ล้างไตทางช่องท้องไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294461

ล้างไตทางช่องท้องไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

ล้างไตช่องท้อง, ผศนพโอภาส ไตรตานนท์

 แพทย์ ชี้การล้างไตทางช่องท้องให้ผลการรักษาใกล้เคียงกับการฟอกเลือด ใช้สิทธิ์ประกันสังคม หรือบัตรทอง ภายใต้นโยบาย PD First ได้ครอบคลุมทุกค่าใช้จ่าย

     ผศ.นพ.โอภาส ไตรตานนท์ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไต โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เปิดเผยว่า การล้างไตทางช่องท้องด้วยตนเอง (CAPD) เป็น 1 ใน 3 วิธี ในการรักษาบำบัดทดแทนไต สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย นอกเหนือจากการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และการผ่าตัดปลูกถ่ายไต โดยหลักการของการล้างไตทางช่องท้อง ผู้ป่วยจะได้รับการวางสายเพื่อใส่น้ำยาฟอกเลือดที่ผนังหน้าท้อง วิธีการคือผู้ป่วยจะใส่น้ำยาฟอกเลือดเข้าไปในช่องท้องและเปลี่ยนถ่ายน้ำยาเข้าออกวันละ 3-4 ครั้ง ซึ่งผู้ป่วยสามารถทำได้เองที่บ้าน โดยไม่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาล           อย่างไรก็ตาม พบว่า ผู้ป่วยบางรายยังมีความเข้าใจหรือความเชื่อผิดๆว่ามีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย หรือมีโอกาสเสียชีวิตได้ง่ายจากการล้างไตทางช่องท้อง เพราะได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง จนปฏิเสธการรักษาหรือเข้ารับการรักษาล่าช้า จนทำให้เกิดผลแทรกซ้อนของโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายตามมา ซึ่งอาจถึงแก่ชีวิตได้

ล้างไตทางช่องท้องไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

       “หมออยากแนะนำว่า อย่ากังวลและไม่ต้องกลัวในการเข้ารับการรักษา เพราะผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังสามารถมีชีวิตยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ หากได้รับการบำบัดทดแทนไตอย่างถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งการล้างไตทางช่องท้อง เป็นวิธีการบำบัดทดแทนไตที่ดีวิธีหนึ่งที่ให้ผลการรักษาใกล้เคียงกับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม เป็นการรักษามาตรฐานที่มีมานานแล้ว และในบางประเทศก็ใช้เป็นวิธีการรักษาหลักของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย”

       ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้รักษาด้วยวิธีนี้แล้วกว่า 20,000 ราย และมีอัตราเพิ่มขึ้นทุกปี จนในปัจจุบันพบว่า ผู้ป่วยใหม่ที่เข้ารับล้างไตทางช่องท้องในปริมาณใกล้เคียงกับผู้ป่วยใหม่ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องด้วยตัวเองที่บ้านหลายคนที่หมอดูแลรักษาอยู่ก็พบว่าเขามีสุขภาพดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาลบ่อยๆ และที่สำคัญคือไม่น่ากลัวอย่างที่คิดหรือเคยได้ยินมา

ล้างไตทางช่องท้องไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

  ผศ.นพ.โอภาส ไตรตานนท์

   ส่วนเรื่องการติดเชื้อขึ้นกับเทคนิคการทำและวิธีการปฏิบัติตัว ซึ่งโดยปกติแล้วทางโรงพยาบาลจะมีแพทย์และพยาบาลที่เชี่ยวชาญทำการสอนผู้ป่วยอย่างละเอียดถึงขั้นตอนต่างๆ รวมทั้งให้ทำให้ดูว่าทำได้ถูกต้องและสะอาดจริง มีการกำชับและติดตามขั้นตอนวิธีการทำสม่ำเสมอ ถ้าผู้ป่วยใส่ใจและตั้งใจทำตามที่หมอและพยาบาลบอกอย่างเคร่งครัดโอกาสติดเชื้อหมอว่ามีน้อยมาก

    ส่วนที่บางคนกังวลว่า การล้างไตทางช่องท้องด้วยตัวเองที่บ้านจะทำให้ห่างหมอ และจะไม่ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดนั้น ก็ไม่ต้องกังวล เพราะแพทย์และพยาบาลผู้ทำการรักษาจะนัดผู้ป่วยมาตรวจติดตามอาการเป็นระยะและเป็นประจำอยู่แล้ว หากมีปัญหาผู้ป่วยก็สามารถโทรมาปรึกษาพยาบาลที่ดูแลได้และสามารถเข้ามาพบพยาบาลหรือแพทย์ได้ทันที

ล้างไตทางช่องท้องไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

     นอกจากนั้นการล้างไตไม่ใช่เป็นคำตอบสุดท้ายของป่วยโรคไตเรื้อรัง เพราะผู้ป่วยล้างไตทุกรายที่หมอดูแลจะได้รับคำแนะนำเรื่องการปลูกถ่ายไตทั้งจากผู้บริจาคที่เป็นญาติพี่น้องหรือผู้บริจาคอวัยวะที่เสียชีวิต ซึ่งเมื่อผู้ป่วยได้รับการปลูกถ่ายไตก็จะหยุดล้างไตได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ” ผศ.นพ. โอภาส กล่าว

    กาญจนา เมืองแสน ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง วัย 42 ปี เล่าว่า รักษาด้วยวิธีการล้างไตทางช่องท้องด้วยตนเองที่บ้านมาแล้วกว่า 10 ปี ยังไม่เคยเจอปัญหาการติดเชื้อ สิ่งสำคัญคือต้องทำตามที่หมอสั่งอย่างตั้งใจไม่ให้ขาด โดยเฉพาะเรื่องการรักษาความสะอาด

ล้างไตทางช่องท้องไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

       จึงอยากเป็นกำลังใจให้กับทุกคน ป่วยแล้วก็ต้องรักษา แต่เราต้องไม่ท้อแท้ ทราบว่าเป็นโรคไตตอนอายุ 29 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ตั้งท้องลูกคนที่สอง ปัจจุบันอายุ 42 ปี รักษามาสิบกว่าปีชีวิตก็ยังอยู่ดี และจะอยู่ต่อไปอีกนานๆดูลูกของเราเติบโตซึ่งตนก็ได้ไปลงคิวรอรับการบริจาคไตกับสภากาชาดไทยไว้ด้วย

     “ตอนแรกที่ทราบว่าเป็นโรคไต ก็ยอมรับว่ากลัวมาก ตอนนั้นอายุ 29 ปี เป็นช่วงที่ตั้งท้องลูกคนที่สองไปตรวจร่างกายตามปกติ พอเอาปัสสาวะไปตรวจก็พบว่ามีไข่ขาวออกมามากผิดปกติ หมอก็บอกว่าเป็นกรวยไตอักเสบ ก็รักษามาเรื่อยๆ แต่อาการกลับแย่ลง จนค่าไตเสื่อม ตอนนั้นหมอบอกว่าเราจะอยู่ได้ไม่เกิน 1 เดือน ก็กลัวมาก ไม่ยอมมาหาหมออีกเลย”

ล้างไตทางช่องท้องไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

     พว.ธนารักษ์ บุญเกิด

      จนกระทั่งครบเดือนตัวเราก็บวมมาก ก็กลับมาหาหมอ ต้องเจาะคอเพื่อฟอกเลือดแบบฉุกเฉิน ความรู้สึกในตอนนั้นแย่มากๆ กำลังใจหดหายไปหมด แต่พอคุณหมอถามว่า อยากเห็นลูกชายบวชไหม อยากอยู่ในวันที่ลูกสาวได้แต่งงานหรือเปล่า ใจเราก็ฮึดสู้ขึ้นมาทันที

