อ.ดราม่าถวายสัตย์จุฬาฯออกจากผช.อธิการบดีแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294629

อ.ดราม่าถวายสัตย์จุฬาฯออกจากผช.อธิการบดีแล้ว

อาจารย์ที่ล้อคคอลาออกจากผู้ช่วยอธิการบดีแล้ว, ดราม่าจุฬารับน้อง, ดราม่าถวายสัตย์

จุฬาฯชี้แจงดราม่าถวายสัตย์ขอรับรองว่าการพิจารณาทางวินัยของกลุ่มนิสิตดังกล่าว เป็นไปตามขั้นตอน และกฎ ระเบียบตามปกติของมหาวิทยาลัย แจงอาจารย์ที่ล็อคคอนิสิตลาออกแล

 

     เนื่องจากมีข้อเขียนและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในสื่อไทยและต่างประเทศเกี่ยวกับคำตัดสินลงโทษทางวินัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต่อกลุ่มนิสิตที่มีพฤติกรรมอันก่อให้เกิดความไม่เรียบร้อยในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนของนิสิตชั้นปีที่หนึ่งเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ.2560 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขอขอบคุณสื่อมวลชนที่ให้ความสนใจกับกิจการภายในของจุฬาฯ แต่ขออนุญาตอธิบายชี้แจงข้อมูลบางประการเพื่อให้พิจารณาเพิ่มเติมดังต่อไปนี้

    ประการแรก ในกรณีการลงโทษทางวินัยอื่นๆที่ผ่านมา จุฬาฯ มิได้เปิดเผยรายละเอียดคำตัดสินลงโทษต่างๆ ด้วยเกรงว่าจะส่งผลต่ออนาคตของนิสิตที่ถูกลงโทษ แต่ปรากฏว่าในกรณีนี้มีการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นเท็จและบิดเบือนในสื่อต่างๆ ดังนั้นมหาวิทยาลัยจึงจำเป็นต้องแถลงให้ทราบถึงข้อมูลที่ถูกต้อง โดยละเว้นการเปิดเผยรายชื่อของนิสิตที่เกี่ยวข้อง

       ประการที่สอง จุฬาฯขอรับรองว่าการพิจารณาทางวินัยของกลุ่มนิสิตดังกล่าว เป็นไปตามขั้นตอน และกฎ ระเบียบตามปกติของมหาวิทยาลัย ซึ่งระเบียบทางวินัยเช่นนี้มีในทุกมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก คณะกรรมการส่งเสริมวินัยนิสิตมีกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการพิจารณาที่เป็นอิสระ และดำเนินการในรูปแบบเดียวกันกับกรณีสอบสวนทางวินัยเรื่องอื่นๆ หากนิสิตไม่พอใจกับผลการตัดสินก็มีสิทธิอุทธรณ์ในลำดับต่อไปได้

   ประการที่สาม ท่ามกลางเสียงวิพากษ์เกี่ยวกับความเป็นอนุรักษ์นิยมของมหาวิทยาลัย พร้อมคำวิจารณ์ว่า จุฬาฯ ไม่ได้เปิดกว้างสำหรับความคิดที่แตกต่าง ทางจุฬาฯ ขอย้ำว่ามหาวิทยาลัยเคารพความคิดเห็นที่แตกต่างและพร้อมรับความแตกต่างนั้น พิธีการทั้งหมดภายในมหาวิทยาลัยเป็นกิจกรรมที่นิสิตเข้าร่วมโดยสมัครใจและมีสิทธิที่จะไม่เข้าร่วมโดยไม่มีผลเสียใด ๆ ต่อตัวนิสิต         แนวปฏิบัตินี้ใช้กับพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 สำหรับนิสิตชั้นปีที่หนึ่งทุกคน เพื่อแสดงความเคารพและปฏิญาณตนต่อหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปิยมหาราชและสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าในฐานะผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยด้วย

    นอกจากนี้ “การถวายบังคม” ยังเป็นรูปแบบการแสดงความเคารพที่ปฏิบัติกันมาอย่างต่อเนื่องสำหรับพิธีถวายสัตย์ฯต่อพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาล โดยในปีนี้ ทางผู้จัดได้มีการกำหนดพื้นที่ในการแสดงความเคารพด้วยวิธีอื่นเช่น การถวายคำนับ

     สำหรับนิสิตที่มีข้อจำกัดด้านสภาพร่างกายที่เป็นอุปสรรคต่อการคุกเข่าและถวายบังคม และสำหรับนิสิตที่มีความเชื่อทางศาสนา ทัศนคติทางการเมือง และอุดมการณ์ที่ไม่เห็นด้วยกับวิถีปฏิบัตินี้ ทั้งนี้นิสิตที่เข้าร่วมพิธีในวันนั้นได้รับทราบถึงพื้นที่ที่ว่านี้อย่างทั่วถึง

    กลุ่มนิสิตที่ถูกตัดสินลงโทษทางวินัยต่างก็ตระหนักดีว่า มีพื้นที่เฉพาะที่จัดไว้แล้ว ดังเห็นได้จากการที่นิสิตกลุ่มนี้ได้นำเสนอข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดียในเชิงสนับสนุนให้มีพื้นที่เพื่อการถวายคำนับแทน

    อย่างไรก็ดี นิสิตกลุ่มนี้เลือกที่จะก่อให้เกิดความไม่เรียบร้อยในพิธีการโดยการเดินออกไปจากแถวที่จัดไว้สำหรับพวกเขาในฐานะสมาชิกสภานิสิตจุฬาฯ และแสดง “พฤติกรรมเชิงสัญลักษณ์” โดยการยืนโค้งคำนับ ในขณะที่นิสิตคนอื่น ๆ นับพันคนถวายบังคมอย่างพร้อมเพรียงเป็นระเบียบ (อ่านเพิ่มเติมความแตกต่างระหว่าง “การถวายบังคม” กับ “การหมอบกราบ”)

     กลุ่มนิสิตที่ถูกตัดสินลงโทษทางวินัย มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก แต่ขณะเดียวกัน ทุกชุมชนและสังคมมีสิทธิที่จะเรียกร้องมิให้การแสดงออกนั้นละเมิดสิทธิและความเชื่อของบุคคลอื่น โดยเฉพาะเมื่อการแสดงออกนั้นกระทบต่อความศักดิ์สิทธิ์ ความอ่อนไหว และทำร้ายความรู้สึกของบุคคล พิธีถวายสัตย์ฯ แม้จะกำเนิดขึ้นมากว่า 20 ปี

       หลังการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาล ในปี พ.ศ. 2534 แต่ก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่า เป็นพิธีการศักดิ์สิทธิ์ของจุฬาฯ ซึ่งเชื่อมโยงสายสัมพันธ์ระหว่างนิสิต เจ้าหน้าที่และนิสิตเก่า (อ่านเพิ่มเติมพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนของนิสิตจุฬาฯ)

        ในขณะนี้ ทางมหาวิทยาลัยกำลังดำเนินการกระบวนการสอบสวนทางวินัยสำหรับอาจารย์ที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์และได้การแสดงออกอย่างไม่สมควรยิ่งกับนิสิตคนหนึ่งในเหตุการณ์วันที่ 3 สิงหาคมดังปรากฏเป็นข่าวไปกว้างขวาง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องที่น่าเสียใจและน่าอับอายยิ่งสำหรับมหาวิทยาลัย

     แต่เป็นการกระทำของบุคคลเพียงคนเดียวและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับนโยบายของมหาวิทยาลัย อาจารย์ท่านนี้ลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต ตั้งแต่ วันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560 ไม่กี่วันหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

       สุดท้ายนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเข้าใจว่าสื่อมีเสรีภาพในการนำเสนอข่าว แต่จุฬาฯ ใคร่ขอให้สื่อมวลชนและผู้เกี่ยวข้องเสนอข่าวด้วยความถูกต้อง ไม่ลำเอียง และเป็นธรรมต่อสถานการณ์ของจุฬาฯ การจัดการกับสถานการณ์เช่นนี้ เป็นกิจการภายในที่ไม่ควรถูกเชื่อมโยงกับการแบ่งขั้วทางการเมือง และการควบคุมปราบปรามผู้เห็นต่าง ซึ่งมักนิยมใช้เป็นวาทกรรมและกรอบการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนทั้งในและนอกประเทศ

