“แซะ” เพื่อสร้าง “สำนึกพลเมือง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/286529

“แซะ” เพื่อสร้าง “สำนึกพลเมือง”

เยาวชน, สื่อ, แซะ, เพื่อสร้าง, สำนึกพลเมือง, อยากทำ, สสส, มหาชน, โคช, Project Management, จับมือกัน

การทำกิจกรรมหรือโครงการพัฒนาเด็กในหลายๆ ครั้งไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เพราะกิจกรรมเหล่านั้นอาจไม่ได้มาจากความ “อยากทำ” ของตัวเด็ก

      แต่เกิดจากการจัดตั้งของผู้ใหญ่ แล้วให้เด็กเป็นเพียงผู้เข้าร่วม เด็กจึงขาดแรงจูงใจที่จะทำกิจกรรม ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่จำเป็นในการดึงเด็กและเยาวชนให้ก้าวมาทำกิจกรรมสร้างสรรค์คือการที่ผู้ใหญ่เปิด “เปิดโอกาส” ให้เด็กได้ลงมือทำด้วยตัวเอง ดังเช่น โครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก โดยการสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่ทำมากว่า 3 ปีแล้ว

      นายชิษนุวัฒน์ มณีศรีขำ ผู้บริหารโครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก กล่าวถึงปัญหาของเด็กในยุคปัจจุบันว่า “เด็กรุ่นใหม่หลายคนมีชีวิตที่ “เดินตามร่อง” คือ 6 โมงเช้าออกจากบ้านไปโรงเรียน 5 โมงเย็นกลับเข้าบ้าน วันหยุดไปเรียนพิเศษ ไม่ได้ทำกิจกรรมนอกเหนือจากการเรียนหรือสิ่งที่โรงเรียนให้ทำ ถ้าเราไม่ช่วยกัน “แซะ” ออกมา เขาอาจเติบโตขึ้นมาโดยขาดทักษะสำหรับดำเนินชีวิตในสังคม”

“แซะ” เพื่อสร้าง “สำนึกพลเมือง”

“แซะ” เพื่อสร้าง “สำนึกพลเมือง”

กระบวนการแซะเด็กออกจากร่องที่โครงการพลังเด็กและเยาวชนฯ เลือกทำ คือการ “เปิดพื้นที่” ให้เด็กทำโครงการจากโจทย์ของบ้านเกิด โดยลงไปศึกษาชุมชนให้รู้จักปัญหาและสิ่งดีๆ ที่มีในท้องถิ่น  เห็นความเชื่อมโยงระหว่างตัวเองกับชุมชน และตระหนักว่าตัวเองสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือชุมชนได้ขณะเดียวกันพี่เลี้ยงในโครงการพลังเด็กและเยาวชนฯ จะทำหน้าที่เป็น “โคช” คอยหนุนเสริมด้วยกิจกรรมและเครื่องมือสร้างการเรียนรู้ เช่น การทำ “แผนที่ชุมชน” ทำให้เห็นภาพรวมของชุมชนได้อย่างครบถ้วน ให้เห็นกลุ่มเป้าหมายที่จะทำงานต่อได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึง การทำ “Project Management” หรือการบริหารจัดการโครงการ เพื่อให้เห็นสถานการณ์ของชุมชน ศักยภาพ องค์ความรู้ และปราชญ์ชาวบ้านหรือผู้รู้ที่ชุมชนมีด้วย เพราะถ้าเด็กมีข้อมูลชุมชนเหล่านี้แล้ว จะสามารถหยิบมาวางแผนการดำเนินกิจกรรมภายใต้โครงการต่อไปได้

นอกจากการทำหน้าที่โคชน้องแล้ว พี่เลี้ยงโครงการพลังเด็กและเยาวชนฯ ยังประสานความร่วมมือจาก “พี่เลี้ยงชุมชน” ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ใจดีในชุมชนที่อยากมีส่วนส่งเสริมลูกหลานมาคอยช่วยแนะแนวทางให้น้องเวลาลงไปกิจกรรมจริงในชุมชนด้วย เพราะมองว่าการทำงานพัฒนาเด็ก จำเป็นต้องใช้การ “จับมือกัน” จากทุกฝ่ายรอบตัวเด็ก

       “แซะ” เพื่อสร้าง “สำนึกพลเมือง”นายคำรณ นิ่มอนงค์ พี่เลี้ยงโครงการพลังเด็กและเยาวชนฯ ยกตัวอย่างการทำงานของพี่เลี้ยงชุมชนให้ฟังว่า “พี่เลี้ยงชุมชนจะเป็นคนที่อยู่ใกล้ตัวเด็กที่สุด ถ้าเข้าเข้าใจและขยับงานต่อได้ จะทำให้การทำงานของน้องลื่นไหล อย่าง อ.เรณุกา หนูวัฒนา และ อ.ธนพล อ่อนพุก จากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ราชบุรี พี่เลี้ยงชุมชนของทีม Road safety ที่ทำเรื่องความปลอดภัยทางท้องถนน ได้ใช้เวลาช่วงเย็นชวนเด็กมาพูดคุยเกี่ยวกับการทำโครงการเสมอ เด็กจึงมีพื้นที่ มีโอกาสประชุมกันบ่อย ขณะเดียวกันก็ทำให้ทางวิทยาลัยเล็งเห็นความสำคัญของโครงการของเด็ก แล้วเข้ามาสนับสนุนด้วย”

คำรณบอกต่อว่า สำหรับการประสานความร่วมมือขั้นต่อไปที่พี่เลี้ยงโครงการพลังเด็กและเยาวชนฯ จะเคลื่อน คือการชวนผู้ปกครองของเด็กในโครงการ มาหนุนการทำกิจกรรมของลูก เพื่อสร้างพื้นที่ให้ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นคุณค่าของกันและกัน พ่อแม่เห็นในความสามารถของลูก ส่วนลูกก็ได้รับความช่วยเหลือในการประสานงานกับผู้ใหญ่ในชุมชน  มากขึ้น

“แซะ” เพื่อสร้าง “สำนึกพลเมือง”

เมื่อผู้ใหญ่ทุกฝ่ายในชุมชนเล็งเห็นความสำคัญของการเข้ามาหนุนให้เด็กลงมือทำโครงการด้วยตัวเองบนโจทย์ของชุมชนแล้ว สิ่งที่ตามมาคือ ความเต็มใจของเด็กในการทำกิจกรรมสร้างสรรค์ ที่จะช่วยเสริมทักษะชีวิตและสำนึกความเป็นพลเมืองให้เขาต่อไป และนี่อาจเป็นหนึ่งในทางออกของการทำโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่ยั่งยืน

โชว์ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมภูมิปัญญาไทย 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/286520

โชว์ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมภูมิปัญญาไทย 4.0

หุ่นกระบอก, Hpro, Green, บางกอกหุ่นไทย

The Art Thai Market โชว์ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมภูมิปัญญาไทย 4.0 ใช้สินค้าไทย ก้าวไกลการตลาดสื่ออนไลน์

        กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  และ บริษัทเอชโปร (Hpro) จัดเทศกาลThe Art Thai Market  ชม ชิม ช็อป สืบสานภูมิปัญญาไทย หัวใจ 4.0 งานที่รวบรวมผลิตภัณฑ์ OTOP ที่เด่นดังจากกลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน จำนวน 46 ราย จากการเข้าร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ในโครงการพัฒนาเครือข่ายผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ร่วมกับ โครงการพัฒนาและการรวมกลุ่มของผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ที่ K Village สุขุมวิท 26 เมื่อเร็วๆ นี้

           นายเพทาย ล่อใจ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่าการยกระดับและการมีช่องทางทางการตลาดให้ผู้ประกอบการและเพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มหัตถกรรมประยุกต์ของเครือข่ายผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนตลอดห่วงโซ่อุปทาน จำนวน 46 รายและกลุ่มเครือข่ายไทยดีดีของการรวมกลุ่มและการพัฒนาผู้ประกอบการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ จำนวน 39 ราย ผ่านกระบวนการพัฒนาและฝึกอบรมและการแนะนำเชิงลึก และการศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง ในการจัดงานแสดงสินค้า The Art Thai Market  ชม ชิม ช็อป สืบสานภูมิปัญญาไทย หัวใจ 4.0 ครั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มเครือข่ายได้นำผลิตภัณฑ์มาทดลองตลาดและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จัก ตลอดจนทำให้กลุ่มผู้ประกอบการและผู้เที่ยวชมงานได้เห็นความสำคัญของการดำเนินธุรกิจในรูปแบบของเครือข่าย

