  มีความรุนแรงขัดต่อการศึกษาด้านแพทยศาสตร์  ก็จะเสนอมหาวิทยาลัยมหิดลพิจารณาให้พ้นสภาพนักศึกษา
4.      คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลจะเฝ้าติดตามความคืบหน้าของกระบวนการยุติธรรม หากมีผลทางอาญาเป็นที่สิ้นสุดและมีความผิด ก็จะเสนอมหาวิทยาลัยมหิดลให้พิจารณาให้พ้นสภาพการเป็นนักศึกษา
ทั้งนี้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลจะดำเนินการด้วยความละเอียด รอบคอบ แก่ทุกฝ่าย  โดยยึดหลักคุณธรรม จริยธรรม และหลักกระบวนการยุติธรรม

ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวอีกว่า  นักศึกษาท่านนี้เริ่มมีอาการย้ำคิดย้ำทำเมื่ออยู่ชั้นปีที่ 3  แต่อาการดังกล่าวไม่ได้ขัดต่อวิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่ง แต่ถ้าติดตามอาการแล้วพบว่าจะกระทบต่อการประกอบวิชาชีพแพทย์  ก็จะไม่อนุญาตให้ออกไปเป็นแพทย์อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม นักศึกษาแพทย์จำนวนไม่น้อยที่มีความเครียดเกิดขึ้นมากๆระหว่างเรียน และมีปฏิกิริยากับความเครียดนั้น ก็จะให้พักการเรียนไปก่อน เมื่ออาการดีขึ้นก็กลับมาเรียนใหม่ หรือหากอาการรุนแรงจนกระทบต่อการประกอบวิชาชีพแพทย์ คณะก็จะส่งเรื่องให้มหาวิทยาลัยเพื่อให้พ้นสภาพการเป็นนักศึกษา ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยมีการดำเนินการมาแล้วทั้งสิ้น

คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราช กล่าวอีกด้วยว่า อาการย้ำคิดย้ำทำ ไม่ใช่ความผิดปกติที่รุนแรง เช่น ล็อคประตูแล้วไม่แน่ใจก็กลับไปล็อคใหม่ หรือการล้างมือบ่อยๆ และไม่ใช่โรคจิตเภท

อย่างไรก็ตาม การมีปัญหาสุขภาพจิตจากความเครียดของนักศึกษาแพทย์  มีหลายปัจจัยตั้งแต่พันธุกรรม สภาพแวดล้อม  การเรียนในคณะแพทย์จึงไม่ใช่ปัจจัยเพียงอย่สงเดียว เพราะบางคนสามารถจัดการกับความเครียดได้ก็สำเร็จเป็นแพทย์จำนวนมาก แต่สำหรับบางคนจัดการความเครียดไม่ได้ก็ไม่สามารถสำเร็จเป็นแพทย์ได้  ซึ่งเป็นเหมือนกันในคณะแพทยศาสตร์ ทุกแห่ง

“การออกมาให้ข้อมูลในครั้งนี้ต่อสื่อมวลชนได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองและนักศึกษาแล้ว ซึ่งนักศึกษาได้เข้ามาให้ข้อมูลกับคณะกรรมการฯอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งพบว่ามีข้อมูลบางส่วนและแนวคิดบางอย่างที่ไม่ตรงกับที่สื่อมีการนำเสนอออกไป ส่วนการจะตัดสินว่านักศึกษามีการทำความผิดทางจริยธรรมหรือไม่  ขอเรียนว่าการดำเนินการใดๆในคณะแพทยศาสตร์ฯจะไม่ตัดสินโดยผมคนเดียว แต่จะเป็นรูปแบบของคณะกรรมการ แต่เชื่อว่าคณะกรรมการสอบสวนทางจริยธรรมที่ตั้งขึ้นจะดำเนินการไม่นานแน่นอน แต่ยังกำหนดช่วงเวลาไม่ได้”ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าว

ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า จากที่นักศึกษาเข้ามาให้ข้อมูล เขาคิดว่าตัวเองยังจะสามารถศึกษาต่อได้ แต่การพิจารณาดังกล่าวไม่ใช่อยู่ที่ตัวของนักศึกษา แต่อยู่ที่คณะกรรมการฯจะพิจารณา และจากสิ่งที่นักศึกษาพูดเขามีความรู้สึกเสียใจ ไม่อยากให้คณะแพทยศาสตร์ศิริราชเสียชื่อเสียงและวิชาชีพแพทย์ต้องเสื่อมศรัทธาจากประชาชน  และแจ้งว่าหากทางกฎหมายพิจารณาว่ามีความผิดก็ยินดีที่จะรับผิดตามนั้น

“ก่อนที่คณะกรรมการฯจะพิจารณาตัดสินและมีบทสรุปเป็นอย่างไร จะต้องมมีข้อขัดแย้งในภายหลัง เพราะมิฉะนั้นอาจเสียใจที่ได้ไปตัดสินอนาคตของใครคนหนึ่งไป การดำเนินการทั้ง 3 ส่วนที่เกิดขึ้นพร้อมพันคือ การสอบสวนทางจริยธรรม การเฝ้าติดตามการรักษา และการดำเนินการทางกระบวนการยุติธรรม หากส่วนใดส่วนหนึ่งแล้วเสร็จก่อน คณะก็จะส่งเรื่องให้มหาวิทยาลัยดำเนินการพิจารณาพ้นสภาพนักศึกษา”

ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าว

รศ.นพ.รุ่งนิรันดร์  ประดิษฐสุวรรณ รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ ฝ่ายการศึกษาก่อนปริญญากล่าวว่า  นักศึกษาท่านนี้รหัสเข้าเรียนเมื่อปี 2553 เริ่มมีอาการเมื่ออยู่ชั้นปี 3 แต่ยังสามารถเรียนต่อไปในระดับชั้นปี 4-5 จนปี 6 เมื่อปี 2558 เริ่มเป็นมากจึงมีการพักการเรียนเป็นช่วงๆ

ทั้งนี้ ระบบการศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ในระดับคลินิก คือชั้นปีที่ 4-6 ที่เกี่ยวข้องกับการเจอคนไข้และฝึกปฏิบัติจะมีการประเมินที่เป็นมาตรฐานทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยจะมีอาจารย์และแพทย์ประจำบ้านติดตามประเมินอย่างใกล้ชิดในสิ่งที่นักศึกษาปฏิบัติจึงอยู่ในสายตาอาจารย์แพทย์และแพทย์ประจำบ้านตลอด อีกทั้ง การประเมินผลจะดำเนินการในลักษณะอิงเกณฑ์ คือ นักศึกษาทุกคนจะต้องทำได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด

“นักศึกษาท่านที่ถูกกล่าวหานี้พบว่าไม่ผ่านเกณฑ์ในรายวิชาอายุรศาสตร์  จึงได้มีการติดตามถึงสาเหตุที่นักศึกษาไม่ผ่าน ก็พบว่ามีอาการทางด้านสุขภาพจิต จึงได้มีการติดตามอาการนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง และให้พักการเรียนเป็นระยะๆ เมื่ออาการดีขึ้นก็กลับมาเรียนในรายวิชาที่ไม่ผ่าน  ทั้งนี้ การผลิตแพทย์มีมาตรฐาน ไม่ใช่ช่วยเหลือกันให้ผ่านไปอย่างแน่นอน “รศ.นพ.รุ่งนิรันดร์กล่าว

