“ร.ร.บ้านกุยเหนือ” เด็กอิ่มท้อง สมองแล่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/291454

“ร.ร.บ้านกุยเหนือ” เด็กอิ่มท้อง สมองแล่น

อาหารกลางวัน, ต้นแบบ, รรบ้านกุยเหนือ, เด็กอิ่มท้อง, สมองแล่น, สพป

“ร.ร.บ้านกุยเหนือ” นครศรีธรรมราชเป็น ร.ร.ต้นแบบอาหารกลางวัน บริหารจัดการเรียนรู้ และแก้ไขปัญหาภาวะทุพโภชนาการในเด็กวัยเรียน

         โรงเรียนบ้านกุยเหนือ อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) นครศรีธรรมราช เขต 2 ได้รับการคัดเลือกให้เป็นโรงเรียนต้นแบบอาหารกลางวัน และเมื่อเร็วๆนี้ นายทรงวุฒิ มลิวัลย์ รองผู้อำนวยการกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา ในฐานะประธานประเมินเชิงประจักษ์โรงเรียนต้นแบบอาหารกลางวันระดับประเทศ พร้อมคณะลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ 2560

"ร.ร.บ้านกุยเหนือ" เด็กอิ่มท้อง สมองแล่น

ว่าที่ ร.ท.ดร.สุเวศ กลับศรี รองผอ.สพป.นครศรีธรรมราช เขต 2 กล่าวว่า โรงเรียนบ้านกุยเหนือ ได้รับคัดเลือกเป็นโรงเรียนต้นแบบอาหารกลางวัน ถือเป็นการส่งเสริมการดำเนินการตามเกณฑ์การประเมินด้านการบริหารจัดการ ด้านการบูรณาการจัดการเรียนรู้ ด้านการดำเนินงานอาหารกลางวัน ด้านการมีส่วนร่วม/เครือข่าย และด้านผลผลิต/ผลลัพธ์ ที่กองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษากำหนด และจะได้ขับเคลื่อนด้านการจัดการอาหารกลางวันของโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพอย่างรอบด้าน

"ร.ร.บ้านกุยเหนือ" เด็กอิ่มท้อง สมองแล่น

ทั้งนี้ ผู้อำนวยการโรงเรียนในเครือข่ายและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องบูรณาการบริหารจัดการด้านโภชนาการให้แก่เด็กนักเรียนได้เป็นอย่างดี ซึ่งการได้รับการประเมินในครั้งนี้ เป็นการติดตามการดำเนินงานของโรงเรียนในการแก้ปัญหานักเรียนที่ภาวะทุพโภชนาการ ดูแลให้นักเรียน อิ่มท้อง สมองดี รวมถึงให้คำแนะนำ ชี้แนะแนวทางในการจัดอาหารกลางวันให้นักเรียนได้รับประทานอาหารมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน มีโภชนาการสมวัย ต่อไป

แต่งเต้ม “จิตนาการ” สู่เด็กน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/291438

แต่งเต้ม “จิตนาการ” สู่เด็กน้อย

จินตนาการ, เด็กน้อย, แต่งเต้ม, จิตนาการ, สู่เด็กน้อย

สพป.กระบี่ เสริมสร้างจินตนาการการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัวให้กับเด็กปฐมวัย จำนวนกว่า 300 คน ด้วยการจัดเทศกาลวันนักวิทยาศาสตร์ ปีการศึกษา 2560

       นายสายัณห์  ไกรนรา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2560 ได้เป็นประธานเปิดงานเทศกาลวันนักวิทยาศาสตร์น้อย  ประจำปี 2560 ของโรงเรียนในสังกัด    ที่ห้องประชุมโรงเรียนอนุบาลคลองท่อม จังหวัดกระบี่ เพื่อเสริมสร้างจินตนาการให้เด็กปฐมวัยได้มีทักษะการสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัว และเกิดการเรียนรู้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และมีจินตนาการ ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นการส่งเสริมและพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน และมีจิตวิทยาศาสตร์  และเป็นการส่งเสริมให้ครูปฐมวัยได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้  เกิดทักษะการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ผ่านการออกแบบกิจกรรมที่ท้าทายความสนใจของเด็ก ๆ

แต่งเต้ม "จิตนาการ" สู่เด็กน้อย

โดยแบ่งกิจกรรมฐานการเรียนรู้ออกเป็น 4 ฐาน คือ ฐานบ้านแห่งอนาคต  ยานพาหนะแห่งอนาคต ฐานผู้พิทักษ์โลกอนาคต และฐานอนาคตที่ปลอดภัย โดยมีนักเรียนปฐมวัยจากโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 350 คน  เข้าเรียนรู้และสร้างประสบการณ์ ฝึกการสังเกต คิดวิเคราะห์ พร้อมตั้งคำถามและหาคำตอบด้วยตนเองอย่างสนุกสนาน ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

แต่งเต้ม "จิตนาการ" สู่เด็กน้อยแต่งเต้ม "จิตนาการ" สู่เด็กน้อย

ทั้งนี้  โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย เป็นโครงการที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชดำริให้คณะกรรมการนำไปพิจารณาริเริ่มดำเนินการนำร่องในประเทศไทย  ในส่วนของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ มีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยมาตั้งแต่ปี  2554 จนถึงปัจจุบัน จำนวน 129 โรงเรียน เพื่อมุ่งหวังให้สร้างทัศนคติที่ดีด้านการเรียนรู้ทักษะและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กตั้งแต่ระดับปฐมวัย  ซึ่งเป็นช่วงอายุที่มีความสามารถในการเรียนรู้และจดจำมากที่สุด  โดยการเรียนรู้ในรูปของกิจกรรมบูรณาการสหวิชา ให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการสืบเสาะหาความรู้ การคิด และลงมือหาคำตอบด้วยประสบการณ์ตรงอย่างเหมาะสมกับวัย และเป็นไปตามหลักการจัดการศึกษาปฐมวัย เป็นการสร้างพื้นฐานความพร้อมในการพัฒนาต่อยอดไปเป็นนักวิทยาศาสตร์ในอนาคต

“ลูกจ๋า แม่ก็กลัว”!!! เจาะลึกใจบางๆของแม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/291467

“ลูกจ๋า แม่ก็กลัว”!!! เจาะลึกใจบางๆของแม่

ลูกจ๋า แม่ก็กลัวถูกทอดทิ้ง, แม่ก็กลัวถูกทอดทิ้ง, แม่, ลูกจ๋า, แม่ก็กลัว, เจาะลึกใจบางๆของแม่, ลูกจ๋า แม่ก็กลัว, ไม่ต้องห่วงหรอกลูก แม่อยู่ได้

