ครูต้องยึดหลักพอเพียงกู้หนี้เท่าที่จำเป็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294987

ครูต้องยึดหลักพอเพียงกู้หนี้เท่าที่จำเป็น

ครบรอบ 14 ปี สกสค, หนี้ครู, สุรยุทธ์, ครู

“สุรยุทธ์”องคมนตรี เผยในหลวงร.9 ทรงห่วงใยการศึกษา โดยเฉพาะคุณภาพชีวิต “ครู” พื้นที่ห่างไกลและปัญหาหนี้สิน แนะครูใช้ชีวิตยึดหลักพอเพียง กู้และเป็นหนี้ที่จำเป็น

      ที่หอประชุมคุรุสภา ในงานวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 14 ปี เมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ความห่วงใยของพระราชา คุณภาพชีวิตครูที่พอเพียง” โดยมี ดร.พิษณุ ตุลสุข รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. คณะผู้บริหารส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค 77 จังหวัด พนักงานเจ้าหน้าที่ และข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาร่วมงานกว่า 300 คน

พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงห่วงใยในเรื่องของการศึกษามีพระราชดำรัสถึงเรื่องสำคัญดังนี้ 1. การลดช่องว่างความแตกต่างของการศึกษาในเมืองกับพื้นที่ชายขอบ 2. ความพร้อมของครูและนักเรียนในการรับมือกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามาใช้กับระบบการศึกษาของไทย 3. ระบบการศึกษาที่ควรเน้นสร้างคนดี ก่อนที่จะสร้างคนเก่ง ซึ่งปัจจัยสำคัญคือ “ครู” ดังนั้นต้องสร้างแม่พิมพ์ที่ดีก่อน ถึงจะสร้างคนดีได้

ครูต้องยึดหลักพอเพียงกู้หนี้เท่าที่จำเป็น

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงห่วงใยครู ทั้งเรื่องคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่โดยเฉพาะที่อยู่ในพื้นที่ทุรกันดาร ห่างไกล ควรดูแลความสะดวกและปลอดภัย อีกเรื่องหนึ่งคือ ปัญหาหนี้สิน ทรงทราบว่าครูมีหนี้สินเป็นแสนๆล้านบาท ซึ่งไม่ทราบว่าพระองค์ท่านทราบได้อย่างไร แต่พระองค์ท่านทรงเป็นห่วงมากให้ไปดูจะทำอย่างไรที่จะช่วยเหลือ สำนักงาน สกสค.ถือว่ามีบทบาทสำคัญ และมีโอกาสที่จะช่วยในเรื่องหนี้สินของครูได้ จากที่ได้ติดตามอยู่ว่าผู้บริหารมีความมุ่งมั่น มีความตั้งใจในการทำหน้าที่ดูแลสวัสดิการครู สวัสดิภาพครู และแก้ปัญหาหนี้สิน

“สิ่งสำคัญที่สุด คือเมื่อผู้บริหารมีความตั้งใจดี ทำอย่างไร ที่จะให้ครูมีส่วนร่วมด้วย เราจำเป็นต้องปลูกฝัง เราเคยพูดกันมากเรื่องความพอเพียง โรงเรียนต่างๆ นำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน ครูสอนการออมให้เด็ก สอนการพอเพียงให้เด็ก ซึ่งตัวครูเองก็ต้องนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง ไม่เช่นนั้นหนี้ครู 4 แสนล้านจะเป็นเช่นนี้เหมือนเดิม จะทำอย่างไรให้การกู้ยืมเงิน การเป็นหนี้ มาจากสาเหตุที่มีความจำเป็นจริงๆ สหกรณ์ออมทรัพย์ครู ทำอย่างไรถึงจะเป็นสหกรณ์เพื่อให้ครูได้ออมอย่างแท้จริง หากตั้งใจร่วมมือกันแก้ไขปัญหา เชื่อว่าหนี้ 4 แสนล้านอาจจะเหลือ 1 แสนล้านได้ ปัญหาหนี้สินครูทั่วประเทศจะแก้ไขได้”องคมนตรี กล่าว

ครูต้องยึดหลักพอเพียงกู้หนี้เท่าที่จำเป็น

ด้าน ดร.พิษณุ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาร่วม 1 ปี ได้รับมอบหมายให้ดูแล สกสค.เรื่องต่างๆที่เป็นปัญหาการทุจริตได้ดำเนินการสะสางเกือบหมด ขณะเดียวกัน สกสค.พยายามสร้างศรัทธาให้กับเพื่อนครู ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา 14 ปี ก็ได้มีการมอบรางวัลให้แก่ครูดี 136 คน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงาน ส่วนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู โดยเฉพาะโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูครบวงจร ที่ดำเนินการอยู่นั้น ได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนสนับสนุนพิเศษ จำนวน1,000 ล้านบาท ได้เริ่มต้นช่วยครูประจำการและข้าราชการบำนาญที่มีหนี้อยู่ในขั้นวิกฤต โดยทำบันทึกความร่วมมือกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูไปแล้ว 44 แห่ง มีคณะกรรมการจัดสวัสดิการจังหวัดทำหน้าที่คัดกรองขั้นต้นและส่งชื่อข้อมูลให้ สกสค.ส่วนกลางคัดเลือก ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูครั้งนี้ยึดหลักสวัสดิการเป็นตัวนำ ไม่คิดแบบธุรกิจ เพราะเป็นการให้ ไม่ใช่แสวงหาผลประโยชน์ และกำลังหาวิธีการอื่นๆมาดูแลครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่กำลังอยู่ระหว่างดูรายละเอียด รูปแบบจากหลายๆบริษัท คือ การทำประกันชีวิต ซึ่งจะต่างจากในอดีต เน้นให้ครูเสียเงินน้อยที่สุดเพื่อมาทดแทนสภาวะการจ่ายเงินที่ถูกเอาเปรียบ

“ผมเคยยืนยันว่าครูจะต้องยืนหยัดอยู่ในสังคมได้อย่างผู้ทรงเกียรติ และครูจะต้องมีความเป็นอยู่ที่ดี แม้ว่าครูจะมีเงินเดือนที่สูงแต่ก็ยังมีปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น มาจากสารพัดปัญหา เช่น หนี้เพราะนำเงินมาดูแลครอบครัว พ่อแม่เจ็บป่วย เป็นต้น มีความทุกข์ กังวลครูจะมีแก่ใจทำหน้าที่การสอนได้อย่างไร ฉะนั้นจะทำอย่างไรครูถึงจะมีความมั่นคง มีสถานภาพชีวิตที่ดี อยู่ได้สมฐานะของครู รวมถึงต้องสร้างวินัย และทักษะชีวิตการใช้ชีวิต ด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ดำเนินชีวิต ขณะเดียวกัน ได้รับมอบหมายจากองคมนตรี ประสานไปยังมหาวิทยาลัยต่างๆที่เปิดสอนคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ให้มีการบรรจุเรื่องวินัยการออม ไว้ในหลักสูตรผลิตครู ปลูกฝังตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา เพื่อที่เขาจะได้เรียนรู้และวางแผนการดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง”ดร.พิษณุ กล่าว

มาที่เดียวครบ รู้ทุกเรื่องเรียน”ญี่ปุ่น”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294820

มาที่เดียวครบ รู้ทุกเรื่องเรียน”ญี่ปุ่น”

ท่องเที่ยว, เรียนต่อ, เจแปนเอ็กซ์โป, ญี่ปุ่น

ปัจจุบันมีนักเรียนไทยเดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น ประมาณ3,800 คนส่วนใหญ่เรียนภาษาก่อนจากนั้นก็เรียนต่อระดับอุดมศึกษา ..

      แนวโน้มนักเรียนไทยที่สนใจเรียนภาษาญี่ปุ่นในสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเห็นได้จากงาน “เจแปนเอ็กซ์โป อิน ไทยแลนด์ 2017” (JAPAN EXPO IN THAILAND) มหกรรมญี่ปุ่น ที่รวมความเป็นญี่ปุ่นตั้งแต่กิน เที่ยว ช็อป ความบันเทิง เส้นทางศึกษาต่อ จัดโดย สถาบันสอนภาษาและศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นเจเอ็ดดูเคชั่น  เมืื่อเร็วๆนี้

มาที่เดียวครบ รู้ทุกเรื่องเรียน"ญี่ปุ่น"

     ผู้คนล้นหลามต่อแถวยาวเหยียดรอเวลาประตูเปิดให้เข้างาน โดยเฉพาะเด็กนักเรียนวัยมัธยม ที่มากันเป็นแก๊ง บางคนก็มากับผู้ปกครอง คาดการณ์ไว้ว่ามีคนเข้าร่วมงานราว 1 แสนคน มร.ทากุโอ ฮาเซกาวะ ประธานจัดงาน “เจแปนเอ็กซ์โป อิน ไทยแลนด์ 2017” (JAPAN EXPO IN THAILAND) บอกว่า เจแปนเอ็กซ์โปฯ เปรียบเสมือนสะพานเล็กๆที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างไทยและญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นขึ้น จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 เป็นหนึ่งในโอกาสเฉลิมฉลอง 130ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-ญี่ปุ่น และส่วนหนึ่งของ CoFesta Project จากประเทศญี่ปุ่น เปิดโอกาสให้ทุกคนที่สนใจได้เข้ามารู้จักกับประเทศญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด มีพื้นที่ทำกิจกรรมให้เรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจกับคนรุ่นใหม่ และหวังให้นักเรียนไทย คนไทยที่สนใจรู้จักและไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นมากขึ้น

มาที่เดียวครบ รู้ทุกเรื่องเรียน"ญี่ปุ่น"