ก.การอุดมศึกษา เน้นบทบาทอุดมศึกษาพัฒนาคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295181

ก.การอุดมศึกษา เน้นบทบาทอุดมศึกษาพัฒนาคน

กการอุดมศึกษา, หมอจรัส

“หมอจรัส” เผยก.การอุดมศึกษา เน้นพัฒนาอุดมศึกษาสร้างคน ไม่ได้พิจารณาเรื่องกระทรวงวิจัยและนวัตกรรม เน้นสร้างธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัย ไม่ยึดรูปแบบระบบข้าราชการ

     ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การอุดมศึกษา กล่าวว่า กรรมการชุดนี้มีตัวแทนจากหลายภาคส่วน โดยมี ศ.นพ.อุดม คชินทร ประธานคณะทำงานเตรียมการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา เป็นกรรมการด้วย  ซึ่งจากการประชุมคณะอนุกรรมการฯ พิจารณาร่างพ.ร.บ.การอุดมศึกษา หารือเฉพาะร่างพ.ร.บ.การอุดมศึกษาเท่านั้นไม่ได้มีการพิจารณาเรื่องกระทรวงวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งเป็นเรื่องรัฐบาลในการดำเนินการสำหรับบทบาทของอุดมศึกษา จะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือพัฒนาประเทศด้วยการสร้างคนในระดับสูง ที่มีความสามารถสูง สร้างองค์ความรู้รวมไปถึงนวัตกรรมที่มีความจำเป็นต่อประเทศ และใช้ในการพัฒนาเพื่อแข่งขันกับนานาชาติ และที่สำคัญนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ก็จำเป็นที่จะต้องให้อุดมศึกษาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำให้อุดมศึกษาของไทยมีประสิทธิภาพ นั้นคือเหตุผลว่าทำไมจึงต้องมีกระทรวงการอุดมศึกษา

ศ.นพ.จรัส กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับการปรับปรุงร่างพ.ร.บ.การอุดมศึกษา เพื่อที่จะให้ได้เป้าหมายของอุดมศึกษาอย่างครบถ้วน ซึ่งประเด็นที่ต้องมีการปรับปรุงแก้ไข และนำประเด็นที่ได้จากการรับฟังความคิดเห็นที่มาปรับปรุงแก้ไขด้วยเช่น เรื่องอุดมศึกษาที่จะต้องรองรับอุตสาหกรรมและการพัฒนา เป็นต้น พร้อมทั้งยังต้องปรับให้สอดคล้องกับความหลากหลายของมหาวิทยาลัย ที่มีเป้าประสงค์ และการบริหารจัดการจะต้องแตกต่างกันออกไปด้วย

ส่วนเรื่องธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัย ศ.นพ.จรัส กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมได้มีการหารือกันทั้งในเรื่องของธรรมาภิบาลม.รัฐและม.ในกำกับของรัฐ  ซึ่งต้องมีองค์กรกลางทำหน้าที่กำกับดูแลมหาวิทยาลัย แต่อำนาจในการกำกับดูแลจะมีการพิจารณาให้สมดุลกับความเป็นเสรีภาพทางวิชาการและการบริหารจัดการของมหาวิทยาลัยด้วย ไม่ใช่ออกมาในรูปแบบกระทรวงที่โบราณ มีการกำกับควบคุมมากกว่าเดิม แน่นอนว่ากระทรวงการอุดมศึกษา จะไม่ได้ออกมาในรูปแบบที่ติดกับระบบข้าราชการจนเกินไปอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้เสร็จโดยเร็ว ก่อนจะนำเสนอให้รัฐบาลพิจารณาต่อไป

5 อาการฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิ์ทุกที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295179

5 อาการฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิ์ทุกที่

เรืออากาศเอกอัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ), ฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิ์ทุกที่

สพฉ. เปิดเผย 5 อาการฉุกเฉินที่เข้ารับบริการสูงสุด พบ หายใจลำบาก/ติดขัด  ครองแชมป์เข้ารับริการฉุกเฉินตามนโยบายฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิ์ทุกที่

 

เรืออากาศเอกอัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)  กล่าวถึง กรณีมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาด้วยอาการหอบเฉียบพลัน แต่ไม่เข้าข่ายกรณีฉุกเฉินทำให้ผู้ป่วยต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองนั้น  สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ยืนยันว่า นโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่” (Universal Coverage for Emergency Patients: UCEP)  ตระหนักถึงภาวะเจ็บป่วยฉุกเฉิน และได้ดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อให้ผู้ป่วยฉุกเฉินมีโอกาสต่อการรอดชีวิต และลดโอกาสเสี่ยงต่อความพิการทุพพลภาพ  หากผู้ป่วยรายใดเข้าเกณฑ์ฉุกเฉินวิกฤติและเงื่อนไขการบริการสามารถเข้าร่วมตามนโยบายนี้ได้ทันที

5 อาการฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิ์ทุกที่

ซึ่งผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต หมายถึง บุคคลซึ่งได้รับบาดเจ็บ หรือมีอาการป่วยกะทันหัน ซึ่งมีภาวะ คุกคามต่อชีวิต ซึ่งหากไม่ได้รับปฏิบัติการแพทย์ทันที เพื่อแก้ไขระบบการหายใจ ระบบไหลเวียนเลือด หรือระบบประสาทแล้ว ผู้ป่วยจะมีโอกาสเสียชีวิตได้สูง

ได้แก่  1. หมดสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ  2. หายใจเร็ว หอบเหนื่อยรุนแรง หายใจติดขัดมีเสียงดัง  3. เจ็บหน้าอกรุนแรงเฉียบพลัน  4. ซึมลง เหงื่อแตก ตัวเย็นหรือมีอาการชักร่วม  5. แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัดแบบปัจจุบันทันด่วน หรือชักต่อเนื่องไม่หยุด  6. มีอาการอื่นร่วม ที่มีผลต่อการหายใจ การไหลเวียนโลหิต และระบบสมองที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต

เรืออากาศเอกอัจฉริยะ ยังกล่าวถึง  ผลการปฏิบัติงานของศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ  (ศคส.สพฉ.) หรือ UCEP Coordination Center   ตลอด 5 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน  – 31 สิงหาคม ในโรงพยาบาลเอกชน 269 แห่ง ที่เข้าร่วมโครงการ  ว่า  มีสถิติผู้ขอใช้สิทธิทั้งสิ้น 12,710 ราย  เป็นผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ 5,782 ราย  ไม่เข้าเกณฑ์ 6,885 ราย และรอการประเมิน 43 ราย   และในจำนวนนี้ เป็นผู้ป่วยจากสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า  7,668  ราย   จากสิทธิประกันสังคม   2,475  ราย จากสิทธิข้าราชการ 2,080 ราย    และจังหวัดที่เข้ารับบริการมากที่สุด   คือ  กรุงเทพมหานคร  รองลงมา คือ  สมุทรปราการ ชลบุรี พิษณุโลก นนทบุรี และสมุทรสาคร

5 อาการฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิ์ทุกที่

ส่วนอาการผู้ป่วยฉุกเฉินที่เข้ารับบริการมากที่สุดคือ   หายใจลำบาก/ติดขัด 1,848 ราย  รองลงมาคือ ป่วย/อ่อนเพลีย/ไม่จำเพาะ 1,602 ราย ,   แน่นทรวงอก/หัวใจ 1,412  ราย  ,  อัมพาต/กล้ามเนื้ออ่อนแรง/สูญเสียการรับความรู้สึก 1190 ราย และ อุบัติเหตุยานยนต์ 1,079  ราย  อย่างไรก็ตาม ซึ่งหากมีข้อสงสัย สามารถโทรสอบถามได้ที่ ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (ศคส สพฉ) หมายเลข  02-8721669 ตลอด 24 ชั่วโมง และหากต้องการร้องเรียนหรืออุทธรณ์ เรื่องการประเมินและการคัดแยกระดับความฉุกเฉิน หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมในการใช้บริการฉุกเฉิน สามารถแจ้งได้ที่ Email: ucepcenter@niems.go.th  ตลอด 24 ชั่วโมง

สามล้อถีบพิษณุโลก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295146

สามล้อถีบพิษณุโลก.