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีประวัติอันยาวนานที่ผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งความเชื่อและประเพณีปฏิบัติที่สืบทอดกันมานี้อาจเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากสำหรับผู้ที่ยึดถือในแนวคิดเสรีนิยมแบบตะวันตก แม้ว่าจุฬาฯ จะสนับสนุนความคิดเสรีนิยมและเสรีภาพในการแสดงออก

     แต่มหาวิทยาลัยก็มีรากฐานทางวัฒนธรรมและพันธกิจในการสร้างนิสิตที่เคารพในประเพณีปฎิบัติของสถาบัน ตลอดจนสิทธิเสรีภาพและความคิดของผู้อื่นด้วย จุฬาฯ ไม่คาดหวังให้สื่อตะวันตกเห็นชอบกับการตัดสินใจและวิธีการในเรื่องนี้ แต่เราขอขอบคุณท่านที่รายงานข่าวด้วยความเข้าใจต่อจุดยืนของมหาวิทยาลัย

   จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย4 กันยายน 2560

ที่มา http://www.chula.ac.th/th/archive/65905

‘บิ๊กจิน’ ย้ำเดินหน้าปฐมวัยสร้างชาติ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294618

‘บิ๊กจิน’ ย้ำเดินหน้าปฐมวัยสร้างชาติ 4.0

การศึกษาปฐมวัย, บิ๊กจิน

สกศ.จัดงาน มหกรรมรวมใจปฐมวัยสร้างชาติ ผนึกทุกภาคส่วนร่วมพัฒนาคุณภาพการเรียนการ ชีวิตเด็กปฐมวัย พร้อมนำเสนอกิจกรรมต้นแบบแก่ครู

       ที่ศูนย์ประชุมวายุภักดิ์ แจ้งวัฒนะ พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงาน “มหกรรมรวมใจปฐมวัยสร้างชาติ” ว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ (ก.พ.ป.) ได้จัดงานดังกล่าวเพื่อนำเสนอกิจกรรมการดำเนินงานด้นปฐมวัยของ ก.พ.ป. ซึ่งมีการบูรณาการงานพัฒนาเด็กปฐมวัยระหว่าง 38 หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคส่วนต่าง ๆ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย ฯลฯ ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพเด็กปฐมวัย และส่งเสริมผลักดันการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมประกาศเจตนารมย์ “ประชารัฐรวมใจปฐมวัยสร้างชาติ”

โดยรัฐบาลเชื่อมั่นว่าการพัฒนาสมองของเด็กวัย 0 – 6 ปี เป็นช่วงเวลาที่สำคัญและจำเป็นที่สุดในการพัฒนาสมอง ซึ่งมีงานวิจัยของศ. ดร.เจมส์ เจ เอคแมน ระบุว่า การลงทุนพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า โดยให้ผลตอบแทนกลับคืนประเทศในอนาคตถึง 7 เท่าตัว

'บิ๊กจิน' ย้ำเดินหน้าปฐมวัยสร้างชาติ 4.0
พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินงานที่สำคัญของ ก.พ.ป. ที่ดำเนินการขณะนี้มี 4 เรื่องสำคัญ 1.การจัดทำร่างนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ด้านเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2560 – 2564 2.เร่งขับเคลื่อนการพัฒนาระบบสารสนเทศ เพื่อแสดงผลข้อมูลของเด็กปฐมวัย 3.จัดทำร่างมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ พ.ศ. 2560 และ 4.ปรับปรุงและจัดทำเอกสารสมรรถนะดด็กปฐมวัยในการพัฒนาตามวัย 0 – 5 ปี เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานร่วมกันสำหรับทุกกระทรวงและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เพื่อตอบสนองเป้าประสงค์ที่สำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือ เอสดีจี 2030 เป้าหมายที่ 4 โดยตั้งเป้าหมายภายในปี 2573 ประเทศไทยสามารถรับประกันว่า เด็กหญิงและเด็กชายทุกคนสามารถเข้าถึงการพัฒนาด้านปฐมวัยอย่างมีคุณภาพ ได้รับการดูแลและให้การศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเรียนระดับประถมศึกษาต่อไป

ตามที่มีกำหนดชัดเจนในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 54 มาตรา 258 และมาตรา 261 โดยเด็กเล็กจะได้รับการดูแลและพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษาภาคบังคับ เพื่อพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาสมกับวัย โดยส่งเสริมและสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงาน
“รัฐบาลและพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มุ่งเน้นการปฏิรูปประเทศเพื่อมุ่งสู่ประเทศไทย 4.0 พร้อมกำหนดจุดเน้นการเตรียมพร้อมด้านกำลังคน การพัฒนาคนทุกมิติและทุกช่วงวัยให้เป็นทุนมนุษย์ที่มีศักยภาพสูง โดย ก.พ.ป.มอบหมายสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ในฐานะฝ่ายเลขานุการ ก.พ.ป. เร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านปฐมวัย เพื่อสร้างศักยภาพและสมรรถนะเด็กให้สามารถเติบโตอย่างมีการพัฒนาสมวัย พร้อมเรียนรู้ในช่วงวัยต่อไปอย่างมั่นคง” พลอากาศเอก ประจิน กล่าว

'บิ๊กจิน' ย้ำเดินหน้าปฐมวัยสร้างชาติ 4.0
ด้าน ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า สกศ. พร้อมขับเคลื่อนนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ด้านเด็กปฐมวัยตามแนวทางรัฐบาล และ ก.พ.ป. ซึ่งต้องมีการบูรณาการร่วมกับทั้ง 38 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งระดับกระทรวงและหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อสร้างแนวทางขับเคลื่อนทิศทางเดียวกันด้านการพัฒนาปฐมวัย ที่เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิ การตั้งครรภ์จนคลอด ครอบครัว สังคม บริบท สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ.

โชว์มหกรรมนาฏศิลป์สร้างสรรค์ อุดมศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294611

โชว์มหกรรมนาฏศิลป์สร้างสรรค์ อุดมศึกษา

นาฏศิลป์ สื่อแสดงที่สะท้อนรากเหง้าชาติไทย, ศิลป มศว

มศว ร่วมเครือข่าย โชว์มหกรรมเครือข่ายนาฏศิลป์สร้างสรรค์ ระดับอุดมศึกษา สื่อการแสดงที่สะท้อนศิลปวัฒนธรรมรากเหง้าแห่งความเป็นชาติไทย

            “น่าเสียดายที่คนไทยเราโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ รุ่นหลังๆ รู้จักความเป็นชาติของตัวเองน้อยมาก” นี่คือคำกล่าวของนักวิชาการผู้รู้และศึกษาเรื่องราวทางศิลปวัฒนธรรมความเป็นไทยท่านหนึ่ง สะท้อนให้เห็นว่าศาสตร์และศิลป์ของชาติไทยเราหลายอย่าง กำลังอยู่ในภาวะถดถอย

สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ก็ตระหนักถึงความสำคัญของการเผยแพร่ “นาฎศิลป์ไทย” ให้เข้มแข็งและยังก้าวไปสู่การปรับเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการนำเสนอการแสดงร่ายรำระบำฟ้อนให้สอดคล้องกับยุคสมัยและจริตสื่อสังคมยุคใหม่ เพราะความเชื่อว่านาฎศิลป์คือสื่อการแสดงที่สะท้อนศิลปวัฒนธรรมรากเหง้าแห่งความเป็นชาติไทย

โชว์มหกรรมนาฏศิลป์สร้างสรรค์ อุดมศึกษา

ล่าสุด มศว จัดการแสดงให้ประชาชนผู้สนใจเข้าชมฟรี เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้มีเวทีแสดงผลงานนาฎศิลป์สร้างสรรค์ ใน โครงการเครือข่ายศิลปกรรม : มหกรรมศิลปะการออกแบบ ดนตรีและศิลปะการแสดงนิพนธ์ ระดับอุดมศึกษา ระดมคณาจารย์หลักสูตรวิชานาฏศิลป์ นักศึกษาเจ้าของผลงานและนักแสดงจากหลายมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ที่มีการเปิดการเรียนการสอนวิชานี้ มาแสดงให้เห็นถึงมหกรรมศิลปะการออกแบบดนตรีและศิลปะการร่ายรำ ผสมผสานกับเรื่องราวคติชนท้องถิ่นนั้นๆ วัฒนธรรมสมัยใหม่ เป็นต้น

