เปิดห้องเรียนอาชีพ พัฒนาความรู้ควบคู่ทักษะอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285428

เปิดห้องเรียนอาชีพ พัฒนาความรู้ควบคู่ทักษะอาชีพ

ห้องเรียนอาชีพ, สอศ, สพฐ, เปิดห้องเรียนอาชีพ, MOU, วีระราษฎร์ประสาน, ปวช

สพฐ.และ สอศ. ผนึกกำลังลงนามความร่วมมือสถานศึกษา จัดโครงการห้องเรียนอาชีพ พัฒนาความรู้ควบคู่ทักษะอาชีพ

       นายบุญรักษ์ ยอดเพชร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือโครงการห้องเรียนอาชีพ ระหว่างสถานศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยมีผู้บริหาร คณะครู เครือข่ายสถานประกอบการ ผู้ปกครอง และนักเรียน ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ โรงเรียนแม่สายประสิทธิศาสตร์ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

         รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า สืบเนื่องจากงานการแถลงข่าวและลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการห้องเรียนอาชีพระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาในวันที่ 1 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พลเอกสุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ เป็นประธานนั้น ในครั้งนี้ จะเป็นการลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือสถานศึกษา

เปิดห้องเรียนอาชีพ พัฒนาความรู้ควบคู่ทักษะอาชีพ

        โครงการห้องเรียนอาชีพในพื้นที่โครงการเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จำนวน 6 โรงเรียน ประกอบด้วย 1. โรงเรียนราชมุนีรังสฤษฎ์ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ร่วมกับ วิทยาลัยอาชีพสุไหง-โกลก 2. โรงเรียนเวียงสุวรรณวิทยาคม อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส ร่วมกับ วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกปัตตานี 3. โรงเรียนเบตง “วีระราษฎร์ประสาน”อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ร่วมกับ วิทยาลัยอาชีพเบตง 4. โรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ร่วมกับ วิทยาลัยเทคนคกาญจนาภิเษกเชียงราย และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงราย 5.  โรงเรียนแม่จันวิทยาคม อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ร่วมกับ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกเชียงราย และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงราย

          6. โรงเรียนสรรพวิทยาคม อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ร่วมกับ วิทยาลัยเทคนิคแม่สอด โดยสถานศึกษาอาชีวศึกษาจะร่วมจัดการเรียนการสอนในสาขาวิชาต่างๆ 9 สาขา ได้แก่ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ การบัญชี คหกรรม การโรงแรม ช่างไฟฟ้ากำลัง ช่างก่อสร้าง พืชศาสตร์ อุตสาหกรรมเกษตร และช่างเชื่อมโลหะ มีนักเรียนรุ่นแรกจำนวน 310 คน เป็นการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาด้านอาชีวศึกษาตามความถนัดและความสนใจแก่เยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และเป็นทางเลือกสำหรับผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความประสงค์จะเรียนควบคู่หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ในสาขาวิชาที่สอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในพื้นที่และความสนใจของนักเรียน โดยเป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานศึกษาอาชีวศึกษา และหน่วยงานเอกชน รวมทั้งเครือข่ายรัฐในการร่วมกันในด้านการจัดการเรียนการสอน การฝึกประสบการณ์ และพัฒนากำลังคนให้มีความรู้พื้นฐาน รวมถึงทักษะด้านอาชีพ พร้อมคุณภาพและคุณธรรม ควบคู่ไปด้วย

เปิดห้องเรียนอาชีพ พัฒนาความรู้ควบคู่ทักษะอาชีพเปิดห้องเรียนอาชีพ พัฒนาความรู้ควบคู่ทักษะอาชีพ

        รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวทิ้งท้ายว่า ความมุ่งหวังของการจัดการศึกษาห้องเรียนอาชีพ คือ การให้ผู้สำเร็จการศึกษาห้องเรียนอาชีพ มีทักษะอาชีพเด่น เป็นคนดี  มีงานทำ เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสู่ไทยแลนด์ 4.0 ต่อไป

ปลูกข้าวโพด ฝึกทักษะอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285513

ปลูกข้าวโพด ฝึกทักษะอาชีพ

ปลูกข้าวโพ, ปลูกข้าวโพด, ฝึกทักษะอาชีพ

นักเรียนโรงเรียนบ้านหนองประโยชน์เก็บผลิตผลข้าวโพดที่ปลูกในบริเวณโรงเรียน มีทักษะอาชีพ เดินตามหลักปรัญชาของเศรษฐกิจพอเพียง

       นักเรียนโรงเรียนบ้านหนองประโยชน์ อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 เก็บผลิตผลข้าวโพดที่ปลูกในบริเวณโรงเรียน มาช่วยกันปลอกเปลือก และนำมาต้มให้สุก เพื่อจำหน่ายให้กับครู นักเรียน และชุมชนใกล้บริเวณโรงเรียน ปลูกข้าวโพด ฝึกทักษะอาชีพ

ปลูกข้าวโพด ฝึกทักษะอาชีพปลูกข้าวโพด ฝึกทักษะอาชีพ

โดยโรงเรียนได้ปลูกฝังให้นักเรียนหัดทำมาหากิน รู้จักปลูก รักษาดูแล และเก็บผลิตผล จากนั้นมาจัดจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้  เพื่อให้นักเรียนเรียนรู้จากประสบการณ์จริง มีทักษะอาชีพ และเดินตามหลักปรัญชาของเศรษฐกิจพอเพียง

กศน.กันตัง หนุนจัดการขยะชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285512

กศน.กันตัง หนุนจัดการขยะชุมชน

กศนกันดัง, อกันตัง, จัดการขยะ, กศนกันตัง, หนุนจัดการขยะชุมชน

กศน.กันตัง หนุนชาวบ้านบริหารจัดการขยะชุมชน นำมาแปรรูปเป็นผลิตที่หลากหลายสร้างรายได้ สร้างอาชีพ อย่างยั่งยืน