สามล้อถีบพิษณุโลก

สามล้อถีบพิษณุโลก…ฤาจะกลายเป็นเพียงเอกลักษณ์ในตำนาน?

        แต่ก่อนเมื่อกลับจากกรุงเทพฯ พอลงรถทัวร์เป็นต้องมองหารถสามล้อถีบ นั่งสามล้อชมเมืองแบบเพลินเพลินระหว่างกลับบ้านแบบไม่เร่งรีบ เจอสะพานหรือเนินสูงก็ต้องลงไปช่วยเข็นกลายเป็นความสนุกสนาน เป็นสีสัน และเสน่ห์คู่เมืองพิษณุโลกมาอย่างยาวนาน

       แต่ปัจจุบันสามล้อถีบลดจำนวนลง จนเหลือน้อยมาก สามล้อถีบหายไปไหน และคนถีบสามล้อไปทำอาชีพอะไร จากคำถามดังกล่าว กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวรจึงได้ดำเนินการงานวิจัย “พลวัตของคนประกอบอาชีพสามล้อถีบเมืองพิษณุโลก” ขึ้น

สามล้อถีบพิษณุโลก.

    “เมื่อสังคมเมืองพิษณุโลกก้าวเข้าสู่การพัฒนาและขยายตัวของชุมชนเมืองในช่วงปี พ.. 2500  ส่งผลให้วิถีชีวิตของคนถีบสามล้อเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเมืองพิษณุโลก แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนผ่าน รถสามล้อถีบเมืองพิษณุโลกได้ถูกพัฒนาเป็นสัญลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว แต่วิถีชีวิตของคนถีบสามล้อกลับโรยราและเปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนขาดผู้เชื่อมต่อจากรุ่นสู่รุ่น เหลือเพียงวิถีชีวิตของผู้เฒ่าและกลุ่มคนที่มองว่าเป็นเพียงชายขอบของสังคม” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วศิน ปัญญาวุธตระกูล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวถึงที่มาของงานวิจัย

       นายอภิสิทธิ์ ปานอิน ผู้ลงมือศึกษาวิจัยได้เริ่มสืบค้นตั้งแต่กำเนิดของสามล้อในเมืองไทย พบว่า เริ่มต้นเมื่อปี พ.. 2476  ณ กรุงเทพมหานคร โดยเลื่อน พงษ์โสภณเป็นผู้สร้างขึ้น และค่อย ๆ ได้รับความนิยมจนเกิดเป็นธุรกิจสามล้อถีบที่เฟื่องฟู จนกระทั่งถึงจุดเปลี่ยนในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ประกาศยกเลิกสามล้อในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2503 

สามล้อถีบพิษณุโลก.

       “เมื่อในกรุงเทพฯ ยกเลิก สามล้อจึงกระจายออกสู่ต่างจังหวัด รวมทั้งพิษณุโลก จังหวะเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ จึงมีการบูรณะเมือง สามล้อถีบจึงเป็นสิ่งใหม่ที่คนพิษณุโลกให้ความสนใจได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับการพัฒนาเมือง เกิดโรงแรม ร้านค้า และธุรกิจใหม่มากมาย มีกิจการอู่เช่าสามล้อถีบหลายสิบอู่ กลายเป็นอาชีพ เป็นเส้นทางทำมาหากินที่สำคัญ”

    กระทั่งช่วงปี 2531  เป็นต้นมา สามล้อถีบเริ่มลดความนิยม และน้อยลงเรื่อย ๆ เรื่องนี้นายอภิสิทธิ์ ปานอิน ให้เหตุผลว่า “จากการศึกษาพบว่า เกิดจากนโยบายการพัฒนาประเทศในสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ทั้งในด้านการศึกษา เศรษฐกิจ การคมนาคม อุตสาหกรรม ต่อเนื่องมาถึงยุคของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เรียกได้ว่าเป็นยุคทองของเศรษฐกิจเลยก็ว่าได้ สำหรับจังหวัดพิษณุโลกเองเริ่มมีรถจักรยานยนต์มากขึ้นเรื่อย ๆ มีรถเมล์บ้านเรา รถตุ๊กตุ๊ก และวินมอเตอร์ไซต์” นี่ยังไม่นับรวมรถแท็กซี่ที่เกิดขึ้นในภายหลัง

สามล้อถีบพิษณุโลก.

       สามล้อถีบจำนวนหลายพันคัน เหลือเพียงหลักร้อย และมีทีท่าว่าจะลดลงเรื่อย ๆ ทั้งนี้สามล้อถีบที่ยังหลงเหลือในปัจจุบันแบ่งออกได้เป็น 2  กลุ่มใหญ่ ๆ คือ สามล้อดั้งเดิมและสามล้อเพื่อการท่องเที่ยว

          “สามล้อดั้งเดิมแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่ม คือ กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่มีอายุ 50-60 ปี รับจ้างปั่นแบบไม่เร่งรีบ เนื่องจากมีลูกหลานเลี้ยงดูอยู่แล้ว กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มดั้งเดิมที่ปรับตัวเข้ากับสังคมเมือง คือ ปั่นสามล้อแบบหารายได้จากทั้งรับบริการทั่วไปกับให้บริการนักท่องเที่ยว มีรายได้พอเลี้ยงตัวเองได้ ส่วนกลุ่มที่ 3  คือกลุ่มสามล้อเพื่อการเอาชีวิตรอด ส่วนใหญ่เป็นคนยากจน ปั่นสามล้อเพื่อเลี้ยงชีพ”

         “สามล้ออีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภายหลังคือ สามล้อเพื่อการท่องเที่ยว ได้กลายเป็นเอกลักษณ์ เป็นสีสันและวัฒนธรรมของเมืองพิษณุโลก นับตั้งแต่ยุคของนายไพฑูรย์ สุนทรวิภาคเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก มีนโยบายสนับสนุน ส่งเสริมอาชีพสามล้อถีบ โดยต้องการให้เป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวยามค่ำคืน เราจึงมักเห็นนักท่องเที่ยวซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติสนุกสนานกับการนั่งสามล้อทัวร์ชมเมืองพิษณุโลกชมแสง สี เป็นส่วนใหญ่”

สามล้อถีบพิษณุโลก.

