เปิดเชิงลึก ที่มาต้องปรับ”สายรถเมล์”ใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/291111

เปิดเชิงลึก ที่มาต้องปรับ”สายรถเมล์”ใหม่

เป็นรูปธรรม, รถเมล์, ถึงจะเห็น, ปฏิรูปรถเมล์, เปิดเชิงลึก, สายรถเมล์, คมชัดลึก, SCRC

เดินหน้า ปฏิรูปรถเมล์ไทย ยกเลิกมติครม. ขสมก เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตแต่เพียงผู้เดียว ปรับเส้นทางไม่ทับซ้อน คุณภาพ การบริการ ความปลอดภัยต้องดีขึ้นกว่าเดิม

     วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกโซเชียล เมื่อจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสายรถเมล์ใหม่ โดยมีการนำอักษรภาษาอังกฤษมาใช้ร่วมด้วย นำร่องก่อนใน 8 สาย  “คมชัดลึก”มีคำตอบถึงเหตุผลที่ต้องมีการปรับ อาจารย์สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผู้ทำวิจัยบอกจะนำไปสู่ “การปฏิรูปรถเมล์ ที่มีคุณภาพดีขึ้น”

อะไร อะไรก็ต้องเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่มีสิ่งหนึ่งที่ตั้งท่าจะเปลี่ยน จะเปลี่ยน… ก็ยังไม่เปลี่ยนสักที จนครั้งนี้เห็นว่ายกเครื่องใหม่แน่ๆ นั่นคือ “รถเมล์” ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล  ซึ่งกำลังเดินหน้าปฏิรูปรถเมล์ใหม่ทั้งหมด

อย่างที่ทราบกันดีว่า สภาวะการให้บริการรถเมล์ตลอดระยะ 20 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นที่พึงพอใจของผู้ใช้บริการ โดยดูได้จากหลักฐานเชิงประจักษ์ ไม่ว่าจะเป็น สภาพรถเมล์ การให้บริการ ความปลอดภัย เรียกได้ว่าทั้งเชิงศักยภาพ คุณภาพ การบริการไม่มีดีตามที่ควรจะเป็น

เปิดเชิงลึก ที่มาต้องปรับ"สายรถเมล์"ใหม่

        รศ.ดร.เอกชัย  สุมาลี  ผู้อำนวยการศูนย์ Smart Cities Research Center (SCRC) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง อธิบายถึงการปฏิรูปรถเมล์ ว่า จริงๆ การปรับปรุงหรือปฏิรูปรถเมล์นั้น ไม่ใช่เพิ่งมีการศึกษาวิจัย แต่มีมากนานกว่า 10 ปี และมีหลายหน่วยงานที่พยายามแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ด้วยข้อจำกัดหลายอย่างทำให้ไม่เกิดขึ้น การปฏิรูปรถเมล์ในรัฐบาลชุดนี้ จะเป็นครั้งแรกที่ทำให้เกิดเป็นรูปธรรมขึ้นอย่างแท้จริง

        “หลักการปฏิรูปรถเมล์” คือ การยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี เมื่อปี 2526 ที่ให้ ขสมก เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตในการให้บริการรถเมล์กรุงเทพและปริมณฑลแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้น ขสมก มีข้อจำกัดเชิงศักยภาพ ทำให้ ขสมก เปิดให้รถร่วมเอกชนเข้ามาร่วมให้บริการในหลายเส้นทาง และเกิดปัญหาในการแข่งขันบนสายเส้นทางที่ทับซ้อนกัน เมื่อรถเมล์ ขสมก และรถร่วมบริการขาดทุน ไม่สามารถให้บริการที่ดีได้

อีกทั้งในแง่ของบทบาทการกำกับดูแล ที่ผ่านมากรมการขนส่งทางบกไม่ได้เป็นผู้กำกับดูแล ขสมก เป็นผู้ให้บริการและผู้กำกับดูแลร่วมด้วย ซึ่งการปฏิรูปรถเมล์ มีการกำหนดบทบาทชัดเจน ผู้ให้บริการและผู้กำกับดูแล และควรแยกออกจากกัน

เปิดเชิงลึก ที่มาต้องปรับ"สายรถเมล์"ใหม่

  รศ.ดร.เอกชัย  สุมาลี

        รศ.ดร.เอกชัย กล่าวต่อไปว่า รถเมล์ไทยมีหลายเส้นทาง ซึ่งไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลและวางแผน ทำให้มีเส้นทางทับซ้อนมากกว่า 20 สาย ดังนั้น เส้นทางควรจะมีผู้ให้บริการเพียงรายเดียว เพื่อลดการทับซ้อนของเส้นทาง เปิดโอกาสให้สามารถบริหารการให้บริการในระดับคุณภาพที่สูงขึ้น กรมการขนส่งทางบกจะเป็นผู้คัดเลือกผู้ประกอบการ  และ ขสมก ถือว่าเป็นผู้ประกอบการหนึ่งราย

แต่เนื่องจากเป็นรัฐวิสาหกิจจึงจะมีการประชุมตกลงในการจัดสรรเส้นทาง จัดทำตารางการเดินรถ ซึ่งขณะนี้มีเส้นทางทั้งหมด 269 เส้นและกรมการขนส่งทางบก ได้ทยอยจัดสรรให้ทางขสมก และเปิดให้ภาคเอกชนยื่นขอให้บริการ ภายใต้การพิจารณาคัดเลือกจากความพร้อม คุณภาพการให้บริการ และข้อจำกัดต่างๆของแต่ละเส้นทาง

เปิดเชิงลึก ที่มาต้องปรับ"สายรถเมล์"ใหม่

นอกจากนั้น จะมีการกำหนดเส้นทางจากพื้นที่หลักที่ให้บริการโดยแบ่งพื้นที่ใน กรุงเทพ และ ปริมณฑลออกเป็น 4 พื้นที่ใหญ่ ตามเขตการเดินรถเดิมของ ขสมก และระบุสีเพื่อแสดงแทนแต่ละพื้นที่ เลขสายรถใหม่จะนำด้วยอักษรย่อของสีในพื้นที่หลัก นั่นคือ G สายสีเขียว, Y สายสีเหลือง, R สายสีแดง และ B สายสีน้ำเงิน ตามด้วยหมายเลขรถ การปรับปรุงระบบหมายเลขรถดังกล่าวยังมีเหตุผลเพื่อลดการซ้ำกันของเลขรถในช่วงการเปลี่ยนถ่ายเส้นทางจากระบบเก่าไประบบใหม่

“หลังจากการปฏิรูปรถเมล์ ซึ่งมีการปรับโครงสร้างการดูแลทั้งหมด จะไม่มีรถร่วมบริการอยู่ภายใต้สัญญาของ ขสมก การวิ่งรถบนหนึ่งเส้นทางหาก ขสมก วิ่งบนเส้นนั้นจะไม่มีรถเอกชนวิ่ง และ ในทางกลับกันหากมีรถเอกชนวิ่งก็จะไม่มีรถ ขสมก การปรับเปลี่ยนเส้นทางและสายรถโดยสาร การปรับการกำกับดูแลผู้ประกอบการในด้านคุณภาพ การให้ใบอนุญาตประกอบการเพื่อกำกับการแข่งขันในการประกอบการที่เหมาะสม การส่งผ่านข้อมูลในการกำกับดูแลและวางแผนอย่างต่อเนื่อง และ การบูรณาการทางกายภาพของจุดรับส่งผู้โดยสารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางแผน อำนวยความสะดวก และ กำกับดูแลคุณภาพการให้บริการของรถโดยสารสาธารณะ”

เปิดเชิงลึก ที่มาต้องปรับ"สายรถเมล์"ใหม่ เปิดเชิงลึก ที่มาต้องปรับ"สายรถเมล์"ใหม่

การปรับเปลี่ยนเส้นทางบางส่วนให้สอดคล้องกับเส้นทางรถไฟฟ้า ลดระยะทางของสายทางที่ยาวเกินไปเพื่อเพิ่มความแน่นอนในการให้บริการ ปรับปรุงเส้นทางจากข้อมูลการเดินทางของประชาชน โดยการปรับเปลี่ยนเส้นทางอ้างอิงจากโครงสร้างเส้นทางเดิมเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชนในระยะแรก แต่เส้นทางสามารถปรับเปลี่ยนได้ในอนาคตเพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างรถไฟฟ้า และ การปรับเปลี่ยนของเมือง