    หลังจากที่ฟอกเลือดฉุกเฉินไป ก็ตัดสินใจเลือกการรักษาด้วยการล้างไตทางช่องท้อง เพราะว่าเราก็ต้องทำงาน ต้องเลี้ยงลูก ไม่อยากมาเสียเวลาฟอกเลือดที่โรงพยาบาลสัปดาห์ละ 3 วัน ต้องเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางอีก เราก็ไม่ไหว

        ด้วยสิทธิการรักษา 30 บาทก็ช่วยเราให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้มาก เราเลือกการล้างไตทางช่องท้อง ไม่ต้องมาหาหมอบ่อยด้วย 2-3 เดือนครั้ง แล้วแต่คุณหมอจะนัด ดูแลรักษาตามอาการ เราก็มีหน้าที่บันทึกการรักษาต่างๆ ที่ได้ทำเองมาให้คุณหมอดู กินยาอย่างไร ล้างแผลอย่างไร โชคดีที่สามีช่วยทำแผลให้เราทุกวัน ดูแลกันก็ให้กำลังใจกันทุกวัน ความรู้สึกว่าเป็นคนป่วยมันก็หายไป ตื่นเช้าอาบน้ำแต่งตัวให้ลูก ทำกับข้าว ส่งลูกไปโรงเรียน ล้างไตตอนเช้าแล้วก็ออกไปขายของ นั่งรถกระบะไปขายหอมกระเทียมทั้งวัน ไปตามหมู่บ้านต่างๆ ถึงเวลาต้องล้างไต ก็ไปจอดรถในที่เงียบๆ แล้วก็ล้างไตด้วยตัวเองตามปกติ เสร็จแล้วก็ไปขายของต่อ กลับบ้านไป ก็เตรียมอาหารให้ลูกๆ ล้างไตก่อนนอนอีกที ชีวิตก็มีความสุขดี ช่วงวันหยุดก็ไปเที่ยวได้ สนุกสนานกับลูกๆ ในทุกช่วงเวลาของชีวิตได้”

      ด้าน พว.ธนารักษ์ บุญเกิด พยาบาลวิชาชีพ งานการพยาบาลผู้ป่วยโรคไตและไตเทียม โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ผู้ดูแลผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องมากว่า 8 ปี กล่าวให้ความเห็นว่า ผู้ป่วยที่เข้ามาทำล้างไตทางช่องท้องในตอนแรก มักจะไม่มั่นใจว่าตัวเองจะสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งทาง งานการพยาบาลผู้ป่วยโรคไตและไตเทียม รพ.ธรรมศาสตร์ ได้จัดกลุ่มให้ผู้ป่วยโรคไตและญาติได้แชร์ประสบการณ์รับรู้เรื่องราวของเพื่อนผู้ร่วมโรคเดียวกัน ทำให้ผู้ป่วยมีความเชื่อมั่นและตั้งใจที่จะ เรียนรู้วิธีการดูแลตัวเองและการล้างไตทางช่องท้องอย่างถูกต้อง จนเขาสามารถทำได้ ดูแลตัวเองได้ เกิดความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของพวกเขา สามารถออกไปข้างนอก และใช้ชีวิตแบบคนปกติได้ ทัศนคติที่กังวลกับการรักษาก็จะเริ่มเปลี่ยนไป และผู้ป่วยเหล่านี้ได้กลายมาเป็นผู้ที่คอยให้กำลังใจคนไข้รายใหม่ที่เข้ามารักษาด้วย

        โรคไตเรื้อรังสามารถรักษาได้ อย่าท้อแท้หมดกำลังใจ ผู้สนใจใช้บริการทางการแพทย์ศูนย์ไต เทียม โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โทร.02-926 9049 ศูนย์ไตเทียมเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

มารู้จักวิธีพัฒนา “สมองวัยรุ่น”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294457

มารู้จักวิธีพัฒนา “สมองวัยรุ่น”

พัฒนาสมองวัยรุ่น, โจทย์จากชุมชน, EF, สมองวัยรุ่น, วัยรุ่น, Executive Function EF

“วัยรุ่น” ที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต จำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมทักษะทางสมอง“Executive Function (EF)” ซึ่งจะช่วยให้เด็กรู้จักพิจารณาและไตร่ตรอง

       เมื่อเจอสถานการณ์ไม่ดี หรือสิ่งแวดล้อมที่เลวร้าย สามารถควบคุมพฤติกรรมตัวเองให้อยู่ในวิถีชีวิตที่ดีงาม ไม่หุนหันพลันแล่น โดยการสร้างEFที่ดีควรเริ่มตั้งแต่เด็ก และทำอย่างสม่ำเสมอกระทั่งก้าวสู่วัยผู้ใหญ่

      สำหรับกระบวนการพัฒนาEFสามารถทำได้ด้วยการทำกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การออกกำลังกาย การเล่นเกมที่ต้องใช้สมาธิ การทำสมาธิ การฝึกลมหายใจ เครื่องมือฝึกด้วยคอมพิวเตอร์ หรือการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ (Learning by Doing)

มารู้จักวิธีพัฒนา “สมองวัยรุ่น” 

       รศ.ดร.นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา จากศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในเวทีประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และยกระดับความรู้เรื่องการพัฒนาพลเมืองเยาวชน โครงการพัฒนาองค์กรระดับจังหวัดเพื่อสร้างพลเมือง เพื่อประเทศไทยที่น่าอยู่ (Active Citizen)ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)ว่ากระบวนการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ ที่ให้เด็กได้ลงไปทำงานร่วมกับชุมชน สังคมภายนอก มีความสำคัญมากต่อการพัฒนาสมองของวัยรุ่น

      เพราะเมื่อเขากำลังจะเปลี่ยนจากวัยเด็กไปเป็นวัยผู้ใหญ่ สภาพแวดล้อมในบ้านไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพของสังคมอีกต่อไป เพราะเด็กจะอยู่แต่กับตัวเอง คิดถึงแค่เป้าหมายของตัวเองแบบแคบๆ แต่ถ้าเราดึงเด็กออกมาทำงานกับชุมชนที่ไม่คุ้นชิน ด้วยโครงการที่ไม่เคยทำ ทั้งหมดนี้เป็นตัวกระตุ้นให้วงจรประสาทที่ใช้กำกับตัวเองไปสู่เป้าหมายว่าจะต้องทำอะไรให้เสร็จ ซึ่งถ้าเขาอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิม สมองส่วนนี้จะไม่ถูกพัฒนา

มารู้จักวิธีพัฒนา “สมองวัยรุ่น” 

      การทำงานของสมองส่วนดังกล่าว คือทักษะEFที่เริ่มพัฒนาขึ้น ซึ่งนอกจากความสามารถในการควบคุมตัวเองแล้ว ยังทำให้เกิดคุณลักษณะดีๆ ที่ส่งผลต่อความสำเร็จในชีวิตอีกด้วย ทั้งการมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความยืดหยุ่นทางความคิดและการใช้ชีวิต และการมีวินัย สามารถจดจ่อกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้นาน รู้จักวางแผน จนทำเรื่องยากได้สำเร็จ สำหรับการสร้างกระบวนการเรียนรู้จากการลงมือทำรูปแบบหนึ่งที่เหมาะสมกับวัยรุ่นคือการใช้Project-Based Learning (PBL)ให้วัยรุ่นได้ทำโครงการที่มีโจทย์ปัญหาจากภายในชุมชนของตัวเอง(Community Project)

มารู้จักวิธีพัฒนา “สมองวัยรุ่น” 

