พม.เร่งช่วยเด็กหญิง14 ปีถูกทนายหลอก5ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285667

พม.เร่งช่วยเด็กหญิง14 ปีถูกทนายหลอก5ล้าน

เด็กหญิง14ถูกหลอก5ล้าน, พมช่วยเด็กหญิง14พิการ, 14ปีพิการถูกหลอก5ล้าน, พมเร่งช่วยเด็กหญิง14, ปีถูกทนายหลอก5ล้าน, รมวพม, ศปกพม, พมจนนทบุรี, พมจสมุทรปราการ, พมจนครราชสีมา

พม. เร่งช่วยเหลือเด็กหญิงวัย 14 ปี ที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ถูกตัดขาทั้ง 2 ข้าง พ่อเสียชีวิต แม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส และถูกทนายหลอกเงินที่ชนะคดีไป5ล้านบาท

        นายณรงค์ คงคำ โฆษกกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยว่า พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานการประชุมศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ศปก.พม.) ครั้งที่ 662/2557-2560 เพื่อรับทราบปัญหาทางสังคมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน และร่วมหาแนวทางการแก้ไขปัญหาและการป้องกันปัญหาดังกล่าว โดยมีผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานในกระทรวงฯ เข้าร่วมประชุม

      พลตำรวจเอก อดุลย์ กล่าวว่า จากกรณีเด็กหญิงวัย 14 ปี ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ถูกตัดขาทั้ง 2 ข้าง กลายเป็นคนพิการ ซึ่งผู้เป็นพ่อเสียชีวิต ส่วนผู้เป็นแม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส จากอุบัติเหตุครั้งนี้ และได้ต่อสู้คดีจนชนะ ได้เงินชดเชย จำนวน 5 ล้านบาท จากคู่กรณี แต่กลับถูกทนายที่ว่าความให้ หลอกนำเงินไปหมด โดยได้ร้องเรียนไปที่ศูนย์ดำรงธรรม แต่เรื่องกลับเงียบหายและไม่มีความคืบหน้า ปัจจุบันต้องใช้ชีวิตด้วยความยากลำบาก นั่งรถวีลแชร์ออกตระเวนขายของหารายได้ประทังชีวิต ครอบครัวมีฐานะยากจน ที่อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นั้น

     ได้กำชับให้พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนนทบุรี (พมจ.นนทบุรี) พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เร่งลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และประเมินทางสังคมของครอบครัวดังกล่าว พร้อมให้การช่วยเหลือในเบื้องต้นตามภารกิจด้านเด็กและคนพิการของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ และมอบสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น

     อีกทั้ง ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ช่วยเหลือเรื่องการดูแลรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง และเรื่องการศึกษาของเด็กหญิงในระยะยาว รวมทั้ง ให้คำแนะนำปรึกษาแก่ครอบครัวในเรื่องการส่งเสริมการประกอบอาชีพ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมที่เพียงพอและมั่นคงในระยะยาวต่อไป

       สำหรับกรณีเด็กชายวัย 8 ปี ถูกพ่อเลี้ยงวัย 34 ปี ทำร้ายทุบตี และทรมานร่างกายอย่างทารุณ ทั้งจับกดน้ำ ใช้บุหรี่จี้ตามตัว ใช้มีดกรีดแขน ดีดอวัยวะเพศ และบังคับไม่ให้นอน ที่อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ นั้น ตนได้กำชับให้พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสมุทรปราการ (พมจ.สมุทรปราการ) พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เร่งลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและประเมินทางสังคมของครอบครัวดังกล่าว เพื่อให้การช่วยเหลือในเบื้องต้นตามภารกิจด้านเด็กของกระทรวง การพัฒนาสังคมฯ

      พร้อมเร่งเยียวยาสภาพจิตใจเด็กชายดังกล่าวอย่างใกล้ชิดโดยด่วน เพื่อให้เด็กสามารถกลับมาใช้ชีวิต ในสังคมได้อย่างปกติสุข รวมทั้ง ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ช่วยเหลือดูแลในเรื่องการรักษาพยาบาลอย่างใกล้ชิด และเรื่องการศึกษาในระยะยาว ทั้งนี้ หากตรวจสอบพบว่าครอบครัวไม่พร้อมดูเด็กชายคนดังกล่าว ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ มีบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมให้การดูแลและคุ้มครองสวัสดิภาพต่อไป

          อีกกรณีชายวัย 56 ปี ป่วยเป็นโรคมะเร็งที่แก้ม จนเกิดรูแผลอักเสบ ขนาดใหญ่ และลุกลามไปที่โพรงจมูก จนไม่สามารถหายใจได้ ใบหน้าผิดรูป มีก้อนเนื้อขนาดใหญ่งอกที่ใบหน้า สร้างความเจ็บปวดทุกข์ทรมานเป็นอย่างมาก อาศัยอยู่กับภรรยาที่ทำหน้าที่เป็นเสาหลักหารายได้เลี้ยงดูครอบครัว ครอบครัวมีฐานะยากจน ไม่มีเงินค่ารักษาพยาบาล ที่อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา นั้น ได้กำชับให้พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครราชสีมา (พมจ.นครราชสีมา) พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เร่งลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และประเมินทางสังคมของครอบครัวดังกล่าว พร้อมให้การช่วยเหลือในเบื้องต้นตามภารกิจของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ และมอบสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น

        อีกทั้ง ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ช่วยเหลือเรื่องการดูแลรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง รวมทั้ง ให้คำแนะนำปรึกษาแก่ผู้เป็นภรรยาในเรื่องการส่งเสริมการประกอบอาชีพ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมที่เพียงพอและมั่นคงในระยะยาวต่อไป

รง.เดินหน้าแก้ค้ามนุษย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285665

 

รง.เดินหน้าแก้ค้ามนุษย์

เฝ้าระวัง, เทียร์, ไม่หวั่นคง, รงเดินหน้าแก้ค้่ามนุษย์, แรงงานให้คำปรึกษาปัญหาค้ามนุย์, รงให้คำปรึกษาเพื่อการทำงานที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากล

