คันจุดซ่อนเร้น ภัยเงียบผู้หญิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294330

คันจุดซ่อนเร้น ภัยเงียบผู้หญิง

เชื่อราช้องคลอด, คันช่องคลอด, ภัยเงียบผู้หญิง, อาการคัน ตกขาว จากเชื้อราในช่องคลอด, คัน

ฤดูฝนปนอากาศร้อนอบอ้าวแบบนี้ มีหลายโรคให้ระวัง โดยเฉพาะผู้หญิงหลายคน อาจไม่รู้ว่า อาการ “คัน” บริเวณจุดซ่อนเร้น จะบานปลายเป็น“เชื้อราในช่องคลอด” โรคที่ต้องใส่ใจ

     อาการคันของโรค ไม่ใช่แค่คันแบบปกติทั่วไป แต่ส่งผลเสียกับบุคลิกภาพ ถ้าต้อง “หยุกหยิก” ตลอดเวลา หรือเกิด กลิ่นไม่พึงประสงค์ จะทำให้หมดความมั่นใจ ทั้งๆ ที่ ถ้าเริ่มเป็นไม่นานและรักษาอย่างใส่ใจ จะยุติปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

สาเหตุของโรคนี้ เกิดจากภาวะเสียสมดุลของช่องคลอด ทำให้เชื้อแบคทีเรียดีๆ อย่าง “แลคโตบาซิลลัย” ที่ทำหน้าที่ป้องกันโรค มีจำนวนลดลง ส่งผลให้เชื้อราในกลุ่ม “แคนดิดา” ซึ่งมีในช่องคลอดตามธรรมชาติอยู่แล้ว เพิ่มจำนวนขึ้น เป็นที่มาของการอักเสบ ติดเชื้อรา

นอกจากนั้น หลายคนอาจไม่รู้เลยว่า “กางเกงคับๆ” ที่ผู้หญิงใส่แทบทุกวัน เพื่ออวดขาเรียวงาม ก็เป็นสาเหตุที่เร่งให้เชื้อราเพิ่มจำนวนขึ้น เพราะกางเกงรัดรูปแน่น เป็นอุปสรรคในการระบายอากาศ ยิ่งร้อนปะปนฝนในตอนนี้ ก็ทำให้ต้องใส่กางเกงอับชื้นเป็นเวลานานขึ้นอีก

เช่นเดียวกัน ผู้หญิงนักกิน ที่ชื่นชอบอาหาร คาร์โบไฮเครตสูง ก็เป็นอีกกลุ่มเสี่ยงจากโรคเชื้อราในช่องคลอด รวมไปถึงผู้มีโรคประจำตัว เช่น “เบาหวาน” และผู้ที่กินยาปฏิชีวนะหรือสเตียรอยด์บ่อยและนาน เพราะยากลุ่มนี้จะไปลดภูมิคุ้มกันโรค นอกจากนั้น ยังพบได้ในหญิงตั้งครรภ์อีกด้วย

อาการ “เป็นๆ หายๆ” เป็นปัญหาเรื้อรังที่สร้างความรำคาญให้ผู้หญิง เนื่องมาจากการรักษาไม่ถูกวิธีนั่นเอง โดยสงสัยกันว่า “คัน ตกขาว เป็นแล้วก็หายเองไม่จำเป็นต้องรักษาจริงหรือไม่?” ซึ่งคำตอบคือ “ควรรีบรักษา” ให้ตรงจุดโดยเร็ว เพื่อไม่ให้โรคลุกลามหรือกลับมากวนใจซ้ำอ

ปัจจุบัน มียาที่รักษาอาการ คัน ตกขาว จากเชื้อรา คือการใช้ “ยาเม็ดสอดช่องคลอด” ที่มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อราซึ่งเป็นต้นเหตุของอาการคัน ตกขาว

นอกจากนั้น กรดแลคติก จะช่วยปรับสมดุลภายในช่องคลอด และทำให้เชื้อดี อย่าง แลคโตบาซิลลัย เพิ่มขึ้น ช่วยต้านการเจริญเติบโตของเชื้อรา

ยารักษาอาการคัน ตกขาว จากเชื้อรา ชนิดเม็ดสอด ที่มีคุณภาพ ใช้ก่อนนอนเพียงครั้งเดียวในหนึ่งวัน ไม่สร้างภาระให้ผู้หญิงยุคใหม่ ที่ทำงานนอกบ้านหรือมีไลฟ์สไตล์ทันสมัย เช่น ออกกำลังกายประจำ มีเหงื่อและต้องสวมเสื้อผ้าอับชื้น สามารถตัดวงจรโรคได้อย่างปลอดภัย และหากใช้ยาฆ่าเชื้อราชนิดครีมทาภายนอกควบคู่ด้วย จะทำให้อาการคันลดลงได้เร็วขึ้น

     รศ.นพ.พัญญู พันธ์บูรณะ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลรามาธิบดี แนะนำว่า นอกจากการใช้ยาชนิดเม็ดสอดแล้ว การดูแลให้ โรคคัน ตกขาว หายขาดนั้น ต้องมาพร้อมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จะช่วยป้องกันหรือไม่ให้โรคนี้กลับมาเป็นอีก

อันดับแรก แนะนำคุณผู้หญิงไม่ควรสวมใส่กางเกงที่คับแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้อับชื้น และไม่ควรเลือกกางเกงใน ที่ทำจากไนลอน แต่ให้เลือกใช้วัสดุเป็นผ้าฝ้ายแทน จะช่วยระบายอากาศได้ดีกว่า

โดยเฉพาะในฤดูฝนที่มีความเปียกชื้นสูง ต้องหมั่นรักษาความสะอาด และไม่ควรใช้แผ่นอนามัยทุกวัน หากอยู่ในช่วงมี รอบเดือน ควรเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ ไม่ใช้ผ้าอนามัยแผ่นเดียวเป็นเวลานาน และต้องตากกางเกงใน บริเวณที่มีแดดอ่อนๆ เพื่อฆ่าเชื้อรา

ที่สำคัญคือ ไม่ควร สวนล้างทำความสะอาด ช่องคลอดด้วยน้ำยาล้างช่องคลอด เพราะจะทำให้เสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ ไม่ทำให้อาการคันหายขาด แต่ซ้ำร้ายจะเพิ่มความเสี่ยงของโรคด้วย เนื่องจากน้ำยานั้น จะทำให้เกิดภาวะช่องคลอดเสียสมดุล เชื้อแบคทีเรียที่ช่วยต่อต้านโรคสูญเสียไป เปิดทางให้เชื้อราเติบโตขึ้นมาแทน

.     ..อาการคัน ตกขาว จากเชื้อราในช่องคลอด ถือเป็น ภัยเงียบ อย่างหนึ่ง ที่ไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากให้เป็น แต่ดูแลรักษาได้ ถ้ามีความรู้ ความเข้าใจ และที่สำคัญคือใช้ยารักษาอาการคันตกขาวอย่างถูกวิธีด้วย!!