        อดีตมีรถเมล์ดีๆ แต่หลังจากนี้จะมีรถเมล์ที่ดีกว่า เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่ดี โดยสภาพรถต้องดี การแข่งขันที่เป็นธรรม

“ตอนนี้ผู้ใช้บริการรถเมล์ ประมาณ 1.7 ล้านเที่ยวต่อวัน  ทั้งที่ก่อนหน้านี้ขึ้นไปถึง 2 ล้านกว่า แสดงให้เห็นว่ามีผู้ใช้บริการรถเมล์ลดลง ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะหันไปใช้การบริการรถไฟฟ้า หรือรถสาธารณะในรูปแบบอื่น และมองอีกมุมคุณภาพ การบริการรถเมล์ด้อยลง ดังนั้น ต้องปฏิรูปรถเมล์ เปิดโอกาสให้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ เปิดโอกาสในการแข่งขันเพื่อการให้บริการประชาชนสูงขึ้น เส้นทางให้สอดคล้องกับมาตรการที่จะเป็น มิติแง่ประชาชนต้องได้บริการรถที่ดีขึ้น คุณภาพดีขึ้น  ภายใต้การดูแลกำกับของกรมการขนส่งทางบกที่คอยตรวจสอบดูแลรถเมล์ทุกวัน เส้นทางที่ดูแล้วไม่มีคนใช้ หรือมีคนใช้แน่นไป รถเมล์ได้ให้บริการจริงหรือไม่ มีคุณภาพรถดี ปลอดภัย สะดวก ซึ่งหากมีคุณภาพเชื่อว่าวันหนึ่งผู้คนอาจหันมาใช้รถเมล์มากกว่ารถยนต์ส่วนบุคคล”

เปิดเชิงลึก ที่มาต้องปรับ"สายรถเมล์"ใหม่

รศ.ดร.เอกชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า ฝากถึงผู้ใช้บริการว่าไม่ต้องกังวล การปฏิรูปรถเมล์ครั้งนี้ คุณภาพต้องดีขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน เพราะเมื่อเกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม เอกชนมีโอกาสทางธุรกิจ คุณภาพผู้ประกอบการ และ การสร้างโครงสร้างระบบที่เอื้ออำนวยต่อการให้บริการ จะไม่มีใครมองว่ารถเมล์เป็นเพียงรถเมล์ เป็นการมองถึงการบริการที่ดีต่อประชาชน

แต่จะให้ปรับเปลี่ยนแบบเปิดสวิสต์ชั่วข้ามคืนคงไม่ได้ เพราะใช้ยาแรงกับประเทศไทย เงื่อนไขในสัญญา โครงสร้างต่างๆ อาจไม่เหมาะสม ดังนั้น เมื่อปรับเปลี่ยนโครงข่ายนำไปสู่การปฏิบัติ จะมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางใหม่ 30% อีก 20 % อาจมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย และอีก 50% ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยน

น่ารัก “ละครเด็ก ฮาแตก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/291109

น่ารัก “ละครเด็ก ฮาแตก”

ปรบมือดังๆ ให้เหล่าหนูน้อยนักเรียนโรงเรียนสาธิตอนุบาลราชมงคลธัญบุรี แสดง “ละคร” ได้น่ารักน่าชัง ฮาแตก เรียกเสียงหัวเราะ คำชื่นชมจากชาวโซเซียล

     เฟสบุ๊ค “คลิปฮาน้ำตาไหล555” ได้แชร์ #ละครเด็ก ฮาแตก ของน้องๆ นักเรียนโรงเรียนสาธิตอนุบาลราชมงคลธัญบุรี โดยเครดิต นักเรียนชั้น อนุบาล 3 รร.สาธิตอนุบาลราชมงคลธัญบุรี

ทั้งนี้จากการสอบถามไปยังครูผู้ฝึกซ้อมการแสดงน้องๆ ครูผุสชา วัดจินดา ครูสอนชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนสาธิตอนุบาลราชมงคลธัญบุรี เล่าว่า การแสดงละครของเด็กๆ นั้น เพื่อมอบให้เป็นของขวัญแก่อาจารย์ในงานเกษียณอายุราชการ ซึ่งตอนนั้นมีอาจารย์ที่สอนการศึกษาปฐมวัย และสอนการเคลื่อนไหว การแสดงงานเกษียณอายุฯ

จึงได้จัดให้เด็กๆ อนุบาล 3 ไปแสดงละคร โดยเนื้อเรื่องและบทนั้น ได้นำมาจากรายการตลกในโทรทัศน์ เห็นว่ามีความเป็นครู นักเรียน จึงได้นำมาใช้ ซึ่งใช้การฝึกซ้อมประมาณ 2 อาทิตย์ โดยขอให้พ่อแม่ช่วยอ่านบทให้เด็กฟัง และมาฝึกซ้อมที่โรงเรียน เพราะเด็กอนุบาล 3 พวกเขายังอาจจะไม่เข้าใจความหมายของคำพูดที่ต้องสื่อสาร

ปัจจุบัน ด.ช.อานนท์ ปานยั่นยืน หรือน้องสาม และด.ญ.ธัญชภรณ์ นิยม หรือน้องน้ำปั่น อยากเป็นหมอ แสดงเป็นคุณครู  และนักแสดงทั้ง 2 คน เป็นนักเรียนชั้น ป.1 โรงเรียนสาธิตนวัตกรรม มทร.ธัญบุรี  ส่วนน้องสามแสดงเป็นนักเรียน อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์  มีคุณครูชมพู่เป็นผู้ฝึกสอน  เต้นเพลงโปเกม่อน ปิกาจู

อย่างไรก็ตาม ครูผุสชา บอกว่าการแสดงละครดังกล่าว ได้ดำเนินการมาเมื่อปีที่แล้ว และไม่ได้มีการต่อเนื่อง เพียงแต่เห็นว่าน่ารัก เหมาะสมกับเด็ก และน่าจะสร้างความประทับใจ เสียงหัวเราะ ความสุขให้แก่อาจารย์ที่เกษียณอายุ รวมถึงประสบการณ์ใหม่ๆ ปลูกฝังความกล้าในการแสดงออกให้แก่เด็กๆ ได้

คนไทยกว่า 50% ใช้เวลาในรพ.กว่า 8 ชม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/291022

คนไทยกว่า 50% ใช้เวลาในรพ.กว่า 8 ชม.

โพลล์ชี้คนไทยกว่า, โพลล์ชี้คนไทยกว่า 50 ใช้เวลาในรพกว่า 8 ชม, ประธานกรรมการอาวุโสสำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (STC), ศดรศรีศักดิ์ จามรมาน, ศดร, คนไทยกว่า, ใช้เวลาในรพกว่า, STC

สยามเทคโนฯโพลล์ เผยคนไทยกว่า 50% ใช้เวลาในรพ.กว่า 8 ชม. ระบุ สาเหตุล่าช้า60%  เกิดจากปัญหาการบริหารจัดการการให้บริการ อีก 40.32% ชี้แพทย์พยาบาลมีน้อย

          ศ.ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน ประธานกรรมการอาวุโสสำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (STC) แถลงผลการสำรวจ “ความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปต่อการใช้บริการตรวจรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐ” สำรวจระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม ถึง 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560 จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 1,203 คน

          ปัจจุบันการให้บริการทางด้านสาธารณะสุขของรัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้บริการในสถานพยาบาลยังคงเกิดปัญหาดังที่ปรากฏเป็นข่าวมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การที่มีแพทย์พยาบาลไม่เพียงพอกับการให้บริการโดยเฉพาะในสถานพยาบาลขนาดเล็กหรือขนาดกลาง การที่แพทย์พยาบาลต้องทำงานล่วงเวลาติดต่อกันเป็นเวลานาน การกระจุกตัวของแพทย์พยาบาลในเมือง การรอรับบริการตรวจรักษาพยาบาลเป็นเวลานานในแต่ละครั้ง หรือการบริหารจัดการการให้บริการของสถานพยาบาล เป็นต้น