      “งานเจแปนเอ็กซ์โปฯ จะมีกิจกรรมหลากหลายทั้งการศึกษา การทำงาน ท่องเที่ยว เฉพาะโซนการศึกษาปีนี้มีสถานศึกษามาร่วมออกบูธ 44 แห่งเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา 10% อยากให้นักเรียน นักศึกษาสนใจอยากไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นได้มาพูดคุยหาข้อมูล และไปเรียนต่อมากขึ้น เชื่อว่าผู้มาร่วมงานไม่น้อยกว่า 20-30% มีเป้าหมายในการมาหาข้อมูลในการเรียนต่อด้วย โดยเราคาดหวังให้นักเรียนไทยจบกลับมาทำงานที่บริษัทญี่ปุ่นมากขึ้น”มร.ทากุโอ กล่าว

มาที่เดียวครบ รู้ทุกเรื่องเรียน"ญี่ปุ่น"

มร.ทากุโอ ฮาเซกาวะ

       โซนกิจกรรมหลัก 4 โซน ได้แก่ โซนการศึกษา “Japan Education Fair 2017” สำหรับคนที่มีเป้าหมายเรียนต่อที่ญี่ปุ่น โซนนี้จะรวบรวมสถาบันการศึกษาทุกระดับชั้นไม่ว่าจะเป็นมัธยมปลาย มหาวิทยาลัย สถาบันสอนภาษาหรือวิทยาลัยวิชาชีพ รวมถึงหน่วยงานที่ให้ทุนศึกษาจากประเทศญี่ปุ่นมาให้ข้อมูลอย่างละเอียด อยากหางานทำไปที่ โซนการทำงาน รวมบริษัทที่ญี่ปุ่นเปิดรับสมัครงานทุกตำแหน่ง ทุกสาขาทั้งในประเทศไทยและญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องมีความรู้ภาษาญี่ปุ่น

มาที่เดียวครบ รู้ทุกเรื่องเรียน"ญี่ปุ่น"

      โซนท่องเที่ยว แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว ตั๋วเครื่องบิน ที่พักราคาโปรโมชั่น,ส่วนขาช้อปไม่พลาด โซนช้อปปิ้ง มีอาหาร ขนมชื่อดัง แฟชั่น ความงาม ไปจนถึงสินค้านำเข้า สินค้าพิเศษจากการ์ตูนแอนิเมะ โดยหลายร้านยังมีกิจกรรมเวิร์คชอปให้ร่วมด้วย ยังมีกิจกรรมวิชาการ นั่นคือการแข่งขัน J-Challenge เปิดโอกาสให้นักเรียน นิสิต นักศึกษาเข้าร่วมแข่งขันตอบปัญหาภาษาญี่ปุ่นและความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับ ญี่ปุ่น เพื่อชิงรางวัลทุนการศึกษาไปเรียนภาษาญี่ปุ่นและสัมผัสชีวิตของชาวญี่ปุ่น เป็นเวลา 2 สัปดาห์และกิจกรรมอื่นๆภายในงานให้ร่วมสนุก

มาที่เดียวครบ รู้ทุกเรื่องเรียน"ญี่ปุ่น"

คุณแม่สายสร้อย-น้องกช-น้องนุ๊ก

      “น้องกช”-กชกร จันทร์หอม ชั้นม.5 โรงเรียนมารีวิทย์ จ.ชลบุรี พร้อมคุณแม่ “สายสร้อย” และเพื่อน “น้องนุ๊ก”-ชนัญธิดา โลหะ ที่ตั้งใจเดินทางจากพัทยาเพื่อมางานนี้ “น้องกช” เล่าว่า มาร่วมแข่งขัน J-Challenge เพื่อหาประสบการณ์ใหม่ๆ แต่ส่วนตัวก็ตั้งตารอคอยงานนี้มาตลอดทั้งปี เพราะที่นี่รวบรวมเรื่องที่เกี่ยวกับญี่ปุ่นไว้ทั้งหมด เดินไปตรงไหน มุมไหนก็มีความสุข รู้สึก “ฟิน” มากๆ

       ที่สนใจเป็นพิเศษคือ โซนการศึกษาเพราะต้องการมาหาข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจเลือกไปศึกษาต่อมหาวิทยาลัย ส่วนตัวตั้งใจที่จะไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น ในสาขาที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะมีความฝันอยากจะทำงานในสถานทูตไทย-ญี่ปุ่น เวลานี้ก็มีมหาวิทยาลัยที่อยู่ในใจบ้างแล้ว

มาที่เดียวครบ รู้ทุกเรื่องเรียน"ญี่ปุ่น"

       น้องกช บอกว่า ชอบญี่ปุ่นในเรื่องความเป็นระเบียบ จุดเริ่มต้นในวัยเด็กที่ทำให้ชอบประเทศญี่ปุ่นมาจากที่ได้ดูการ์ตูนอนิเมะ จนเมื่อมีโอกาสไปแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่น 1 เดือนกับทางเจเอ็ดดูเคชั่น ได้เรียนรู้ วัฒนธรรมต่างๆ สามารถปรับตัวได้และมีความสุขก็ตั้งเป้าหมายจะมาเรียนที่ญี่ปุ่น โดยพยายามศึกษาข้อมูล ฝึกฝนภาษาทั้งจากการดูหนัง ฟังเพลง เป็นต้น

       ขณะที่ “คุณแม่สายสร้อย” บอกว่า เป็นครั้งแรกที่งานนี้ได้เห็นบรรยากาศ ความตั้งใจ ความสนใจของเด็กๆทุกคนที่มา ส่วนที่น้องกช มีความตั้งใจอย่างมากที่จะไปเรียนที่ญี่ปุ่นนั้นก็พร้อมสนับสนุน ไม่ห่วงหรือกังวลเพราะน้องเองเคยเดินทางไปอยู่ที่นั่นมาบ้างแล้ว

มาที่เดียวครบ รู้ทุกเรื่องเรียน"ญี่ปุ่น"

น้องไอ -ไอริณ พงษ์ไพบูลย์

       เช่นเดียวกับ “น้องไอ”-ไอริณ พงษ์ไพบูลย์ ชั้นม.6 โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรีี ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเดินเข้าออกพูดคุยรายละเอียดสถาบันการศึกษาต่างๆ บอกว่า กำลังเตรียมตัวเพื่อสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัย อยากจะไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น จึงได้มาหาข้อมูลเพื่อใช้ประกอบในการวางแผนศึกษาต่อ โดยที่คิดไว้จะสมัครหาทุนการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยฮอกไกโด มีทุนการศึกษาให้และส่วนตัวก็ชอบภูมิศาสตร์ของที่นั่น ขณะเดียวกันก็มองที่เรียนของมหาวิทยาลัยในไทยไว้ด้วย

       “สมัยเรียนม.5 เคยได้ทุนโครงการแลกเปลี่ยนของทางโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นไมนิจิ ให้ไปเรียนที่ญี่ปุ่น 1 ปีได้เรียนรู้วัฒนธรรมรู้สึกว่าชอบ และตั้งใจจะไปเรียนต่อที่นั่น พยายามศึกษาข้อมูลตลอดผ่านช่องทางต่างๆ แล้วก็เตรียมความพร้อมของตัวเองทั้งการเรียนภาษาทั้งในโรงเรียน เรียนพิเศษ ล่าสุดก็ได้ไปทดสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาญี่ปุ่น ได้ผลในระดับที่น่าพอใจ”น้องไอ เล่าพร้อมรอยยิ้ม

       เรียกว่าไปงานเดียวได้ครบ สนใจเรียนต่อญี่ปุ่นหาคำตอบได้ในงานจัดขึ้นทุกปี

0 เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ 0

qualitylige4444@gmail.com

ว้าว!! เครื่องดื่มชะลอแก่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294945

ว้าว!! เครื่องดื่มชะลอแก่

82ชาติจากทั่วโลก, มาเลเซีย, NOVEL RESEARCH AND INNOVATION COMPETITON 2017, เรียวนายฉัตรชัย ชนะสัตย์, โบ๊ต นายวรเมศ ยอดเถื่อน, เติ้ล นายตรีภพ เฉลิมพร, ผศดรกรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์, เครื่องดื่มชะลอแก่, มทรธัญบุรี

วัยโจ๋ มทร.ธัญบุรี เจ๋ง คิดสูตร เครื่องดื่มชะลอแก่ คว้าเหรียญเงิน ที่มาเลเซีย…ติดตามเรื่องนี้กับ 0 ชลธิชา ศรีอุบล 0 มทร.ธัญบุรี

          อีกหนึ่งผลงาน เครื่องดื่มน้ำว่านหางจระเข้ผสมสารสกัดตำรับยาอายุวัฒนะจากสมุนไพรไทย (POLVERA ANTI-AGEING DRINK) นำทีมโดย ผศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์ นักวิจัยและอาจารย์วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย เป็นผู้ควบคุมและที่ปรึกษา “เติ้ล” นายตรีภพ เฉลิมพร “โบ๊ต” นายวรเมศ ยอดเถื่อน และ “เรียว”นายฉัตรชัย ชนะสัตย์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 วิทยาการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี คว้าเหรียญเงิน ประเภท Life science ในการประกวด NOVEL RESEARCH AND INNOVATION COMPETITON 2017 ณ ประเทศมาเลเซีย โดยมีผลงานเข้าร่วมประกวดกว่า 82 ทีม จากทั่วโลกเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้

ว้าว!! เครื่องดื่มชะลอแก่

ผศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์

       ผศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์ เล่าว่า ทาง มทร.ธัญบุรี ได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้นักศึกษาทุกคณะได้เข้าประกวดตามเวทีต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งรับทุนสนับสนุนจากกองพัฒนานักศึกษาของมหาวิทยาลัย เพื่อให้ให้นักศึกษาได้ออกไปแสดงศักยภาพ เปิดประสบการณ์อีกมุมมองหนึ่งยังเวทีโลก

       โดยผลงานของนักศึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยเป็นอีกผลงานที่ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุน เครื่องดื่มว่านหางจระเข้ผสมสารสกัดตำรับยาอายุวัฒนะ ของนักศึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนไทย เป็นผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ผสมผสานน้ำว่านหางจระเข้กับสมุนไพรได้อย่างลงตัว

      ส่วนใหญ่สมุนไพรมักจะอยู่ในรูปแบบของแคปซูล จึงลองเปลี่ยนมาในเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ โดยได้ความอนุเคราะห์จากห้างหุ้นส่วน บางกอกอะโล จำกัด ช่วยในเรื่องของการจัดหาวัตถุดิบว่านหางจระเข้และขั้นตอนบรรจุผลิตภัณฑ์ให้สะอาด นอกจากความสะดวกในการดื่มและรสชาติอร่อยแล้ว ยังมีสรรพคุณทางยาที่สามารถชะลอความแก่ได้ โดยสูตรตำรับยาเป็นสูตรโบราณที่สืบทอดกันมา โดยเป็นสูตรโบราณของคุณทวด นายฉัตรชัย ชนะสัตย์

ว้าว!! เครื่องดื่มชะลอแก่

“เรียว” นายฉัตรชัย  ชนะสัตย์

     “เรียว” นายฉัตรชัย ชนะสัตย์ เล่าว่า ตำรับยาอายุวัฒนะโบราณเป็นสูตรของคุณทวด เนื่องด้วยคุณทวดเป็นหมอยาโบราณที่ได้สืบทอดต่อๆ กันมา รุ่นสู่รุ่น ด้วยความเชื่อทานยาขนานนี้แล้วจะไม่แก่ ซึ่งตำรายาดังกล่าวมีส่วนผสมของสมุนไพรกว่า 22 ชนิด เช่น รากตองแตก หัสคุณ ดีปลี และกานพลู

ว้าว!! เครื่องดื่มชะลอแก่

        จากการทดสอบ พบว่า สารสกัดจากตำรับยานี้สามารถกระตุ้นการเจริญของเซลล์ได้สูงถึง 44% และสามารถฤทธิ์การกระตุ้นการแสดงออกของยีนชะลอความแก่ได้ถึง 80% เมื่อเทียบกับสารมาตรฐานเรสเวอราทอล จากนั้นนำสารสกัดที่ได้มาผสมในน้ำว่านหางจระเข้ กลายเป็นเครื่องดื่มว่านหางจระเข้ผสมสารสกัดตำรับยาอายุวัฒนะแบบใหม่ขึ้น

ว้าว!! เครื่องดื่มชะลอแก่

“เติ้ล”นายตรีภพ  เฉลิมพร

        “เติ้ล” นายตรีภพ เฉลิมพร เล่าว่า สรรพคุณของเครื่องเครื่องดื่มว่านหางจระเข้ ผสมสารสกัดตำรับยาสมุนไพรไทย ช่วยชะลอวัย ยังสามารถต้านอนุมูลอิสระที่ดีมาก และกระตุ้นยีนในร่างกายที่ชื่อว่า SIRT-I , Foxo-I โดยเป็นเอนไซม์ที่ช่วยยับยั้งการแก่ตัวของเซลล์ ทำให้เซลล์มีอายุ ยืดอายุขึ้น ซึ่งอาจสามารถป้องกันโรคที่เกิดจากการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ เช่น อัลไซเมอร์ เบาหวาน มะเร็ง และยังช่วยส่งเสริมสุขภาพความงามได้อีกด้วย

ว้าว!! เครื่องดื่มชะลอแก่

” โบ๊ต” นายวรเมศ  ยอดเถื่อน

       ทางด้าน “โบ๊ต” นายวรเมศ ยอดเถื่อน เล่าเพิ่มเติมว่า เพื่อกลบกลิ่นของสารสกัดตำรับยาสมุนไพร ได้ผสมน้ำองุ่นขาวลงไปในน้ำว่านหางจระเข้ด้วย ทำให้กลิ่นของสมุนไพรอ่อนลงทานง่ายขึ้น และเพิ่มเนื้อว่านหางจระเข้ลงไป ซึ่งเครื่องดื่มดังกล่าวสามารถดื่มได้ตั้งแต่ 7 ปี ขึ้นไป

ว้าว!! เครื่องดื่มชะลอแก่

       “สำหรับการนำผลงานเข้าร่วมแข่งขัน โดยเวทีนี้เป็นเวทีใหญ่ของพวกเรา ดีใจภูมิใจที่ได้เข้าร่วมการแข่งขัน เป็นการเปิดประสบการณ์ยังต่างประเทศ ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการนำเสนอผลงาน ทำให้กล้าแสดงออกในเรื่องของทักษะการใช้ภาษามากขึ้น ร่วมไปถึงการได้นำความรู้ศาสตร์สมุนไพร วิทยาการทางการแพทย์แผนไทย ไปเผยแพร่ให้ทั่วโลกได้รู้จัก และสุดท้ายนี้ต้องขอบคุณทุนสนับสนุนจากกองพัฒนานักศึกษา”

ว้าว!! เครื่องดื่มชะลอแก่

       ปรบมือให้กับผลงานของอาจารย์และนักศึกษาจากวิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี หน่วยงานหรือบริษัทใดสนใจนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย โทร 0-2592-1999 ต่อ 1112

ติดอาวุธทักษะดิจิทัลมาตรฐานสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294921

ติดอาวุธทักษะดิจิทัลมาตรฐานสากล

ทักษะดิจิทัล, สมรรถนะดิจิมัล

สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ-ICDL จับมือร่วมประเมินสมรรถนะยุคดิจิทัลมาตรฐานสากล ICDL ที่ทั่วโลกยอมรับ พัฒนาคนทุกกลุ่มรู้ เข้าใจ ใช้เทคโนโลยีเกิดประโยชน์รับไทยแลนด์ 4.0

       ในยุคเทคโนโลยีดิจิทัล เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการภาคธุรกิจ ส่งผลต่อการแข่งขันด้านเศรษฐกิจของไทย จึงเตรียมพร้อมบุคลากรทุกกลุ่ม มีทักษะการเทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดประโยชน์และสร้างสรรค์ (Digital Literacy)

เมื่อวันที่ 8 ก.ย.60-    ที่โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) หรือ สคช. และไอซีดีแอล (Internationl Computer Driving License : ICDL) ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การประเมินสมรรถนะความสามารถในการด้านการใช้ดิจิทัล (Digital Literacy) ด้วยมาตรฐานสากล ICDL” โดย นายวีระชัย ศรีขจร ผอ.สคช. กล่าวว่า สคช.มีบทบาทในการขับเคลื่อนระบบคุณวุฒิวิชาชีพและมาตรฐานวิชาชีพที่สอดคล้องกับนโยบายประเทศไทย 4.0 ในการยกระดับกำลังคนอย่างน้อย 310,000 ภายในปี 2564 ทั้งนี้ สคช.ได้เริ่มจัดทำมาตรฐานคุณวุฒิด้านทักษะความรู้ดิจิทัล (Digital Literacy) มาตั้งแต่ปลายปี 2559 และได้ร่วมกับทางไอซีดีแอล ในการพัฒนาสมรรถนะพื้นฐานเทียบเคียงระดับสากล นั่นคือ มาตรฐาน ICDL หรือ วุฒิบัตรรับรองความสามารถคอมพิวเตอร์สากล เป็นมาตรฐานที่ทั่วโลกให้การยอมรับ

“ความร่วมมือกับ ICDL ซึ่งเป็นผู้นำด้านการประเมินความรู้สมรรถนะความสามารถด้านการใช้ดิจิทัลในระดับสากล มาร่วมมือกันสนับสนุน ยกระดับความรู้และทักษะด้านการใช้ดิจิทัลให้กับบุคลากรของรัฐ นักศึกษา ตลอดจนประชาชนทั่วไป ด้วยการประเมินสมรรถนะความสามารถด้านการใช้ดิจิทัล คาดว่าในอนาคตเราจะเห็นการสร้างกำลังคนในตลาดอาชีพของคนไทย ติดอาวุธเครื่องมือที่สำคัญในการใช้ดิจิทัลอย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ”นายวีระชัย กล่าว

น.ส.จุลลดา มีจุล ผอ.สำนักผู้อำนวยการ สคช. กล่าวว่า สำหรับหลักสูตรประกาศนียบัตรมาตรฐานสมรรถนะด้านการใช้ดิจิทัล Digital Literacy Standard ที่ สคช.ร่วมกับ ICDL ดำเนินการเป็นหลักสูตรทักษะความรู้ดิจิทัลพื้นฐานสำหรับกำลังคน (ICDL Woekforce Basic ) หลักสูตรวุฒิบัตร ICDL ทั้งหมด 3 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 การรับรู้และเข้าถึงโลกดิจิทัล (ICDL Computer & Online Basic) พื้นฐานการใช้งานคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต ระดับที่ 2 พื้นฐานความรู้ทักษะดิจิทัล (ICDL ApplicationBasics) พื้นฐานตารางงานคำนวณ การนำเสนองาน และระดับ 3 การทำงานร่วมกันด้วยดิจิทัล (ICDL Digital Collaboration) การทำงานร่วมกันออนไลน์ การใช้โปรแกรมสร้างสื่อดิจิทัล และการใช้ดิจิทัลเพื่อความมั่นคง ซึ่งเปิดให้ผู้สนใจทุกกลุ่มเข้ารับการประเมินเพื่อทดสอบสมรรถนะได้