  กระทรวงแรงงานไม่หวั่น เทียร์ 2 เฝ้าระวัง พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาค้ามนุษย์ วอนทุกฝ่ายร่วมกันแก้ไข ยินดีให้คำปรึกษาเพื่อการทำงานที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากล

        นายสุทธิ สุโกศล ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีที่สหรัฐอเมริการายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์Tip Reportโดยประเทศไทยอยู่ในระดับเทียร์ 2 เฝ้าระวังเป็นปีที่ 2 หลังจากได้รับการจัดอันดับดีขึ้นจากเทียร์ 3 เมื่อปีก่อน ว่าพลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตระหนักถึงปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน โดยที่ผ่านมากระทรวงแรงงานได้มีการจัดชุดปฏิบัติการป้องกัน และแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ด้วยการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งทหาร ตำรวจ ปกครอง และกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวดและจริงจังอย่างต่อเนื่อง

     โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต โปร่งใส ไม่มีเรียกรับผลประโยชน์ ซึ่งหากพบกระทำผิดจะลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามนโยบายZero Corruptionทั้งรัฐบาลและกระทรวงแรงงานไม่หวั่นไหวกับผลการจัดอันดับเนื่องจากเรามีนโยบายที่ชัดเจนและผลงานมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินงานของไทยเข้าสู่ระดับมาตรฐานสากล อันเป็นประโยชน์โดยส่วนรวมของชาติทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคง

     นอกจากนี้ยังมีกระแสความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวที่ต้องปฏิบัติตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่มีผลตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2560 นั้น อาจเป็นความเดือดร้อนของกลุ่มผู้ที่กระทำผิดกฎหมายมาโดยตลอด พระราชกำหนดฯ ฉบับนี้ต้องการปกป้องประโยชน์ของส่วนรวมและส่วนใหญ่มีความเห็นชอบกับ พรก.ฉบับนี้

      แต่ยังคงกังวลกับค่าปรับที่สูง การปรับตัวไม่ทัน กระทรวงแรงงานก็มีความห่วงใยเรื่องนี้จึงได้กำหนดวิธีการแก้ไขให้ผู้กระทำผิดกฎหมายกลับมาทำงานอย่างถูกกฎหมายได้ ขอให้ติดต่อสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด ที่จะให้คำแนะนำท่านได้อย่างถูกต้อง

รง.ย้ำ พ.ร.ก.ต่างด้าวเกิดประโยชน์ต่อชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285662

รง.ย้ำ พ.ร.ก.ต่างด้าวเกิดประโยชน์ต่อชาติ

เกิดต่อชาติ, พรกต่างด้าว, ต่างด้าว, นำเข้าต่างด้าวต้องผ่านเอ็มโอยู, พรกต่างด้าวเพื่อประโยชน์ชาติ, รงย้ำ, โฆษกแรงงาน

 ‘โฆษกแรงงาน’เผย รัฐบาลเจตนาจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว ลดปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ยืนยัน ไม่มีนโยบายเปิดจดทะเบียนรอบใหม่ นำเข้าผ่านเอ็มโอยูเท่านั้น

      นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 เป็นการรวมกฎหมาย 2 ฉบับไว้ด้วยกันคือ พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 และพระราชกำหนดการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ พ.ศ.2559 ซึ่งกฎหมาย 2 ฉบับ ยังมีช่องว่างที่ไม่สามารถทำให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

       อาทิ กรณีคนงานหนีออกจากงานหรือจากนายจ้าง ซึ่งกฎหมายเดิมไม่ระบุให้นายจ้างต้องมาแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ กฎหมายใหม่จึงให้นายจ้างต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ

     ส่วนการเก็บเงินจากบริษัทจัดหางานเพื่อเป็นหลักประกันกรณีลูกจ้างออกจากงานหรือถูกเลิกจ้าง แต่เดิมจะนำเงินดังกล่าวส่งกลับประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ปัจจุบันพบว่า การเปลี่ยนนายจ้างจะทำให้เกิดความเสียหายและมีค่าใช้จ่ายจึงต้องนำเงินส่วนนี้มาใช้ในกรณีเปลี่ยนนายจ้างด้วย

     นอกจากนี้ กฎหมายใหม่ยังมีคณะกรรมการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวขึ้นมา 1 ชุด เพื่อทำหน้าที่ในการกำหนดยุทธศาสตร์ นโยบาย และแผนงาน เพื่อพิจารณาการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวให้เป็นไปตามความเหมาะสมเป็นมาตรฐาน

     นายอนันต์ชัย ยังกล่าวอีกว่า การออกพระราชกำหนดฯ ในครั้งนี้ รัฐบาลหวังจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวให้เป็นระบบ และเป็นการป้องปรามเพื่อไม่ให้นายจ้างหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมายและเห็นความสำคัญของการปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมาย ลดปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน เพราะหากนายจ้างปฏิบัติถูกต้องจะเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่ากรณีที่ทำผิดแล้วถูกดำเนินคดี จึงหวังให้ผู้ประกอบการปฏิบัติอย่างถูกต้อง

      เนื่องจากการนำพาแรงงานต่างด้าวเข้ามาในระบบMOUปัจจุบันไม่ได้เป็นเรื่องยุ่งยาก และยืนยันว่ากระทรวงแรงงานไม่มีนโยบายเปิดจดทะเบียนรอบใหม่ ซึ่งหากนายจ้างรายใดประสงค์จะใช้แรงงานต่างด้าวที่ถูกต้องตามกฎหมาย จะนำเข้าตามระบบMOUเท่านั้น โดยสามารถแจ้งความประสงค์ได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานเขตทุกเขต หรือสอบถามได้ที่สายด่วนกรมการจัดหางาน 1694

      แม้ว่ากฎหมายฉบับใหม่จะออกมาและมีผลบังคับใช้แล้ว การตรวจสถานประกอบการของเจ้าหน้าที่ก็จะมีการตรวจปกติตามแผนที่วางไว้ ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 – พฤษภาคม 2560 มีการตรวจสถานประกอบการไปแล้วทั้งสิ้น 58,373 แห่ง มีแรงงานต่างด้าวผ่านการตรวจไปแล้ว 385,827 คน พบว่า มีสถานประกอบการปฏิบัติไม่ถูกต้องจำนวน 1,460 แห่ง แรงงานต่างด้าว 12,358 คน คิดเป็นร้อยละ 3 ของแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในสถานประกอบการที่ผ่านการตรวจ