“การให้พ่อแม่หรือผู้สูงอายุให้อยู่เพียงลำพังคนเดียว จะส่งผลต่อสุขภาพจิต เพราะยิ่งเพิ่มความรู้สึกว่าตนเองโดดเดี่ยว ไม่มีที่ยึดเหนี่ยว หรือรู้สึกถูกทอดทิ้ง”

         ตั้งแต่รับรู้ว่าตั้งครรภ์ จวบจนคลอด เลี้ยงดูจากเล็กจนเติบใหญ่ ไม่เคยสักครั้งที่แม่อยากจะทอดทิ้งหรือห่างกายลูกไปไหน ด้วยเพราะรักและเป็นห่วง ทว่า ในวันที่ลูกเติบโต มีอาชีพเลี้ยงตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาพ่อแม่ กลับทำให้ลูกต้องห่างแม่ โดยเฉพาะเมื่อต้องไปทำงานในเมืองใหญ่ ไกลจากบ้านเกิด     มิหนำซ้ำเมื่อมีครอบครัวของตัวเอง ลูกก็ยิ่งห่างแม่ออกไปเรื่อยๆ แต่ละปีแต่ละเดือน “ลูกกลับไปเยี่ยมหรือใส่ใจดูแลพ่อแม่สักแค่ไหน” รู้หรือไม่ แม้แม่จะพูดว่า “ไม่ต้องห่วงหรอกลูก แม่อยู่ได้” แต่ลึกๆในใจที่บางๆของแม่แล้ว “เหงา ว้าเหว่ อยากให้ลูกๆคอยถามไถ่ ห่วงใย เยี่ยมเยียนอยู่เสมอทั้งสิ้น” และอาจส่งผลต่อสุขภาพจิตของแม่!!!

      จากการสำรวจประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ.2557 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า สัดส่วนของผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว ตามลำพังในครัวเรือนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยปี2537 มีผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว ร้อยละ 3.6 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 6.3 ร้อยละ 7.7 ร้อยละ 8.6 ในปี 2545 2550 และ 2554 ตำมลำดับ แล่ะล่าสุดปี 2557 มีผู้สูงอำยุอยู่คนเดียวตามลำพังเพิ่มขึ้น เป็นร้อยละ 10.4

“ลูกจ๋า แม่ก็กลัว”!!! เจาะลึกใจบางๆของแม่

      “แน่นอนว่า เมื่อเราถามก็จะได้คำตอบว่า ไม่เป็นไรลูก แม่อยู่ได้ พ่ออยู่ได้ ไม่ต้องเป็นห่วง ซึ่งต้องเข้าใจผู้สูงอายุว่าไม่อยากพูดอะไรที่ทำให้ลูกหลานเป็นห่วง กังวลใจ แต่คนที่เป็นลูกหลานควรอนุมานได้แล้วว่า อะไรคือความต้องการที่แท้จริงที่อยู่ในใจพ่อแม่  เพราะรู้ว่าอะไรที่ขาดหายไปในผู้สูงอายุ คือความมั่นใจในตัวเอง ความภูมิใจในตัวเองหากลูกหลานสามารถทำให้ท่านรู้สึกว่ารัก เคารพ คิดถึง ห่วงใย ดูแลเหมือนเดิม ให้รู้สึกว่าเราไม่ไปไหน ไม่ได้ทอดทิ้งแต่ไปเพราะความจำเป็น ยังติดต่อท่านเป็นระยะๆ” นพ.จุมภฏ พรมสีดา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ กรมสุขภาพจิต เปิดมุมมอง

           นพ.จุมภฏ อธิบายเพิ่มเติมว่า ผู้สูงอายุเป็นวัยที่สมดุลของร่างกายเปลี่ยนแปลงไป ปัญหาสุขภาพจิตในผู้สูงอายุจึงเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ 1.มีโรคประจำตัว การมีโรคประจำตัวทำให้มีปัญหาสุขภาพจิตตามมาได้ เพราะบางโรคเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าอยู่แล้ว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ทั้งตัวโรคเองและยาที่กินทำให้ผู้ป่วยมีอารมณ์ซึมเศร้าได้ 2.สมรรถภาพร่างกายเปลี่ยนแปลงไป ไม่สามารถทำหน้าที่ จากที่เคยเป็นหัวหน้าครอบครัว กลายมาเป็นผู้พึ่งพิง ทำให้ความมั่นใจในตัวเองและความภูมิในในตัวเองลดลง ่ก่อให้เกิดความวิตกกังวล ซึมเศร้า นอนไม่หลับได้ จากการที่คิิดว่าตัวเองถูกทอดทิ้ง ไม่มีศักดิ์ศรีเหมือนเดิม

“ลูกจ๋า แม่ก็กลัว”!!! เจาะลึกใจบางๆของแม่

นพ.จุมภฏ พรมสีดา

        “การที่ปล่อยให้พ่อแม่หรือผู้สูงอายุให้อยู่เพียงลำพังคนเดียว จะส่งผลต่อสุขภาพจิต เพราะยิ่งเพิ่มความรู้สึกว่าตนเองโดดเดี่ยว ไม่มีที่ยึดเหนี่ยว หรือรู้สึกถูกทอดทิ้ง และการอยู่คนเดียวเมื่อเกิดภาวะวิกฤติต่างๆที่มากระทบต่อการดำเนินชีวิต เช่น การเจ็บป่วยหรือภัยพิบัติตามธรรมชาติ ยิ่งทำให้เกิดความเครียดขึ้นในผู้สูงอายุได้” นพ.จุมภฏ กล่าว

      สำหรับลูกหลานที่อยู่ไกลกับพ่อแม่ นพ.จุมภฏ มีคำแนะนำในการดูแลสุขภาพใจของพ่อแม่ว่า วัฒนธรรมของคนไทยที่มีมาแต่โบราณเป็นเรื่องที่ดี เช่น วันผู้สูงอายุ หรือวันสงกรานต์ที่ลูกหลานได้ไปรดน้ำดำหัวพ่อแม่หรือผู้หลักผู้ใหญ่ วันแม่ได้มีโอกาสกลับบ้านไปเยี่ยมเยียนหรือไหว้แม่ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ดี เพราะแม้ลูกจะไปทำงานหรืออยู่ห่างไกลจากพ่อแม่ แต่เมื่อถึงวันสำคัญ ก็เป็นวันที่ผู้สูงอายุหรือพ่อแม่ตั้งตารอคอยลูกจะกลับมา