เก็บขยะสร้างวินัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294276

เก็บขยะสร้างวินัย

จัดการขยะ

สพฐ.เตรียมดัน 1.5 หมื่นโรงเรียนต้นแบบสิ่งแวดล้อม ในโครงการสร้างจิตสำนึกบริหารจัดการขยะในสถานศึกษา เร็วๆนี้เปิดตัว 2 ศูนย์การเรียนรู้ลดใช้พลังงานจัดการขยะนำร่อง

      นายบุญรักษ์ ยอดเพชร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) รักษาราชการแทนเลขาธิการ กพฐ. เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) โดย สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา ได้ดำเนิน “โครงการสร้างจิตสำนึกด้านการบริหารจัดการขยะ การลดปริมาณขยะ ใช้ประโยชน์จากขยะและน้ำเสียจากขยะในสถานศึกษาสู่ชุมชนในสถานศึกษา”  เพราะเล็งเห็นความสำคัญเพื่อสร้างวินัยด้านการบริหารจัดการขยะในโรงเรียนให้แก่เด็กนักเรียนทุกระดับชั้น

โครงการฯ ดังกล่าวมุ่งสร้างวินัยในการบริหารจัดการขยะ สร้างจิตสำนึกที่ดีให้แก่เด็กนักเรียนร่วมลดปริมาณขยะสถานศึกษาให้มากที่สุด สร้างองค์ความรู้รวมถึงจิตสำนึกการนำขยะมาใช้ประโยชน์  และมีเป้าหมายสร้างโรงเรียนทั่วประเทศ 15,000 โรงเพื่อเป็นโรงเรียนต้นแบบสิ่งแวดล้อม

“เร็วๆ นี้จะเปิดตัวศูนย์การเรียนรู้ลดใช้พลังงาน การจัดการขยะและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นศูนย์นำร่อง 2 แห่งที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)ขอนแก่น เขต 3 และที่สพป.กระบี่ ซึ่งจะเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและประชาชนได้ศึกษาหาข้อมูลการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม”นายบุญรักษ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการประเทศไทยไร้ขยะ ตามแนวทางประชารัฐระยะที่ 1(พ.ศ.2559-2560) ซึ่งสอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ พ.ศ.2559-2564 และในยุทธศาสตร์ที่ 5 ของยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ได้กำหนดเรื่องคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

โวยตั้งก.การอุดมศึกษา ทำเอกชนเดือดร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294270

โวยตั้งก.การอุดมศึกษา ทำเอกชนเดือดร้อน

กการอุดมศึกษา, เอกชน

เอกชน เห็นต่างตั้งก.การอุดมศึกษา รู้สึกพะอืดพะอม เชื่อทำเอกชนเดือดร้อน เหตุเป็นระบบราชการ มหาวิทยาลัยทำงาน วิจัยกับภาคเอกชนได้ยาก แจงคิดดีแต่ผลไม่ดีอย่างที่คิด

       นายชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ ภาคเอกชน เปิดเผยว่า ภาคเอกชนไม่มีขีดความสามารถเพียงพอในการทำงานบางเรื่องหรือสร้างสิ่งใหม่ได้เอง ดังนั้น ต้องอาศัยมันสมองของประเทศ คือ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยผู้ที่มีความรู้ และความสามารถให้เข้ามาช่วยในการทำงานวิจัย และต่อยอดผลงานต่างๆได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้เป็นส่วนราชการสามารถทำงานร่วมกับภาคเอกชนได้อย่างคล่องตัวมาก เพราะไม่ต้องไปยึดกับระบบราชการมากเกินไป

ขณะนี้เห็นว่ามหาวิทยาลัยไทยไม่ได้เลวร้ายอย่างที่หลายคนเข้าใจ และก็ไม่รู้ว่ามีปัญหาอะไรจนถึงต้องตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา ซึ่งกระทรวงการอุดมศึกษาที่ตั้งใหม่ต้องเป็นหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งทำให้การทำงานกับภาคเอกชนยุ่งยากมากขึ้น

“การตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาขึ้นมาทำให้รู้สึกพะอืดพะอม และภาคเอกชนจะเดือดร้อนแน่ เพราะจะไม่มีที่พึ่ง เนื่องจากมหาวิทยาลัยจะต้องกลับไปเป็นส่วนงานราชการซึ่งเป็นเรื่องที่หดหู่ต้องบริหารงานโดยยึดระเบียบของราชการ กฏหรือระเบียบราชการที่มีการกำหนดไว้ในดำเนินการตามในขณะนี้เป็นเรื่องที่โหดร้ายมาก ที่ผ่านมาภาครัฐออกระเบียบที่มาควบคุมประชาชนมากอยู่แล้ว โดยมีคู่มือต่างๆในต้องทำตามถึง8แสนเล่ม” นายชัยณรงค์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม  เข้าใจว่าคนที่มาทำเรื่องการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษานั้นคิดดี แต่ผลที่ได้อาจจะไม่ดีอย่างที่คิด อีกทั้งยังไม่เคยทำงานในส่วนราชการ หรือเป็นปลัดกระทรวง จึงทำให้ไม่รู้ว่ากฏกติกาของราชการนั้นสุดจะทนทาน จึงอยากให้ฟังเสียงของภาคเอกชนบ้าง และผมเห็นด้วยปัญหาอุดมศึกษาแก้ไขด้วยการแก้พ.ร.บ.การอุดมศึกษาก็พอแล้ว ขอย้ำการหวังดีนั้นไม่ได้จะจบดีเสมอไป

ด้าน   นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ(ศธ.)กล่าวว่า ตามที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เสนอแนวคิดให้รวมกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(วท.)เข้าไว้อยู่ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษานั้น ที่ผ่านมา ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้มีข้อคิดเสนอต่อคณะกรรมการอิสระฯ ว่า ถ้าแยกงานอุดมศึกษาออกเป็นกระทรวงการอุดมศึกษาแล้วต้องมีอะไรใหม่ เพราะหากทุกอย่างยังเหมือนเดิมหรือปรับเปลี่ยนเล็กน้อยจะไม่สามารถตอบประชาชนได้

ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำลังเร่งปรับโครงสร้างด้านการวิจัยและนวัตกรรม ดังนั้นจึงมองว่าหากกระทรวงการอุดมศึกษาจะตอบโจทย์สังคมได้ก็ควรรวมงานวิจัย นวัตกรรม และวิทยาศาสตร์ เข้าไว้ด้วยกัน แต่ทุกอย่างให้ดำเนินการเมื่อพร้อม คำนึงถึงภาพรวม ค่อยเป็นค่อยไปด้วยความระมัดระวัง แต่ไม่ได้มีข้อเสนอให้นำ วท.มารวมอยู่ในกระทรวงการอุดมศึกษาแต่อย่างใด

“ผมไม่ได้ปฏิเสธแนวคิดของคณะกรรมการอิสระฯ ซึ่งเข้าใจว่าคณะกรรมการอิสระฯคิดไปถึงปลายทางไว้ก่อน แต่ผลสุดท้ายเมื่อได้ข้อสรุป     แล้กระทรวงการอุดมศึกษาอาจจะมี วท.รวมอยู่ด้วยหรือไม่ผมไม่รู้ ซึ่งหากมีการรวมจริงก็ต้องไปคุยกับ วท.เพราะได้รับผลกระทบโดยตรง แต่อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่คณะกรรมการอิสระฯมีสิทธิ์นำเสนอ และถึงแม้ว่าจะเป็นข้อเสนอที่หลายคนต้องประหลาดใจก็ตาม ก็ต้องรับฟัง แต่คณะกรรมการอิสระฯต้องอย่าลืมว่าในที่สุดแล้วผู้ตัดสินใจคือฝ่ายนโยบาย เพราะคณะกรรมการ   อิสระฯไม่ใช่ผู้ที่เข้าไปนั่งบริหารงาน ทั้งนี้หากมีการรวมกระทรวงจริงก็ไม่น่าจะส่งผลให้การดำเนินงานจัดตั้งกระทรงวงการอุดมศึกษาเกิดความล่าช้า เพราะถึงอย่างไรก็ต้องให้แล้วเสร็จภายในรัฐบาลชุดนี้”รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