      อำเภอกันตัง เป็นเมืองท่าที่สำคัญของจังหวัดตรัง ที่ยังคงความสมบูรณ์ทางทรัพยากรชายฝั่งทางทะเล แต่จากการประกอบอาชีพของชาวบ้านในการนำต้นจากพืชประจำถิ่น มาแปรรูปเป็นมวลใบจากส่งขาย ส่วนพงจาก หรือ ทางจาก ชาวบ้านจะทิ้งลงในทะเล เป็นมลพิษ ปิดกั้นทางน้ำบริเวณปากอ่าวและท่าเรือเป็นจำนวนมาก จากสภาพปัญหาดังกล่าวชาวบ้าน หมู่ที่ 5 บ้านนายยอดทอง ตำบลวังวน อำเภอกันตังจังหวัดตรัง ร่วมกลุ่มเพื่อหาวิธีการแก้ปัญหาเศษก้านจาก พงจาก หรือทางจาก ที่ชาวบ้านทิ้ง  กลับมาใช้ใหม่

กศน.กันตัง หนุนจัดการขยะชุมชน

กศน.กันตัง หนุนจัดการขยะชุมชน

โดย กศน.อำเภอกันตัง ได้ส่งครูเข้าไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียน การจักสานเครื่องใช้ไม้สอนจากภูมิปัญญาในชุมชน และครูศน.ตำบล ได้จัดทำหลักสูตรท้องถิ่นในการเข้าไปสนับสนุนให้ชาวบ้านได้นำก้านจากมาจักรสานเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย อาทิ ตะกร้า เสวียงรองภาชนะ ฝาชี กระเช้า ก็สามารถแก้ปัญหาขยะจากชุมชนได้ในระดับหนึ่ง

ล่าสุด กศน.อำเภอกันตัง ได้จัดอบรมให้ความรู้ในการบริหารจัดการขยะให้กับสมาชิกกลุ่มจักสานก้านจาก เพื่อแก้ปัญหาขยะชุมชนที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ด้วยการแนะให้ชาวบ้านนำ พงจาก หรือ ทางจาก  แปรรูปทำเป็นกระดาษ “เยื่อจาก” จากสอน การถ่ายทอดความรู้ในสนับสนุนของ กศน.กันตัง และภาคีเครือข่าย ก็ทำให้สมาชิกภายในกลุ่มสามารถผลิตกระดาษ “เยื่อจาก”เป็นผลสำเร็จ กระดาษที่ได้จะมีคุณภาพดี สามารถนำกระดาษออกมาจำหน่ายได้อย่างต่อเนื่อง   ที่สำคัญสามารถลดจำนวนขยะของชุมชนได้เป็นจำนวนมาก

กศน.กันตัง หนุนจัดการขยะชุมชนกศน.กันตัง หนุนจัดการขยะชุมชน
ด้านนายวิเชียร  จันทร์ฝาก ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอกันตัง กล่าวว่าตนเองได้นำนโยบายของสำนักงาน กศน. ในการให้ความรู้ในการบริหารจัดการขยะของชุมชน ซึ่งทาง กศน.อำเภอกันตัง ได้จัดอบรมการบริหารจัดการขยะให้ความรู้แก่ประชาชนทุกตำบล แต่ที่ประสบผลสำเร็จที่สุดในขณะนี้คือชุมชนบ้านนายยอดทอง ตำบลวังวน ที่สามารถบริหารจัดการขยะจากการประกอบอาชีพของคนในชุมชน ให้กลับมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายของชุมชน สามารถสร้างอาชีพ และรายได้ ให้กับคนในชุมชนได้เป็นอย่างดี

บุหรี่ไฟฟ้า กระตุ้นพฤติกรรมสูบบุหรี่มวนเพิ่ม 4 เท่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285419

บุหรี่ไฟฟ้า กระตุ้นพฤติกรรมสูบบุหรี่มวนเพิ่ม 4 เท่า

บุหรี่, บุหรี่ไฟฟ้า, เท่า, JAMA Pediatrics

วิจัยวัยรุ่น พบพฤติกรรมเยาวชนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า จะหันไปสูบบุหรี่ธรรมดาด้วยเกือบ 4 เท่าตัว มากกว่าเยาวชนที่ไม่ได้สูบบุหรี่ไฟฟ้า เหตุมีนิโคตินเป็นตัวเร่งเช่นกัน

      รศ.นพ.ฉันชาย  สิทธิพันธุ์  ภาควิชาอายุรศาสตร์  คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เปิดเผยว่ามีรายงานจากการทบทวนงานวิจัยล่าสุด สรุปได้ว่า พบพฤติกรรมเยาวชนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า จะหันไปสูบบุหรี่ธรรมดาด้วยเกือบ 4 เท่าตัว มากกว่าเยาวชนที่ไม่ได้สูบบุหรี่ไฟฟ้า เหตุมีนิโคตินเป็นตัวเร่งเช่นกัน

รายงานดังกล่าวเผยแพร่ในวารสารแพทยสมาคมสหรัฐอเมริกา จามาพีเดียตริค (JAMA Pediatrics) ฉบับวันที่ 26  มิถุนายน 2560 โดย ดร.ซาเมียร์  โซนจิ  จากคณะแพทยศาสตร์ดาร์ทเมาท์  ไกเซล รัฐนิวแฮมเชียร์  ด้วยโจทย์วิจัยที่ต้องการทราบความสัมพันธ์ของการสูบบุหรี่ไฟฟ้ากับการสูบบุหรี่ธรรมดาในเยาวชน โดยทำการวิเคราะห์รายงานวิจัย 9 ชิ้น ที่มีการติดตามระยะยาวในเยาวชนรวม 17,389  ราย  อายุระหว่าง 14 ถึง 30 ปี  โดยร้อยละ 56.0  ของตัวอย่างเป็นผู้หญิง  พบว่าอัตราการเริ่มสูบบุหรี่ธรรมดา  ในคนที่เคยสูบบุหรี่ไฟฟ้าเท่ากับ 30.4%  เปรียบเทียบกับ 7.9%  ในคนที่ไม่เคยสูบบุหรี่ไฟฟ้า  นั่นคือเยาวชนที่เริ่มต้นจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า  การติดตามต่อมาพบว่ากลายเป็นผู้เริ่มสูบบุหรี่  มากกว่าผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ไฟฟ้าแล้วกลายเป็นผู้สูบบุหรี่ถึงเกือบ 4 เท่าตัว