โชว์มหกรรมนาฏศิลป์สร้างสรรค์ อุดมศึกษา

อาทิ ผลงานการแสดงจากสถาบันการศึกษาอุดมศึกษาต่างๆ ได้แก่ ตะเกียงปลายเท้า – มศว ซึ่งมีแนวคิดการแสดงจากความเชื่อท้องถิ่นชาวอีสาน ผ่านกลุ่มคนสี่จำพวกที่มีที่มาทั้งมืดและสว่างและมีทางไปสว่างและมืด เป็นปริศนาธรรมนำชีวิต ไม่ให้ยึดติดกับที่มา แต่ให้หาหนทางไปทางสว่างเป็นแนวทางปฏิบัติเสมือนสื่อส่องทางในวาระสุดท้ายของชีวิต

ส่วนการแสดงชื่อชุดรูปรอยของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม สื่อแนวคิดว่า เกมส์ออนไลน์ สื่อโฆษณาโทรทัศน์ นำมาสู้การแสดงที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพเขียนฝาผนังถ้ำ บอกเล่าเรื่องราวการเคลื่อนไหว เป็นภาพต่างๆ เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกแห่งร่องรอยทางอารยธรรมในยุคก่อนประวัติศาสตร์ การแสดงชุดหัตถศิลป์ถิ่นราชบุรีของ

โชว์มหกรรมนาฏศิลป์สร้างสรรค์ อุดมศึกษา

  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี สะท้อนความสำคัญและคุณค่าของโอ่งมังกร งานหัตถศิลป์ขึ้นชื่อของราชบุรี การแสดงชุด Self Esteem เกิดจากแนวคิดที่เห็นว่าชีวิตวัยรุ่นเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ จึงต้องการแสดงงานที่ให้เห็นปัญหาวัยรุ่นและให้เห็นคุณค่าของตัวเอง เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการแสดงชุดสุรานารี การแสดงชุดหัวใจไทดำ การแสดงชุดปันหยี สะมิหรัง ของ มศวเป็นการสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบนาฎศิลป์ไทยร่วมสมัยที่มีกลิ่นอายวัฒนธรรมอินโดนีเซีย ต้องการให้เห็นการฝ่าฟันอุปสรรคโดยมีความรัก ความหวังและกำลังใจเป็นแรงผลักดันผ่านตัวละครจันตะหรา ในเรื่องหิกะยัต ปันหยี สะมิหรัง

โชว์มหกรรมนาฏศิลป์สร้างสรรค์ อุดมศึกษา

เอาฮูปเอาฮอยของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม นำเอาพิธีกรรมเอาฮูปเอาฮอยของชาวภูไทบ้านโนยาง อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร มาแสดงให้เห็นว่าเป็นพิธีกรรมที่จะทำให้บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุขและเป็นการเล่นเพื่อความสนุกสนาน การแสดงชุดนารีศรีญัฮกุรของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

Equality Gender ของมหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ศรัทธาอมราวดี นาฎศิลป์ร่วมสมัยเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวบ้านในสมัยอมราวดีที่มีความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา และ เทพเทียนหวาง ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการแสดงอุปรากรจีนมาผสมผสานกับนาฎกรรมของไทยคือโขนเข้าไว้ด้วยกันจากมหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม

โชว์มหกรรมนาฏศิลป์สร้างสรรค์ อุดมศึกษา

ระบำมิตจินตีของวิทยาลัยนาฎศิลป์อ่างทอง นำเสนอกิริยาของปลาตะเพียนในแม่น้ำที่ต้องผจญกับสภาวะต่างๆ ตามธรรมชาติและสะท้อนความเชื่อเกี่ยวกับปลาตะเพียน ความมงคลของความเจริญก้าวหน้าและความพากเพียร ผ่านเรื่องราวของปลา 3 ตัวที่เป็นสหายกัน เป็นต้น
ความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจในงานมหกรรมการออกแบบ ดนตรีและศิลปะการแสดงนิพนธ์ ระดับอุดมศึกษา ครั้งนี้ จะเป็นประตูเปิดสู่ความการเรียนการสอนนาฎศิลป์ไทยให้ก้าวหน้าในยุคไทยแลนด์ 4.0

อีกทั้งยังเป็นนิมิตหมายที่ดีของการแดงเอกลักษณ์วัฒนธรรมของชาติไทยในด้านนาฏศิลป์ให้คงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป เพื่อส่งต่อให้กับนักศึกษาคนรุ่นใหม่ที่วันนี้ได้มาจัดแสดงผลงานกันด้วยความภูมิใจ.

โรงเรียนนี้ไม่มียูนิฟอร์มสาธิตฯมธ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294609

โรงเรียนนี้ไม่มียูนิฟอร์มสาธิตฯมธ.

สาธิตธรรมศาสตร์, นวัตกรสังคม

สาธิตฯ ธรรมศาสตร์ ปั้นหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ ที่เน้นสร้างเด็กให้เป็น “นวัตกรสังคม” มากกว่าการส่งเข้าสู่กระบวนการแข่งขันวัดเกรดแบบเก่า

          เบื้องหลังความไม่มียูนิฟอร์มของ โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  โรงเรียนใหม่ที่เพิ่งเปิดเรียนเทอมแรกไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา คือการออกแบบการเรียนรู้ที่เน้นสร้างเด็กให้เป็น “นวัตกรสังคม” มากกว่าการส่งเข้าสู่กระบวนการแข่งขันวัดเกรดแบบเก่า

จากกรณีเกิดการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับชุดเครื่องแบบนักเรียนของโรงเรียนสาธิตแห่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ล่าสุดรศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะต้นสังกัดโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยืนยันว่า โรงเรียน “มี” เครื่องแบบเฉพาะของโรงเรียน

โรงเรียนนี้ไม่มียูนิฟอร์มสาธิตฯมธ.

รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี

ซึ่งจะมีความเฉพาะตัว โดยชุดเครื่องแบบของโรงเรียนจะเป็นเสื้อยืดคอโปโล มีตราธรรมจักรอยู่ที่กระเป๋าเสื้อด้านซ้าย โดยขอความร่วมมือกับเด็กให้ใส่ทุกวันจันทร์ พฤหัสบดี และวันที่มีกิจกรรมสำคัญของทางโรงเรียนเท่านั้น

ซึ่งประเด็นนี้ได้ผ่านการหารือร่วมกับผู้ปกครองและนักเรียนแล้ว สำหรับเบื้องหลังการออกแบบชุดเครื่องแบบนั้นเป็นไปตามแนวคิดและการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน ที่เน้นกิจกรรมซึ่งผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ของตัวเอง (Active Learning)

โดยเด็กจะมีการเคลื่อนไหวลุกนั่งอยู่ตลอดเวลา และต้องมีส่วนร่วมในห้องเรียนอย่างมาก การที่เด็กใส่กางเกงหรือเสื้อผ้าที่สะดวกสบายผ่อนคลาย จะทำให้เกิดความคล่องตัวในกระบวนการเรียนรู้

รศ.ดร.อนุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนอยากให้สังคมทำความเข้าใจเรื่องเหตุแห่งการก่อตั้งโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยและผู้ร่วมก่อตั้งต้องการให้เป็นโรงเรียนที่ร่วมสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา

โรงเรียนนี้ไม่มียูนิฟอร์มสาธิตฯมธ.

ด้วยการออกแบบการเรียนรู้ที่เรียกกว่า “ระบบนิเวศการเรียนรู้”ซึ่งมีครู ผู้ปกครอง และนักเรียน มาทำงานร่วมกัน บนโจทย์ที่ว่า เราจะสร้างเยาวชนในอนาคตที่ดีได้อย่างไร

โดยให้ “ผู้เรียนเป็นเจ้าของการเรียนรู้”เพราะที่ผ่านมาเด็กไม่อยากไปโรงเรียน เบื่อโรงเรียน ไม่ชอบครูที่ยัดเยียดความรู้ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้เรียนไม่รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของการเรียนรู้

“เรามุ่งจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์การพัฒนาศักยภาพเป็นรายบุคคล เราจะไม่สร้างลูกหลานที่เติบโตเป็นคนแบบเดียวกันหมด เพราะคิดว่าเด็กแต่ละคนควรมีแบบฉบับการเติบโตเป็นของตัวเอง ซึ่งการจะเติบโตเช่นนั้นได้ เด็กต้องค้นให้พบก่อนว่า เขาอยากทำอะไร สนใจอะไร มีทักษะและมีความรักอะไรเป็นพิเศษ โรงเรียนจึงจะสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้เขาเหล่านั้นเติบโตไปในทิศทางตามที่เขาต้องการได้

หมายความว่าเด็กต้องเห็นตัวเป้าหมายชีวิตของตัวเอง โรงเรียนหรือครูมีหน้าที่เติมเครื่องมือและทักษะที่จำเป็น เพื่อให้เขาเติบโตไปสู่จุดหมายปลายทางที่ตั้งไว้ โดยเราตั้งเป้าไว้ว่า เมื่อเด็กเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 เขาควรจะต้องรู้ตัวเองว่า เขาอยากเป็นอะไร เพื่อที่ว่าเมื่อเรียนต่อในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 โรงเรียนจะได้ร่วมมือกับตัวเด็กนักเรียนเองในการพัฒนาให้ตัวเขาเชี่ยวชาญในเรื่องที่เขาอยากเรียนรู้

โรงเรียนนี้ไม่มียูนิฟอร์มสาธิตฯมธ.

