ย้ำยึดหลักสวัสดิการแก้หนี้ครูวิกฤตไม่ล่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294781

ย้ำยึดหลักสวัสดิการแก้หนี้ครูวิกฤตไม่ล่ม

หลักสวัสดิการ, อีสาน, จังหวัด, สกสค, พิษณุ

“พิษณุ” เดินสายอีสานประชุมคกก.จัดสวัสดิการ 8 จังหวัด ย้ำคัดครูแก้หนี้วิกฤตต้องให้ความสำคัญกับทุกข้อมูล ทุกตัวเลข สร้างความเข้าใจถูกต้อง ยึดหลักสวัสดิการนำ

      ดร.พิษณุ  ตุลสุข รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กล่าวระหว่างเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดสวัสดิการจังหวัด ในโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินแบบครบวงจร กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ว่า คณะกรรมการจัดสวัสดิการจังหวัด ถือเป็นผู้แทนสำคัญของ สกสค. มีหน้าที่ในการคัดเลือก คัดกรองผู้ที่จะเข้าโครงการฯ ในระดับจังหวัด ก่อนจะส่งให้ สกสค.ส่วนกลางจะพิจารณาอีกครั้ง ดังนั้น ขอให้คณะกรรมการทุกคนทำงานด้วยความละเอียด รอบคอบ ให้ความสำคัญกับทุกข้อมูล และทุกตัวเลข  ไม่เช่นนั้น จะกลายเป็นการเริ่มต้นที่ล้มเหลว ขาดความเชื่อมั่น และศรัทธาจากสมาชิก และผู้ที่รับรู้ จึงจำเป็นที่ทุกฝ่ายที่ทำงานจะต้องเข้าใจถึงและหมายและความชัดเจนของโครงการฯ

“การแก้ไขปัญหาหนี้สินในครั้งนี้จะไม่ล้มเหลวหากยึดหลักของสวัสดิการเป็นตัวตั้ง เพราะหากยึดตามหลักของธุรกิจจะกลายเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ มากกว่าเป็นการแก้ไข ซึ่งขณะนี้ สกสค.มีสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูไปแล้ว 44 แห่ง” ดร.พิษณุ  กล่าว

สำหรับคณะกรรมการจัดสวัสดิการในกลุุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา อุดรธานี หนองบัวลำภู ยโสธร มุกดาหาร สุรินทร์ และ เลย

เครื่องดื่มอายุวัฒนะชลอแก่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294777

เครื่องดื่มอายุวัฒนะชลอแก่

เครื่องดื่มน้ำว่านหางจระเข้ผสมสารสกัดตำรับยาอายุ      วัฒนะจากสมุนไพรไทย(POLVERA ANTI-AGEING DRINK), เครื่องดื่มชะลอความแก่

เครื่องดื่มน้ำว่านหางจระเข้ผสมสารสกัดตำรับยาอายุวัฒนะจากสมุนไพรไทยมทร.ธัญบุรีคว้าเหรียญเงิน  Life scienceในประกวดNOVEL RESEARCH AND INNOVATION COMPETITON2017

 

อีกหนึ่งผลงาน เครื่องดื่มน้ำว่านหางจระเข้ผสมสารสกัดตำรับยาอายุ      วัฒนะจากสมุนไพรไทย(POLVERA ANTI-AGEING DRINK) นำทีมโดย ผศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์ นักวิจัยและอาจารย์วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย เป็นผู้ควบคุมและที่ปรึกษา “เติ้ล”- ตรีภพ เฉลิมพร “โบ๊ต”-วรเมศ ยอดเถื่อน และ “เรียว”-ฉัตรชัย ชนะสัตย์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 วิทยาการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี  คว้าเหรียญเงิน ประเภท Life science ในการประกวดNOVEL RESEARCH AND INNOVATION COMPETITON 2017 ณ ประเทศมาเลเซีย โดยมีผลงานเข้าร่วมประกวดกว่า 82 ทีม จากทั่วโลกเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้

เครื่องดื่มอายุวัฒนะชลอแก่

ผศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์ เปิดเผยว่า ทาง มทร.ธัญบุรี ได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้นักศึกษาทุกคณะได้เข้าประกวดตามเวทีต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งรับทุนสนับสนุนจากกองพัฒนานักศึกษาของมหาวิทยาลัย เพื่อให้ให้นักศึกษาได้ออกไปแสดงศักยภาพ เปิดประสบการณ์อีกมุมมองหนึ่งยังเวทีโลก

โดยผลงานของนักศึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยเป็นอีกผลงานที่ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุน  เครื่องดื่มว่านหางจระเข้ผสมสารสกัดตำรับยาอายุวัฒนะ ของนักศึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนไทย เป็นผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ผสมผสานน้ำว่านหางจระเข้กับสมุนไพรได้อย่างลงตัว

เครื่องดื่มอายุวัฒนะชลอแก่

โดยส่วนใหญ่สมุนไพรมักจะอยู่ในรูปแบบของแคปซูล จึงลองเปลี่ยนมาในเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ โดยได้ความอนุเคราะห์จากห้างหุ้นส่วน บางกอกอะโล จำกัด ช่วยในเรื่องของการจัดหาวัตถุดิบว่านหางจระเข้และขั้นตอนบรรจุผลิตภัณฑ์ให้สะอาด นอกจากความสะดวกในการดื่มและรสชาติอร่อยแล้ว ยังมีสรรพคุณทางยาที่สามารถชะลอความแก่ได้ โดยสูตรตำรับยาเป็นสูตรโบราณที่สืบทอดกันมา โดยเป็นสูตรโบราณของคุณทวด นายฉัตรชัย ชนะสัตย์

เครื่องดื่มอายุวัฒนะชลอแก่

“เรียว” ฉัตรชัย ชนะสัตย์ เล่าว่า  ตำรับยาอายุวัฒนะโบราณเป็นสูตรของคุณทวด เนื่องด้วยคุณทวดเป็นหมอยาโบราณที่ได้สืบทอดต่อๆ กันมา รุ่นสู่รุ่น ด้วยความเชื่อทานยาขนานนี้แล้วจะไม่แก่

ซึ่งตำรายาดังกล่าวมีส่วนผสมของสมุนไพรกว่า 22 ชนิด เช่น รากตองแตก หัสคุณ ดีปลี และกานพลู จากการทดสอบ พบว่า สารสกัดจากตำรับยานี้สามารถกระตุ้นการเจริญของเซลล์ได้สูงถึง 44% และสามารถฤทธิ์การกระตุ้นการแสดงออกของยีนชะลอความแก่ได้ถึง80% เมื่อเทียบกับสารมาตรฐานเรสเวอราทอล  จากนั้นนำสารสกัดที่ได้มาผสมในน้ำว่านหางจระเข้ กลายเป็นเครื่องดื่มว่านหางจระเข้ผสมสารสกัดตำรับยาอายุวัฒนะแบบใหม่ขึ้น

เครื่องดื่มอายุวัฒนะชลอแก่

“เติ้ล” ตรีภพ เฉลิมพร เล่าว่า สรรพคุณของเครื่องเครื่องดื่มว่านหางจระเข้ ผสมสารสกัดตำรับยาสมุนไพรไทย ช่วยชะลอวัย ยังสามารถต้านอนุมูลอิสระที่ดีมาก และกระตุ้นยีนในร่างกายที่ชื่อว่า SIRT-I , Foxo-I โดยเป็นเอนไซม์ที่ช่วยยับยั้งการแก่ตัวของเซลล์ ทำให้เซลล์มีอายุ ยืดอายุขึ้น ซึ่งอาจสามารถป้องกันโรคที่เกิดจากการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ เช่น อัลไซเมอร์ เบาหวาน มะเร็ง และยังช่วยส่งเสริมสุขภาพความงามได้อีกด้วย

เครื่องดื่มอายุวัฒนะชลอแก่

ทางด้าน “โบ๊ต” วรเมศ ยอดเถื่อน เล่าเพิ่มเติมว่า เพื่อกลบกลิ่นของสารสกัดตำรับยาสมุนไพร ได้ผสมน้ำองุ่นขาวลงไปในน้ำว่านหางจระเข้ด้วย ทำให้กลิ่นของสมุนไพรอ่อนลงทานง่ายขึ้น และเพิ่มเนื้อว่านหางจระเข้ลงไป ซึ่งเครื่องดื่มดังกล่าวสามารถดื่มได้ตั้งแต่ 7 ปี ขึ้นไป