คณะผู้วิจัยวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่การสูบบุหรี่ไฟฟ้า  นำไปสู่การสูบบุหรี่ธรรมดาว่าข้อแรก  การสูบบุหรี่ไฟฟ้า  มีขั้นตอนทางพฤติกรรมเหมือนกับการสูบบุหรี่ธรรมดา คือการเคลื่อนไหวโดยการใช้มือนำบุหรี่ไฟฟ้าเข้าปาก  เกิดการสูบเข้าสู่ปอดและหายใจออก เป็นทักษะเดียวกัน ตัวอย่างคือ  วัยรุ่นที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าสามารถที่จะพ่นควันออกมาให้เป็นรูปวงกลมเหมือนกับวัยรุ่นที่สูบบุหรี่  การเรียนรู้เพื่อจะสูบบุหรี่ไฟฟ้า จึงเป็นการเรียนรู้เดียวกันกับการสูบบุหรี่  และทำให้การเปลี่ยนจากสูบบุหรี่ไฟฟ้าไปสูบบุหรี่ธรรมดาเป็นไปได้ง่าย

บุหรี่ไฟฟ้า กระตุ้นพฤติกรรมสูบบุหรี่มวนเพิ่ม 4 เท่า

รศ.นพ.ฉันชาย  สิทธิพันธุ์

ประการต่อมาคือเยาวชนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าอาจจะเกิดการติดนิโคตินได้ง่าย  เนื่องจากนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าอยู่ในรูปแบบเดียวกับที่มีในบุหรี่ธรรมดา  ถูกดูดซึมผ่านปอดไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างรวดเร็ว  ทำให้เยาวชนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้ามีความโน้มเอียงที่จะเปลี่ยนไปสูบบุหรี่ธรรมดาได้  เพื่อสนองความต้องการนิโคตินที่น่าพึงพอใจกว่า เนื่องจากการตรวจสอบน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าหลาย ๆ ตัวอย่าง พบมีความเข้มข้นของนิโคตินที่แตกต่างกัน  คนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าที่มีนิโคติน  ระดับต่ำ  จึงมีแนวโน้มที่จะหันไปสูบบุหรี่ธรรมดาที่ทำให้ร่างกายได้รับนิโคตินมากขึ้น และการสูบบุหรี่ไฟฟ้ายังทำให้เยาวชนไปเข้ากลุ่มกับเพื่อนที่สูบบุหรี่ธรรมดาง่ายขึ้น  จนเกิดการเปลี่ยนไปสูบบุหรี่ธรรมดาในที่สุด  ผู้วิจัยสรุปว่าปัญหา  การสูบบุหรี่ไฟฟ้าในด้านสาธารณสุขคือ  อาจทำให้อัตราการสูบบุหรี่ของเยาวชนชะลอการลดลง  หรือกลับมีอัตราสูงขึ้น ก็ได้  ซึ่งต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และให้มีมาตรการที่เข้มงวดในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า

        ต้องการสอบถามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ  มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่  โทร. 0-2278-1828 

นักวิจัย ม.พะเยาเจ๋ง ค้นพบ “กบสายพันธุ์ใหม่ของโลก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285417

นักวิจัย ม.พะเยาเจ๋ง ค้นพบ “กบสายพันธุ์ใหม่ของโลก”

กบ, มพะเยา, นักวิจัย, มพะเยาเจ๋ง, ค้นพบ, กบสายพันธุ์ใหม่ของโลก, Longchuan big-headed frog, CAS, Chiang Mai Rain-Pool Frog, Cryptic species

หัวโตหลงชวน- หนองเล็กเชียงใหม่ นักวิจัย ม.พะเยา ค้นพบกบสายพันธุ์ใหม่ของโลก

       อ๊บ อ๊บ เสียงกบร้องขึ้นมาเมื่อใดหลายคนอาจมองว่าฝนกำลังจะตก แต่สำหรับนักวิจัย มหาวิทยาลัยพะเยา นำโดย ว่าที่ร้อยตรี ดร.ฉัตรมงคล สุวรรณภูมิ  อ.สาขาการประมง คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยพะเยา แล้ว เสียงดังกล่าวนำไปสู่ผลงานวิจัย การค้นคว้าต่อแวดวงการศึกษา และประโยชน์ต่อเกษตรกร ทรัพยากรธรรมชาติของไทย

ครั้งแรกของโลกที่ทาง นักวิจัยของไทย ได้ค้นพบ “กบหัวโตหลงชวน  (Longchuan big-headed frog) ซึ่งเป็นกบสายพันธุ์ใหม่ที่มีความแตกต่างทั้งลักษณะทางสัณฐานวิทยาและทางพันธุ์กรรม สำหรับแหล่งที่อยู่อาศัย ทางคณะวิจัย ได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างได้จากลำห้วยในป่าเขตเมืองหลงชวน อยู่ทางทิศตะวันตกของมณฑลยูนาน ประเทศจีน โดยการกระจายพันธุ์สามารถพบในตะวันตกของมณฑลยูนาน ประเทศจีน และชายแดนระหว่างประเทศจีนและประเทศพม่า