       ที่ผ่านมาเด็กเรียนหนักมาก เยอะมาก แต่ไม่สามารถเชื่อมโยงความรู้กับชีวิตจริงได้ เช่น การสอนให้เด็กท่องสูตรสารพัด หนึ่งปีผ่านไปสุดท้ายเด็กก็ลืมอยู่ดี ฉะนั้น สิ่งที่เราพยายามทำคือ การออกแบบหลักสูตรที่บูรณาการและเชื่อมโยงกับความเป็นจริงของชีวิต ทั้งวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ศิลปะ คอมพิวเตอร์ สังคม จะเชื่อมร้อยเป็นโครงงานเดียวกันอย่างแนบแน่น บนปรากฏการณ์ที่ครู ผู้ปกครอง และเด็ก เห็นชอบร่วมกัน”

นอกจากนี้ รศ.ดร.อนุชาติ  ยังกล่าวด้วยว่า พัฒนาการและการเติบโตของมนุษย์ที่มีคุณภาพหนึ่งคน ต้องเติบโตทั้ง 3 ฐานคือ Head Heart Hand แน่นอนว่าเด็กต้องเฉลียวฉลาดมีความรู้ ภาษาต้องดี วรรณกรรมต้องอ่าน ไม่ว่าเขาจะเป็นนักคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์ ความรู้ทางสติปัญญาต้องแม่นยำถูกต้อง

แต่ขณะเดียวกันเขาต้องมีร่างกายสมบูรณ์ครบทุกส่วน ใช้กล้ามเนื้อทุกมัดให้ได้ เราเชื่อว่าเมื่อเขามีร่างกายที่สมบูรณ์จะส่งผลให้สมองมีพัฒนาการต่อเนื่อง แต่แค่ 2 Head และ Hand ยังไม่พอ เด็กต้องถูกพัฒนาด้านความเป็นมนุษย์หรือจิตใจ Heart ควบคู่กันไปด้วย

โรงเรียนนี้ไม่มียูนิฟอร์มสาธิตฯมธ.

เพราะหากเด็กเป็นคนที่เก่งอย่างเดียว แต่ไม่รู้จักการเข้าสังคม ไม่มีทักษะความสามารถในการควบคุมตนเอง สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนและคนรอบข้าง อนาคตเขาก็จะไปไม่รอด โรงเรียนจึงให้ความสำคัญกับการเติบโตทั้ง 3 ด้านเพื่อสร้างสมดุลให้เด็กเติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพของสังคม

      “โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพิ่งเปิดเรียนได้ 1 เดือน รับเด็กเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เพียง 100 กว่าคน ตามกระบวนการที่เราคิดออกแบบไว้ข้างต้น คงเป็นเรื่องที่ยากจะทำนายว่าสิ่งที่เราออกแบบหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ทั้งหมด 6 ปี จะปั้นให้เด็กคนหนึ่งออกมาเป็นหน้าตาเป็นอย่างไร แต่เราวาดฝันไว้ว่า เด็กของเราจะเติบโตไปใน 2 มิติคือ หนึ่งเมื่อเด็กเรียนถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เขาควรจะต้องรู้ตัวเองแล้วว่า เขาอยากจะเป็นพลเมืองแบบไหนในสังคม มีภาวะผู้นำเพียงพอ และทำงานกับผู้อื่นเป็น และสองเราอยากให้เด็กของเราเติบโตไปเป็น “นวัตกรสังคม” หรือผู้ที่สร้างสรรค์สังคมด้วยวิธีคิดวิธีปฏิบัติแบบใหม่ๆ เพื่อให้สังคมนี้น่าอยู่ยิ่งขึ้น”

เปิดอุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต (PK PARK)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294530

เปิดอุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต (PK PARK)

ห้องสมุดมีชีวิต, อุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต, PK park

โชว์จุดแข็งด้านไอซีที พัฒนาสองแหล่งเรียนรู้ เชื่อมโยงระบบห้องสมุดมีชีวิต “อุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต (PK park)”พื้นที่สร้างสรรค์ พัฒนาคนทุกช่วงวัย

      เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว (วันที่ 31 สิงหาคม 2560)  สำหรับอุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต หรือ พีเค พาร์ค (PK park)  แหล่งเรียนรู้สร้างสรรค์ตามแนวคิด “ห้องสมุดมีชีวิต” จากความร่วมมือของ เทศบาลนครภูเก็ต ร่วมกับ สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (สอร.) หรือ TK park หน่วยงานในสังกัดสำนักงานบริการและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)  และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต  

ด้วยการพัฒนาแหล่งเรียนรู้สำคัญสองแห่งที่แตกต่างกันตามบริบทพื้นที่ของเทศบาลนครภูเก็ต  เชื่อมโยงการทำงานและการบริหารจัดการให้เป็นรูปแบบของอุทยานการเรียนรู้ตามแนวคิดห้องสมุดมีชีวิต  เพื่อส่งเสริมให้เกิดพื้นที่สร้างสรรค์ ทั้งด้านการอ่าน การคิด และการแสวงหาความรู้อย่างกว้างขวางให้กับเด็ก เยาวชน ตลอดจนประชาชนทั่วไป ผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย เพื่อการนำไปสู่การประดิษฐ์คิดค้นเพื่อสิ่งใหม่หรือต่อยอดพัฒนาจากสิ่งประดิษฐ์พื้นฐาน รองรับกับเทคโนโลยี 4.0 รวมทั้งพัฒนาคนและสร้างคนรุ่นใหม่ เพื่อรองรับ Smart City ของจังหวัดภูเก็ตอย่างยั่งยืน

เปิดอุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต (PK park)
เปิดอุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต (PK park)
“การพัฒนาอุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต หรือ PK park  ครั้งนี้ มาได้อย่างถูกที่ถูกเวลา โดยเฉพาะความคิดริเริ่มที่จะพัฒนาเมืองภูเก็ตไปสู่เมืองที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้อย่างเท่าเทียม  ปัจจัยสำคัญ คือ การพัฒนาคนในทุกช่วงวัย ให้มีความพร้อมและสามารถสนับสนุนการเจริญเติบโตของเมืองและของประเทศ ซึ่งการพัฒนาคนหรือทุนมนุษย์ให้มีความเข้มแข็ง จำเป็นต้องสร้างทัศนคติการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับคนไทยทุกคน มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องการศึกษา ทักษะการทำงาน และการดำเนินชีวิต” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พลตำรวจโท วรศักดิ์ นพสิทธิพร กล่าว

นายอธิปัตย์ บำรุง  ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หน่วยงานกลางมีหน้าที่บริหารจัดการ สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (สอร.) หรือ TK park กล่าวว่า การแบ่งปันและกระจายโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ที่ทันสมัยและสอดคล้องกับความสนใจให้กับเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ ถือเป็นภารกิจสำคัญของ สอร. โดยจะดำเนินการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความพร้อมและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในรูปแบบของอุทยานการเรียนรู้ หรือ ห้องสมุดมีชีวิต ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานที่ทำความร่วมมือกับเราแล้วจำนวน 34 แห่ง ใน 24 จังหวัด

เปิดอุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต (PK park)เปิดอุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต (PK park)เปิดอุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต (PK park)

สำหรับอุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต หรือ PK park นี้ สอร. ได้ทำบันทึกลงนามความร่วมมือกับเทศบาลนครภูเก็ต และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต ตั้งแต่ปี  2557 จากนั้นได้มีการปรับปรุงพื้นที่อาคาร 2 แห่ง ให้เป็นรูปแบบของอุทยานการเรียนรู้ แห่งแรก ได้แก่ Life Long Learning Center ซึ่งพัฒนาจากพื้นที่อาคารห้องสมุดประชาชนเทศบาลนครภูเก็ต เน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กและประชาชนทั่วไป มีหนังสือและสื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย และกิจกรรมสำหรับทุกช่วงวัย แห่งที่สอง ได้แก่ Creativity & Innovation Center ปรับปรุงจากพื้นที่อาคารศูนย์พัฒนาทักษะและการเรียนรู้ ICT ภูเก็ต เน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเยาวชนและคนรุ่นใหม่ มีหนังสือและสื่อการเรียนรู้ด้านไอที และกิจกรรมที่หลากหลาย รวมทั้งเป็นเวทีสำหรับเยาวชนในการแสดงออกด้านความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม  โดยเชื่อมโยงการทำงานและการบริหารจัดการให้เป็นรูปแบบของอุทยานการเรียนรู้ตามแนวคิดห้องสมุดมีชีวิต

“PK park จึงเป็นอุทยานการเรียนรู้ที่มีความพิเศษ เพราะมีพื้นที่ให้บริการถึงสองแห่งที่เชื่อมโยงกัน แต่มีจุดเน้นที่แตกต่างกัน จึงรองรับประชาชนทุกช่วงวัย ส่งผลต่อการเรียนรู้อย่างยั่งยืนของชาวภูเก็ต” ในส่วนความร่วมมือ สอร. นอกจากให้คำปรึกษาด้านกายภาพ การพัฒนาบุคลากร การให้คำปรึกษาด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ระบบห้องสมุดอัตโนมัติ และการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ยังได้มอบ สื่อการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ และมัลติมีเดียที่เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ ประกอบด้วย สื่อการเรียนรู้ชุด “ขุมทรัพย์ของแผ่นดิน”  ชุด “วัตถุเล่าเรื่อง”  สื่อการเรียนรู้ในรูปแบบหนังสือเสียง และ “เกมสร้างสรรค์”  รวมทั้งการให้บริการห้องสมุดสาธารณะออนไลน์ (TK Public Online Library) ที่มีหนังสือและสื่อจากทั่วโลกให้บริการผ่านแอพพลิเคฃั่น ดาวน์โหลดได้ฟรี ทั้งในระบบ iOS และ Android

เปิดอุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต (PK park)

เปิดอุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต (PK park)เปิดอุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต (PK park)
    “นอกจากห้องสมุดเทคโนโลยีในพื้นที่ชั้น 2 ซึ่งสนับสนุนโดย TK park แล้ว ภายใน Creativity & Innovation Center จะมีพื้นที่ Maker Space ให้เยาวชนได้เรียนรู้ ทดลองและสร้างสรรค์นวัตกรรมตามความสนใจของตนเอง ในพื้นที่ดังกล่าวเยาวชนรุ่นพี่จาก Phuket Maker Club จะเป็นต้นแบบและเป็นพี่เลี้ยงในการสร้างแรงบันดาลใจร่วมกับเจ้าหน้าที่จากอุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ตให้กับเยาวชนรุ่นน้องๆ นอกนี้ ทางศูนย์ฯ ยังมีความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช./NATDA), สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลภูเก็ต (DEPA Phuket), Biz Club Phuket, บริษัท ภูเก็ตพัฒนาเมือง (PKCD) และพลังงานจังหวัดภูเก็ต ส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างนวัตกรรมในเยาวชน”

ทั้งนี้ อุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต (PK park) ประกอบด้วยอุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต (PK park) Life Long Learning Center ซึ่งพัฒนาจากพื้นที่อาคารห้องสมุดประชาชนเทศบาลนครภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ ถนนภูเก็ต ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต และอุทยานการเรียนรู้นครภูเก็ต (PK park) Creativity & Innovation Center ที่ปรับปรุงจากพื้นที่อาคารศูนย์พัฒนาทักษะและการเรียนรู้ ICT ภูเก็ต ซึ่งอยู่ที่ ตำบลวิชิต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต เปิดให้บริการทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์

“คนไร้บ้าน” ขอแค่สังคมเข้าใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294532

“คนไร้บ้าน” ขอแค่สังคมเข้าใจ

มีคลิป, คนไร้บ้าน, คนไร้บ้านหรือHomeless

“คนไร้บ้านหรือHomeless” คนอีกกลุ่มในสังคมไทยที่สามารถพบเห็นได้บ่อยมาก ตามท้องถนน สนามหลวง ป้ายรถเมล์ พื้นที่สาธารณะเนื่องด้วยสัดส่วนผู้ที่ก้าวสู่วิถีคนไร้บ้าน

       ทำไม?เขาไม่มีบ้าน ไม่ทำงาน มาเดินขอเงิน เก็บของตามถังขยะ…??

       จากการสำรวจคนไร้บ้านในกรุงเทพมหานคร ตามที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสถาบันวิจัยสังคมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าสถานการณ์ของคนไร้บ้าน หรือกลุ่มประชากรที่อยู่ในภาวะยากจน ไร้ที่พึ่งและประสบกับความไม่แน่นอนในการใช้ชีวิตและทรัพย์ทั่วประเทศ ตัวเลขคาดการณ์ประมาณ 20,000-30,000 คน เป็นผู้ชาย 90% และผู้หญิง 10% โดยส่วนหนึ่งอยู่ในพื้นที่สาธารณะ และอีกส่วนอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว หรือสถานสงเคราะห์ของรัฐ ซึ่งในกรุงเทพฯและปริมณฑล มีคนไร้บ้านทั้งหมด ประมาณ 5,000 คน แบ่งเป็นอยู่ตามพื้นที่สาธารณะ มี 1,307 คน และอยู่ในศูนย์พักพิงต่างๆ มีประมาณ 3,000 กว่าคน

"คนไร้บ้าน" ขอแค่สังคมเข้าใจ

 ลุงสนั่น ปานเฟือง

     ลุงสนั่น ปานเฟือง อายุ 60 ปี หนึ่งในคนไร้บ้านพื้นเพเป็นคนกรุงเทพมหานคร เล่าเรื่องราวชีวิตด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า 10 กว่าปีแล้วที่ลุงได้ใช้ชีวิตตามวิถีของคนไร้บ้าน ซึ่งเหตุที่ต้องมาใช้ชีวิตดังกล่าวนั้น เพราะลุงมีปัญหาหลายอย่าง และไม่อยากเป็นภาระของครอบครัว ถึงแม้ลุงจะไม่มีบ้าน ต้องอาศัยนอนตามสถานที่ต่างๆ สนามหลวงบ้าง บางซื่อบ้าง หาอะไรขายไปเรื่อยๆ เก็บของเก่าตามถังขยะ วันไหนไม่มีเงินสักบาทก็รอรับบริจาคอาหารตามที่ต่างๆ แต่ลุงก็ไม่เคยสร้างความเดือนร้อนหรือขโมยเงินของใคร

     “ลุงจบชั้นป.4 มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน มีแม่คอยเลี้ยงดู ส่งเสียให้เรียนหนังสือ แต่ครอบครัวก็ไม่ได้มีฐานะมากมาย พอเข้าสู่วัยรุ่นเราเกเร ไม่เรียนหนังสือ ออกมาทำงาน เที่ยวเล่น เจอสังคมเจอเพื่อนๆ ที่ไม่ได้เรียนหนังสือด้วยกันก็ชวนกันไปทำงานตามที่ต่างๆ ไปออกเรือหาปลา ใช้ชีวิตอย่างอิสระไม่มีใครมาบังคับ ทำงานเลี้ยงตัวเองไปเรื่อยๆ จนกระทั่งอายุ 20 กว่าๆ ก็มาเจอภรรยา อยู่กินสร้างครอบครัวกันที่ต่างจังหวัดจนมีลูก 2 คน แต่ด้วยความรักอิสระของเรา ก็ขอภรรยามาทำงานที่กรุงเทพฯอาศัยอยู่กับแม่ และความที่กรุงเทพฯเป็นเสมือนบ้านของเรามีเพื่อน มีสังคม เราก็ไม่อยากกลับไปต่างจังหวัด ทำให้ต้องแยกทางกับภรรยาและลูก จนภรรยาไปแต่งงานใหม่และลูกอยู่กับครอบครัวใหม่ ลุงจึงไม่กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับครอบครัวใหม่ของภรรยา ทำได้เพียงติดต่อกับลูกๆ ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยว เพราะเรายังมีบ้าน มีแม่ มีงานทำไปเรื่อยๆ พอมาวันที่แม่เสียชีวิต บ้านที่มีอยู่ต้องขายและแบ่งเงินกับพี่น้อง เราก็มาใช้ชีวิตแบบคนไร้บ้าน ดึกไหน นอนนั่น”