โดยส่วนตัวชัดเจนว่าต้องการให้แยกงานอุดมศึกษาออกเป็นกระทรวงการอุดมศึกษา แต่จะเพิ่มงานวิจัย นวัตกรรม และวิทยาศาสตร์ ไว้ด้วยหรือไม่ เป็นอำนาจที่สูงกว่าการพิจารณาของตน

หนูทำได้!! “เด็กสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294265

หนูทำได้!! “เด็กสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม”

สาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม

ความคิดสร้างสรรค์ไม่มีอายุ เด็กหรือผู้ใหญ่ก็ช่วยคิดนวัตกรรมเพื่อช่วยเหลือสังคมได้

      น้องน้อยวัยละอ่อน สาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานสิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรมเพื่อผู้พิการ สามารถคว้า 8 รางวัลจากการประกวดและจัดแสดงนิทรรศการในเวทีระดับนานาชาติ ประจำปี 2560 ณ สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 11-14 สิงหาคม 2560 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพ การต่อยอดจากความคิดสร้างสรรค์สู่ผลงานจริง

       เด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก เพียงได้รับโอกาส “ศูนย์นวัตกรรมโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ (วช.)” เล็งเห็นการเปิดโลกทัศน์การเรียนรู้ และโอกาสแก่เด็กได้ส่งผลงานนักเรียน เพื่อเข้าประกวดในเวทีดังกล่าว โดยมีชิ้นงานจาก 12 ประเทศเข้าร่วม

หนูทำได้!! “เด็กสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม”

     โดยนักเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ได้รับรางวัล 2เหรียญทอง จากผลงานอุปกรณ์ในการเปิดประตูสำหรับผู้พิการ ของด.ช.ณัฐพัชร์ ทรัพย์สมพล นักเรียนชั้นป.5 และผลงาน Smart Wheelchair สำหรับผู้พิการขา ของทีมSWCนักเรียนชั้นป. ได้แก่  ด.ช.ณัฎญดนัย ปิณฑานนท์   ด.ช.ปัณณธร พินิจวงศ์วิทยา ด.ช.ณฤชล ชินวัฒนกูล และด.ช.จีรทีปต์ โฆษะวิสุทธิ์

     รางวัล 2 เหรียญเงิน จากผลงาน ไม้เท้าช่วยพยุงเดินเพื่อเสริมกำลังใจให้ผู้พิการของด.ช.มัชฒิมา สุวิชชโสภณ นักเรียนชั้นป. 5  ด.ช.สิรวิชญ์ พิพิธธนาบรรพ์ ด.ญ.อันนา นววิธวัฒนา และด.ช.กร เหมรัญช์โรจน์ นักเรียนชั้นป. 6 รวมถึงอุปกรณ์เสริมพัฒนาการสำหรับผู้พิการทางสมองของนักเรียนชั้นป. 5 ได้แก่ ด.ญ.ณิชมน สุภัทรเกียรติ ด.ญ.ไอริณรยา โสตางกูร ด.ช.ศุภวิชญ์ วรรณดิลก และด.ช.สุภชีพ สหกิจรุ่งเรื่อง

    รางวัล 1 เหรียญทองแดง จากผลงานไม้เท้า Hi-tech สำหรับผู้พิการทางสายตาของ นักเรียนชั้นป. 4 ได้แก่ ด.ญ.มาวิตรา เตชพลกุล ด.ญ.บุญญาดา แสงมณี และด.ญ.ชุติญา จิตบุญทวีสุข

หนูทำได้!! “เด็กสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม”

     ด.ช.ณัฐพัชร์ กล่าวว่ารู้สึกดีใจที่ได้รับรางวัลดังกล่าว เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้ทำสิ่งประดิษฐ์และเข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งแรงบันดาลใจในการคิดอุปกรณ์ดังกล่าว เนื่องจากคุณย่านั่งวิลแชร์ และเวลาเปิดปิดประตูค่อนข้างลำบาก ต้องใช้แรงจำนวนมาก จึงมองหาอุปกรณ์ที่จะช่วยให้คุณย่าได้ใช้ชีวิตเปิดปิดประตูได้สบายมากขึ้น  โดยอุปกรณ์ช่วยในการเปิดปิดประตูนี้ จะสามารถทำได้ทั้ง ผลักได้ ดึงได้ และสไลด์ได้  ทำให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้สะดวกสบายมากขึ้น อยากให้สนับสนุนให้เด็กประถมมีเวทีในการแสดงความคิด จินตนาการ

     เช่นเดียวกับ 3 หนูน้อย เจ้าของเหรียญทองแดง จากผลงานไม้เท้า Hi-tech สำหรับผู้พิการทางสายตา ช่วยกันเล่าว่าพวกเราเลือกประดิษฐ์ไม้เท้า Hi-tech สำหรับผู้พิการทางสายตา  เพราะสายตา เป็น 80% ที่ทุกคนใช้งาน หากเราพิการทางสายตาย่อมใช้ชีวิตประจำวันยากลำบาก อย่าง การเลือกเสื้อผ้า สีเสื้อผ้า พวกเขาไม่สามารถเลือกเสื้อผ้าในการแต่งตัวได้ หรือการเดินทาง การใช้ชีวิตประจำวันต่างๆ และผู้พิการทางสายตาส่วนใหญ่จะมีการใช้ไม้เท้าคอยช่วยเวลาเดินทางอยู่แล้ว

หนูทำได้!! “เด็กสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม”

     “พวกหนูได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ไฮเทคเชื่อมต่อระบบจีพีเอส และมือถือสามารถบอกเส้นรถเมล์ สีของเสื้อผ้า รวมถึงการใช้ชีวิตประจำต่างๆ ได้สะดวกมากขึ้น นอกจากนั้นได้พัฒนาสามารถชาร์ตแบต และติดตั้งไว้ตามที่ต่างๆของไม้เท้าได้ ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พวกเราได้สร้างสิ่งประดิษฐ์เพื่อผู้พิการ ได้ช่วยเหลือผู้อื่น แถมได้ไปแข่งขันต่างประเทศเกาหลี ได้เจอเพื่อนๆ พี่ๆ การใช้ชีวิตของผู้คนเกาหลี ก่อนทำสิ่งประดิษฐ์ก็ต้องศึกษาค้นคว้าหาข้อมูล การทำกิจกรรมเหล่านี้ให้ประโยชน์ เปิดโลกทัศน์ และประสบการณ์ชีวิตแก่พวกเรามากมาย อยากให้มีหน่วยงานต่างๆ จัดเวทีให้เด็กประถมได้แข่งขัน ใช้จิตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างผลงานสิ่งประดิษฐ์เพื่อสังคม” 3 หนูน้อยจากสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถมกล่าว

     องค์ความรู้ไม่ได้มีเฉพาะในชั้นเรียนเพียงอย่างเดียว  น้องๆทีม SWC   เจ้าของ ผลงานชื่อ  SMART WHEELCHAIR ได้รับรางวัลเหรียญทอง และรางวัลพิเศษจาก WORLD INTELLECTUAL PROPERTY ORGANIZATION (WIPO) เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการสร้างสิ่งประดิษฐ์ชิ้นดังกล่าวว่ามีแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นที่อยากจะช่วยพี่ผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ต้องถูกตัดขา เหนือเข่า 2 ข้างตอนอายุ 15 ปี เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เป็นนักเรียนอยู่ อ.บ้านนา จ.นครนายก เวลาเธอลงมานั่งทำกิจกรรมบนพื้นแล้วจะกลับขึ้นไปนั่งบนรถเข็นธรรมดาลำบากมาก และไม่ปลอดภัย เด็ก ๆ จึงมีแนวคิดอยากสร้างรถ SMART WHEELCHAIR ที่  สามารถ “ปรับระดับลงถึงพื้นได้” ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า เพื่อช่วยให้ผู้ที่ขาขาดทั้งสองข้างสามารถขึ้นลงได้ง่าย ปลอดภัย  และ “ปรับสูงกว่าปกติ” เพื่อให้หยิบของบนที่สูงหรือนั่งกับโต๊ะระดับสูงหรือเคาน์เตอร์ได้