นักวิจัย ม.พะเยาเจ๋ง ค้นพบ "กบสายพันธุ์ใหม่ของโลก"

       ว่าที่ร้อยตรี ดร.ฉัตรมงคล กล่าวว่าลักษณะของกบหัวโตหลงชวน เป็นการทำงานวิจัยร่วมกันของนักวิจัยประเทศไทยและนักวิจัยจาก Kunming Institute of Zoology (CAS) ประเทศจีน  ซึ่งเป็นการจำแนกตามลักษณะพันธุกรรมและเสียงของกบ  ที่แสดงถึงความแตกต่างของกบแต่ละชนิด หากดูด้วยตาเปล่าอาจจะมองว่าเหมือนกบในสกุล Limnonectes ทั่วๆไป แต่ด้วยลักษณะทางพันธุกรรมที่โดดเด่น ซึ่ง เป็นความพิเศษและบ่งบอว่ากบดังกล่าว เป็นชนิดใหม่และครั้งแรกที่มีการค้นพบ

อย่างไรก็ตาม การค้นพบดังกล่าว มีส่วนสำคัญในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับกบ ที่จะนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางการเกษตร และทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงทางเศรษฐกิจของประเทศ

นักวิจัย ม.พะเยาเจ๋ง ค้นพบ "กบสายพันธุ์ใหม่ของโลก"

“กบหัวโตหลงชวน ค้นพบในประเทศจีน แต่กบที่ค้นพบครั้งแรกในประเทศไทย ได้แก่ กบหนองเล็กเชียงใหม่ (Chiang Mai Rain-Pool Frog) เป็นกบที่มีความแตกต่างกับกบชนิดอื่นๆในสกุล Fejervarya ทั้งลักษณะทางสัณฐานวิทยา พันธุกรรม และ เสียงร้อง สำหรับแหล่งที่อยู่อาศัย ของกบชนิดนี้ในหนองน้ำหรือพื้นที่ทำเกษตรกรรม ในปัจจุบันเราพบการกระจายพันธุ์เฉพาะ บ้านม่อนจอง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เท่านั้น ซึ่งกบชนิดนี้แม้จะยังไม่มีการศึกษาทางด้านคุณค่าทางเศรษฐกิจเท่าที่ควร แต่มีคุณค่าต่อแวดวงการศึกษาอย่างมาก เพราะสามารถนำไปสู่การเรียนรู้ทางทรัพยากรธรรมชาติ เกษตรกรได้”

ปัจจุบัน “กบหัวโตหลงชวน  และกบหนองเล็กเชียงใหม่” เป็นกบที่ชาวบ้านท้องถิ่นใช้รับประทาน และดูลักษณะภายนอกเหมือนกบชนิดทั่วไป แต่ด้วยลักษณะเสียงร้องและพันธุกรรม สามารถแยกชนิดได้ โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตในโลกนี้ มีชนิดที่ลักษณะภายนอกที่มีความคลุมเครือ (Cryptic species) ต้องใช้ลักษณะอื่นในการจำแนก

 ว่าที่ร้อยตรี ดร.ฉัตรมงคล กล่าวต่อไปว่ากบ 2 สายพันธุ์ใหม่ ปัจจุบันยังไม่ได้ศึกษาเพื่อนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ เพราะยังไม่ได้มีการเพาะเลี้ยง แต่ชุมชนสามารถใช้ในการบริโภคเป็นแหล่งโปรตีนในท้องถิ่น ซึ่งสิ่งที่ต้องทำ โดยเฉพาะในส่วนของ กบหนองเล็กเชียงใหม่ พบแถวหนองน้ำ และพบในบริเวณฟาร์มต่างๆ อาจจะได้รับสารพิษจาก สารเคมี  และยาฆ่าแมลง ที่เกิดจากกิจกรรมของชาวบ้านในชุมชนซึ่งมีความเสี่ยงอย่างมากต่อการสูญพันธุ์ของกบสายพันธุ์นี้ในประเทศไทย ดังนั้น ต้องให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับกบสายพันธุ์นี้ในแง่มุมของการใช้ประโยชน์ควบคู่กับการอนุรักษ์ต่อไปเช่นกัน

นักวิจัย ม.พะเยาเจ๋ง ค้นพบ "กบสายพันธุ์ใหม่ของโลก"

“กบ 2 สายพันธุ์ใหม่ครั้งแรกของโลก แม้จะยังไม่มีการนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ แต่ถือเป็นองค์ความรู้ด้านการศึกษา  ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อมที่บ่งบอกถึงความอุดมศึกษาของประเทศ รวมถึงยังทำให้ได้มีศึกษาพันธุกรรมสัตว์ใหม่ๆอีกด้วย ซึ่งการค้นพบเหล่านี้ มีประโยชน์ต่อวงการศึกษาไทย งานวิจัยของไทย รวมถึงพัฒนาเป็นแหล่งโปรตีนต่อยอดไปสู่การเกษตร และการส่งเสริมรายได้ อาชีพให้แก่คนไทย อย่างไรก็ตาม งานวิจัยครั้งนี้ ได้มีการลงวารสารของ วารสาร Zootaxa “Taxonomic revision of the Chinese Limnonectes (Anura, Dicroglossidae) with the description of a new species from China and Myanmar” และ Zoological Research “A new species of genus Fejervarya (Anura: Dicroglossidae) from northern Thailand” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว”

ต้องปรบมือดังๆ ให้แก่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยพะเยา ที่ได้ค้นพบ กบ 2 สายพันธุ์ใหม่ ครั้งแรกของโลก แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักวิจัยไทยที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก

ทปอ.เตรียมรับฟังความคิดเห็นเด็กไทย ต่อ”ก.การอุดมศึกษา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285395

ทปอ.เตรียมรับฟังความคิดเห็นเด็กไทย ต่อ”ก.การอุดมศึกษา”