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเริ่มต้น สคช.ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) นำร่องประเมินสมรรถนะดิจิทัลกับกลุ่มข้าราชการและบุคลากรภาครัฐ  โครงการพัฒนาทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy Project) โดยเน้นให้เข้ารับการประเมินหลักสูตรดังกล่าวในระดับ 1 และ 2 ซึ่งดำเนินการไปแล้วกว่า 2,000 คนและในปีนี้มีเป้าหมายให้ข้าราชการได้รับการพัฒนาประมาณ 15,000 คน

ด้าน กฤษฎิ์กัญญา กานต์จิรธันย์ ผู่อำนวยการอาวุโส ICDL ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศต่างๆทั่วโลก 140 ประเทศ  ยอมรับและนำทักษะดิจิทัลของไอซีดีแอลไปใช้ โดยเฉพาะประเทศแถวหน้าดิจิทัล เช่น อเมริกา เกาหลี หรือทางยุโรป นำไปใช้ประเมินทุกษะของคนในประเทศ ซึ่งทักษะดิจิทัลเป็นทักษะที่ทุกคนควรจะต้องมี ต้องรู้ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงระดับสูงซึ่งผู้ประเมินต้องผ่าน 75% โดยการประเมินของ ICDL เป็นระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ทักษะดิจิทัล อาจจะเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย แต่การจะพัฒนาประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 จำเป็นที่ทุกคนต้องมีความรู้ ความเข้าใจและการนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และแม้ว่าการรับรองจาก ICDL นั้นจะไม่มีวันหมดอายุ แต่ก็มีความล้าสมัยไปตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ซึ่งตรงนี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้คนเกิดการเรียนรู้ และพัฒนาตนเองตลอดเวลา

นางสาวทีน่า วู ผู้จัดการทั่วไป ไอซีดีแอล เอเชีย กล่าวว่า การทำงานสำหรับยุคดิจิทัล ซึ่งจำเป็นมากในการสร้างประสิทธิภาพ ความพร้อมในการทำงานในสายอาชีพต่างๆ ทุกระดับชั้น การที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายพัฒนาทุนมนุษย์สะท้อนวิสัยทัศน์ถึงความตั้งใจจริงที่ประเทศจะก้าวสู่ Thailand 4.0 อย่างยั่งยืน ซึ่งปัจจัยความของ Thailand 4.0 อยู่ที่กำลังคน  และสอดคล้องกับเป้าหมายของ ไอซีดีแอลที่มุ่งการพัฒนาทักษะดิจิทัลสำหรับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ทัดเทียมในระดับสากลทั่วโลกตามทิศทางที่ภาครัฐวางไว้

สำหรับผู้สนใจดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ เว็บไซต์ สคช.www.tqpi.go.th ,เว็บไซต์ ICLD http://www.icdlthailand.org และ http://www.ecdl.org

“เอ็นอาร์” ชนะเลิศนวัตกรรม IDEA ม.หอการค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294788

“เอ็นอาร์” ชนะเลิศนวัตกรรม IDEA ม.หอการค้า

นวัตกรรมนาโน, มหอการค้าไทย, เอ็นอาร์

เอ็นอาร์ นาโนนวัตกรรมสิ่งทอชนะเลิศ IDEA ม.หอการค้าไทย ต่อยอดสู่การร่วมมือกับรพ.กรุงเทพ ผลิตถุงเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน คล้ายผ้าอ้อม ระบายได้ดี แห้งตลอดเวลา

     นวัตกรรมนาโนเทคโนโลยีใส่เส้นใยเพิ่มฟังก์ชัน เจาะกลุ่มผู้รักสุขภาพ สร้างผลิตภัณฑ์สิ่งทอเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพรับกระแสคนรักสุขภาพเพิ่มมากขึ้น นอกจากกางเกงเพื่อสุขภาพ ยังมีคุณสมบัติพิเศษถ่ายเทความชื้นได้ดีกว่า สามารถแห้งได้อย่างรวดเร็ว ลดการเติบโตของแบคทีเรียได้ถึง 99.83% ลด กลิ่นอับและคงความสะอาด ผิวสัมผัสมีความละเอียดสูง ช่วยลดแรงเสียดทานกับพื้นผิวทำให้ใส่สบาย ลดการระคายเคืองต่อผิวอย่างเห็นได้ชัด สามารถควบคุมอุณหภูมิได้อย่างยอดเยี่ยม ช่วยระบายความร้อนเมื่ออากาศอบอ้าว จึงทำให้เย็นสบายตลอดการใช้งาน

นอกจากนี้ยังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม ได้แก่ เสื้อบำบัด เช่น ชุดกายภาพ ถุงเท้าสำหรับคนเบาหวาน เพราะคนที่เป็นโรคนี้จะเป็นแผลตลอดเวลา ซึ่งถุงเท้าที่ผลิตออกมาจะคล้ายกับผ้าอ้อมเด็กที่ซึมซับแผลให้แห้งตลอดเวลา โดยก้าวต่อไปจะมีการทำเป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้น เช่น เสื้อ กางเกง ถุงเท้า ที่สวมใส่ในชีวิตประจำวันได้ แต่แฝงไปด้วยคุณสมบัติพิเศษต่างๆมากมาย

บุญญาภา บุญทองรุ่งทวี (คุณทับทิม) ผู้บริหารสินค้า NRnanofiber โดยเริ่มต้นจากธุรกิจต่อยอดของครอบครัวในการผลิต เส้นใยนวัตกรรมส่งออก โดยส่งขายที่สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ และแคนาดา มีโรงงานอยู่ทั้งในประเทศไทยและเบลเยียม ทำการออกแบบและพัฒนาสินค้ามาตั้งแต่ปี พ.ศ.2558  ล่าสุดได้รับรางวัลชนะเลิศIDEA นวัตกรรมผู้ประกอบการ รุ่นที่1 จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และได้เดินสายแนะนำสินค้าตามโรงพยาบาลต่างๆของประเทศ

บุญญาภา กล่าวว่า “ทางบริษัทได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลกรุงเทพฯ เพื่อพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคปัจจุบันมากขึ้น ถุงเท้าที่ผลิตออกมาจะคล้ายกับผ้าอ้อมเด็กที่มีคุณสมบัติแห้งตลอดเวลา เพราะผู้ที่เป็นเบาหวานกลัว 2 เรื่อง คือ 1. กลัวจะเป็นแผลเพราะถ้าเป็นแล้วหายอยาก กับ 2.ถ้าเป็นแผลแล้วป้องกันอย่างไรไม่ให้ติดเชื้อ และด้วยสมบัติของนาโนเทคโนโลยีที่มีความบางมากกว่าหนึ่งไมครอน ที่มีขนาดเล็กกว่าเส้นผมของมนุษย์ถึง 100 เท่า เมื่อนำมาทอ / ถัก เนื้อผ้าจึงมีสมบัติพิเศษ อาทิ การถ่ายเทความชื้นได้ดี แห้งเร็ว ลดการเติบโตของแบคทีเรียได้ถึง 99.83% ลดกลิ่นอับและคงความสะอาด ฯลฯ โดยใช้เทคโนโลยีจากเบลเยียมซึ่งเกิดจากการที่คุณพ่อได้ซื้อธุรกิจเส้นใยต่อจากนักลงทุนเบลเยียม”

ผู้ที่สนใจสามารถซื้อสินค้าสามารถศึกษาได้จากโรงพยาบาลกรุงเทพ แผนกเท้าเบาหวาน สาขาศูนย์วิจัย ,BananaRun(สวนลุม เมโทรมอลล์),Run2paradise,Travel store 5 สาขา (Mega Bangna, Fashion Island, Silom Complex, All Season, Siam Discovery),Cycle square พระราม3,Bike terminal,Bike Net ชลบุรี,เอนกไบค์ 2 สาขา (เชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน),Play Bike Shop ศรีนครินทร์,Anissa Clinic,ชมพูดัง,สนามฟุตบอล เพลย์เมคเกอร์ ซ. มัยลาภ ,สนามฟุตบอล หญ้าเทียม Soccer Land (ข้างๆ Waterside )และสนามฟุตบอล Yak Football club โรงเรียนสาธิต พัฒนา

เรียนรู้วิถีไทย ที่บ้านครูธานี ปทุมธานี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294815

เรียนรู้วิถีไทย ที่บ้านครูธานี ปทุมธานี”

าลูกปลูกข้าว ณ บ้านครูธานี, เรียนรู้วิถีไทยที่บ้านครูธานี

พาลูกปลูกข้าว ณ บ้านครูธานี อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี” จัดกิจกรรมเสริมสร้างพัฒนาการ และ การเรียนรู้ของนักเรียนในทุกด้าน เน้นปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกที่ดี

     โรงเรียนอนุบาลคหกรรมศาสตร์เกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โรงเรียนที่เน้นสร้างพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญาซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาของเด็กปฐมวัย ในความดูแลของ“นางสาวจุไรพร รอดเชื้อ” คุณครูใหญ่ของโรงเรียน จัดกิจกรรม “พาลูกปลูกข้าว ณ บ้านครูธานี อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี” จัดกิจกรรมเสริมสร้างพัฒนาการ และ การเรียนรู้ของนักเรียนในทุกด้าน เน้นปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกที่ดี ทางสังคมและวัฒนธรรม การเลี้ยงดูของสถาบันครอบครัว

เรียนรู้วิถีไทย ที่บ้านครูธานี ปทุมธานี”

เรียนรู้วิถีไทย ที่บ้านครูธานี ปทุมธานี”