หนูทำได้!! “เด็กสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม”

       “พวกเราได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายจากการประดิษฐ์รถ SMART WHEELCHAIR ให้ ได้ศึกษาหาข้อมูลรู้ถึงความต้องการของผู้พิการจริงๆ ซึ่งพวกพี่เขาแม้นั่งวิลแชร์แต่ก็เวลาขึ้นลงลำบากมาก รถของพวกเราจะช่วยให้พวกพี่ๆ ได้ใช้ชีวิตได้สะดวกสบายมากขึ้น และได้มีการนำรถไปให้พี่เขาทดลองขึ้นรถ โดยลดระดับเก้าอี้ลงมาถึงพื้น ได้เห็นว่าพี่เขาขึ้นได้ง่ายมาก และปลอดภัย ได้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเธอพวกเราก็สุขใจ อยากให้ผู้ใหญ่ช่วยต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ของเด็กๆ เพราะเด็กทุกคนล้วนมีความสามารถเพียงแต่พวกเขาอาจขาดโอกาส” 4 หนุ่มน้อยกล่าว

หนูทำได้!! “เด็กสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม”หนูทำได้!! “เด็กสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม”หนูทำได้!! “เด็กสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม”

     ตบท้ายด้วย อ.จีระศักดิ์ จิตรโรจนรักษ์อาจารย์ที่ปรึกษาของน้องๆ ที่เข้าร่วมการประกวด เล่าว่าศูนย์นวัตกรรมโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ได้ส่งเสริมให้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ได้เข้าร่วมการประกวดแข่งขันต่างๆ ปีนี้เป็นปีที่ 3 ซึ่งได้สร้างสรรค์ผลงานมาแล้ว 19 ชิ้น และในปีนี้พิเศษเพราะมีการจำกัดหัวข้อว่าต้องสร้างสิ่งประดิษฐ์สำหรับผู้พิการ ทำให้เด็กๆ ต้องไปศึกษาข้อมูล สำรวจความต้องการของผู้พิการถึงจะคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ได้ และเมื่อพวกเขาได้ไปสัมผัส เรียนรู้จะทำให้ได้ทั้งความรู้ ความเข้าใจและเห็นใจผู้อื่นในสังคม อยากทำสิ่งดีๆ ช่วยเหลือผู้พิการ

      เวทีสำหรับเด็กประถมมีไม่มากนัก อยากให้ทุกหน่วยงานเปิดโอกาสให้เด็กประถมได้มีแสดงความรู้ความสามารถ ซึ่งเด็กประถมมีความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และพวกเขามีไอเดียมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

0 ชุลีพร อร่ามเนตร 0 qualitylife4444@gmail.com 0

นิทรรศการ“สร้างคน สร้างความรู้ สร้างอนาคต”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294259

นิทรรศการ“สร้างคน สร้างความรู้ สร้างอนาคต”

นิทรรศการสร้างคน สร้างความรู้ สร้างอนาคต

ฉลอง 25 ปีอย่างยิ่งใหญ่ กับนิทรรศการ“สร้างคน สร้างความรู้ สร้างอนาคต” โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

      สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. จัดงาน 25 ปี สกว.  เมื่อวันที่ 25-26 สิงหาคม 25670 ที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิด “สร้างคน สร้างความรู้ สร้างอนาคต” จากการสนับสนุนทุนวิจัยอย่างต่อเนื่องจนเกิดองค์ความรู้ใหม่ เกิดนวัตกรรม นโยบาย พัฒนาชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างคน สร้างความรู้ สร้างอนาคต โดยการสร้างนักวิจัยทุกระดับ มีการสร้างความรู้จากงานวิจัยไปต่อยอดให้เกิดนวัตกรรม เพื่อการมุ่งสู่ประเทศไทย 4.0 ซึ่งเป็นพื้นฐานในการสร้างอนาคตของประเทศต่อไป

ภายในงานได้รับเกียรติจากพลอากาศเอก ดร.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดงานและปาฐกถานำ เรื่อง “ทิศทางและนโยบายการพัฒนาประเทศ โดยใช้องค์ความรู้จากงานวิจัย” สรุปได้ว่าทางรัฐบาลได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการผลิตงานวิจัยที่มีคุณภาพ รวมไปถึงการสร้างระบบการวิจัยของประเทศที่เข้มแข็ง จึงจัดทำยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ 20 ปีขึ้น มุ่งเน้นที่การปฏิรูประบบวิจัยของประเทศ มีหลักการของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals-SDGs)ภายใต้วิสัยทัศน์ที่มุ่งให้ประเทศไทย เป็นประเทศที่พัฒนาบนพื้นฐานการวิจัยและนวัตกรรม มีผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ นำองค์ความรู้และนวัตกรรมจากงานวิจัย ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริงในด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศให้มั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน

นิทรรศการ“สร้างคน สร้างความรู้ สร้างอนาคต” นิทรรศการ“สร้างคน สร้างความรู้ สร้างอนาคต”

 

นอกจากนี้ งาน 25 ปีสกว. มีกิจกรรมและนิทรรศการ เช่น งานวิจัยท่องเที่ยวตามรอยพระราชดำริ “แม่ของแผ่นดิน มิ่งขวัญชาวไทย” ย้อนรอยประวัติศาสตร์ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ 10 สปีชีส์เห็ดชนิดใหม่ของโลก ต้นแบบหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิดอีโอดี และงานวิจัยที่พร้อมต่อยอดอีกมากมาย  และยังมีการประชุมวิชาการ เสวนาหัวข้อพิเศษ และยังมีคลินิกวิจัยจาก สกว.ที่พร้อมให้คำปรึกษาสำหรับผู้ที่มีปัญหาทางด้านงานวิจัย หรือสำหรับนักวิจัยมือใหม่

ส่วนกิจกรรมพิเศษบนเวทีนอกจากการแสดงต่างๆแล้ว  ร่วมพูดคุยกับ น็อต วรฤทธิ์ นักแสดง ที่นำงานวิจัยไปพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ , การเปิดตัวสารานุกรมหอยทากบก ของ ศ.ดร.สมศักดิ์ ปัญหา , กิจกรรมพูดพร่ำฮัมเพลง กับ พี่จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง พร้อมกับการเปิดตัว WiTThai season2  กับนักสื่อสารวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ แทนไท ประเสริฐกุล และ อาบัน สามัญชน ที่จะทำให้เรื่องวิทยาศาสตร์ยากๆ กลายเป็นเรื่องง่าย

นิทรรศการ“สร้างคน สร้างความรู้ สร้างอนาคต”

นิทรรศการ“สร้างคน สร้างความรู้ สร้างอนาคต”

แม้ว่างาน 25 ปี สกว.จะผ่านไปแล้ว สำหรับคนที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมในการทำวิจัย สามารถเข้าไปดูรายละเอียดหรือติดตามกิจกรรมของ สกว.ต่อได้ที่www.trf.or.th หรือทาง Facebook ที่ สกว.