กการรอุดมศึกษา, ต่อกการรอุดมศึกษา, ประชาพิจารณ์, ต่อกการอุดมศึกษา, กการอุดมศึกษา, ทปอ, สจล

ทปอ.เร่งรับฟังความคิดเห็นจากนักเรียน นิสิตนักศึกษา ประชาพิจารณ์กระทรวงการอุดมศึกษา ชี้สภาวิชาชีพ ควรดูแลหลังเด็กจบไปแล้ว สอบเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

        จากการประชุมที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เมื่อเร็วๆนี้   ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)นฐานะประธาน ทปอ.เปิดเผยว่าที่ประชุมรับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นในการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา ของคณะทำงานเตรียมการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา ซึ่งมี ศ.นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธาน ทั้งนี้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ได้เสนอแนะให้คณะทำงานเตรียมการจัดตั้งฯ เปิดรับฟังความคิดเห็นจากนักเรียน นิสิตนักศึกษา ซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียกับการตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาโดยตรง ที่ประชุม ทปอ. จึงได้ขอความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยสมาชิก ขอให้ทุกมหาวิทยาลัยส่งนิสิตนักศึกษาเข้าร่วมแสดงความเห็นในงานที่คณะทำงาน เตรียมการจัดตั้งฯ จะจัดด้วย

สำหรับ เรื่องที่สภาวิชาชีพขอให้คณะอนุกรรมการร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา ทบทวนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกับสภาวิชาชีพต้องยอมรับว่ามหาวิทยาลัยกับสภาวิชาชีพต้องทำงานร่วมมือกัน แต่ละฝ่ายก็มีวัตถุประสงค์ในการทำงานโดยยึดคุณภาพของผู้เรียนเป็นหลัก เหมือนกัน แต่ทำงานกันคนละมิติ   โดยมหาวิทยาลัยต้องคงความเป็นอิสระ มีความยืดหยุ่น เพราะมหาวิทยาลัยจำเป็นต้องปรับหลักสูตรให้มีความทันสมัย เพื่อการสร้างคนให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลก และเพื่อความอยู่รอดของประเทศ ดังนั้นหลักสูตรของเราจะล้าหลังไม่ได้ ขณะที่สภาวิชาชีพควรเข้ามากำกับดูแลหลังจากที่เด็กเรียนจบแล้ว และสอบเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และเข้ารับการอบรมหรือการพัฒนาจากสภาวิชาชีพ เป็นระยะ ไม่ใช่สอบเพียงครั้งเดียวหลังจบการศึกษา ซึ่งต้องสร้างความเข้าใจในกันและกัน

วิจัยชี้ชัด “เที่ยวพิพิธภัณฑ์ ไอคิวสูง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285413

วิจัยชี้ชัด “เที่ยวพิพิธภัณฑ์ ไอคิวสูง”

วิจัยชี้ชัด, เที่ยวพิพิธภัณฑ์, ไอคิวสูง, เที่ยวพิพิธภัณฑ์ ไอคิวสูง, มิวเซียมสยาม, สพร, Museum Culture, ข้างวัดโพธิ์

มิวเซียมสยาม ปลื้มสถิติวัยรุ่นเที่ยวพิพิธภัณฑ์มากขึ้น พร้อมเผยผลวิจัยต่างชาติชี้เด็กเที่ยวพิพิธภัณฑ์ทำให้ไอคิวสูง

        “มิวเซียมสยาม”  พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้รูปแบบใหม่ ภายใต้การดำเนินงานของ สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.) เผย กลุ่มเยาวชน ให้ความสนใจเข้าพิพิธภัณฑ์มากขึ้น โดยจากสถิตินิทรรศการหมุนเวียนที่จัดระหว่างเดือน มกราคม – มิถุนายน พบกว่า 1 ใน 3 เป็นอายุไม่เกิน 25 ปี   อย่างไรก็ตามจากการดำเนินงาน  6 เดือนแรกปี 60 คนไทยเข้าถึงแหล่งเรียนรู้พิพิธภัณฑ์กว่า 83,000 คน มากกว่าเวลาเดียวกันของปีที่แล้วกว่า 20% พร้อมเผยผลวิจัยจากสหรัฐอเมริกา ชี้ว่าการพาเด็กเที่ยวพิพิธภัณฑ์ ทำให้เด็กมีไอคิวที่สูงขึ้น และมีความกระตือรือร้นในการศึกษามากขึ้น

วิจัยชี้ชัด "เที่ยวพิพิธภัณฑ์ ไอคิวสูง"

       นายราเมศ พรหมเย็น ผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) กล่าวว่า ตลอดมา มิวเซียมสยามมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ในการชมพิพิธภัณฑ์ ยกระดับมาตรฐานการจัดการเรียนรู้รูปแบบใหม่ เพื่อให้การเที่ยวพิพิธภัณฑ์ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อสำหรับทุกคน ซึ่งจากการรวบรวมสถิติการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ จากสถิตินิทรรศการหมุนเวียนที่จัดระหว่างเดือน มกราคม – มิถุนายน พบกว่า 1 ใน 3 เป็นอายุไม่เกิน 25 ปี  ให้ความสนใจเข้าพิพิธภัณฑ์มากขึ้น และสำหรับภาพรวมของการดำเนินงาน มีจำนวนผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ ครึ่งปีแรก จำนวนถึง 83,000 คน มากกว่าเวลาเดียวกันของปีที่แล้วกว่า 20%   ทั้งนี้ในช่วงปลายปี 2560 มิวเซียมสยามกำหนดเปิดตัวนิทรรศการตัวใหม่ ซึ่งคาดว่าเมื่อสิ้นปี 60 จะทำให้ยอดผู้เข้าชมรวมสูงถึง 100,000 คน

