“บุหรี่” ยังทำคนไทยตายเพิ่ม เฉลี่ยอายุสั้นหายไป 12.6 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/286554

“บุหรี่” ยังทำคนไทยตายเพิ่ม เฉลี่ยอายุสั้นหายไป 12.6 ปี

บุหรี่, ยังทำคนไทยตายเพิ่ม, เฉลี่ยอายุสั้นหายไป, 126

เผยคนไทยเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ มีอายุสั้นกว่าที่ควรจะเป็นคนละ 12.6 ปี ส่งผลก่อนเสียชีวิตแต่ละคนจะป่วยหนักเป็นเวลา 2.3 ปี สุขภาพทรุดโทรมที่แต่ละคนเสีย 15 ปี

       ดร.กนิษฐา  บุญธรรมเจริญ  โครงการศึกษาภาระโรคและปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ  กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยตัวเลขล่าสุดของคนไทยที่เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ว่ามีถึง 51,651  คนในปี พ.ศ.2557 เพิ่มขึ้น 941  คน  จากปี พ.ศ.2552  ที่เสียชีวิต 50,710  คน  โดยเป็นจำนวนตัวเลขเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มโรค ทั้งกลุ่มโรคมะเร็ง  โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคปอดเรื้อรัง และโรคอื่น ๆ

ดร.กนิษฐา  เปิดเผยต่อไปว่า  โดยเฉลี่ยผู้เสียชีวิตจากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่  มีอายุสั้นกว่าที่ควรจะเป็นคนละ 12.6  ปี ส่งผลก่อนเสียชีวิตแต่ละคนจะป่วยหนักเป็นเวลา 2.3 ปี  รวมแล้วเป็นจำนวนปีสุขภาพทรุดโทรมที่แต่ละคนเสียไปเท่ากับ 15 ปี  ทั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเฉพาะกลุ่มผู้ที่เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่โดยตรง   ยังไม่รวมคนไทยที่เสียชีวิตจากการได้รับควันบุหรี่มือสอง

“บุหรี่” ยังทำคนไทยตายเพิ่ม เฉลี่ยอายุสั้นหายไป 12.6 ปี

ดร.กนิษฐา  บุญธรรมเจริญ

ด้าน ศ.นพ.ประกิต  วาทีสาธกกิจ  เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่  เปิดเผยว่าจากสถิติวิเคราะห์ของนักวิชาการองค์การอนามัยโลก โดยเฉลี่ยเมื่อคนไทย 1 คน ตายด้วยโรคจากการสูบบุหรี่ จะยังมีผู้ป่วยด้วยโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่อีก 20 คนที่ยังมีชีวิตอยู่ ปัจจุบันมีคนไทยที่เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ถึง 51,651  คนต่อปี นั่นหมายความว่า มีคนไทยมากกว่า 1 ล้านคนที่ป่วยจากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ที่ยังมีชีวิตอยู่  นับเป็นความสูญเสียมหาศาลทั้งด้านค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาล  และการเพิ่มภาระความแออัดในสถานพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศ

โดยเฉพาะในหอผู้ป่วยหนัก  มีผู้ป่วยทั้งอาการหนัก เป็นโรคร้ายแรงที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายเพื่อการรักษาพยาบาลมูลค่าสูงมาก เพื่อบำบัดโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด  โรคถุงลมปอดพอง  ทุกฝ่ายจึงต้องเร่งรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่อย่างจริงจัง  โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายยาสูบฉบับใหม่ ที่มีผลบังคับใช้ไปเมื่อ 4 ก.ค.2560 นี้  มาตราที่ห้ามแบ่งซองขาย   ห้ามขายแก่เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี และห้ามแสดงซองบุหรี่ที่จุดขาย เพื่อกระตุ้นผู้สูบบุหรี่จำเป็นต้องเลิกสูบทันทีหรือโดยเร็วที่สุด  ลดภาระการดูแลรักษาพยาบาลในครอบครัวและสังคม  โดยเริ่มต้นจากการไม่สูบบุหรี่ในบ้านเพื่อทำให้เลิกง่ายขึ้น

      ต้องการสอบถามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ  มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่  โทร. 0-2278-1828

มือใหม่ต้องดู!! ระบบควบคุมปลูกผักไฮโดรโปนิกส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/286519

มือใหม่ต้องดู!! ระบบควบคุมปลูกผักไฮโดรโปนิกส์

มทรธัญบุรี, ระบบควบคุมปลูกฝักไฮโดรโปนิกส์, มือใหม่ต้องดู, มทร

ระบบควบคุมการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์อัตโนมัติตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองที่อาศัยในพื้นที่ปิดและจำกัด เช่น คอนโดมิเนียมหรือทาวน์โฮมที่แสงจากธรรมชาติอาจเข้าไม่ถึง-เข้าน้อย

       นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี พัฒนาระบบควบคุมการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์อัตโนมัติ สำหรับมือใหม่หัดปลูก รับเทรนด์สุขภาพอาหารคลีน

นายนัฐวุฒิ  ดิษฐประสพ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เจ้าของผลงาน เผยว่า การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ เป็นการปลูกพืชแบบไม่ใช้ดินที่นำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดปัญหาการใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืช ทั้งยังปลูกได้ทุกสถานที่โดยไม่จำกัดขอบเขต การปลูกพืชด้วยวิธีนี้จึงได้รับการนิยมมากดังเช่นปัจจุบัน ซึ่งผักที่ปลูกจะเป็นผักปลอดสารพิษและสิ่งปนเปื้อนจากดิน แต่การปลูกนั้น ผู้ปลูกต้องมีความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นและความเอาใจใส่เป็นอย่างดี เพื่อให้ผักได้รับความเข้มแสงคงที่ น้ำและสารละลายธาตุอาหารพืชต่อเนื่อง ถ้าขาดปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ผักไม่เจริญเติบโต

มือใหม่ต้องดู!! ระบบควบคุมปลูกผักไฮโดรโปนิกส์

ดังนั้น จึงมีแนวคิดในการสร้างและพัฒนาระบบควบคุมการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ขึ้นมา โดยนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาประยุกต์ใช้ทำให้การปลูกผักนั้นมีความสะดวกสบายยิ่งขึ้นและเหมาะสำหรับผู้ปลูกมือใหม่ทุกคน ซึ่งร่วมมือกับ นายอาทิตย์ มณีนพ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคมในการออกแบบพัฒนา และมี นายนิสิต  ภูครองตา อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี เป็นที่ปรึกษา