      จากผลการวิจัย นายอภิสิทธิ์ ปานอิน ตั้งข้อสันนิษฐานว่า กาลข้างหน้ากลุ่มสามล้อดั้งเดิมคงจะหายไป เนื่องจากคนปั่นอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนสามล้อทัวร์เพื่อการท่องเที่ยวก็จะลดความนิยมลง จนกระทั่งหายไปในที่สุด

        “คนมองว่าเอกลักษณ์ของเมืองพิษณุโลกคือตัวรถสามล้อ แต่ไม่เคยมองที่คนปั่น ดังนั้น ทัวร์สามล้อจึงมีรถสามล้อเป็นเอกลักษณ์ คนปั่นสามล้อไม่ได้เป็นเอกลักษณ์ สิ่งที่ยังคงอยู่คือรถสามล้อ ในขณะที่คนปั่นเริ่มหายไป คนนั่งสามล้อก็ลดลง จึงอาจกล่าวได้ว่า การเปลี่ยนแปลงเกิดจากคนมากกว่า ช่วงเวลานี้เป็นช่วงก้ำกึ่งอาจยังมองไม่เห็น นึกภาพไม่ออก แต่เชื่อว่าอีก10-20 ปีข้างหน้า สามล้อทัวร์จะไม่มีแล้ว”

     อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานวิจัยเรื่อง พลวัตของคนประกอบอาชีพสามล้อถีบเมืองพิษณุโลก อาจไม่ใช่บทสรุปของอาชีพสามล้อถีบของจังหวัดพิษณุโลก ในอนาคตสามล้อถีบอาจกลายเป็นจดหมายเหตุ ความทรงจำของชาวพิษณุโลก หรือไม่แน่ว่าอาจได้รับการพลิกฟื้นให้กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งก็เป็นได้

“สุราษฎร์โมเดล” สอนน้องรู้วิธีกู้ชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295020

“สุราษฎร์โมเดล” สอนน้องรู้วิธีกู้ชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉิน

ช่วยชีวิตฉุกเฉิน, สุราษฎร์ธานีโมเดล, สพฉ, สุราษฎร์โมเดล

“เยาวชนต้นกล้าสุราษฏร์ธานีโมเดล” เรียนรู้ช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉิน เพิ่มอัตรารอดชีวิตและหยุดวิกฤตการเสียชีวิตของผู้ป่วย ณ จุดเกิดเหตุ

      ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินในยุคปัจจุบัน นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจาก เป็นการช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยให้รอดพ้นจากภาวะวิกฤตได้ โดยเฉพาะการเริ่มช่วยในการปฐมพยาบาลเบื้องต้นตั้งแต่ที่เราพบผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วยฉุกเฉินก็จะมีเพิ่มมากยิ่งขึ้น จึงต้องส่งต่อความรู้ดังกล่าวนี้ โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน ต้องปลูกฝังตั้งแต่อายุยังน้อยเพื่อให้เขากลายเป็นต้นกล้าที่สามารถสานต่องานช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินตามวิธีการและขั้นตอนที่ถูกต้องได้

จึงเกิดการรวมตัวกันของหน่วยกู้ชีพภาคเอกชน ภายในจังหวัดสุราษฏร์ธานี รวมทั้งแรงสนับสนุนที่สำคัญจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือ สพฉ. จัดโครงการเพื่อฝึกอบรมและถ่ายทอดความรู้ขั้นพื้นฐานในการช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉินอย่างถูกขั้นตอน และการใช้งานสายด่วน 1669 ให้เกิดประสิทธิภาพ

"สุราษฎร์โมเดล" สอนน้องรู้วิธีกู้ชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉิน

ร.อ.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา

ร.อ.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา หรือ “หมออัจ” เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ยืนยัน สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ พร้อมให้การสนับสนุนท้องถิ่นอย่างเต็มที่ ถ้ายิ่งเป็นพื้นที่ห่างไกล หากมีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ จะสามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยได้

หมออัจ บอกด้วยว่า พื้นที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี นับว่ามีความเข้มแข็งด้านการให้บริการ การแพทย์ฉุกเฉิน เนื่องจากมีระบบเครือข่าย ที่สอดประสานทั้งภาครัฐและเอกชนได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การถ่ายทอดองค์ความรู้ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินขั้นพื้นฐานให้กับเยาวชน เกิดเป็นเครือข่ายที่ยั่งยืนเกี่ยวกับการแพทย์ฉุกเฉินในท้องถิ่นต่อไป

ฟังหน่วยงานผู้ให้การสนับสนุนหลักกันไปแล้ว มาฟังท้องถิ่นกันบ้าง ว่าเค้ามีแนวทางในการดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินขั้นพื้นฐาน ให้กับกลุ่มเยาวชนอย่างไร แต่ขอบอกว่าไม่ธรรมดา เพราะมีการนำรถบัส ที่เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์เกี่ยวกับการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินขั้นพื้นฐาน ขับตระเวนไปยังสถานศึกษาต่างๆ ภายในจังหวัดสุราษฏร์ธานี เพื่อทำการสาธิตและถ่ายทอดองค์ความรู้ โดยทำมาแล้วร่วม 1 ปี

"สุราษฎร์โมเดล" สอนน้องรู้วิธีกู้ชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉิน

นิติศักดิ์ บุญมานนท์

นิติศักดิ์ บุญมานนท์ หรือ  “พี่อ้น” หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการมูลนิธิกุศลศรัทธา สุราษฏร์ธานีและหนึ่งในคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินเล่าให้ฟังว่า โครงการนี้เริ่มจากการที่พวกเราออกไปปฏิบัติการช่วยเหลือเกี่ยวกับภัยพิบัติน้ำท่วม ทั้งในส่วนของจังหวัดสุราษฏร์ธานี กรุงเทพมหานคร รวมถึงเหตุการณ์ สึนามิในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ที่ผ่านมา   ซึ่งการช่วยเหลือดังกล่าว เราเล็งเห็นถึงปัญหาว่า ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ยังไม่รู้จัก ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินขั้นพื้นฐาน หรือรู้ก็รู้แบบผิดวิธี ยกตัวอย่างการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน ที่ต้องทำอย่างไรไม่ให้ผู้ป่วยบาดเจ็บก่อนถึงโรงพยาบาล การปฐมพยาบาลเบื้องต้น หากเกิดบาดแผลขึ้น รวมถึงการช่วยเหลือคนจมน้ำอย่างถูกวิธี

“เพื่อให้การทำงานของทีมกู้ภัยทำงานได้ง่ายขึ้น จึงเกิดแนวคิดว่าทำอย่างไรให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วม สุดท้ายความคิดนี้จึงตกผลึก และมุ่งตรงไปยังการให้ความรู้ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินขั้นพื้นฐานให้กับกลุ่มเด็กและเยาวชนเป็นสำคัญ เนื่องจากมีความสะดวก มีความเป็นกลุ่มก้อนเพราะอยู่ในสถานศึกษา และที่สำคัญเมื่อเด็กได้เรียนรู้องค์ความรู้นี้แล้ว ยังสามารถถ่ายทอดไปยังผู้ปกครองรวมไปถึงผู้ใกล้ชิดได้ด้วย”

"สุราษฎร์โมเดล" สอนน้องรู้วิธีกู้ชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉิน      พี่อ้น บอกอีกว่า เมื่อเรามีจุดมุ่งหมายการให้ความรู้คือกลุ่มเยาวชนแล้ว เราจึงคิดหายานพาหนะเคลื่อนที่ ที่สามารถขนย้ายอุปกรณ์กู้ชีพฉุกเฉินเพื่อไปสาธิตให้กับสถานศึกษาภายในจังหวัด ซึ่งโชคดีมีผู้บริจาครถบัสมา 1 คัน สมามารถเคลื่อนย้ายอุปกรณ์กู้ชีพฉุกเฉินเพื่อทำการสาธิตแบบครบครัน พร้อมกับมีทีมงานประจำรถไปด้วยประมาณ 4-5 คน รวมเจ้าหน้าที่ ที่ทำการหมุนเวียนกันให้ความรู้ประมาณ 57 คน แล้วแต่ใครสะดวกหรือมีเวลาว่าง ทั้งนี้เราไม่ได้จำกัดเฉพาะสถานศึกษาเท่านั้น หากมีหน่วยงานไหนประสานมา เราก็พร้อมที่จะออกพื้นที่เพื่อนำความรู้ไปเผยแพร่ให้