วิจัยชี้ชัด "เที่ยวพิพิธภัณฑ์ ไอคิวสูง"

        ทั้งนี้ มีผลวิจัยจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะคริสตัลบริดจ์ส สหรัฐอเมริกา ที่ได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ นิวยอร์กไทม์ส ได้เผยว่า เด็กที่มีความถี่การเข้าร่วมพิพิธภัณฑ์มาก จะสามารถทำคะแนนในการสอบวิชาต่างๆ ได้มากขึ้น มีการจัดการความคิดและกรองข้อมูลอย่างเป็นระบบ มีความสนใจในด้านประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรมมากขึ้น ซึ่งการเรียนรู้รูปแบบใหม่ในพิพิธภัณฑ์ ทำให้เด็กให้ความสนใจและแสดงความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เพิ่ม รวมถึงเยาวชนที่เที่ยวพิพิธภัณฑ์มาก จะสรรหาวิธีการรับมือกับแรงกดดันจากการเรียน และสามารถหาทางผ่อนคลายจิตใจตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ซึ่งอย่างไรก็ตาม มิวเซียมสยามในฐานะองค์กรหลักในการส่งเสริมการพัฒนาและท่องเที่ยวแหล่งเรียนรู้ มีความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์กิจกรรมและองค์ความรู้ เพื่อสร้างวัฒนธรรมในการเที่ยวแหล่งเรียนรู้ หรือ “Museum Culture”      เพื่อยกระดับเยาวชน และประชาชนไทย เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือการพัฒนาประเทศให้มีศักยภาพ

มิวเซียมสยาม เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมนิทรรศการต่างๆ ทุกวันอังคาร – วันอาทิตย์ เวลา 10.00 – 18.00 น.  ณ มิวเซียมสยาม ท่าเตียน (ข้างวัดโพธิ์) กรุงเทพฯ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์  02-225-2777 หรือเข้าไปที่www.museumsiam.org

พ.ร.ก.ต่างด้าวพ่นพิษพม่าหนีกลับวันละ2พัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285385

พ.ร.ก.ต่างด้าวพ่นพิษพม่าหนีกลับวันละ2พัน

พรกต่างด้าว, แรงงานต่างด้าว, แรงงานต่างด้าวพม่าหนีกลับวันละ2พัน, นายจ้าง

นายจ้าง หวั่นแรงงานต่างด้าว หนีกลับถิ่นหลังพ.ร.ก. รัฐประกาศใช้ พ.ร.ก.ต่างด้าว 60พม่าเดินทางกลับบ้านวันละ 2,000 คน ขณะที่กัมพูชากลับวันละ15 คันรถ

    พลันที่รัฐบาลได้ประกาศราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ “พ.ร.ก. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560” มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. 2560 เป็นต้นไป เป็นการรวมกฎหมาย 2 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ. การทำงนของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 และ พ.ร.ก. การนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ พ.ศ. 2559 ปรับปรุงกฎหมายให้บทบัญญัติครอบคลุมการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวทั้งระบบ โดยเน้นการให้ความคุ้มครอง อำนวยความสะดวกให้กับทั้งนายจ้างและแรงงานต่างด้าว รวมถึงมีการเพิ่มโทษนายจ้างที่กระทำผิดกฎหมาย พร้อมดึงประชาคนเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อป้องกันการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน

    ประเด็นหลักๆ ที่ทำให้เหล่านายจ้าง หวั่นวิตก เกิดภาวะแรงงานต่างด้าวหนีกลับถิ่น เหตุด้วยนายจ้างส่งกลับ และขอกลับเอง คือ การเพิ่มโทษให้มีอัตราที่สูงขึ้น โดยเฉพาะโทษปรับ “นายจ้าง” จากเดิมหากกระทำผิดเกี่ยวกับการจ้างงานแรงงานต่างด้าว ไม่ว่าจะทำผิดต่อแรงงานต่างด้าวกี่คนจะรับรวมเป็นกรณีเดียว แต่ พ.ร.ก. ฉบับนี้ จะปรับนายจ้างแยกตามจำนวนแรงงานต่างด้าวรายคน ทำให้โทษสูงขึ้น

      เช่น นายจ้างที่จ้างต่างด้าวทำงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ หรือรับต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือรับต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานกับตนเข้าทำงาน มีโทษปรับตั้งแต่ 400,000 – 800,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้าง 1 คน หรือนายจ้างให้คนต่างด้าวทำงานไม่ตรงตามที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต มีโทษปรับไม่เกิน 400,000 บาท ต่อต่างด้าว 1 คน เป็นต้น

    นายอดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ กล่าวว่าพ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว ได้ส่งผลให้เกิดปัญหาแรงงานต่างด้าว ไม่ว่าจะเป็นพม่า หรือกัมพูชา เริ่มทยอยกลับบ้านของตนเองมากขึ้น ซึ่งตั้งแต่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก. มีแรงงานพม่าเดินทางกลับบ้านวันละ 2,000 คน ขณะที่กัมพูชา จากเดิมมาทำงานในไทย ประมาณ 4 คันรถ ก็กลายเป็นจำนวนลดน้อยลง แต่เดินทางกลับไปกัมพูชาประมาณ 15 คันรถ หากเกิดภาวะการไหลออกของแรงงานต่างด้าวมากขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อการผลิต อุตสาหกรรม และการขาดแคลนแรงงานระดับล่างของประเทศอย่างแน่นอน