มือใหม่ต้องดู!! ระบบควบคุมปลูกผักไฮโดรโปนิกส์

“การออกแบบระบบควบคุมการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ จะใช้ Light Emitting Diode : LED แบบ Strip สีแดงและสีน้ำเงินในอัตราส่วน 4:2 เป็นแหล่งกำเนิดแสงให้กับผัก เนื่องจากแสงสีทั้งสองสีนี้เมื่อผสมกันจะเป็นสีม่วง ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตได้ จึงนำมาทดแทนแสงจากธรรมชาติ และใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์โดยใช้โปรแกรม Arduino IDE ในการออกแบบคิดค้นระบบการปลูก ซึ่งระบบนี้ใช้พื้นที่การปลูก 1 ตารางเมตรซึ่งปลูกได้ทั้งหมด 24 ต้น ผักที่ใช้ปลูกคือ ผักสลัดเรดโอ๊คและกรีนโอ๊ค และให้ระบบควบคุมการปรับค่าพีเอชของสารละลายธาตุอาหารพืช ปรับอุณหภูมิและความชื้นให้มีค่าคงที่ รวมถึงแสดงค่าสถานะผ่านทางหน้าจอมอนิเตอร์”นัฐวุฒิ กล่าว

มือใหม่ต้องดู!! ระบบควบคุมปลูกผักไฮโดรโปนิกส์

ผลการทำงานของระบบควบคุมการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ด้วยแสง LED ตามที่กำหนดโดยใช้ความเข้มแสงประมาณ 1,200 – 1,280 lux.ควบคุมค่าพีเอชเท่ากับ 6.5 อุณหภูมิและความชื้นเท่ากับ 27 องศาเซลเซียส และ 72 เปอร์เซ็นต์ เป็นค่าที่เหมาะสมกับการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ทั้ง 2 ชนิด และเจริญเติบโตได้ใกล้เคียงกับผักไฮโดรโปนิกส์ที่ใช้แหล่งกำเนิดแสงจากธรรมชาติ โดยผลจากการวัดขนาดพุ่มผักสลัดเรดโอ๊คได้ 7.26 เซนติเมตร และ 6.86 เซนติเมตรสำหรับกรีนโอ๊ค ขนาดความสูงของลำต้นวัดได้ 2.45 เซนติเมตร และ 2.26 เซนติเมตรตามลำดับในระยะเวลา 4 วัน มีความใกล้เคียงกับสวนผักไฮโดรโปนิกส์ สวนสรสิทธิ์ ใน อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี

มือใหม่ต้องดู!! ระบบควบคุมปลูกผักไฮโดรโปนิกส์

ระบบควบคุมการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์อัตโนมัติตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองที่อาศัยในพื้นที่ปิดและจำกัด เช่น คอนโดมิเนียมหรือทาวน์โฮมที่แสงจากธรรมชาติอาจเข้าไม่ถึงหรือเข้าในปริมาณน้อย ทั้งยังตอบโจทย์มือใหม่หัดปลูกที่รักสุขภาพ เมื่อตั้งค่าตามที่กำหนดและปลูก จะใช้เวลาเพียง 40 – 45 วันเท่านั้นก็สามารถเก็บทานได้ทันที โดยที่ระหว่างนั้นไม่ต้องดูแลอะไรมากมาย นับเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ผสมผสานความรู้ระหว่างวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม และความเป็นเกษตร เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้น

ผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่เบอร์ 09-1415-7838

800 คนจบโทจบม.กรุงเทพธนบุรีอดใบวิชาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/286675

800 คนจบโทจบม.กรุงเทพธนบุรีอดใบวิชาชีพ

คนจบโทอดใบวิชาชีพ, 800คนจบโทอดใบวิชาชีพ, นักศึกษาปริญญาโท, มกรุงเทพธนบุรี, หลักสูตรบริหารการศึกษา, 800, 9 กค60, สกอ

นศ.ป.โทม.กรุงเทพธนบุรีกว่า 800 คนจากทั่วประเทศรวมตัวกันร้องขอเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยหลังเรียนจบแล้วขอใบประกอบวิชาชีพไม่ได้เหตุรับนักศึกษาเกินโควต้าที่คุรุสภากำหนด

      ในวันนี้ (9 ก.ค.60) เวลา 09.00 น.นักศึกษารหัส 57 ที่สำเร็จการศึกษาปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี จำนวน 800 คนจะรวมตัวกันเพื่อมอบอำนาจให้ตัวแทนไปยื่นหนังสือเรียกร้องเงินที่จ่ายค่าเรียนปริญญาโท หลักสูตรบริหารการศึกษา จำนวน 147,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามก็หมาย 7.5%ต่อปี เนื่องจากเรียนจบแล้วไม่สามารถขอใบประกอบวิชาชีพ ผู้บริหารการศึกษา จากคุรุสภาได้ เนื่องจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้เปิดรับนักศึกษาเกินกว่าจำนวนที่คุรุสภาอนุมัติให้เปิดสอนหลักสูตรดังกล่าว

นักศึกษาป.โท รายหนึ่ง กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวมีมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เนื่องจาก มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็น 1 ใน 10 แห่งที่หลักสูตรมีปัญหา แต่ไม่ได้รับการแก้ไขจนต้องมาเรียกร้องความเป็นธรรม

“นักศึกษาที่มาจากทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการครูที่มาเรียนเพราะต้องการสอบเป็นผู้บริหารในอนาคต และสถาบันมีการไปแนะนำหลักสูตรในต่างจังหวัด พร้อมจัดรถบริการรับส่งมาเรียนถึงสถาบันที่ย่านทวีวัฒนา อำนวยความสะดวกทุกอย่าง ค่าเทอมมีทยอยจ่ายได้ ทำให้คนสนใจมาเรียนจำนวนมาก”นักศึกษาป.โท กล่าว

อย่างไรก็ตาม นักศึกษารหัส 53-56 ไม่มีปัญหาสามารถขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ผู้บริหารการศึกษาได้ มีเพียงรหัส57ที่ขอไม่ได้เนื่องจากคุรุสภาอนุมัติ 500 คนแต่มหาวิทยาลัยเปิดรับถึง 2,500 คน

ทั้งนี้ นักศึกษาที่มารวมกันในวันนี้ แบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ 1.กลุ่มที่เคยรับเงินชดเชยมาแล้ว 30,000 บาทซึ่งมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม  2.กลุ่มที่รับ 70,000 บาท มองว่าไม่เป็นธรรมเช่นกัน จึงมาร่วม และ 3.กลุ่มที่ไม่เคยรับเงินชดเชยมาก่อนเลย โดยเรียกร้องให้จ่าย 147,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย7.5 โดยจะยื่นหนังสือให้สภาทนายความ คณะกรรมการสิทธิ์ และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) และหน่วยงานอื่นๆด้วย