สสจ.สระแก้ว ตั้งทีมสอบสวนข้อเท็จจริง รพ.ปล่อยคนไข้ตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294279

สสจ.สระแก้ว ตั้งทีมสอบสวนข้อเท็จจริง รพ.ปล่อยคนไข้ตาย

นพสวรรค์ ขวัญใจพานิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จ พระยุพราชสระแก้ว , นพอภิรักษ์ พิศุทธ์อาภรณ์ , นพสาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว , ญาติร้องสื่อ, รพชื่อดัง, โรงพยาบาลศูนย์ฯในจังหวัดสระแก้ว, สสจสระแก้ว, ผอรพ, 4กย

“สสจ.สระแก้ว”ชี้คนป่วยอยู่ในภาวะลิ่มเลือดอุดดัน เสี่ยงตาย ลั่น! ตั้งทีมสอบสวนข้อเท็จจริงรพ.ปล่อยคนไข้วิกฤตตายแล้วพร้อมนัด”ผอ.รพ.”ดังมาพูดคุยพรุ่งนี้(4ก.ย.)

      เมื่อวันที่ 3 ก.ย.60 กรณีสามีและญาติผู้เสียชีวิต ภายหลังส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลศูนย์ฯในจังหวัดสระแก้ว และถูกปล่อยให้คนไข้วิกฤตไว้ในห้องฉุกเฉินตั้งแต่ 12.00-17.00 น. โดยไม่รักษาอะไรจนน้ำเกลือหมดขวดและเลือดไหลย้อนกลับเข้าเส้นเลือด และช็อคเสียชีวิตในช่วงเช้าอีกวันนั้น ซึ่งจากการตรวจสอบไปที่ นพ.อภิรักษ์ พิศุทธ์อาภรณ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว(สสจ.สระแก้ว)ได้รับการเปิดเผยว่า ได้ประสานไปที่ นพ.สวรรค์ ขวัญใจพานิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จ พระยุพราชสระแก้ว เพื่อตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวแล้ว จึงได้สั่งการให้ตั้งทีมคณะทำงานเพื่อสอบสวนสาเหตุดังกล่าว

      นพ.อภิรักษ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้ส่งทีมสอบสวนลงพื้นที่เพื่อเข้าพบกับญาติของผู้เสียชีวิตในช่วงบ่ายวันนี้(3ก.ย.2560) และ ผอ.รพ.สมเด็จพระยุพราชสระแก้ว จะได้ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบต้นทางเพื่อหาข้อสรุปว่า สาเหตุเกิดจากอะไร เบื้องต้น ได้สั่งการให้มีการทบทวนขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติทั้งหมดของโรงพยาบาลว่า เกิดอะไรขึ้น ในระหว่างการดูแลผู้ป่วยหรือไม่ ทั้งนี้ทราบว่า ผู้ป่วยรายนี้มีภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ซึ่งเสี่ยงต่อการเสียชีวิตอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราต้องการทราบกระบวนการดูแล ซึ่ง ผอ.โรงพยาบาลจะได้ดำเนินการและนำมาพูดคุยกันในวันพรุ่งนี้(4ก.ย.2560)อีกครั้ง

      นพ.สาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว ยังบอกอีกว่า สั่งการให้ตรวจสอบกระบวนการตั้งแต่เริ่มต้น ตั้งแต่ผู้ป่วยเข้าไปรับการรักษาที่ รพ.คลองหาด อ.คลองหาด ก่อนที่จะถูกส่งตัวมารักษาที่ รพ.สมเด็จพระยุพราชสระแก้วและเสียชีวิต ว่า คนไข้ควรจะเสียชีวิตหรือไม่ เมื่อทราบทั้งกระบวนการ ก็จะสามารถมาดำเนินการในขั้นตอนอื่น ๆ ต่อไปได้ เช่น การเยียวยา เป็นต้น โดยในอนาคตจะต้องมีการวางแนวทางที่ชัดเจนในการดูแลผู้ป่วย จะได้ไม่เกิดปัญหาขึ้นอีก

      อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

  *ญาติร้องสื่อ รพ.ชื่อดัง ทิ้งคนป่วยหนัก!!จนเสียชีวิต!!

ถกกม.แก้ปัญหาชายแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294254

ถกกม.แก้ปัญหาชายแดน

ชายแดน, มฟล

นิติศาสตร์ มฟล. ครบรอบ 15 ปี จัดสัมมนาวิชาการ ‘นโยบาย กฎหมาย และการพัฒนาเขตพื้นที่ชายแดน’

       สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) จัดสัมมนาวิชาการระดับชาติ ว่าด้วยนโยบาย กฎหมาย และกาพัฒนาเขตพื้นที่ชายแดน เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปี แห่งการก่อตั้งสำนักวิชา ที่ห้องประชุมคำมอกหลวง อาคาร M-Square มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เมื่อเร็วๆ นี้ โดยมี รศ.ดร.ชยาพร วัฒนศิริ รองอธิการบดี กล่าวเปิดงานพร้อมแสดงปาฐกถาพิเศษ เรื่อง บทบาทมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงกับการพัฒนาพื้นที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีเนื้อหาส่วนหนึ่งเล่าถึงการก่อตั้งสำนักวิชานิติศาสตร์เมื่อ พ.ศ. 2546 เพื่อรองรับความต้องการด้านการศึกษาหลักสูตรนิติศาสตร์ของไทย เพื่อผลิตบัณฑิตให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญทั้งทฤษฎีและสามารถประยุกต์ใช้ในภาคปฏิบัติ ทั้งยังจัดโครงการเพื่อบริการวิชาการทางกฎมายแก่สังคม ทั้งในเขตจังหวัดเชียงราย และใกล้เคียง มีการสร้างองค์ความรู้ด้วยการทำวิจัยทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ

ถกกม.แก้ปัญหาชายแดน

ทั้งยังได้ระบุถึงบทบาทของสำนักวิชาที่มีต่อสังคมในช่วงที่ผ่านมาว่ามี 2 เรื่องสำคัญ คือ เรื่องร่างรัฐธรรมนูญ ที่ได้ให้ความรู้ความเข้าใจ ทั้งวิเคราะห์ เผยแพร่ ตลอดจนวิพากษ์ โดยได้ทำหน้าที่เป็นเสาหลักด้านความรู้ทางด้านกฎหมายให้กับประชาชน และยังมีปัญหามลพิษหมอกควันที่เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงรายและหลายพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ที่มีผลกระทบในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม สังคม หรือเศรษฐกิจ และการรับมือหรือแก้ปัญหานั้นต้องดำเนินการในหลายส่วนด้านเช่นกัน สำหรับด้านกฎหมาย สำนักวิชาได้เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเผาหรือการรุกล้ำพื้นที่ป่า ทั้งยังได้เสนอแนวทางแก้ปัญหามลพิษหมอกควันในพื้นที่ชายแดน ทั้งระดับประเทศและระหว่างประเทศ ผ่านมหาวิทยาลัยไปยังรัฐบาล

ส่วนหนึ่งของการบรรยายของรองอธิการบดี ยังได้พูดถึงบทบาทของสำนักวิชานิติศาสตร์กับจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดน ที่เคยถูกมองเห็นแต่ส่วนที่เป็นปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคงหรือยาเสพติด แต่ปัจจุบันมีมุมมองที่เปลี่ยนไป จากนโยบายต่างๆ ของรัฐที่พื้นที่ชายแดนได้รับการกำหนดให้เป็นพื้นที่การค้าขายระหว่างประเทศหรือการเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นตามแนวชายแดน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในฐานะสถาบันการศึกษาในพื้นที่และเห็นความสำคัญมาโดยตลอด ได้ดำเนินการศึกษาวิจัยในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านกฎหมาย