     รศ.ดร.นวลจันทร์ ขยายความให้ฟังว่า กระบวนการที่ตั้งต้นด้วยการคิดปัญหามีความสำคัญมาก เพราะต้องคิดไตร่ตรองหลายประเด็น เช่น เราจะทำอะไร เกี่ยวกับชุมชนอย่างไร เด็กจะได้ประเมินศักยภาพของตัวเองว่าเขามีความรู้ในเรื่องที่จะทำหรือไม่ ถ้ารู้ว่ายังไม่พอ แล้วเขาต้องหาความรู้เพิ่มจากไหน เมื่อเขามีเป้าหมายชัดเจน เขาก็ประเมินอีกว่า ตัวเองไม่รู้อะไร แล้วต้องไปหาข้อมูลอะไรเพิ่มเติม เห็นได้ว่ากระบวนการเหล่านี้ค่อยๆ โยงใยเป็นขั้นเป็นตอน ทำให้เด็กได้มีการคิดในหลายๆ ขั้นตอน ได้ฝึกใช้สมองหลายส่วน โดยเฉพาะสมองส่วนหน้าที่เราต้องการเน้นให้เด็กได้ฝึกใช้

มารู้จักวิธีพัฒนา “สมองวัยรุ่น” 

     ข้อดีของการทำโครงการจากโจทย์ปัญหาชุมชนจะทำให้วัยรุ่นได้พัฒนาสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับสังคม(Social Brain)ที่ช่วยเสริมทักษะEF ด้วย แต่โครงการแบบนี้ไม่สามารถปล่อยให้เด็กทำโดยลำพังได้ จำเป็นต้องมี“ผู้ใหญ่” เข้ามาช่วยหนุนเสริมด้วยการชวนคิดชวนคุย เพื่อสร้างแรงกระตุ้นแก่เด็กในการไปค้นหาคำตอบ“ด้วยตัวเอง” จนเกิดการเรียนแบบ“รู้จริง”(MasteryLearning)

มารู้จักวิธีพัฒนา “สมองวัยรุ่น” 

    รศ.ดร.นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล

อาจารย์นวลจันทร์ กล่าวต่อว่า สังคมควรมีส่วนในการ“เปิดโอกาส” ให้เด็กกล้าคิดกล้าทำงานระดับใหญ่ๆ ในชุมชน โดยมีผู้ใหญ่หรือผู้ปกครองคอยชวนคิดชวนคุยและตั้งคำถามให้เด็กเกิดความชัดเจนว่าปัญหาคืออะไร แล้วพวกเขาจะแก้ปัญหาอย่างไร ทำอะไรกับใคร ที่ไหน

      กระทั่งวางแผนลงมือทำจนเสร็จ ซึ่งเป็นการสนับสนุนเด็กที่ดีมาก และน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ทำให้เราเห็นผลการเปลี่ยนแปลงในตัวเด็กจากการพัฒนาของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับสังคม อันเป็นส่วนสำคัญที่จะส่งเสริมEFของเด็กให้แข็งแรง คือเด็กจะมีความเป็นตัวตน รู้จักมุ่งมั่นทำงานจนสัมฤทธิ์ผล ซึ่งจริงๆ แล้วควรทำอย่างนี้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กๆ ระดับอนุบาลก็น่าจะทำโครงการลักษณะนี้ได้แค่ให้ทำเรื่องง่ายๆ ตามศักยภาพของเขา

มารู้จักวิธีพัฒนา “สมองวัยรุ่น” 

      การเรียนรู้จากการลงมือทำผ่านโครงการจากโจทย์ปัญหาชุมชน นอกจากช่วยพัฒนาสมอง ยังสร้างสำนึกการทำเพื่อส่วนรวมให้เกิดภายในตัวของเด็ก ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของการเติบโตมาเป็นกำลังดูแลท้องถิ่นบ้านเกิด และเป็นพลเมืองของสังคมไทยที่มีคุณภาพต่อไป

สมาคมนิสิตเก่านิเทศฯจุฬาฯให้กำลังใจผู้บริหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294408

สมาคมนิสิตเก่านิเทศฯจุฬาฯให้กำลังใจผู้บริหาร

สมาคมนิสิตเก่านิเทศฯจุฬาฯให้กำลังใจผู้บริหาร

สมาคมนิสิตเก่านิเทศฯจุฬาฯ ออกแถลงการณ์หนุนมหาลัย ดำเนินการเอาผิด-ลงโทษ เนติวิทย์-สภานิสิต พร้อมให้กำลังใจผู้บริหาร

สมาคมนิสิตเก่านิเทศฯจุฬาฯให้กำลังใจผู้บริหาร


เปิดอ่าน 93

สวยงามบันไดนาคประกอบที่พระเมรุมาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294406

สวยงามบันไดนาคประกอบที่พระเมรุมาศ

บันไดพญานาคเป็นศิลปะไทยประเพณีเข้ากับพระเมรุมาศ, สวยงามบันไดนาคประกอบที่พระเมรุมาศ

นายกฯ เป็นประธานพิธีบวงสรวงราชรถ 21ก.ย.บันไดนาคประติมากรรมท้องไม้คืบหน้า 95%คาด15 ก.ย.นำไปติดตัั้งพรหมพักตร์ ยอดพระจิตกาธานเสร็จ 1 หน้าส่งมอบกรมศิลป์วันเดียวกัน

เมื่อวันที่ 4 ก.ย. ที่โรงเรียนศิลปะธนบุรี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยนายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เดินทางตรวจเยี่ยมความคืบหน้าการดำเนินการจัดสร้างประติมากรรม บันไดนาคและประติมากรรมท้องไม้พระเมรุมาศองค์ประธาน ในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยศูนย์ศิลาปาชีพเกาะเกิด จ.พระนครศรีอยุธยาและศูนย์ศิลปาชีพสีบัวทอง จ.อ่างทอง

สวยงามบันไดนาคประกอบที่พระเมรุมาศ
พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวว่า ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิดและศูนย์ศิลปาชีพสีบัวทอง เริ่มดำเนินงานจัดสร้างราวบนไดนาค และยอดพระจิตกาธาน ตั้งแต่เดือนเมษายน ซึ่งขอชื่นชมทุกคนที่มาร่วมทำงานถวายแด่ในหลวงร.9 ในครั้งนี้ โดยภาพรวมการดำเนินงานเป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนด ครั้งนี้เป็นงานใหญ่ เป็นความภาคภูมิใจ เพราะถือว่า ชาวไทยทุกคนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นจิตอาสาร่วมเป็นหนึ่งเดียว ทำให้พระเมรุมาศ มีความสง่างามสมพระเกียรติถวายแด่ในหลวงรัชกาลที่9  อย่างที่ คาดว่าภายในวันที่ 15 กันยายนนี้ การดำเนินงานจัดสร้างประติมากรรมตกแต่งพระเมรุมาศส่วนต่างๆ จะเสร็จเรียบร้อย จากนั้นจะทยอยเคลื่อนย้ายไปประกอบที่พระเมรุมาศ

สวยงามบันไดนาคประกอบที่พระเมรุมาศ
รองนายกฯ กล่าวต่อไปว่า ทางกรมศิลปากร ได้ทำหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อเชิญมาเป็นประธานในพิธีบวงสรวงราชรถ ราชยาน  ในวันที่ 21 กันยายน เวลา 14.00 น. ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ (พช.) พระนครในวันดังกล่าว จะมีพิธีฉุดชักลากราชรถ ราชยานในพื้นที่ เพื่อความเป็นสิริมงคล

สวยงามบันไดนาคประกอบที่พระเมรุมาศ

ด้าน นายสุดสาคร ชายเสม ผู้ออกแบบและควบคุมการจัดสร้างราวบันไดนาคและประติมากรรมท้องไม้พระเมรุมาศองค์ประธานพระเมรุมาศ กล่าวว่า  การจัดสร้างราวบันไดนาคและประติมากรรมท้องไม้พระเมรุมาศองค์ประธานเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนเมษายน 2560 ที่ผ่านมา  ภาพรวมบันไดนาคทั้ง 4 ชั้น คืบหน้า 95% เหลือเพียงประดับเลื่อมทองราวบันไดนาคชั้นที่ 4  อีก 6 ตน ก็จะแล้วเสร็จ