สำหรับองค์ความรู้ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินขั้นพื้นฐานที่เรานำไปเผยแพร่นั้น มีอยู่ 3 ข้อหลัก ประกอบด้วย 1.ระบบสื่อสาร ยกตัวอย่าง การโทรสายด่วน 1669 เมื่อนักเรียนเห็นเหตุการณ์การเกิดอุบัติเหตุขึ้น ก็สามารถโทรไปที่สายด่วนนี้ได้ โดยเน้นย้ำว่า ห้ามโทรเล่นหรือก่อกวน รวมถึงให้รู้ถึงกระบวนการสื่อสารของหน่วยกู้ชีพว่าเขามีขั้นตอนอย่างไร มีอุปกรณ์ชนิดไหน ซึ่งเรามีวิทยุสื่อสารมาให้เด็กดู ว่ามีการติดต่อสื่อสารทั้งระยะใกล้และไกล ที่คลอบคลุมทุกเครือข่าย โดยที่ทางกรุงเทพมหานคร สามารถที่จะมอนิเตอร์เหตุการณ์จากตรงนี้ได้ด้วย โดยเฉพาะการเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมที่ผ่านมา

"สุราษฎร์โมเดล" สอนน้องรู้วิธีกู้ชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉิน

2.ระบบการปฐมพยาบาล โดยเราทำการถ่ายทอดความรู้การปฐมพยาบาลเบื้องต้น เช่นการผายปอดที่ถูกวิธีควรทำอย่างไร การปั้มหัวใจแบบถูกวิธีเป็นอย่างไร การช่วยเหลือคนจมน้ำอย่างถูกวิธีเป็นอย่างไร การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุอย่างถูกวิธีควรทำอย่างไร เป็นต้น และข้อ 3.เรื่องอุปกรณ์ช่วยเหลือกู้ภัย ซึ่งในส่วนของเราได้นำอุปกรณ์ที่มีมาให้ความรู้ เช่น เครื่องปั้มหัวใจ เตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วย รวมถึงชุดนักดับเพลิง ซึ่งในส่วนของชุดดับเพลิงนี้ เราทำการแต่งให้ดูเลย เพราะเมื่อเด็กเห็น เขาจะได้รู้สึกเคยชิน รวมถึงอุปกรณ์การเซฟตี้ต่างๆ

พี่อ้น บอกด้วยว่า หลังดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้มาแล้วร่วม 1ปี ปรากฏว่าผลตอบรับดีมาก มีสถานศึกษา รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ภายในจังหวัดให้ความสนใจ จนบางครั้งต้องต่อคิวกันเลยทีเดียว มั่นใจว่า นับจากนี้ ระบบการแพทย์ฉุกเฉินภายในจังหวัดจะมีความเข้มแข็งขึ้น และยั่งยืนต่อไปในอนาคตอย่างแน่นอน

"สุราษฎร์โมเดล" สอนน้องรู้วิธีกู้ชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉิน

“น้องโอม” หรือ ณัฐชนน น้ำตาลพอด

หลังจากฟังการดำเนินการของการให้ความรู้ของเจ้าหน้าที่กู้ภัยในพื้นที่แล้ว มาฟังเสียงสะท้อนจากกลุ่มเยาวชนที่ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้กันบ้างว่าเขามีความคิดเห็นในเรื่องนี้อย่างไร เริ่มที่“น้องโอม” หรือ ณัฐชนน น้ำตาลพอด อายุ 14 ปี นักเรียนชั้นม.3 โรงเรียนเมืองสุราษฏร์ธานี บอกว่า หลังจากพี่ๆกู้ภัยมาให้ความรู้ จึงเกิดแนวคิดที่จะทำงานช่วยเหลือสังคม โดยเป็นนักกู้ภัยน้อย ประกอบกับพ่อและแม่เคยประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ จนต้องล้มหมอนนอนเสื่อ ซึ่งเมื่อมาเป็นกู้ภัยน้อยแล้ว อย่างน้อยก็สามารถช่วยเหลือชีวิตคนได้ โดยเฉพาะคนใกล้ตัว

น้องโอม บอกด้วยว่า หลังจากฝึกการกู้ภัยขั้นพื้นที่จากพี่ๆเป็นเวลา 2 เดือนแล้ว ก็เริ่มออกพื้นที่จริง โดยใช้เวลาว่างอาทิตย์ละ 1 วัน ซึ่งงานส่วนใหญ่เป็นการทำแผลให้ผู้ป่วย รวมทั้งช่วยหยิบอุปกรณ์ต่างๆ โดยพวกพี่ๆกู้ภัยบอกว่า ช่วงนี้เริ่มจากขั้นพื้นฐานไปก่อนเมื่อโตกว่านี้ จะให้มาช่วยการกู้ชีพในระดับสูงต่อไป

“การที่ได้มาช่วยเหลือพี่กู้ภัยในระยะเวลาเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา ผมรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมาก เพราะถือเป็นการช่วยเหลือสังคม โดยเฉพาะการช่วยเหลือชีวิตคน ซึ่งผลตอบแทนเพียงคำขอบคุณ ก็ทำให้ผมมีกำลังใจในการทำงานเป็นอย่างมาก”น้องโอมกล่าวพร้อมแนะว่า การทำงานประเภทนี้ สิ่งแรกต้องมีใจสาธารณะในการช่วยเหลือสังคม และที่สำคัญต้องไม่กลัวเลือด เพราะหากมีความกลัว การทำงานกู้ภัยก็จะยากขึ้น

"สุราษฎร์โมเดล" สอนน้องรู้วิธีกู้ชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉิน

“น้องแก้ม”โสรญา เพชรด้วง

ขณะที่“น้องแก้ม”โสรญา เพชรด้วง นักศึกษาชั้นปีที่ 5 คณะคุรุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฏร์ธานี ในฐานะประธานชมรมกู้ภัยน้อย บอกว่า หลังจากพี่กู้ภัยมาให้ความรู้เรื่องการกู้ชีพฉุกเฉินขั้นพื้นฐาน ทางมหาลัยเห็นว่าเป็นโครงการที่ดี จึงทำการจัดตั้งชมรมกู้ภัยน้อยขึ้น โดยหน้าที่หลักของชมรม คือการเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐาน แก่เพื่อนนักศึกษา เช่น เมื่อถูกงูกัดการปฐมพยาบาลเบื้องต้นควรทำอย่างไร การใช้ปากดูดพิษ รวมถึงการขันชะเนาะ แบบผิดวิธี อาจทำให้ผู้ช่วยเหลือและผู้ป่วยเกิดอันตรายได้ รวมไปถึง การช่วยเหลือผู้ป่วยที่จมน้ำที่ถูกวิธีควรทำอย่างไร การปั้มหัวใจ ผายปอดที่ถูกต้องควรทำอย่างไร เป็นต้น