โชว์ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมภูมิปัญญาไทย 4.0

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้ทำร่วมกับ มศว โดยศูนย์บริการวิชาการที่ได้อบรมบ่มเพาะเทคนิคการพัฒนาผลิตภัณฑ์และช่องทางการจำหน่ายสินค้า โดยเรายึดทุนทางวัฒนธรรมภูมิปัญญาเป็นตัวตั้ง พัฒนาสินค้าตามกลุ่มเป้าหมายคือนักท่องเที่ยวที่จะสร้างรายได้ให้ชุมชนได้ เป็นสินค้าของฝากของที่ระลึก แนวทางที่ 2 คือยึดสินค้าตามความต้องการของตลาดเป็นหลักจาก 5 ประเภท อาหาร เครื่องดื่ม ผ้าและเครื่องแต่งกาย ของใช้ ของตกแต่ง สมุนไพร ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดปัจจุบันที่ต้องการสินค้าที่ไม่เหมือนกัน ต้องเป็นสินค้าเฉพาะที่มีการออกแบบหลากหลาย รวมทั้งการยกระดับศักยภาพในการดำเนินธุรกิจให้ผู้ประกอบการใน 4 ช่วง คือ ช่วง Start up ให้มีผู้ประกอบการใหม่ๆ / การพัฒนาทายาทของธุรกิจเดิม / การสร้างความเจริญเติบโตให้กับธุรกิจโดยเน้นคุณภาพมาตรฐานสินค้า เช่น มพช. มาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมแบบย่อ (Green) การพัฒนาบรรจุภัณฑ์และรูปแบบสินค้า ไปสู่ช่วงการสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจเช่นการนำดิจิทัล สื่อออนไลน์ที่เป็นช่องทางการตลาดที่สำคัญตอนนี้ การใช้ผ่านโมบายได้ในการวางแผนธุรกิจ เป็นต้น ทั้งนี้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมมั่นใจว่ากิจกรรมการนำเครือข่ายผู้ประกอบการมาแสดงและจำหน่ายสินค้าในครั้งนี้จะช่วยให้ประเทศไทยเรามีสินค้าดีเด่นเพื่อยกระดับผู้ผลิตและกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมั่งคั่งและยั่งยืน”

ปิลันธนา นามวงศ์ ผู้ผลิตและจำหน่ายงานถักแฮนด์เมดจากไหมพรม ย้อมสีธรรมชาติ “จุ๊บเจลเนอรัลกล่าวว่า “กลุ่มเราอยู่ที่เขตภาษีเจริญ มีจุดเด่นใช้ไหมพรมย้อมสีธรรมชาติ เช่น หมวกถักสีม่วงเทากะปิย้อมมาจากเปลือกมังคุด สีครีมจากยูคา เป็นต้น สินค้าขายดีจะเป็นสินค้าที่พัฒนารูปแบบและการใช้งานให้สามารถเป็นของชิ้นเดียวกันแต่ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น หมวกเป็นผ้าพันคอ เป็นสายคาดเอวได้ เป็นผ้าคลุมไหล่ ชิ้นนี้ ราคา 750 บาท งานถักสายหุ้มกระเป๋าแบรนด์เนมทุกรุ่น สินค้าเราได้เป็นสินค้าอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย”

โชว์ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมภูมิปัญญาไทย 4.0

ปิลันธนา นามวงศ์

เอกฉันท์ จันอุไรรัตน์ เจ้าของสินค้า “เครื่องลงยาสีโบราณ” กล่าวว่า “ตอนนี้มีผู้ที่ทำเครื่องลงยาสีเหลือน้อยแล้ว ส่วนตนเองรับช่วงต่อมาจากรุ่นแม่ ทำมา 50 ปีแล้ว อยู่ที่นนทบุรี เสน่ห์ของสินค้าคือเป็นสินค้าไทย มีลายไทยอย่างลายกนก ลายพุดตาน  เครื่องลงยาสีเป็นงานศิลปะที่ใช้ตกแต่งเครื่องเงินเครื่องทองของไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยการนำหินที่มีสีสันต่างๆ มาเผาให้ละลายติดอยู่บนเครื่องประดับที่ต้องการ เป็นภูมิปัญญาไทย มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย สินค้าของเราผลิตโดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเครื่องลงยาสีโบราณตามมาตรฐาน OTOP ห้าดาว จากการที่ได้ร่วมในโครงการก็ทำให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนารูปแบบสินค้าให้หลากหลายและทันสมัยขึ้น สินค้าส่วนใหญ่เป็นของฝากของที่ระลึก มีราคาตั้งแต่หลักร้อยไปถึงหลักหมื่น กลุ่มลูกค้ามีทั้งหน่วยงานราชการต่างๆ ที่สั่งสินค้าลงยาสีประทับตราหน่วยงานเพื่อเป็นของที่ระลึกมอบให้กับบุคคลสำคัญบ้าง ชาวต่างชาติบ้าง หรือแม้แต่เด็กๆ รุ่นใหม่ที่หันมาสนใจมากขึ้น ซื้อเป็นของฝากเวลาไปเรียนต่อต่างประเทศเพราะสินค้าบ่งบอกเอกลักษณ์ความเป็นไทย สินค้ามีตั้งแต่ชิ้นเล็กไปจนถึงชิ้นใหญ่ที่ทำมามีประมาณ 2,000 แบบ เครื่องประดับและของใช้ เช่น เข็มกลัดติดเสื้อ ตลับใส่นามบัตร แหวน ขวดยาดมลงยา ที่คั่นหนังสือ กรอบรูป โดยเฉพาะ ‘กล่องเครื่องประดับลงยาสีนพเก้า’ ที่เป็นสินค้าเด่นของกลุ่ม”

โชว์ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมภูมิปัญญาไทย 4.0

เอกฉันท์ จันอุไรรัตน์

       พิรุณ ศรีเอี่ยมสะอาด ผู้ผลิตและจำหน่าย “บางกอกหุ่นไทย” พลิกผันชีวิตจากสถาปนิกเพราะพิษเศรษฐกิจยุคฟองสบู่แตกมาสู่การสร้างงานศิลปะให้เป็นของที่ระลึกมีคุณค่าและมีมูลค่าได้สำเร็จในวันนี้ โดยการปั้นหุ่นพระรามเป็นหุ่นกระบอกใส่ตู้ตั้งโชว์ ออกขายและขายได้ในราคา 800 บาทในช่วงเริ่มอาชีพ ตอนนี้ตัวละหลายพันหลังจากนั้นก็ลองผิดลองถูกสร้างสรรค์ชิ้นงานขายตามตลาดเปิดท้าย ขายในห้าง สอนด้วย ทำมาจนสินค้าได้รางวัล OTOP ของกรุงเทพมหานคร และเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแสดงสินค้าให้กับอาคันตุกะในทำเนียบรัฐบาลก็หลายครั้ง ได้รับออร์เดอร์เป็นสินค้าของที่ระลึกให้กับบุคคลสำคัญๆ พิพิธภัณฑ์บางแห่งก็เคยสั่งให้ทำเป็นหุ่นกระบอกชุดยกรบ รามเกียรติ์ ตัวละครในวรรณคดีไทย ราคาเฉลี่ยหลักร้อยไปถึงหลักแสนบาท ทุกวันนี้ก็พัฒนารูปแบบสินค้าตามความต้องการของลูกค้าซึ่งมักจะเป็นโจทย์ใหม่ๆ ให้ได้เรียนรู้สร้างชิ้นงานที่แปลกใหม่มากขึ้นและมีช่องทางการตลาดทางออนไลน์ด้วยขณะนี้”