ร่วมกิจกรรม “ลมหายใจไร้มลทิน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/286551

ร่วมกิจกรรม “ลมหายใจไร้มลทิน”

ลมหายใจ, ร่วมกิจกรรม, ลมหายใจไร้มลทิน

มูลนิธิ “ลมหายใจไร้มลทิน” เริ่มกิจกรรมรณรงค์เสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต ประจำปี 2560จัดประกวด เขียนเรียงความ ร้องเพลง วาดภาพ หนังสั้นตั้งแต่วันนี้

     ชไมพร ปภัสร์พงษ์ ผู้อำนวยการ มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน เปิดเผยว่า “ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิฯ จัดกิจกรรมรณรงค์ปลูกฝังค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริตที่มูลนิธิฯ จัดขึ้นได้รับการตอบรับจากเยาวชน และสถานศึกษาเป็นจำนวนมาก โดยมีเยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมกับมูลนิธิฯ รวมกว่า 20,000 คน และมีสถานศึกษาให้ความร่วมมือเป็นเครือข่ายของมูลนิธิฯ กว่า 2,000 แห่ง

ล่าสุดมูลนิธิฯ ร่วมกับ กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) จัดกิจกรรมการประกวด 4 ประเภท ได้แก่ 1) ประกวดเรียงความเสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต หัวข้อ “คิดดี ทำดี ให้ซื่อสัตย์สุจริต” 2) ประกวดร้องเพลงประกอบดนตรีตามเพลง “ด้วยลมหายใจที่ไร้มลทิน” 3) ประกวดวาดภาพศิลปะสะท้อนค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต และ 4) ประกวดหนังสั้นสะท้อนค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้–15 พฤศจิกายน 2560

ร่วมกิจกรรม “ลมหายใจไร้มลทิน”

“ผู้ชนะการประกวดจะได้รับรางวัลรวมกว่า 300,000 บาท ใบประกาศเกียรติคุณ และสิทธิ์ร่วมกิจกรรมค่ายเยาวชนลมหายใจไร้มลทิน ซึ่งเป็นการสร้างเครือข่ายเยาวชนที่มีจิตสำนึกแห่งความซื่อสัตย์สุจริต และเพิ่มโอกาสที่จะก้าวสู่ความสำเร็จในชีวิตเหมือนรุ่นพี่อย่าง พัชรพล แดงสีดา ประธานชมรมลมหายใจไร้มลทิน” ชไมพร กล่าวเพิ่มเติม

      พัชรพล แดงสีดา ประธานชมรมลมหายใจไร้มลทิน กล่าวว่า สมัครเข้าร่วมกิจกรรมกับมูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน ครั้งแรกเมื่อปี 2556 ด้วยการประกวดร้องเพลง ด้วยลมหายใจที่ไร้มลทิน และคว้ารางวัลชนะเลิศ ประเภททีม หลังจากนั้น ผมได้สิทธิ์เข้าร่วมค่ายเยาวชนลมหายใจไร้มลทิน ได้รับความรู้จากวิทยากรหลายท่าน และการสนับสนุนจากเครือข่ายครูอาจารย์รวมถึงหน่วยงานราชการที่ส่งเสริมกิจกรรมเพื่อสังคม”

ร่วมกิจกรรม “ลมหายใจไร้มลทิน”

ชไมพร ปภัสร์พงษ์

จุดเริ่มต้นกิดจากที่มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน ที่หล่อหลอมให้เกิดความกล้า และทำให้ได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ใจดีมากมาย เช่น ได้ร่วมโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2556 รวมทั้งได้รับรางวัลเยาวชนดีเด่นของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ปี 2558

“ประสบการณ์เหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จของผม ดังนั้น จึงอยากเชิญชวนเยาวชนไทยสมัครร่วมกิจกรรมการประกวดในประเภทที่ตัวเองถนัด เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ และร่วมสร้างเครือข่ายเยาวชนซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยสังคมไทยให้ใสสะอาด” พัชรพล กล่าวเพิ่มเติม

ร่วมกิจกรรม “ลมหายใจไร้มลทิน”

พัชรพล แดงสีดา

เยาวชนและสถานศึกษาที่สนใจสมัครร่วมกิจกรรมกับมูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน สามารถสอบถามรายละเอียด ได้ที่www.lomhaijai.org หรือ www.dcy.go.th และโทรศัพท์ 0-2641-8444 ต่อ 215

ถวายเทียนพรรษา 9 พระอารามหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/286641

ถวายเทียนพรรษา 9 พระอารามหลวง

วธ.สืบทอดประเพณีโบราณ ถวายเทียนพรรษา 9 พระอารามหลวง เชิญชวนพุทธศาสนิกชน ร่วมกิจกรรมวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และ 16 จังหวัดอาเซียน

    เมื่อวันที่ 8 ก.ค.60 บริเวณลานหน้าพระที่นั่งพุทไธสวรรค์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) โดยกรมการศาสนา (ศน.) จัดพิธีปล่อยขบวนรถแห่เทียนพรรษา เนื่องในเทศกาลอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา ประจำปี 2560 โดยมี นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เป็นประธาน พร้อมด้วย
นางฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ วธ. นายปรารพ เหล่าวานิช เลขานุการรัฐมนตรีว่าการ วธ. นายกฤษศญพงษ์ ศิริ ปลัด วธ. นายมานัส ทารัตน์ใจ อธิบดี ศน. ผู้บริหาร วธ. หน่วยงานในสังกัด วธ. ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ สถานศึกษาและเครือข่ายทางพระพุทธศาสนา ร่วมเป็นจำนวนมาก

นายวีระ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีปล่อยขบวนรถแห่เทียนพรรษาไปถวายพระอารามหลวง 9 พระอาราม ว่า วธ. โดย ศน. ร่วมกับภาคคณะสงฆ์ องค์กรเครือข่ายทางพระพุทธศาสนา จัดงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา ประจำปี 2560 วันที่ 3- 9 ก.ค.นี้ ทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ

โดยเมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา ศน.ได้จัดพิธีหล่อเทียนพรรษา 9 ต้น ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เพื่อให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรมเป็นเจ้าภาพในการนำต้นเทียนพรรษาไปถวายพระอารามหลวง จำนวน 9 พระอาราม