          ถึงแม้ภาครัฐจะได้พยายามแก้ไขปัญหาต่างๆ แต่ปัญหาต่างๆ เหล่านั้นยังคงปรากฏอย่างต่อเนื่องและกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาและความเอาใจใส่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันได้มีปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นซึ่งปรากฏเป็นข่าวมาอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น คือ ปัญหาการกระทบกระทั่งกันระหว่างแพทย์พยาบาลประจำห้องฉุกเฉินกับผู้ป่วย/ญาติผู้ป่วยเกี่ยวกับความรวดเร็วและความเอาใจใส่ของแพทย์พยาบาลในการดูแลรักษา

          ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวส่วนมากจะถูกเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ซึ่งนอกจากการเล่าเป็นตัวอักษรแล้วบ่อยครั้งยังมีการนำเสนอภาพหรือคลิปวิดิโอด้วยซึ่งก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์และการถกเถียงระหว่างผู้คนในสังคม ซึ่งผู้คนส่วนหนึ่งได้แสดงความห่วงใยถึงปัญหาดังกล่าวและเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบแก้ไขและทำความเข้าใจให้กับประชาชนมากขึ้น

          จากประเด็นดังกล่าวสำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์จึงได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปต่อการใช้บริการตรวจรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐ จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดเป็นเพศหญิงร้อยละ 50.71 เพศชายร้อยละ 49.29 อายุ 15 ปีขึ้นไป สรุปผลได้ดังนี้ในด้านระยะเวลาการใช้บริการตรวจรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐโดยเฉลี่ยต่อครั้งกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดเป็นร้อยละ 46.22 ระบุว่าตนเองใช้เวลาในการตรวจรักษาพยาบาลที่สถานพยาบาลของรัฐต่อครั้ง ในฐานะผู้ป่วยนอกโดยเฉลี่ยประมาณ 5 ถึง 8 ชั่วโมงนับจากเวลาที่เดินทางมาถึงสถานพยาบาลจนกระทั่งเวลาที่เดินทางออกจากสถานพยาบาล รองลงมาระบุว่าใช้เวลาประมาณ 2 ถึง 5 ชั่วโมงซึ่งคิดเป็นร้อยละ 32.25 ส่วนกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 13.47 ยอมรับว่าใช้เวลามากกว่า 8 ชั่วโมงโดยเฉลี่ยต่อครั้ง โดยที่มีกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 8.06 ระบุว่าใช้เวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง

           เมื่อเปรียบเทียบสาเหตุที่ส่งผลทำให้ผู้ใช้บริการต้องรอรับบริการในสถานพยาบาลของรัฐเป็นเวลานานระหว่างปัญหาจำนวนแพทย์พยาบาลมีน้อยกับปัญหาการบริหารจัดการการให้บริการ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดเป็นร้อยละ 59.68 มีความคิดเห็นว่าเกิดจากปัญหาการบริหารจัดการการให้บริการมากกว่า ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 40.32 ระบุว่าเกิดจากปัญหาจำนวนแพทย์พยาบาลมีน้อยมากกว่า

          ขณะเดียวกันกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 62.93 เชื่อว่าในปัจจุบันแพทย์พยาบาลส่วนใหญ่ในสถานพยาบาลของรัฐจำเป็นต้องปฏิบัติงานล่วงเวลาในสถานพยาบาลติดต่อกันยาวนานเกินไป โดยที่มีกลุ่มตัวอย่างมากกว่าสามในสี่หรือคิดเป็นร้อยละ 77.14 มีความคิดเห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเพิ่มความเอาใจใส่สนใจแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการการให้บริการในสถานพยาบาลของรัฐให้มากขึ้นกว่าในปัจจุบัน

          เมื่อปรากฏข่าวเกี่ยวกับปัญหาการกระทบกระทั่งกันระหว่างแพทย์พยาบาลประจำห้องฉุกเฉินในสถานพยาบาลของรัฐกับผู้ป่วย/ญาติผู้ป่วย กลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งหนึ่งซึ่งคิดเป็นร้อยละ 58.27 รู้สึกเห็นใจทั้งสองฝ่ายเท่าๆ กัน ขณะที่กลุ่มตัวอย่างประมาณหนึ่งในสี่หรือคิดเป็นร้อยละ 25.52 ยอมรับว่าตนเองรู้สึกเห็นใจผู้ป่วย/ญาติผู้ป่วยมากกว่า ส่วนกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 16.21 รู้สึกเห็นใจแพทย์พยาบาลมากกว่า

          ในด้านความคิดเห็นต่อปัญหาการกระทบกระทั่งกันระหว่างแพทย์พยาบาลประจำห้องฉุกเฉินในสถานพยาบาลของรัฐกับผู้ป่วย/ญาติผู้ป่วยนั้น กลุ่มตัวอย่างประมาณสามในสี่หรือคิดเป็นร้อยละ 75.15 มีความคิดเห็นว่าผู้ป่วย/ญาติผู้ป่วยไม่สมควรนำภาพ/คลิปวีดีโอที่ปรากฏใบหน้าแพทย์พยาบาลประจำห้องฉุกเฉินที่ตนเองมีปัญหากระทบกระทั่งมาเผยแพร่ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์

          ขณะเดียวกันกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดเป็นร้อยละ 57.94 มีความคิดเห็นว่าข่าวเกี่ยวกับปัญหาการกระทบกระทั่งกันระหว่างแพทย์พยาบาลประจำห้องฉุกเฉินในสถานพยาบาลของรัฐกับผู้ป่วย/ญาติผู้ป่วยมีส่วนบั่นทอนกำลังใจในการทำงานของแพทย์พยาบาลโดยรวมได้

         นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 59.27 มีความคิดเห็นว่าข่าวเกี่ยวกับปัญหาการกระทบกระทั่งกันระหว่างแพทย์พยาบาลประจำห้องฉุกเฉินในสถานพยาบาลของรัฐกับผู้ป่วย/ญาติผู้ป่วยจะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเอาใจใส่ในการแก้ปัญหาการให้บริการในสถานพยาบาลของรัฐได้

          อย่างไรก็ตามกลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งหนึ่งซึ่งคิดเป็นร้อยละ 53.2 ระบุว่าข่าวเกี่ยวกับปัญหาการกระทบกระทั่งกันระหว่างแพทย์พยาบาลประจำห้องฉุกเฉินในสถานพยาบาลของรัฐกับผู้ป่วย/ญาติผู้ป่วยจะไม่ส่งผลให้ตนเองกลัวการไปใช้บริการในสถานพยาบาลของรัฐ

          กลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งหนึ่งซึ่งคิดเป็นร้อยละ 55.78 และร้อยละ 54.61 มีความคิดเห็นว่าหากมีการเผยแพร่ข้อมูลความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับขั้นตอน/วิธีปฏิบัติ/ลำดับความสำคัญ-ความจำเป็นเร่งด่วนในการดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วยในห้องฉุกเฉินให้กับประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องและมีการเพิ่มจำนวนแพทย์พยาบาลประจำห้องฉุกเฉินในสถานพยาบาลของรัฐจะมีส่วนช่วยลดปัญหาการกระทบกระทั่งกันระหว่างผู้ป่วย/ญาติผู้ป่วยกับแพทย์พยาบาลประจำห้องฉุกเฉินในสถานพยาบาลของรัฐได้ตามลำดับ

เรียนรู้ครบวงจร สร้างโรงแรม-อสังหาริมทรัพย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/291013

เรียนรู้ครบวงจร สร้างโรงแรม-อสังหาริมทรัพย์

โรงแรม, เรียนรู้ครบวงจร, Black Sugar

ม.ศิลปากร สอนพหุวิทยาการ เรียนครบวงจรในหลักสูตรเดียว สร้างโรงแรม อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจจริงจากวิทยานิพนธ์

        การลงทุนทุกสิ่งย่อมมีความเสี่ยง หากต้องลงเงินมหาศาลแต่ไม่รู้จริงในสิ่งที่จะทำ จะสร้าง ความสำเร็จครั้งเดียวแบบพลุแตกคงไม่เกิดขึ้นง่ายๆ ต้องลองผิดลองถูกไปเรื่อย“ธุรกิจโรงแรม และอสังหาริมทรัพย์” ก็เช่นเดียวกัน กว่าจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ล้วนต้องใช้เม็ดเงินและเวลา หากไม่มีความรู้ สร้างแล้วทุบทิ้งคงไม่ดีแน่

           นายวิเชียร เจนตระกูลโรจน์ ประธานกรรมการ ศรีฟ้า กรุ๊ป หนึ่งในนักศึกษารุ่นแรกของหลักสูตรศิลปมหาบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมการออกแบบและการจัดการโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า สนใจอยากสร้างโรงแรมแถวกาญจนบุรี แต่ไม่ได้มีความรู้ด้านการบริหารจัดการโรงแรม มีเพียงความรู้ด้านการทำธุรกิจอาหารเบเกอรี่ ดังนั้น จึงได้มองหาองค์ความรู้ในการทำธุรกิจเกี่ยวกับโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้มาเข้าร่วมOpen house พบว่าหลักสูตรดังกล่าว เป็นหลักสูตรที่ผสมศาสตร์ความรู้ระหว่างคณะมัณฑนศิลป์และคณะวิทยาการจัดการ ที่จะทำให้มีความรู้ เข้าใจและมีทักษะในการสร้างนวัตกรรมการออกแบบ การจัดการโรงแรม และอสังหาริมทรัพย์ ครอบคลุมทุกกระบวนการ และที่สำคัญเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์ พื้นที่โรงแรม อสังหาริมทรัพย์จริงๆ

เรียนรู้ครบวงจร สร้างโรงแรม-อสังหาริมทรัพย์

“หลักสูตรนี้ให้มืออาชีพมาสอน เรียนรู้จากสถานที่จริงๆ จึงตัดสินใจเรียน เพราะการเรียนดังกล่าวย่อมน่าจะให้ประโยชน์มากกว่าเรียนทางวิชาการอย่างเดียว ซึ่งเมื่อมาเรียนได้มุมมอง องค์ความรู้ที่สามารถนำมาวิเคราะห์ ประกอบการตัดสินใจในโครงการที่จะทำขึ้น และการจะลงทุนสิ่งใดต้องรู้จริง ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดความเสี่ยง อย่าง สร้างแล้วต้องสร้างใหม่หลายครั้งเพราะวิ่งตามคนอื่นโดยไม่ได้รู้ว่าพื้นที่ที่โรงแรมเราตั้ง สภาพแวดล้อมเป็นเช่นใด ดังนั้น เมื่อมาเรียนทำให้ได้เห็นข้อดีข้อเสีย  กระบวนการคิดสร้างโฮสเทล ตั้งแต่การลงทุน การออกแบบ กลุ่มเป้าหมายที่ต้องสื่อถึงอัตลักษณ์ เรื่องราวชุมชนกาญจนบุรี คำนวณการลงทุน การแบ่งสัดส่วนทางการตลาดที่มีอยู่มากมายมาใส่ในโฮสเทล”

จากงานวิทยานิพนธ์จะสามารถเริ่มดำเนินการสร้างโฮสเทลได้จริงๆ ประมาณกลางปีหน้าเป็นต้นไป  หลักสูตรนี้ช่วยทำให้เรามีองค์ความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับการสร้างโรงแรม อสังหาริมทรัพย์ เริ่มแรกไม่ว่าจะเรียนหลักสูตรอะไรต้องรู้จักค้นหาตัวเองก่อนว่าอยากทำจริงๆ และเมื่อค้นหาตัวเองแล้วให้ศึกษาข้อมูลหลักสูตรแต่ละแห่งว่า เรียนแล้วได้อะไรตอบสนองตัวเองหรือไม่ ถ้าตอบสนองก็ลงเรียนหลักสูตรที่เหมาะกับตัวเอง อยากเลือกเรียนเพราะใครว่า ต้องรู้ด้วยตนเอง

เรียนรู้ครบวงจร สร้างโรงแรม-อสังหาริมทรัพย์

        มด นายคณิศร อ่างทอง นักศึกษาชั้นปีที่ 2 เล่าว่าหลังจากจบป.ตรี ก็มองหาหลักสูตรที่จะต่อยอดในการทำธุรกิจของครอบครัวได้ ซึ่งครอบครัวทำเสื้อผ้าส่งออก จึงได้มองหาหลักสูตรที่ตอบโจทย์ของตนเอง อยากได้หลักสูตรที่สอนทั้งศาสตร์และศิลป์  การบริหารจัดการ การตลาดเป็นสิ่งที่เราขาด เมื่อได้เรียนหลักสูตรเพื่อเติมเต็มเรื่องเหล่านี้ จนตอนนี้ได้วางแผนการตลาด การขายเสื้อผ้าแบรนด์ของครอบครัวแบล็คชูก้า (Black Sugar) แบรนด์เสื้อผ้าขาวดำที่มีอัตลักษณ์แตกต่าง ด้วยการออกแบบแพทเทิร์น ในรูปแบบใหม่ๆ เป็นการใช้ความรู้ด้านศิลปะและการบริหารจากประสบการณ์จริงของอาจารย์ผู้สอน เป็นทางลัดระดับทางหนึ่งในการบริหารงานให้แก่นักศึกษาไม่มีความรู้ด้านการบริหารงาน หรือการออกแบบ

เรียนรู้ครบวงจร สร้างโรงแรม-อสังหาริมทรัพย์

จากวิทยานิพนธ์ที่วางไว้ ปัจจัยทางกายภาพที่ส่งผลต่อการรับรู้ภาพลักษณ์อัตลักษณ์ของแบรนด์แบล็คชูก้าประกอบไปด้วย สี วัสดุ รูปแบบ กราฟิก องค์ประกอบทางการออกแบบ ทำให้แบล็คชูก้า เป็นแบรนด์ที่นำศิลปะมาผสมผสานดีไซต์เสื้อผ้าที่สามารถสวมใส่ได้จริง โดยเกิดจากแรงบันดาลใจของดีไซต์เนอร์ในการสร้างสรรค์ ออกแบบเสื้อผ้า

        “เมื่อมาเรียนในหลักสูตรนี้ได้เรียนจากผู้ที่มีประสบการณ์จริง รู้เกี่ยวกับการออกแบบโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ การบริหารจัดการ การบริการที่ดีล้วนนำมาใช้ในการออกแบบธุรกิจอื่นๆ ได้ อย่าง ในงานวิทยานิพนธ์ ต้องศึกษาพฤติกรรมและการรับรู้ของผู้บริโภค ซึ่งการทำให้แบล็คชูก้าเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ผู้คนรับรู้ภาพลักษณ์และอัตลักษณ์ที่แบรนด์ต้องการสื่อสาร โดยผมจะทำหน้าที่สื่อสารการตลาด โดยใช้สื่อโซเซียลมีเดีย ขณะนี้มีคนสนใจสินค้ามากขึ้นเรื่อยๆ”

        อ.ต้น หรือดร.ศราวุฒิ  ปิ่นทอง อาจารย์พิเศษ ที่ปรึกษาหลักสูตรด้านการออกแบบสถาปัตยกรรม คณะมัณฑนศิลป์ ม.ศิลปากร กล่าวว่าคนที่มาเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเด็กจบใหม่ แต่เป็นนักธุรกิจ หรือครอบครัวมีธุรกิจ ทำให้มีประสบการณ์การทำงาน มีเงินทุน มีสถานที่ แต่สิ่งที่พวกเขาขาดคือจะสร้างขึ้นมาจริงๆ ได้อย่างไร บางครั้งมีความคิด แต่ขาดกระบวนการ ทำให้ทุกโปรเจคเป็นการแลกเปลี่ยน วิเคราะห์จากความต้องการพื้นฐานของนักศึกษา มาออกแบบดีไซต์ให้เกิดเป็นโรงแรมขึ้นจริงๆ