โชว์ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมภูมิปัญญาไทย 4.0

พิรุณ ศรีเอี่ยมสะอาด

        สมชาย น้อยจินดา ประธานกลุ่ม “แก้วเป่าประยุกต์ศิลป์ไทย” และผู้ผลิตจำหน่ายสินค้าแก้วเป่าที่สร้างชื่อเสียงคือ เรือสุพรรณหงส์แก้วเป่าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ยาว 2.50 เมตร ตลอดจนยังได้สิทธิบัตรการออกแบบตู้หรือบรรจุภัณฑ์ที่สามารถมองเห็นความงดงามของสินค้าได้รอบด้าน “ปัจจุบัน เรือสุพรรณหงส์ก็ยังผลิตอยู่ มี 3 ขนาด เดิมผมขับรถแท็กซี่เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้วแต่อยากทำอะไรที่คนอื่นไม่ทำ ใหญ่ที่สุด จึงคิดว่าเรือสุพรรณหงส์แสดงเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่คนไทยและต่างชาติรู้จัก เลยไปดูศึกษาจากคนที่รู้มาบ้าง ครูพักลักจำ กระทั่งได้ทำมาถึงทุกวันนี้จนอยากทำเป็นพิพิธภัณฑ์ ซึ่งตอนนี้ก็หันมาเพิ่มสีสันและรูปแบบสินค้าให้หลากหลายกับความต้องการของคนรุ่นใหม่และตลาดทั้งเครื่องประดับและของที่ระลึก ราคาเฉลี่ยหลักร้อยไปจนถึงหลักแสน เช่น ที่ชงน้ำ ตุ๊กตานักษัตร สัตว์ปีเกิด ชุดม้า ยากกว่านั้นก็มีการเป่าแก้วแบบยุโรป อิตาลี เอาลายมาใส่ เป่าแก้วเป็นดอกเห็ด ดอกลีลาวดีใส่ลงไปในกบตัวจิ๋วก็เป่ามาจากแก้วทั้งชิ้น เพราะคนไม่ค่อยรู้ว่าแก้วทำอะไรต่างๆ ได้มากมาย เราได้เรียนรู้เทคนิคการสร้างชิ้นงานใหม่ๆ ทำให้เพิ่มมูลค่าได้และมีกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ๆ”

         ประสาท ขันธพัฒน์ ผู้ผลิตและจำหน่ายแบรนด์เสื้อผ้า INLADAA BLOUSE หนึ่งในตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบการเครื่องนุ่งห่ม เล่าว่า “ผมเติบโตมากับการได้ช่วยกลุ่มสตรีมุสลิมที่แถวบ้านอยุธยาทำงานรับจ้างปักจักร เย็บปักถักร้อย ทำเสื้อ จนที่สุดผมก็ทำเสื้อยี่ห้อ อาลาดิน แนวมุสลิมผู้ชายๆ จนเปลี่ยนมาทำเสื้อผู้หญิงอินลดา นี้ก็เลยสลับคำว่าอาลาดินเป็นอินลดาให้รู้สึกถึงความเป็นผู้หญิง มีแต่ใจที่อยากทำเสื้อขาย ทำมา 12 ปีแล้วก็ได้เข้ามาเรียนรู้การปรับปรุงสินค้าให้ทันสมัย เหมาะกับลูกค้า เพิ่มช่องทางการตลาดเพราะโลกเปลี่ยนเป็นสังคมออนไลน์ ดิจิทัลมากเราต้องตามให้ทัน ก็พัฒนาตัวแบบเสื้อ ล่าสุดก็เป็นเสื้อคลุมตัวยาวแต่ยังคงเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้คือ เป็นเสื้อแขนเป้า เสื้อคลุมตัวสั้นที่ตัดเย็บด้วยผ้าไหมใส่ได้ 2 ด้าน ตอนหลังก็มีงานปักลวดลายต่างๆ แต่เป็นการปักจักรที่ละเอียดร่วมด้วย 

โชว์ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมภูมิปัญญาไทย 4.0โชว์ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมภูมิปัญญาไทย 4.0

The Art Thai Market  ชม ชิม ช็อป สืบสานภูมิปัญญาไทย หัวใจ 4.0 งานที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจับมือร่วมกับสถาบันการศึกษาภาครัฐ เพื่อขยายช่องทางการเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ OTOP ดีเด่นหลากหลายประเภท เพื่อให้คนไทยได้ภาคภูมิใจว่าสินค้าไทยเป็นสินค้าดี มีมาตรฐานและมีคุณภาพระดับประเทศ สนับสนุนให้สินค้าไทยมีเวทีโชว์และเพิ่มช่องทางการตลาดทางสื่อสังคมออนไลน์ ให้สินค้าไทยคงความเป็นภูมิปัญญาไทยที่ทรงคุณค่าและมีมูลค่าอย่างสมศักดิ์ศรี.

มมส มุ่งพัฒนาสู่มหาวิทยาลัยสีเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/286491

มมส มุ่งพัฒนาสู่มหาวิทยาลัยสีเขียว

จัดการขยะ, มมส, Green University

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) เอาจริงด้านจัดการขยะมูลฝอยอย่างเป็นระบบ ร่วมกับทุกส่วนงาานภายใน สร้างวินัย และสร้างจิตสำนึกให้บุคลากร นิสิต และนักเรียน คัดแยกขยะ

        มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) จัด“กิจกรรมรณรงค์โครงการบริหารจัดการขยะภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม”  โดยมี  ศ.ดร.สัมพันธ์ ฤทธิเดช อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมแสดงสัญลักษณ์ในพิธีเปิดงาน  โดยการโยนขวดน้ำพลาสติกที่ใช้แล้ว  ลงในถังขยะประเภทถังรีไซเคิล เพื่อเป็นตัวอย่างและให้นโยบายแก่บุคลากร  นิสิต  และนักเรียน  ด้านการจัดการขยะภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม  โดยต้องอาศัยทุกคนร่วมมือกันคนละไม้คนละมือในการรู้จักแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง  เพื่อการจัดการขยะปลายทางให้ได้ผลและเกิดประโยชน์

มมส มุ่งพัฒนาสู่มหาวิทยาลัยสีเขียว

ผศ.ดร. ธีรยุทธ ชาติชนะยืนยง รองอธิการบดีฝ่ายอำนวยการ  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  เปิดเผยว่า  ในปัจจุบัน  มหาวิทยาลัยมหาสารคามมีปริมาณขยะเกิดขึ้น 4-6 ตันต่อวัน และเสียค่าใช้จ่ายในการกำจัด พร้อมประสบปัญหาสถานที่รับกำจัดขยะล้นไม่สามารถรองรับปริมาณขยะมูลฝอยได้ทั้งจังหวัด  ด้วยเหตุนี้ กองอาคารสถานที่  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ดำเนินการพัฒนาระบบบริหารจัดการขยะภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคามให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  พร้อมสอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ พ.ศ. 2559 – 2564 มุ่งมั่นจัดการขยะมูลฝอยอย่างเป็นระบบ โดยการมีส่วน ร่วมของทุกส่วนงานพร้อมพัฒนามุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University)

มมส มุ่งพัฒนาสู่มหาวิทยาลัยสีเขียว

ทั้งนี้  เพื่อมุ่งมั่นจัดการขยะมูลฝอยอย่างเป็นระบบโดยการมีส่วนร่วมของทุกส่วนงานภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พร้อมทั้งเพื่อสร้างวินัย และสร้างจิตสำนึกให้บุคลากร นิสิต และนักเรียน ในการคัดแยกขยะ ตั้งแต่ต้นทาง ตลอดจนเป็นการลดปริมาณขยะและลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม  กิจกรรมภายในงานมีผู้บริหาร อาจารย์ บุคลากร นิสิต นักเรียน และประชาชน  มากกว่า  300 คน  เข้าร่วมในพิธีเปิดงาน  ก่อนจะร่วมเดินรณรงค์การจัดการคัดแยกขยะไปตามคณะ/หน่วยงานต่างๆภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม  ซึ่งหลังจากนี้  ทางมหาวิทยาลัยมหาสารคาม  ได้จัดวางถังขยะที่แยกประเภทไว้  ตามจุดต่างๆ ทั่วมหาวิทยาลัยเพื่ออำนวยความสะดวกในการแยกทิ้งขยะให้ถูกประเภท