สวยงามบันไดนาคประกอบที่พระเมรุมาศ
บันไดพญานาคเป็นศิลปะไทยประเพณีเข้ากับพระเมรุมาศ ชั้นที่ 1 นาคเศียรเดียว ลงยาสีสวยงาม ชั้นที่ 2  นาคสามเศียร ศิลปะสุโขทัย  อ้างอิงซุ้มเรือนแก้วพระพุทธชินราช จ.พิษณุโลก และเตาวัดพระปรางค์ จ.สิงห์บุรี   ชั้นที่ 3 นาค 5 เศียร กายสีเงิน  ชั้นที่ 4  พญาอนันตนาคราชเป็นนาค 7 เศียร  อลังการและสง่างามที่สุด กายสีทอง

สวยงามบันไดนาคประกอบที่พระเมรุมาศ
นายสุดสาคร กล่าวอีกว่า ส่วนการจัดสร้างเทพชุมนุมฐานไพทีนั่งราบ จำนวน 132 องค์ และเทพยดาท้องไม้เมรุมาศองค์ประธาน 32 องค์   ครุฑยุดนาค 32 องค์ เทพพนมแกะไม้กลีบลายพระโกศ จำนวน 80 องค์เสร็จแล้ว ขณะที่การแกะพรหมพักตร์ยอดพระจิตกาธานที่ประดิษฐานพระโกศจันทน์  ภาพรวมคืบหน้า 60% แกะเสร็จแล้ว 1 พระพักตร์จากจำนวน 4 พระพักตร์ คาดว่าจะเสร็จวันที่ 15 กันยายนนี้

 

สวยงามบันไดนาคประกอบที่พระเมรุมาศ

 

จากนั้นเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรจะรับไปยอดพรหมพักตร์ไปปิดทองคำเปลวในส่วนของเครื่องทรง อาทิ ยอดมงกุฎ จากนั้นจะนำไปประกอบกับพระจิตกาธาน ส่วนหลังคาร้อยเป็นตาข่ายมาลัยดอกไม้ลักษณะเป็นฉัตร 9 ชั้น
“ผมและนักเรียนศิลปาชีพมีความสุข ไม่เหนื่อย ไม่ย่อท้อ ทุ่มเทเพื่อถวายพระเกียรติยศในหลวง รัชกาลที่ 9 และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมพระราชินีในรัชกาลที่ 9 ซึ่งทรงให้การเลี้ยงนักเรียนศิลปาชีพ ส่วนใหญ่เป็นเด็กชาวกะเหรี่ยงอมก๋อย มาเป็นแรงใจในการถวายงานครั้งนี้”นายสุดสาคร กล่าว

วธ.ชวนร่วมประเพณีอุ้มพระดำน้ำ@ เพชรบูรณ์ เริ่ม18-23 ก.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294385

วธ.ชวนร่วมประเพณีอุ้มพระดำน้ำ@ เพชรบูรณ์ เริ่ม18-23 ก.ย.นี้

เพชรบูรณ์, ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ, หนึ่งเดียวในโลก, ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ จเพชรบูรณ์

วธ.ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม “ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ จ.เพชรบูรณ์” เริ่มวันที่18 – 23 กันยายน 2560 ณ วัดไตรภูมิ วัดโบสถ์ชนะมารและพุทธอุทยานเพชบุระ

      นายกฤษศญพงษ์  ศิริ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) แถลงข่าวงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ จ.เพชรบูรณ์ พร้อมด้วย นายพิบูลย์ หัตถโกศล  ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ดร.เสกสรร นิยมเพ็ง นายกเทศมนตรีจังหวัดเพชรบูรณ์ ดร.วิศัลย์ โฆษิตานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ผู้แทนหน่วยงานรัฐและเอกชน  ร่วมแถลงข่าวการจัดประเพณีอุ้มพระดำน้ำ จ.เพชรบูรณ์  ที่หอศิลป์ร่วมสมัย ราชดำเนิน
นายกฤษศญพงษ์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีอริยธรรมงดงาม ยิ่งใหญ่มาแต่อดีตและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน รัฐบาลโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ดำเนินการส่งเสริม วัฒนธรรม ประเพณีดีงามทั่วทุกภูมิภาคให้ยิ่งใหญ่ เผยแพร่อัตลักษณ์สิ่งดีงามในท้องถิ่นสู่สายตาประชาชน สำหรับประเพณีอุ้มพระดำน้ำ วธ.ร่วมกับจ.เพชรบูรณ์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานรัฐ เอกชนและภาคประชาชน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 – 23 กันยายน 2560 ณ วัดไตรภูมิ วัดโบสถ์ชนะมารและพุทธอุทยานเพชบุระ จ.เพชรบูรณ์

วธ.ชวนร่วมประเพณีอุ้มพระดำน้ำ@ เพชรบูรณ์ เริ่ม18-23 ก.ย.นี้

สำหรับกิจกรรมในงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำอาทิ พิธีกวนกระยาสารท พิธีบวงสรวงเทพยดา การแข่งขันพายเรือทวนน้ำ 18 ฝีพาย การแสดงแสง สี เสียง ตำนานอุ้มพระดำน้ำ การแสดงศิลปวัฒนธรรมและดนตรีพื้นบ้าน ตลาดนัดวิถีชุมชนคุณธรรม เพชรบูรณ์ และเทศกาลอาหารอร่อย การประกวดอาหารพื้นบ้าน การประกวดโต๊ะหมู่บูชา เป็นต้น โดยมีพิธีสำคัญคือ การอัญเชิญ “พระพุทธมหาธรรมราชา” จากวัดไตรภูมิแห่รอบเมืองเพชรบูรณ์ในวันที่ 19 กันยายนนี้ และพิธีอุ้มพระดำน้ำในวันที่ 20 กันยายนนี้  ณ บริเวณท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร
 “งานประเพณีนี้ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และเผยแพร่ประเพณีศิลปวัฒนธรรมไทยให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย ทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติ รวมถึงสนับสนุน ให้เด็ก เยาวชนและประชาชนได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ พัฒนาและสืบทอดประเพณีท้องถิ่นไปสู่คนรุ่นหลัง“ปลัด วธ.กล่าว

วธ.ชวนร่วมประเพณีอุ้มพระดำน้ำ@ เพชรบูรณ์ เริ่ม18-23 ก.ย.นี้วธ.ชวนร่วมประเพณีอุ้มพระดำน้ำ@ เพชรบูรณ์ เริ่ม18-23 ก.ย.นี้
สำหรับงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำของชาวเพชรบูรณ์ เป็นงานประเพณีเก่าแก่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะหนึ่งเดียวในโลก แสดงถึงความศรัทธาอันเปี่ยมล้นที่มีต่อพระพุทธศาสนา และเป็นการสร้างจิตสำนึกให้แก่พุทธศาสนิกชนได้น้อมนำหลักธรรมของพระพุทธเจ้ามาใช้ในการดำเนินชีวิต รวมทั้งก่อให้เกิดกำลังใจในการสร้างความดีและละเว้นความชั่ว ทำให้สังคมเกิดความสงบสุข โดยถือเอาวันสารทไทย ตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ของทุกปี เป็นวันประกอบพิธีโดยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อัญเชิญ “พระพุทธมหาธรรมราชา” ที่เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองลงดำน้ำตามความเชื่อเก่าแก่ที่มีมานานกว่า 400 ปี ทั้งนี้  เชื่อกันว่าพิธีนี้จะทำให้ “น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข” นำความสุข ความสงบร่มเย็น ทำให้ฝนฟ้า  ตกต้องตามฤดูกาล พืชผลการเกษตรอุดมสมบูรณ์ และช่วยให้ชาวเพชรบูรณ์มีความเจริญรุ่งเรืองสืบไป