เรียนรู้ครบวงจร สร้างโรงแรม-อสังหาริมทรัพย์

ดร.ศราวุฒิ  ปิ่นทอง อาจารย์พิเศษ ที่ปรึกษาหลักสูตรด้านการออกแบบสถาปัตยกรรม คณะมัณฑนศิลป์ ม.ศิลปากร

เรียนรู้ครบวงจร สร้างโรงแรม-อสังหาริมทรัพย์

ประเทศเรา อุตสาหกรรมหลักคือการท่องเที่ยว ของที่จะขายนอกจากเป็นแหล่งท่องเที่ยว ก็เป็นโรงแรม ซึ่งโรงแรมมีหลายแบบ หลายวัตถุประสงค์ มีทั้งโรงแรมราคาถูก และแพง คนที่มาพักก็ต้องการประสบการณ์ การบริการที่ดี อยู่ที่การสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ๆ ให้แก่ผู้มาพัก การแข่งขันในยุคต่อไป ต้องแข่งกันด้วยการบริการ การออกแบบที่พักให้มีจุดเด่น จุดสนใจ จะสามารถดึงผู้คนเข้าไปพักได้ ผู้ที่เรียนหลักสูตรนี้ ต้องชัดเจน ว่าอยากทำอะไร เท่าที่เจอมา ส่วนใหญ่อยากทำแต่ไม่แน่ใจว่าจะเริ่มอย่างไร อาจารย์และหลักสูตรจะเป็นพี่เลี้ยง ให้คำแนะนำนักศึกษาได้เรียนรู้จากการลงปฏิบัติ เรียนรู้จากสถานที่จริง

“TRACKING” ช่วยเหลือผู้ประสบภัยเรียลไทม์(มีคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/290999

“TRACKING” ช่วยเหลือผู้ประสบภัยเรียลไทม์(มีคลิป)

มธ. เปิดตัว “Tacking ผู้ประสบภัย” Tweet เดียวก็รู้ จุดผู้ประสบภัย รับมือภัยพิบัติยุค 4.0 ชี้โบราณสถาน เหนือ-อีสาน อาจได้รับกระทบ แนะใช้ “โดรนตรวจสอบสามมิติ”

         จากปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดภาคอีสาน และภัยพิบัติต่างๆที่เกิดขึ้นในประเทศไทยคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เล็งเห็นความเสียหายและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น จึงได้นำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เปิด 2 ต้นแบบนวัตกรรมประยุกต์ใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพื่อแก้ปัญหา และเยียวยาผลกระทบจากภัยพิบัติ ได้แก่ “ระบบ Tracking ผู้ประสบภัย” หรือระบบแผนที่แสดงตำแหน่งผู้ประสบภัยแบบเรียลไทม์ รายงานผ่านเว็บไซต์แสดงข้อมูลระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ที่สามารถแสดงการร้องขอความช่วยเหลือ ค้นหาสถานที่ และแจ้งจุดเกิดภัยพิบัติหรือเหตุการณ์ต่างๆ ผ่านการใช้โซเชียลมีเดีย

พร้อมทั้ง  เปิดตัว “โดรนตรวจสอบความเสียหายโบราณสถาน 3 มิติ” การประยุกต์ใช้ภาพถ่ายที่ได้จากโดรน และนำมาประมวลผล สร้างเป็นข้อมูลดิจิทัลสามมิติ ที่สามารถแสดงได้ถึงรายละเอียดความเสียหายของโบราณสถานหลังประสบภัยพิบัติ ทั้งนี้ สองผลงานดังกล่าวเป็นผลงานที่พร้อมใช้งานได้จริง หากได้รับการสนับสนุนจากทางภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ จะสามารถพัฒนาให้กลายเป็นเครื่องมือเพื่อเตรียมพร้อมรับมือ และบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

        ดร.พงศกรณ์ วิจิตเวชไพศาล อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. กล่าวว่า  โบราณสถาน เป็นอีกหนึ่งความเสียหายที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อมีความเสียหาย และหากไม่มีภาพถ่าย หรือการเก็บข้อมูลลักษณะของโบราณสถานเอาไว้ การบูรณะซ่อมแซมย่อมอาจมีความผิดเพี้ยนไปจากของเดิม ทางคณะวิทยาศาสตร์ จึงได้มีการพัฒนานวัตกรรม โดรนตรวจสอบความเสียหายโบราณสถาน 3 มิติ ที่ใช้การถ่ายภาพจากอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) มาร่วมกับระบบการถ่ายภาพโบราณสถานและสถานที่สำคัญแบบสามมิติความละเอียดสูง เพื่อประมวลผลและสร้างข้อมูลดิจิทัลสามมิติ ที่สามารถหมุน เลื่อนและขยายขนาดของตัวโมเดลเพื่อดูรายละเอียดต่างๆ ของโบราณสถาน ที่จะสามารถนำข้อมูลดิจิทัลสามมิติดังกล่าว มาเพื่อศึกษาถึงความเปลี่ยนแปลง ก่อนและหลังประสบภัย เพื่อพิจารณาความเสียหายของโบราณสถาน และใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนบูรณะ

 “ตอนนี้แม้จะยังไม่สามารถนำโดรนไปใช้ในพื้นที่อุทกภัยที่เกิดขึ้นในจ.ทางภาคอีสานได้ เนื่องจากข้อจำกัดในการนำโดรนขึ้นบิน แต่หลังจากนี้จะมีการขออนุญาตไปยังกรมศิลปากร หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อถ่ายภาพโบราณสถานต่างๆ เพื่อเก็บไว้เป็นข้อมูล เพราะการใช้โดรนนั้น เป็นนวัตกรรมที่ดีและเหมาะสมที่สุดในการเก็บข้อมูลภาพถ่ายต่างๆ แม้จะยังมีข้อจำกัดแต่ถ้าขออนุญาตเป็นกรณีๆ ไปไม่น่าจะปัญหา” ดร.พงศกรณ์ กล่าว

ขณะที่ ดร.วนิดา พฤทธิวิทยา อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. กล่าวว่า แพลตฟอร์มบริการสร้างเว็บไซต์สำหรับแสดงข้อมูลระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์จากเครือข่ายสังคมออนไลน์ (GIS with Crowdsourcing as a Service – GCaaS)” พัฒนาโดยนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ จำนวน 2 รุ่น รวมทั้งสิ้น 4 คน เป็นเครื่องมือช่วยสร้างเว็บไซต์สำหรับบริหารจัดการข้อมูลผู้ประสบภัย ซึ่งใช้เทคนิคด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS-based website) ในการจัดแสดงแผนที่แสดงตำแหน่งผู้ประสบภัยและภาพข้อมูลพื้นฐานต่างๆ ของพื้นที่ประสบภัย

 “เป็นการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่มีความหลากหลาย โดยได้นำร่องด้วยการประยุกต์ใช้กับการรวบรวมข้อมูลการร้องขอความช่วยเหลือจากเครือข่ายสังคมออนไลน์ทวิตเตอร์ (Twitter) สามารถแสดงผลได้ทั้งบนคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ผู้ประสบภัยที่สามารถเข้าถึงโซเชียลมีเดียจะสามารถขอรับความช่วยเหลือแบบออนไลน์ โดยระบุเพียงพิกัดที่อยู่ปัจจุบัน และติดแฮชแท็กที่ประกาศใช้งานไว้อย่างทั่วถึง ทีมผู้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยยังสามารถเพิ่มและอัพเดทข้อมูลแบบเรียลไทม์  แต่ทั้งนี้ จะเกิดขึ้นได้จริงนั้น ภาครัฐต้องเข้ามาให้ความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็น การกำหนด แฮชแท็ก เพื่อช่วยเหลือต้องมีหน่วยงานเข้าไปช่วยเหลืออย่างแท้จริงๆ  โดยต้องอาศัยข้อมูลเชิงภูมิศาสตร์ของแต่ละพื้นที่ เพราะการบอกพิกัดบนพื้นที่ได้นั้นต้องอาศัยข้อมูลจากทางภาครัฐ ” ดร.วนิดา กล่าว

ลูกตีกัน”พ่อ-แม่”วางประกัน2ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/290929