   “สิ่งที่แรงงานต่างด้าว และนายจ้างเห็นจากพ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว คือ การปรับโทษให้รุนแรงมากขึ้น ตามความเชื่อของรัฐที่มองว่าหากมีบทลงโทษรุนแรง จะทำให้นายจ้างเกรงกลัว แต่ในความเป็นจริงยิ่งส่งผลให้ช่องทางลัด การกระทำที่ไม่ถูกต้องมากขึ้น เช่น การแอบเอาแรงงานต่างด้าวเข้ามา การจ่ายส่วย เป็นต้น เพราะเมื่อต้องจ่ายค่าปรับแพงมากขึ้น การจ้างหรือการทำให้มันไม่ถูกต้องเป็นทางออกที่ดี ดังนั้น ตอนนี้เกิดความหวั่นวิตกของนายจ้างแรงงาน และแรงงานต่างด้าวจากการประคอมของภาครัฐที่พูดแต่เรื่องบทลงโทษ อยากให้ทบทวนการออกกฎหมายดังกล่าว การมีบทลงโทษรุนแรงเป็นทางช่วยแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวจริงหรือไม่”

   ผู้ประสานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ กล่าวว่า อยากทราบว่า “มีความจำเป็นที่ต้องออกพ.ร.ก. ซึ่งถือเป็นกฎหมายเร่งด่วนที่ต้องแก้ปัญหาเรื่องนี้ หรือควรทบทวน ออกเป็นบทเฉพาะกาล หรือกลับไปทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นให้รอบด้าน ถามผู้ที่ได้รับผลกระทบ นายจ้าง แรงงานต่างด้าว… แล้วค่อยออกกฎหมายหรือมองหาแนวทางที่เหมาะสมว่าควรจะทำอย่างไร”

    นายอดิศร กล่าวต่อไปว่า ตอนนี้อยากให้มาดูในเรื่องของการจ้างงานที่ถูกกฎหมาย การลงนามความร่วมมือระหว่างไทยกับประเทศต่างๆว่าการนำเข้าแรงงานต่างด้าวเข้ามาในไทยนั้น สามารถดำเนินการให้ถูกต้องได้อย่างไร น่าจะดีกว่ามีบทลงโทษที่รุนแรงจนเกิดกระแสต่อต้าน เกิดผลกระทบต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น แรงงานต่างด้าวเริ่มออกจากประเทศไทย มีผลต่อฐานการผลิตทั่วไป โรงงานเสื้อผ้าสำเร็จรูป อุตสาหกรรมการเกษตร การประมง ก่อสร้าง และงานรับใช้ในบ้าน เป็นต้น

    “พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งข้อดี คือ เป็นการวางแผนจัดการระยะยาว มีการคุ้มครองแรงงานมากขึ้น แต่ตอนนี้ที่ทุกคนล้วนมองแต่ข้อเสีย ฉะนั้น หลังจากนี้ ในกลุ่มของผมจะยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี 4 ประเด็น ดังต่อไปนี้ 1. การออกพ.ร.ก. ฉบับกล่าว มีความจำเป็นที่ต้องประกาศเป็น พ.ร.ก.หรือไม่ 2.บทลงโทษที่รุนแรงมากขึ้น อยากให้มีการรับฟังความคิดเห็นรอบด้านไม่ใช่ความเห็นจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว 3. เสนอให้มีการยุติกระบวนการในการจับกุมแรงงานต่างด้าวชั่วคราว เพื่อให้นายจ้างและแรงงานได้เตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ให้รับความคิดเห็นชัดเจน ไม่กระทบต่อ การจ้างแรงงานต่างด้าวทั้งระบบ และ4. มีมาตรการในการคุ้มครอง เพราะพ.ร.ก.ดังกล่าว ส่งผลให้นายจ้างหลายคน ต้องมีการเลิกจ้างแรงงาน ทำให้ต้องมีแนวทางในการจัดการค่าจ้างคงค้างต่างๆ คาดว่าจะยื่นจดหมายเปิดผนึกได้เร็วๆ นี้”  นายอดิศร กล่าว

ก.แรงงาน เดินหน้าแก้ค้ามนุษย์ ไม่หวั่นคง เทียร์ 2 เฝ้าระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285422

ก.แรงงาน เดินหน้าแก้ค้ามนุษย์ ไม่หวั่นคง เทียร์ 2 เฝ้าระวัง

กแรงงาน, กแรงงาน, เดินหน้าแก้ค้ามนุษย์, ไม่หวั่นคง, เทียร์, เฝ้าระวัง

กระทรวงแรงงานไม่หวั่น เทียร์ 2 เฝ้าระวัง พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาค้ามนุษย์ วอนทุกฝ่ายร่วมกันแก้ไข ยินดีให้คำปรึกษาเพื่อการทำงานที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากล

       นายสุทธิ สุโกศล ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีที่สหรัฐอเมริการายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ Tip Report โดยประเทศไทยอยู่ในระดับเทียร์ 2 เฝ้าระวังเป็นปีที่ 2 หลังจากได้รับการจัดอันดับดีขึ้นจากเทียร์ 3 เมื่อปีก่อน ว่า พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตระหนักถึงปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน โดยที่ผ่านมากระทรวงแรงงานได้มีการจัดชุดปฏิบัติการป้องกัน และแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ด้วยการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งทหาร ตำรวจ ปกครอง และกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวดและจริงจังอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต โปร่งใส ไม่มีเรียกรับผลประโยชน์ ซึ่งหากพบกระทำผิดจะลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามนโยบาย Zero Corruption ทั้งรัฐบาลและกระทรวงแรงงานไม่หวั่นไหวกับผลการจัดอันดับเนื่องจากเรามีนโยบายที่ชัดเจนและผลงานมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินงานของไทยเข้าสู่ระดับมาตรฐานสากล อันเป็นประโยชน์โดยส่วนรวมของชาติทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคง

นอกจากนี้ยังมีกระแสความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวที่ต้องปฏิบัติตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่มีผลตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2560 นั้น อาจเป็นความเดือดร้อนของกลุ่มผู้ที่กระทำผิดกฎหมายมาโดยตลอด พระราชกำหนดฯ ฉบับนี้ต้องการปกป้องประโยชน์ของส่วนรวมและส่วนใหญ่มีความเห็นชอบกับ พรก.ฉบับนี้ แต่ยังคงกังวลกับค่าปรับที่สูง การปรับตัวไม่ทัน กระทรวงแรงงานก็มีความห่วงใยเรื่องนี้จึงได้กำหนดวิธีการแก้ไขให้ผู้กระทำผิดกฎหมายกลับมาทำงานอย่างถูกกฎหมายได้ ขอให้ติดต่อสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด ที่จะให้คำแนะนำท่านได้อย่างถูกต้อง

สร้างความเข้าใจเกณฑ์วิทยฐานะใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285439

สร้างความเข้าใจเกณฑ์วิทยฐานะใหม่

วิทยฐานะ, กคศ, กคศ

สั่ง ก.ค.ศ.ตั้งคณะทำงานสร้างความเข้าใจ เกณฑ์วิทยฐานะใหม่ ทำรายละเอียดการนับชั่วโมงสอนให้ยืดหยุ่นกับสภาพจริงครูทุกสังกัด ย้ำในบทเฉพาะกาลกำหนดชัดดูแลครูทุกกลุ่ม

          นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) วาระพิเศษ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.60 ว่า ที่ประชุมได้รายงานความคืบหน้า การปรับปรุงร่าง หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนวิทยฐานะแบบใหม่   ซึ่งจะประกาศใช้วันที่ 5 กรกฎาคมนี้ โดยได้หารือรายละเอียดในส่วนของชั่วโมงการปฏิบัติงานสอน และแบบประเมินวิทยฐานะ ซึ่ง ในสอนของการปฏิบัติงานสอนกำหนดไว้ 800 ชั่วโมงต่อปี

ทั้งนี้ ที่ประชุมพิจารณาว่าครูแต่ละสังกัดมีวิธีการสอนที่แตกต่างกัน ดังนั้นนับชั่วโมงควรมีความยืดหยุ่นตามสภาพการจัดการสอน  ขณะที่เอกสารหลักฐานที่นำมาใช้ประกอบการประเมิน จะต้องสอดคล้องกับการปฏิบัติงานจริง ไม่ดึงครูออกนอกห้องเรียน และต้องไม่เพิ่มภาระแก่ครู ซึ่งที่ประชุมมอบให้สำนักงาน ก.ค.ศ.ไปดำเนินการปรับปรุงรายละเอียดทั้ง 2 ส่วนมีความสอดคล้องกัน

รมว.ศึกษาธิการ  กล่าวต่อว่า  นอกจากนี้ที่ประชุมยังมอบให้สำนักงาน ก.ค.ศ.ไปตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจขึ้นมา 1 ชุดเพื่อทำหน้าที่สร้างความรู้ ความเข้าใจ ตอบปัญหาเกี่ยวกับการขอมีหรือขอเลื่อนวิทยฐานะตามหลักเกณฑ์ใหม่  ซึ่งในบทเฉพาะกาล จะกำหนดรายละเอียดการประเมินวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สายงานการสอน  เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.ผู้ที่บรรจุก่อนวันที่ 5 ก.ค.2560 ได้แก่ กรณีได้ยื่นคำขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะ ตามหลักเกณฑ์ ว17/2552 ไว้ก่อนแล้ว และยังไม่ทราบผลการพิจารณา ซึ่งถ้าผลการพิจารณา อนุมัติก็สามารถยื่นขอเลื่อนวิทยฐานะถัดไปได้ ในหลักเกณฑ์ ว17 ได้อีก 1 ครั้ง ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่มีคุณสมบัติครบ แต่ถ้าไม่อนุมัติ ก็สามารถยื่นขอเลื่อนในหลักเกณฑ์ ว17 ได้อีก 1ครั้ง ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้รับแจ้งมติ และกรณี คุณสมบัติจะครบที่จะยื่นขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะได้ หลังวันที่ 5 ก.ค. 2560 สามารถยื่นคำขอตามหลักเกณฑ์ ว17 ได้อีก 1 ครั้ง ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ตนเองมีคุณสมบัติครบ และ2. ผู้ที่บรรจุหลัง วันที่ 5 ก.ค. 2560 ให้ยื่นขอตามหลักเกณฑ์ใหม่เท่านั้น

“บทเฉพาะกาลจะดูแลครูทุกกลุ่ม แต่ประเด็นส่วนใหญ่ที่ครูเป็นห่วงคือ เรื่องของสิทธิในระยะเวลาการขอวิทยฐานะ โดยเฉพาะครูวิทยฐานะชำนาญการ เดิมจะขอเลื่อนวิทยฐานะชำนาญพิเศษ ใช้เวลา 1 ปีแต่เกณฑ์ใหม่ใช้เวลา 5 ปี ซึ่งที่ประชุมได้หารือในประเด็นนี้ มีการอภิปรายว่าแม้หลักการจะระบุ 1 ปี แต่จากสถิติไม่เคยมีใครทำได้ส่วนใหญ่ใช้เวลา 4-7 ปี ในการพัฒนาตนเองเพื่อให้ได้วิทยฐานะชำนาญพิเศษ นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจากสำนักงาน ก.ค.ศ.ว่ามีครูที่มีวิทยฐานะชำนาญการ ที่อายุราชการเกิน 5 ปีประมาณ 3 หมื่นคน และครูวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ อายุราชการเกิน 10 ปีประมาณ 1 หมื่นคน ที่ไม่ได้ทำผลงานเพื่อขอเลื่อนวิทยฐานะต่อด้วยเหตุผลต่างๆ ซึ่งกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์ สามารถยื่นขอประเมินวิทยฐานะเกณฑ์ใหม่ทันที ไม่ต้องทำผลงานวิชาการให้ยุ่งยาก”นพ.ธีระเกียรติ กล่าว