     ดังนั้น ลูกๆที่อยู่ไกลหากหาโอกาสทำเช่นนี้ในวันพิเศษได้บ้าง ก็ยังเป็นเรื่องที่ดี แม้ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่หากมีความจำเป็ฯจริงๆที่จะไปหาท่านไม่ได้ ก็ควรใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารให้เป็นประโยชน์ เช่น สมาร์ทโฟน หรือช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ  ในการติดต่อหาท่านทุกวันเพื่อแสดงความห่วงใย ทำให้ท่านรู้สึกว่า ไม่ได้สูญเสียคุณค่าความเป็นตัวเอง เป็นการเชื่อมโยงสายสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอยู่เสมอ ท่านจะไม่รู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยว ไม่ถูกทอดทิ้ง

“ลูกจ๋า แม่ก็กลัว”!!! เจาะลึกใจบางๆของแม่

       อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมหรือคำพูดที่ไม่ควรใช้กับพ่อแม่หรือผู้สูงอายุ เพราะจะทำให้กระทบจิตใจ นพ.จุมภฏ แนะนำว่า อย่าใช้คำพูดหรือแสดงพฤติกรรมที่เป็นการทำลายศักดิ์ศรีหรือตัวตนของพ่อแม่หรือผู้สูงอายุ อย่างเช่น ไม่ควรพูดว่า “แก่แล้วอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร”จะเป็นการคำพูดที่ไม่ให้เกียรติ เป็นการลดทอนคุณค่าของผู้สูงอายุ เพราะฉะนั้น ในปัญหาบางเรื่อง แม้เราจะแก้ไขได้ด้วยตัวเอง แต่ก็ควรปรึกษาท่านบ้างเพื่อให้ท่านรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า  

“ลูกจ๋า แม่ก็กลัว”!!! เจาะลึกใจบางๆของแม่

       สัญญาณที่บ่งบอกว่าพ่อแม่หรือผู้สูงอายุเริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิตและควรพบแพทย์ นพ.จุมภฏ บอกว่า อาการทั่วๆไป คือ พฤติกรรมที่เคยทำในชีวิตประจำวันเปลี่ยนแปลงไป เช่น นอนไม่หลับ หรือจากที่เคยดูทีวี หรือทำสวนก็กลับกลายเป็นไม่ทำ เก็บตัว เงียบลง หรือจดจำบางสิ่งที่เคยทำได้ไม่ได้ หรือมีอาการหลงลืมเหล่านี้ลูกหลานควรสังเกตและควรพามาพบแพทย์ เมื่อเห็นว่าผู้สูงอายุไม่ทำกิจวัตรประจำวันเหมือนเดิม

      “พ่อแม่หรือผู้สูงอายุแม้จะเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จแค่ไหน มีตำแหน่งสูงส่งเพียงใด แต่ยังต้องการอยู่ใกล้ชิดลูกหลาน และอยากให้ลูกหลานเห็นความสำคัญ มีโอกาสพบปะพูดคุยให้กำลังใจ จะทำให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวหรือความกังวลใจของท่านผ่อนคลายลง ลูกหลานควรให้กำลังใจพ่อแม่ หากอยู่ด้วยกันก็ควรให้ท่านแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆบ้างเพื่อเป็นการให้เกียรติ หากอยู่ห่างไกลควรหาเวลาไปพบปะเยี่ยมเยียนท่านอย่างสม่ำเสมอ หรืออย่างน้อยใช้สื่อเทคโนโลยีทางการสื่อสารให้เกิดประโยชน์ในการติดต่อถามไถ่แสดงความห่วงใยท่านทุกวัน” นพ.จุมภฏ ฝากไว้เนื่องในวันแม่แห่งชาติ

        ใส่ใจดูแลจิตใจแม่พ่อ ก่อนที่จะสายเกินไป เพราะใจที่มันร้าว ไม่นานก็อาจจะแตกได้!!!

“วารสารศาสตร์”ยุบได้แต่ไม่ตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/291448

“วารสารศาสตร์”ยุบได้แต่ไม่ตาย

ดรมานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหอการค้าไทย, ผศดรนิธิดา แสงสิ่งแก้ว ผู้อำนวยการโครงการปริญญาตรี วารสารศาสตร์ภาคภาษาอังกฤษ มธรรมศาสตร์, อนุสรณ์ ศรีแก้วั คณบดีวิทยาลัยนิเทศศาตร์ มรังสิต, หอการค้าไทย, ธรรมศาสตร์, มรังสิต, สาขาวารสารศาสตร์, วารสารศาสตร์, Content creator, จริยธรรม จรรยาบรรณสื่อ

แม้จะมีไม่มีชื่อ“วารสารศาสตร์”แต่แก่นที่สอนให้รู้จักคิดให้เป็นระบบตั้งคำถามวิพากษ์วิเคราะห์ตั้งข้อสงสัย แสวงหาข้อเท็จจริงสร้างสรรค์เนื้อหา”คือหัวใจต้องรักษาไว้

       การเป็นคนรู้จักคิดเป็นระบบ รู้จัก ตั้งคำถาม วิพากษ์ วิเคราะห์ ตั้งข้อสงสัย แสวงหาข้อเท็จจริง เป็น“นักสร้างสรรค์เนื้อหา” (Content creator)ในแพลตฟอร์มสื่อที่หลายหลาย คือหัวใจของ “วารสารศาสตร์”

      โดยเฉพาะการเป็น“หมาเฝ้าบ้าน”ที่ซื่อสัตย์ คอยสอดส่องสิ่งผิดปกติของสังคมเป็น“ตะเกียง”ที่ส่องสว่างให้สังคมรวมทั้งต้องมีการเรียนการสอนด้าน“จริยธรรม จรรยาบรรณสื่อ” คือสิ่งที่ผู้เรียนทางด้านวารศาสตร์ทุกแขนงจำเป็นต้องมี

“วารสารศาสตร์”ยุบได้แต่ไม่ตาย

       เห็นได้การชี้แจงของ “ดร.พีรชัย เกิดสินธุ์” คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เกี่ยวกับข่าวการยุติการเรียนการสอนภาควิชาวารสารศาสตร์ ว่าไม่ได้ยุติการเรียนการสอนแต่ได้ควบรวมภาควิชาวารสารศาสตร์เข้ากับภาควิชาบรอดแคสต์ติ้ง เปลี่ยนชื่อภาควิชาเป็น “บรอดแคสต์ติ้งและวารสารศาสตร์ดิจิทัล”

“วารสารศาสตร์”ยุบได้แต่ไม่ตาย

ดร.พีรชัย เกิดสินธุ์”

       เหตุผลคือเพื่อให้สอดรับกับกระแสโลกที่รูปแบบเนื้อหาและแพลตฟอร์มการนำเสนอข่าวสารในปัจจุบันมีความหลากหลายขึ้น ทั้งสื่อโทรทัศน์ สื่อวิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อดิจิทัล นักศึกษาควรได้เรียนรู้การนำเสนอข่าวสารในลักษณะต่างๆ มากขึ้นไม่จำกัดแค่ด้านในด้านหนึ่ง โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการผลิตเนื้อหา(Content Base) ที่เหมาะสมกับทุกแพลตฟอร์ม (Platform Base)