ลูกตีกัน”พ่อ-แม่”วางประกัน2ปี

แก้ปัญหาเด็กวิวาท, ย้ำอีกครั้ง, มาตรการแก้ปัญหาทะเลาะวิวาท, ม44, พ่อแม่รับผิดชอบ, พ่อ-แม่, คสช

ม.44 แก้ทะเลาะวิวาทเพิ่มอำนาจเจ้าหน้าที่กักตัวเด็ก 6 ชม.พ่อแม่ ผู้ปกครองรวางประกัน 2ปี ยุยงคุก3เดือนปรับ3หมื่นก่อเหตุคุก6เดือนปรับ6หมื่นตายคุก1ปีปรับ1แสน

     ก่อนหน้านี้จากเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษาที่มีความรุนแรงมากขึ้น มาตรการที่มีอยู่ทางกฎหมายที่มีอยู่ ไม่สามารถป้องกัน และแก้ไขปัญหาได้ทันต่อสถานการณ์ อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 เป็นเหตุให้ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ลงนามในคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 30/2559 กำหนดมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษา

สำหรับ ม.44 มาตรการแก้ไขปัญหาทะเลาะวิวาทนร.-นศ. มีสาระสำคัญ ดังนี้

1.ให้พนักงาน เจ้าหน้าที่ ตามหมวด 7 แห่งพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มีอำนาจกักตัวนักเรียน นักศึกษาที่ก่อเหตุหรือเตรียมก่อเหตุไม่เกิน 6 ชั่วโมง

2.บิดา มารดา หรือผู้ปกครองต้องดูแลเด็กในปกครอง กรณีทำผิดต้องร่วมรับผิดตักเตือนโดยอาจให้วางประกันไว้ตามสมควรแต่ไม่เกินระยะเวลา 2 ปี หากเด็กและเยาวชนทำผิดซ้ำให้ริบเงินประกัน เป็นของกองทุนคุ้มครองเด็ก ตามกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองเด็ก

3.ผู้ที่ยุยง ส่งเสริม ช่วยเหลือ หรือสนับสนุนจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ก่อเหตุทะเลาะวิวาท หรือทำร้ายร่างกายผู้อื่น จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ มีผู้เสียชีวิตเพราะทะเลาะวิวาทหรือทำร้ายร่างกาย จำคุก ไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ

4.ให้โรงเรียนและสถานศึกษา มีหน้าที่จัดให้มีกิจกรรมในการแนะแนว ทำมาตรการเพื่อป้องกัน และแก้ไขปัญหาทะเลาะวิวาทของนักเรียน และนักศึกษา ให้เป็นรูปธรรม

เปิด5มาตราโทษก่อเหตุวิวาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/290969

เปิด5มาตราโทษก่อเหตุวิวาท

เปิด5มาตราโทษก่อเหตุวิวาท, พรบแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 22) พศ2558 เช่น ทะเลาะวิวาทที่สาธารณะปรับไม่เกิน 5 พันบาท, ฉบับที่ 22, เปิด5, มาตรา, โทษ, ก่อเหตุ, วิวาท

พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2558 เช่น ทะเลาะวิวาทที่สาธารณะปรับไม่เกิน 5 พันบาท

     พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2558 มีสาระสำคัญในหลายมาตราที่เกี่ยวกับการก่อเหตุวิวาทที่ทุกคนต้องรู้!! ดังตัวอย่าง

เปิด5มาตราโทษก่อเหตุวิวาท


ขอเป็น “ศพ”สุดท้าย ได้มั้ย ??

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/290900

ขอเป็น “ศพ”สุดท้าย ได้มั้ย ??

ทำไมต้องตีกัน, ต้องเอาจริง, เด็กตีกัน, แก้, มาตรการแก้ปัญหา, อยากให้เป็นศพสุดท้าย, ขอเป็น, ศพสุดท้าย, ได้มั้ย, ทะเลาะวิวาท, สปท, มทร

“ทะเลาะวิวาท”เป็นค่านิยมพฤติกรรมส่วนตัวแต่ละคน รุ่นพี่อาจจะมีส่วนบ้างแต่ไม่ใช่ทั้งหมด ซึ่งการแก้ปัญหานี้ทุกฝ่ายต้องร่วมกันใช้มาตรการเข้มข้น

      อยากให้เป็นศพสุดท้าย!! คำพูดที่ได้ยินอยู่บ่อยครั้งจากพ่อแม่ ครอบครัวที่ต้องสูญเสียลูกหลาน จากการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษา ค่านิยมผิดๆ ที่ต่อให้ต้องแลกด้วยอนาคต ก็พร้อมจะแสดงความรักร่วมพี่ร่วมน้องสถาบัน ต้องตีรัน ฟันแทงกับคู่อริต่างสถาบันที่ถ่ายทอดกันมารุ่นต่อรุ่น

     เด็กตีกัน ดูจะเป็นอีกหนึ่งปัญหาของการศึกษาไทยที่ไม่ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพยายามหามาตรการป้องกัน ล้อมคอกมากขนาดไหน ก็เหมือนเสือกระดาษที่ไม่สามารถแก้ได้จริง เพราะภาพเด็กตีกันทั้งระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษายังคงมีให้เห็นทุกปี..

       ล่าสุด ในช่วงวันสถาปนา สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน (สปท.) ครบรอบ 85 ปี เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2560 บริเวณสกายวอล์คใกล้ห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ได้เกิดเหตุปะทะกันระหว่างนักศึกษาปทุมวัน และนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.)ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต

      ทำไมต้องตีกัน?? ศิษย์เก่าปทุมวัน รุ่น 59 เล่าว่า เหตุทะเลาะวิวาทของนักศึกษา 2 สถาบันนั้น มีมานานแต่ปัจจุบันถือว่าลดน้อยลงมาก ในอดีตเดินห้างยังต้องคนละชั้น บางทีอยู่ป้ายรถเมล์หน้ามหาวิทยาลัยของตัวเองอาจถูกทำร้ายได้ อย่าง เกือบ 20 ปีที่แล้วยืนอยู่หน้าสถาบันฯ ก็ยังถูกรุมตี จนทำให้เพื่อนคนหนึ่งเสียชีวิต เมื่อเกิดเหตุสิ่งที่ทุกคนต้องทำ คือ เอาตัวรอดและปกป้องตัวเองให้ได้

     เพราะไม่มีคนนอกที่เห็นเหตุการณ์มาช่วยพวกเราอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ นักศึกษาที่ก่อเหตุคงไม่ได้รุนแรงจนต้องยกพวกมาตีถึงสถาบัน และการทะเลาะวิวาทก็มีแค่บางกลุ่มเท่านั้น

 ขอเป็น "ศพ"สุดท้าย ได้มั้ย ??

        “คาดว่ามีไม่ถึง 0.5% ของนักศึกษาปทุมวันหรืออุเทนถวายที่เข้ามาเรียนในสถาบันแล้วอยากก่อเหตุทะเลาะวิวาท เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพี่ว่าน่าจะเป็นสถานการณ์เผชิญหน้าคงไม่มีใครมาดักรอเพื่อตีกัน ดังนั้น มาตรการป้องกันแก้ปัญหาทะเลาะวิวาทที่หน่วยงานต่างๆ กำหนดเชื่อว่าช่วยได้ระดับหนึ่ง เนื่องจากเวลาต้องเผชิญหน้ากันต่างฝ่ายต่างปะทะกัน และหาทางเอาตัวรอดไม่ได้มองอะไร ยิ่งไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือไม่มีใครโวยวายให้พวกเขาฉุกคิด หรือหยุดยั้งก่อนที่จะเกิดการทะเลาะวิวาทขึ้น”

       การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ นอกจากปรับเปลี่ยนความคิด ค่านิยมของเด็กแต่ละคน บางคนอาจมองเรื่องศักดิ์ศรี ความเป็นคนละสถาบัน และใช้มาตรการต่างๆ อย่าง เจ้าหน้าที่ตำรวจ จัดโซน ไม่สวมใส่เสื้อสถาบันอาจช่วยได้ เพราะจริงๆ เวลาเกิดเรื่อง ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รู้จักกันส่วนตัว

     แต่เห็นว่าต่างสถาบันจึงทะเลาะกันแล้ว ผู้คนและสังคมต้องร่วมด้วยช่วยกัน หากเห็นว่าจะเกิดการปะทะ ทะเลาะวิวาทของเด็กต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือตะโกนดังๆ ช่วยกันหลายคนเพื่อเตือนสติเด็ก ทำให้พวกเขาไม่กล้าก่อเหตุ และที่สำคัญช่วงเทศกาล วันสำคัญของแต่ละมหาวิทยาลัยต้องมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลร่วมด้วย

 ขอเป็น "ศพ"สุดท้าย ได้มั้ย ??