     ล่าสุดจัดกิจกรรมให้นักเรียนไปเรียนรู้ที่ “บ้านครูธานี” “สัมผัสวิถีชีวิตไทย” จากเรื่องใกล้ตัวอย่าง ที่อยู่อาศัย อาหาร รวมถึงการดำรงชีวิตแบบชาวชนบท เช่น ขูดมะพร้าว โม่แป้งทำขนม ผาดโผนปีนต้นไม้ ก้าวย่างบนสะพานแขวน อีกทั้งยังมีการสัญจรในรูปแบบ การขี่ควาย นั่งเกวียน และขับรถกระแทะ เป็นต้น

เรียนรู้วิถีไทย ที่บ้านครูธานี ปทุมธานี”

     กิจกรรมอันเป็นไฮไลท์สำคัญ คือ “การปลูกข้าว” เหยียบย่ำลงไปในผืนโคลนฉ่ำน้ำ และความรู้เรื่องข้าว ได้ทดลองสีข้าว ฝัดข้าว สร้างความสนุกสนานเป็นอย่างมาก ล้วนแล้วแต่เหมาะสำหรับทุกคนทั้งเยาวชนหรือผู้ใหญ่ ควรจะได้มาสัมผัสเรียนรู้ด้วยตนเอง ครูใหญ่เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า รอยยิ้ม และความซาบซึ้งที่มีในวันนี้ การดำเนินชีวิตแบบพอเพียง ไม่ว่าจะอดีตหรือปัจจุบันจะเป็นสิ่งที่ทุกคนค้นหาเพราะมันเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างแท้จริงตั้งใจไว้ว่า จะมีกิจกรรมเช่นนี้ให้กับลูกๆของชาวคหกรรมศาสตร์เกษตร อีกทุกๆปีอย่างแน่นอน”

เรียนรู้วิถีไทย ที่บ้านครูธานี ปทุมธานี”

      “นายธานี หอมชื่น” หรือที่รู้จักกันดีว่าครูธานี ผู้ก่อตั้งและสร้างสรรค์แหล่งการเรียนรู้ วิถีชีวิตอย่างไทยชนบทนี้ขึ้น กล่าวว่า การเล่นคือการสร้างความจดจำที่ดี อนาคตก็มีแผนที่จะขยายในส่วนของกิจกรรมที่จะเป็นประโยชน์ แยกเป็นสัดส่วนและอยู่บนพื้นฐานความปลอดภัย ทุกคนจะได้สัมผัสและเรียนรู้ด้วยการลงการปฏิบัติจริง

เรียนรู้วิถีไทย ที่บ้านครูธานี ปทุมธานี”

    โดยมีชาวบ้านจิตอาสา ในพื้นที่มาเป็นครูสอนให้ดูเป็นแบบอย่าง เราพร้อมต้อนรับทุกคนที่ตั้งใจอยากเรียนรู้วิถีชีวิตแบบดั่งเดิมของบรรพบุรุษของไทยให้ทุกคนได้มาเรียนรู้สัมผัสกับธรรมชาติ เน้นเรื่องการลงพื้นที่จริง อาจดูเหมือนเป็นการเล่น

เริ่มที่ความคิด “เด็กตีกัน” จบได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294804

เริ่มที่ความคิด “เด็กตีกัน” จบได้

สถาบันอุดมศึกษา, สอศ, มาตรการ, แก้เด็กตีกัน, เด็กตีกัน

เด็กตีกัน ทะเลาะวิวาท ไล่ฟัน ไล่ยิง ความซ้ำซาก ที่หลายๆเหตุการณ์กลายเป็นโศกนาฏกรรม สูญเสียทั้งตัวคนก่อเหตุ ร้ายกว่านั้นชีวิตของผู้บริสุทธิตกเป็นเหยื่อความรุนแรง

       …ที่ผ่านมามีความพยายามของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)เจ้าหน้าที่ตำรวจ เครือข่ายต่างๆ งัดสารพัด สารพันมาตรการเพื่อนำมาใช้แก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษา ความเข้มข้นของมาตรการต่างๆ ที่กำหนดขึ้นจะเป็นไปตามความร้ายแรงของการก่อเหตุในช่วงนั้นๆ

ดังเช่นกรณี 2 สถาบันอุดมศึกษาคู่อริ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย กับสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน (สปท.) ถือเป็นรุ่นพี่ใหญ่เติบโตมาจากเด็กช่างอาชีวะ ก่อเหตุทะเลาะวิวาท ยกพวกตีกันบริเวณสกายวอล์คของห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านปทุมวัน มีทั้งผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ทิ้งเวลาไม่นานฝ่ายบริหาร “จรูญ ชูลาภ” นายกสภา สปท.รับประสานฝ่ายตำรวจ “พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร” ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ฝ่ายและเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องมาวางแผนสกัดปัญหา กำหนดจุดพื้นที่ “เรดโซน” ที่ห้ามขาดไม่ให้นักศึกษา 2 สถาบันเข้าไป ห้ามสวมชุดช็อป สัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นตราสัญลักษณ์ที่สุ่มเสี่ยงก่อให้เกิดการยั่วยุ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ อาจารย์เฝ้าระวังในจุดเสี่ยงต่างๆ ระยะยาวลดความหวาดระแวงของนักศึกษาทั้ง 2 สถาบัน และส่งเสริมให้ทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อให้เกิดความสามัคคีระหว่างนักศึกษา 2 สถาบันประจำทุกเดือน

เริ่มที่ความคิด "เด็กตีกัน" จบได้

อย่างไรก็ดี แม้ต้นสังกัดจะพยายามหามาตรการออกมาแก้ไข แต่เมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมาอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “ร.ต.ประพาส ลิมปะพันธ์” ได้ทำหนังสือเสนอแนวทางการแก้ปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักศึกษา 2 สถาบันอย่างยั่งยืนถึง ม.ล.ปนัดดา ดิสกุล รมช.ศึกษาธิการ ระบุให้งดรับนักศึกษาปี 1 ของทุกระดับการศึกษา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2561 เป็นต้นไปหรือเร็วที่สุดที่สามารถดำเนินการได้

ยังเสนอให้ ย้าย ครู อาจารย์ และบุคลากรของ 2 สถาบันที่เกินความจำเป็น ไปสอนระดับชั้นปีที่ยังคงเปิดการเรียนการสอนอยู่ หรือให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในสถาบันการศึกษาอื่นที่ต้องการบุคลากรเพิ่ม และโยกย้ายต่อเนื่องจนกว่าสิ้นสุดบัณฑิตรุ่นสุดท้ายของสถาบัน ระยะเวลาไม่เกิน 4 ปีการศึกษา หรืออาจจะมากกว่านั้นเล็กน้อยก็สิ้นสุดบัณฑิตของทั้ง 2 สถาบัน จะไม่มีนักศึกษาที่จบจากสถาบันทั้ง 2 แห่งนี้อีก อาคารสถานที่ก็นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์

เมื่อไร้คนเรียน..ก็หมายความว่า สถาบันก็ต้องปิดตัวลง??

เริ่มที่ความคิด "เด็กตีกัน" จบได้

ทว่า..ปลายทางการแก้ปัญหา “เด็กตีกัน” จะหมดไปหรือไม่ ยังไม่มีใครกล้าการันตี และเมื่อย้อนมองดูมาตรการต่างๆที่ปรากฎออกมา โดยเฉพาะ “คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 30/2559 เรื่อง มาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษา ลงวันที่ 21 มิ.ย.2559” เป็น “ยาแรง” ขนานหนึ่งเพราะเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่รัฐกักตัวเด็ก หากพบว่ามีพฤติกรรมเสี่ยงจะไปก่อเหตุ หรือไปก่อเหตุมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง กำหนดให้พ่อแม่ต้องมีส่วนรับผิดชอบ เมื่อลูกของตนไปก่อเหตุ ทั้งคำสั่ง คสช.ฉบับนี้ทุกหน่วยงาน สถานศึกษา จะต้องนำไปสู่การกำหนดมาตรการต่างๆด้วย

ทวีศักดิ์ คิ้วทอง” ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ กล่าวว่า ในอดีตพื้นที่สมุทรปราการมีปัญหาทะเลาะวิวาทต่อเนื่อง ซึ่งวท.สมุทรปราการ อยู่ในกลุ่มสวนหลวงร. 9 ซึ่งเป็น 1ใน 6 กลุ่มวิทยาลัยกลุ่มเสี่ยงที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดกลุ่มไว้อีก 5 กลุ่มคือ กลุ่มมีนบุรี กลุ่มอนุสรณ์สถาน(ดอนเมือง) กลุ่มกรุงเก่า (โซนพื้นที่อยุธยา) กลุ่มชัยสมรภูมิ และกลุ่มธนบุรี (ฝั่งธนบุรี บางบอน สมุทรปราการ และนครปฐม) ซึ่งทุกกลุ่มต้องปฏิบัติตามมาตรการกลางของ สอศ. คือ ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจจุดเสี่ยงที่เด็กจะรวมตัวกัน เฝ้าระวังติดตามข่าวสาร ประสานสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับชุมชนในพื้นที่ช่วยเป็นหูเป็นตา ทำความเข้าใจและร่วมมือกับศิษย์เก่าฯ ขึ้นบัญชีดำรุ่นพี่ ศิษย์เก่าที่เป็นหัวโจกในการก่อเหตุ มีการตรวจค้นอาวธุ เป็นต้น

เริ่มที่ความคิด "เด็กตีกัน" จบได้

ทวีศักดิ์ คิ้วทอง

นอกจากนี้ ยังมีการจัดอบรมให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่นักเรียน นักศึกษา ผ่านกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ เช่น Fix it Center ให้บริการประชาชน กิจกรรมทางศาสนาเพื่ออบรมกล่อมเกลาจิตใจเด็ก โครงการเรียนทวิภาคีรูปแบบพิเศษที่ร่วมมือกับสถานประกอบการ นำเด็กนักเรียนระดับประกาศนียบัติวิชาชีพชั้นปีที่ 2 สาขาช่างอุตสาหกรรม ช่างไฟฟ้า ฯลฯ ได้ไปเรียนรู้จริงในสถานประกอบการ