มมส มุ่งพัฒนาสู่มหาวิทยาลัยสีเขียว

ด้าน  ศ.ดร.สัมพันธ์  กล่าวว่า การลดปริมาณขยะ  และแก้ปัญหาขยะล้นเมือง  จะสำเร็จไม่ได้ หากให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งรับผิดชอบ  จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วนภายในมหาวิทยาลัย  เข้ามาเป็นส่วนร่วมในการดำเนินงาน เพื่อสร้างความเข้มแข็ง  และขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน  โดยเน้นการลด คัดแยก  และนำกลับมาใช้ใหม่ด้วยหลักการ 3R คือ R : Reduce คือ การลดการใช้, R : Reuse คือ การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด และ R : Recycle คือ การนำหรือเลือกใช้ทรัพยากรที่สามารถนำกลับมารีไซเคิล หรือนำกลับมาใช้ใหม่  ซึ่งจะสร้างระบบบริหารจัดการขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะนำไปสู่ความร่วมมือในการแก้ปัญหาและแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป

ก่อนจะเป็นพลเมือง(สื่อ)น้ำดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/286470

ก่อนจะเป็นพลเมือง(สื่อ)น้ำดี

สื่อ, ทักษะ องค์ความรู้ และช่องทาง, เยาวชนนักสื่อสารสาธารณะ, มหาชน, ทุกข์และทุน, แบนเนอร์, Active Citizen

เพราะต้นทุนของความเป็นพลเมืองในยุคดิจิตอลไม่ใช่เพียงแค่การเข้าถึงเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทหลากหลายในชีวิตประจำวัน

      แต่ยังหมายรวมไปถึงการที่เยาวชนมี “ทักษะ องค์ความรู้ และช่องทาง”ในการใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาดด้วย

การสื่อสารต่อสาธารณะจึงเป็นเรื่องจำเป็น เนื่องจากสถานการณ์การสื่อสารที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การปรับตัวด้วยการพัฒนาช่องทางการสื่อสารของพลเมืองจึงเป็นแนวทางหนึ่งในการเผยแพร่โครงการของตนเองที่สามารถเข้าถึงคนหลายๆกลุ่ม กิจกรรม workshop “เยาวชนนักสื่อสารสาธารณะ” โดยThai PBS ร่วมกับ มูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพานิชย์ จำกัด (มหาชน) จึงเป็นการเปิดพื้นที่การสื่อสารของเยาวชนใน 4 โครงการ

ก่อนจะเป็นพลเมือง(สื่อ)น้ำดี

ประกอบด้วย โครงการเสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายเยาวชน จ.น่าน โครงการพัฒนาเยาวชนพลเมืองดีศรีสะเกษโครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก และโครงพลังพลเมืองเยาวชนสงขลา โดยเริ่มต้นจากโจทย์ชุมชนแล้วนำมาสู่โครงการที่เด็กและเยาวชนออกแบบขึ้นเพื่อตอบโจทย์ชุมชน ภายใต้“ทุกข์และทุน”ที่เขามองเห็น ซึ่งกิจกรรม workshop “เยาวชนนักสื่อสารสาธารณะ”ในครั้งนี้จะเป็นการเสริมทักษะการทำงานในรูปแบบการสื่อสารสาธารณะของเยาวชนให้เป็นรูปธรรมและสามารถเข้าถึงแก่คนทั่วไปมากขึ้น

      วลัยลักษณ์ ชมโนนสูง เจ้าหน้าที่พัฒนาเครือข่ายสื่อพลเมือง สำนักเครือข่ายสื่อสาธารณะ  Thai PBS กล่าวว่า กิจกรรมworkshop “เยาวชนนักสื่อสารสาธารณะ” เป็นการเปิดโอกาสให้น้องๆเยาวชนในฐานะคนดูได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแชร์ประสบการณ์การทำงานของตนเอง โดยสวมบทบาทนักข่าวพลเมือง ด้วยตัวของน้องๆเอง ซึ่งน้องๆเยาวชนจะได้เรียนรู้วิธีการทำข่าวและเห็นความสำคัญของนักข่าวพลเมืองว่าทำหน้าที่อะไร ทำไมต้องมีนักข่าวพลเมือง เครื่องมือของนักข่าวพลเมืองมีอะไรบ้าง นักข่าวพลเมืองสื่อสารผ่านช่องทางไหนได้บ้าง

ก่อนจะเป็นพลเมือง(สื่อ)น้ำดี

โดยมีการฝึกทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฎิบัติจริง ได้แก่ กิจกรรมที่1.การสร้าง Banner (แบนเนอร์) ง่ายๆ เพื่อประชาสัมพันธ์และสื่อสารในสิ่งที่ตนอยากบอก ด้วยการให้เยาวชนลงพื้นที่หาข้อมูล ในประเด็นที่สนใจ ผ่านการพูดคุยกับคนที่สามารถให้ข้อมูลในเรื่องที่เยาวชนสนใจให้มากที่สุด พร้อมทั้งเลือกรูปให้ตรงกับประเด็นที่อยากนำเสนอให้สาธารณะรับรู้ แล้วโพสต์ลงเฟสบุ๊ค กิจกรรมนี้จะเป็นการสื่อสารง่ายๆ ผ่านภาพนิ่งเพื่อบอกกล่าวเล่าเรื่องว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ขณะที่ในกิจกรรมที่ 2.การถ่ายทำวิดีโอในรูปแบบสารคดีข่าว ด้วยการให้เยาวชนแต่ละกลุ่มเลือกประเด็นที่ทางกลุ่มสนใจ แล้วลงพื้นที่สัมภาษณ์แหล่งข่าวแบบเจาะลึก การช่างสังเกตเพื่อดึงความโดดเด่นของบริบทชุมชน จากนั้นนำมาเรียบเรียงเขียนบทสารคดีสั้น โดยเยาวชนต้องออกแบบหรือเดินเรื่องด้วยตัวเองตั้งแต่การกำหนดประเด็น วาระหรือเรื่องราวที่อยากนำเสนอ การพากษ์เสียง แล้วถ่ายทอดเป็นคลิปวิดีโอและนำไปสู่การนำเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในมุมต่างๆกับเพื่อนกลุ่มอื่นๆ

กระบวนการดังกล่าวไม่ได้เพียงต้องการให้น้องๆเยาวชนได้รับความรู้เพียงการถ่ายภาพและจับประเด็นเท่านั้น แต่ยังเป็นการฝึกให้เยาวชน มีทักษะในการตั้งคำถาม เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตนเองสนใจ และอยากถ่ายทอดให้คนอื่นให้รับรู้และเข้าใจมากที่สุด ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณสมบัติของการเป็นเยาวชนนักข่าวสื่อสารสาธารณะ ผ่านการคิดวิเคราะห์ เรียนรู้ แล้วนำทักษะองค์ความรู้ที่ตกผลึกมาสู่การผลิตสื่อง่ายๆ ประยุกต์ใช้กับโครงการของตัวเองได้ในท้ายที่สุด

ก่อนจะเป็นพลเมือง(สื่อ)น้ำดีก่อนจะเป็นพลเมือง(สื่อ)น้ำดี

 

       กิตติรัตน์ ปลื้มจิตร เจ้าหน้าที่โครงการสนับสนุนองค์กรเพื่อพัฒนาเยาวชน มูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวสอดคล้องกันในเรื่องการสนับสนุนการพัฒนาเยาวชนไปสู่ความเป็น Active Citizen” บนฐานความเชื่อที่ว่า หากเยาวชนได้มีโอกาสทำหน้าที่เพื่อช่วยคลี่คลายปัญหาให้ชุมชน จะช่วยให้เด็กและเยาวชนได้ประสบการณ์ชีวิต เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อชุมชนตนเอง และก่อให้เกิดความรู้สึกเชื่อมโยงตัวเองกับชุมชนที่ตนอาศัยอยู่  นำไปสู่การจัดการปัญหาและขับเคลื่อนสำนึกความเป็นพลเมืองไปด้วยกัน