“จากการให้ความรู้เรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแก่เพื่อนนักศึกษา ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 เดือนที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มจัดตั้งโครงการ เพื่อนนักศึกษาหลายคน ยังไม่รู้ว่าการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ถูกวิธีนั้นเป็นอย่างไร บางคนมองเป็นเรื่องแปลกใหม่ด้วยซ้ำ แต่เมื่อเราเน้นย้ำว่าการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรรู้ในชีวิตประจำวัน เพื่อนหลายคนเริ่มเข้าใจ ยกตัวอย่างเช่น ระหว่างขับขี่รถจักรยานยนต์ อาจเกิดอุบัติเหตุเมื่อไหร่ก็ได้ หรือหากพบเห็นก็สามารถทำการช่วยเหลือในเบื้องต้นได้ หรือต้องอยู่ในเหตุการณ์ที่มีคนจมน้ำ เราก็สามารถช่วยเหลือแบบถูกวิธีในเบื้องต้นได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน และอาจเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวของเพื่อนนักศึกษาเองก็ได้”

"สุราษฎร์โมเดล" สอนน้องรู้วิธีกู้ชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉิน       น้องแก้ม ทิ้งท้ายว่า หากมีการขยายองค์ความรู้นี้ ไปยังสถานศึกษาต่างๆ แบบคลอบคลุมทั่วทั้งจังหวัด ขึ้นตอนต่อไปคือ การสร้างเครือข่ายที่ต้องมีการประสานงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืนเกี่ยวกับ ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินขั้นพื้นฐาน ต่อไป ซึ่งไม่แน่ว่า อาจมีกู้ภัยหน้าใหม่เพิ่มมากขึ้นในจังหวัดก็เป็นได้

“เยาวชนต้นกล้าสุราษฏร์ธานีโมเดล” จึงนับเป็นพื้นที่ต้นแบบ ในการส่งต่อความรู้ เรื่องการแพทย์ฉุกเฉินขึ้นพื้นฐาน ที่ควรเอาแบบอย่าง โดยคำนึงถึงกลุ่มเยาวชนเป็นสำคัญ ที่สามารถส่งต่อความรู้นี้ไปยังผู้ปกครอง รวมไปถึงผู้ใกล้ชิด เกิดเป็นความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินขั้นพื้นฐานในอนาคต

เด็กสถาปัตย์ มข.ชนะเลิศ “สุขซูมื่อ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295001

เด็กสถาปัตย์ มข.ชนะเลิศ “สุขซูมื่อ”

ขอนแก่น, ออกแบบสร้างสรรค์, สุขซูมื่อ, ภูมิริน

นักศึกษาสถาปัตย์ ม.ขอนแก่น คว้า 7 จาก 8 รางวัลโครงการ สุขซูมื่อ คือ ขอนแก่นเมืองสร้างสรรค์ “ภูมิริน” คว้าชนะเลิศ ผสมผสานวัฒนธรรมอีสานแรงบันดาลใจจากแคน ผ้าขาวม้า

      นักศึกษา สาขาวิชาการออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาวิทยสลัยขอนแก่น คว้ารางวัล ชนะเลิศ รองชนะเลิศ และรางวัลชมเชยจำนวน 7 รางวัล จากทั้งหมด 8 รางวัล จากการประกวดกิจกรรมในการขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนา  เมืองขอนแก่น ด้านจราจรสร้างสรรค์ จากนายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น ในโครงการสุขซูมื่อ คือขอนแก่นเมืองสร้างสรรค์ (Khon Kaen Smart City) โครงการดังกล่าวเป็นอีกส่วนหนึ่งของกิจกรรมในการขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาเมืองขอนแก่น ด้านจราจรสร้างสรรค์  ในงาน Smart Day  Smart  City จัดขึ้นเมื่อวันที่  26  สิงหาคม  2560  ณ  บริเวณลานหน้าอาคารธนาคารแห่งประเทศไทย สาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เด็กสถาปัตย์ มข.ชนะเลิศ "สุขซูมื่อ"

ผู้รับรางวัลในครั้งนี้ประกอบด้วย    รางวัลชนะเลิศ นายภูมิริน   บุญเพชร รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่  นายจิระภัทร  อุทยานานนท์  รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่  น.ส.จุฑาทิตย์  มณีวันสุข    รางวัลชมเชย อีก 4 รางวัล  ได้แก่ น.ส.กฤษณวรรษ  ลาวงศ์ น.ส.พชรภรณ์  น้อยนิมิตร  น.ส.ชนากานต์   วรรณมาศ และ นายฮาซันกัณติชล

เด็กสถาปัตย์ มข.ชนะเลิศ "สุขซูมื่อ"

นายภูมิริน บุญเพชร เจ้าของรางวัลชนะเลิศ ได้เล่าถึงการประกวดครั้งนี้ว่า จุดเด่นของงานที่ออกแบบคือจังหวัดขอนแก่นอยู่ในภาคอีสานจึงนำการผสมผสานความเป็นวัฒนธรรมของภาคอีสานกับการใช้งานของคนในพื้นที่ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากแคนซึ่งเป็นเครื่องดนตรีของภาคอีสานที่มีเอกลักษณ์ และลวดลายสีสันของผ้าขาวม้าของภาคอีสานที่เป็นเครื่องแต่งกายที่ใช้ในชีวิตประจำวันของคนภาคอีสาน  นำมาประยุกต์ใช้กับพื้นที่ของโครงการ  ให้มีความเป็นเอกลักษณ์ทาง วัฒนธรรมและสามารถใช้งานและเข้าถึงได้กับคนในปัจจุบัน

เด็กสถาปัตย์ มข.ชนะเลิศ "สุขซูมื่อ"

“จากการออกแบบโครงการ ในครั้งนี้จะคำนึงถึงการใช้งานของคนในพื้นที่ให้สามารถตอบสนองส่งเสริมการใช้ชีวิตประจำวันของคนในพื้นที่ให้ดีขึ้นและยังคงความเป็นเอกลักษณ์วัฒนธรรมของภาคอีสานให้เป็นจุดเด่นและเป็นที่ภาคภูมิใจของคนในจังหวัดขอนแก่นและสร้างความสนใจให้ผู้อื่นที่มาท่องเที่ยวในจังหวัดขอนแก่น ต้องขอขอบคุณอาจารย์ ดร.ขาม จาตุรงคกุล ที่ได้แนะนำโครงการออกแบบ Cretive street  ครั้งนี้ และเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำแนวความคิดและข้อมูลในการออกแบบ  ช่วยสนับสนุนและตรวจแบบพัฒนาแบบปรับปรุงการทำงาน การทำความเข้าใจในการออกแบบ จนทำให้สามารถสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจในงานออกแบบของเรา”นายภูมิริน กล่าว

“คณบดีแพทย์ศิริราช”นัดคุยปมฆ่าหมาเอาเงินประกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295012

“คณบดีแพทย์ศิริราช”นัดคุยปมฆ่าหมาเอาเงินประกัน

ฆ่าหมาเอาเงินประกัน, แพทย์ศิริราช, คณบดีแพทย์ศิริราช

คณบดีคณะแพทย์ศิริราช เผยเชิญ นักศึกษาแพทย์-ผู้ปกครอง ให้ข้อมูลกรณีอ้างฆ่าหมาเอาเงินประกัน 11 ก.ย.นี้ คาด 1-2 วันสรุป ย้ำต้องฟังทุกฝ่าย ลั่นไม่ปกป้องคนผิด