      ดร.พีรชัย อธิบายว่า วารสารศาสตร์ เป็นวิชาที่จำเป็นต่อโลกสื่อสารมวลชน การได้เรียนวิชานี้จึงไม่เพียงแค่บ่มเพาะนักศึกษาให้เป็น “นักสื่อสารมวลชน” ผู้มีคุณภาพ หากยังมีคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมควบคู่กันไปด้วย และยิ่งเมื่อนักสื่อสารมวลชนในยุคดิจิทัลมีความรู้ด้านบรอดแคสต์ติ้งหรือช่องทางการเผยแพร่ข่าวสารมากขึ้นด้วยนั้น ก็ยิ่งทำให้เป็นนักสื่อสารมวลชนที่ตลาดงานต้องการ สมกับคำว่า “วารสารศาสตร์ดิจิทัล” ไม่มีแนวคิดที่จะยกเลิกการเรียนการสอนวิชานี้อย่างแน่นอน

“วารสารศาสตร์”ยุบได้แต่ไม่ตาย

       เช่นเดียวกับ “ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์” คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ ม.หอการค้าไทย มองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่า สะท้อนเด็กรุ่นใหม่ว่าไม่สนใจอยากเรียน “วารสารศาสตร์” ซึ่งเกิดขึ้นกับมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน ยอดนักศึกษาที่สนใจมาเรียนด้าน“วารสารศาสตร์” ลดลงอย่างต่อเนื่องช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

“วารสารศาสตร์”ยุบได้แต่ไม่ตาย

     ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเด็กรุ่นใหม่มองว่าการเรียน“วารสารศาสตร์”คือเรียนทำเฉพาะสื่อ“สิ่งพิมพ์” อย่างนิตยสาร หนังสือพิมพ์ เท่านั้น ซึ่งเป็นสื่อที่เด็กรุ่นนี้ไม่ได้“เสพ” และไม่สนใจจะเสพ ประกอบกับเป็นช่วงวิกฤติสื่อ มีการทยอยปิดสื่อสิ่งพิมพ์ หรือเลย์ออฟพนักงานกันหลายแห่ง ยิ่งทำให้เด็กเมินการเรียนในสาขานี้ รวมทั้งผูุ้ปกครองก็มีคำถามเรียนจบแล้วไปทำอะไร

“วารสารศาสตร์”ยุบได้แต่ไม่ตาย

           แม้ว่าแทบทุกมหาวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชนจะปรับหลักสูตร“วารสารศาสตร์”ให้ขยายรวมถึงสื่ออื่นๆอย่าง วิทยุ โทรทัศน์ สื่อออนไลน์ โซเชียลมีเดียแล้วก็ตามแต่“ภาพจำ”ของผู้คน ยังยึดติดว่า “วารสารฯคือสื่อสิ่งพิมพ์”เพียงอย่างเดียว จะเห็นได้ว่าตัวเลขของ“นักศึกษาที่เรียนวารสารศาสตร์”ลดน้อยถอยลงต่อเนื่อง

“วารสารศาสตร์”ยุบได้แต่ไม่ตาย

      อย่างไรก็ตามแม้ว่าต่อไปจะมีไม่มีชื่อว่า “วารสารศาสตร์”เป็นภาควิชา หรือสาขาวิชาหนึ่งในคณะนิเทศศาสตร์ แต่จะไปควบรวมกับสาขาวิชาใดก็ตาม แต่เนื้อใน“วารสารศาสตร์”ยังคงไม่ทิ้งไป แก่นของ“วารสารศาสตร์” ยังจำเป็นต้องคงอยู่นั่นคือ การบ่มเพาะเด็กให้เป็น“นักสร้างสรรค์เนื้อหา” (Content creator)ในแพลตฟอร์มสื่อที่หลายหลาย

“วารสารศาสตร์”ยุบได้แต่ไม่ตาย

      “ผศ.ดร.นิธิดา แสงสิ่งแก้ว” ผู้อำนวยการโครงการปริญญาตรี วารสารศาสตร์ภาคภาษาอังกฤษ ม.ธรรมศาสตร์ อธิบายว่า วารสารศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่สอนให้นิสิตนักศึกษารู้จักคิดให้เป็นระบบ คิดตั้งคำถาม คิดวิพากษ์ วิเคราะห์สอนให้รู้จักตั้งข้อสงสัย ตั้งคำถาม รู้จักแสวงหาข้อเท็จจริงมา“เล่าเรื่อง”ให้ผู้คนได้รับรู้และเข้าใจได้โดยง่าย

“วารสารศาสตร์”ยุบได้แต่ไม่ตาย

      รวมทั้งต้องมีการเรียนการสอนด้าน“จริยธรรม จรรยาบรรณสื่อ” ซึ่งเป็นหัวใจของนักสื่อสารมวชนทุกแพลตฟอร์ม ที่จำเป็นต้องมี วารสารศาสตร์ ไม่ใช่การเรียนเฉพาะสิ่งพิมพ์ ที่สำคัญในโลกอนาคตจำเป็นต้องได้เรื่องภาษาอังกฤษ เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับนักสื่อสารมวลชนในโลกอนาคตด้วย

“วารสารศาสตร์”ยุบได้แต่ไม่ตาย

      “อนุสรณ์ ศรีแก้ว”ั คณบดีวิทยาลัยนิเทศศาตร์ ม.รังสิต กล่าวยอมรับความจริงว่าเด็กรุ่นใหม่สนใจเรียน “วารสารศาสตร์”น้อยลงต่อเนื่องมา 5 ปีแล้วล่าสุดสนใจเรียนแค่หลัก 10  การปรับเปลี่ยน ควบรวม คณะเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการไปตามการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย แต่เชื่อว่าไม่ว่าเรียนศาสตร์ไหน หัวใจของ“วารสารศาสตร์”ยังต้องคงอยู่

     ถึงวันนี้สถาบันการศึกษาหลายแห่งทั้งรัฐและเอกชนต่างยอมรับการเปลี่ยนแปลง ของแพลตฟอร์มการนำเสนอข่าวสารข้อมูลที่เปลี่ยนไปแล้ว มีการยุบควบรวมหรือเปลี่ยนชื่อ หรือในอนาคตอาจจะไม่มีคำว่า “วารสารศาสตร์”แล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่