ขณะเดียวกัน การเป็นทั้งผู้ผลิตสารและผู้มีสารอยู่ในมือของเยาวชนที่ทำโครงการจะนำไปสู่การเล่าเรื่อง ต่อสาธารณะ เพื่อสร้างการรับรู้เรื่องราวบริบทของชุมชนที่ตนอาศัย ซึ่งถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งช่องทางในการสร้างแรงกระเพื่อมสำหรับการเป็นสื่อน้ำดีแก่สังคม เพราะการสร้างเจตคติของผู้ส่งสารและรับสาร ภายใต้อัตลักษณ์ของความเป็นพลเมือง คือโจทย์หนึ่งที่ท้าทายสำหรับการเปลี่ยนผ่านความเป็นสื่อในยุคดิจิตอลที่เยาวชนพึงตระหนัก

ก่อนจะเป็นพลเมือง(สื่อ)น้ำดี

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ“การเติมเต็มความรู้สึกรักและหวงแหน”แก่เยาวชนได้เรียนรู้ถึงรากเหง้าของของชุมชน ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานสำคัญสำหรับการวางแผนการทำงานขับเคลื่อนจากโจทย์ชุมชนสู่การทำงานระดับจังหวัด เพราะการถ่ายทอดภูมิปัญญาจากผู้ใหญ่ที่มีกระบวนการแตกต่างกันตามบริบทของพื้นที่ จะนำไปสู่การทำงานในโครงการของเด็กและเยาวชน ทั้งด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ศิลปะวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และสัมมาชีพ ที่ตนสนใจ เรียกได้ว่า “เป็นการเป็นการเตรียมเด็กให้เชื่อมต่องานกับผู้ใหญ่ในการดูแลบ้านเกิดตัวเอง”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่านั้นไม่ใช่เพียงแค่การเชื่อมโยงกันในแต่ละมิติเพื่อให้เกิดการส่งต่อของคนแต่ละรุ่นเท่านั้น ทว่านี่เป็นการใช้ช่องทางเทคโนโลยีในการสื่อการและการสร้างมาตรฐานความเป็นสื่อนำดีฉบับใหม่ให้กับสังคมไทยด้วย

โพลชี้ “ปชช. ร้อยละ 87 ตั้งใจงดเหล้าเข้าพรรษา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/286473

โพลชี้ “ปชช. ร้อยละ 87 ตั้งใจงดเหล้าเข้าพรรษา”

งดเหล้าเข้าพรรษา, โพลชี้, ปชช, ร้อยละ, รมววธ

วธ. เผยผลโพล “วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา” ปชช. ร้อยละ 87 ตั้งใจงดเหล้าเข้าพรรษา ร่วมหล่อเทียน-ถวายเทียนพรรษา-เข้าวัดทำบุญนุนไทย-อาเซียน จัดกิจกรรมสานสัมพันธ

          นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า  กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ร่วมกับ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิตสำรวจความคิดเห็นเด็ก เยาวชน และประชาชน หัวข้อ “วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา” จากกลุ่มตัวอย่าง 2,668 คน ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ระหว่างวันที่ 20 – 30 มิถุนายน 2560 โดยผลสำรวจความคิดเห็น พบว่าประชาชนร้อยละ 95.43 ทราบว่า วันอาสาฬหบูชาเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระปฐมเทศนาเป็นครั้งแรกในโลก ชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ทำให้อัญญาโกณฑัญญะพราหมณ์ได้ดวงตาเห็นธรรมทูลขออุปสมบทเป็นพระภิกษุรูปแรก จนบังเกิดพระรัตนตรัย ครบทั้ง 3 คือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ และ ร้อยละ 95.99 ทราบว่า วันเข้าพรรษาเป็นวันที่พระสงฆ์อธิษฐานว่าจะพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งตลอดระยะเวลาฤดูฝนที่มีกำหนดระยะเวลา 3 เดือนตามที่บัญญัติไว้ โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่นเว้นแต่มีกิจธุระจำเป็น เพื่อศึกษาพระธรรมวินัยของพระภิกษุสงฆ์

ทั้งนี้ ผลสำรวจยังพบว่า ประชาชน ร้อยละ 61.54 ทราบว่า ประเทศไทยร่วมกับประเทศอาเซียน จัดกิจกรรมวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาใน 16 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดตาก เชียงราย แม่ฮ่องสอน สระแก้ว ตราด สุรินทร์ มุกดาหาร บึงกาฬ หนองคาย อุบลราชธานี นครพนม เลย ศรีสะเกษ ระนอง สงขลา และสตูล ระหว่างวันที่ 3-9 กรกฎาคมนี้ เพื่อบูรณาการจัดกิจกรรมสานสัมพันธไมตรีในมิติพระพุทธศาสนาอาเซียน  โดยน้อมนำหลักธรรมทางศาสนาไปประพฤติปฏิบัติ และนำความเป็นวิถีถิ่น วิถีไทย และวัฒนธรรมไทยสู่วัฒนธรรมอาเซียน

นายวีระ กล่าวอีกว่ายังได้สำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรมที่ประชาชนจะทำในวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา พบว่า ร้อยละ 87.07 ตั้งใจจะงดดื่มเหล้าตลอดพรรษารองลงมาร้อยละ 84.65 ไปหล่อเทียน ถวายเทียนพรรษา และเข้าอุปสมบทเป็นภิกษุ และร้อยละ 65.99 เข้าวัดทำบุญทุกวันพระตลอดพรรษาและร่วมกิจกรรมงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษาประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 3-9 ก.ค. นี้ รวมทั้งพบว่า ร้อยละ 83.69 สนใจเข้าร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และ ร้อยละ 61.17 สนใจร่วมพิธีวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษาของหน่วยงานภาครัฐ 20 กระทรวง

ขณะเดียวกัน ผลสำรวจได้สอบถามความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการส่งเสริมพระพุทธศาสนา ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่เสนอให้ วธ. จัดกิจกรรมเกี่ยวกับพิธีกรรมทางศาสนาอย่างต่อเนื่อง อาทิ  ทำบุญ ตักบาตร ฟังเทศน์ฟังธรรม เวียนเทียน และถวายเทียน เป็นต้น รวมทั้งจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้อย่างทั่วถึง เพื่อเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันอนุรักษ์วัฒนธรรม สืบสานประเพณีที่ดี และ  ปลูกฝัง กระตุ้นให้เยาวชนตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของพระพุทธศาสนา ตลอดจนรณรงค์ให้ประชาชนลด ละอบายมุข ถือศีลในวันสำคัญทางศาสนา ทั้งนี้ วธ.จะนำข้อเสนอแนะต่างๆ มาปรับปรุงการทำงานในปีต่อๆ ไป

กกอ. ไม่ปรับเกณฑ์ ครูคืนถิ่น ย้ำ TOEIC 400

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/286444

กกอ. ไม่ปรับเกณฑ์ ครูคืนถิ่น ย้ำ TOEIC 400

ดราม่า, ครูคืนถิ่นลดสอบTOEIC, ยันไม่ปรับเกณฑ์, ต้องการคนเก่ง, มีคุณภาพ, กกอ, ไม่ปรับเกณฑ์, ครูคืนถิ่น, ย้ำ, TOEIC, 400

เลขาธิการกกอ. ยืนยัน ไม่สามารถปรับเกณฑ์ ครูคืนถิ่น ได้พร้อมย้ำ TOEIC 400 คะแนน คกก.โครงการครูคืนถิ่น พิจารณาหลายรอบ ขณะที่ สช. หนุนทดสอบความรู้ทางภาษาอังกฤษ

      ดราม่า “#ครูคืนถิ่น”  เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์สนั่นโลกโซเซียล ความคิดเห็นหลากหลาย กรณีผู้ผ่านคัดเลือก “โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น” หรือ “ครูคืนถิ่น” ปี 2560 ที่ออกมาเรียกร้องให้ปรับลดคะแนนสอบ เช่น TOEIC จาก 400 คะแนน เหลือ 250 คะแนน หรือใช้วิธีการอบรมแทน นั้น
ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่าการกำหนดเกณฑ์โครงการครูคืนถิ่นนั้น มีการปรับเปลี่ยนทุกปี เพื่อคัดเลือกครูที่มีคุณภาพ และการปรับเกณฑ์ปีนี้ มีความเข้มข้นมากขึ้น เพราะต้องการคนเก่งมาเป็นครู ส่วนการกำหนดเกณฑ์ภาษาอังกฤษ ซึ่งจะต้องผ่านจากการสอบข้อสอบกลาง 400 คะแนน ไม่ใช่คะแนนจากมหาวิทยาลัย เพราะไม่ต้องการให้เกิดความเหลื่อมล้ำ