สำหรับการนำผลงานเข้าร่วมแข่งขัน โดยเวทีนี้เป็นเวทีใหญ่ของพวกเรา ดีใจภูมิใจที่ได้เข้าร่วมการแข่งขัน เป็นการเปิดประสบการณ์ยังต่างประเทศ ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการนำเสนอผลงาน ทำให้กล้าแสดงออกในเรื่องของทักษะการใช้ภาษามากขึ้น ร่วมไปถึงการได้นำความรู้ศาสตร์สมุนไพร วิทยาการทางการแพทย์แผนไทย ไปเผยแพร่ให้ทั่วโลกได้รู้จัก และสุดท้ายนี้ต้องขอบคุณทุนสนับสนุนจากกองพัฒนานักศึกษา

เครื่องดื่มอายุวัฒนะชลอแก่

ปรบมือให้กับผลงานของอาจารย์และนักศึกษาจากวิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี หน่วยงานหรือบริษัทใดสนใจนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย โทร  0-2592-1999 ต่อ 1112

8กย.วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294774

8กย.วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ’

วันที่ระลึกสากลแห่่งการรู้หนังสือ, 8กยวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ

กศน. ร่วม ยูเนสโก จัดใหญ่..“วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ’60”  8 กันยายน 2560 เมืองทองธานี ชูการรู้หนังสือในโลกยุคดิจิทัล

           นายกฤตชัย อรุณรัตน์ เลขาธิการ กศน. เปิดเผยว่า ตามที่ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือ ยูเนสโก (UNESCO)ได้มองเห็นความสำคัญของการรู้หนังสือของประชากรโลก โดยกำหนดให้วันที่ 8 กันยายน ของทุกปีเป็นวันเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาส “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” และเชิญชวนให้ประเทศสมาชิกทั่วโลกร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสสำคัญดังกล่าวด้วย

8กย.วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ’

สำนักงาน กศน. ในฐานะองค์กรหลักของประเทศไทยที่ทำงานในด้านส่งเสริมการรู้หนังสือของประชาชนมาเป็นระยะเวลายาวนาน และมีกิจกรรมร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสดังกล่าวมาโดยตลอด ปีนี้ สำนักงาน กศน.ได้กำหนดจัดงานวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ ประจำปี 2560 ขึ้น ณ ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ภายใต้แนวคิดหลัก “Literacy in digital world” ของยูเนสโก

8กย.วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ’

      นายกฤตชัย กล่าวต่อไปถึงแนวคิดหลัก “Literacy in digital world” ที่ยูเนสโกได้กำหนดขึ้นเป็นธีมส์หลักในการเฉลิมฉลองวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ ประจำปี 2560 ว่า มองว่าในยุคที่เทคโนโลยีเจริญสูงสุด สิ่งที่จำเป็นมากกว่าการก้าวให้ทันเทคโนโลยี คือ การสอนให้คนไทยรู้จักคิดวิเคราะห์ให้มากขึ้น รู้เท่าทันเทคโนโลยี และข่าวสารให้มากขึ้น แยกแยะได้ว่าข้อมูลใดเป็นข้อเท็จจริง ข้อมูลใดเป็นข้อมูลลวง มีทักษะในการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนจะปักใจเชื่อข้อมูลข่าวสารนั้นๆ

8กย.วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ’

สิ่งนี้จำเป็นมากในการส่งเสริมการรู้หนังสือในโลกยุคนี้ สำหรับการส่งเสริมการรู้หนังสือในประเทศไทย  ซึ่งในส่วนของสำนักงาน กศน. ขณะนี้กำลังดำเนินการเพื่อขับเคลื่อน “การอ่านออกเขียนได้” คู่ขนานไปกับการส่งเสริมการอ่านที่รุกสู่ชุมชนแบบประชิดติดตัว

8กย.วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ’

โดยการสำรวจผู้ไม่รู้หนังสือในทุกชุมชนทั่วประเทศ หาเส้นแบ่งระหว่างกลุ่มเป้าหมายผู้ไม่รู้หนังสือ ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่มีสัญชาติไทย และไม่ใช้ภาษาไทยในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน

8กย.วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ’

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้ลืมหนังสือ ที่เคยได้ศึกษาเรียนรู้มาระยะหนึ่ง เมื่อไม่ได้ใช้ ไม่ได้ฝึกฝน จึงเกิดการลืมหนังสือขึ้น ทั้ง 2 กลุ่มนี้ ต้องใช้วิธีการจัดและส่งเสริมในเรื่องการอ่านออกเขียนได้ที่แตกต่างกันออกไป ต้องมีการวางแผนในการจัดการเรียนการสอน ด้วยวิธีการและกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับบริบทและวิถีชีวิตของกลุ่มเป้าหมาย สอดคล้องกับสภาพทางสังคม เศรษฐกิจ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม

8กย.วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ’

ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงห่วงใยเรื่องนี้มาก ทรงมีพระราชดำรัสฝากให้ สำนักงาน กศน. ช่วยดูแลอย่างเต็มที่ และได้จัดทำโครงการนำร่องการสอนผู้ไม่รู้หนังสือขึ้น ที่ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ และ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก หลังจากประเมินผลแล้ว จะนำไปขยายผลในทุกพื้นที่ตามบริบทของแต่ละสังคม

 

8กย.วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ’

ในส่วนของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นเขตเฉพาะกิจ ที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ใช้ภาษามลายูเป็นภาษาหลัก ก็ได้นำหลักสูตรการสอนผู้ไม่รู้หนังสือไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของพี่น้องชาวมุสลิม เพื่อให้สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ด้วย เพื่อประโยชน์ในการเข้ารับบริการจากทางภาครัฐต่อไปอีกด้วย

 

8กย.วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ’


วิจัย”คราม”มีสารต้านอนุมูลอิสระ !

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294771

วิจัย”คราม”มีสารต้านอนุมูลอิสระ !

คราม

ครั้งแรก!! คณะวิทย์ มธ.วิจัยพบสารต้านอนุมูลอิสระ’ ใน “คราม” จ.สกลนคร แค่นำไปสกัดผ่าน 3 กระบวนการ เพิ่มช่องทางสร้างรายได้เกษตรกร ลดการนำเข้า ผนึกเอกชนต่อยอดวิจัย

      ผศ.ดร.นิรมล ศากยวงศ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. กล่าวว่า ‘ผ้าย้อมคราม’ ถือเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นอย่างยาวนาน ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากคนโบราณนำกิ่งครามมาแช่น้ำด่างเพื่อหมักเอานำครามมาย้อมผ้าและมัดเป็นลวดลายต่างๆ ด้วยเล็งเห็นคุณสมบัติของการสวมใส่ที่เย็นสบาย ระบายความร้อนได้ดี และสามารถปกป้องผิวกายได้จากแสงยูวี ฯลฯวิจัย"คราม"มีสารต้านอนุมูลอิสระ !

ทั้งนี้ พื้นที่ปลูกครามในประเทศไทย จะพบมากในจังหวัดสกลนคร ดังนั้น จึงนำไปสู่งานวิจัย ‘ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสารสกัดจากคราม’ (Indigofera Tinctoria)เพื่อศึกษาวิจัยสารเคมีธรรมชาติที่แฝงอยู่ในแต่ละส่วนของคราม จ.สกลนคร ผ่านการทดลองสกัดสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ ในแง่ของการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เวชสำอางจากสารสกัดธรรมชาติ ที่ได้มาตรฐาน และไม่ทิ้งสารเคมีตกค้างในผิว ที่สามารถสร้างรายได้เพิ่มแก่เกษตรผู้ปลูกครามและผู้ประกอบการ รวมถึงลดการนำเข้าสารเคมีบางชนิดจากต่างประเทศ

วิจัย"คราม"มีสารต้านอนุมูลอิสระ !