ตรงนี้ช่วยให้เด็กไม่เข้าไปเสี่ยงในจุดล่อแหลม เป้าหมายสำคัญคือ เด็กได้มองเห็นภาพอนาคตตัวเองชัดเจนขึ้น ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมายังมีโครงการเตรียมความพร้อมอาชีวศึกษา (พรี-อาชีวะ) ที่นำเด็กนักศึกษาปีที่ 1 มาเข้าค่ายทำกิจกรรมร่วมกันที่โรงเรียนชุมพลทหารเรือ เพื่อสร้างความรักความสามัคคีร่วมกัน โครงการนี้ทำมาต่อเนื่อง 3 ปีแล้ว

ทวีศักดิ์ กล่าวด้วยว่า มาตรการต่างๆของ สอศ.และมาตรการของหัวหน้า คสช.เป็นมาตรการที่ดี ซึ่งแต่ละวิทยาลัยต้องนำไปปรับสู่การปฏิบัติ ทำงานเชิงรุกทั้งในงานปกครอง ซึ่งของวท.สมุทรปราการ ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมาใช้หลัก ปะ ฉะ ดะ ภายใต้สมุทรปราการโมเดล เป็นการร่วมมือกับทุกฝ่ายตั้งแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ศิษย์เก่า ชุมชน ผู้ปกครอง คิดวิเคราะห์ ดูจุดเสี่ยงวางแผนร่วมกัน มีการเฝ้าระวัง ติดตามข่าวสารเมื่อรู้ก็ต้องรีบเข้าสกัดไม่ให้เกิดเหตุ จุดอันตรายเก็บอาวุธต้องไม่มี โดยตรวจตราเข้มงวดตลอดภาคเรียน

เริ่มที่ความคิด "เด็กตีกัน" จบได้

ซึ่งแนวทางนี้ช่วยลดปัญหาทะเลาะวิวาทของเด็กในพื้นที่ไปได้มาก และได้มีการขยายผลครอบคลุมไป 17 จุดในจ.สมุทรปราการ ขณะเดียวกัน ก็จะหาพื้นที่กิจกรรมให้เด็กได้แสดงพลังในทางที่ถูกต้อง นำพาทำกิจกรรมที่เกิดประโยชน์กับส่วนรวม ทำบ่อยๆต่อเนื่องเพื่อปลูกฝังสิ่งดีๆให้เด็ก

“ต้องตัดทุกโอกาสที่จะนำไปสู่การก่อเหตุ การแก้ไขปัญหาเด็กทะเลาะวิวาทต้องทำงานเชิงรุก เฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา และทำต่อเนื่อง เชื่อว่าวันหนึ่งวัฒนธรรมผิดๆ เรื่องตีกันรับน้อง การล้างแค้นจะแก้ไขได้ แต่ถ้าคิดว่าแก้ไขไม่ได้ ก็จะแพ้ตั้งแต่ตอนเริ่มคิดแล้ว”ทวีศักดิ์ กล่าวย้ำ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเด็กตีกันทะเลาะวิวาท อาจจะต้องใช้เวลาในการแก้ไขอีกยาวนาน ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องหาคำตอบให้ชัดเจนว่า ตีกันเพราะอะไร การขัดแย้งส่วนตัว การเหมารวมสถาบัน การย้ายสถาบันที่สุดแล้วอาจก็ไม่แก้ไขความคิด ความเชื่อได้ แต่ควรสร้างความเข้าใจ หาคนประสานรอยร้าว สร้างความปรารถนาดีต่อกัน เพราะหากปิดสถาบันไปมองในภาพรวมก็จะเกิดผลกระทบในภาพใหญ่ ตัวนักเรียน นักศึกษา ครูบุคลากร และสถานประกอบการที่ต้องการกำลังคนในการพัฒนาประเทศ.

0 เกศกาญจน์  บุญเพ็ญ 0

qualitylife44444@gmail.com 0

คิดเปลี่ยนโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294810

คิดเปลี่ยนโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

One Young World2017, อาซีลา ดอรอแต จากสมาคมเด็กและเยาวชนเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ หรือกลุ่มลูกเหรียง

กลุ่มลูกเหรียง” นำเสนอมุมมองเรื่องสันติภาพ “ร่วมเวทีประชุมผู้นำเยาวชนระดับโลกOne Young World2017 ณ ประเทศโคลอมเบีย

   “การเปลี่ยนแปลงนั้นสามารถเริ่มต้นได้ที่ตัวเรา ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สามารถทำได้ในทันที แต่ในขณะเดียวกันเราก็จะต้องไม่ละความสนใจที่จะทำให้ส่วนร่วมดีขึ้นด้วย ซึ่งเป็นหัวใจของการประชุมOne Young Worldที่เชื่อมั่นว่าผู้นำรุ่นใหม่คือคนที่จะขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง และขับเคลื่อนโลกไปสู่ความยั่งยืน”

คิดเปลี่ยนโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

 ศุภชัย เจียรวนนท์

  ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) เชื่อมั่นในพลังของเยาวชนคนรุ่นใหม่ จึงได้เดินหน้าโครงการ“ซีพีสานฝัน ปันโอกาส สู่ผู้นำรุ่นใหม่One Young World” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยสนับสนุนผู้นำรุ่นใหม่จากกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ในเครือเจริญโภคภัณฑ์จำนวน 15 คน และผู้นำเยาวชนจากองค์กรภายนอกอีก 5 คน รวม 20 คน เป็นตัวแทนจากประเทศไทยเข้าร่วมในการประชุมสุดยอดผู้นำเยาวชนระดับโลก“One Young World2017” ณ เมืองโบโกตา ประเทศโคลอมเบีย

คิดเปลี่ยนโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

     ภายใต้แนวคิด“คิดเปลี่ยนโลก เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”โดยผู้นำเยาวชนรุ่นใหม่กว่า 1,300 คนจาก 190 ประเทศทั่วโลก จะใช้เวทีนี้ในการแลกเปลี่ยนความคิดเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงประเด็นปัญหาสำคัญ5ด้านของโลก ได้แก่1.ความยากจน (Poverty)2.การศึกษา (Education)3.สันติภาพและความปรองดอง (Peace & Reconciliation)4. ความเป็นผู้นำ (Leadership & Government) และ5. สิ่งแวดล้อม (Environment)

     ในปีนี้เปิดโอกาสให้ 2 ตัวแทนเยาวชนจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ หรือ“กลุ่มลูกเหรียง” ซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนที่สูญเสียครอบครัวจากเหตุการณ์ไม่สงบภาคใต้ที่รวมตัวกันโดยใช้ความรักเป็นเครื่องมือในการฟื้นคืนความสงบสุขให้กลับคืนมาสู่บ้านเกิด ไดเเป็นตัวแทนประเทศไทย ร่วมนำเสนอมุมมองของการสร้างสันติภาพด้วยความรักและการให้อภัย ซึ่งเป็น 1 ใน 5 ประเด็นปัญหาสำคัญของโลกที่ถูกกำหนดเป็นหัวข้อในการประชุมครั้งนี้ สรุปว่า“ความรัก” “ความฝัน”และ “การพึ่งพาซึ่งกันและกัน” จะสามารถสร้างความมั่นคงที่แท้จริงให้เกิดขึ้น และจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้

คิดเปลี่ยนโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

      “One Young Worldเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ส่งเสียงและสะท้อนมุมมองต่อประเด็นปัญหาต่างๆ ของประเทศและโลก ซึ่งจะเป็นโลกของพวกเขาเองต่อไปในอนาคต เพื่อที่จะได้ร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลง ซึ่งการได้ไปร่วมในเวทีนี้จะทำให้เราเห็นภาพใหญ่มากขึ้น ได้เห็นโจทย์และปัญหาที่ใหญ่ในระดับโลก และได้มองเห็นเป้าหมายของคนรุ่นใหม่ที่จะมาร่วมขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

คิดเปลี่ยนโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

    ซึ่งจะทำให้เรามองเห็นบทบาทของตัวเองที่ชัดเจนขึ้น มองเห็นว่าตัวเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโลก ซึ่งองค์ความรู้และแรงบันดาลใจต่างๆ ที่ตัวแทนทั้ง 20 คนได้รับจากเวทีนี้ จะช่วยทำให้ทุกคนเกิดการพัฒนาตนเอง แล้วนำความรู้กลับมาพัฒนาส่วนงานที่เกี่ยวข้อง และถ่ายทอดให้กับคนอื่นๆ เพื่อร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นกับองค์กรและสังคมไทยของเรา ซึ่งทุกคนที่เป็นตัวแทนของประเทศไทยในครั้งนี้อาจจะมีความสนใจในเรื่องราวต่างๆ ที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่สำคัญคือทุกคนมีจิตใจเดียวกันคือมีความมุ่งมั่นและมีความฝันที่จะเปลี่ยนแปลงโลกของเราใบนี้ให้ดียิ่งขึ้น”

คิดเปลี่ยนโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

        อาซีลา ดอรอแต จากสมาคมเด็กและเยาวชนเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ หรือกลุ่มลูกเหรียง ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ 3 ในจังหวัดชายแดนใต้ กล่าวว่าเป็นโอกาสที่ดีและโชคดีมากที่ได้รับโอกาสจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ให้เป็นตัวแทนของประเทศไทยไปสื่อสารให้โลกได้รู้ว่าเยาวชนคนหนึ่งก็มีพลังและก็มีความศรัทธาที่จะเปลี่ยนแปลงบ้านเกิดตัวเองให้ดีขึ้นได้ ถึงแม้ว่าสิ่งที่ทำอยู่ในตอนนี้มันอาจจะยังไม่เห็นผลอะไรมาก เพราะการทำงานกับเด็กและเยาวชนที่จะต้องใช้เวลาในการสร้างความเปลี่ยนแปลง