"คนไร้บ้าน" ขอแค่สังคมเข้าใจ

       โดยกลุ่มคนไร้บ้าน มากกว่าร้อยละ 70 ประกอบอาชีพที่มีความไม่แน่นอนทางรายได้ และหลักประกันในการใช้ชีวิต ประมาณร้อยละ 40 มีรายได้จากการทำงานรับจ้างทั่วไป รองลงมาร้อยละ 20 มีรายได้จากการหาของเก่า และร้อยละ 12 มีรายได้จากการค้าขาย ทั้งนี้ คนไร้บ้านเกินกว่าครึ่งเป็นประชากรที่มีต้นทุนด้านการประกอบอาชีพ แต่เงื่อนไขของการใช้ชีวิตของพวกเขาไม่เอื้ออำนวยให้แปรต้นทุนด้านอาชีพดังกล่าวเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและมีความมั่นคงที่เพิ่มมากขึ้น โดยสาเหตุหลักๆ มาจากปัญหาความยากจน เศรษฐกิจ สภาวะการทำงานไม่มั่นคง สภาพร่างกายที่ไม่เอื้อต่อการทำงาน และปัญหาครอบครัว

      ลุงสนั่น เล่าต่อไปว่าก่อนที่จะมาอยู่กับทางเครือข่ายคนไร้บ้านบางกอกน้อย และเข้าร่วมหจก.คนไร้บ้าน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสสส. ในการดำเนินการให้คนไร้บ้านที่มีอยู่อาศัยหลักแหล่ง มีอาชีพ มีรายได้ ทำให้คุณภาพชีวิตของลุงดีขึ้นเมื่อเทียบกับชีวิตที่ผ่านมา อดีตมีกินบ้างไม่มีกินบ้าง บางวันก็มีของขายบางวันก็ไม่มี ชีวิตตอนนั้นลำบาก มีท้อบ้างแต่ไม่ถอย  บอกตัวเองเสมอว่าเราต้องเข้มแข็ง อยู่ให้ได้อย่างมีความสุขในแต่ละวัน

"คนไร้บ้าน" ขอแค่สังคมเข้าใจ "คนไร้บ้าน" ขอแค่สังคมเข้าใจ

        ไม่มีใครอยากไร้คนข้างกาย ไม่ได้อยู่กับครอบครัว แต่เมื่อชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน บางทางออก “วิถีคนไร้บ้าน” ดูจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับ ลุงสนั่น เล่าต่อไปว่าลุงไม่เคยท้อ หรือโทษตัวเอง สังคม หรือใครก็ตามว่าทำไมต้องมีชีวิตแบบนี้ เมื่อชีวิตเลือกได้เท่าที่จะเป็นไป เราต้องยอมรับและใช้ชีวิตให้มีความสุขมากที่สุด

       “ลุงมีในหลวงร. 9 เป็นต้นแบบในการใช้ชีวิต คำสอนแนวปฏิบัติของพระองค์ท่านสอนให้เรารู้ว่า เราควรใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ยอมรับในสิ่งที่เราเป็น และไม่สร้างความเดือนร้อนให้ใคร คนเราแม้จะเลือกเกิดไม่ได้แต่เราเลือกชีวิตของตัวเองได้ เมื่อโอกาสได้เข้ามาหาเรา หรือเราเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบนี้แล้ว ก็ต้องใช้ชีวิตดังกล่าวให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ คนไร้บ้านไม่ใช่คนไม่ดี คนไร้บ้านมีหลากหลาย แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน อย่ามองว่า การที่คนหนึ่งคนนอนตามท้องถนน พื้นที่สาธารณะแล้วค่าความเป็นคนของเขาจะน้อยกว่าเรา เขาก็ไม่ได้แตกต่างจากเราเพียงแต่โอกาส เส้นทางเดินของชีวิตไม่เหมือนกัน ฝากคนในสังคม เปลี่ยนมุมมองต่อคนไร้บ้าน ให้มองด้วยความเข้าใจ ยอมรับ และคอยช่วยเหลือพวกเขา ขณะเดียวกัน คนไร้บ้านเองต้องประพฤติตัวให้ดีอย่างสร้างความเดือนร้อนให้ผู้อื่น หากไม่มีเงิน ไม่มีอาหาร ลองเข้าไปยังมูลนิธิ เครือข่าย หรือองค์กรต่างๆ ที่พร้อมช่วยเหลือ อย่าไปขโมย หรือเดินขอเงินสร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้อื่น”

"คนไร้บ้าน" ขอแค่สังคมเข้าใจ

       ปัจจุบัน “ลุงสนั่น” ยังมีการติดต่อกับลูกๆ และรู้ว่าลูกอยู่ที่ไหน แต่ด้วยภาวะทางเศรษฐกิจและอะไรหลายๆ อย่าง ลุงไม่ขอกลับไปเป็นภาระของลูกๆ แต่จะใช้ “ชีวิตคนไร้บ้าน”ต่อไป

      ลุงสนั่น กล่าวปิดท้ายว่า ทุกคนล้วนมีบทบาทหน้าที่ ใช้ชีวิตตามสิ่งที่เลือก ไม่มีใครถูกผิดหากการเลือกชีวิตนั้นไม่สร้างปัญหาให้ผู้อื่น หากใครที่กำลังท้อแท้ หรือเจอปัญหาชีวิต อยากให้ปรับทัศนคติ มุมมองของตนเอง วันนี้ถ้าท้อ อ่อนแอ ทุกข์ มันก็คือวันนี้ แล้วมันจะผ่านไป ชีวิตของคนเราไม่ได้มีเพียงความทุกข์ อย่างลุง เมื่อก่อนเร่ร่อน ค่ำไหนนอนนั้น ตอนนี้มีบ้าน มีความสุข มีเพื่อนสังคม ทุกคนควรให้กำลังใจตนเองและมองโลกในแง่ดีตามความเป็นจริง

     0 ชุลีพร อร่ามเนตร 0 qualitylife4444@gmail.com 0

เปิดนิทรรศการศิลปะเทิดพระเกียรติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294505

เปิดนิทรรศการศิลปะเทิดพระเกียรติ

นิทรรศการเทิดพระเกียรติ, โรงเรียนภัทรบพิตร

โรงเรียนภัทรบพิตร จัดนิทรรศการศิลปะเทิดพระเกียรติ ย้ำอัตลักษณ์โรงเรียน “ ศิลปะ ดนตรี กีฬาเด่น ”

       น.ส.รัตติมา พานิชอนุรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.) เขต 32 (บุรีรัมย์) ประธานเปิดกล่าวว่า โรงเรียนภัทรบพิตรมีกิจกรรมการเรียนการสอน รวมทั้งผลงานทางด้านศิลปะ ดนตรี นาฏศิลป์ ที่โดดเด่น ทั้งการจัดการเรียนการสอน ผลงานที่บริการชุมชนและสังคม จนเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งในการจัดการเรียนการสอน สมดังอัตลักษณ์ของโรงเรียนที่ว่า “ ศิลปะ ดนตรี กีฬาเด่น ” ให้ความสำคัญและตระหนักในของภารกิจส่งเสริมและจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของชาติให้มีคุณภาพ การเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้นักเรียนเห็นคุณค่าของศิลปะ ซึ่งเป็นสิ่งที่สวยงาม ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ อันเป็นพื้นฐานในการศึกษาศาสตร์และศิลป์ของสรรพวิชา

เปิดนิทรรศการศิลปะเทิดพระเกียรติเปิดนิทรรศการศิลปะเทิดพระเกียรติ

        ว่าที่พันตรีสุพจน์ ธนานุกูล ผู้อำนวยการโรงเรียนภัทรบพิตร กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการจัดนิทรรศการ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ด้านศิลปะ ดนตรี นาฏศิลป์ ของนักเรียนอย่างยั่งยืน เต็มตามศักยภาพ รักความเป็นไทย และเป็นแบบอย่างการจัดการเรียนรู้คู่คุณธรรมด้านศิลปะ ดนตรี นาฎศิลป์ ส่งเสริม สนับสนุน เน้นกระบวนการจัดการเรียนรู้ ที่ได้น้อมนำหลักปรัชญาพระราชทานเศรษฐกิจพอเพียง อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษา และการพัฒนาคุณภาพนักเรียนสูงสุดต่อไป

หลักสูตรระยะสั้นคนว่างงานอบรมได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294548