      ตามที่มีการโพสต์ข้อความผ่านโซเชียล กรณีนักศึกษาแพทย์รายหนึ่งจ้างบริษัทรถขนส่งสัตว์เลี้ยง เพื่อมาส่งสุนัขพันธุ์ปอมมาที่โรงพยาบาลสัตว์เซ็นเตอร์เพ็ท ตั้งอยู่บริเวณริมถนนสาย 304 ต.โพธิ์กลาง อ.เมือง จ.นครราชสีมา แต่ปรากฏว่าสุนัขได้ตายก่อนที่จะถึงมือหมอ จึงทำให้หนุ่มนักศึกษาแพทย์พยายามเรียกร้องเอาเงินค่าประกันกับบริษัทรถขนส่งสัตว์เลี้ยงนั้น ซึ่งต่อมาทางโรงพยาบาลสัตว์ทำการผ่าพิสูจน์ซากสุนัข พบว่าในกระเพาะสุนัขมียาอยู่เป็นจำนวนมาก โดยมีการสันนิษฐานว่าสุนัขอาจจะถูกเจ้าของวางยาเพื่อเรียกค่าเงินประกันนั้น

เมื่อวันที่ 11 ก.ย.60 ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหดิล กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับทราบข้อมูลจากทางสัตวแพทย์ และที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ต้องรับฟังข้อมูลจากทางนักศึกษาด้วย โดยในวันจันทร์ที่ 11 ก.ย.นี้ ได้เชิญผู้ปกครองและนักศึกษา มาสอบถามข้อเท็จจริงว่าเป็นเช่นไร ซึ่งทุกอย่างมีกระบวนการในดำเนินการ แต่ใช้เวลาไม่นาน 1-2 วันก็สรุปผลและจะแถลงข้อเท็จจริงให้สื่อมวลชนได้ทราบ

“ตอนนี้สังคมตั้งคำถามในเรื่องนี้อย่างมาก ซึ่งผมเข้าใจแต่ผมจะไม่ตอบคำถามแบบคิดเอง ต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนถูกต้อง ตอนนี้ได้ข้อมูลจากส่วนอื่นๆมาแล้ว ก็ต้องขอคุยกับเด็กด้วย เมื่อได้ข้อมูลทุกอย่างครบถ้วนก็จะแจ้งให้ทราบ ยืนยันว่าไม่ปกป้องคนผิดแน่นอน”ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นักศึกษาแพทย์ฆ่าน้องหมาหวังเงินประกัน !?

แฉอีก!!วางยาสุนัขเรียกเงินประกันรพ.สัตว์

ปชช. 50.6% สับสนเส้นทางรถเมล์ใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294997

ปชช. 50.6% สับสนเส้นทางรถเมล์ใหม่

บ้านสมเด็จโพลล์, ปฏิรูปเส้นทางรถเมล์

บ้านสมเด็จโพลล์ สำรวจความเห็นประชาชนในกรุงเทพฯ การปฏิรูปเส้นทางรถเมล์ 1,228 กลุ่มตัวอย่าง พบ 50.6% สับสนใช้เส้นทางใหม่ 22.6% อยากให้ปรับมารยาทคนขับ-กระเป๋า

       ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้ดำเนินโครงการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปเส้นทางรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่ อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,228 กลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลในวันที่ 29 – 31 สิงหาคม 2560 ซึ่งกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจครั้งนี้ใช้เกณฑ์ตารางสำเร็จรูปของ Taro Yamane กำหนดว่า ประชากรเกิน 100,000 คนต้องการความเชื่อมั่น 95% และความผิดพลาดไม่เกิน 3% ต้องใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,111 กลุ่มตัวอย่าง

ผศ.สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ กล่าวว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อการปฏิรูปเส้นทางรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) เนื่องจากการปฏิรูปเส้นทางรถเมล์ใหม่ 269 สายโดยกระทรวงคมนาคม มีการแบ่งโซนดังต่อไปนี้ โซนสีเขียว หรือ G (ย่านรังสิต บางเขน มีนบุรี) โซนสีเหลือง หรือ Y (ย่านพระประแดง บางแค ศาสายา) โซนสีแดง หรือ R (ย่านปากน้ำ คลองเตย สาธุประดิษฐ์) และโซนสีฟ้า หรือ B (ย่านนนทบุรี ปากเกร็ด หมอชิต2 ดินแดง สวนสยาม) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ทดลองปฏิรูปเส้นทางเดินรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และวันที่ 15 สิงหาคม 2560 มีการเดินรถทดสอบของ ขสมก.เส้นทางปฏิรูป 8 เส้นทาง ซึ่งผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อการปฏิรูปเส้นทางรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) มีข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ทราบว่าเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2560 เป็นวันแรกของการทดลองเดินรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) สายใหม่ 8 เส้นทาง ร้อยละ 54.4. รองลงคือ ไม่ทราบ ร้อยละ 28.8 และไม่แน่ใจ ร้อยละ 16.8 และทราบว่ามีการแบ่งสีตามโซนที่รถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) วิ่งเป็น 4 สี 4 โซน สีเขียว สีแดง สีฟ้า สีเหลือง ร้อยละ 53.6 รองลงคือ ไม่ทราบ ร้อยละ 27.5 และไม่แน่ใจ ร้อยละ 18.9

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดว่า คิดว่าการปฏิรูปเส้นทางรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) จะทำให้เกิดการสับสนของผู้ใช้งานรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) ร้อยละ 50.6 รองลงคือ ไม่แน่ใจ ร้อยละ 25.7 และไม่ใช่ ร้อยละ 23.8 และคิดว่าการนำตัวอักษรภาษาอังกฤษ G R B Y เพิ่มขึ้นมาในส่วนของสายรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) จะทำให้เกิดการสับสนของผู้ใช้งานรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) ทราบว่ามีการแบ่งสีตามโซนที่รถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) วิ่งเป็น 4 สี 4 โซน สีเขียว สีแดง สีฟ้า สีเหลือง ร้อยละ 52.2 รองลงคือ ไม่แน่ใจ ร้อยละ 24.3 และไม่ใช่ ร้อยละ 23.5

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยากให้มีการปฏิรูปรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) ในประเด็นมารยาทของคนขับและพนักงานเก็บค่าโดยสารรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) เป็นอันดับแรก ร้อยละ 22.6 อันดับที่สองคือ รถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) มีเครื่องปรับอากาศ (ติดแอร์) ร้อยละ 19.7 อันดับที่สามคือ รถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) มีตารางบอกเวลาในการเดินรถ ร้อยละ 15.5 อันดับที่สี่คือ รถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) มีเสียงประกาศและป้ายไฟแสดงชื่อป้ายรถที่กำลังจะถึง ร้อยละ 14.3 อันดับที่ห้าคือ ความปลอดภัยในการใช้บริการรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) ร้อยละ 9.5

และคิดว่าการปฏิรูปเส้นทางรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) จะทำให้รถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) ดีมากกว่าในอดีต ร้อยละ 52.7 รองลงคือ ไม่แน่ใจ ร้อยละ 26.5 และไม่ใช่ ร้อยละ 20.8

อาชีวะขุนหาญนำทีมโชว์ของดีเรียนอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294989

อาชีวะขุนหาญนำทีมโชว์ของดีเรียนอาชีพ

อาชีวะขุนหาญ, ศรีสะเกษ, นวัตกรรม, ทวิภาคี

อาชีวะรัฐ-เอกชน จ.ศรีสะเกษ จับมือศธภ.13 จัดแสดงนิทรรศการ กิจกรรมวิชาการ ขยายผลจัดการเรียนการสอนอาชีวะ ดึงเด็กมัธยม สพฐ.-อปท.ร่วมกิจกรรม

      สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานศึกษาธิการภาค 13 ในเขตพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ จัดกิจกรรมทางวิชาการ การจัดแสดงนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ และการจัดนิทรรศการ เพื่อเป็นการขยายโอกาส  การจัดการศึกษาอาชีวศึกษาด้านวิชาชีพ โดย ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า การขยายและยกระดับคุณภาพอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี เป็นการส่งเสริมการขับเคลื่อน ในรูปแบบสานพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นการยกระดับทักษะวิชาชีพอาชีวศึกษา และเพื่อผลิต พัฒนากำลังคนด้านอาชีวศึกษา ระดับฝีมือ ระดับเทคนิค และระดับเทคโนโลยี รองรับความต้องการของสถานประกอบการ และตลาดแรงงาน

อาชีวะขุนหาญนำทีมโชว์ของดีเรียนอาชีพ

ทั้งนี้ ได้มอบให้นายคณิน สาระบูรณ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพขุนหาญ เป็นแกนนำ มีสถานศึกษาในสังกัด สอศ.ร่วมด้วย วิทยาลัยเทคนิคกันทรลักษ์ วิทยาลัยการอาชีพขุขันธ์ วิทยาลัยเทคโนโลยีศรีสะเกษบริหารธุรกิจ วิทยาลัยเทคโนโลยีบริหารรักไทยขุขันธ์ วิทยาลัยเทคโนโลยีไพรบึง และวิทยาลัยการอาชีพขุนหาญ นอกจากนี้ มีโรงเรียนที่เปิดสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่เป็นโรงเรียนขยายโอกาส โรงเรียนในสังกัดสำนังานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ศรีสะเกษ

อาชีวะขุนหาญนำทีมโชว์ของดีเรียนอาชีพ

การจัดกิจกรรมในงานเป็นการแสดงผลงานทางวิชาการ การแสดงนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ ผลงานของนักเรียน นักศึกษา การสอนร้อยแปดอาชีพ โดยวิทยาลัยการอาชีพขุนหาญ ในแผนกวิชาต่างๆ ได้แก่ ช่างยนต์ ช่างกลโรงงาน ช่างอิเล็กทรอนิกส์ ช่างไฟฟ้ากำลัง แผนกคอมพิวเตอร์ แผนกวิชาการบัญชี แผนกวิชาสามัญสัมพันธ์ แผนกเทคนิคพื้นฐาน ซึ่งจะสาธิตการปฏิบัติงานจริง ให้กับผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย ให้เข้าเยี่ยมชมตามแผนกต่างๆ

อาชีวะขุนหาญนำทีมโชว์ของดีเรียนอาชีพ

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า ส่วนกิจกรรมบนเวที การแสดงดนตรีของนักเรียน นักศึกษา การเสวนา บอกเล่าประสบการณ์ของศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จในชีวิต จากการเรียนอาชีวศึกษาในสาขาต่างๆ อาทิ การประกอบธุรกิจส่วนตัว และปฏิบัติงานในสถานประกอบการ ตลอดจนการเสวนาในหัวข้อ การศึกษาอาชีวศึกษา เพื่อการประกอบอาชีพ โดยมีประเด็นที่สำคัญคือ เมื่อเรียนจบมัธยมศึกษาตอนต้น หรือมัธยมศึกษาตอนปลาย ควรเลือกเรียนต่ออย่างไร จะไม่เป็นผู้ว่างงาน เรียนอย่างไรให้จบตามหลักสูตรที่กำหนด และการเรียนในระบบทวิภาคี ดีอย่างไร นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมตอบปัญหาทางวิชาการ การทดสอบความรู้ทางวิชาชีพ ของผู้ร่วมงาน ที่เป็นนักเรียน และนักศึกษา

3 แนวทาง!! รพ.44 จังหวัดพื้นที่ลุ่ม-ริมน้ำรับมือน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294992

3 แนวทาง!! รพ.44 จังหวัดพื้นที่ลุ่ม-ริมน้ำรับมือน้ำท่วม

ริมน้ำ, พื้นที่ลุ่ม, โรงพยาบาล, รับมือสถานการณ์, น้ำท่วม

สธ.กำชับ 3 แนวทางโรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ในที่ลุ่มและริมแม่น้ำใน 44 จังหวัดเตรียมแผนป้องกันน้ำท่วม พร้อมแผนการจัดบริการผู้ป่วย ป้องกันจมน้ำยึดหลัก “3 ห้าม-2 ให้”

      นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า ได้กำชับให้โรงพยาบาลในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมใน 44 จังหวัดภาคกลาง ตะวันออก ตะวันออกเฉียงเหนือและใต้ ที่ตั้งอยู่ในที่ลุ่มและริมแม่น้ำ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและดำเนินการ ดังนี้ 1.เตรียมแผนป้องกันน้ำท่วมโรงพยาบาล ทำความสะอาดท่อระบายน้ำ จัดเตรียมกระสอบทราย เครื่องสูบน้ำ สำรองน้ำมัน และเตรียมขนย้ายอุปกรณ์การแพทย์ ยา-เวชภัณฑ์ไว้ที่ปลอดภัย ออกซิเจน อาหารและน้ำสำหรับผู้ป่วย ให้เพียงพอ

2.เตรียมแผนการจัดบริการประชาชนในภาวะน้ำท่วม เช่น การขนย้ายผู้ป่วย การส่งต่อผู้ป่วย สำรวจเส้นทางให้พร้อม รวมทั้งการจัดบริการตรวจรักษานอกโรงพยาบาล กรณีน้ำท่วมโรงพยาบาลหรือท่วมเส้นทางประชาชนเดินทางเข้าออกลำบาก ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน สำรวจระบบสำรองไฟฟ้า ให้พร้อมใช้งาน

3.สำรวจกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ได้แก่ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ หญิงตั้งครรภ์และหลังคลอดในความรับผิดชอบ จัดเตรียมยาให้เพียงพอตลอดช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงน้ำท่วมและไม่สามารถเดินทางไปรับบริการที่โรงพยาบาลได้ รวมทั้งวางแผนจัดทีมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่และทีมหมอครอบครัวดูแลถึงบ้าน เพื่อให้การดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เตือนประชาชนอยู่ในบริเวณที่มีน้ำท่วมหรือจะเดินทางไปในบริเวณที่มีน้ำท่วม ควรยึดหลัก “3 ห้าม 2 ให้” เพื่อป้องกันการจมน้ำ ดังนี้ 3 ห้าม คือ ห้ามหาปลา/เก็บผัก ในช่วงน้ำไหลหลาก  ห้ามดื่มสุราแล้วลงเล่นน้ำ และ ห้ามเด็กเล็กลงเล่นน้ำ เพราะน้ำอาจไหลแรงทำให้เด็กพลัดตกหรือถูกน้ำพัดได้  ส่วน 2 ให้ คือ ให้สวมเสื้อชูชีพ หรือนำอุปกรณ์ที่ลอยน้ำได้ติดตัวไปด้วย เช่น ถังแกลลอน/ขวดน้ำพลาสติกเปล่าปิดฝา  และให้เดินทางเป็นกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือกัน ประชาชนเจ็บป่วยฉุกเฉินโทรขอความช่วยเหลือ 1669   ตลอด 24 ชั่วโมง