อีกทั้ง คะแนนโทอิค 400 คะแนนนั้น ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการในโครงการดังกล่าว ซึ่งคาดว่ามีการพิจารณาหลายรอบแล้ว คงไม่สามารถปรับเกณฑ์ได้ ซึ่งหากปรับได้คงต้องเป็นเกณฑ์ใหม่ในปีถัดไป
ขณะที่ ดร.พะโยม  ชิณวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) กล่าวว่า  ขณะนี้นวัตกรรมการจัดการศึกษามีความก้าวหน้าไปมาก มีการส่งเสริมการสอนรูปแบบสะเต็มศึกษา ที่เน้นวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และยังมีในมิติอื่นๆ อีกมาก เพราะฉะนั้น ความรู้ ความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษเป็นอีกเรื่องที่ครูผู้สอนจำเป็นจะต้องมี            อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีการกำหนดให้ครูที่ผ่านการคัดเลือกโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น หรือ ครูคืนถิ่น ปี 2560 จะต้องมีผลการทดสอบภาษาอังกฤษ เช่น มีคะแนน TOEIC  400 คะแนนนั้น ส่วนตัวมองว่าการทดสอบความรู้ทางภาษาอังกฤษเป็นส่วนหนึ่ง แต่ก็เป็นเรื่องปลายทาง เพราะประเด็นสำคัญคือ การจัดการศึกษาแต่ต้น โดยส่งเสริมให้นิสิต นักศึกษาในโครงการครูคืนถิ่นได้รับการพัฒนาภาษาอังกฤษ
“ผมมองว่าสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สามารถช่วยสนับสนุนและพัฒนาครูคืนถิ่นได้ เพราะโรงเรียนในสังกัดมีทั้งที่เปิดหลักสูตรอิงลิชโปรแกรม มินิอิงลิชโปรแกรม รวมถึงโรงเรียนนานาชาติ ที่เน้นการใช้ภาษาอังกฤษ ดังนั้น ถ้านิสิต นักศึกษาในโครงการครูคืนถิ่นใช้โอกาสในช่วงฝึกปฏิบัติการสอน มาฝึกสอนที่โรงเรียนเหล่านี้ ก็จะได้ฝึกฝนการใช้ภาษาอังกฤษ ทั้งทักษะการฟัง การพูด เกิดความคุ้นเคยมากขึ้น อย่างไรก็ตาม  นพ.ธีระเกียติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ มีนโยบายส่งเสริมเรื่องภาษาอังกฤษ แก่ครูและนักเรียน ซึ่งผมจะนำเรื่องนี้หารือกับรมว.ศึกษาธิการด้วย ขณะเดียวกัน ในการประชุมสมาคมโรงเรียนเอกชนในวันที่ 17 ก.ค.นี้ จะเสนอให้ร่วมมือกันนำจุดแข็งของแต่ละสมาคมร่วมกันพัฒนาการเรียนการสอน คุณภาพการศึกษา”ดร.พะโยม กล่าว

แอปฯ “ดริ้งเซฟ” ดื่มปลอดภัย-รู้เวลาสร่างเมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/286460

แอปฯ “ดริ้งเซฟ” ดื่มปลอดภัย-รู้เวลาสร่างเมา

แอปพลิเคชั่น, มธ, วัดระดับแอลกอฮอล์, แอปฯ, ดริ้งเซฟ, Drink Safe, ไม่เกิน 50mg, เกิน 50 mg, Smart Phone, Sensor, Real Time

“ดริ๊งเซฟ” แอปพลิเคชันตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด พร้อมประเมินสมรรถนะในการขับขี่ และเสนอทางออกในการขับขี่ที่ปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ของ 2 หนุ่มรั้วแม่โดม

      เพียง “เป่าลมหายใจ 5 วิ” เข้าไปที่เซ็นเซอร์ตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ จากนั้นระบบจะทำการประมวลผลใน 2 นาที พร้อมระบุช่วงเวลาที่ผู้ใช้จะสร่างเมาในทุกๆ ชั่วโมง รวมถึงช่วงเวลาที่สามารถขับขี่รถยนต์กลับบ้านได้อย่างปลอดภัย

แอปฯ "ดริ้งเซฟ" ดื่มปลอดภัย-รู้เวลาสร่างเมา

นี่เป็น 1 ขั้นตอนการใช้งานง่ายๆ ของ “ดริ๊งเซฟ” แอปพลิเคชันตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด พร้อมประเมินสมรรถนะในการขับขี่ และเสนอทางออกในการขับขี่ที่ปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลงานของ 2 นักศึกษา ได้แก่ นายธรณัส กฤตยานวัช และนายสิรวุฒิ วิรัตนพรกุล สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ชั้นปี 4 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบเพื่อให้สามารถประมวลผลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

แอปฯ “ดริ๊งเซฟ” นอกจากการใช้งานง่ายเพียง 1 ขั้นตอนข้างต้นแล้ว ผู้ใช้งานยังสามารถเลือกขอความช่วยเหลือเพื่อหลีกเลี่ยงการขับขี่ได้ใน 2 ช่องทาง คือ ติดต่อเพื่อน และ เรียกแท็กซี่

แอปฯ "ดริ้งเซฟ" ดื่มปลอดภัย-รู้เวลาสร่างเมา

ผศ. ดร. ทรงศักดิ์ รองวิริยะพานิช อาจารย์ประจำสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. กล่าวว่า ประเทศไทย ถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย โดยที่สาเหตุหลักมาจากการเมาแล้วขับ อันเห็นได้จากตัวเลขการเมาแล้วขับที่พุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในช่วงอุบัติเหตุ 7 วันอันตรายของเทศกาลปีใหม่ 2560 มีจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากสาเหตุดังกล่าวสูงถึง 4,128 และ 478 ราย โดยสูงกว่าปีที่ผ่านมา 17.7%และ 25.7% ตามลำดับ (ที่มา : ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน)

แอปฯ "ดริ้งเซฟ" ดื่มปลอดภัย-รู้เวลาสร่างเมา

ผศ. ดร. ทรงศักดิ์ รองวิริยะพานิช

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยภาครัฐลดสถิติจำนวนผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บจากกรณีดังกล่าว คณะวิทยาศาสตร์ฯ มธ. จึงได้พัฒนาต้นแบบแอปพลิเคชัน ‘ดริ๊งเซฟ’ (Drink Safe) แอปฯ วัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด ที่มาพร้อมกับเซนเซอร์ชนิดพกพา ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน เพื่อแยกแยะความสามารถการขับขี่ใน 2 ระดับ คือ ขับรถได้ (ไม่เกิน 50mg%) และห้ามขับรถ (เกิน 50 mg%) ได้อย่างแม่นยำ ให้ผลเทียบเท่ากับการวัดจากเครื่องตรวจแอลกอฮอล์ของตำรวจ นอกจากนี้ ยังสามารถเสนอทางเลือกในการหลีกเลี่ยงการขับขี่ที่ปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แอปฯ "ดริ้งเซฟ" ดื่มปลอดภัย-รู้เวลาสร่างเมา

ผศ. ดร. ทรงศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับแอปฯ ดริ๊งเซฟ จะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างสมาร์ทโฟน (Smart Phone) และอุปกรณ์เสริมที่เป็นเซ็นเซอร์สำหรับตรวจวัดแอลกอฮอล์ (Sensor) เชื่อมต่อกับระบบประมวลผล  Arduino โดยที่ผู้ใช้งานสามารถทดสอบปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดได้ใน 1 ขั้นตอน เพียง “เป่าลมหายใจ เป็นเวลา 5 วินาที” เข้าไปที่เครื่องวัดแอลกอฮล์ที่มีการเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟน จากนั้นระบบจะทำการประมวลผลใน 2 นาที ว่าตรวจพบระดับแอลกอฮอล์ที่เกินมาตรฐานกฎหมายกำหนดหรือไม่ (โดยต้องไม่เกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ (mg%)) ซึ่งในขณะเดียวกัน แอปฯ ยังคำนวณอัตราการลดระดับของแอลกอฮล์ในทุกๆ 1 ชั่วโมง เพื่อให้ผู้ใช้ทราบถึงระยะเวลาที่ตนจะสร่างเมา และสามารถขับขี่ได้อย่างปลอดภัย ยกตัวอย่างเช่น หากเป่าลมหายใจ แล้วมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 62 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ในเวลา2.52 น. จะพร้อมขับขี่ได้ในเวลา 6.52 น. เป็นต้น