ภาพประกอบการคัดแยก

ผศ.ดร.นิรมล กล่าวต่อว่า สำหรับขั้นตอนในการสกัดหา ‘สารต้านอนุมูลอิสระ’ สามารถทำการทดสอบได้ใน 3 ขั้นตอน คือ ขั้นคัดแยก การคัดแยกส่วนต่างๆ ของพืชไปตากแห้ง และนำมาบดด้วยเครื่องปั่นจนละเอียด เพื่อให้สามารถสกัดสารต้านอนุมูลอิสระได้ง่ายยิ่งขึ้น

วิจัย"คราม"มีสารต้านอนุมูลอิสระ !

ขั้นสกัดสาร

ขั้นสกัดสาร การสกัดแบบต่อเนื่องโดยใช้ความร้อนสูง ผ่านตัวทำละลายที่มีจุดเดือดต่ำที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 ชั่วโมง เพื่อให้ได้ผงครามตัวอย่าง

วิจัย"คราม"มีสารต้านอนุมูลอิสระ !

ขั้นตรวจสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

 ขั้นตรวจสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ การตรวจสอบสารเคมีตามธรรมชาติที่พบในพืช และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ผ่านการทดสอบความเข้มข้นของสี ซึ่งหากสารดังกล่าว มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในปริมาณมาก จะมีสีน้ำเงินอมดำเข้ม แต่ในกรณีที่มีฤทธิ์เบาบาง ความเข้มของสีก็จะเจือจางลงไป โดยอาจจะปรากฎเป็นสีน้ำเงิน หรือสีฟ้า ฯลฯ ควบคู่ไปกับการหาความเข้มข้นของสารสกัดที่สามารถยับยั้งอนุมูลอิสระได้ที่ 50% ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงของสีจากสีม่วงเป็นสีเหลือง

วิจัย"คราม"มีสารต้านอนุมูลอิสระ !

ผศ.ดร.นิรมล กล่าวต่อไปว่า จากผลการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระใน ‘คราม’ ทั้ง 3 ส่วนนั้น พบว่า ส่วนที่พบสารต้านอนุมูลอิสระมากที่สุดคือ ‘เมล็ด’ โดยพบเป็นสัดส่วนถึง 3-5% ต่อสารสกัดจำนวน 50 กรัม โดยส่วนใหญ่จะพบสารต้านอนุมูลอิสระจำพวก รูติน (Rutin) ที่ช่วยยับยั้งอาการภูมิแพ้ และเพิ่มความแข็งแรงของเส้นเลือดฝอย อิพิคาเทซิน (Epicatachin) ที่ช่วยขับสารพิษในร่างกาย และลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็ง และ กรดแกลลิค (Gallic Acid) ที่ช่วยยับยั้งแบคทีเรียในช่องปาก และลดความดันเลือด ขณะที่ประเทศญี่ปุ่น จะพบสารต้านอนุมูลอิสระในใบแก่มากที่สุด (ที่มา : งานวิจัยโดยนายคยอง ซูคิม (Kyung-suKim) และคณะ ฉบับที่ 46, ปี 2555)

วิจัย"คราม"มีสารต้านอนุมูลอิสระ !

เมล็ดคราม อ้างอิงจาก manncraftthailand.blogspot.com

ซึ่งต่อมาญี่ปุ่นได้นำสารสกัดมาต่อยอดสู่ผลิตเวชสำอางในสหรัฐอเมริกาหลากชนิด อาทิ ครีมทามือ ครีมลดเลือนริ้วรอย ครีมบำรุงผิวกาย ฯลฯ ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการแล้ว ยังสามารถสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรผู้ปลูกต้นครามอีกทางหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบัน อุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทย มีการนำเข้าสารเคมีและสารสกัดจากธรรมชาติที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากต่างประเทศ

วิจัย"คราม"มีสารต้านอนุมูลอิสระ !

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 2548 พบว่า วัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยมากที่สุดคือ “เคมีภัณฑ์ขั้นมูลฐาน” คิดเป็นมูลค่า 6,968 ล้านบาท โดยสัดส่วนการใช้วัตถุดิบของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทย แบ่งเป็นวัตถุดิบในประเทศ คิดเป็นร้อยละ 62.15 กับวัตถุดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศ คิดเป็นร้อยละ37.85 เพื่อนำมาเป็นส่วนผสมหนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์เวชสำอาง ในปริมาณ 5% ต่อ 1 ผลิตภัณฑ์ ขณะที่ข้อมูลจากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากรล่าสุด พบว่าในปี 2559 ประเทศไทยมีการนำเข้าเครื่องสำอางจากต่างประเทศมีมูลค่ารวม 35,566.71 ล้านบาท ซึ่งขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 27.78%

วิจัย"คราม"มีสารต้านอนุมูลอิสระ !

นางสาวญาดา พูลเกษม เจ้าของผลงานการศึกษาวิจัย

สำหรับงานวิจัย ‘ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสารสกัดจากคราม’ เป็นผลงานการศึกษาวิจัยของ นางสาวญาดา พูลเกษม บัณฑิตสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. โดยมี ผศ.ดร.สมจิต ดำริห์อนันต์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาร่วม โดยที่ล่าสุด อยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนาต่อยอดร่วมกับภาคเอกชน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีคุณภาพในอนาคต คณะวิทยาศาสตร์ฯ มธ. โดยสาขาเทคโนโลยีชีวภาพ มีความมุ่งมั่นเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาบุคลากรและงานวิจัยให้มีความก้าวหน้าเป็นลำดับ ด้วยการบูรณาการองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ร่วมกัน เพื่อหนุนภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมในการลดต้นทุนการนำเข้าสารสกัดที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากต่างประเทศ ควบคู่ไปการช่วยภาคการเกษตรลดปริมาณวัสดุเหลือทิ้งได้เป็นจำนวนมาก เพียงผ่านกระบวนการนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร อย่าง ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่ให้วิตามินซีสูง ฯลฯ มาทดลองสกัด เพื่อค้นหาสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นต้น

ผู้สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ โทรศัพท์ 02-564-4440 ต่อ 2452 หรือฝ่ายประชาสัมพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ.ศูนย์รังสิต โทรศัพท์ 02-564- 4440-59 ต่อ 2010 เว็บไซต์ www.sci.tu.ac.th

ส้มตำเชียร์ลีดดิ้ง แซ่บเวอร์จนต้องลอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294737

ส้มตำเชียร์ลีดดิ้ง แซ่บเวอร์จนต้องลอง

ส้มตำอมร, ส้มตำอมรอร่อยเว่อร์, ส้มตำเชียร์ลีดดิ้ง

“ส้มตำอมร” รสชาติที่แซ่ปเว่อร์แล้ว พ่อครัวยังแซ่ปอีก เพราะอดีตเป็นถึงนักกีฬาทุนเชียร์ลีดดิ้ง มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ใช้ชีวิตโกอินเตอร์มากว่า 8 ปี

       หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบเสิรซ์หาของกินอร่อยๆ ในกรุงเทพฯ “ส้มตำอมร” เป็นหนึ่งชื่อที่ปรากฎให้เห็นกันบนแอพพลิเคชั่นที่คุณค้นหาอย่าง Wongnai หรือรีวิวร้านอาหารต่างๆ อย่างแน่นอน เพราะร้านนี้ไม่ธรรมดา นอกจากรสชาติที่แซ่ปเว่อร์แล้ว พ่อครัวยังแซ่ปอีก เพราะอดีตเป็นถึงนักกีฬาทุนเชียร์ลีดดิ้ง มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ใช้ชีวิตโกอินเตอร์มากว่า 8 ปี ก่อนเบนเข็มเปลี่ยนทิศทางมาทำธุรกิจเป็นของตัวเอง

ส้มตำเชียร์ลีดดิ้ง  แซ่บเวอร์จนต้องลอง

      นนทกานต์ ซ้ายกาละคำ หรือ ยอด เจ้าของร้านส้มตำอมร ช่องนนทรี (Somtam Amorn Chongnonsi) ชื่อดังโดนใจทั้งวัยรุ่น วัยทำงาน ตั้งโดนเด่นริมถนนย่านพระราม 3 กรุงเทพฯ ระหว่างเรียนที่มหาวิทยาลัยรังสิตได้มีโอกาสเข้าร่วมแข่งขันกับทีมเชียร์ลีดดิ้งมหาวิทยาลัยรังสิต และคว้ารางวัลต่างๆ อาทิแชมป์รายการ Seacon Square National Cheerleader Contest 2 สมัย แชมป์ รายการ Red Bull Extra Boom แชมป์ รายการ To Be Number One 2 สมัย และด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาขณะเรียนมหาวิทยาลัย

    นอกจากการเรียนอย่างหนัก ประกอบกับมีงานแสดงโชว์ ออกรายการทีวีต่างๆ แต่สามารถเรียนจบได้ภายใน 2 ปี และคว้าปริญญามาครอบครองได้สำเร็จ จากนั้นเริ่มต้นทำงานด้วยการเป็นหนุ่มแบงค์ ทำงานประจำที่ธนาคารแห่งหนึ่งได้ไม่นาน

     จากนั้นก็ค้นหาตัวตนว่าที่เราจบมานั้นเราอยากทำอะไร สุดท้ายได้ไปเป็นโค้ชทีมเชียร์ลีดดิ้งให้กับทีมของมหาวิทยาลัย Nanyang Technological University (NTU) ประเทศสิงค์โปร์ โดยสามารถพาทีมไปแข่งชิงแชมป์ Cheerobics ณ ประเทศญี่ปุ่น และสามารถคว้าแชมป์ 3 ปีซ้อน เรียกว่าสร้างผลงานสร้างชื่อให้กับประเทศสิงคโปร์เป็นอย่างมาก

ส้มตำเชียร์ลีดดิ้ง  แซ่บเวอร์จนต้องลอง

      จากนั้นย้ายมาเป็นโค้ชให้กับทีมเล็กๆ เด็กหอพักของมหาวิทยาลัย National University of Singapore (NUS) โดยยอดสามารถสร้างทีม no-name กลายเป็นทีม well-known สามารถพาทีมเด็กหอพักไปกวาดรางวัลรายการ Asia international cheerleading competition ที่สำคัญคือชนะทีมที่เดิมที่เคยเป็นโค้ชให้ ซึ่งถือว่ากว่า 8 ปีที่ยอดเป็นโค้ชให้กับทีมต่างประเทศและสร้างผลงานได้ดี เป็นบทพิสูจน์ที่มีคุณค่ามาก

     เมื่อชีวิตมีขึ้น ก็ต้องมีลง บนเส้นทางการเป็นโค้ชก็เหมือนวัฎจักร ทีมเก่าไปทีมใหม่มา ถามว่า..เราจะมีพลังเริ่มต้นวัฎจักรแบบนี้ได้นานเท่าไร? ด้วยคำถามที่ผุดขึ้นในใจ ทำให้ยอดเริ่มไตร่ตรองเป้าหมายในชีวิตอีกครั้งว่า ตอนนี้เราต้องการอะไร? ระหว่างทางการคิดไปคิดมาของยอด ก็มีจังหวะเล็กๆที่ไม่น่าเชื่อว่าวันนี้จะกลานเป็นจังหวะที่ใหญ่สำหรับยอด

      เมื่อการกลับบ้านช่วงปิดเทอมของมหาวิทยาลัยในสิงคโปร์ ยอดมีโอกาสมาพักสมองช่วยพี่สาวขายเสื้อผ้าไปพลางๆ ประกอบกับเป็นคนต่างจังหวัดชอบตำส้มตำทานเองกับครอบครัว เลยมีความคิดหารายได้ขำขัน ตั้งโต๊ะขายส้มตำหน้าร้านเสื้อผ้าเล็กๆของพี่สาว 3 ชั่วโมงผ่านไป ไม่มีคนซื้อเลย พี่สาวจึงบอกเทคนิคการตลาด ให้ตำใส่ถาดไว้ให้ลูกค้าที่ผ่านไปผ่านมาชิม เป็นไปตามคาดหมายทุกคนที่ได้ลิ้มชิมรสก็ต้องซื้อกลับกันทุกคน

ส้มตำเชียร์ลีดดิ้ง  แซ่บเวอร์จนต้องลอง

      จนกลายเป็นที่เรื่องลือ คิวยาวเหยียด ขายดิบขายดี ยอดยืนตำส้มตำวันละ 8-9 ชั่วโมง ตรงนี้ทำให้ฉุกคิดว่า นี่เราฝีมือใช้ได้เหมือนกันประกอบกับพี่สาวเล็งเห็นแล้วว่าน่าจะเปิดร้านส้มตำ ไม่ต้องกลับไปทำงานที่สิงคโปร์

    ชีวิตยอดถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง กับการตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาเปิดร้านส้มตำ ที่ชื่อว่า “ส้มตำอมร” ซึ่งเป็นชื่อแม่ของยอดเอง ทุกอย่างเกิดคาดมากเพียง 5 เดือนของการเปิดร้านเท่านั้น ทั้งลูกค้าเดิมก็ตามหา ลูกค้าใหม่ก็ติดใจ จากตั้งโต๊ะขายหน้าร้านเสื้อผ้าของพี่สาวก็ย้ายมาเช่าห้องแถวเปิดร้านจริงจัง

     วันนี้ “ส้มตำอมร” ของยอด มาไกลมาก ด้วยรสชาติที่อร่อยเหาะ เมนูส้มตำแบบต้นตำรับชาวอีสานแท้ๆ ผสมกับการคิดเมนูขึ้นมาใหม่ของยอดเอง รวมถึงวัตถุดิบที่คัดสรรชนิดที่เรียกว่าคุณภาพ คืนกำไรให้ผู้บริโภค เป็นที่ถูกปากถูกใจของคนทุกเพศทุกวัย

ส้มตำเชียร์ลีดดิ้ง  แซ่บเวอร์จนต้องลอง

     จนกลายเป็นการตลาดแบบปากต่อปากนี่เองทำให้ผู้คนต่างผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามารับประทานส้มตำที่ร้านจนต้องจองคิวล่วงหน้าก่อนมารับประทาน และเป็นอย่างนี้ทุกวันตั้งแต่เปิดร้านจนมาได้ระยะเวลากว่า 1 ปี 9 เดือน

     ปัจจุบันส้มตำอมร เป็นที่รู้จักทั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑลจาก App รีวิวอาหารอย่าง Wongnai, Google รีวิวกระทู้ต่างๆ มากมาย ลูกค้าสามารถสั่งอาหารออนไลน์ผ่าน Lineman, GapGuide, Uber เป็นต้น

    นอกจากนี้ ในอนาคตเราจะได้เห็นการขยายธุรกิจของร้านส้มตำอมร อาทิ ผลิตภัณฑ์น้ำปลาร้าทำเอง ภายใต้แบรนด์ ตุ๊ดตำ (TUDTAM) แอพลิเคชั่นสั่งอาหารที่จะมีในร้านส้มตำอมรเป็นที่แรก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาให้สมบูรณ์ใช้งานได้ต่อไป

ตั้งก.การอุดมศึกษา เตรียมรวมงานวิจัยเข้าร่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294694

ตั้งก.การอุดมศึกษา เตรียมรวมงานวิจัยเข้าร่วม

หมออุดม, กการอุดมศึกษา, ศนพจรัส

หมออุดม เผยจัดตั้งก.การอุดมศึกษาเตรียมรวมงานวิจัยเข้าร่วม สอดคล้องไทยแลนด์ 4.0 “ศ.นพ.จรัส” เป็นประธานปรับปรุงร่าง ย้ำพร้อมรับฟังความคิดเห็นทุกฝ่าย

       ศ.นพ.อุดม คชินทร ประธานคณะทำงานเตรียมการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา เปิดเผยว่า จากการหารือร่วมกับ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา ซึ่งรองนายกฯ ให้ข้อเสนอแนะว่า ควรรวมงานวิจัยเข้ามาร่วมด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการผลักดันประเทศไทย 4.0 ซึ่งที่ประชุมได้ขอให้ ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เป็นประธานปรับปรุงร่างกฎหมายที่รวมงานวิจัยเข้ามาด้วย และเสนอกลับมาที่คณะทำงานเตรียมการจัดตั้งฯ โดยเร็วที่สุด เนื่องจากรองนายฯให้เวลา 3สัปดาห์ ซึ่งศ.นพ.จรัส ได้ตั้งอนุกรรมการเฉพาะกิจขึ้น โดยจะมีการประชุมวันที่7ก.ย.นี้ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ซึ่งคาดว่าน่าจะมีข้อสรุปเรื่องงานวิจัย