สำหรับเทียนพรรษา 9 ต้น ที่นำไปถวายพระอารามหลวง เพื่อสืบทอดประเพณีโบราณ สืบทอดพระพุทธศาสนา ปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนได้ศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม และสอดคล้องกับนโยบายของ วธ. ที่ดำเนินการจัดกิจกรรมและเชิญชวนพุทธศาสนิกชนเข้าวัดและร่วมกิจกรรมในวันสำคัญทางศาสนามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันสืบสานพระพุทธศาสนา รักษาวัฒนธรรม ประเพณีที่ดีงามให้คงอยู่คู่กับสังคมไทย ได้แก่ 1.วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม 2.วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม 3. วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ 4. วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร 5.วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม 6.วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม7. วัดสามพระยา8.วัดสุวรรณาราม และ9. วัดปทุมวนาราม

ทั้งนี้ยังได้ร่วมกับประเทศอาเซียน จัดกิจกรรมวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาใน 16 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดตาก เชียงราย แม่ฮ่องสอน สระแก้ว ตราด สุรินทร์ มุกดาหาร บึงกาฬ หนองคาย อุบลราชธานี นครพนม เลย ศรีสะเกษ ระนอง สงขลา และสตูล ระหว่างวันที่ 3-9 ก.ค.นี้เพื่อบูรณาการจัดกิจกรรมสานสัมพันธไมตรีในมิติพระพุทธศาสนาอาเซียน โดยน้อมนำหลักธรรมทางศาสนาไปประพฤติปฏิบัติ และนำความเป็นวิถีถิ่น วิถีไทย และวัฒนธรรมไทยสู่วัฒนธรรมอาเซียน

ทั้งนี้ “วันเข้าพรรษา” เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระพุทธานุญาตให้พระภิกษุอธิษฐานจิตเริ่มอยู่จำพรรษา เป็นระยะเวลา 3 เดือน เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เพื่อปฏิบัติศาสนกิจและศึกษาพระธรรมวินัย จึงได้เกิดประเพณีการถวายเทียนพรรษาแด่พระภิกษุ เพื่อใช้จุดให้แสงสว่างตลอดเทศกาลเข้าพรรษา ในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาปีนี้ ส่วน “การถวายเทียนพรรษา” เป็นกุศลอย่างหนึ่งของการให้ทาน ตามตำนานคติชาวพุทธที่เชื่อถือกันมาตั้งแต่พุทธกาลว่า การถวายเทียนเป็นทาน จะทำให้เป็นผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด สว่างไสว เหมือนกับพระอนุรุทธะสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เคยถวายแสงประทีปในชาติปางก่อน แล้วบังเกิดผลให้เป็นผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ทำให้รอบรู้พระธรรมวินัยอย่างแตกฉานในชาติต่อมา ดังนั้น พุทธศาสนิกชนจึงได้ยึดถือเป็นประเพณีนำเทียนพรรษาไปถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ในเทศกาลเข้าพรรษาเพื่อปรารถนาให้ตนเองเป็นผู้ฉลาด มีไหวพริบดี

เปิดตัวสุดยอดนักสร้างสรรค์แผนการตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/286548

เปิดตัวสุดยอดนักสร้างสรรค์แผนการตลาด

U Power Digital Idea Challenge Season 1, ทีม Margetthings, InnovationTechnology, มหาชน, รองเท้า GAMBOL, ประเทศไทย, แอปพลิเคชั่น  AirPay

แชมป์สุดยอดนักสร้างสรรค์แผนการตลาด “U Power Digital Idea Challenge Season 1”

      ปรบมือดังๆ ให้แก่น้องๆ “ทีม Margetthings” 5 นักศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ที่ได้คว้ารางวัลชนะเลิศ ในการประกวด โครงการ “U Power Digital Idea Challenge Season 1” ที่จัดโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย พร้อมด้วยกระทรวงศึกษาธิการ และมหาวิทยาลัยชั้นนำกว่า 40 สถาบันทั่วประเทศ

โดยได้มีการจัดมอบ “The winner Award U Power Digital Idea Challenge Season 1” แก่ทีมชนะเลิศ ซึ่งจะได้รับทุนการศึกษา 50,000บาท พร้อมประกาศนียบัตรและถ้วยรางวัลจาก พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

เปิดตัวสุดยอดนักสร้างสรรค์แผนการตลาด

โบ๊ท นายศิรศักดิ์ ชัยสิทธิ์  และเสาว์ น.ส.เสาวลักษณ์ บุญญา นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะบริหารธุรกิต สาขาบริหารธุรกิจญี่ปุ่น สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ตัวแทนจากทีม Margetthings ช่วยกันเล่าว่ารู้สึกดีใจมากที่ได้แผนการตลาด U Fair Idol ที่เกิดจากความคิด ไอเดียของพวกเราได้รับรางวัลชนะเลิศในโครงการดังกล่าว เพราะทุกๆ ขั้นตอนของพวกเราล้วนใช้ความมุ่งมั่น ตั้งใจจริง เพื่อให้แผนการตลาดได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง รวมถึงเป็นการสร้างชื่อเสียงให้แก่สถาบันการศึกษาอีกด้วย

“สำหรับแผนการตลาด U Fair Idol เป็นแผนการตลาดที่ไม่ใช่เพียงการสร้างช่องทางการตลาดผ่านสื่อโซเซียลมีเดีย อย่าง เฟสบุ๊ค เพียงอย่างเดียว แต่เราเน้นการสร้างกิจกรรม โรดโชว์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย นั่นคือ นักเรียน นักศึกษา โดยตรง เพราะการโฆษณาเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ดีที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น การให้เขาเข้ามามีส่วนร่วม เป็นการโปรโมทซ้ำ ๆ และสร้างการรับรู้ไปทีละนิด อีกทั้งด้วยความที่แบรนด์สินค้าที่กลุ่มเราเลือก เป็น Bangkok Airways ซึ่งไม่ใช่ขายสินค้า ผลิตภัณฑ์ แต่ขายบริการ ทำอย่างไรให้เป็นการบริการเข้าถึงเด็กรุ่นใหม่ นักศึกษา วันรุ่น ก็ต้องทำให้เขาสนุก และอยากมีส่วนร่วมกับการบริการ” ตัวแทนทีมชนะเลิศ Margetthings กล่าว

เมื่อไม่ใช่สินค้า การโฆษณา การตลาดก็ต้องค่อยๆ แทรกตัวเข้าไป สร้างการรับรู้และจดจำ โดยเน้นรูปแบบของเรียลลิตี้ ซึ่งไอเดียเหล่านี้ ล้วนเกิดจากสังคม การนำองค์ความรู้ด้านการตลาด และการสนับสนุนจากพี่ๆ Bangkok Airways กลายเป็นต้นแบบ Big idea ในอนาคต