ระวังกลืนเม็ดกระท้อนน่ากลัวกว่าที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285653

ระวังกลืนเม็ดกระท้อนน่ากลัวกว่าที่คิด

เตือนประชาชนกลืนเม็ดกระท้อน เสี่ยงติดคอทำให้หายใจไม่ออก, เตือนกลืนเม็ดกระท้อน เสี่ยงลำไส้อุดตันหรือทะลุ, กลืนเม้ดกระท้อนเสี่ยงลำไส้อุดตัน, กลืนเม้ดกระท้อนอันตราย, ระวัง, กลืน, เม็ด, กระท้อน, น่า, ว่าที่, คิด

โฆษกกระทรวงสาธารณสุขเตือนประชาชนกลืนเม็ดกระท้อน เสี่ยงติดคอทำให้หายใจไม่ออก หากหลุดเข้าไปในระบบย่อยอาหาร อาจทำให้ลำไส้อุดตันหรือทะลุ ฉีกขาดได้

        นายแพทย์เกียรติภูมิ  วงศ์รจิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ช่วงเดือนเมษายน – กรกฎาคม ของทุกปีเป็นฤดูกาลของกระท้อนเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมจากคนไทย ซึ่งเนื้อกระท้อนจะมีรสเปรี้ยวอมฝาดทำให้คนส่วนใหญ่นิยมรับประทานเมล็ดกระท้อนซึ่งมีรสหวานกว่า

     เนื่องจากเม็ดกระท้อนมีขนาดค่อนข้างใหญ่และลื่น หากไม่ระวังอาจไหลลงไปติดคอจนทำให้หายใจไม่ออก หากเม็ดกระท้อนหลุดเข้าไปในระบบย่อยอาหาร อาจไปทิ่มตำลำไส้ใหญ่ซึ่งมีผนังบางกว่า ทำให้ลำไส้ทะลุ หรือฉีกขาด และทำให้อุจจาระซึ่งเป็นของเสียรั่วไหลไปอยู่ในช่องท้อง จนเกิดการติดเชื้อรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต เพราะเม็ดกระท้อนมีปลายแหลมและแข็งมาก ร่างกายไม่สามารถย่อยได้ จะออกจากร่างกายได้ด้วยการถ่ายอุจจาระเท่านั้น

         นายแพทย์เกียรติภูมิ  กล่าวต่อว่า ปัจจุบันประเทศไทยพบผู้ป่วยสภาวะลำไส้อุดตันหรือทะลุจากเม็ดกระท้อนเฉลี่ยประมาณ 60-80 รายต่อปี ส่วนใหญ่มักพบในผู้สูงวัยเนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้ชอบกลืนเม็ดกระท้อนมากกว่ากลุ่มอื่น และผนังลำไส้ของผู้สูงอายุจะบีบตัวช้ากว่าวัยรุ่น ทำให้เม็ดกระท้อนอยู่ในท้องนานขึ้น

      โดยมักจะอุดตันและทะลุที่ลำไส้เล็กส่วนปลายซึ่งแคบ หรือลำไส้ใหญ่ซึ่งมีความโค้งทำให้เม็ดกระท้อนซึ่งแหลมคมทิ่มลำไส้จนทะลุ บางคนอาจกลืนเม็ดกระท้อนเข้าไปแล้วไม่เป็นอันตราย เพราะปลายด้านแหลมของเม็ดฝังอยู่กับกากอาหารชนิดอื่นๆ ที่กินเข้าไป จึงถูกขับออกมาพร้อมกับอุจจาระ

     จึงขอเตือนประชาชนเมื่อทานกระท้อนควรคายเม็ดออก อย่ากลืนเม็ดกระท้อนหรือเม็ดผลไม้ขนาดใหญ่อื่นๆ เพราะอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ หากเผลอกลืนเข้าไปแล้วถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้อง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงที

โซเชียลแห่ชมช่วยนักวิ่ง 70 ปีหยุดหายใจคาสนาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285640

 โซเชียลแห่ชมช่วยนักวิ่ง 70 ปีหยุดหายใจคาสนาม

CPR, ช่วยฟื้นคืนชีพ, กกท, CPR , สพฉ, AED

โซเชียลแห่ชมเจ้าหน้าที่ กกท. ช่วยฟื้นคืนชีพนักวิ่ง 70 ปี หยุดหายใจคาสนามวิ่ง ก่อนส่งรพ.อย่างปลอดภัย  เลขาฯสพฉ. แนะ 8 ขั้นตอน ช่วยฟื้นคืนชีพ

       กรณีที่โลกโซเชียลเผยแพร่คลิปวีดีโอ เจ้าหน้าที่การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ทำการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (CPR )ให้กับนักวิ่งอายุ 70 ปี ที่หัวใจหยุดเต้น ระหว่างการออกกำลังกายที่สนามกกท.หัวหมาก จนทำให้ชีพจรกลับมาเต้นอีกครั้งและนำส่งโรงพยาบาลได้อย่างปลอดภัยนั้น

 นายธนศาล  แก้วกังวาล ผู้ช่วยปฏิบัติงาน การกีฬาแห่งประเทศไทย เจ้าหน้าที่หนึ่งผู้ร่วมช่วยชีวิตนักวิ่งคนดังกล่าว เปิดเผยว่าวันเกิดเหตุ ไปส่งเอกสาร และไปทำธุรกรรมที่ธนาคารในบริเวณใกล้เคียงกับสนามกีฬา ได้มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย วิ่งมาบอกให้ไปช่วยชายสูงวัยที่หมดสติ และไม่หายใจ ที่สนามกีฬา