ศ.นพ.อุดม กล่าวต่อไปว่า สำหรับกรณีที่นักวิชาการและภาคเอกชนบางสวนไม่เห็นด้วยกับการตั้งกระทรวงการอุดมฯ เนื่องจากจะเป็นการนำมหาวิทยาลัยที่เป็นอิสระอยู่แล้วเข้ามาอยู่ในระบบราชการนั้นคณะทำงานฯรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วน ซึ่งคณะทำงานฯ ยอมรับว่ากังวลมากเรื่องที่จะถูกควบคุมจากรมต.ที่มาจากการเมือง ซึ่งเคยเห็นตัวอย่างทั้งที่เข้าใจและไม่เข้าใจมหาวิทยาลัยมาแล้ว จึงพยายามออกแบบอำนาจของรมต.  โดยต้องสั่งการผ่านคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ไม่สามารถสั่งการถึงมหาวิทยาลัยได้โดยตรง ส่วนการเป็นส่วนราชการนั้น ร่างกฎหมายกำหนดส่วนราชการของกระทรวงการอุดมฯมีเพียง3ส่วนคือ สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง และสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เป็นส่วนราชการ ซึ่งได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฎ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ซึ่งอนาคตหากมีความพร้อมและความต้องการก็เป็นมหาวิทยาลัยอิสระได้

“คณะทำงานคำนึงถึงทุกภาคส่วน และพวกเราส่วนใหญ่ก็มาจากมหาวิทยาลัยซึ่งรู้ปัญหาของมหาวิทยาลัยเป็นอย่างดี เราจะไม่เพิ่มอะไรให้มาบีบรัดการทำงานของเราหรือทำให้แย่ลงและยืนยันว่าเราจะไม่มีเจ้านายมาคุมมหาวิทยาลัยเพิ่มแน่นอน”ศ.นพ.อุดม กล่าว

ชงงดรับนศ.ใหม่อุเทน-ปทุมวันแก้ตีกันคาด4ปีปิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294677

ชงงดรับนศ.ใหม่อุเทน-ปทุมวันแก้ตีกันคาด4ปีปิด

ชงปิดอุเทน-ปทุมวันแก้ตีกัน

เสนอแก้อุเทน-ปทุมวันตีกัน งดรับศึกษาเข้าใหม่ทุกระดับชั้น เริ่มปีการศึกษา2561 นี้ คาดไม่เกิน 4 ปีการศึกษาก็สิ้นสุดบัณฑิตของทั้งสองสถาบัน

       เมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา ร.ต.ประพาส ลิมปะพันธ์ ได้ทำหนังสือเสนอแนวทางการแก้ปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย กับสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันอย่างยั่งยืน ถึง หม่อมหลวงปนัดดา ดิสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษา โดยให้สถาบันทั้งสองแห่งงดรับนักศึกษาปี 1 ของทุกระดับการศึกษา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2561 เป็นต้นไป หรือเร็วที่สุดที่สามารถดำเนินการได้

       และย้าย ครู อาจารย์ และบุคลากร ของสถาบันทั้งสองจำนวนที่เกินความจำเป็นในการดำเนินการเรียนการอสอนในระดับชั้นปีที่ยังคงเปิดการเรียนการสอนอยู่ให้บ้าไปปฏิบัติหน้าที่ในสถาบันการศึกษาอื่นที่ต้องการบุคลากรเพิ่ม และให้ดำเนินการโยกย้ายต่อเนื่องจนกว่าสิ้นสุดบัณฑิตรุ่นสุดท้ายของสถาบัน โดยในระยะเวลาไม่เกิน 4 ปีการศึกษา หรืออาจจะมากกว่านั้นเล็กน้อยก็สิ้นสุดบัณฑิตของทั้งสองสถาบัน จะไม่มีนักศึกษาที่จบจากสถาบันทั้งสองนี้อีก

ชงงดรับนศ.ใหม่อุเทน-ปทุมวันแก้ตีกันคาด4ปีปิด

       ในส่วนของอาคารสถานที่ของสถาบันคู่อริใจกลางกรุงเทพมหานคร ควรพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม และลบล้างความทรงจำที่ไม่ดีในอดีตของสถาบันทั้งสอง โดยที่ตั้งของสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยเขตอุเทนถวาย ควรยกให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำไปพัฒนาเป็นอาคารเพื่อการเรียนการสอนต่อไป ซึ่งทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเคยขอพื้นที่คืน และในส่วนของสถานที่ของสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ก็จัดให้โรงเรียนสตรีในย่านใกล้เคียงที่ต้องการขยายวิทยาเขตเข้ามาดำเนินการ

       ทั้งนี้เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา “ดร.สุภัทร จำปาทอง” ได้ส่งมอบหนังสือดังกล่าวให้ประธานสภามหาวิทยาลัยทั้ง 2 แห่งได้พิจารณาเรียบร้อยเมื่อวันที่ 24 ส.ค.เนื่องจากเป็นอำนาจของสภามหาวิทยาลัยจะดำเนินการ

       เลขาธิการคณะกรรรมการการอุดมศึกษา กล่าวว่าการเสนอให้มีการงดรับนักศึกษา หรือปิดสถาบันการศึกษาทั้ง 2  แห่งเพื่อแก้ไขปัญหาทะเลาะวิวาท เป็นสิทธิที่สามารถทำได้ แต่ต้องให้สภามหาวิทยาลัยเป็นผู้ดำเนินการ เพราะมีอำนาจตามกฏหมาย

ชงงดรับนศ.ใหม่อุเทน-ปทุมวันแก้ตีกันคาด4ปีปิด

       “ใครจะเสนออะไรก็เสนอได้ แต่การดำเนินการต้องเป็นไปตามกฏหมาย เป็นขั้นตอนที่กำหนดให้สภามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งผมได้ส่งเรื่องไปให้แล้ว ต้องไปถามทางสภามหาวิทยาลัยว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ”เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าว

       ทั้งนี้ในหนังสือของ ร.ต.ประพาส ระบุด้วยว่าการทะเลาะวิวาทระหว่างสองสถาบันมีมาตลอดระยะเวลา 40 ปี แต่ละครั้งมีเหตุผลเดียวคือ การไม่พอใจ อิจฉา ล้างแค้น และเอาคืนเพื่อแสดงอำนาจที่เหนือว่าที่เรียก “มีแค้นต้องชำระ” ส่วนหนึ่งมาจากค่านิยมในสถาบันที่ได้รับการบ่มเพาะของนักศึกษารุ่นพี่ๆ และครูอาจารย์ที่เคยเป็นรุ่นพี่มาก่อน

       ปัจจุบันการทะเลาะวิวาทได้พัฒนาเครื่องทุ่นแรงมาเป็นอาวุธปืน มีด และระเบิดทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายมากบ้างน้อยบ้าง ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงประเทศชาติ บรรยากาศการลงทุนและนักท่องเที่ยวย่านธุรกิจการค้าสยามสแควร์ ประตูน้ำ อนุสาวรีย์ ที่เป็นอัตลักษณ์ย่านสำคัญของกรุงเทพ

       ถึงเวลาแล้วที่จะต้องได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังยั่งยืน รัฐบาลที่ผ่านมาได้แก้ปัญหาให้นักศึกษาทั้งสองสถาบันที่ทะเลาะวิวาทกันเ้ข้ารับการอบรมใช้ชีวิตอยู่ในค่ายทหารด้วยกัน ได้ผลบ้างในระยะสั้นๆ หากต้องการแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทในย่านปทุมวันนี้ ควรที่จะมีการดำเนินการอย่างเด็ดขาด ด้วยวิธีการละมุนละม่อมโดยใช้ระยะเวลาเป็นตัวกำหนดการสิ้นสุดสงตรมแห่งศักดิ์ศรีของทั้งสองสถาบัน โดยกำหนดให้ยุบสลายคู่กรณีทั้งสองฝ่าย ความแค้นทั้งหลายก็จะหายไป คงเ้หลือเพียงชื่อเสียงที่ดีของทั้งสองสถาบันที่จะคงอยู่ในความทรงจำของประชาชนตลอดไป