แอปฯ "ดริ้งเซฟ" ดื่มปลอดภัย-รู้เวลาสร่างเมา

ทั้งนี้ แอปฯ ดังกล่าว ใช้ระยะเวลาในการพัฒนาร่วม 4-5 เดือน และมีต้นทุนในการพัฒนาอยู่ที่ 2,000 บาท โดยเวลาการพัฒนาส่วนใหญ่ใช้ในการทดลอง เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างค่าดิจิตอลที่อ่านได้จากเซ็นเซอร์วัดระดับแอลกอฮอล์กับค่าระดับแอลกอฮอล์ในเลือด เพื่อให้เกิดความแม่นยำ ซึ่งเป็นจุดเด่นของงานคือ การใช้เซ็นเซอร์ที่มีราคาไม่สูง แต่ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ในการทดลอง เพื่อหาโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างค่าดิจิตอลอ่านจากเซ็นเซอร์กับระดับแอลกอฮอล์ในเลือด

แอปฯ "ดริ้งเซฟ" ดื่มปลอดภัย-รู้เวลาสร่างเมา

ปัจจุบันแอปฯ ดังกล่าวได้พัฒนาสำเร็จและสามารถตรวจแยกแยะระดับแอลกอฮอล์ในเลือดที่ระดับต่ำกว่า 50มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และสูงกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ได้แม่นยำ โดยได้ทำการทดลองเทียบกับเครื่องตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ของตำรวจ พร้อมแสดงผลได้ในทันที (Real Time)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ 02-986-9156 และ 089-476-0105  หรือติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ.ศูนย์รังสิต โทรศัพท์ 02-564- 4440-59 ต่อ 2010 เว็บไซต์ www.sci.tu.ac.th

กัมพูชาเร่งตรวจ-ออกเอกสารแรงงานประมงในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/286451

กัมพูชาเร่งตรวจ-ออกเอกสารแรงงานประมงในไทย

แรงงานประมง, กัมพูชา, แรงงานต่างด้าว, พลอศิริชัย, HE Mrlth Samheng

“พล.อ.ศิริชัย” เผยรมว.แรงงาน กัมพูชา เร่งออกหนังสือเดินทางให้แรงงานกัมพูชาในไทย 1.6 แสนเล่มภายใน 100 วัน และออกหนังสือให้แรงงานประมง จ.ระยอง-สงขลา

         หลังประกาศใช้พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 นั้น เมื่อวันที่ 7 ก.ค.60 ที่กระทรวงแรงงาน (รง.) พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (รง.) เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับ นายอิทธิ์ ซัมเฮง (H.E. Mr.lth Samheng) รมว.แรงงานและฝึกอาชีพ ราชอาณาจักรกัมพูชา ถึงการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าว เพื่อลดความเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ว่า ทางกัมพูชา เห็นด้วยกับการออกพ.ร.ก.ดังกล่าว เพราะจะเกิดประโยชน์ทั้งแก่กัมพูชาและไทย โดยได้แจ้งว่าขณะนี้ว่ามีแรงงานกัมพูชายื่นขอรับหนังสือเดินทางแล้ว จำนวน 47,450 คน แต่ได้รับหนังสือเดินทางแล้ว เพียง 27,935 คน

ขณะที่ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2560 พบว่า แรงงานสัญชาติกัมพูชาที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานในประเทศไทยตาม MOU จำนวน 160,881 คน และแรงงานกัมพูชาที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำงานในประเทศไทยในลักษณะไป – กลับหรือตามฤดูกาลข้อมูลสะสม ณ เดือนมิถุนายน 2560 มีจำนวนรวม 72,365 คน อย่างไรก็ตาม ทางกัมพูชา แจ้งด้วยว่าจะเร่งดำเนินการ 2 เรื่อง คือ 1. เร่งรัดแจกหนังสือเดินทาง (PP) ที่ค้างอยู่ 160,000เล่ม ให้แรงงานกัมพูชาที่ทำงานอยู่ในไทย ให้หมดภายใน 100 วัน และ2. จะเร่งรัดการตรวจสัญชาติแรงงานกัมพูชาเพื่อออกเอกสารรับรอง โดยระยะเร่งด่วน คือ แรงงานประมงที่ จ.ระยอง และ จ.สงขลา สามารถออกหนังสือให้แล้วเสร็จภายใน 1 วัน

รมว.แรงงาน กล่าวต่อไปว่า ขณะเดียวกัน ทางกัมพูชาขอให้ไทยอำนวยความสะดวกให้แรงงานกัมพูชาที่ไม่มีเอกสารอะไรเลย ให้สามารถทำงานในไทยได้ ซึ่งได้ชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหาแรงงานที่ทำงานผิดกฎหมายในไทยให้สามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง คือ หากมีเอกสารถูกต้อง แต่เปลี่ยนนายจ้างให้สามารถเปลี่ยนนายจ้างได้ เสียค่าใช้จ่าย 1,000 บาท หรือผู้ที่มีบัตรสีชมพูแต่ไม่สามารถขออนุญาตทำงานได้ภายใน 15 วัน หรือเปลี่ยนนายจ้าง ไปแล้วสามารถที่จะขออนุญาตทำงานและเปลี่ยนนายจ้างได้

สำหรับผู้ที่ไม่มีเอกสารอะไรเลยให้ไปแสดงตนพร้อมนายจ้างในห้วง 24 ก.ค.-7 ส.ค. 60 และจะได้รับเอกสารรับรองเพื่อเดินทางกลับไปทำหนังสือเดินทาง และเข้าสู่กระบวนการขออนุญาตทำงานต่อไป พร้อมกันนี้ได้ขอให้กัมพูชาประชาสัมพันธ์อีกทางหนึ่งให้แรงงานกัมพูชาให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามแนวทางที่แจ้งให้ทราบนี้ด้วย

ทั้งนี้ ในวันที่ 7 ก.ค.นี้ พล.อ.ศิริชัย จะหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตรวจคนเข้าเมืองและประชากรของเมียนมานั้น จากนั้นจะหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ของ สปป.ลาวในวันที่ 10 – 11 กรกฎาคม 2560 เมื่อได้หารือครบทั้ง 3 ประเทศแล้ว จะได้ข้อสรุปถึงแนวทางปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวในประเด็นที่มีความเกี่ยวเนื่องกับประเทศต้นทางให้มีความชัดเจนมากขึ้น

เชื่อกระแสดราม่า “ครูคืนถิ่นลดสอบTOEIC” เหตุเตรียมตัวไม่ทัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/286427

เชื่อกระแสดราม่า “ครูคืนถิ่นลดสอบTOEIC” เหตุเตรียมตัวไม่ทัน

ครูคืนถืนลดสอบTOEIC, ครูคืนถิ่น, คณบดีศึกษาศาสตร์, เชื่อกระแสดราม่า, ครูคืนถิ่นลดสอบTOEIC, เหตุเตรียมตัวไม่ทัน, มศว, สคศท

คณบดีศึกษาฯ มศว. ชี้คะแนนภาษาอังกฤษ 400 ไม่สูง เชื่อคนเก่งมาเป็นครูมากขึ้น ระบุบอกกระทันหัน ไม่แจ้งล่วงหน้า หวั่นครูเตรียมตัวไม่ทัน กลัวคะแนนไม่ถึง แนะเปิดโอกาส