 โซเชียลแห่ชมช่วยนักวิ่ง 70 ปีหยุดหายใจคาสนาม

เมื่อไปถึงพบว่ามีนักวิ่งอีกหนึ่งคนกำลังทำการ CPR อยู่ ซึ่งเมื่อได้ตรวจสอบอาการผู้ป่วยพบว่าหมดสติและไม่หายใจจึงได้ช่วยทำCPR  พร้อมตะโกนบอกให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย โทรแจ้งสายด่วน 1669ทันที และให้ไปนำเครื่อง เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ หรือ AED ซึ่งกกท. มีติดตั้งไว้ 5จุด มายังที่เกิดเหตุ

 โซเชียลแห่ชมช่วยนักวิ่ง 70 ปีหยุดหายใจคาสนาม

ต่อมาทีมแพทย์และพยาบาลของกกท. ได้มาสมทบและดำเนินการช่วยเหลือ จนในที่สุดผู้ป่วยกลับมามีชีพจร มีสติ และสามารถพูดคุยได้  ก่อนที่รถฉุกเฉินจากโรงพยาบาลปิยะเวทจะนำส่งโรงพยาบาลอย่างปลอดภัย

“ดีใจ และภาคภูมิใจมากที่ได้ช่วยชีวิตคน ส่วนตัวเคยผ่านการอบรมปฐมพยาบาลหลายครั้ง โดยมีการสอนให้ทำ CPR ให้ จึงมั่นใจในการช่วยเหลือ ที่สำคัญเมื่อรู้ว่ามีผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ต้องตั้งสติ ให้ดี แล้วทำตามขั้นตอนที่ได้รับการอบรมมา” นายธนศาลกล่าว

 โซเชียลแห่ชมช่วยนักวิ่ง 70 ปีหยุดหายใจคาสนาม

 ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวถึงขั้นตอนในการทำ CPR ว่า มีหลักการ 8 ขั้นตอนดังนี้ 1.เมื่อพบคนหมดสติ ให้ตรวจดูความปลอดภัย ก่อนเช้าไปช่วยเหลือ เช่น ระวังอุบัติเหตุ ไฟช็อต หรือความเสี่ยงที่อาจเกิดซ้ำ  2.ปลุกเรียกผู้ป่วยด้วยเสียงที่ดัง และตบไหล่ทั้งสองข้าง  หากผู้ป่วยรู้สึกตัว หายใจเองได้ ให้จัดท่านอนตะแคง  แต่หากยังไม่หายใจ ให้ทำตามขั้นตอนต่อไป

 โซเชียลแห่ชมช่วยนักวิ่ง 70 ปีหยุดหายใจคาสนาม

3.โทรขอความช่วยเหลือที่สายด่วน 1669  พร้อมร้องขอเครื่อง AED ที่อยู่ใกล้ 4.ประเมินผู้ป่วย หากไม่รู้สึกตัว  ไม่หายใจ ให้ทำการช่วยเหลือฟื้นคืนชีพทันที 5.ช่วยเหลือฟื้นคืนชีพ ด้วยการกดหน้าอก จัดท่าให้ผู้ป่วยนอนหงาย วางส้นมือข้างหนึ่งตรงครึ่งล่างของกึ่งกลางกระดูกหน้าอก และวางมืออีกข้างทับประสานกันไว้ เริ่มการกดหน้าอก ด้วยความลึกอย่างน้อย 5 เซนติเมตร ในอัตราเร็ว 100-120 ครั้งต่อนาที

6.เมื่อเครื่องAED มาถึง ให้เปิดเครื่อง และเปิดเสื้อผู้ป่วยออก และทำตามที่เครื่อง AED แนะนำ 7.ติดแผ่นนำไฟฟ้าบนตัวผู้ป่วยตามรูป และห้ามสัมผัสตัวผู้ป่วย 8.ปฏิบัติตามที่เครื่อง AED แนะนำ จนกว่าทีมกู้ชีพ จะมาถึง และ ส่งต่อผู้ป่วยให้กับทีมกู้ชีพเพื่อนำส่งโรงพยาบาล เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้ผู้ป่วยฉุกเฉินมีโอกาสรอด และปลอดภัย

 โซเชียลแห่ชมช่วยนักวิ่ง 70 ปีหยุดหายใจคาสนาม

   “หากผู้ป่วยด้วยโรคหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที และถูกวิธี คือการช่วยเหลือโดยการ CPR  ภายใน 4 นาทีหลังจากหัวใจหยุดเต้น ประกอบกับการใช้เครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ (AED) ก็จะเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตของประชาชนที่หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันนอกสถานพยาบาลได้” เลขาธิการสพฉ.กล่าว

——————

อ่านคู่มือการช่วยเหลือฟื้นคืนชีพ  http://www.niems.go.th/th/DownloadFile.aspx?CateType=DataService&ContentId=25591220021934962

ครั้งแรกของโลก เปลือกไข่กลายเป็น“คอนกรีต”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285557

ครั้งแรกของโลก เปลือกไข่กลายเป็น“คอนกรีต”

ครั้งแรกของโลก, สจล, คอนกรีตบล็อกทนไฟ, คอนกรีตฉนวนความร้อน

สจล. เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ เพิ่มความคุ้มค่าการใช้พลังงานความร้อนเหลือทิ้ง ผลิต “คอนกรีตบล็อกทนความร้อนผลิตไฟฟ้า” ด้วยตัวตั้งต้นเปลือกไข่ไก่ครั้งแรก

       ผศ.ดร.เชรษฐา รัตนพันธ์ อาจารย์ประจำห้องวิจัยเทอร์โมอิเล็กทริก สาขาวิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ผู้วิจัยและที่ปรึกษาในโครงการวิจัย “คอนกรีตบล็อกเทอร์โมอิเล็กทริกผลิตไฟฟ้าจากความร้อนโดยการใช้วัสดุตั้งต้นจากเปลือกไข่ไก่” เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถาบันการศึกษาทั่วโลกได้หันมาให้ความสำคัญ ในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