ชงงดรับนศ.ใหม่อุเทน-ปทุมวันแก้ตีกันคาด4ปีปิด

       ด้านนาย จรูญ ชูลาภ นายกสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน กล่าวว่าได้รับข้อเสนอดังกล่าวแล้วแต่ยังไม่ได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าพิจารณาในสภาสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน แต่อย่างใด การเสนอความเห็นต่างๆเป็นสิทธฺที่ทุกคนทำได้ แต่การนำไปปฏิบัติไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ ต้องพิจารณารอบคอบหลายๆด้าน

       จริงๆแล้วปัจจุบันนี้ ทั้งสองสถาบันต่างตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแก้ไขปัญหานี้ีร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ครูอาจารย์ และฝ่ายอื่นๆในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง แล้ว มั่นใจว่าในพื้นที่ส่วนกลางที่ใกล้ที่ตั้งทั้งสองไม่น่าจะมีปัญหาในการเฝ้าระวัง แต่เป็นห่วงพื้นที่รอบนอกมากกว่า หากเด็กมีปัญหาขัดแย้งกันก็อาจจะเกิดการทะเลาะวิวาทได้หากพวกเขาไปเจอกันตามพื้นที่รอบนอก

       ด้าน ผศ.สืบพงษ์ ม่วงชู ที่ปรึกษาอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาเด็กที่ทะเลาะวิวาท สามารถทำได้ด้วยการเข้มงวดในระเบียบและกฏหมาย ซึ่งในปี 2553 ได้เคยดำเนินการมาแล้วได้ผลไม่มีปัญหาเด็กตีกัน ด้วยการขอความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากพบเด็กกระทำความผิดก็ลงโทษตามกฏหมาย จับดำเนินคดี

       ส่วนของอาจารย์ของแต่ละสถาบันหากพบว่าไม่เอาใจใส่ไม่สอดส่องดูแล ปล่อยปละละเลยนักเรียน ผู้บังคับบัญชาต้องโทษทางวินัยให้เด็ดขาด เชื่อว่าเมื่อทุกฝ่ายทำตามหน้าที่ของตนเองอย่างเข็มงวดแล้ว ปัญหาทะเลาะวิวาทก็จะหมดไป

       “เด็กตีกัน มีความผิดตำรวจก็จับ อาจารย์ไม่เอาใจใส่นักเรียนปล่อยให้มีเรื่องกันก็โดนลงโทษทางวินัย เมื่อทุกฝ่ายใช้เครื่องมือที่ตนเองมีอย่างเต็มที่แล้วเชื่อว่าจะแก้ปัญหาดังกล่าวได้” ผศ.สืบพงษ์ กล่าว

อ้วนอยากผอมผ่าตัดกระเพาะช่วยได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294676

อ้วนอยากผอมผ่าตัดกระเพาะช่วยได้

รพ.กรุงเทพ ระดมทีมศัลยแพทย์ยดูแลผู้ป่วยโรคอ้วน เสนอเทคนิคการผ่าตัดส่องกล้องลดขนาดกระเพาะอาหาร ช่วยลดเสี่ยงโรค ลดน้ำหนัก ให้คนไข้กลับมามีสุขภาพดี มีความสุข

               รศ.นพ.สุเทพ อุดมแสวงทรัพย์ ศัลยแพทย์ส่องกล้องและการผ่าตัดโรคอ้วน ศูนย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพ แถลงข่าวการผ่าตัดส่องกล้องลดขนาดกระเพาะอาหาร เพื่อรักษาโรคอ้วน ว่า   “โรคอ้วน” ภาวะที่ร่างกายมีไขมันสะสมในส่วนต่างๆของร่างกายเกินปกติ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงหรือสาเหตุให้เกิดโรคต่างๆที่ส่งผลถึงสุขภาพ อาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้ ปัจจุบันมีผู้ป่วยที่เข้าข่ายโรคอ้วนจำนวนมากขึ้น อีกทั้งโรคนี้เกิดขึ้นได้กลับทุกคน จากการรับประทานอาหารในปริมาณที่เกินความต้องการและขาดการออกกำลังกาย หรือการป่วยโรคแทรกซ้อนต่างๆก็เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อ เช่น โรคเบาหวาน โรคเส้นเลือดสมองอุดตัน หยุดหายใจขณะนอนหลับ ฯลฯ หรือเกิดจากยีนและความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ อย่างไรก็ตาม ผู้มีภาวะโรคอ้วน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีค่าดัชนีมวลกายไม่เกิน 32.5 ใช้วิธีคุมปริมาณอาหาร ลดแป้ง น้ำตาล ไขมัน และกลุ่มที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 32.5 ขึ้นไปและมีโรคแทรกซ้อน

อ้วนอยากผอมผ่าตัดกระเพาะช่วยได้

สาธิตการใช้อุปกรณ์

ทั้งนี้ ในทางการแพทย์มีวิธีลดน้ำหนักด้วยการผ่านส่องกล้องแบบ  Minimally Invassive Surgery คือ “การผ่าตัดส่องกล้องลดขนาดกระเพาะอาหาร” เพื่อลดขนาดกระเพราะอาหารและการดูดซึม แผลมีขนาดเล็กคนไข้จะฟื้นตัวได้เร็ว ซึ่งเทคโนโลยีนี้ช่วยให้คนโรคอ้วนลดน้ำหนักได้ดีขึ้น ผ่าตัดส่องกล้องเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคอ้วนผ่าตัดเข้าไปเพื่อจัดการกับกระเพาะอาหารเพื่อปรับและเปลี่ยนขนาดกระเพราะอาหารให้มีขนาดเล็ก

โดยวิธีการผ่าตัดส่องกล้องลดขนาดกระเพาะมี 3 วิธี ได้แก่ คือ 1.การใส่หูรูดรัดกระเพาะ (Laparoscopic Gastric banding) เป็นการนำซิลิโคนรัดบริเวณส่วนต้นของกระเพราะอาหารให้มีขนาด 30 ซีซี ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วเพราะกระเพาะเล็กลง ไขมันที่ห่อหุ้มกระเพาะจะหายไป คนไข้ทานได้เกือบปกติ น้ำหนักจะลดลง 60% ของน้ำหนักส่วนเกิน ซึ่งวิธีนี้ไม่เหมาะกับคนที่อ้วนมากๆและต้องดูแลหลังการผ่าตัดใกล้ชิด คนไข้ต้องมีวินัยสูงในการรับประทานอาหารหลังการผ่าตัดอย่างมีกำหนด

อ้วนอยากผอมผ่าตัดกระเพาะช่วยได้

ทีมศัลยแพทย์ รพ.กรุงเทพ ดูแลการผ่าตัดส่องกล้องลดขนาดกระเพราะอาหาร

2.การผ่าตัดกระเพาะแบบบายพาส (Laparoscopic REY Bypass Gastrectomy) ใช้วิธีการสอดกล้องทำการผ่าตัดผ่าแผลขนาดเล็กบริเวณหน้าท้อง จากนั้นแพทย์จะทำการสอดใส่เครื่องมือเข้าไป ทำการผ่าตัดกระเพาะให้เล็กลงเป็นกระเปาะและตัดลำไส้บายพาส 150 เซนติเมตร แล้วนำเอามาต่อกระเปาะและไปเชื่อมกับกระเพาะอาหารลำไส้ส่วนแรกไป (บายพาส) มาต่อกับลำไส้ส่วนที่สอง การผ่าตัดวิธีนี้คนไข้ต้องเคี้ยวอาหารให้ละเอียดที่สุด เพราะอาหารไม่ผ่านการย่อยในกระเพาะ