     “สิ่งที่จะนำเสนอบนเวทีเชื่อว่าจะทำให้คนทั่วมุมโลกจะหันไปมองภาคใต้ของเรามากขึ้น จะกลับมาโฟกัสที่ปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ แล้วก็ได้เข้ามาช่วยกันแก้ปัญหา รวมไปถึงได้รับมุมมองหรือคำแนะนำใหม่ๆ กลับมาสร้างความเปลี่ยนแปลง เพื่อฟื้นคืนความสงบสุขให้เกิดขึ้นกับบ้านของเรา เพื่อให้เด็กๆ ทุกคนมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย หรืออย่างน้อยก็อยากให้ทุกคนหันมาร่วมกันแก้ปัญหาอย่างจริงจัง” คิดเปลี่ยนโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

  อาซีลา ดอรอแต

    สำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำรุ่นใหม่ “One Young World Summit2017” มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 ถึง 7 ตุลาคม 2560 ณ เมืองโบโกตา ประเทศโคลอมเบีย ซึ่งนับว่าเป็นการจัดการประชุมขึ้นเป็นครั้งแรกในทวีปอเมริกาใต้ โดยได้รับเกียรติจากผู้นำระดับโลกอาทิ นายมูฮัมหมัด ยูนูส ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ นายโคฟี อันนัน อดีตรองเลขาธิการสหประชาชาติ

     รวมไปถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงในระดับโลกหลากสาขาอาชีพ มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้นำเยาวชนจากทั่วโลก เพื่อร่วมกันสร้างเครือข่ายผู้นำและเยาวชนคนรุ่นใหม่เพื่อผลักดันให้โลกใบนี้ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน

    ซึ่งปัจจุบันมีเครือข่ายผู้นำเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นจากเวทีนี้จำนวนกว่า 8,000 คนทั่วโลก และมีผู้คนมากกว่า 8.5 ล้านคนที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นจากโครงการที่ดำเนินงานโดยทูตเยาวชนOne Young Worldโดยประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพเมื่อปี พ.ศ.2558

รู้ไว้!! 7 ทักษะวิศวกรมืออาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294812

รู้ไว้!! 7 ทักษะวิศวกรมืออาชีพ

1 ทักษะวิศวกรนานาชาติ, นานาชาติ, 7 ทักษะวิศวกรมืออาชีพ, วิศวกร

“วิศวกร” เป็นหนึ่งอาชีพท็อปฮิตของเด็กไทย เพราะด้วยค่าตอบแทนที่สูง และเป็นอาชีพที่สามารถไปทำงานในกลุ่มประเทศอาเซียนได้

      เกือบทุกมหาวิทยาลัยไม่ว่าจะรัฐ หรือเอกชนต่างเปิดการเรียนการสอนวิศวกรรมศาสตร์…ต่อให้มีการเปิดหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์จนเรียกได้ว่า “วิศวกรล้นตลาด” แต่ในมุมสถานประกอบการ ยังคงถามหา “วิศวกรมืออาชีพ”

      เมื่อปริมาณและคุณภาพไม่ได้สอดคล้องกัน แล้วควรผลิตวิศวกรอย่างไร ?ให้ตอบโจทย์สถานประกอบการ (เรียนจบแล้วทำงานได้ทันที)  ศ.ดร. สมนึก ตั้งเติมสิริกุล ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร หรือ SIIT Sirindhorn International Institute of Technology มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)เล่าว่า SIIT สถาบันการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีนานาชาติ จัดการเรียนในหลักสูตร คณาจารย์ สภาพแวดล้อม อุปกรณ์การเรียนการสอนอินเตอร์เทียบเท่ามหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ

รู้ไว้!! 7 ทักษะวิศวกรมืออาชีพ
ซึ่งปัจจุบันมีโครงการความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ 70 กว่าแห่งทั่วประเทศ และได้มีการผลิตบัณฑิตระดับปริญญาตรีประมาณ 7,000 กว่าคน และปริญญาโท-ปริญญาเอก 2,000 กว่าคน ตอบสนองความต้องการของประเทศ

“ตลอดระยะเวลา 25 ปี ของการจัดตั้งสถาบัน SIIT เรามุ่งสร้างความเป็นเลิศทั้งทางด้านวิชาการ ความเป็นนานาชาติ และความยั่งยืน โดยการเป็นสถาบันนานาชาติไม่ใช่เพียงการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ แต่การผลิตบัณฑิต ผลงานวิจัย ผลงานวิชาการของอาจารย์และนักศึกษา หลักสูตรต้องมีความเป็นนานาชาติ ทันสมัย นักศึกษาที่เรียนต้องสามารถแลกเปลี่ยนกับมหาวิทยาลัยชั้นนำได้ทั่วโลก ถ้านักศึกษาอยากไปมหาวิทยาลัยต้องได้รับการสนับสนุน และสามารถจบภายในระยะเวลาของหลักสูตร เพราะหลักสูตรเราสามารถเชื่อมโยงการเรียนการสอนกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ”ศ.ดร. สมนึก กล่าว

รู้ไว้!! 7 ทักษะวิศวกรมืออาชีพ

  ศ.ดร. สมนึก ตั้งเติมสิริกุล

   ส่วนความเป็นเลิศของอาจารย์ นอกจากสนับสนุนให้ทำงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ได้จริงๆแล้ว สถาบัน SIIT มีอาจารย์ต่างชาติ 20% มีนักเรียนต่างชาติประมาณ 10% มาจาก 37-38 ประเทศ มีสภาพแวดล้อมและอุปกรณ์ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ มีระบบการดูแลนักศึกษาที่ดี ทั้งนักศึกษาต่างชาติและนักศึกษาไทย โดยมีระบบบัดดี้ 1 ต่อ 1 ให้เด็กได้เรียนรู้ อยู่ร่วมกัน มีโอกาสได้พูดคุย แลกเปลี่ยนทั้งความคิด ทางวัฒนธรรม มีความสามารถในการสื่อสาร และมีความสุขในการใช้ชีวิต

รู้ไว้!! 7 ทักษะวิศวกรมืออาชีพ

     ศ.ดร. สมนึก กล่าวต่อว่า การจัดการเรียนการสอนของสถาบัน SIIT เกือบทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ แต่นักศึกษาที่อาจจะมีทักษะภาษาอังกฤษไม่ได้ดีมากก็สามารถเรียนหลักสูตรต่างๆ ของสถาบันได้ เพราะก่อนที่จะเข้าเรียนจะมีการประเมินคุณภาพนักศึกษา เพื่อช่วยฝึกภาษาอังกฤษ โดยมีคอร์สพิเศษให้เด็กไทยได้เรียนภาษาอังกฤษ โดยไม่ได้มีการบังคับแต่มีหน่วยฝึกภาษาอังกฤษ มีคลินิกภาษาอังกฤษ จัดเวลาให้นักศึกษา

รู้ไว้!! 7 ทักษะวิศวกรมืออาชีพ

     “บัณฑิตจะต้องมี 7 ทักษะ ได้แก่ 1.ทักษะด้านวิชาการ ความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขา คณะที่ตนเองเรียน 2.ทักษะด้านภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ 3.ทักษะการสื่อสารและการนำเสนอข้อมูลต่างๆ และการ 4.ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 5.ความสามารถในการวิเคราะห์และวิจัย ยิ่งในยุค 4.0 ถ้าวิเคราะห์วิจัย ไม่สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นมาได้ 6.สามารถเชื่อมโยงกับนานาชาติ เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และ7.ความสามารถในการทำงานเป็นทีม ทำงานร่วมกับผู้อื่น เพราะในโลกนี้ไม่สามารถทำอะไรคนเดียวได้ ต้องมีทีม มีเครือข่าย ซึ่งทักษะเหล่านี้ล้วนตอบสนองประเทศไทย 4.0 และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้บัณฑิตของเราจบออกไปมีงานทำ เป็นที่ต้องการของสถานประกอบการ”

รู้ไว้!! 7 ทักษะวิศวกรมืออาชีพ

      ตามผลการสำรวจสัดส่วนการมีงานทำ และออกไปเรียนต่อ พบว่า บัณฑิต SIIT จบออกไปมีงานทำ 50% และอีก 50% ได้ทุนไปศึกษาต่อ เช่น ได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่น มากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ขณะที่ผลสำรวจความพึงพอใจของผู้ประกอบการ พบว่าบัณฑิต SIIT เป็นที่พึงพอใจของสถานประกอบการในระดับดีมาก รายได้เฉลี่ยของบัณฑิตสูงสุดในประเทศไทย ส่วนผลการประเมินของอาจารย์อยู่ในระดับดีมาก ขณะที่ผลงานวิจัย และวารสารที่ตีพิมพ์ในสาขาวิศวกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงการอ้างอิงบทความต่ออาจารย์ก็สูงเช่นเดียวกัน

รู้ไว้!! 7 ทักษะวิศวกรมืออาชีพ

     ผอ.สถาบัน SIIT กล่าวต่อไปว่าการเรียนในสาขา หรือคณะใดในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าเด็กเรียนตามความชอบ แตกต่างจากอดีตที่เด็กเลือกเรียนโดยดูว่าเมื่อจบออกมาแล้วมีงานทำหรือไม่ เลี้ยงชีพตนเองได้หรือไม่ ซึ่งการที่เด็กเลือกเรียนตามความชอบ ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าในยุคนี้ สาขาคณะด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยี ด้านนวัตกรรมมีความจำเป็นต่อความต้องการของประเทศ เพราะประเทศต้องมีทรัพยากรบุคคลที่สามารถคิดค้น ประดิษฐ์นวัตกรรม ทำเองได้ หรือมีความร่วมมือกับประเทศต่างๆ