ซึ่ง สจล. ในฐานะสถาบันการศึกษาผู้นำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาการใช้ประโยชน์จากพลังงานอย่างคุ้มค่า จึงได้ร่วมกับนักวิจัยได้แก่ นายชัยวัฒน์ พรหมเพชร นักศึกษาปริญญาเอก และ นายจักรกฤษ กอบพันธ์ นักศึกษาปริญญาตรี สาขาวิชาฟิสิกส์ สจล. พัฒนาคอนกรีตบล็อกทนความร้อนสูงมากว่า 1,000 องศาเซลเซียส ที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในตัวจากความต่างความร้อน ในช่วง 400 – 900 องศาเซลเซียส ได้เป็นที่แรกในประเทศไทยและยังไม่พบสิ่งประดิษฐ์นี้ในระดับโลก ซึ่งขณะนี้ได้ทำการยื่นจดสิทธิบัตรขอรับการคุ่มครองสิทธิในสิ่งประดิษฐ์ และได้รับเลขที่คำขอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ครั้งแรกของโลก เปลือกไข่กลายเป็น“คอนกรีต"

ผลงานการประดิษฐ์นวัตกรรมชิ้นนี้ เป็นการออกแบบใหม่ทั้งหมดโดยแบ่งการพัฒนาออกเป็น 2 ส่วน คือ 1. คอนกรีตบล็อกทนความร้อนสูง โดยทีมวิจัยสามารถทำให้ทนความร้อนได้สูงกว่า 1,000 องศาเซลเซียส และ 2. อุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าสำหรับฝังในคอนกรีตบล็อก โดยทีมวิจัยได้พัฒนา “วัสดุเทอร์โมอิเล็กทริก” จากการสกัดแคลเซียมออกไซด์จากเปลือกไข่ไก่ ซึ่งเป็นวัสดุสำคัญสำหรับการผลิตอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าภายในตัวบล็อกที่เรียกว่า “โมดูลเทอร์โมอิเล็กทริก” ซึ่งโมดูลดังกล่าวสามารถทนความร้อนได้สูงถึง 900 องศาเซลเซียส

เมื่อตัวบล็อกทนความร้อนได้รับความแตกต่างของอุณหภูมิความร้อนระหว่างสองด้าน กล่าวคือด้านหนึ่งของตัวบล็อกมีอุณหภูมิสูงกว่าอีกด้านหนึ่ง ความแตกต่างความร้อนจะถูกส่งผ่านไปยังโมดูลเทอร์โมอิเล็กทริก ที่ฝังไว้ในบล็อกที่ประดิษฐ์ขึ้นจากวัสดุเทอร์โมอิเล็กทริก 10 ตัว ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้า

ซึ่งจากการทดสอบโดยนำคอนกรีตบล็อกเทอร์โมอิเล็กทริกผลิตไฟฟ้า 2 ก้อน มาต่อวงจรแบบอนุกรมสามารถทำให้หลอด LED ขนาด 105 mW สว่างได้ เมื่อด้านอุณหภูมิสูงของตัวบล็อกถูกให้ความร้อนที่ 600 องศาเซลเซียส หากนำมาประยุกต์ใช้กับโรงหลอมโลหะ โดยใช้คอนกรีตบล็อกเทอร์โมอิเล็กทริก 6,000 ก้อน จะได้กำลังไฟฟ้าตั้งแต่ 1.2 kW – 6 kW ดังนั้น การออกแบบขนาดบล็อกและเพิ่มจำนวนโมดูลให้เหมาะสมกับการใช้งาน จึงสามารถนำไปประยุกต์เป็นเครื่องผลิตไฟฟ้าจากแหล่งความร้อนต่างๆ ได้ตามต้องการ

ครั้งแรกของโลก เปลือกไข่กลายเป็น“คอนกรีต"

“เนื่องจากเป็นงานวิจัยนวัตกรรมใหม่ในประเทศไทย ขณะนี้จึงยังไม่สามารถเทียบต้นทุนและความคุ้มค่าได้อย่างชัดเจน แต่หากเทียบกับราคาคอนกรีตบล็อกทนไฟธรรมดา ราคาอยู่ที่ก้อนละ 100-700 บาท ขึ้นอยู่กับความทนไฟ แต่เมื่อพัฒนาคอนกรีตบล็อกทนไฟทั่วไปให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในตัว แม้จะทำให้ต้นทุนต่อก้อนสูงกว่าประมาณ 2-4 เท่า แต่หากมองในภาพรวมถือว่าคุ้มค่าเป็นอย่างมาก เพราะตัวคอนกรีตที่ทนความร้อนที่ฝังอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้า ในย่านความร้อนช่วง 300 – 900 องศาเซลเซียส และใช้วัสดุขั้วไฟฟ้าและสายนำกระแสไฟฟ้าที่สามารถทนความร้อนสูงเกิน 1,000 องศาเซลเซียส สามารถนำไปก่อเป็นกำแพงทนไฟแล้วผลิตไฟฟ้าในอุตสาหกรรมความร้อนได้ เช่น ก่อเป็นผนังกำแพงทนไฟสำหรับเป็นเตาหลอมโลหะ กำแพงทนไฟสำหรับเป็นเตาชีวมวล หรือเตาเผาขยะขนาดใหญ่ และหากในอนาคตหากมีการพัฒนาต่อยอดเชิงพาณิชย์เชื่อว่าต้นทุนจะต่ำลงอีกมาก”

ครั้งแรกของโลก เปลือกไข่กลายเป็น“คอนกรีต"

ด้าน นายชัยวัฒน์ พรหมเพชร นักศึกษาปริญญาเอก สาขาวิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ สจล. กล่าวว่า เทคนิคสำคัญที่ทำให้คอนกรีตบล็อกทนความร้อนได้สูง และสามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือการหล่อคอนกรีตบล็อกขึ้นจาก “คอนกรีตบล็อกทนไฟ” เพื่อทำหน้าที่เป็นด้านรับความร้อน สำหรับส่งความร้อนไปยังอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าที่ฝังไว้ภายใน และ “คอนกรีตฉนวนความร้อน” เพื่อทำหน้าที่ลดการถ่ายเทความร้อน จากชั้นคอนกรีตบล็อกทนไฟลงจึงสามารถผลิตไฟฟ้าได้เอง เมื่อมีความแตกต่างของอุณหภูมิเกิดขึ้นในบล็อกโดยไม่ต้องระบายความร้อน และเมื่อนำไปรวมกับวัสดุเทอร์โมอิเล็กทริก ที่เตรียมและสังเคราะห์ได้เองในห้องปฏิบัติการ