อาทิ โครงการวิจัยว่าด้วยมาตรการทางกฎหมายในการส่งเสริมและพัฒนาการคมนาคมขนส่งระหว่างไทย – เมียนมาร์  เส้นทางเชียงราย – ท่าขี้เหล็ก ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ แม่สาย จังหวัดเชียงราย, โครงการวิจัยว่าด้วยนโยบายและกฎหมายด้านการรักษาพยาบาลของแรงงานข้ามชาติศึกษาพื้นที่ อำเภอเชียงแสน และ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย, โครงการวิจัยว่าด้วยกฎหมายระหว่างประเทศกับการใช้ประโยชน์จากน้ำในแม่น้ำระหว่างประเทศ : ศึกษาการสร้างเขื่อนในลุ่มแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่าง, โครงการวิจัยว่าด้วย ความพร้อมของภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดบริการสาธารณะเพื่อรองรับการท่องเที่ยวในเขตอำเภอ ชายแดน กรณีศึกษาอำเภอเชียงแสน และอำเภอเชียงของ ของจังหวัดเชียงราย เป็นต้น

ถกกม.แก้ปัญหาชายแดน

นอกจากนี้ภายในงานยังมีปาฐกถาพิเศษเรื่อง การปกครองส่วนท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เรื่อง กฎหมายครอบครัว และวัฒนธรรมสองฝั่งโขง โดย ศ.ดร.ไพโรจน์ กัมพูสิริ คณบดีสำนักวิชานิติศาสตร์ และสัมมนาวิชาการเรื่อง กฎหมาย นโยบาย และการพัฒนาพื้นที่ชายแดน โดย ดร.วรรณชัย บุญบำรุง รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, คุณพรเทพ อินทะชัย ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย และวิทยากรภายในมหาวิทยาลัย ได้แก่ ผศ.ณัฐพรพรรณ อุตมา, ดร.ฤทธิภัฏ กัลป์ยาณภัทรศิษฎ์ และผู้ดำเนินรายการ ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ โดยมีผู้สนใจเข้ารับฟังอย่างล้นหลาม มีทั้งนักศึกษา นักวิชาการ และประชาชนทั่วไป ตลอดจนมีผู้ร่วมนำเสนอบทความวิชาการในงานอีกจำนวนมาก

“ปีกหมุน”ภาพยนตร์สั้นเทิดพระเกียรติ ในหลวงรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294245

“ปีกหมุน”ภาพยนตร์สั้นเทิดพระเกียรติ ในหลวงรัชกาลที่ 9

เทิดพระเกียรติ, ภาพยนตร์สั้น, สพฉ, ปีกหมุน

สพฉ. จัดทำภาพยนตร์สั้นเทิดพระเกียรติเรื่อง “ปีกหมุน” สนองพระราชปณิธาน ในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้คนไทยมีสุขภาพดีถ้วนหน้า

         จากพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่  9 ว่า “คนไทย ทุกคนต้องได้รับโอกาสในการบริการรักษาอย่างดีที่สุดได้รับการบำบัด ป้องกันอย่างดีที่สุด เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพดีถ้วนหน้า”  ทำให้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)   ได้น้อมนำพระราชปณิธานดังกล่าว สืบสานและจัดทำโครงการพัฒนาและบูรณาการการช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร โดยใช้อากาศยาน ที่เรียกว่า “Sky doctor”    โดยโครงการนี้ ริเริ่มมาตั้งแต่ปี  พ.ศ. 2552  ด้วยความร่วมมือระหว่าง สพฉ.  กระทรวงสาธารณสุข กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ   กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการจำกัด(มหาชน) และบริษัท กานต์นิธิ เอวิเอชั่น จำกัด

 "ปีกหมุน"ภาพยนตร์สั้นเทิดพระเกียรติ ในหลวงรัชกาลที่  9

 "ปีกหมุน"ภาพยนตร์สั้นเทิดพระเกียรติ ในหลวงรัชกาลที่  9

Sky doctor  มีเครือข่ายทั่วประเทศ ได้ออกปฏิบัติการให้การช่วยเหลือลำเลียงผู้ป่วยฉุกเฉินมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยฉุกเฉินซึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร ที่การเดินทางด้วยรถยนต์ รถพยาบาลอาจจะล่าช้าหรือไม่สามารถเข้าถึงได้

 เรืออากาศเอก นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ  กล่าวว่า  เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ ในหลวงรัชกาลที่ 9  สพฉ. จึงได้จัดทำภาพยนตร์สั้นเทิดพระเกียรติเรื่อง  “ปีกหมุน”  ซึ่งเป็นการจำลองเรื่องราวของหมออนามัยคนหนึ่ง ณ หมู่บ้านตะเข็บชายแดน กับภารกิจที่ต้องนำส่งหญิงสาวชาวกะเหรี่ยงใกล้คลอด ไปรักษาที่โรงพยาบาลในเมือง  กับความเชื่อของชาวบ้านที่ต่างคิดว่า  คนในพื้นที่ชายขอบ ที่ห่างไกลแบบนี้ จะมีใครสนใจเอาเฮลิคอปเตอร์เข้ามาช่วยเหลือและภารกิจนี้จะเป็นจริงได้หรือไม่ รวมทั้งช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินได้สำเร็จจริงหรือไม่  และการถ่ายถ่ายทำภาพยนตร์เทิดพระเกียรติเรื่องนี้

 "ปีกหมุน"ภาพยนตร์สั้นเทิดพระเกียรติ ในหลวงรัชกาลที่  9  "ปีกหมุน"ภาพยนตร์สั้นเทิดพระเกียรติ ในหลวงรัชกาลที่  9

ทางทีมงานได้เข้าไปถ่ายทำถึงยังหมู่บ้านไล่ป้า อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อให้เห็นสภาพภูมิประเทศจริง และเข้าใจถึงความลำบากของการนำส่งผู้ป่วยเมื่อเกิดเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉิน   นำแสดงโดย   สนธยา ชิตมณี  , ธนฉัตร ดุลยฉัตร ,  นาตาเลีย คอฟแมน  และนักแสดงชั้นนำของไทย  สามารถติดตามความเข้มข้นของละครเทิดพระเกียรต์  ได้ทางไลน์ ทีวี  https://tv.line.me/v/1960152  และทางช่องยูทู้บแชนแนลสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ https://www.youtube.com/watch?v=qZgoALmn90k  หรือ สามารถติดตามข่าวความเคลื่อนไหว ได้ทางเพจเฟซบุ๊กของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ

องค์กรต้องรู้! 5 สิ่งจูงใจคนทำงานรุ่นใหม่ไม่คิดย้ายงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294175

องค์กรต้องรู้! 5 สิ่งจูงใจคนทำงานรุ่นใหม่ไม่คิดย้ายงาน

่ว่างงาน, ทำงาน, คนรุ่นใหม่, 5 สิ่งจูงใจคนทำงานรุ่นใหม่ไม่คิดย้ายงาน

คนรุ่นใหม่มีทัศนคติและค่านิยมในการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด คนรุ่นใหม่มักมองหาความก้าวหน้า ความท้าทาย และค่าตอบแทนที่ได้รับเป็นสำคัญ

      โลกปัจจุบันที่ไร้พรมแดนทำให้คนรุ่นใหม่มีช่องทางการหารายได้ที่มากมายนอกเหนือจากการทำงานประจำ จึงมีคนรุ่นใหม่หันไปประกอบอาชีพอิสระกันมากขึ้น ซึ่งที่กล่าวมาเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายองค์กรต้องปรับวิธีการบริหารพนักงานรุ่นใหม่ รวมถึงหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างความผูกพันและรักษาพนักงานรุ่นใหม่ให้รู้สึกอยากทำงานกับองค์กรยาวนานขึ้น เพื่อให้องค์กรยังสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ในอนาคต