      ศิษย์เก่าปทุมวัน รุ่น 59 กล่าวต่อไปว่า เด็กมหาวิทยาลัยที่ตีกันไม่ได้เป็นความคึกคะนอง หรือความห้าว แต่เป็นค่านิยมของแต่ละคนมากกว่า บางคนตามรุ่นพี่ ตามเพื่อน หรือพฤติกรรมส่วนตัว อยากฝากเด็กรุ่นใหม่ตอนนี้ หมดยุคของการตีกันแล้ว และอย่าอ้างว่ารักสถาบัน เพราะการรักสถาบันแสดงออกได้หลายทาง ไม่จำเป็นต้องทำร้ายกัน อีกอย่าง ควรจะมุ่งมั่น ตั้งใจเรียนให้จบ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้แก่สถาบันและตัวเอง อย่าฝั่งใจรักสถาบันด้วยการยึดเหนี่ยวเรื่องแบบนี้ เพราะเมื่อพลาดทำให้มีบาดเจ็บ เสียชีวิต มันไม่คุ้มค่ากับอนาคตที่เสียไป

       ขณะที่ ศิษย์เก่าปทุมวันอีกรายหนึ่ง เล่าเสริมว่า การปลูกฝังจากรุ่นพี่ก็มีส่วน แต่ไม่ใช่ทั้งหมดเพราะรุ่นพี่ก็มีทั้งดีและไม่ดี ที่สุดแล้วก็ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวเองมากกว่า บางคนแม้จะเข้าไปเกี่ยวพันกับเหตุทะเลาะวิวาทก็มีทั้งถูกกระทำ หรือถึงจะไปทำเขาก็ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาไปหาเรื่องแต่มีเหตุปัจจัย ขณะที่ก็จะมีบางคนใช้ชื่อสถาบันมาเป็นข้ออ้าง ก่อเหตุทำตัวเป็นอันธพาล สร้างผลงาน นำมาอวดอ้าง ทั้งที่ก็รู้ตัวว่าสิ่งที่ทำไม่ได้เกิดผลดีกับสถาบัน แต่ปัจจุบันปัญหาการทะเลาะวิวาทก็ถือว่าลดน้อยลงไปมาก

       ส่วนตัวก็เคยผ่านเหตุการณ์ทะเลาะวิวาททั้งเป็นฝ่ายถูกกระทำ หรือเกือบจะไปทำเขา ผ่านการสูญเสียเพื่อนเพราะการตีกัน ซึ่งทุกวันนี้มีโอกาสก็จะแนะนำรุ่นน้องชี้ให้เห็นว่าผลเสียจากความคึกคะนอง สุดท้ายสิ่งที่ทำอยู่อาจทำให้ชีวิตของเขาไปจบในคุก

 ขอเป็น "ศพ"สุดท้าย ได้มั้ย ??

       “ที่ผ่านมามีมาตรา44แก้ไขปัญหาทะเลาะวิวาทก็เป็นแนวทางหนึ่งที่ดี แต่ถามว่ามีพ่อแม่สักกี่คนที่รู้ว่าต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบ วันนี้สื่อสารไปถึงหรือยัง ขณะที่เด็กจะตีกันไม่มีสติมานั่งนึกถึงเรื่องนี้ ส่วนตัวมองว่าจะแก้ไขให้ลดลงได้มาตรการต้องเข้มแข็งทั้งภายนอกและภายใน ภายนอกคือ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจตราเข้มข้นในจุดเสี่ยง โดยเฉพาะช่วงที่มีเหตุการณ์ร้อนแรง การจัดกิจกรรมต่างๆเช่น วันสถาปนา ก็จะช่วยสกัดเหตุวิวาทได้ ส่วนภายใน คือ การบังคับใช้มาตรการของสถานศึกษาต้องทำอย่างจริงจัง ผู้บริหารต้องเอาจริง ต้องกล้าลงโทษนักศึกษาทำผิด เด็กก็จะกลัวและต้องไม่ให้ท้ายเด็ก แต่ถ้ากำหนดมาตรการแค่เฉพาะหน้าเพื่อตอบคำถามสังคมก็ไม่มีทางแก้ไขได้ ดังนั้น ถ้ามาตรการภายในทำได้เข้มข้น การก่อเหตุภายนอกจะเป็นเรื่องปลายเหตุ ถ้าไม่สบช่องการก่อเหตุวิวาทก็จะไม่เกิดขึ้น”ศิษย์เก่าปทุมวัน แนะการใช้มาตรการ

แนะแยกสถาบัน”ตีกัน”ให้ห่างกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/290927

แนะแยกสถาบัน”ตีกัน”ให้ห่างกัน

แยกสถาบันห่างกัน, สลายอคติ, มาตรการแก้ปัญหาเด็กตีกัน, สมพงษ์, แก้, เด็ก, สลาย, อคติ, มอง, ประโยชน์, ร่วมกัน, ตีกัน, แนะ, แยก, สถาบัน, กัน, ให้, ห่าง

นักวิชาการ แนะวิธีแก้เด็กตีกัน แก้ที่ประวัติศาสตร์ ต้นแบบที่เกิดการตีกัน โดยอาจต้องให้แยกย้ายสถาบันให้ห่างจากกัน เพื่อลดการสูญเสีย

        ปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษาไม่ว่าจะในระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา ยังคงปรากฎให้เห็นอยู่อย่างต่อเนื่อง หลายเหตุการณ์รุนแรงจนนำไปสู่การบาดเจ็บ พิการ ซ้ำร้ายอาจสูญเสียชีวิต

นักวิชาการ ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า จากประสบการณ์ที่ลงพื้นที่พูดคุยกับพ่อแม่ ผู้ปกครองยังกังวลอยู่มากกับเรื่องการตีกัน ตรงนี้มีผลต่อการตัดสินใจส่งบุตรหลานเรียนสายอาชีพ หรือระดับอุดมศึกษา เพราะเขาไม่อยากให้ลูกมาเสี่ยง

แม้หน่วยงานต่างๆจะออกมาตรการแก้ไขปัญหามากี่มาตรการก็ยังแก้ไขไม่ได้ มีความพยายามทบทวนมาตรการต่างๆทุกครั้งที่เกิดเหตุทะเลาะวิวาท จนไม่รู้ว่าจะใช้มาตรการไหนที่จะดีที่สุด

  “ปัญหาการทะเลาะวิวาทมาไม่รู้กี่ 10 ปี เจอปีต่อปี ซาไปสักพักก็เริ่มใหม่ก็ต้องมานั่งทบทวนแก้ไขปัญหากันแบบรายปี รายภาคอยู่ตลอด ซึ่งทุกคนรู้ปัญหาและพยายามที่จะแก้ไข แต่ก็ยังแก้ไขได้ไม่ตรงจุด เวลานี้ประเทศต้องการกำลังคนอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา แต่ถ้าเด็กยังตีกัน ใช้ความรุนแรงก่อให้เกิดความสูญเสียชีวิต หรือพิการ เราก็สะดุดอยู่แต่ปัญหานี้เป็นการซ้ำเติมประเทศ”

ทางออกของเรื่องนี้น่าจะแก้แบบสันติวิธีด้วยการทำให้ทุกฝ่ายมองที่เป้าหมายและผลประโยชน์ร่วมกัน.. .ดร.สมพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การจะแก้เรื่องนี้ หนทางที่ดีควรแก้ที่ประวัติศาสตร์ ต้นแบบที่เกิดการตีกัน โดยอาจต้องให้แยกย้ายสถาบันให้ห่างจากกัน เพื่อลดการสูญเสีย แต่ต้องเป็นไปด้วยความเข้าใจและมองประโยชน์ร่วมกัน เพราะเด็กอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา ถือเป็นกลุ่มแรงงานขนาดใหญ่ที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ เป็นกระดูกสันหลังของการพัฒนาของประเทศไทยในอนาคต