       โบ้ท และเสาว์ ช่วยกันเล่าต่อไปว่า ที่เลือก Bangkok Airways เพราะดูจากกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งที่ผ่านมา Bangkok Airways กลุ่มเป้าหมายเป็นนักธุรกิจ ประชาชนทั่วไป แต่เขาต้องการมุ่งมายังนักเรียน นักศึกษา คนรุ่นใหม่ พวกเราก็เป็นนักศึกษาและไม่เคยเข้าร่วมโครงการคิดแผนการตลาดให้แก่บริษัทไหน ถือเป็นการเริ่มต้นพร้อมกัน และเราก็อยากจะวางแผนการตลาดให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง ดังนั้น การที่แบรนให้เงิน20,000 บาท เพื่อจัดทำแผนการตลาดที่ไม่ใช่เพียงวาดฝัน แต่เป็นการลงมือปฏิบัติ เป็นการได้เรียนรู้จากประสบการณ์และโลกของการทำงานจริง ตลอดระยะเวลาแผนใช้เวลา 4 เดือน  เป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่ไม่สามารถหาที่ไหนได้ประเทศไทยเข้ายุค 4.0 ต้องการบุคคลที่มีความกล้าและมีความคิดใหม่ๆ อยากให้คิดนอกกรอบ แล้วใช้ความพยายามเชื่อว่าความสำเร็จ โอกาสรออยู่แน่นอน

เปิดตัวสุดยอดนักสร้างสรรค์แผนการตลาด

นายบุญรักษ์ สรัคคานนท์

ด้าน นายบุญรักษ์ สรัคคานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย กล่าวว่าโครงการใน season 1 นี้ได้รับผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งนักศึกษาจะภาคภูมิใจที่ผลงานของตนเองได้ต่อยอดจนกลายเป็นผลงานที่ดี และเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนา สะสมประสบการณ์ที่ดีต่อไปในอนาคต เพราะการเข้าร่วมโครงการดังกล่าว นักศึกษาได้องค์ความรู้และการสนับสนุนจากพี่เลี้ยงองค์กรต่างๆ ทุกทีมจะเห็นเวทีและสนามจริง โลกของการทำงานนั้นเป็นอย่างไร  เรียนรู้การเติมเต็มอุตสาหกรรมหรือธุรกิจนั้น ๆ อีกทั้ง ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการเกี่ยวกับผลงาน เป็นวัตถุดิบอย่างดีในการนำไปพัฒนาต่อยอดได้

การแข่งขันครั้งนี้ ประกอบด้วยโจทย์ที่ให้นักศึกษา ต้องคิดแคมเปญที่เป็น Big Idea,ข้อมูลผลิตภัณฑ์ Product Review, วิเคราะห์พฤติกรรมกลุ่มเป้าหมาย Target Audience Analysis, กลยุทธ์แผนการตลาด DigiMarketing Plan + Reality Roadshow, กลยุทธ์การใช้Media Strategy, Digi (Innovation+Technology) เครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่ใช้ในการพัฒนา, ตัวชี้วัดผลการจัดกิจกรรม KPIs of DigiMarketing Plan + Reality Roadshow + Marketing Impact, งบประมาณ และทีมงาน Budget and Teamwork

       ดร. พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า โครงการดังกล่าว เป็นการเพิ่มการเรียนรู้ทักษะดิจิทัลให้กับเยาวชนไทย สามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับโจทย์ที่ได้รับ และยังเพิ่มทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ เน้นความสามารถในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ มีเอกลักษณ์ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานจริง ควบคู่ไปกับการพัฒนาการทำงานร่วมกันโดยใช้สื่อดิจิทัลเป็นสื่อกลางอย่างเหมาะสม จะช่วยให้เกิดการตระหนักและเห็นความสำคัญแก่นักศึกษาไทย ให้เตรียมพร้อมเข้าสู่ตลาดการแข่งขันที่ต้องใช้องค์ความรู้ทั้งจากในและนอกห้องเรียน สามารถนำทักษะ ความรู้ ความชำนาญ ด้านการวางแผนการตลาดจากโครงการนี้ไปบูรณาการองค์ความรู้ให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจและสังคมในวงกว้างต่อไป

เปิดตัวสุดยอดนักสร้างสรรค์แผนการตลาด

อย่างไรก็ตาม โครงการ U Power Digital Idea Challenge Season 1 ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในด้านการใช้กลยุทธ์การตลาดที่โดดเด่น ได้แก่ บริษัท ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม จำกัด  (เครื่องดื่มเกลือแร่ สปอนเซอร์, เครื่องดื่ม แมนซั่ม และชาขาวพร้อมดื่ม เพียวริคุ), บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) Bangkok Airways, บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงไทย จำกัด (มหาชน) KTAM, บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค, บริษัท บิ๊กสตาร์ จำกัด (รองเท้า GAMBOL) และ บริษัท การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด  (แอปพลิเคชั่น  AirPay) ยอดรวมของผลงานที่ส่งเข้ามาประกวด ทั้งสิ้นกว่า 357 ผลงาน นักศึกษาร่วมโครงการทั้งสิ้น 1,785 คน จาก 138 สถาบันทั่วประเทศ

ร่วมงานฉีดวัคซีน “VACCINES FOR TEENS”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/286540

ร่วมงานฉีดวัคซีน “VACCINES FOR TEENS”

สภากาชาดไทย, ร่วมงานฉีดวัคซีน, Vaccines, for, Teens, Vaccines for Teens

สถานเสาวภา สภากาชาดไทย จัดงาน “Vaccines for Teens”ให้ความรู้รณรงค์การฉีดวัคซีนในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น

      คลินิกเสริมภูมิคุ้มกันและอายุรศาสตร์การท่องเที่ยว สถานเสาวภา สภากาชาดไทย ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน “Vaccines for Teens” โครงการรณรงค์การฉีดวัคซีนในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2560 ณ ลานเซ็นทรัลคอร์ท ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่เวลา 11.00 – 19.00 น.

ภายในงานพบกับนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคและวัคซีน 5 ชนิดป้องกัน 9 โรคร้าย (ไข้เลือดออก คอตีบ-ไอกรน-บาดทะยัก  เอชพีวี  หัด-หัดเยอรมัน-คางทูม  อีสุกอีใส) รับฟังเสวนา “ไข้เลือดออก มะเร็งปากมดลูก และ ไอกรน – 3 โรคอันตรายในวัยรุ่น”  และ“โรคอันตรายในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น ที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน”  โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนวหน้าของเมืองไทย พร้อมดารารับเชิญนักแสดงสาว แต้ว-ณฐพร เตมีรักษ์ ที่จะมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับการดูแลตนเองให้ห่างจากโรคร้ายและการดูแลสุขภาพ  ร่วมสนุกกับกิจกรรมให้ความรู้-การตอบคำถามด้านสุขภาพโดยแพทย์และพยาบาล พร้อมรับชมการแสดงบนเวทีจากศิลปินชื่อดัง โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร โดยเปิดให้ผู้สนใจเข้าร่วมฟรีตลอดงาน

ร่วมงานฉีดวัคซีน “Vaccines for Teens"

       หมายเหตุ* ไม่มีการฉีดวัคซีนภายในงาน ผู้ที่สนใจรับการฉีดวัคซีน สามารถรับบริการฉีดวัคซีนในราคาพิเศษ ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 30 ธันวาคม 2560 ที่คลินิกเสริมภูมิคุ้มกันและอายุรศาสตร์การท่องเที่ยว สถานเสาวภา สภากาชาดไทย กรุงเทพฯ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางโทรศัพท์ 02-252-0161-4 ต่อ 125, 132

เปิดการแข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 49

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/286536

เปิดการแข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 49

เคมี, ครั้งที่, มหิดลสิทธาคาร, สอวน, โครงการฝนหลวง, โครงการแกล้งดิน

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 49 ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2560 ณ มหิดล

      ในการจัดการแข่งขัน “เคมีโอลิมปิกนานาชาติ ครั้งที่ 49” ระหว่างวันที่ 6-15 กรกฎาคม ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในปีนี้นั้น มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะเจ้าของสถานที่จัดแข่งขัน ได้เนรมิตอาคารหอประประชุมใหญ่ “มหิดลสิทธาคาร” เป็นสถานที่ในการจัดต้อนรับในพิธีเปิดการแข่งขัน ซึ่งได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิ สอวน. ได้เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขัน ด้วยพระองค์เอง ซึ่งนับเป็นพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้

โดยที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงสืบสานพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยรับเป็นองค์ประธานมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (สอวน.) และเป็นองค์อุปถัมภ์โครงการจัดส่งเยาวชนไทยไปแข่งขัน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ โอลิมปิกระหว่างประเทศ ตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม พุทธศักราช 2551 และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา โครงการโอลิมปิกวิชาการของประเทศไทย ก็ได้ดำเนินการภายใต้การสนับสนุนของพระองค์  ปัจจุบันมูลนิธิ สอวน.  มีศูนย์ สอวน.  ซึ่งเป็นศูนย์พัฒนาศักยภาพทางปัญญาของนักเรียนที่มีความพร้อมทั่วประเทศทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ ให้ได้มาตรฐานสากลและสามารถไปแข่งขันด้านวิชาการทั้งในระดับเอเชียและระดับโลกได้

เปิดการแข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 49ในการเป็นเจ้าภาพจัดงานวิชาการระดับโลกครั้งนี้ ยังได้จัดให้มีนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร  เรื่อง “Chemistry in the Royal Innovation of King Rama IX” เพื่อแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี แห่งองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ  พระมหากษัตริย์ ในดวงใจของประชาชนชาวไทย ที่ทรงใช้ศาสตร์วิชาการด้านเคมี ไปประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหา และวางรากฐานการพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการพระราชดำริต่างๆ เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้ประชาชนชาวไทย ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและยั่งยืน ตลอดรัชสมัยของพระองค์ ซึ่งนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติเรื่องนี้ จะเป็นครั้งแรกที่ “นักวิจัยด้านเคมีของมหาวิทยาลัยมหิดล” จะให้อรรถธิบายด้านวิชาการ เพื่อแสดงถึงความลุ่มลึกของศาสตร์ด้านเคมี ที่เป็นหัวใจในโครงการ และผลงานนวัตกรรมของพระองค์ท่าน ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้เข้าร่วมงานจากนานาประเทศกว่า 600 คน  โดยได้นำเสนอผ่านตัวอย่างของโครงการในพระราชดำริ ของพระองค์ท่าน 3 โครงการ ได้แก่ “โครงการฝนหลวง”  “โครงการแกล้งดิน” และ “โครงการไบโอดีเซล” ซึ่งจะอยู่ทั้งในรูปแบบของนิทรรศการ และวีดิทัศน์

เปิดการแข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 49

นอกจากนี้ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เรื่อง “เจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์” เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ที่ทรงเจริญพระชนมายุ 60 ปี ในวันที่ 4 กรกฎาคม  พุทธศักราช 2560นี้ โดยได้แสดงให้เห็นถึงผลงานค้นคว้าและพัฒนาศาสตร์ด้านเคมีของพระองค์ ซึ่งเป็นที่ประจักษ์และยอมรับต่อประชาคมโลก ทรงได้รับการยกย่องพระเกียรติยศด้วยการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลอันทรงเกียรติทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ ซึ่ง ล้วนเป็นผลมาจากพระวิริยะอุตสาหะและพระปรีชาสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์และเคมี จนได้รับถวายสมญานามว่า “เจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์” ของชาวไทย ซึ่งผลทั้งหมดเป็นการสืบสานพระราชปณิธานของพระราชบิดา และแสดงให้เห็นถึงพระกรุณาธิคุณ ของราชวงศ์ไทยที่มีต่อการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เสมอมา การที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันเคมีโอลิมปิควิชาการ ระหว่างประเทศครั้งที่ 49 จึงนับเป็นการเฉลิมพระเกียรติแด่ เจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์ ของปวงชนชาวไทย และแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพและผลงานงานวิจัยด้านเคมี ในระดับโลก เพื่อเผยแผ่พระเกียรติยศและพระปรีชาสามารถด้านเคมีที่มีมาตรฐานระดับโลก ให้เป็นที่ประจักษ์แก่นานาอารยะประเทศ

เปิดการแข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 49

เปิดการแข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 49

การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศครั้งที่ 49 ในครั้งนี้ นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงศักยภาพ ความพร้อมและมาตรฐานของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเคมีโอลิมปิกระดับนานาชาติ ซึ่งมีส่วนช่วยส่งเสริมให้เยาวชนไทย มีโอกาสได้แสดงความสามารถและได้รับประสบการณ์การแข่งขันเชิงวิชาการในเวทีระดับโลกแล้ว ในโอกาสพิเศษนี้ ยังต้องการแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ทั่วไป ต่อนานาอารยะประเทศที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ว่า พระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ ของราชวงศ์จักรีในทุกรัชสมัยของประเทศไทย ทรงให้ความสำคัญต่อการศึกษาและวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ ของประเทศไทยตลอดมาในทุกรัชสมัย