บอร์ดสปสช.อนุมัติงบ1.2 หมื่นล้านบาทจัดหายาฯพิเศษปี 61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294395

บอร์ดสปสช.อนุมัติงบ1.2 หมื่นล้านบาทจัดหายาฯพิเศษปี 61

อร์ดสปสชอนุมัติงบ12 หมื่นล้านบาทจัดหายาฯพิเศษปี 61

บอร์ดสปสช.อนุมัติงบ1.2 หมื่นล้านบาทจัดหายาฯพิเศษปี 61 ไฟเขียว “เครือข่ายหน่วยบริการ”จัดหาแทนสปสช.  พร้อมทำคู่ขนานส่งเรื่องกฤษฎีกาตีความทำได้หรือไม่

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2560   ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.) กล่าวว่า บอร์ดมีมติเห็นชอบเรื่อง  “การปรับปรุงประกาศคณะกรรมการการฯเรื่องหลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสำหรับผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติปีงบประมาณ 2561 และหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการรับค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ
อย่างไรก็ตาม มีข้อทักท้วงจากคณะกรรมการฯบางท่านที่ต้องการให้ทำหนังสือถึงคณะกรรมการกฤษฎีให้ตีความว่าการให้เครือข่ายหน่วยบริการ จัดหายา วัคซีน เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียมและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษทำได้หรือไม่ จึงให้มีการดำเนินการคู่ขนานไปทั้งการให้เครือข่ายหน่วยบริการด้านยาฯ เดินหน้าจัดหายา วัคซีน เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียมและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษในปีงบประมาณ 2561 และส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ
“ที่ต้องมีการเพิ่มเติมเรื่องการจัดหายา วัคซีน เวชภัณฑ์ฯในปีงบประมาณ 2561 โดยให้เครือข่ายหน่วยบริการดำเนินการแทนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)เหมือนที่เคยดำเนินการมา เพราะสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)ทักท้วงว่าสปสช.ไม่สามารถดำเนินการในเรื่องนี้ได้  ก็ต้องมีการพิจารณาแนวทางอื่นที่จะให้ดำเนินการได้โดยไม่ผิดกฎหมาย และที่ไม่สามารถรอให้คณะกรรมการกฤษฎีตีความแล้วเสร็จก่อนได้นั้น เพราะไม่ต้องการให้ประชาชนได้รับผลกระทบหากไม่สามารถดำเนินการจัดหายาฯได้ทันในปีงบฯ2561 จึงต้องทำคู่ขนานกันไปทั้งหมดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบ”ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกลกล่าว
ด้านนพ.จักรกริช โง้วศิริ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) กล่าวว่า ประกาศฯในส่วนที่มีการเพิ่มเติม อาทิ ในปีงบประมาณ 2561 อาจมีการกำหนดแนวทางการจ่ายค่าใช้จ่ายสำหรับบริการผ่าตัดแบบไม่ค้างคืน(One day surgery) โดยจะมีการวิเคราะห์ข้อมูลผลกระทบต่อหน่วยบริการและผู้รับบริการ การหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและการเตรียมระบบการจ่ายค่าใช้จ่ายก่อนที่จะมีการดำเนินการ
นอกจากนี้ เพิ่มในหมวด 9 เรื่องค่ายา วัคซีน เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียมและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษ โดยให้เครือข่ายหน่วยบริการด้านยาและเวชภัณฑ์ มีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายจากกองทุน เพื่อดำเนินการจัดหายา วัคซีน เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียมและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษในภาพรวมและสนับสนุนให้แก่หน่วยบริการในเครือข่ายในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

นอกจากนี้  เมื่อเครือข่ายหน่วยบริการด้านยาฯดำเนินการจัดหาแล้วเสร็จ หากมีเงินเหลือให้ใช้สำหรับการจัดหายาฯตามโครงการพิเศษครั้งถัดไป หากไม่มีการจัดหาครั้งถัดปให้ส่งเงินคืนกองทุนพร้อมดอกผล แต่หากเงินงบประมาณไม่เพียงพอ ให้แจ้งต่อคณะอนุกรรมการที่บอร์ดสปสช.มอบหมายเพื่อให้สปสช.รวบรวมข้อมูลเสนองบประมาณเพิ่มเติมตามความเหมาะสมต่อไป
สำหรับแผนและวงเงินการจัดหายา วัคซีน เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียมและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษ ปี 2561 รวม 12,092.76 ล้านบาท แยกเป็นยาบัญชี จ(2) ยาซีแอล ยากำพร้าแฃะยาต้านพิษ จำนวน 2,426.78 ล้านบาท ยาวัณโรค จำนวน 440.31 ล้านบาท  โครงการวัคซีน 1,866.90 ล้านบาท  ยาสำหรับผู้ป่วยเอชไอวี/เอดส์ จำนวน 2,594.445 ล้านบาท ยาสำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง จำนวน 4,107.31 ล้านบาท และค่าอุปกรณ์และอวัยวะเทียม ได้แก่ ข้อเข่าเสื่อมและขดลวดค้ำยันผนังหลอดเลือดโคโรนารี(stent) จำนวน 926.83 ล้านบาท
อนึ่ง ก่อนหน้านี้ มติบอร์ดสปสช.เห็นชอบให้ เครือข่ายหน่วยบริการโรงพยาบาลราชวิถี เป็นเครือข่ายหน่วยบริการด้านยาและเวชภัณฑ์ เพื่อจัดหายา เวชภัณฑ์ฯในปีงบประมาณ  2561

ไตรมาส2ปี60สภาพัฒน์ชี้แรงงานใหม่ว่างงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294359

ไตรมาส2ปี60สภาพัฒน์ชี้แรงงานใหม่ว่างงาน

ภาวะสังคมไทยไตรมาส2ปี60, แรงงานใหม่ว่างงานไตรมาส2ปี60, นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ สศช, รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 2 ปี 2560

สภาพัฒน์ เผยรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส2ปี2560พบการว่างงานในกลุ่มแรงงานใหม่การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังไข้เลือดออก และสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่เตรียมพร้อมสังคมผู้สูงอายุ

     สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงข่าว“รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 2 ปี 2560″ นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวทางสังคมที่สำคัญในไตรมาส 2 ของปีนี้ พบว่า การจ้างงาน รายได้และผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้น เด็กไทยมีระดับไอคิวและอีคิวดีขึ้น คนไทยมีอายุยืนยาว ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินดีขึ้น การเกิดอุบัติเหตุลดลง

     ทั้งนี้ ในประเด็นการจ้างงาน พบว่า มีการจ้างงานทั้งสิ้น 37.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากไตรมาสสองปี 2550 ร้อยละ 0.4 เพิ่มขึ้นครั้งแรกในช่วงสี่ไตรมาสที่ผ่านมา จากภาคเกษตรกรรม ร้อยละ 6.3 หรือ 11.6 ล้านคน เพราะสภาพอากาศที่อำนวย นำ้ในเขื่อนเข้าสู่ภาวะปกติ ราคาสินค้าเกษตรในไตรมาสแรกที่สูงขึ้นเป็นตัวจูงใจให้เกษตรกรขยายกิจกรรมเกษตรกรรม

ไตรมาส2ปี60สภาพัฒน์ชี้แรงงานใหม่ว่างงาน

     ขณะที่ การจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม ลดลงร้อยละ 2.1 หรือ 25.9 ล้านคน จากไตรมาสเดียวกันในปี 2559 จ้างงานอยู่ที่ 26.4 ล้านคน ในสาขาอุตสาหกรรมและก่อสร้าง เนื่องจากการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวช้า แต่สาขาค้าปลีก/ค้าส่ง การขนส่งยังขยายตัวได้ดี

       อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการใช้วิธีการบริหารจัดการแรงงานที่มีอยู่และใช้เทคโนโลยีมาใช่ในกระบวนการผลิต การก่อสร้างและการบริการ ทำให้อัตราการว่างงานสูงขึ้นเล็กน้อย ร้อยละ 1.2 โดยมีผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อนเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 24.1 เนื่องจากเป็นช่วงจบการศึกษาและแรงงานใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงาน ประมาณ ร้อยละ 39 จบการศึกษาระดับอุดมศึกษา ซึ่งปกติแรงงานกลุ่มนี้จะว่างงานสูงในช่วงไตรมาสที่สองและสาม และจะลดลงในไตรมาสที่สี่ของทุกๆปี

      นายปรเมธี กล่าวต่อไปว่า ในไตรมาสสองปี 2560 มีผู้ป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังรวม 102,236 รายเพิ่มจากไตรมาสเดียวกันในปี 2559 ร้อยละ 14.9 โดยผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 31.1 ยังต้องเฝ้าระวังโรคมือ เท้า ปาก เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 ซึ่งพบมากในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี รวมถึงโรคซึมเศร้าพบผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

     นอกจากนั้น ในปี 2560 จากข้อมูลองค์การอนามัยโลก พบว่าอายุเฉลี่ยของภาวะสุขภาพดี มีค่าต่ำกว่าอายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิด สะท้อนว่าคนไทยไม่ได้มีสุขภาพสมบูรณ์ตลอดช่วงชีวิต มีจะมีช่วงเวลาการอยู่อย่างเจ็บป่วยหรือพิการ และจากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พบว่าคนไทยมีแนวโน้มเจ็บป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มขึ้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย และลดพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เป็นปัจจัยที่จะช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร

      ทั้งนี้ ยังพบว่าค่าใช้จ่ายในการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีมูลค่า 35,097 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่าน ร้อยละ 1.0 ส่วนค่าใช้จ่ายในการบริโภคบุหรี่มีมูลค่า 14,878 ล้านบาท ลดลลงร้อยละ 0.8 อย่างไรก็ตาม จำนวนนักดื่มยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและยังต้องเฝ้าระวังบุหรี่อิเล็คทรอนิกส์ในกลุ่มเด็กและเยาวชน เนื่องจากสามารถหาซื้อได้แพร่หลายทางอินเทอร์เน็ต แม้จะมีการสั่งห้ามนำเข้ามาในประเทศตั้งแต่ปี 2557

      ซึ่งผลการสำรวจของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พบว่า เยาวชนอายุ 13-15 ปี มีอัตราการสูบบุหรี่ร้อยละ 3.3 เพศชาย ร้อยละ 4.7 และเพศหญิง 1.9 ซึ่งยังไม่มีข้อมูลชัดเจนเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการช่วยเลิกสูบบุหรี่ ซึ่งอาจเป็นจุดตั้งต้นในการเสพติดบุหรี่หรือสารเสพติดประเภทอื่นๆในกลุ่มเด็กและเยาวชน

      “ประเด็นที่ต้องติดตามต่อในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 ได้แก่ การว่างงานในกลุ่มแรงงานใหม่ การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวัง เช่น มือ เท้า ปาก,ปอดอักเสบ,ไข้เลือดออก ฯลฯ และสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ แนวโน้มการป่วยและตายด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มขึ้น การสูบบุหรี่อิเล็คทรอนิกส์ในกลุ่มเด็กและเยาวชน การแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ รวมทั้งการพัฒนาระบบคุ้มครองผู้บริโภคในโลกดิจิทัล ส่วนการเตรียมพร้อมสังคมผู้สูงอายุในระยะยาวนั้น ต้องเตรียมเรื่องการวางแผนการออม ถือเป็นมาตรมาสำคัญ นอกจากนี้ การดูแลผู้สูงอายุก็ต้องดำเนินการตั้งแต่เรื่องสุขภาพ การป่วยโรคต่างๆ ไปจนถึงเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการดำเนินชีวิตซึ่งแต่ละหน่วยงานก็ได้ดำเนินการอยู่”นายปรเมธี กล่าว

ครั้งแรก! อสังหาริมทรัพย์จัดพื้นที่ลดหัวใจหยุดเต้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294356

ครั้งแรก! อสังหาริมทรัพย์จัดพื้นที่ลดหัวใจหยุดเต้น

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน, เอพี

“เอพี” อสังหาริมทรัพย์รายแรกจัดสรรพื้นที่ช่วยชีวิต ติดตั้งเครื่องช็อกไฟฟ้า AED ลดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ที่คร่าชีวิตคนไทยอันดับ3 เทียบเท่า 1ชม.6 คน

     “หัวใจ” เปรียบเสมือนเครื่องจักรที่คอยสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย และประเทศไทยพบว่ามีอัตราการเสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน เป็นอันดับ 3 หรือมีผู้เสียชีวิตมากกกว่า 54,000 คน หรือเทียบได้ว่า ทุกๆ 1 ชั่วโมงจะมีคนเสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันมากถึง 6 คน ซึ่งหากได้มีการช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้ทันก็จะสามารถลดอัตราการตายของคนไทยได้

     พล.ต.ต.นพ.โสภณ กฤษณะรังสรรค์ ประธานมูลนิธิสอนช่วยชีวิตและที่ปรึกษาคณะกรรมการมาตรฐานการช่วยชีวิต สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า จากการศึกษาพบว่า การสอนแพทย์กู้ชีพเพียงหน่วยงานเดียวไม่สามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้ เนื่องจากภาวะนี้มักเกิดนอกโรงพยาบาล และผู้ป่วยไม่สามารถถึงโรงพยาบาลภายใน 4 นาที ซึ่งเป็นเวลาที่สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้ทัน ดังนั้น การช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน คือ การส่งต่อความรู้ให้ประชาชนทั่วไปสามารถทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้เมื่อประสบเหตุและควรมีอุปกรณ์เครื่อง AED ติดตั้งอยู่ในจุดที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ทันที

ครั้งแรก! อสังหาริมทรัพย์จัดพื้นที่ลดหัวใจหยุดเต้น

ปัจจุบันมีสถานที่ที่มีผู้คนสัญจรคับคั่งมีการติดตั้ง AED เพื่อช่วยชีวิต อาทิ สนามบิน สวนหลวงร.9 วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหารหรือวัดโพธิ์ แต่อาจจะไม่มากพอควรมีมากกว่าทั้งในส่วนของสนามบิน สถานีขนส่ง รถไฟฟ้า ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น

ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ภาคเอกชน บมจ.เอพี ไทยแลนด์ จำกัด(มหาชน) บริษัทพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ของไทยได้ริเริ่มติดตั้งเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ AED ในอาคารที่พักอาศัย อย่างคอนโดมิเนียมในโครงการต่างๆ  เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย เป็นส่วนหนึ่งในพลังขับเคลื่อนสังคมให้เกิดความตระหนักถึงภัยใกล้ตัว ซึ่งถ้าทุกคนมีความรู้ในการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน รู้จักวิธีการโทรขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานเฉพาะด้าน สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ(สพฉ.) เบอร์1669 ทุกคนจะช่วยลดการสูญเสียได้ และอยากให้ทุกคนร่วมด้วยช่วยกันผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน”พล.ต.ต.นพ.โสภณ กล่าว