และ 3.การผ่าตัดส่องกล้องลดขนาดกระเพาะอาหารแบบสลีฟ (Laparoscopic Sleeve Gastrectomy – LSG) วิธีนี้เหมาะกับคนไข้ที่มีดัชนีมวลกายประมาณ 35 ขึ้นไปและมีโรคแทรกซ้อนมากกว่า 2 โรคขึ้นไปเป็นการผ่าตัดเพื่อนำกระเพาะออกไปประมาณ 80% รวมส่วนที่ผลิตฮอร์โมนที่ควบคุมความหิว จะตัดกระเพาะให้เป็นรูปท่อเรียวเหมือนกล้วยหอม มีความกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร มีความจุ 150 ซีซี คนไข้จะทานได้น้อยลง วิธีนี้สามารถลดน้ำหนักได้มากถึง 40-60% จากน้ำหนักตั้งต้น

อ้วนอยากผอมผ่าตัดกระเพาะช่วยได้

รศ.นพ.สุเทพ อุดมแสวงทรัพย์ (ซ้าย) กระเพาะขนาดปกติ (ขวา) กระเพาะที่ผ่าตัดลดขนาด

รศ.นพ.สุเทพ กล่าวต่อไปว่า ขั้นตอนการผ่าตัดแบบสลีฟจะใช้วิธีการส่องกล้อง มีแผลขนาดเล็ก 0.5 เซนติเมตร ประมาณ 3-4 รูเล็กๆเป็นการผ่าตัดแผลเล็ก เจ็บน้อย การผ่าตัดไม่ยุ่งยากซับซ้อน ผลการผ่าตัดใกล้เคียงกับวิธีการผ่าตัดแบบบายพาส คนไข้ดูแลตนเองหลังผ่าตัดไม่ยุ่งยาก ประสบภาวะขาดสารอาหารหลังผ่าตัดน้อยกว่า ทั้งนี้ การผ่าตัดแบบสลีฟแพทย์ผู้ผ่าตัดต้องมีความเชี่ยวชาญพิเศษ ในการวัดขนาดกระเพาะอาหารที่เหมาะสม ซึ่งประโยชน์ของการผ่าตัดรูปแบบนี้จะช่วยให้กระเพาะอาหารเล็กลง คนไข้รับประทานอาหารได้น้อยลงโดยไม่รู้สึกหิว รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น ช่วยจำกัดปริมาณการบริโภคอาหารนำไปสู่การลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพ

“อายุที่ของคนไข้ที่เหมาะสมกับการผ่าตัดอายุไม่น้อยกว่า 16 ปีและไม่เกิน 65 ปี ส่วนระยะเวลาที่ใช้ในการผ่าตัดประมาณ 1 ชั่วโมงคนไข้ต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล 2-3 วันจากนั้นกลับไปพักรักษาตัวที่บ้านประมาณ 1 สัปดาห์ จุดเด่นของการผ่าตัดส่องกล้องลดขนาดกระเพราะอาหารของโรงพยาบาลกรุงเทพ นั้น คือการรวมทีมศัลยแพทย์มาดูแลคนไข้โรคอ้วน โรคแทรกซ้อนให้ได้รับการรักษาใกล้ชิดทั้งการฟื้นฟูร่างกาย สภาพจิตใจตั้งแต่ก่อนเริ่มผ่าตัด ระหว่างผ่าตัด และหลังการผ่าตัด ทั้งนี้ คนไข้ที่รับการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะ แต่สำคัญ ต้องมีวินัยในการดูแลตนเองด้วยเพื่อให้ห่างไกลจากโรค และกลับมามีสุขภาพที่ดี”

อ้วนอยากผอมผ่าตัดกระเพาะช่วยได้

ด้าน พญ.สุภัค กาญจนาภรณ์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู กล่าวว่า คนไข้ที่จะรับการผ่าตัดส่องกล้องลดขนาดกระเพราะ ก่อนผ่าตัดต้องเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกาย 2 สัปดาห์ เช่น ฝึกควบคุมการหายใจ ขับเสมหะป้องกันภาวะแทรกซ้อนระหว่างการผ่าตัด โดยต้องระวังการออกกำลังกายที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บของข้อต่อและกล้ามเนื้อ ต้องเลือกรูปแบบออกกำลังกายเหมาะสม เช่น การปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ แอโรบิค ส่วนหลังผ่าตัด ในช่วง แรกยังไม่สามารถออกกำลังกายหนักมากและไม่ออกกำลังที่เกร็งกล้ามเนื้อท้อง แต่สามารถออกด้วยวิธีการเดินหรือบริหารทุกส่วน และค่อยqเพิ่มหลังผ่านพ้นช่วง 3-4 สัปดาห์ ทั้งนี้ ระยะยาว 3 เดือนเชื่อเปลี่ยนพฤติกรรม ทำให้คนไข้ติดการออกกำลังกายและออกกำลังกายด้วยตนเอง

อ้วนอยากผอมผ่าตัดกระเพาะช่วยได้

ขณะที่ พญ.วีรนุช โรจน์ยินดีเลิศ อายุรแพทย์ด้านโภชนาการ กล่าวว่า การดูแลทางด้านโภชนาการก่อนผ่าตัดใช้เทคนิดง่ายสุดคือ  2:1:1 หรือ ผัก 2 ส่วน แป้ง 1 ส่วน โปรตีน 1 ส่วน ในการรับประทานอาหารซึ่งคนไข้ไม่จำเป็นต้องนับแคลลอรี สามารถทานได้อิ่มเหมือนเดิมแต่ได้สารอาหารครบถ้วน จากนั้นหลังผ่าตัด ช่วงแรกจะงดอาหารเหลว 1-3 สัปดาห์ จากนั้นทานปกติเน้นการนับคำ 5-6 คำอิ่มโดยต้องทานโปรตีนในจากให้หมดก่อนเสมอ อาหารที่เป็นคำ อย่างไรก็ตาม คนไข้ที่ผ่าตัดแล้วต้องระวังภาวะการขาดน้ำ เนื่องจากหลังรับประทานอาหารต้องเว้นช่วงการดื่มน้ำ 30-45 นาที ในแต่ละวันจะเน้นดื่มน้ำน้อยแต่จิบบ่อยๆ ที่สำคัญต้องงดเครื่องดื่มชา กาแฟ และเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดสารอาหารก็ต้องรับวิตามินเสริม เช่น วิตามินรวม แคลเซียม เป็นต้น โดยการดูแลโภชนาการจะต้องทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายและติดตามภาวะแทรกซ้อน

สมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ หนุนฝ่ายบริหารจุฬา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294657

สมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ หนุนฝ่ายบริหารจุฬา

สมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ หนุนฝ่ายบริหารจุฬา

สมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ แสดงจุดยืน หนุนการดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องของฝ่ายบริหารจุฬาฯกรณีเกิดความไม่เรียบร้อยในพิธีถวายสัตย์

      นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี นายกสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ความไม่เรียบร้อยในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนของนิสิตชั้นปีที่ 1  เมื่อวันที่ 3  สิงหาคม 2560  และคณะกรรมการส่งเสริมวินัยนิสิตได้ดำเนินการตามขั้นตอนตามระเบียบที่มีใช้บังคับอยู่แล้ว และได้พิจารณาลงโทษทางวินัยนิสิตด้วยการตัดคะแนนตามหลักเกณฑ์ จนเป็นผลทำให้นิสิตดังกล่าวบางคนที่มีสถานะเป็นสมาชิกสภานิสิต ขาดคุณสมบัติจนพ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกสภานิสิตนั้น

     สมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ โดยกรรมการอำนวยการ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนของนิสิตเก่าทุกคณะ ทุกภูมิภาค ได้รับทราบข้อเท็จจริงและเห็นว่าเป็นการดำเนินการที่รอบคอบ เป็นธรรม และเป็นไปตามระเบียบของมหาวิทยาลัย จึงขอแสดงจุดยืนสนับสนุนการดำเนินการของฝ่ายบริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

​            “สมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ ขอเป็นกำลังใจให้ฝ่ายบริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการแก้ปัญหาที่มีความละเอียดอ่อนนี้ เพื่อร่วมกันรักษาชื่อเสียง ขนบธรรมเนียมประเพณี และระเบียบวินัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคมต่อไป” นายสหรัฐ กล่าว

แผ่นพับที่ระลึกงานพระราชพิธีฯพกพาง่ายใส่กรอบบูชาได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294632