ขอเรียนเชิญคนไทยทุกคน ร่วมเป็นเจ้าภาพในการต้อนรับคณะผู้เข้าแข่งขันเคมีโอลิมปิกครั้งที่ 49 ระหว่างวันที่ 6-15 กรกฎาคม 2560 ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา และร่วมส่งกำลังใจให้กับตัวแทนชาวไทย และผู้แข่งขันจาก 76 ประเทศทั่วโลก โดยสามารถติดตามข่าวสารได้ผ่านเว็บไซต์  https://icho2017.sc.mahidol.ac.th/  และเฟสบุ๊ก  https://www.facebook.com/icho2017/

อนาคตของเด็ก คืออนาคตของประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/286523

อนาคตของเด็ก คืออนาคตของประเทศไทย

การศึกษาคืออนาคตของเด็ก, ศุภนิมิตร, อนาคตของเด็ก, คืออนาคตของประเทศไทย

‘คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 8 บรรทัด’ ‘เด็กๆ อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้’วิกฤตที่เกี่ยวเนื่องกับคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยนี้ เป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายต้องช่วยกันแก้ปัญหา

          “การพัฒนาและการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพด้านการศึกษาของเด็กๆ มูลนิธิศุภนิมิตฯ จะเน้นกระบวนการการมีส่วนร่วม ทั้งจากสำนักงานพื้นที่การศึกษา ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียน ครู และผู้บริหารสถานศึกษาที่อยู่ในพื้นที่ ชุมชน รวมถึงผู้ปกครอง ให้ทุกๆ คนมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาไปด้วยกัน” จิตรา ธรรมบริสุทธิ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยกล่าว

     ปัจจุบันโครงการอุปการะเด็กของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้สร้างโอกาสด้านการศึกษาอย่างมีคุณภาพให้แก่เด็กไทยที่อยู่ในภาวะยากจนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ รวมจำนวนกว่า 80,000 คน และเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง

อนาคตของเด็ก คืออนาคตของประเทศไทย

มูลนิธิศุภนิมิตฯ จะนำสิ่งที่ชุมชนสะท้อนปัญหาของพวกเขามาเป็นโจทก์หลักในการทำงาน ซึ่งปัญหาร่วมที่เกิดขึ้นในทุกๆ พื้นที่ดำเนินงาน คือ ปัญหาการอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ของเด็ก การส่งเสริมด้านการศึกษาเพื่อให้เด็กอ่านออกเขียนได้ จึงถือเป็นหนึ่งในงานหลักที่สำคัญของโครงการอุปการะเด็ก

       หนึ่งในพื้นที่โครงการพัฒนาฯ ของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ที่ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ และการส่งเสริมด้านการศึกษาแก่เด็กๆ จนเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมแล้วในวันนี้ คือ โครงการพัฒนาความอยู่ดีมีสุขของเด็ก ครอบครัว และชุมชน เสิงสาง จ.นครราชสีมา

     จงรัก เถาพิลาศ ผู้จัดการโครงการพัฒนาฯ เสิงสาง จ.นครราชสีมา เล่าว่าโครงการดังกล่าวแม้จะดำเนินงานได้เพียง 3 ปี จากการวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ในพื้นที่ดำเนินงาน พบว่าปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ มีทั้งที่เกิดจากพฤติกรรมของเด็ก การจัดการเรียนการสอนที่ยังไม่เกิดประสิทธิภาพ ครูบางส่วนขาดทักษะ ขาดเทคนิค ขาดสื่อและอุปกรณ์การสอนอย่างเพียงพอ ทำให้เด็กขาดความสนใจในการเรียน ผู้ปกครองขาดความรู้ความเข้าใจ เด็กบางคนถูกทิ้งให้อยู่กับผู้สูงอายุ ซึ่งไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง ทำให้เด็กไม่ได้รับการเตรียมความพร้อมก่อนวัยเรียน

อนาคตของเด็ก คืออนาคตของประเทศไทย

      ทุกๆ ปัจจัยดังกล่าว ถูกนำมาออกแบบเป็นกระบวนการเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ในระดับพื้นที่อย่างเป็นระบบทั้งในโรงเรียน บ้าน และชุมชน โดยเน้นกลุ่มเด็กๆ ระดับปฐมวัยที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เด็กระดับอนุบาล และนักเรียนระดับประถม 1–3

       เริ่มต้นการพัฒนาที่โรงเรียนซึ่งเป็นสถานที่บ่มเพาะความรู้แก่เด็กๆ จะดำเนินการด้วยการ‘เสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพครูผู้สอน’ ให้เท่าทันนวัตกรรมด้านการศึกษาในปัจจุบัน นำสู่การพัฒนาการจัดการเรียนการสอน การผลิตสื่อประกอบการสอนตามบริบทท้องถิ่น เพื่อให้ครูได้ถ่ายทอดสู่เด็กๆ ต่อไป และยังสนับสนุนสื่อการเรียนการสอนแก่สถานศึกษาให้เกิดสื่อนอกจากตำราเรียนที่เสริมการเรียนรู้แก่เด็กๆ

อนาคตของเด็ก คืออนาคตของประเทศไทย

       ณัฐกิตติ์ เหลื่อมล้ำ ครูสอนวิชาภาษาไทย โรงเรียนบ้านโคกไม้งาม อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา เล่าว่าครูได้นำความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาการเรียนการสอน โดยเน้นการสอนแบบมีส่วนร่วมกับนักเรียนผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น เล่นบทบาทสมมุติการเล่าเรื่องในหนังสือให้เพื่อนฟัง ซึ่งผมจะคอยสังเกตพฤติกรรมของเด็กในชั้นเรียนแต่ละคนว่ามีจุดเด่นอะไร และเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้มีโอกาสแสดงความสามารถ ซึ่งเขาจะรู้สึกภาคภูมิใจ

    ส่งเสริมให้เด็กนำความรู้ที่ได้รับจากโรงเรียนกลับมาทบทวนที่บ้านด้วย ‘กิจกรรมอ่านหนังสือให้ผู้ปกครองฟัง’ โดยมีการอบรมให้ความรู้แก่พ่อแม่และผู้ปกครองเพื่อพัฒนาการอ่านการเขียนของเด็ก ให้พ่อแม่มีบทบาทในการพัฒนาการเรียนรู้ของลูกๆ ด้วยวิธีการง่ายๆ เช่น การชักชวนกันอ่านหนังสือ หรือช่วยลูกๆ ทำการบ้าน เกิดประโยชน์ทั้งการให้เด็กได้ทบทวนความรู้ สร้างนิสัยรักการอ่านสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว

อนาคตของเด็ก คืออนาคตของประเทศไทย

     สมหมาย ซึมกระโทก ย่าของเด็กหญิงปทิตตา บุญพิมพ์ เรียนชั้นอนุบาล 2 เล่าว่าพอกลับมาจากโรงเรียนรีบทำการบ้าน ทำเสร็จเขาจะนำมาให้ย่าตรวจทันที และเวลาว่างย่าก็จะชวนเขาให้อ่านหนังสือให้ฟัง ให้น้องคัดลายมือให้ดู”

      ขณะที่การต่อยอดสู่ชุมชน จะเป็นสร้างความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการอ่านออกเขียนได้ รวมถึงการพัฒนาการศึกษาแก่เด็ก โดยจัดเป็น ‘นิทรรศการยอดนักอ่าน สานสัมพันธ์ ปันความรู้’ เปิดโอกาสให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง ชุมชน และตัวแทนจากหน่วยงานท้องถิ่นต่างๆ ร่วมชื่นชมความสามารถของเด็กๆ ผ่านกิจกรรมต่างๆ

      เช่น เด็กอนุบาลอ่านได้ การแข่งขันกิจกรรมยอดนักอ่าน ทั้งการอ่านคำ อ่านจับใจความ เขียนตามคำบอก คัดลายมือ และการแต่งเรื่องจากภาพ รวมถึงให้เป็นเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของครูในการพัฒนาผู้เรียน อีกทั้งยังมีการเสวนาความรู้อื่นๆ เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการที่สมวัย อาทิ ความรู้เรื่องโภชนาการสำหรับเด็กก่อนวัยเรียน เป็นต้น โดยในปี 2559 ได้จัดนิทรรศการฯ ขึ้น 2 ครั้ง มีผู้ร่วมงานกว่า 1,500 คน

อนาคตของเด็ก คืออนาคตของประเทศไทย

       นอกจากนี้ มูลนิธิศุภนิมิตฯ ยังเดินหน้าการส่งเสริมการอ่านออกเขียนได้ของนักเรียน ด้วยการลงนามในบันทึกข้อตกลงเพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนาการอ่านการเขียนของนักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาล ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 องค์การบริหารส่วนตำบลสระตะเคียน กลุ่มเครือข่ายโรงเรียนในตำบลสระตะเคียน จำนวน 6 โรงเรียน และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลสระตะเคียน อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา จำนวน 5 แห่ง ในการประสานความร่วมมือกันสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาการอ่านออกเขียนได้ของนักเรียนต่อไป

จ่อพึ่งศาลปกครองสั่งวิทยฐานะเกณฑ์ใหม่ไม่มีผลย้อนหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/286558

จ่อพึ่งศาลปกครองสั่งวิทยฐานะเกณฑ์ใหม่ไม่มีผลย้อนหลัง

ยื่นศาลปกครอง, เกณฑ์ใหม่, วิทย, จ่อ, พึ่ง, สั่ง, วิทยฐานะ, เกณฑ์, ใหม่, ไม่, มีผลย้อนหลัง, ศาลปกครอง, คุ้มครองชั่วคราว

กลุ่มตัวแทนข้าราชการครูฯ เตรียมพึ่ง”ศาลปกครอง” ขอมีคำสั่ง”คุ้มครองชั่วคราว” ให้เกณฑ์วิทยฐานะใหม่ ไม่มีผลย้อนหลัง กับคนที่บรรจุก่อน 5 ก.ค.2560

      ภายหลังกลุ่มตัวแทนข้าราชการครูที่ได้รับมาตรฐานตำแหน่งและหลักเกณฑ์ในการประเมินวิทยฐานะใหม่ ได้ออกมาเคลื่อนไหวและยื่นหนังสือถึงม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมช.ศึกษาธิการ ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัด ศธ.เพื่อขอให้ทบทวนมาตรฐานตำแหน่งและหลักเกณฑ์ในการประเมินวิทยฐานะรูปใหม่ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อข้าราชการครูที่บรรจุและแต่งตั้งก่อนวันที่ 5 ก.ค.2560 ซึ่งตรงกับวันที่หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินวิทยฐานะข้าราชการครู ประกาศใช้นั้น

น.ส.ดวงใจ ทบวิชา ตัวแทนกลุ่มข้าราชการครูที่ได้รับผลกระทบจากมาตรฐานตำแหน่งและหลักเกณฑ์วิทยฐานะใหม่ กล่าวว่า แม้จะเรียกร้องให้มีการทบทวนมาตั้งแต่ยังเป็นฉบับ ร่าง โดยต้องการให้การประกาศใช้หลักเกณฑ์วิทยฐานะใหม่นั้น ไม่มีผลย้อนหลังมาถึงข้าราชการครูที่บรรจุและตั้งแต่ก่อนวันที่ 5 ก.ค.2560 ซึ่งขณะนี้หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีการประกาศใช้แล้ว ทางกลุ่มได้มีการหารือร่วมกันว่าจะเรียกร้องอย่างไรต่อไป เบื้องต้นเห็นร่วมกันว่าจะยื่นศาลปกครองเพื่อขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

“แม้ในหลักเกณฑ์จะมีบทเฉพาะกาลแต่ก็ไม่ได้ครอบคลุมทั้งหมด บางคนมีการเตรียมตัว วางแผนเพื่อพัฒนาตนเองให้ได้ตามหลักเกณฑ์ ว.17/2552 ถึงจะให้สิทธิแต่ก็เพียง 1 ครั้งและก็ต้องให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ใหม่ต้องรอไปอีก 5 ปี ซึ่งก็เสียโอกาส บั่นทอนกำลังใจ ที่ผ่านมาจึงเรียกร้องว่าถ้าจะทำเกณฑ์ใหม่ก็อยากให้ไปเริ่มใช้กับข้าราชการครูที่บรรจุหลังวันที่ 5 ก.ค.2560 จะเหมาะสมกว่า ไม่ควรมาย้อนหลังกับครูที่ยื่นขอวิทยฐานะ หรือที่เตรียมพร้อมได้ตามเกณฑ์ ว.17/2552 อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลต่างๆและจะเดินทางไปยังสำนักงานสภาทนายความในวันที่ 28 ก.ค.นี้ เพื่อขอให้ช่วยดูรายละเอียดข้อกฎหมายต่างๆ และจะยื่นต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไม่ให้มีการนำหลักเกณฑ์วิทยฐานะใหม่ มาใช้กับข้าราชการครูที่บรรจุก่อนวันที่ 5 ก.ค.2560 ซึ่งที่สุดแล้วไม่ว่าศาลปกครองจะวินิจฉัยเช่นไรก็จะยอมรับตามนั้น”น.ส.ดวงใจ กล่าว