       รศ.ดร.ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ คณบดีคณะ ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ประสานมิตร และในฐานะ ประธานสภาคณบดีคณะ ครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.) กล่าวถึงกรณี ดราม่า “ครูคืนถิ่น ขอให้ลดคะแนนภาษาอังกฤษ เช่น TOEIC จาก 400 คะแนน เป็น 250 คะแนน ว่า ต้องถามว่าการสอบครูคืนถิ่น ในโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่นนั้น ต้องการครูคุณภาพ หรือ ครูประเภทไหน ซึ่งหากตามความจริงต้องการครูคุณภาพ และมีการกำหนดเกณฑ์การคัดเลือกอย่างชัดเจน ก็ต้องยอมรับว่าคะแนนภาษาอังกฤษ 400 นั้น ไม่ใช่คะแนนที่สูง และตอนนี้นักศึกษาที่มาเรียนครู ไม่ใช่เด็กที่ไม่เก่งแล้วมาเรียนครูแต่เป็นเด็กมีความรู้ความสามารถ ซึ่งเชื่อว่ามีครูคืนถิ่นที่สอบได้คะแนนตามเกณฑ์ที่กำหนด และย่อมแสดงให้เห็นว่ามีคุณภาพ

แต่กระแสดราม่า ที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะเกณฑ์ดังกล่าว เป็นการใช้ปีแรกและไม่แน่ชัดว่ามีการประกาศบอกล่วงหน้าแก่ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการหรือไม่ เพราะถ้าไม่มีการบอกล่วงหน้าคงมีหลายคนที่อาจเตรียมตัวไม่ทัน เนื่องจากบางคนเรียนเอกที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ก็มีความเชี่ยวชาญวิชาอื่นๆ ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเท่าที่ควร อาจทำให้กังวลว่าตนเองจะสอบได้คะแนนภาษาอังกฤษตามที่กำหนดหรือไม่ ดังนั้น ก็ต้องให้ความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย
“ตอนนี้ทุกคนน่าจะวิตกกังวลว่าคะแนนสอบภาษาอังกฤษของตัวเองจะถึงตามที่เกณฑ์กำหนดหรือไม่ ซึ่งถ้ามองว่า 400 คะแนนสูงไปหรือไม่ หากมีผู้สอบได้ แสดงว่าคะแนนอาจจะไม่สูง แต่หากไม่มีผู้สอบได้คะแนนไม่ถึง และไม่ได้เป็นการประกาศใช้ล่วงหน้า แถมให้ยื่นทีหลัง หลายคนก็คงไม่มั่นใจ เพราะคงเตรียมตัวไม่ทัน ฉะนั้น คงต้องมาดูว่าเกณฑ์ดังกล่าวเหมาะสมหรือไม่ มีผู้สอบได้คะแนนถึงจำนวนเท่าใด ซึ่งหากมีคะแนนถึง และคะแนนรวมอื่นๆผ่านก็ต้องรับเขาไป รวมถึงถ้ามีอัตราว่างอยู่ และมีผู้ที่สอบคะแนนอื่นๆ ผ่าน ก็ต้องดูคะแนนภาษาอังกฤษว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะรับผู้สมัครอื่นๆ ที่ได้คะแนนภาษาอังกฤษลดต่ำลงมา” รศ.ดร.ประพันธ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ครูไม่ควรจะกลัวข้อสอบ กลัวการสอบ กลัวคะแนน แต่หากเกณฑ์ดังกล่าว ไม่ได้บอกครูล่วงหน้า บอกกระชั้นชิด กระทันหัน ครูก็คงเตรียมตัวไม่ทัน ก็ต้องให้โอกาสแก่ครูด้วย  แต่ถ้าบอกนานแล้ว ก็ต้องยอมรับกฎเกณฑ์ และคะแนนภาษาอังกฤษ  400 คะแนน มีคนที่สอบได้  ต้องดูศักยภาพของตัวเอง พัฒนาตัวเองให้ได้ตามเกณฑ์

ครูคืนถิ่นต่อรองลดคะแนนสอบTOEIC??

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/286419

ครูคืนถิ่นต่อรองลดคะแนนสอบTOEIC??

ปี 2560, สอบภาษาอังกฤษ, ลดคะแนน, ครูคืนถิ่น, ครู, สพฐ, สอศ, กศน, สกอ, GPAX, paper, CBT, IBT

โซเชียลวิจารณ์แซ่ด!! ผู้ผ่านคัดเลือกโครงการครูคืนถิ่น ขอปรับลดคะแนนทดสอบภาษาอังกฤษ หลังเกณฑ์กำหนดให้ต้องทดสอบครั้งแรก

       กลายเป็นกระแสดราม่าในโซเชียลมีเดียทีเดียวในช่วง 1-2 วันนี้ แค่พิมพ์  #ครูคืนถิ่น ความคิดเห็นหลากหลาย กรณีผู้ผ่านคัดเลือก “โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น” หรือ “ครูคืนถิ่น” ปี 2560 ที่ออกมาเรียกร้องให้ปรับลดคะแนนสอบ เช่น TOEIC จาก 400 คะแนน เหลือ 250 คะแนน หรือใช้วิธีการอบรมแทน จนเป็นที่วิจารณ์อย่างมาก และไม่เห็นด้วยกับการขอปรับลดคะแนน ไปจนตั้งคำถามถึงคุณภาพของ “ครู”

สำหรับโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น เป็นโครงการในรูปแบบการประกันการมีงานทำ นิสิต นักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการจะได้ สิทธิบรรจุเป็นข้าราชการครูหรือบุคลากรทางการศึกษาตามภูมิลำเนาเดิมของผู้สมัครในสาขาวิชาและพื้นที่ที่มีความต้องการในหน่วยงานภายใต้กระทรวงศึกษาธิการได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และกรุงเทพมหานคร

โดยครูคืนถิ่น ปี 2560 สำนักงานคณะกรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)ได้ประกาศผลการคัดเลือกไปตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2560 มีผู้ผ่านการคัดเลือก  3,792 คน ขณะที่ จำนวนรับที่เตรียมไว้ทั้งสิ้น 5,100 คน แบ่งเป็น สพฐ. 4,830 คน สอศ. 245 คน กศน. 10 คน และกรุงเทพฯ 15 คน

อย่างไรก็ตาม ตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ  เรื่องรายชื่อผู้ผ่านคัดเลือกเข้าร่วมโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ปี 2560 กรณีคัดเลือกนิสิต นักศึกษาครู ชั้นปีที่ 5 ปีการศึกษา 2559 ได้แจ้งเงื่อนไขและคุณสมบัติที่ผู้ผ่านการคัดเลือกทราบและปฏิบัติ ว่า ผู้ผ่านการคัดเลือกโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่นจะต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้  เป็นนิสิตนักศึกษาครูหลักสูตรระดับปริญญาตรี 5 ปี ที่กำลังศึกษาชั้นปีที่ 5 ในปีการศึกษา 2559 ในสาขาวิชาที่กําหนด ต้องมีผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรทุกวิชา ผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรในวิชาเอก และผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร (GPAX) ในวิชาชีพครูตามข้อบังคับของสถาบันอุดมศึกษาที่สังกัดไม่ต่ำกว่า 3.00

ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2560 หากพ้นระยะเวลาที่กำหด จะถือว่าผู้ผ่านการคัดเลือกคุณสมบัติไม่เป็นตามที่กำหนด จะถูกตัดสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ

ผู้ที่ผ่านคัดเลือกโครงการฯ จะต้องมีผลการทดสอบภาษาอังกฤษ ซึ่งได้ให้ตัวเลือกไว้ดังนี้  TOEFL ได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 400 คะแนน (paper) หรือไม่ต่ำกว่า 120 (CBT) และไม่ต่ำกว่า 40 (IBT)IELTS ได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 3.5 TOEIC ได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 400 คะแนนการสอบมาตรฐานอื่นๆ ที่เทียบเท่ากับ TOEFL เช่น CU-TEP

และผลการสอบดังกล่าวต้องไม่เกิน 2 ปี โดยนับถึงวันที่ปิดรับสมัคร ภาายในวันที่ 1 ตุลาคม 2560 หากพ้นวันที่กำหนดจะถือว่าคุณสมบัติไม่เป็นไปตามประกาศ จะถูกตัดสิทธิ์สมัครเข้าร่วมโครงการ

อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้เป็นปีแรกที่ โครงการครูคืนถิ่น ปี 2560 กำหนดคุณสมับัติให้ต้องมีผลทดสอบภาษาอังกฤษ