“วารสารศาสตร์”ยุบได้แต่ไม่ตาย

     แต่หลักของการเรียนการสอนวารสารศาสตร์ ที่เป็นหัวใจที่ต้องมีไม่ว่าจะอยู่ในแพลตฟอร์มไหน นักศึกษาทุกคนก็ต้องเรียนขาดไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีคอนเทนต์แล้ว จะเอาอะไรไปนำเสนอไม่ว่ารูปแบบไหนก็ต้องอาศัยศาสตร์นี้ทั้งนั้นนั่นเอง

“วารสารศาสตร์”ยุบได้แต่ไม่ตาย

      ขณะที่สังคมดิจิทัลทุกคนสามารถเป็น“สื่อ”ได้ด้วยตัวเอง แต่คนรุ่นใหม่ไม่สนใจเรียน “วารสารศาสตร์” ตรงข้ามกับนักวิชาการและสถาบันการศึกษามีความเชื่อมั่นว่า “วารสารศาสตร์”ยังไงก็ไม่มีวันตาย ทำยังไงถึงจะมี“นักวารสารศาสตร์”ที่มีคุณภาพออกสู่ตลาด นั่นเป็นคำถามที่ผู้คนในวงการต้องหาคำตอบ

“วารสารศาสตร์”ยุบได้แต่ไม่ตาย


ซี 10 ศธ.มีเก้าอี้ว่างอยู่ 7 ตำแหน่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/291435

ซี 10 ศธ.มีเก้าอี้ว่างอยู่ 7 ตำแหน่ง

ซี 10, โยกย้าย, ศธมีเก้าอี้ว่างอยู่, ตำแหน่ง, หมอธี, ครม, ศธภ, กกอ, กพฐ, กอศ

ปลัด ศธ.เผย“หมอธี” สั่งเตรียมข้อมูลเดินหน้าโยกย้ายระดับ 10 ให้เสร็จภายในเดือนส.ค.นี้ ระบุมี 7 ตำแหน่งโดย 6 ตำแหน่งแทนเกษียณฯ ส่วนอีก 1 ตำแหน่งคือผู้ตรวจ ศธ.ที่ว

      เมื่อวันที่ 10 ส.ค.60 ดร.ชัยพฤกษ์  เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า การแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของ ศธ. ว่า  ขณะนี้ได้เริ่มกระบวนการโดยได้ประกาศ เรื่องการรับสมัครคัดเลือกข้าราชการ เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารต้น หรือระดับ  9 จำนวน 11 ตำแหน่งไปแล้ว และจะเปิดให้ผู้ที่มีคุณสมบัติครบยื่นใบสมัครเข้ารับการคัดเลือก ระหว่างวันที่ 17-25 ส.ค.นี้

ส่วนผู้บริหารระดับ 10 จะต้องมีการเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาโยกย้ายก่อนทั้งนี้ ตำแหน่งที่จะโยกย้ายได้ คือ รองปลัด ศธ. รองเลขาธิการองค์กรหลัก ผู้ตรวจราชการศธ. ศึกษาธิการภาค (ศธภ.) ทุกคนสามารถเลื่อนไหลกันได้หมด โดยจะมีทั้งเลื่อนไหลไปตำแหน่งที่ว่างอยู่ 1 ตำแหน่ง คือ ผู้ตรวจราชการ ศธ.และแทนอัตราเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายนนี้  6 ตำแหน่ง คือ ผู้ตรวจราชการ ศธ. 3 ตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) 1 ตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) 1 ตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) 1 ตำแหน่ง คาดว่าจะดำเนินการโยกย้ายข้าราชการระดับ10 ภายในเดือนนี้ จากนั้น จะมีการสรรหาคนที่จะลงตำแหน่งที่ว่างจากการโยกย้ายซึ่งอาจต้องใช้เวลา

“เวลานี้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ได้สั่งการให้เตรียมข้อมูล เพื่อดำเนินการโยกย้ายแล้วเสร็จภายในสิงหาคมนี้  ซึ่งหลังจากการสรรหาผู้บริหารต้นเรียบร้อยแล้ว คิดว่าจะเริ่มดำเนินการสรรหา ศธภ.  ซึ่งยังมีตำแหน่งว่างอีกหลายอัตรา เนื่องที่ผ่านผู้ที่มีคุณสมบัติครบมีจำนวนไม่เพียงพอกับตำแหน่งว่าง แต่จะทันหลังเดือนตุลาคมนี้จะเริ่มดำเนินการสรรหาศธภ.อีกครั้ง ส่วนการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 11 นั้นเป็นอำนาจของรมว.ศึกษาธิการ พิจารณา”ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าว

เปิดให้ผู้พิการชมนิทรรศการพระเมรุมาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/291415

เปิดให้ผู้พิการชมนิทรรศการพระเมรุมาศ

พระเมรุ, กอรรส

ตั้งคณะอนุกรรมการ 5 ชุดเตรียมการนิทรรศการงานพระราชพิธีฯ 1-30 พ.ย.นี้ จัดโซนจำลองพระเมรุมาศ มีอักษรเบลล์ประกอบสำหรับผู้พิการ

          เมื่อวันที่ 10 ส.ค.60 ที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายจัดนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เปิดเผยภายหลังการประชุม ว่า ที่ประชุมได้ตั้งคณะอนุกรรมการ 5 ชุด

ได้แก่ ชุดแรก คณะอนุกรรมการฝ่ายจัดนิทรรศการพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ชุดที่ 2 คณะอนุกรรมการฝ่ายจัดนิทรรศการการจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศและบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ มีอธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธาน

ชุดที่ 3 คณะอนุกรรมการฝ่ายการจัดแสดงมหรสพระหว่างการจัดนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ โดยชุดที่ 1-3 มี นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธาน  ชุดที่ 4 คณะกรรมการฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อยและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เข้าชมนิทรรศการ มีแม่ทัพภาคที่ 1 เป็นประธาน และชุดที่ 5 คณะอนุกรรมการบริหารจัดการ ในคณะกรรมการฝ่ายจัดนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ มีนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม เป็นประธาน ทั้งนี้ ได้กำชับให้แต่ละชุดไปพิจารณากรอบและรายละเอียดการดำเนินงานให้สมพระเกียรติ และเสนอของบประมาณ โดยคำนึงถึงความเหมาะสม ประหยัด เกิดประโยชน์สูงสุดโดยเสนอที่ประชุมในวันที่ 13 ก.ย.นี้