หลักสูตรระยะสั้นคนว่างงานอบรมได้

อบรมหลักสูตรระยะสั้น, ว่างงาน

 ศธ.เตรียมจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นฐานสมรรถนะ ครั้งที่ 2 เดือนต.ค.นี้ พร้อมเปิดให้คนทั่วไป นักศึกษาจบใหม่ และคนว่างงานเข้าร่วมอบรม มอบสอศ.-กศน.ไปดำเนินการ

 

เมื่อวันที่ 5 ก.ย.60 – นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ ศธ.ขับเคลื่อนการจัดการศึกษาเพื่อการมีงานทำ โดยในเดือนตุลาคมนี้ ศธ. จะดำเนินโครงการฝึกอบรมหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นฐานสมรรถนะ (Education to Employment ) เป็นครั้งที่ 2 โดยในครั้งที่ 1 จัดขึ้นไปตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเน้นเฉพาะนักเรียน นักศึกษาสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เข้าร่วม

หลักสูตรระยะสั้นคนว่างงานอบรมได้            อย่างไรก็ตาม สำหรับครั้งที่ 2 นี้ นายกฯ อยากให้เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไป นักศึกษาที่จบใหม่ ผู้ที่ว่างงาน ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนหลักสูตรระยะสั้นด้วย ทั้งนี้ได้มอบหมายให้ สอศ.และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) รับผิดชอบ คาดว่าจะเริ่มโครงการได้ในวันที่ 9 ตุลาคมและจะมีหลักสูตรให้เลือกเรียนมากขึ้นกว่าเดิมแน่นอน

หลักสูตรระยะสั้นคนว่างงานอบรมได้

ด้าน ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า ขณะนี้ สอศ.กำลังอยู่ระหว่างรวบรวมหลักสูตรระยะสั้น  เบื้องต้นมีมากกว่า 2,000 หลักสูตร ซึ่งจะต้องมาคัดเลือกหลักสูตรระยะสั้นที่สอดคล้องกับการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ และหลักสูตรตามความต้องการของท้องถิ่น เป้าหมายสำคัญเพื่อให้นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาที่ได้รับการพัฒนามีสมรรถนะวิชาชีพตรงกับความต้องการของสถานประกอบการ และครั้งนี้จะขยายผลไปสู่ประชาชนทั่วไป ผู้ที่ว่างงานได้มาร่วมอบรมด้วย

ภาพ สำนักงานรัฐมนตรี ศธ.

ครอบครัวไทยผูกพันไม่ทอดทิ้งคนแก่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294521

ครอบครัวไทยผูกพันไม่ทอดทิ้งคนแก่

-ผลวิจัยวงจรชีวิตครอบครัวไทย เฟสแรก ถาม 310 ครอบครัวใน 4 ภาครวมกรุงเทพฯ ระบุครอบครัวไทยมีระบบพึ่งพาภายใน มีสัมพันธภาพที่ดี ให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุ

 

การประชุมวิชาการ”ครอบครัวไทย ยุค 4.0 : ข้อค้นพบเบื้องต้นจากการศึกษาเบื้องต้น” โครงการวิจัยการศึกษาครอบครัวไทยแบบบูรณาการตามวงจรชีวิตครอบครัว โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) จัดขึ้นที่โรงแรมเอเชีย ราชเทวี โดย ศ.ดร.รุจา ภู่ไพบูลย์ หัวหน้าคณะผู้วิจัยโครงการศึกษาครอบครัวไทยฯ กล่าวว่า โครงการฯ ดังกล่าวเป็นการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของครอบครัวไทยตามวงจร และการวัดครอบครัวอยู่ดีมีสุข โดยใช้ดัชนีทางการวิจัย ภายใต้โจทย์ “ครอบครัวอยู่ ดี มีสุข” กำหนดแผนดำเนินใน 3 ระยะ

คือ ระยะที่ 1 ศึกษาเชิงคุณภาพ ระยะที่ 2  ศึกษาเชิงปริมาณ และระยะที่ 3 ศึกษาเชิงคุณภาพ ขณะนี้อยู่ในระยะที่ 1.(2559-2560) ศึกษาเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกและสนทนากลุ่ม 310 ครอบครัวใน 4 ภาคและกรุงเทพมหานคร รวม 8 จังหวัดสุ่มภาคละ 2 จังหวัดละ 2 อำเภอ แบ่งเป็น 6 กลุ่มตามเพศและช่วงวัย ซึ่งจะมีการแบ่งกลุ่มเพศหญิงและชายในการสัมภาษณ์ ตามช่วงอายุระหว่าง 18-30 ปี,อายุ 31-59 ปีและอายุ 60 ปีขึ้นไป
ทั้งนี้ ได้รวบรวมจากการจัดกลุ่มจนได้เป็นองค์ประกอบของความอยู่ดีมีสุขของครอบครัว ใน 9 ด้าน ได้แก่ สัมพันธภาพ การดูแลสุขภาพ การพัฒนาทางจิตวิญญาณ เศรษฐกิจ การศึกษา ความมั่นคงและพึ่งพา ความร่วมใจและความปลอดภัยในชุมชน การดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง และบทบาทหน้าที่ โดยผลการศึกษาเบื้องต้น พบว่าครอบครัวไทยมีลักษณะเฉพาะของครอบครัวที่มีความใกล้ชิด มีระบบเกื้อหนุน เป็นระบบพึ่งพากันภายใน

ซึ่งในระยะเริ่มต้นจะอยู่รวมกันในครอบครัวเดิม เมื่ออายุมากขึ้นจะมีการแยกตัวทำให้เกิดการหดตัวของจำนวนผู้อยู่ในครอบครัวเป็นครอบครัวเดี่ยว แต่เมื่อครอบครัวนั้นมีผู้สูงอายุก็พบว่ามีการดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวขยาย จุดนี้เป็นสิ่งที่ดีของครอบครัวไทย และอยากให้มีการส่งเสริมการดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวต่อไป
“ในอนาคตอยากจะให้งานวิจัยนี้สะท้อนสภาพครอบครัวไทยอยู่ดีมีสุขหรือไม่ แต่ละภาคอยู่ดีมีสุขอย่างไร ในระยะของพัฒนาการครอบครัว แต่ละระยะของชีวิต เพื่อให้หน่วยงานและองค์กรต่างๆนไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนและนโยบายการพัฒนา โดยขณะนี้คณะทำงานได้นำข้อมูลจากการศึกษาวิจัยระยะแรก ได้องค์ประกอบ 9 ด้านมาพัฒนาจนได้เครื่องมือที่ดีเป็นโครงร่างแบบประเมินเชิงปริมาณ ได้ 75 ข้อ นำไปเก็บข้อมูลในระยะที่ 2 จาก 6,000 ครอบครัวใน 10 จังหวัด อาทิ นครปฐม เพชรบุรี ลำพูน นครสวรรค์ สุรินทร์ ยโสธร สุราษฎร์ธานี พัทลุง เป็นต้น”หัวหน้าคณะผู้วิจัยฯ กล่าว
ด้าน ศ.ดร.ดารุณี จงอุดมการณ์ คณะผู้วิจัยฯ กล่าวว่า สำหรับ 9 องค์ประกอบความอยู่ดีมีสุขครอบครัวไทยจากผลการศึกษา 5 ภูมิภาค พบว่า สภาพวิถีชีวิตของครอบครัวในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) มีความคล้ายคลึงกัน คือสมาชิกที่เป็นวัยหนุ่มสาวต้องออกไปทำงานต่างถิ่นเพื่อจุนเจือครอบครัว แล้วย้ายกลับมาเมื่ออยู่บ้านเมื่อต้องกลับมารับผิดชอบดูแลลูกหลานที่เติบโต หรือผู้สูงอายุในครอบครัว แต่ก็มีภาวะแหว่งกลางที่ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างรุ่นหลานและคนสูงอายุตรงนี้ต้องมีแนวทางที่จะพัฒนาส่งเสริมเพิ่มเชื่อมสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 พื้นที่นี้ให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุและอุทิศตนเพื่อครอบครัว
สำหรับวิถีชีวิตคนภาคกลาง ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้าง ค้าขาย และครอบครัวชาวสวนมีทั้งครอบครัวเดี่ยวและครอบครัวขยาย ผู้อาวุโสเป็นหัวหน้าครอบครัว ห่วงใยหลานในเรื่องของอาชีพที่ยังขาดหลักประกันที่ มั่นคง ในส่วนของภาคใต้พบว่าความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มผู้นับถือศาสนาอิสลามและศาสนาพุทธในจังหวัดยะลามีสภาพที่ดีกว่าจังหวัดสุราษฎร์ธานี ขณะที่ปัญหาความรุนแรง ในพื้นที่จังหวัดยะลาส่งผลให้ครอบครัวได้รับผล กระทบ ผู้ให้ข้อมูลมีข้อเสนออยากให้รัฐบาลมีนโยบายในการพัฒนาเยียวยาความอยู่ดีมีสุขของครอบครัวที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการใช้ความรุนแรง
อย่างไรก็ตามเมื่อดูภาพรวมขององค์ประกอบทั้ง 9 ด้านจากการสัมภาษณ์ในทุกพื้นที่ พบว่าส่วนใหญ่สอดคล้อง และอธิบายถึงสุขภาพวะครอบครัวที่ให้ความสำคัญ เรื่องสัมพันธภาพในครอบครัว การอยู่ร่วมกัน ดูแลเกื้อหนุนกัน