ครั้งแรก! อสังหาริมทรัพย์จัดพื้นที่ลดหัวใจหยุดเต้น

นายวิทการ จันทรวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจกลุ่มสินค้าคอนโดมิเนียม บมจ.เอพี (ไทยแลนด์)  กล่าวว่าภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันสามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัน โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ผู้ประสบภาวะดังกล่าวควรได้รับการช่วยเหลือ ทางบมจ.เอพี ได้ให้ความสำคัญอย่างมากกับคุณภาพชีวิตและการสร้างคุณค่าให้กับพื้นที่เพื่อคุณภาพชีวิต จึงริเริ่มจัดสรรพื้นที่ 0.1 ตารางเมตรภายในคอนโดของเราเป็นพื้นที่ช่วยชีวิตโดยเริ่มติดตั้งเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ AED เพื่อช่วยชีวิตเบื้องต้นของผู้ที่ประสบภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลักก่อนส่งถึงมือแพทย์

“ได้กำหนดว่าจะมีการติดตั้งเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ AED ในคอนโดที่สร้างเสร็จและบริหารจจัดการโดยบริษัทสมาร์ท เซอร์วิส แอนด์ แมนเนจเมนท์ จำกัด ซึ่งดูแลอสังหาริมทรัพย์ในเครือเอพีอยู่กว่า  40 โครงการ ประมาณ 25,000 ครอบครัว  โดยเบื้องต้นขณะนี้ได้ติดตั้งบริเวณล็อบบี้ของโครงการ หรือฟิตเนสไปแล้ว 20 กว่าโครงการ และจะทยอยดำเนินให้ครบทุกโครงการ รวมถึงได้มีการฝึกอบรมหลักสูตรการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน แก่เจ้าหน้าที่บริษัท สมาร์ท เซอร์วิส แอนด์ แมนเนจเมนท์ จำกัด รวมกว่า 300 คน ที่ประจำการและพร้อมให้ความช่วยเหลือหากลูกบ้านของเอพี ประสบภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันตลอด24 ชม.” นายวิทการ กล่าว

ครั้งแรก! อสังหาริมทรัพย์จัดพื้นที่ลดหัวใจหยุดเต้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีสมองขาดเลือดจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันจะหมดสติลงในเวลาเพียง 10 วินาที  ซึ่งผู้ป่วยที่หมดสติควรได้รับการช่วยเหลือภายในระยะเวลา 4 นาที ดังนั้น ผู้ที่อยู่ใกล้เคียงนอกจากมีประสบการณ์การใช้เครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติAED สลับกับการทำCPR จะสามารถลดอัตราการเสียชีวิตของผู้มีภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน หรือเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตได้มากถึง 50%

อาคารประหยัดพลังงานฝีมือนศ.มทร.พระนคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294353

อาคารประหยัดพลังงานฝีมือนศ.มทร.พระนคร

รศสุภัทรา โกไศยกานนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร, ดรพสิษฐ์ สุวรรณภิงคาร อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มทรพระนคร, อาคารประหยัดพลังงาน มทรพระนคร

จากสภาวะโลกร้อนที่รุนแรงมากขึ้นทุกวันจึงทำให้เกิดกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ที่ทั่วโลกต่างพร้อมใจกันให้ความสำคัญ

  ประเทศไทยเองก็มีความตื่นตัวไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือองค์กรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการสร้างอาคารใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการประหยัดและการจัดการด้านพลังงานของอาคารแบบยั่งยืน ล่าสุด นักศึกษาสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร สร้าง“ระบบตรวจสอบและดูแลความปลอดภัยสำหรับอาคารสีเขียวอัจฉริยะ 4.0 ผ่านโทรศัพท์มือถือ” (อาคารสีเขียว 4.0)

อาคารประหยัดพลังงานฝีมือนศ.มทร.พระนคร

     ซึ่งผลงานชิ้นนี้ได้รับถ้วยรางวัลระดับดีมาก จากการประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ประจำปี 2560 กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะระบบเครื่องกลที่ใช้อิเล็กทรอนิกส์ควบคุมปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมองกลฝังตัว ถือเป็นการการันตีผลงานที่สร้างประโยชน์ต่อสังคมและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ ได้จริง”

อาคารประหยัดพลังงานฝีมือนศ.มทร.พระนคร

อาคารประหยัดพลังงานฝีมือนศ.มทร.พระนคร

    รศ.สุภัทรา โกไศยกานนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครกล่าวว่า จากสภาวะโลกร้อนที่รุนแรงมากขึ้นทุกวันจึงทำให้เกิดกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ที่ทั่วโลกต่างพร้อมใจกันให้ความสำคัญประเทศไทยเองก็มีความตื่นตัวไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือองค์กรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการสร้างอาคารใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการประหยัดและการจัดการด้านพลังงานของอาคารแบบยั่งยืน

อาคารประหยัดพลังงานฝีมือนศ.มทร.พระนคร

      ล่าสุดนักศึกษาสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร สร้าง“ระบบตรวจสอบและดูแลความปลอดภัยสำหรับอาคารสีเขียวอัจฉริยะ 4.0 ผ่านโทรศัพท์มือถือ” (อาคารสีเขียว 4.0) ซึ่งผลงานชิ้นนี้ได้รับถ้วยรางวัลระดับดีมาก จากการประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ประจำปี 2560 กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะระบบเครื่องกลที่ใช้อิเล็กทรอนิกส์ควบคุมปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมองกลฝังตัว ถือเป็นการการันตีผลงานที่สร้างประโยชน์ต่อสังคมและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ ได้จริง”

อาคารประหยัดพลังงานฝีมือนศ.มทร.พระนคร

        ว่าที่ร.ต.อภินันท์ สุทธิสม นักศึกษาสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม เป็นหนึ่งในทีมคิดระบบตรวจสอบและดูแลความปลอดภัยสำหรับอาคารสีเขียวอัจฉริยะ 4.0 ผ่านโทรศัพท์มือถือ กล่าวว่า ได้จำลองตึกขึ้นมาเหมือนจริง โ ดยออกแบบลักษณะของอาคารให้เป็นอาคารสีเขียว คำนึงถึงระบบแสงสว่างและการระบายอากาศภายในอาคารให้เหมาะสมกับการใช้สอยในแต่ละพื้นที่

อาคารประหยัดพลังงานฝีมือนศ.มทร.พระนคร

      พร้อมให้ความสำคัญของการประหยัดและการจัดการด้านพลังงานของอาคารแบบยั่งยืน ภายในอาคารใช้เทคโนโลยีควบคุมระบบหลักทั้ง 4 อย่าง คือ ระบบแสงสว่าง เฉพาะจุด ระบบระบายอากาศ ระบบพลังงานไฟฟ้า

     โดยนำแหล่งพลังงานจากระบบโซล่าร์เซลล์พร้อมระบบการจัดการพลังงานไฟฟ้าในรูปแบบที่สามารถรองรับระบบ off-grid, on-grid และ Hybrid ซึ่งสามารถจัดการพลังงานภายในอาคารให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และช่วยลดปริมาณความต้องการไฟฟ้าจากระบบไฟฟ้าหลักได้อีกทางหนึ่ง

อาคารประหยัดพลังงานฝีมือนศ.มทร.พระนคร

    สุดท้ายคือระบบการแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ซึ่งคำนึงถึงความปลอดภัยของการใช้งานภายในอาคารจึงมีการวิเคราะห์ระบบการแจ้งเตือนเหตุเพลิงไหม้ด้วยสัญญาณเสียงผ่านโทรศัพท์มือถือและแนวการออกแบบเส้นทางการอพยพการหนีไฟอีกด้วย เชื่อว่าอาคารสีเขียวอัจฉริยะ 4.0 ชิ้นนี้จะเป็นหนึ่งในแนวทางที่ นำไปสู่การอนุรักษ์พลังงานโลกทางอ้อมควบคู่กับการคำนึงถึงความปลอดภัยในการใช้พื้นภายในอาคารทุกรูปแบบและสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานจริง

อาคารประหยัดพลังงานฝีมือนศ.มทร.พระนคร

                            ว่าที่ร.ต.อภินันท์ สุทธิสม

    ดร.พสิษฐ์ สุวรรณภิงคาร อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการเล่าเสริมว่า ระบบที่ติดตั้งในตัวอาคารทั้งหมดสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ผ่านโทรศัพท์มือถือ หากระบบเกิดปัญหาขัดข้องหรือมีเหตุอัคคีภัยระบบจะส่งข้อความหรือSMS เข้าโทรศัพท์มือถือเช่นกัน

อาคารประหยัดพลังงานฝีมือนศ.มทร.พระนคร

     ผลงานนี้เป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจและแสดงให้เห็นถึงความมานะในการทำโครงการนี้จนจบและสำเร็จด้วยดี ซึ่งผลงานที่ออกมาถือว่าประสบความสำเร็จ โดยนักศึกษานำความรู้จากในห้องเรียนมาปรับใช้สู่การลงมือปฏิบัติจริง และนำไปต่อยอดในอาชีพในอนาคตได้

สสส.ร่วมกับกรมอนามัย มอบโล่ชูเกียรติ “อร่อยได้ไร้แอลกอฮอล์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294337

สสส.ร่วมกับกรมอนามัย มอบโล่ชูเกียรติ “อร่อยได้ไร้แอลกอฮอล์”

สสส.ร่วมกับกรมอนามัย มอบโล่เชิดชูเกียรติ “อร่อยได้ ไร้แอลกอฮอล์”

             สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และภาคีเครือข่ายประชาคมอาหาร  จัดพิธีมอบโล่ เชิดชูเกียรติ “อร่อยได้ ไร้แอลกอฮอล์” โดยนายแพทย์ดนัย  ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข  พร้อมด้วยนายแพทย์คำนวณ อึ้งชูศักดิ์  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นประธานมอบ ทั้งนี้เพื่อสร้างพลังการขับเคลื่อนและส่งเสริมพลังใจเจ้าภาพที่ร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงและเป็นแบบอย่างให้แก่สังคมในการสร้างพื้นที่จัดงานเทศกาลอาหารปลอดภัย เพื่อสุขภาพ  ปลอดเหล้า ปลอดโฟม อย่างยั่งยืน 3 ปี ติดต่อกัน ในรูปแบบงานภายใต้คำขวัญ “อร่อยได้ ไร้แอลกอฮอล์”

โดยมีเจ้าภาพจัดงานเทศกาลปลอดเหล้าได้รับโล่เชิดชูเกียรติ จำนวน 12 พื้นที่ทั่วประเทศ ประกอบด้วย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ส่วนราชการจำนวน 7 แห่ง และพื้นที่เจ้าภาพ สมาคม เครือข่ายประชาคมอาหารเพื่อสุขภาพ จำนวน 5 แห่ง และคาดว่าในปีต่อไปจะได้รับความสนใจและขยายผลลงสู่การทำงานระดับจังหวัดมากขึ้น ซึ่งในโอกาสนี้ได้มีพิธีการสถาปนาเครือข่ายประชาคมอาหารเพื่อสุขภาพ “อร่อยได้ ไร้แอลกอฮอล์” จำนวน 19 จังหวัด ประกอบด้วย ปทุมธานี  สงขลา ฉะเชิงเทรา พะเยา ปัตตานี สระบุรี อุตรดิตถ์ เชียงราย สตูล ปราจีนบุรี สุรินทร์ กาญจนบุรี หนองคาย ศรีสะเกษ นราธิวาส น่าน พระนครศรีอยุธยา ราชบุรี และเพชรบุรี
สำหรับเครือข่ายประชาคมอาหารเพื่อสุขภาพ  เป็นองค์กรเชิงกลไกการขับเคลื่อนงานในระดับจังหวัด เกิดขึ้นภายใต้ยุทธศาสตร์ โครงการส่งเสริมสนับสนุนอาหารปลอดภัย เพื่อสุขภาพ “อร่อยได้ ไร้แอลกอฮอล์”  แผนพัฒนากระบวนการนโยบายสาธารณะฯ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีภารกิจในการส่งเสริมสนับสนุนกระบวนการทำงานของเครือข่ายชมรมร้านอาหารทุกพื้นที่ สร้างความเข้มแข็ง ความสามัคคี การแบ่งปัน ให้แก่กัน ตลอดถึงประสานความร่วมมือหน่วยงานองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคม เพื่อแก้ไขปัญหาการจัดกิจกรรมงานเทศกาลอาหารที่ไม่ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตาม พรบ.ควบคุมเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ พ.ศ.2551  ตลอดจนการจัดการหนุนเสริมพัฒนาศักยภาพเครือข่ายผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร เพื่อให้ส่งมอบให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดี  สอดคล้องหนึ่งในยุทธศาสตร์เพื่อการบริหารประเทศ ที่สำคัญของรัฐบาล คือ ความปลอดภัย และความมั่นคงทางด้านอาหาร  รวมทั้งร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการเฝ้าระวังดูแลสุขภาพที่ดีแก่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ และมุ่งหวังที่จะให้สมาชิกเครือข่ายที่ได้ผ่านกระบวนการอบรมแล้ว ได้ทำงานร่วมกันแบบบูรณาการและมีส่วนร่วม กับหน่วยงานภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคของประชาชน ให้ได้รับและเข้าถึงอาหารทีปลอดภัย ร่วมรณรงค์ ลด ละ เลิกการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  เพื่อการหลีกเลี่ยงโรคร้ายที่ไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD’s) การร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อมโดยการไม่ใช้ภาชนะโฟมบรรจุอาหาร  สร้างมุมมองห่วงใยด้านสุขภาพมากขึ้น ส่งเสริมให้ประชาชนได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
นางสาวณัจยา  แก้วนุ้ย  ผู้จัดการโครงการส่งเสริม สนับสนุนอาหารปลอดภัย เพื่อสุขภาพ
“อร่อยได้  ไร้แอลกอฮอล์” ภายใต้การสนับสนุน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่าจากการดำเนินโครงการฯ ในวันนี้เป็นการต่อยอดมากจากการได้ร่วมทำ MOU กับผู้ประกอบการอาหาร  ในเรื่องการปฎิบัติตาม พรบ.ควบคุมคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 การปฎิเสธการใช้ภาชนะโฟมบรรจุอาหาร “Say No To Foam”  การรณรงค์ ลด หวาน มัน เค็ม ไม่ใช้สารปนเปื้อนในการปรุงอาหาร สนับสนุนการใช้ผลผลิตการเกษตรที่ปลอดภัย และส่งเสริมเมนูอาหารท้องถิ่น จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาส่งผลให้หลายพื้นที่ได้ประกาศเป็นวาระของจังหวัด ให้เป็น “เมืองอาหารปลอดภัย ใส่ใจดูแลสุขภาพ”  ทำให้เกิดภาคีเครือข่ายประชาคมอาหารเพื่อสุขภาพ แล้ว จำนวน 19 พื้นที่ มีสมาชิกจากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เข้าร่วมการทำงานแบบบูรณาการมีส่วนร่วมเพื่อสังคม อาทิเช่น ผู้ประกอบการร้านอาหาร เกษตรกร สาธารณสุข อสม.  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)  สถานศึกษา ผู้นำชุมชน ชมรมเพื่อสุขภาพ  เป็นต้น ซึ่งสมาชิกเครือข่ายฯทั้งหมดจะมุ่งสู่การบริหารจัดการตัวเอง สร้างสุขภาวะของประชาชน ส่งเสริมด้านเศรษฐกิจชุมชน สังคม รักษาสิ่งแวดล้อม เกิดแนวคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม ให้เป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนนโยบายการพัฒนาประเทศไทยของรัฐบาลได้อย่างยั่งยืนสืบต่อไป