ซึ่งเป็นวัสดุเทอร์โมอิเล็กทริกประเภทออกไซด์ ที่มีวิธีการสังเคราะห์แบบเฉพาะให้เหมาะสมกับขนาดความแตกต่างของอุณหภูมิความร้อนจากตัวบล็อก ต่อเข้ากับวัสดุการต่อขั้วไฟฟ้าและสายนำกระแสไฟฟ้า ที่ออกแบบและเลือกวัสดุที่ใช้ในวิธีการต่อขั้วโมดูลและขั้วกระแสไฟฟ้า ให้สามารถทนความร้อนได้สูงกว่าเกิน 1,000 องศาเซลเซียส จึงสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้อย่างมีเสถียรภาพ

ขณะที่ นายจักรกฤษ กอบพันธ์ นักศึกษาปริญญาตรี สาขาวิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ สจล. กล่าวเสริมว่า เนื่องจาก “วัสดุเทอร์โมอิเล็กทริก” ซึ่งเป็นวัสดุสำคัญในการผลิตอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้า ที่เรียกว่า “โมดูลเทอร์โมอิเล็กทริก” นั้น ใช้สารตั้งต้นส่วนใหญ่เป็น “แคลเซียมออกไซด์” ที่มีความบริสุทธิ์ 99 % ขึ้นไป มีราคาตั้งแต่กิโลกรัมละ 1,500-2,000 บาท แต่สารดังกล่าวก็มีในเปลือกไข่ไก่ จึงทดลองนำเปลือกไข่ไก่เหลือทิ้งจากโรงอาหารคณะวิทยาศาสตร์ มาผ่านกระบวนการเตรียมและสังเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้ได้แคลเซียมออกไซด์ที่เป็นวัสดุตั้งต้นในการทำอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้า ซึ่งนอกจากช่วยลดการนำเข้าจากต่างประเทศแล้ว ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับเปลือกไข่ไก่เหลือทิ้งอีกด้วย จึงไม่เพียงแต่จะเป็นการลดต้นทุนแต่ยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับผลิตภัณฑ์ด้วย

โดยปัจจุบันราคาโมดูลเทอร์โมอิเล็กทริกที่วางขายตามท้องตลาดนั้น ชนิดที่ผันไฟฟ้าได้จากความร้อนในย่าน 100 องศาเซลเซียส ราคาอยู่ที่ตัวละ 150-500 บาท ข้อเสียคือทนทานความร้อนได้ไม่ถึง 200 องศาเซลเซียส แต่หากเป็นชนิดที่ทนความร้อนในระดับ 300-600 องศาเซลเซียส ราคาประมาณ 3,000-15,000 บาท

ส่วนชนิดทนความร้อนเกินกว่า 500 และ 1,000 องศาเซลเซียส ราคาจะสูงมากเพราะต้องใช้เทคโนโลยีการทำขั้วไฟฟ้า และต้องใช้วัสดุที่ต้องทนทาน แต่เมื่อนำสารสังเคราะห์จากเปลือกไข่ไก่ มาผลิตเป็นวัสดุโมดูลเทอร์โมอิเล็กทริกพบว่าช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้ โดยคาดว่าหากได้รับการต่อยอดอย่างสมบูรณ์ ราคาจะถูกกว่าท้องตลาดถึง 3 เท่า

เปิดเวทีประชาพิจารณ์แผนยุทธศาสตร์แรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285555

เปิดเวทีประชาพิจารณ์แผนยุทธศาสตร์แรงงาน

แรงงาน, ร่าง, พศ2560 - 2564, 29 มิย, พศ2560 - 2579

สป.รง.ทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็น (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์ พ.ศ.2560 – 2564 สร้างการมีส่วนร่วม ขับเคลื่อนการปฏิบัติ มุ่งสู่ไทยแลนด์ 4.0

          นายบุญเลิศ ธีระตระกูล รองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดการสัมมนาประชาพิจารณ์ (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน (พ.ศ.2560 – 2564) ณ โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค โดยกล่าวว่า สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นหน่วยอำนวยการประสานทุกกรมในสังกัดเพื่อให้การดำเนินงานภาพรวมของกระทรวงแรงงานเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งนโยบายของรัฐบาล นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนโยบายของปลัดกระทรวงแรงงาน แผนยุทธศาสตร์เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องทำให้รอบคอบ รัดกุม และมีประสิทธิภาพ พร้อมรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง อาทิ นายจ้าง ลูกจ้าง เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน อาสาสมัครแรงงาน เป็นต้น เพื่อให้สามารถนำประเด็นข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์มากำหนดยุทธศาสตร์ดำเนินการให้สอดรับกับความต้องการ
ในพื้นที่

เปิดเวทีประชาพิจารณ์แผนยุทธศาสตร์แรงงาน

นายบุญเลิศ ได้กล่าวถึงประเด็นที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ฝากเน้นย้ำถึงทุกส่วนราชการในการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า เมื่อวานนี้ (29 มิ.ย.) ที่กระทรวงแรงงานว่า การขับเคลื่อนประเทศจะต้องทำงานร่วมกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตามแนวทางประชารัฐ เห็นความสำคัญของบ้านเมือง ผู้ปฏิบัติจึงต้องมีความตื่นตัว ขานรับดำเนินการเป็นลำดับแรก สำหรับ (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน (พ.ศ.2560 – 2564) ฉบับนี้ได้กำหนดยุทธศาสตร์ไว้ 4 ประเด็น คือ 1) การพัฒนายุทธศาสตร์แรงงาน 2) การบริหารจัดการและบริการข้อมูลด้านแรงงานด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม 3) การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านแรงงานร่วมกับภาคีเครือข่ายให้มีประสิทธิภาพ และ 4) การพัฒนาหน่วยงานให้เป็นองค์กรธรรมาภิบาล เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการมุ่งไปสู่ประเทศไทย 4.0 การรับฟังความเห็นจากหน่วยภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ มีผู้แทนจากภาครัฐ นายจ้าง ลูกจ้าง มาร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงานจะนำมาปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์ให้มีความสมบูรณ์นำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศในระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560 – 2579) ซึ่งมีวิสัยทัศน์ว่า“ทรัพยากรมนุษย์มีคุณค่าสูงสู่ความยั่งยืน”และจัดทำแผนแม่บทพัฒนาแรงงานไทยในระยะ 5 ปี (พ.ศ.2560 – 2564) ที่ตอบรับนโยบายประเทศไทย 4.0 ของรัฐบาลอีกด้วย

วันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ประจำปี 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285546

วันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ประจำปี 2560

ลูกเสือ, ประจำปี, 2560

บรรดาลูกเสือ เนตรนารี ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ร่วมพิธีทบทวนคำปฏิญาณและสวนสนามลูกเสือ เนตรนารี เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ

      บรรดาลูกเสือ เนตรนารี ผู้บังคับบัญชาลูกเสือจังหวัดพังงา จำนวน 1,475 คน ร่วมพิธีทบทวนคำปฏิญาณและสวนสนามลูกเสือ เนตรนารี เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ประจำปี 2560 ในวันเสาร์ที่ 1 กรกฎาคม 2560 ณ สนามกีฬากลางจังหวัดพังงา โดยมี นายมานิต เพียรทอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการลูกเสือจังหวัดพังงา เป็นประธานในพิธี

1 กรกฎาคม 2560 นับเป็นวันสำคัญยิ่งอีกวันหนึ่งของบรรดาลูกเสือ เนตรนารีผู้บังคับบัญชาลูกเสือและพสกนิกรชาวไทยทั้งปวง เพราะเป็นวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ สำนักงานลูกเสือจังหวัดพังงา จึงได้กำหนดประกอบพิธีทบทวนคำปฏิญาณและสวนสนามของลูกเสือ เนตรนารีขึ้น ณ บริเวณสนามกีฬากลางจังหวัดพังงา เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย และเพื่อแสดงความจงรักภักดีและเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ประมุขของคณะลูกเสือแห่งชาติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี

วันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ประจำปี 2560วันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ประจำปี 2560วันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ประจำปี 2560

โดยมี นายสมรักษ์ ถวาย ผู้อำนวยการลูกเสือเขตพื้นที่การศึกษาพังงา นำคณะลูกเสือ เนตรนารี ผู้บังคับบัญชาลูกเสือจังหวัดพังงา จำนวน 1,475 คน ร่วมพิธีทบทวนคำปฏิญาณและสวนสนามลูกเสือ เนตรนารี สำหรับสถานศึกษาที่ไม่เข้าร่วมพิธีกับสำนักงานลูกเสือจังหวัดพังงา จะจัดกิจกรรม ณ ที่ตั้งของสถานศึกษาหรือสถานที่เหมาะสม

วันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ประจำปี 2560

นายพินิจ  บุญเลิศ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานลูกเสือจังหวัดกระบี่  เป็นประธานในพิธีทบทวนคำปฏิญาณและสวนสนามลูกเสือ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ประจำปี 2560 จังหวัดกระบี่  มีลูกเสือ เนตรนารี  ลูกเสือชาวบ้าน ผู้บำเพ็ญประโยชน์ และผู้บังคับบัญชาลูกเสือเข้าร่วมพิธีจำนวนกว่า 1,300 คน ที่สนามกีฬากลางจังหวัดกระบี่ เมื่อเร็ว ๆ นี้

ใช้เศรษฐกิจพอเพียง ขัดเกลาจิตใจเยาวชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285516

ใช้เศรษฐกิจพอเพียง ขัดเกลาจิตใจเยาวชน

อบรม, ใช้เศรษฐกิจพอเพียง, ขัดเกลาจิตใจเยาวชน, ภูซางใหญ่วิทยาคม, เลย-หนองบัวลำภู

‘ภูซางใหญ่วิทยาคม’ อบรมคุณธรรมจริยธรรม น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

       นายเฉลิมพล ชนะพาล ผู้อำนวยการโรงเรียนภูซางใหญ่วิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 19 (เลย-หนองบัวลำภู) เปิดเผยว่า ทางโรงเรียนได้ตระหนักเห็นถึงความสำคัญของการขัดเกลาทางด้านจิตใจของเยาวชน เพื่อปลูกฝังและส่งเสริม ศีลธรรม คุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน จึงได้จัดโครงการอบรมศีลธรรมคุณธรรมจริยธรรมขึ้น ให้กับนักเรียนและครูกว่า 200 คน

ใช้เศรษฐกิจพอเพียง ขัดเกลาจิตใจเยาวชน

 

ซึ่งได้รับความ อนุเคราะห์พระวิทยากรจากพระครูพิพัฒนพิบูลย์ เจ้าอาวาสวัดศิริธรรมพัฒนา เจ้าคณะตำบลดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู มาดําเนินการอบรมคุณธรรม จริยธรรมตลอดโครงการ  โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครองนักเรียน และกรรมการสถานศึกษา เป็นอย่างดี

ใช้เศรษฐกิจพอเพียง ขัดเกลาจิตใจเยาวชนใช้เศรษฐกิจพอเพียง ขัดเกลาจิตใจเยาวชน

“กิจกรรมที่จัดฝึกอบรมในครั้งนี้ เป็นกิจกรรมสานแสงแห่งพระราชศรัทธาจุดเทียน ปัญญาถวายสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ กิจกรรมดวงประทีปแห่งรักแท้ กิจกรรม สภาพปัญหาสังคม จุดประกายความคิดให้เยาวชนเห็นถึงปัญหา และลุกขึ้นมาร่วมกันป้องกันแก้ไขด้วยตัวเอง กิจกรรมมาลาบูชาคุณครู กิจกรรมสร้างจิตสํานึก ในความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ กิจกรรมทําวัตร สวดมนต์ กิจกรรมปฏิบัติธรรม และกิจกรรมนันทนาการ อันเป็นการประยุกต์คําสอนให้อยู่ใน กิจกรรมนันทนาการ เพื่อมิให้เกิดความเบื่อหน่ายต่อการอบรม” ผอ.ร.ร.ภูซางใหญ่วิทยาคม กล่าว