       “การเลือกเรียนสาขา คณะมหาวิทยาลัย อยากให้นักศึกษาศึกษาข้อมูลดีๆ เพราะขณะนี้มหาวิทยาลัยมีการเปิดการเรียนการสอนจำนวนมาก ต้องดูว่าดีจริงหรือไม่ อย่าดูเพียงชื่อมหาวิทยาลัยอย่างเดียว ต้องศึกษาข้อมูลเชิงลึก ต้องดูคุณภาพบัณฑิตที่จบการศึกษา และผลงานของคณาจารย์ ผลงานวิชาการ ผลงานวิจัย และส่วนประกอบอื่นๆ รวมถึงระบบการดูแลนักศึกษา”ศ.ดร. สมนึกกล่าว

รู้ไว้!! 7 ทักษะวิศวกรมืออาชีพ

      ประเทศไทยตอนนี้มีการผลิตวิศวกรจำนวนมาก เพราะมีหลายมหาวิทยาลัยเปิดการเรียนการสอน ศ.ดร.สมนึก บอกว่าปริมาณของวิศวกรมีจำนวนมากจริง แต่ขาดแคลนคุณภาพ ตอนนี้ทุกแห่งต่างเปิดหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ โดยลืมนึกไปว่าเด็กจบออกมาแล้วจะมีงานทำหรือไม่ เพราะวิศวกรถ้าไม่มีทักษะตามที่สถานประกอบการต้องการ ก็ได้เพียงใบปริญญา มีวุฒิ แต่ไม่มีทักษะฝีมือ ทำงานไม่เป็น สถานประกอบการก็ไม่ต้องการ

รู้ไว้!! 7 ทักษะวิศวกรมืออาชีพ

     ฉะนั้น การเรียนการสอนด้านวิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยี ไม่ใช่มีเพียงวุฒิการศึกษา แต่ต้องทำงานได้จริงด้วย ยิ่งยุค 4.0 การเตรียมพร้อมกำลังคน แรงงานต้องตอบโจทย์ด้วย   ความเป็นจริงแน่ชัดว่าประเทศไทย กำลังก้าวสู่ 4.0 แต่จะทำอย่างไร? ให้ทุกอาชีพ ทุกคนเดินไปถึงจุดนั้น หาคำตอบได้ในงานสัมมนา    “เทคโนโลยีและคนแบบไหน ถึงจะใช่ Thailand 4.0” การผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพในแบบที่จะตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่ยุค Thailand 4.0  วันที่ 29 กันยายน 2560 เวลาบ่ายโมงเป็นต้นไป ณ อาคารเรียนและปฏิบัติการรวม (อาคารใหม่ ด้านข้างอาคารปิยชาติ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต สอบถามได้ที่02 986 9009 ต่อ 1002 และ 1004

0 ชุลีพร  อร่ามเนตร 0

qualitylife44444@gmail.com

นางรำ ส.บัณฑิตพัฒนศิลป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294787

นางรำ ส.บัณฑิตพัฒนศิลป์

นางรำ สบัณฑิตพัฒนศิลป์, บวรนรรฎ อัญญะโพธิ์

เปิดโลกมุสลิม ตอน “บวรนรรฎ อัญญะโพธิ์ ” นางรำ ส.บัณฑิตพัฒนศิลป์ ในชุดสีเหลืองอร่ามที่เรียกเสียงฮือฮาและเสียงปรบมือในขณะที่เดินร่ายรำออกมาจากหลังเวที ในการแสดง

   ยังคงติดตา ติดใจในการแสดงของทีมที่มาจากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม เมื่อวันก่อนได้ทำการถอดหน้ากากหนุมานไปแล้ว วันนี้จะขอนำเสนอนางรำในชุดสีเหลืองอร่ามที่เรียกเสียงฮือฮาและเสียงปรบมือในขณะที่เดินร่ายรำออกมาจากหลังเวที ในการแสดง Thai Festival 2017 in Egypt ณ ศูนย์วัฒนธรรมเอลซอวี ในไคโร

 นางรำ ส.บัณฑิตพัฒนศิลป์

      ซึ่งเป็นงานฝ่ายสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ของสถานเอกอัครราชทูตไทย ไคโร เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2560 วันนี้ขอนำเสนอเรื่องของอาจารย์บวรนรรฎ อัญญะโพธิ์  อาจารย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นทั้งนางรำและอาจารย์ในเวลาเดียวกัน

 “จุดเด่นของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรมคือ เป็นสถาบันการศึกษาเฉพาะทางศิลปะ ที่มีความพร้อมในทุกๆ ด้าน เป็นแหล่งข้อมูลและเป็นศูนย์กลางทางการเรียนรู้ด้านศิลปะ มีผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และความชำนาญ มีทั้งศิลปิน ศิลปินพื้นบ้าน ศิลปินแห่งชาติ ที่เราภูมิใจ นอกจากนี้นักศึกษาที่จบการศึกษาไปล้วนมีคุณภาพและมีคุณสมบัติเป็นที่ต้องการของสังคมอีกด้วย” บวรนรรฏ พูดด้วยรอยยิ้ม

 นางรำ ส.บัณฑิตพัฒนศิลป์

       หลังจากจบการศึกษาปริญญาตรี ศึกษาศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชานาฏศิลป์ไทยศึกษา คณะศิลปศึกษาสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม  บวรนรรฏ  ได้บรรจุเป็นอาจารย์สอนในระดับปริญญาตรี ที่สถาบันแห่งนี้ต่อมาได้ศึกษาต่อปริญญาโท การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษามหาวิทยาลัยบูรพา

   อาจารย์บวรนรรฏ ชอบการรำและการแสดงออกมาตั้งแต่เด็ก รวมทั้งครอบครัวสนับสนุน จึงได้มาสอบเข้าที่วิทยาลัยนาฏศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ตั้งแต่มัธยมศึกษาปีที่ 1 จนจบปริญญาตรี ใช้เวลาเรียนทั้งหมด 10 ปี  ปรัชญาสมัยตอนเรียนที่วิทยาลัยนาฏศิลป ที่ว่า “ขึ้นชื่อว่าศิลปะ แม้เช่นใดเช่นหนึ่ง ก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้” ศิลปะการร่ายรำมีคุณค่าอยู่ในตัวของมันเอง อยู่ในที่ที่ควรอยู่การหยิบจับหรือการนำไปใช้นั้นขึ้นอยู่กับเวลา โอกาส สถานที่

 นางรำ ส.บัณฑิตพัฒนศิลป์

      รวมทั้งผู้ที่นำไปใช้ว่าจะสามารถนำเสนอให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร ศิลปะเป็นสิ่งจรรโลงใจผู้คนได้เป็นอย่างดี ศิลปะจึงสามารถดึงดูดผู้คนให้มีความสนใจในตัวของมันเองได้ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องพึ่งสื่ออื่นเพื่อช่วยในการสร้างแรงจูงใจให้ผู้คนสนใจหรือเข้าหา

 นางรำ ส.บัณฑิตพัฒนศิลป์

     ถ้าให้มองปัจจุบันถึงวัยรุ่นกับเรื่องวัฒนธรรมคิดว่า แม้ว่ายุคปัจจุบันจะอยู่ท่ามกลางกระแสต่างชาติที่เข้ามามีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตของเด็กไทยนั้น ก็ยังมีกลุ่มที่ต้องการความแตกต่าง โดยนำความแตกต่างมาเป็นจุดเด่นให้กับตนเองหรือกลุ่มของพวกเขา เช่น การแต่งกายด้วยชุดไทยไปดูคอนเสิร์ตนักร้องเกาหลี การสร้างพื้นที่เล็กๆ ในการโชว์การแสดง ตามแหล่งวัยรุ่นทั่วไป เช่น ตลาดนัดรถไฟ สยามสแควร์ เป็นต้น จึงมั่นใจได้ว่าน้องนักศึกษาวัยรุ่น หรือรุ่นใหม่ยังคงให้ความนิยมให้ความรัก ความหวงแหนและไม่มีทางหายไปอย่างแน่นอน

 นางรำ ส.บัณฑิตพัฒนศิลป์

     การได้มาแสดงในประเทศอียิปต์ ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ เป็นโอกาสดีมากที่ทำให้น้องๆนักศึกษาได้มาเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับสิ่งต่างๆทั้ง ภาษา วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ อาหาร เวลา อากาศ ฯลฯ ที่ได้สัมผัสมานั้นล้วนเป็นสิ่งสามารถนำไปเพิ่มพูนเป็นต้นทุนของประสบการณ์เรื่องราวในชีวิตของพวกเขาได้เป็นอย่างมาก

        การแสดงทั้งในไคโร และที่ต่างจังหวัดเมืองชาร์มเอลเชคนั้น เป็นการแสดงที่เห็นได้รับความสนใจจากผู้ชมจับจ้องมองเราเหมือนกับทุกคนเป็นรูปปั้น นั่งนิ่งเหมือนโดนมนต์สะกดไปกับการแสดงของพวกเราในทุกชุด

 นางรำ ส.บัณฑิตพัฒนศิลป์

     ยิ่งทำให้รู้สึกถึงคุณค่าของการแสดงที่ทำให้ทุกคนอึ้งได้เพียงนี้เชียวหรือ ยิ่งรู้สึกรักประเทศไทย รู้สึกหวงแหนในการเป็นครูสอนนาฏศิลป์ให้ดียิ่งขึ้น เพราะนี่คือการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยที่ดีที่สุดอีกหนึ่งเส้นทาง