ด้วยเหตุนี้ นางสาวแสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการ เว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com) ในฐานะผู้นำด้านเว็บไซต์หางาน สมัครงาน อันดับ 1 ของประเทศไทย ที่มีผู้ลงทะเบียนฝากประวัติกว่า 1.2 ล้านคน รวมถึงมีจำนวนงานจากบริษัทชั้นนำต่างๆ อีกกว่า 86,000 อัตรา ซึ่งเปรียบเสมือนตัวกลางระหว่างคนหางานและองค์กร จึงได้ทำแบบสำรวจความคิดเห็นคนทำงานรุ่นใหม่ทั่วประเทศกว่า 1,500 คน พบว่ามี 5 สิ่งที่ คนทำงานรุ่นใหม่มองว่าเป็นแรงจูงใจให้อยากทำงานอยู่กับองค์กรไปนานๆ ดังนี้

องค์กรต้องรู้! 5 สิ่งจูงใจคนทำงานรุ่นใหม่ไม่คิดย้ายงาน

·         สภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี คิดเป็น 15.07 เปอร์เซ็นต์ – เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานของพนักงาน หากองค์กรมีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี ยิ่งจะช่วยทำให้พนักงานเกิดความพึงพอใจในการทำงาน สามารถทำผลงานให้ออกมาดียิ่งขึ้น ที่สำคัญนอกจากจะช่วยรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กรแล้ว ยังเป็นปัจจัยดึงดูดความสนใจของบุคลากรที่มีความสามารถให้เข้ามาร่วมงานกับองค์กรอีกด้วย

·        เส้นทางความก้าวหน้าในสายงานที่ชัดเจน คิดเป็น 13.08 เปอร์เซ็นต์ – คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่มีความกระตือรือร้นและต้องการความสำเร็จในการทำงานที่รวดเร็ว ดังนั้นหากองค์กรสามารถสื่อสารให้เห็นถึงความก้าวหน้าหรือช่องทางการเติบโตในสายงานได้อย่างชัดเจน ก็จะเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยดึงดูดพนักงานรุ่นใหม่ให้อยากทำงานกับองค์กรต่อไป

  • งบประมาณในการอบรมพัฒนาความรู้ของพนักงาน คิดเป็น 12.36 เปอร์เซ็นต์ – เพื่อแสดงให้เห็นว่าองค์กรให้ความสำคัญในการพัฒนาบุคลากรให้สามารถใช้ศักยภาพที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะทำให้พนักงานมีทัศนคติที่ดีกับองค์กร และเป็นการสร้างแรงจูงใจให้พนักงานพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องเพื่อการเติบโตไปพร้อมกับองค์กรในระยะยาว
  • ความสัมพันธ์ที่ดีภายในองค์กร คิดเป็น 11.62 เปอร์เซ็นต์ – ความสัมพันธ์ที่ดีเป็นสิ่งที่ช่วยให้การดำเนินงานในองค์กรราบรื่น การพูดคุยและประสานงานในแต่ละหน่วยงานล้วนมีผลมาจากความสัมพันธ์ทั้งสิ้น ดังนั้นหากองค์กรรู้จักสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้เกิดขึ้นในองค์กรก็จะช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อประโยชน์ต่อการทำงาน ทำให้พนักงานเกิดความพึงพอใจ และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • เปิดโอกาสให้ได้แสดงศักยภาพและความคิดเห็นอย่างเต็มที่ คิดเป็น 11.48 เปอร์เซ็นต์ – การที่พนักงานได้แสดงศักยภาพและความคิดเห็นจะทำให้พนักงานเกิดความรู้สึกถึงการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนองกรค์ อีกทั้งยังช่วยให้องค์กรได้เห็นมุมมองหรือไอเดียใหม่ๆ ที่อาจต่อยอดไปสู่ความสำเร็จในอนาคตได้
  • องค์กรต้องรู้! 5 สิ่งจูงใจคนทำงานรุ่นใหม่ไม่คิดย้ายงาน

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังเผยให้เห็นถึงเป้าหมายการทำงานในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้าของคนทำงานรุ่นใหม่ โดยส่วนใหญ่บอกว่าต้องการเป็น 1) เจ้าของกิจการ คิดเป็น 55.24 เปอร์เซ็นต์ ตามมาด้วย 2) ข้าราชการ คิดเป็น 21.22เปอร์เซ็นต์ 3) พนักงานเอกชนขององค์กรต่างประเทศ คิดเป็น 6.79 เปอร์เซ็นต์ 4) พนักงานรัฐวิสาหกิจ คิดเป็น 6.47เปอร์เซ็นต์ และ 5) พนักงานเอกชนขององค์กรไทย คิดเป็น 6.08 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ซึ่งก็สอดคล้องกับเทรนด์ในปัจจุบันที่คนรุ่นใหม่ต้องการทำงานที่เป็นอิสระมากขึ้น ซึ่งถือเป็นความท้าทายขององค์กรในการดูแลรักษาพนักงานกลุ่มนี้

อย่างไรก็ตามนอกจากการสำรวจฝั่งคนทำงานรุ่นใหม่แล้ว เว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม ยังได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของฝ่ายทรัพยากรบุคคลจากหลากหลายองค์กร กว่า 480 คน ในเรื่อง สิ่งที่องค์กรใช้เป็นแรงจูงใจให้แก่พนักงานรุ่นใหม่ ได้แก่ 1) เปิดโอกาสให้พนักงานได้แสดงศักยภาพและความคิดเห็นอย่างเต็มที่ คิดเป็น 15.34 เปอร์เซ็นต์ 2) มีความสัมพันธ์ที่ดีภายในองค์กร คิดเป็น 12.92 เปอร์เซ็นต์ 3) มีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี คิดเป็น 11.63 เปอร์เซ็นต์ 4) มีงบประมาณในการอบรมพัฒนาความรู้ของพนักงาน คิดเป็น 10.09 เปอร์เซ็นต์ และ 5) เปิดโอกาสให้พนักงานได้ทำงานใกล้ชิดกับผู้บริหาร คิดเป็น 9.26 เปอร์เซ็นต์ จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ทั้งคนทำงานรุ่นใหม่และองค์กรมองเห็นตรงกัน ดังนั้นหากองค์กรนำข้อมูลที่ได้รับไปเป็นแนวทางในการปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก็จะช่วยให้สามารถรักษาพนักงานรุ่นใหม่ให้ทำงานร่วมกับองค์กรต่อไปได้ นางสาวแสงเดือน กล่าวทิ้งท้าย

ลืมเบื่อไปได้เลย!! ตาดูมือจับพิพิธ “เพลิน” โฉมใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/294182

ลืมเบื่อไปได้เลย!! ตาดูมือจับพิพิธ “เพลิน” โฉมใหม่

พิพิธภัณฑ์มิวเซียมสยาม, เพลิน

มิวเซียมสยาม เปิด ไฮไลท์สื่อพิพิธ‘เพลิน’ โฉมใหม่ที่ ดูกับตา มือจับต้อง ของก็ไม่เสีย!