เปิดให้ผู้พิการชมนิทรรศการพระเมรุมาศ

พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร

“ตลอดช่วง 30วัน ตั้งแต่วันที่ 1-30 พ.ย.นี้ เชื่อว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมชมจำนวนมาก แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่  ประชาชนทั่วไป คนชรา/คนพิการ/เยาวชน และชาวต่างชาติ ซึ่งการเข้าชมทางอนุกรรมการฝ่ายรักษาความสงบฯ จะจัดระบบเช่นเดียวกับการสักการะพระบรมศพ แต่อาจจะต้องมีการปรับให้เหมาะสม เหมือนกับการเข้ากราบพระบรมศพ ซึ่งประมาณการแต่ละวันอยู่ที่ 1 แสนคน ส่วนเวลาปิด-เปิดนั้น รอบแรกอาจจะเริ่มที่เวลา 07.00 น.และรอบสุดท้ายเวลา  23.00 น.โดยจัดเป็นรอบๆละ 500 คน รอบต่อไปห่างกัน 10 นาที มีเจ้าหน้าที่นำชม ซึ่งการชมต้องให้ได้เห็นทุกจุด กำหนดให้ชัดจุดใดถ่ายรูปได้ ระยะเวลาการชมแต่ละรอบอยู่ที่เท่าไร โดยเฉพาะต้องคำนึงผู้พิการ ต้องสามารถรับชมนิทรรศการได้เหมือนคนอื่นๆ”รองนายกฯ กล่าว
หลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพฯ ทุกฝ่ายมีเวลา 72 ชั่วโมงในการเตรียมการจัดตั้งนิทรรศการภายในพระเมรุมาศ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าชมเป็นงานท้าทาย
ด้าน นายวีระ กล่าวว่า ที่ผ่านมาจะพบว่าประชาชนส่วนใหญ่จะมุ่งชมพระเมรุมาศเป็นหลัก ซึ่งในครั้งนี้การนำชมจะเน้นนำระบบคิวอาร์โค้ดมาใช้เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลได้ง่าย สำหรับผู้พิการที่มาร่วมชม จะมอบให้กรมศิลปากรจำลองพระเมรุมาศ อาคารประกอบมาไว้ที่ศาลาลูกขุน เพื่อให้ผู้พิการตาบอดสามารถลูบคลำได้

รวมถึงทำอักษรเบลล์ ทางลาดขึ้นลงอาคารต่างๆเพื่ออำนวยความสะดวกด้วย ส่วนการจัดให้เข้าชมอาจจะต้องจัดเป็นรอบๆ แต่รอบละกี่คนนั้นยังไม่มีข้อสรุป ทั้งนี้ นิทรรศการในครั้งนี้ต้องให้ประชาชนที่มาชมนิทรรศการได้รับความรู้ เห็นความงดงามของศิลปะไทย และได้เห็นว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงงานหนักเพียงใด

เปิดให้ผู้พิการชมนิทรรศการพระเมรุมาศ
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ วธ.ได้จัดทำต้นฉบับแผ่นพับนำชมนิทรรศการเรียบร้อยแล้ว เบื้องต้นจะพิมพ์ 9 แสนแผ่นเป็นภาษาไทย และกำลังพิจารณาจัดพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษและภาษาจีน สำหรับชาวต่างชาติด้วย ตลอดจนกำลังพิจารณาว่าจะมีของที่ระลึกมอบให้ประชาชนด้วยหรือไม่ ซึ่งทั้งหมดนี้จะได้ข้อสรุปชัดเจนเสนอที่ประชุมคราวหน้า
ขณะที่ นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า นิทรรศการแสดงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจในหลวง ร.9 ตลอดจนงานภูมิสถาปัตย์โดยรอบพระเมรุมาศ เช่น นาข้าว กังหันชัยพัฒนา จะนำมาจัดแสดงภายในพระที่นั่งทรงธรรม ในส่วนนิทรรศการที่เกี่ยวกับการก่อสร้างพระเมรุมาศทั้งหมด จะจัดแสดงภายในอาคารประกอบต่างๆ เช่น ศาลาลูกขุนอีก 2 หลัง

รวมถึงจะมีการสาธิตขั้นตอนในการจัดสร้าง การหล่อ การปั้น มีการจัดทำทางลาดอำนวยความสะดวกด้วย ขณะเดียวกัน ในส่วนการจัดแสดงมหรสพนั้น จะมีการแสดงเหมือนวันพระราชพิธีจริง เพียงแต่อาจจะมีการตัดทอนบางช่วง บางตอน

ทั้งนี้ มหรสพที่แสดงที่เวทีภายนอกมณฑลพิธีนั้น รองนายกฯแนะนำให้นำการแสดงที่หลากหลายจากหน่วยงานอื่นๆ มาจัดแสดงให้ประชาชนรับชมระหว่างรอเข้าชมนิทรรศการด้วย
 พล.ต.ต.ธานี ฉุยฉาย ที่ปรึกษาแม่ทัพภาค 1 กล่าวว่า เบื้องต้นการอำนวยความสะดวกประชาชนที่มาชมนิทรรศการ จะใช้แนวทางเดียวกับที่ทางกองอำนวยการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณโดยรอบพระบรมมหาราชวัง (กอร.รส.) ในการเข้าสักการะพระบรมศพ แต่ก็จะต้องปรับใหม่ โดยจะประสานกับคณะอนุกรรมการฯอีกทั้ง 4 ชุด เพื่อดูว่าการชมแต่ละจุดใช้เวลาเท่าไร เพื่อจะได้วางแผนอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยให้แก่ประชาชนได้

เตรียมเฮ! กกอ.เล็งคืนมหาวิทยาลัยที่โดนม.44

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/291413

เตรียมเฮ! กกอ.เล็งคืนมหาวิทยาลัยที่โดนม.44

รอเพลส, เตรียมเฮ, กกอ, คสช, ฉบับชั่วคราว

กกอ. เผย 4 มหาวิทยาลัยโดนม.44 แก้ปัญหาตามโรดแม็ปที่วางไว้ เตรียมคืนสู่สภาวะปกติ พร้อมรับทราบคำสั่งคสช. ปลดล็อค คนนอกเป็นผู้บริหารอุดมศึกษาได้

      ศ.ดร.วิชัย  ริ้วตระกูล รองประธานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.)เมื่อเร็วๆนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้ากรณีการแก้ไขปัญหาสถาบันอุดมศึกษาตามคำสั่งหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 39/2559 เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา 4 แห่ง ได้แก่ มรภ.สุรินทร์ , มรภ.ชัยภูมิ .มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก และ ม.บูรพา นั้น ที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินการซึ่งทั้ง 4 แห่ง สามารถดำเนินการตามโร้ดแมปที่วางไว้ และแก้ไขปัญหาได้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ซึ่งแต่ละมหาวิทยาลัยมีปัญหาหนักหน่วงมากน้อยแตกต่างกัน แต่ทุกแห่งก็มีการแก้ไขปัญหาที่ก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ จนถึงขณะนี้เรียกได้ว่าไม่น่าเป็นห่วงแล้ว ทั้งเริ่มมีการหารือกันถึงระยะเวลาที่เหมาะสมที่จะส่งมอบคืนมหาวิทยาลัยให้คืนสู่ภาวะปกติ แต่ยังไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้ว่าจะส่งมอบให้เมื่อใด ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกสภาสถาบันอุดมศึกษาและกรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษา

ทั้งนี้ สำหรับกรณีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ 37/2560อาศัยอำนาจตามความในมาตรา265ของรัฐธรรมนูญ ประกอบกับมาตรา44ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช2557เรื่อง การแก้ไขปัญหาการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษา โดยระบุให้สถาบันอุดมศึกษามีอำนาจแต่งตั้งบุคคลใดที่มิได้เป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาหรือเป็นพนักงานในสถาบันอุดมศึกษามาดำรงตำแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดีคณบดี หรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะได้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะจะช่วยแก้ไขปัญหาอุดมศึกษาที่มีอยู่ในเวลานี้ในเรื่องการสรรหาผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้ อย่างไรก็ตามคำสั่งดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่กกอ.เป็นผู้นำเสนอ คสช. แต่คำสั่งดังกล่าว เพื่อต้องการปลดล๊อคปัญหาในสถาบันอุดมศึกษา เนื่องจากที่ผ่านมามีการร้องเรียนกันมากเรื่องการได้มาซึ่งผู้บริหารมหาวิทยาลัย

บูรณาการภาษาไทยสู่อาเซียนเดย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/291389

บูรณาการภาษาไทยสู่อาเซียนเดย์

โรงเรียนเชิงทะเลวิทยาคม, วันภาษาไทยแห่งชาติ, อาเซียน, ภาษาไทย, พังงา ภูเก็ต ระนอง, จุติ – ก้องอนุสรณ์

โรงเรียนเชิงทะเลวิทยาคม จัดงานวันภาษาไทยแห่งชาติ บูรณาการอาเซียนเดย์  ฝึกฝนทักษะทางภาษา พัฒนาการอ่าน การเขียน การฟัง การดู การพูดส่งเสริมนักเรียนกล้าแสดงออก

          นายธัชชเวชว์ จันทร์สุขศรี ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 14  (พังงา ภูเก็ต ระนอง) เป็นประธานเปิดงานวันภาษาไทยแห่งชาติ บูรณาการอาเซียนเดย์ ของโรงเรียน  เชิงทะเลวิทยาคม (จุติ – ก้องอนุสรณ์) จังหวัดภูเก็ต โดยกล่าวว่า เนื่องจากวันที่ 29 กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ โรงเรียนจึงได้จัดกิจกรรมวันภาษาไทยบูรณาการกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆขึ้น โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ เพื่อส่งเสริมให้ครู นักเรียน และบุคลากรได้รู้จักการอนุรักษ์ เห็นคุณค่าของภาษาไทยในฐานะที่เป็นมรดกและวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติ  ฝึกฝนทักษะทางภาษา พัฒนาการอ่าน การเขียน การฟัง การดู การพูดทั้งภาษาไทยและภาษาอาเซียน ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้แสดงออกถึงความสามารถ

บูรณาการภาษาไทยสู่อาเซียนเดย์บูรณาการภาษาไทยสู่อาเซียนเดย์

รวมถึงเผยแพร่ผลงานของครูและนักเรียน ซึ่งเป็นการบูรณาการการเรียนรู้ทุกกลุ่มสาระรวมทั้งนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงร่วมในการจัดกิจกรรม โดยมีกิจกรรม นิทรรศการผลงาน   ซุ้มวรรณคดี   สาธิตการทำขนมไทยในวรรณคดี การแสดงโขนบนเวที การเล่นหนังตะลุงซึ่งเป็นศิลปะวัฒนาธรรมท้องถิ่นภาคใต้  และมีการมอบเกียรติบัตรให้กับนักเรียนที่ชนะการแข่งขันทักษะภาษาไทย

บูรณาการภาษาไทยสู่อาเซียนเดย์บูรณาการภาษาไทยสู่อาเซียนเดย์


ม.กรุงเทพประกาศชัด วารสารศาสตร์ไม่ยุบ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/291396

ม.กรุงเทพประกาศชัด วารสารศาสตร์ไม่ยุบ!

Petch Osathanugrah, วารสารศาสตร์ดิจิทัล, นักสื่อสารมวลชน, วารสารศาสตร์, Platform Base, Content Base, คิดอย่างสร้างสรรค์, วารสารศาสตร์ไม่ยุบ, มกรุงเทพประกาศชัด, วารสารศาสตร์ มกรุงเทพ, มกรุงเทพไม่ยุบวารสารศาสตร์ มกรุงเทพ

ม.กรุงเทพควบรวมภาควิชาวารสารศาสตร์กับภาควิชาบรอดแคสต์ติ้งเปลี่ยนชื่อเป็น “บรอดแคสต์ติ้งและวารสารศาสตร์ดิจิทัล”เพื่อให้สอดรับรูปแบบการนำเสนอข่าวที่เปลี่ยนไป

 

ตามที่มีข่าวเผยแพร่ออกไปว่า คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ยุติการเรียนการสอนภาควิชาวารสารศาสตร์นั้น ดร.พีรชัย เกิดสินธุ์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้ชี้แจงว่า ข่าวดังกล่าวคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เนื่องจากทางคณะไม่ได้ยุติการเรียนการสอนภาควิชาวารสารศาสตร์แต่อย่างใด แต่ได้ควบรวมภาควิชาวารสารศาสตร์เข้ากับภาควิชาบรอดแคสต์ติ้ง

พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อภาควิชาเป็น “บรอดแคสต์ติ้งและวารสารศาสตร์ดิจิทัล” เพื่อให้สอดรับกับกระแสโลกที่รูปแบบการนำเสนอข่าวเปลี่ยนไป พร้อมเสริมความรอบรู้ในการทำงานที่เหมาะสำหรับยุคสมัยปัจจุบันให้แก่นักศึกษา ทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างภาควิชาอีกด้วย

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในฐานะที่เป็นสถาบันการศึกษาที่เน้นการ “คิดอย่างสร้างสรรค์” และเป็นหนึ่งในผู้นำทางการศึกษามาโดยตลอด ได้เล็งเห็นว่า ด้วยรูปแบบเนื้อหาและแพลตฟอร์มการนำเสนอข่าวสารในปัจจุบัน สืบเนื่องไปถึงอนาคต มีความหลากหลายขึ้น ทั้งสื่อโทรทัศน์ สื่อวิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อดิจิทัล นักศึกษาจึงสมควรได้เรียนรู้การนำเสนอข่าวสารในลักษณะต่างๆ มากขึ้น โดยไม่ยึดติดเพียงแพลตฟอร์มหรือรูปแบบเนื้อหาอย่างใดอย่างหนึ่ง

ม.กรุงเทพประกาศชัด วารสารศาสตร์ไม่ยุบ!