นอกจากนี้ในภาคอีสานยังใช้ใช้วิธีการสร้างสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปจากอดีต คือ คุยกันผ่านไลน์หรือเฟซบุ๊ก เป็นต้น มีสัมพันธภาพที่ดีกับชุมชนเพื่อนบ้านปฏิบัติตามหน้าที่และบทบาทของตนเอง โดยเรื่องสำคัญที่ทุกครอบครัวเป็นห่วงก็คือปัญหายาเสพติด ส่วนความมุ่งหวัง คือ ให้ลูกหลานมีการศึกษาในระดับที่สูง ดำรงชีวิตอยู่อย่างพอเพียง
ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผอ.สกว.กล่าวว่า การศึกษาสถานภาพวงจรครอบครัวไทย ยังอยู่ในระยะที่ 1  ดำเนินการเบื้องต้น 310 ครอบครัว เป็นเพียงดูแนวโน้มเทรนของครอบครัว อาจยังไม่สามารถนำผลไปใช้ได้ชัดเจน เพราะมีแผนดำเนินการ ระยะที่ 2 ที่ต้องเก็บข้อมูลในอีก 6,000 ครอบครัว

ซึ่ง สกว.หวังให้งานวิจัยนี้เกิดความรู้ทางวิชาการ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง เพื่อสร้างครอบครัวไทยซึ่งมีความหลากหลาย แตกต่างถ้าจะทำให้จาก 3.0 ไปสู่ 4.0 ต้องทำอะไรบ้าง เป้าหมายให้ครอบครัวอยู่ ดี มีสุข เป็นฐานสำคัญในการผลักดันประเทศ ครอบครัวเป็นยูนิตเล็กที่สุด แต่หากรวมตัวกันจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายไทยแลนด์ 4.0

หุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพสำหรับโรคหลอดเลือด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294502

หุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพสำหรับโรคหลอดเลือด

มทรธัญบุรี

มทร.ธัญบุรี เผยผลงานทางการแพทย์ หุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพสำหรับโรคหลอดเลือด โดยช่วยให้ผู้ป่วยมีการเคลื่อนไหว

        “การเคลื่อนที่จะประกอบไปด้วยมอเตอร์ทั้ง 3 แกนคือหัวไหล่ ข้อศอก และข้อมือ การเคลื่อนที่ทุกตำแหน่งจะมีโหลดเซลล์ (Load Cell) คอยวัดน้ำหนักในการกดทั้งเคลื่อนที่ไปและเคลื่อนที่กลับของทุกจุด” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เดชฤทธิ์ มณีธรรม อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)ธัญบุรี เล่าให้ทีมงานของเราฟังเกี่ยวกับ หุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพสำหรับโรคหลอดเลือด(PMK: Exoskeleton Robot for Stroke) ผลงานวิจัยทางแพทย์ตัวใหม่ที่ได้ร่วมวิจัยกับพัฒนาร่วมวิจัยกันทั้ง 3 สถาบัน ผศ. ดร.เดชฤทธิ์ มณีธรรม มทร. ธัญบุรี และนักศึกษาสาขาวิชาวิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์ พันเอก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ.อารมย์ ขุนภาษี วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า พันเอก รศ. นพ. สุธี พานิชกุล วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า และผศ.ดร.เบญจลักษณ์ เมืองมีศรี มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ความร่วมมือและวิจัยและคิดประดิษฐ์อุปกรณ์สำหรับคนพิการ และการประดิษฐ์อุปกรณ์ที่ตอบสนองต่อความพิการที่หลากหลายและสามารถฟื้นฟู ให้กลับสู่สภาพปกติเร็วที่สุด

      พันเอก ผศ.นพ.อารมย์ ขุนภาษี เปิดเผยว่า ปัจจุบันทางโรงพยาบาลมีผู้ป่วยจำนวนมากที่เข้ารับการรักษา เนื่องจากทหารที่ไปปฏิบัติในท้องที่3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รับบาดเจ็บ เป็นอัมพาต (Paralysis) หรือบางรายอาจเป็นภาวะโรคหลอดเลือดสมอง มีผลทำให้แขนหรือขามีภาวะอ่อนแรง และมีหลายรายที่ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) คือ ภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอดเลือดตีบ หลอดเลือดอุดตัน หรือหลอดเลือดแตก ส่งผลให้เนื้อเยื่อในสมองถูกทำลาย การทำงานของสมองหยุดชะงัก และอาจส่งผลเป็นอัมพาตครึ่งซีกโดยจัดว่าเป็นโรคที่พบบ่อยในบ้านเราขณะนี้ มักพบในวัยกลางคนขึ้นไปเป็นส่วนใหญ่ และเป็นได้ทั้งหญิงและชาย ดังนั้นหุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพสำหรับโรคหลอดเลือด ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โดยผู้ป่วยจะได้รับประโยชน์สูงสุดถ้าได้รับการฟื้นฟูจากหุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพสำหรับโรคหลอดเลือด โดยช่วยให้ผู้ป่วยมีการเคลื่อนไหวแขน โดยเน้นให้มี Early Activation และ mobilization

หุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพสำหรับโรคหลอดเลือดหุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพสำหรับโรคหลอดเลือด

       ผศ.ดร.เดชฤทธิ์ มณีธรรม กล่าวว่า หุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพสำหรับโรคหลอดเลือด เป็นตัวต้นแบบและได้ถูกนำไปทดลองใช้กับผู้ป่วยบางราย การเคลื่อนที่จะประกอบไปด้วยมอเตอร์ทั้ง 3 แกนคือ หัวไหล่ ข้อศอก และข้อมือ การเคลื่อนที่ทุกตำแหน่งจะมีโหลดเซลล์ (Load Cell) คอยวัดน้ำหนักในการกดทั้งเคลื่อนที่ไปและเคลื่อนที่กลับของทุกจุด โดยการเคลื่อนที่ของแขน การทำงานผู้ป่วยจะเคลื่อนที่ให้สัมพันธ์กับเกมส์ที่อยู่บนจอคอมพิวเตอร์จะทำให้ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหว หัวไหล่ ข้อศอก และข้อมือได้อย่างอิสระและมีความเพลิดเพลินกับการทำกิจกรรมตลอดเวลา หุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพสำหรับโรคหลอดเลือด จะแบ่งออกเป็น 4 ส่วนคือ 1) ส่วนที่เป็นโครงสร้าง ( Hardware) จะมีชุดยึดหรือชุดขับเคลื่อนดีซีมอเตอร์ (DC Motor) ทั้ง 3 แกน พร้อมทั้งยึดติด โหลดเซลล์ (Load Cell) ทุกจุดหมุน 2) ส่วนที่เป็นชุดควบคุม (Control) จะประกอบด้วยไมโครคอนโทรเลอร์ จำนวน 4ชุดส่งผ่านแบบ RS485 และส่งสัญญาณผ่านดีซีไดร์เวอร์ (DC Drive) เพื่อควบคุมการทำงานและการเคลื่อนที่ของดีซีมอเตอร์ 3) ซอฟต์แวร์ (Software)จะใช้ภาษาซีในการเขียนควบคุมการทำงานทั้งระบบ และ 4) คอมพิวเตอร์หรือจอแสดงผลเกมส์จะต้องสร้างเกมส์ ด้วย Adobe เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนที่แขนได้ตามเกมส์ได้ โดยจะติดต่อสื่อสารจากคอมพิวเตอร์ผ่าน USB ไปยัง หุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพสำหรับโรคหลอดเลือด

ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ผศ.ดร.เดชฤทธิ์ 086-8821475 หรือทาง Email: dechrit_m@rmutt.ac.th