การพัฒนาประเทศจะทำได้ยาก ถ้ายังสะดุดอยู่กับปัญหาการทะเลาะวิวาทที่บั่นทอน และนำมาซึ่งความสูญเสียกำลังคนสำคัญของประเทศ เพราะฉะนั้น ต้องร่วมกันสร้างค่านิยมที่ถูกต้อง โดยใช้ระบบการศึกษาเปลี่ยนค่านิยม ช่วยสลายอคติ ค่านิยมเดิมๆที่แฝงไว้ให้หมดไป

ขยายช่องทำกินธุรกิจ SMES สู่ตลาดออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/290907

ขยายช่องทำกินธุรกิจ SMES สู่ตลาดออนไลน์

พัฒนาคุณภาพสินค้า, ตลาดออนไลน์, ธุรกิจ SMEs, ขยายช่องทำกินธุรกิจ, SMEs, สู่ตลาดออนไลน์, สสว, มทร, B2 B 2C, ประเทศไทย

สสว. จับมือ มทร.ธัญบุรี เดินสายอบรมให้ความรู้ ผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs เรียนรู้ เทคนิคเพิ่มช่องทางธุรกิจเข้าสู่ตลาดออนไลน์อย่างยั่งยืน ตั้งเป้าคัดให้ได้กว่า 2 หมื่นผลิตภัณฑ์

         สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จับมือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.)ธัญบุรี จัดอบรม SMEs E-commerce ในพื้นที่ ภาคเหนือ ภาคกลาง  ส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs ให้มีช่องทางการตลาดเพิ่มขึ้นในรูปแบบ Business to Business to Customers (B2 B 2C) เชื่อมโยงการส่งเสริมการตลาดระหว่างกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ภาคการผลิต กับผู้ให้บริการด้านตลาดออนไลน์ ให้ขยายความสามารถในการแข่งขันในตลาดออนไลน์เป็นกลไกขับเคลื่อนการตลาดสำหรับ SMEs ตลอดจนการพัฒนารูปแบบบริหารจัดการตลาดออนไลน์ สำหรับ SMEs ให้เป็นช่องทางการตลาดที่ยั่งยืน โดยเริ่ม Start โครงการ ณ ห้องเอ็มเพรส แกรนด์ฮอล์ ชั้น 3 โรงแรมดิเอ็มเพรส จ.เชียงใหม่ โดยได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ SMEs เข้าร่วมกว่า 230 คน จำนวนสินค้า 253 sku / 47 บริษัท

ขยายช่องทำกินธุรกิจ SMEs สู่ตลาดออนไลน์

นายวิชิระ แก้วกอ ผู้อำนวยการ ฝ่ายประสานเครือข่ายผู้ให้บริการ SMEs สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ในการดำเนินโครงการส่งเสริมพัฒนาตลาดอิเล็กทรอนิกส์สำหรับ SMEs เพื่อสนับสนุน ส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs ให้มีโอกาสเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้สะดวก  และยังเป็นการสร้างยอดขายให้แก่ผู้ประกอบการระดับเริ่มต้น Startup ผู้ประกอบการกลุ่ม Regular ให้มีช่องทางการจำหน่ายและศูนย์กลางในการบริหารจัดการตลาดออนไลน์ด้วยมืออาชีพ “ทฤษฎีความรู้ ผู้ประกอบการสามารถอ่านได้จากคู่มือ แต่ในการ Workshop  ผู้ประกอบการจะได้เรียนรู้ ได้เห็นเทคนิคจริง”

ได้ร่วมดำเนินโครงการกับทาง มทร.ธัญบุรี จัดอบรมในเรื่องของการพัฒนาภาพลักษณ์ การสร้างแบรนด์ การสร้างการยอมรับในกลุ่มลูกค้า การสร้างโปรโมชันเร่งกระบวนการตัดสินใจซื้อ จัดการด้านการเงินผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้และยกระดับกิจการของ SMEs ให้มีความรู้ความเข้าใจและสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

ขยายช่องทำกินธุรกิจ SMEs สู่ตลาดออนไลน์

ทางด้าน นายนิติ วิทยาวิโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มทร.ธัญบุรี กล่าวว่า มหาวิทยาลัยได้ดำเนินโครงการและจัดทำหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้ประกอบการและคัดเลือกสินค้าที่เข้าร่วมโครงการ โดยมีเป้าหมาย คือ ผู้ประกอบการจำนวน 21,700 ราย สินค้าหรือบริการ จำนวน 32,500 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งคัดเลือกจากกลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้ประกอบการที่ทางมหาวิทยาลัยฯ เป็นที่ปรึกษาจากโครงการต่างๆ ที่ผ่านมา พร้อมทั้งช่วยพัฒนาให้ความรู้ให้คำปรึกษาและเตรียมความพร้อมจำนวนไม่น้อยกว่า 25,000 ผลิตภัณฑ์ ขึ้นไปจำหน่ายบนตลาดออนไลน์

“นอกจากความรู้ที่ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับ ทาง มทร.ธัญบุรี จะให้แนวคิดและแนวทางที่ผู้ประกอบการ สามารถนำไปต่อยอด อย่างยั่งยืน”

ด้านผู้ประกอบการ SMEs จังหวัดเชียงใหม่ที่เข้าร่วมโครงการ คุณปพิชญา สุนันติ เจ้าของแบรนด์ GYPXO Natural เล่าว่า เป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ออร์แกนิคแท้ 100 %  และด้วยเป็นแบรนด์ใหม่ การเข้าถึงลูกค้าให้ได้มากที่สุดเป็นสิ่งที่สำคัญมาก “ทุกวันนี้ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ ดังนั้นการขายของออนไลน์ จึงเป็นสิ่งสำคัญ” การมีความรู้ในเรื่องของการสร้างยอดขายในตลาดออนไลน์จึงเป็นสิ่งจำเป็น

ขยายช่องทำกินธุรกิจ SMEs สู่ตลาดออนไลน์

ทางด้าน นายอนันต์ ศศิกีรติ เจ้าของแบรนด์กาแฟเพื่อสุขภาพ Longana บริษัท อมรินทร์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) เล่าว่า ผลิตภัณฑ์ของตนเองเป็นสารสกัดความหวานจากลำไย เจ้าแรกๆ ของภาคเหนือ สำหรับคนรักสุขภาพ เหมาะสำหรับคนเป็นโรคเบาหวาน ในการเข้าร่วมโครงการครั้งนี้ ทราบข้อมูลมาจากสมาชิกที่ได้แชร์ข่าวสาร เมื่อได้เห็นจึงสนใจ ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ตลาดที่มาแรง คงหนีไม่พ้นตลาดออนไลน์ สะดวกสบาย “การถ่ายภาพสินค้าเป็นส่วนดึงดูดลูกค้า ในการเข้าร่วมโครงการวันนี้ ได้ลงมือ Workshop ได้เรียนรู้เทคนิคและองค์ประกอบในการถ่ายภาพ”

สำหรับโครงการส่งเสริมพัฒนาตลาดอิเล็กทรอนิกส์สำหรับ SMEs จะลงพื้นที่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ไปตามจังหวัดต่างๆ พื้นที่ ภาคเหนือ ในวันที่ 8 สิงหาคม 2560 จังเชียงราย วันที่10 สิงหาคม 2560 จังหวัดพิษณุโลก วันที่ 22 สิงหาคม 2560 จังหวัดลำปาง วันที่ 25 สิงหาคม 2560 จังหวัดสุโขทัย พื้นที่ภาคกลาง วันที่ 29 สิงหาคม 2560 จังหวัดสุพรรณบุรี ประมาณต้นเดือนกันยายน 2560 กรุงเทพมหานคร สนใจสามารถลงทะเบียนออนไลน์ทาง www.smego.rmutt.ac.th หรือ www.sme.rmutt.ac.th  โทร.0-2549-4004