ดร.พีรชัย เกิดสินธุ์

ซึ่งการควบรวมภาควิชาบรอดแคสต์ติ้งกับวารสารศาสตร์เข้าด้วยกันนั้น จะทำให้เกิดการปรับโครงสร้างในเชิงบริหาร ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความยืดหยุ่นในการผสมผสานความรู้ การแลกเปลี่ยนนักศึกษา อาจารย์ ตลอดจนพันธมิตรซึ่งเป็นบริษัท องค์กร หรือหน่วยงานภายนอกระหว่างสาขาวิชาได้อย่างราบรื่นมากกว่าเดิม

เนื่องจากศาสตร์ทั้งสองแขนงนั้นมีความเกื้อกูลกันอยู่แล้ว นักศึกษาจึงจะมีโอกาสเรียนรู้และฝึกฝนตนเองรอบด้านมากขึ้น ไม่จำกัดแค่ด้านในด้านหนึ่ง โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการผลิตเนื้อหา (Content Base) มากกว่าการผลิตเพื่อป้อนแพลตฟอร์ม (Platform Base) เพื่อที่นักศึกษาจะสามารถผลิตเนื้อหาที่เหมาะสมกับทุกแพลตฟอร์ม อันนับว่าตอบโจทย์ตลาดงานในปัจจุบันเป็นอย่างมาก ทั้งนี้มีจุดประสงค์หลักคือ นักศึกษาจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการปรับเปลี่ยนครั้งนี้

ม.กรุงเทพประกาศชัด วารสารศาสตร์ไม่ยุบ!

ดร.พีรชัย ยังได้เน้นย้ำว่า “วารสารศาสตร์” คือศาสตร์การนำเสนอข่าวผ่านสื่อต่างๆ ที่มีวิวัฒนาการเรื่อยมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ดังนั้นไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย วารสารศาสตร์ก็ยังคงเป็นวิชาที่จำเป็นต่อโลกสื่อสารมวลชน การได้เรียนวิชานี้จึงไม่เพียงแค่บ่มเพาะนักศึกษาให้เป็น “นักสื่อสารมวลชน” ผู้มีคุณภาพ หากยังมีคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมควบคู่กันไปด้วย

ม.กรุงเทพประกาศชัด วารสารศาสตร์ไม่ยุบ!

และยิ่งเมื่อนักสื่อสารมวลชนในยุคดิจิทัลมีความรู้ด้านบรอดแคสต์ติ้งหรือช่องทางการเผยแพร่ข่าวสารมากขึ้นด้วยนั้น ก็ยิ่งทำให้เป็นนักสื่อสารมวลชนที่ตลาดงานต้องการ สมกับคำว่า “วารสารศาสตร์ดิจิทัล” ดังนั้นทางคณะจึงไม่มีแนวคิดที่จะยกเลิกการเรียนการสอนวิชานี้อย่างแน่นอน

ม.กรุงเทพประกาศชัด วารสารศาสตร์ไม่ยุบ!

 “จุดยืนของคณะว่า “นิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ คือการผลักดันสาขาวารศาสตร์เข้าสู่ยุคดิจิทัล รวมพลังกับบรอดแคสต์ติ้ง เสริมความแกร่งให้นักศึกษาขานรับเทรนด์โลก” อันถือเป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้แก่วงการศึกษา ขานรับหนึ่งในอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยที่ว่า “คิดอย่างสร้างสรรค์” อย่างแท้จริง “ ดร.พีรชัย กล่าวทิ้งท้าย

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ นายเพชร โอสถานุเคราะห์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “Petch Osathanugrah” ระบุว่า มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ไม่เคยตัดสินใจปิดภาควิชาวารสารศาสตร์ อย่าเชื่อข่าวโคมลอย โดยให้ติดตามการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการจากคณบดีและฝ่ายวิชาการของมหาวิทยาลัยอีกครั้ง

ม.กรุงเทพประกาศชัด วารสารศาสตร์ไม่ยุบ!
(ขอบคุณภาพประกอบจาก  www.bu.ac.th )

เตรียมพร้อม”นักเรียน รับมือไฟไหม้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/291381

เตรียมพร้อม”นักเรียน รับมือไฟไหม้”

เพลิงไหม้, เตรียมพร้อมนักเรียน, รับมือไฟไหม้, นักเรียน รับมือไฟไหม้, สพม, สุโขทัย-ตาก

โรงเรียนนาโบสถ์พิทยาคมจัดอบรมการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน กรณีเหตุเพลิงไหม้

        โรงเรียนนาโบสถ์พิทยาคม อ.วังเจ้า จ.ตาก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.) เขต 38 (สุโขทัย-ตาก)  จัดอบรมการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน กรณีเหตุเพลิงไหม้ ให้กับคณะครูและนักเรียน  เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้วิธีป้องกันและการรับมือของสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่อาจจะเกิดขึ้น  โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดตาก องค์การบริหารส่วนตำบลนาโบสถ์ มาเป็นวิทยากร อธิบายขั้นตอนการเตรียมความพร้อม การจัดเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ  การใช้อุปกรณ์เครื่องมือ ตลอดจนมีการป้องกัน และลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น

เตรียมพร้อม"นักเรียน รับมือไฟไหม้"เตรียมพร้อม"นักเรียน รับมือไฟไหม้"

สำหรับการเรียนรู้เรื่องอันตรายของอัคคีภัยสำหรับคณะครูและนักเรียน ประกอบด้วย องค์ประกอบต่างๆที่อาจทำให้เกิดอัคคีภัย การใช้ถังดับเพลิงเบื้องต้น การแจ้งเหตุตลอดจนการอพยพหนีไฟอย่างถูกวิธี โดยมีกิจกรรมให้นักเรียนที่เข้ารับการฝึกอบรมได้เรียนรู้และฝึกใช้ถังดับเพลิงเคมีแบบต่างๆ เพื่อระงับการเกิดอัคคีภัย  ซึ่งเมื่อนักเรียนพบเหตุเพลิงไหม้ในโรงเรียนจะได้รู้ถึงวิธีการเอาตัวรอดจากอันตรายนั้นๆ ได้อย่างเป็นระบบ ตลอดจนสามารถแจ้งเหตุต่างๆ กับหน่วยงานฉุกเฉินในท้องถิ่นได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

เตรียมพร้อม"นักเรียน รับมือไฟไหม้"เตรียมพร้อม"นักเรียน รับมือไฟไหม้"