แผ่นพับที่ระลึกงานพระราชพิธีฯพกพาง่ายใส่กรอบบูชาได้

คืบหน้าจัดพิมพ์หนังสือที่ระลึกและจดหมายเหตุงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงในหลวงร.9 ระบุจัดทำแผ่นพับ 3 รูปแบบภาษาไทย-อังกฤษแจกประชาชน-ทูต เน้นพกพาง่ายใส่กรอบบูชา

      เมื่อวันที่ 6 ก.ย.60- ที่หอสมุดแห่งชาติ  นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดทำหนังสือที่ระลึกและจดหมายเหตุงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า ที่ประชุมมีมติรับทราบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพิ่มเติม 2 ชุด ได้แก่ ชุดแรก คณะอนุกรรมการจัดทำหนังสือจดหมายเหตุงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ฉบับประชาชน และชุดสอง คณะอนุกรรมการจัดทำแผ่นพับที่ระลึกเนื่องในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เพิ่มเติม

ทั้งนี้ ความคืบหน้าการจัดทำหนังสือที่ระลึก10 รายการ ประกอบด้วย จดหมายเหตุงานพระราชพิธีฯ  6 รายการ หนังสือที่ระลึก 3 รายการ  และแผ่นพับที่ระลึก 1 รายการนั้น ในส่วนจดหมายเหตุงานพระราชพิธีฯอยู่ระหว่างบันทึกเหตุการณ์ และรวบรวมข้อมูลเอกสาร แบ่งเป็น เบื้องต้นบันทึกได้ 254 ครั้ง เรียบเรียงเหตุการณ์เสร็จแล้ว 2,185 หน้า ส่วนจดหมายเหตุฯฉบับประชาชน อยู่ระหว่างการจัดทำต้นฉบับ คืบหน้า 30% เพิ่มเติมเนื้อหาความรู้สึกประชาชนและจิตอาสา ขณะที่จดหมายเหตุฯฉบับสื่อมวลชน แบ่งเป็นฉบับสื่อมวลชนไทย และสื่อมวลชนต่างประเทศ อยู่ระหว่างการขออนุญาต ใช้ข้อมูลข่าวจากสำนักพิมพ์ต่างๆ ของสื่อไทยจำนวน 14 ฉบับ สำหรับการคัดเลือกเอกสารข่าวของต่างประเทศ ได้ประสานกระทรวงการต่างประเทศ ช่วยตรวจสอบและแปลข่าว ที่ตีพิมพ์ของแต่ละประเทศ และมอบหมายกรมศิลปากรประสานกับกระทรวงการต่างประเทศ ในการรวบรวมข่าวของประเทศต่างๆ เพิ่มเติม

นายวีระ กล่าวต่อไปว่า บทกวีนิพนธ์โครงการกานท์กวีคีตการปวงประชาน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้คัดเลือกร้อยกรองของประชาชนจาก 1 หมื่นบท เหลือ 189 บท จัดพิมพ์เป็นหนังสือ ชื่อ “พระเสด็จสู่ฟ้า ราษฎร์ล้วนอาลัย” ภาพประกอบอยู่ระหว่างการคัดเลือก  สำหรับหนังสือและซีดีบทเพลงแสดงความอาลัยดำเนินการคัดเลือกบทเพลงที่มีความไพเราะ เหมาะสม โดยแยกเป็น เพลงไทยลูกทุ่ง 99 บทเพลง และเพลงไทยสากล 99  บทเพลง เพื่อนำมาจัดทำหนังสือและซีดีบทเพลง โดยใช้ชื่อว่า บทเพลงจากดวงใจแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 “พระผู้สถิตในหทัยราษฎร์” จดหมายเหตุฉบับวีดิทัศน์ “ทรงสถิตย์ในดวงใจไทยนิรันดร์” แล้วเสร็จ 9 ตอน สามารถรับชมได้ที่เว็บไซด์ของ วธ.

หนังสือพระเมรุมาศสมัยรัตนโกสินทร์  ต้นฉบับเสร็จเรียบร้อย เป็นข้อมูลของพระเมรุมาศสมัยรัตนโกสินทร์ 13 พระองค์ โดยเพิ่มเติมเนื้อหาเกี่ยวกับพระเมรุมาศในสมัยอยุธยา และหนังสือพระเมรุในรัชสมัยพระบาทสมเด็จหนังสือพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รวบรวมข้อมูล ได้แล้ว 63 พระองค์

สำหรับหนังสือเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศงานพระบรมศพฯมีเนื้อหาเกี่ยวกับเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ อาทิ ราชรถ ราชยาน พระยานมาศ ริ้วขบวนพยุหยาตรา ต้นฉบับเสร็จแล้ว 30% และหนังสือ “นวมินทราศิรวาทราชสดุดี” ร้อยกรองเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ประสานเรียนเชิญกวี 9 ท่านร่วมรังสรรค์กวีนิพนธ์ โดยนำข้อความจากพระบรมราโชวาทและกระแสพระราชดำรัสที่ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานในโอกาสต่าง ๆ ประกอบด้วยหัวข้อในการประพันธ์  9 หัวข้อ ต้นฉบับเสร็จสมบูรณ์แล้ว อยู่ระหว่างการจัดพิมพ์

ในส่วนข้อมูลแผ่นพับที่ระลึกทั้ง 3 รูปแบบ ดำเนินการออกแบบแล้วเสร็จแล้ว โดย ดร.ยอดขวัญ สวัสดี รองคณบดี  ฝ่ายวิชาการและอาจารย์ประจำภาควิจัยออกแบบเครื่องประดับ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดพิมพ์ทั้งหมด 10.3 ล้านฉบับ แบ่งเป็น ฉบับภาษาไทย 10.2 ล้านฉบับ ภาษาอังกฤษ 1 แสนฉบับ โดยรูปแบบที่ 1,2 มีเนื้อหาเดียวกัน 8 หัวข้อ ได้แก่ พระราชประวัติจอมกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่    พระปรีชาเกริกไกรไปทั่วหล้า พระราชกรณียกิจเพื่อปวงประชา พระราชดำริพัฒนาเทิดถาวร พระเกียรติยศปรากฏทั่วสากล ดิเรกดลถวายพระเพลิงเถกิงนุสรณ์ พระเมรุมาศสูงส่งอลงกรณ์ และเจิดกำจร กำหนดการพระราชพิธี โดยแบบแรกจัดพิมพ์ภาษาไทย จำนวน 9.6 ล้านแผ่น แจกจ่ายผู้เข้าร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่วนแบบที่ 2 เป็นฉบับภาษาอังกฤษ จัดพิมพ์ 1 แสนแผ่น แจกจ่ายแก่คณะทูตานุทูตและชาวต่างชาติ

ส่วนแบบที่ 3 มีเนื้อหาเกี่ยวกับพระราชประวัติ ทศพิธราชธรรม พระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ ราชรถ พระยานมาศ และซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ จัดพิมพ์จำนวน 6 แสนแผ่น แจกจ่ายในงานนิทรรศการ ณ บริเวณ ท้องสนามหลวง ภายหลังงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ      ระหว่างวันที่ 1-30 พฤศจิกายน 2560

“แผ่นพับที่ระลึกทั้ง 3 รูปแบบ ออกแบบให้มีขนาดพกพาได้สะดวก เหมาะสมสำหรับการนำไปใส่กรอบเพื่อบูชา และได้นำเทคโนโลยีดิจิทัล เออาร์โค้ด (AR – Augmented Reality) หรือ เทคโนโลยีความเป็นเสมือนจริง มานำเสนอเนื้อหาผ่านแอปพลิเคชั่นบน Smart Phone หรือ Tablet โดยมี 2 รูปแบบ ดังนี้ 1. แอปพลิเคชั่น ชื่อ แซปป้า (Zappar) เข้าชมข้อมูล อาทิ วีดิทัศน์สารคดี “ทรงสถิตในดวงใจไทยนิรันดร์” หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (eBook) ประมวลภาพเหตุการณ์งานพระบรมศพฯ รวมทั้งข้อมูลแผ่นพับที่ระลึกฉบับดิจิทัลทั้ง 3 รูปแบบ และแอปพลิเคชั่นชื่อ ARZIO เพื่อสแกนแผ่นพับ ที่ระลึกชมภาพ พร้อมเสียงประกอบ รวมทั้งภาพพระเมรุมาศ 3 มิติ