      ก้าวข้ามข้อจำกัดของพิพิธภัณฑ์รูปแบบเดิม เพิ่มบทบาทการให้การศึกษา ส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่เยาวชน สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กับพิพิธภัณฑ์ ดูกับตา มือจับต้อง ของก็ไม่เสีย

พันธกิจทางสังคมของพิพิธภัณฑ์นั้นให้ความสำคัญกับการเก็บรักษา อนุรักษ์ ถ่ายทอดประสบการณ์ความหลากหลายทางศาสนา วัฒนธรรม จริยธรรมรวมถึงธรรมชาติ แก่คนรุ่นต่อไป และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยเอง มีพิพิธภัณฑ์เชิงอนุรักษ์ที่เน้นการจัดแสดงวัตถุในลักษณะดังกล่าวอยู่ไม่น้อย แต่ในยุคสมัยที่พฤติกรรมการเสพสื่อของคนเปลี่ยนไป เทคโนโลยีอันทันสมัยเข้ามามีอิทธิพลต่อสังคมเพิ่มขึ้น จึงทำให้เกิดบทบาทของพิพิธภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นจากเดิมนั่นคือ บทบาทด้านการให้การศึกษา ซึ่งปัจจุบัน หลายๆ พิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ทั่วประเทศ เล็งเห็นถึงความสำคัญและเร่งพัฒนาเพื่อให้พิพิธภัณฑ์สามารถเป็นส่วนหนึ่งกับระบบการศึกษา ส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับเยาวชน และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ

ลืมเบื่อไปได้เลย!! ตาดูมือจับพิพิธ "เพลิน" โฉมใหม่

ล่าสุด มิวเซียมสยาม เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ องค์กรด้านศิลปวัฒนธรรม และองค์กรด้านการศึกษา รวมตัวกันจัดการประชุมวิชาการด้านพิพิธภัณฑ์ Museum Forum 2017 เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากการปฏิบัติงานที่ผ่านมา และขับเคลื่อนบทบาทด้านการศึกษาของพิพิธภัณฑ์ให้เด่นชัดมากขึ้น

       นายราเมศ พรหมเย็น ผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) กล่าวว่า จากการศึกษาทฤษฎีการออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้และผลวิจัยจากต่างประเทศ พบว่า สมองจะเปิดรับการเรียนมากที่สุดเมื่อรู้สึกสนุก และกระบวนการซึมซับความรู้ผ่านเพียงการดูการฟัง สมองจะสามารถเรียนรู้จดจำได้มากที่สุดแค่เพียง 50% เท่านั้น ดังนั้น สื่อการเรียนรู้พิพิธภัณฑ์ยุคใหม่จึงมุ่งประเด็นไปที่การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์และการมีปฏิสัมพันธ์ (Active Learning) สอดแทรกองค์ความรู้ ผ่านในรูปแบบของสื่อบันเทิงเชิงสาระสร้างสรรค์ (Edutainment) เช่น เกมส์ กิจกรรมอินเตอร์แอ๊กทีฟ และกิจกรรมประกอบการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ ซึ่งคำนึงถึงความเหมาะสมของรูปแบบการสื่อสารในแต่ละช่วงวัย เข้ากับยุคสมัยและพฤติกรรมการเรียนรู้ของเยาวชน โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นเยาวชนตั้งแต่ระดับปฐมวัย ไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัยและอุดมศึกษา ที่จะเติบโตขึ้นเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้มีศักยภาพต่อไปในอนาคต

ลืมเบื่อไปได้เลย!! ตาดูมือจับพิพิธ "เพลิน" โฉมใหม่

ไฮไลท์ของงาน Museum Forum 2017 หนีไม่พ้นการจัดแสดงสื่อการเรียนรู้พิพิธภัณฑ์ที่ มิวเซียมสยาม และเครือข่ายพิพิธภัณฑ์นำมาจัดแสดงไว้ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการความรู้ด้านสังคมศาสตร์ ที่หากเทียบกับสาขาวิชาอื่นๆ เช่น วิทยาศาสตร์ หรือ คณิตศาสตร์แล้ว สื่อสำหรับวิชาสังคมศาสตร์ยังขาดความปัจจุบันทันสมัยอยู่มาก เช่น

·        แบบจำลองบ้านเรือนไทย พูดถึงเรือนไทย หลายคนคงเคยเห็นแต่ในแบบเรียน แต่จะให้ไปปีนเรือนไทยส่องกันก็คงจะลำบาก แบบจำลองบ้านเรือนไทยนี้จึงถูกออกแบบ เพื่อเป็นสื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านสถาปัตยกรรม ให้ได้เรียนรู้ส่วนประกอบสำคัญของบ้านเรือนไทย วิธีการก่อสร้าง ส่วนประกอบต่างๆ ของเรือนไทย ทั้งพื้น ประตู โครงหลังคาและการมุงหลังคา ที่ทุกคนสามารถทดลองประกอบได้เอง

ลืมเบื่อไปได้เลย!! ตาดูมือจับพิพิธ "เพลิน" โฉมใหม่

ลืมเบื่อไปได้เลย!! ตาดูมือจับพิพิธ "เพลิน" โฉมใหม่

·        เกมเศรษฐียุคสุวรรณภูมิ สื่อส่งเสริมการเรียนรู้ในรูปแบบของเกมส์กระดานที่เด็กๆ คุ้นเคยกันอย่างดีอย่างเกมเศรษฐีและเกมบันไดงู ที่สอดแทรกความรู้เรื่องเส้นทางการค้าโบราณ ชนิดสินค้าที่ค้าขาย ในสมัยสุวรรณภูมิ สภาพภูมิประเทศ ชื่อเมืองท่าการค้าและปัญหาอุปสรรค ต่างๆ ที่คนในสมัยก่อนต้องประสบ โดยลดข้อจำกัดเรื่องเวลา เพราะสามารถร่วมกิจกรรมได้หลายๆ คนในครั้งเดียว

·        จิ๊กซอว์สามมิติ หมดปัญหา “กรุณาอย่าจับ” ในพิพิธภัณฑ์ไปได้เลย โดยออกแบบสื่อให้ทั้งขนาด น้ำหนัก และใช้วัสดุใกล้เคียงกับโบราณวัตถุจริง เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ การสัมผัสและลงมือทำ ที่ช่วยกระตุ้นให้สมองในการจดจำและเรียนรู้อย่างยั่งยืน ตลอดจน ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านความคิดเชื่อมโยง มิติสัมพันธ์ และความคิดสร้างสรรค์ด้วย

·        เทคโนโลยีภาพเสมือน 3 มิติ และโฮโลแกรม (AR3D) นอกจากสื่อพิพิธภัณฑ์ทั่วไปแล้ว ยังมีการใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า เพื่อให้รองรับกับพฤติกรรมการใช้สื่อของเยาวชนยุคดิจิทัล โดยออกแบบแอปพลิเคชันสำหรับโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ที่เมื่อเพียงนำมาส่องกับสื่อที่จัดวางไว้ในพิพิธภัณฑ์ ก็จะแสดงภาพให้เห็นกันแบบ 3 มิติ 360องศา

ลืมเบื่อไปได้เลย!! ตาดูมือจับพิพิธ "เพลิน" โฉมใหม่ลืมเบื่อไปได้เลย!! ตาดูมือจับพิพิธ "เพลิน" โฉมใหม่

นอกจากการพัฒนาสื่อพิพิธภัณฑ์เพื่อส่งเสริมการศึกษาสำหรับเยาวชนแล้ว ยังมีการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ นิทรรศการ รวมถึงสื่อพิพิธภัณฑ์ เพื่อลดปัญหาด้านช่องว่างความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ที่ไม่เฉพาะสำหรับเยาวชนทั่วไป แต่ยังรวมถึงผู้ที่มีความบกพร่องของร่างกายอีกด้วย