ก.แรงงาน จับมือเอกชนฝึก ผู้ดูแลผู้สูงอายุ โกอินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285515

ก.แรงงาน จับมือเอกชนฝึก ผู้ดูแลผู้สูงอายุ โกอินเตอร์

แรงงาน, กแรงงาน, จับมือเอกชนฝึก, ผู้ดูแลผู้สูงอายุ, โกอินเตอร์, กพร

ก.แรงงาน ลงนามความร่วมมือการพัฒนาฝีมือแรงงาน กับโรงเรียนอรัญญารักษ์บริบาลและโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นซากุระ พัฒนาฝีมือแรงงาน สาขาผู้ดูแลผู้สูงอายุให้แก่แรงงานไทย

      นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน(กพร.) เปิดเผยว่า ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นประเทศอันดับต้นๆของการเป็นสังคมผู้สูงอายุและกำลังขาดแคลนแรงงานที่จะดูแลบริบาลผู้สูงอายุวุฒิสภาญี่ปุ่น จึงผ่านร่างแก้ไขกฎหมายควบคุมการอพยพอนุญาตให้ชาวต่างชาติสามารถทำงานเป็นผู้ดูแลคนป่วยหรือคนชรา ตลาดแรงงานในสาขาอาชีพ ผู้ดูแลผู้สูงอายุ ในประเทศญี่ปุ่น จึงเป็นตลาดใหม่ที่เปิดโอกาสให้แรงงานไทย สามารถไปประกอบอาชีพ ซึ่งจะสร้างเม็ดเงินกลับสู่ประเทศไทยได้อย่างมาก อีกทั้งมีผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นส่วนหนึ่งพำนักในประเทศไทย และประเทศไทยเองก็มีแนวโน้มผู้สูงอายุมากขึ้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องพัฒนาฝีมือแรงงานในสาขาการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อรองรับการเป็น Smart Wellness – Long Stay

กพร.จึงจับมือกับภาคเอกชนในประเทศไทย ลงนามความร่วมมือกับโรงเรียนอรัญญารักษ์บริบาลและโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นซากุระ โดยมีสหกรณ์ซึ่งได้รับมอบหมายจากทางการญี่ปุ่นในการบริหารจัดการในเรื่องนี้เป็นสักขีพยาน ณ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อร่วมกันพัฒนาฝีมือแรงงานสาขา การดูแลผู้สูงอายุ ให้มีความรู้ ความสามารถ ทักษะ และคุณลักษณะนิสัยของแรงงานไทยให้เหมาะสม ได้มาตรฐานสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และมีคุณสมบัติพร้อมที่จะเข้าทำงานในประเทศญี่ปุ่น พร้อมเข้าเยี่ยมชมเนสซิ่งโฮมนิ่งนิ่งชั่งเฮียคุ ซึ่งเป็นสถานที่รับดูแลและพยาบาลผู้สูงอายุ ของประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงหลักสูตรการฝึกต่อไป

ก.แรงงาน จับมือเอกชนฝึก ผู้ดูแลผู้สูงอายุ โกอินเตอร์

นายธีรพล กล่าวต่อไปว่า โรงเรียนอรัญญารักษณ์บริบาล จะทำหน้าที่ประสานกับสหกรณ์ Hatonoie ในการให้การสนับสนุนข้อมูล เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ วิทยาการ และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาฝีมือแรงงานและประสานสถานประกอบกิจการในประเทศญี่ปุ่น ที่ประสงค์จะรับแรงงานไทยที่สำเร็จหรือจบการฝึกอบรม  เข้าฝึกงานตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด รวมถึงการพัฒนาฝีมือด้านอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม เป็นต้น และโรงเรียนอรัญญารักษณ์บริบาล ได้จัดเตรียมสถานที่พร้อมบุคลากรให้มีความพร้อม เพื่อขออนุญาตเป็นศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน สาขา การดูแลผู้สูงอายุ และดำเนินการทดสอบฯ ในสาขาดังกล่าวด้วย

ด้านโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นซากุระ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณบางกะปิ เขต กทม.9 นั้น จะให้การสนับสนุนการพัฒนาภาษาญี่ปุ่นให้แก่แรงงานไทย ผู้สำเร็จการฝึกอบรมและมีความประสงค์จะไปฝึกงานในประเทศญี่ปุ่น สนับสนุนข้อมูล แลกเปลี่ยนความรู้ วิทยาการ และปัจจัยอื่นที่จำเป็นต่อการทำงานในประเทศญี่ปุ่น

ก.แรงงาน จับมือเอกชนฝึก ผู้ดูแลผู้สูงอายุ โกอินเตอร์

นายธีรพล กล่าวต่ออีกว่า ระหว่างปี 2558-2559 กพร.ดำเนินการฝึกอบรมให้กับแรงงานในสาขา การดูแลผู้สูงอายุ ไปแล้วกว่า 800 คน สำหรับปี 2560 ดำเนินการแล้ว 286 คน ประกอบด้วย 10 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ พเยา ลำพูน ขอนแก่น นครราชสีมา อำนาจจริญ สระแก้ว และชลบุรี สาขาดังกล่าวมีมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติระดับ 1  ผู้ที่ต้องการทดสอบฯ สามารถติดต่อได้ที่สถาบันหรือสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานที่เป็นศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานในสาขานี้ถึง 13 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศอีกด้วย

ผู้ที่จบฝึกอบรมแล้ว กพร.จะแจ้งข้อมูลผู้ผ่านการฝึกให้สำนักงานจัดหางานเพื่อเป็นฐานข้อมูลสำหรับบุคคลหรือผู้ประกอบกิจการทั้งในและต่างประเทศ ติดต่อรับบุคคลเหล่านี้เข้าทำงาน ซึ่งเชื่อมั่นว่าอาชีพนี้มีแนวโน้มความต้องการจ้างงานสูงขึ้นอย่างแน่นอน รวมทั้งมีรายได้สูงอีกด้วย นายธีรพลกล่าว