ตั้งกก.สืบข้อเท็จจริงอาชีวะตีกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285433

ตั้งกก.สืบข้อเท็จจริงอาชีวะตีกัน

อาชีวะ, ตีกัน, ตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริง, กอศ, สอศ

“สุเทพ”สั่งตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริงเด็กอาชีวะวิวาท พร้อมสั่งปิดเรียน 2 สถาบันตั้งแต่ 29-30 มิ.ย.

          ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวถึงกรณีนักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระราม 6 และวิทยาลัยช่างก่อสร้างดุสิตก่อเหตุทะเลาะวิวาทจนทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ว่า  ได้ตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริง เรื่องดังกล่าวแล้ว รวมถึงได้มอบหมายให้รองเลขาธิการ กอศ. ไปติดตามดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บ และแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตแล้ว

ขณะที่สถาบันอาชีวศึกษาทั้ง 2 แห่ง เบื้องต้นได้สั่งปิดการเรียนการสอน ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน เปิดเรียนวันที่ 3 กรกฎาคม เพื่อให้เจ้าหน้าที่และผู้บริหารสถานศึกษาได้มีเวลาในการตรวจสอบข้อเท็จจริง อะไรที่ผิดก็ว่ากันไปตามกฎหมาย ส่วนความผิดทางวินัยก็ต้องให้เป็นหน้าที่ของทางสถาบันแต่ละแห่งดำเนินการตรวจสอบต่อไป
“ส่วนตัวรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)ได้เน้นย้ำให้สถานศึกษา ดำเนินการตามมาตรการป้องกันปัญหานักเรียน นักศึกษาทะเลาะวิวาทมาตลอด เช่น ให้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำตรวจ จัดเวรยาม ตรวจตราจุดเสี่ยง จัดกิจกรรมให้เด็กเกิดความรักความสามัคคีกัน เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้ผมได้กำชับให้คณะกรรมการสืบข้อเท็จจริง ลงไปดูด้วยว่าทั้ง 2 สถาบัน มีความหย่อนยาน หรือได้ดำเนินการตามมาตรการที่สอศ. ได้เน้นย้ำหรือไม่ หากพบว่า มีความหย่อนยานหรือหละหลวง ก็จะต้องพิจารณาโทษตามลำดับต่อไป”ดร.สุเทพ กล่าว

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อไปว่า ปัญหานักเรียน นักศึกษาทะเลาะวิวาทเป็นเรื่องสำคัญที่สอศ. เร่งแก้ไข แต่บริบทที่สำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ คือ ครอบครัว ที่ต้องอบรมดูแลให้เด็กเป็นคนดีรวมถึงช่วยสอดส่องพฤติกรรม ทั้งนี้ หากพบว่า บุตรหลานของผู้ใดก่อเหตุทะเลาะวิวาทผู้ปกครองก็จะต้องมีโทษทางกฎหมายด้วย

ถามก่อนค่อยออกกม….เสียงจากต่างด้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285423

ถามก่อนค่อยออกกม….เสียงจากต่างด้าว

เสียงจากพม่า, ถาม, ก่อน, ค่อย, ออก, เสียง, จาก, ต่างด้าว

แรงงานพม่า ระบุกฎหมาย กระทบต่อแรงงานต่างด้าวโดยตรง ทยอยกลับบ้าน กังวลความยุ่งยาก ใช้ชีวิตลำบาก

        “พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ…. มีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ข้อเสียได้สร้างผลกระทบต่อแรงงานต่างด้าวอย่างมาก โดยดูได้ตั้งแต่ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว แรงงานต่างด้าว อย่าง พม่า ก็ทยอยเดินทางกลับบ้านไปแล้วจำนวนมาก เพราะพ.ร.ก.ไม่ได้เปิดช่องที่จะทำให้เขาสามารถอยู่ต่อได้” Saitunshwe หรือ เมือง อายุ 41 ปี แรงงานต่างด้าวจากประเทศพม่า สะท้อนสถานการณ์ของแรงงานต่างด้าว

     “เมือง” เล่าว่า ตามพี่ชายมาเป็นแรงงานพม่าแถวชายแดนทางภาคเหนือ และได้ทำงานอยู่ในประเทศไทยมาตลอดเกือบ 20 ปี ปัจจุบันเป็นพนักงานของโรงงานบริษัทสิ่งทอ แถมพระประแดง จ.สมุทรปราการ และเป็นล่ามให้แก่กองการต่างประเทศ ซึ่งเขาถือเป็นแรงงานต่างด้าวที่ถูกต้องตามกฏหมาย

    เมืองเล่าว่า พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว ถือเป็นกฎหมายที่ไม่ได้มีการสอบถามนายจ้าง หรือลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะหากการร่างพ.ร.ก.ฉบับนี้มาจากภาคเอกชน นายจ้างย่อมเป็นนายจ้างที่ไม่ได้จ้างแรงงานต่างด้าวมากเท่ากับบริษัท โรงงานเล็กๆ ดังนั้น พ.ร.ก.ดังกล่าว จึงไม่กระทบต่อแรงงานต่างด้าว หรือนายจ้างในบริษัทใหญ่ชั้นนำของประเทศอยู่แล้ว แต่แรงงานต่างด้าวระดับล่างๆ อย่างทำงานในโรงงาน แพปลา ย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากกฎหมายนี้  นอกจากมีบทลงโทษที่รุนแรงมากกว่าการค้ามนุษย์แล้วนั้น การดำเนินการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงาน ก็ดูยุ่งยาก เวลา ลูกจ้าง แรงงานต่างด้าว จะขอทำเอกสารต่างๆ เพื่อเข้าทำงานนั้น ระบบไม่สามารถทำให้ได้ทันที ต้องรอกระบวนการต่างๆ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 อาทิตย์ แต่ พ.ร.ก.ฉบับนี้ นายจ้างจะรับแรงงานได้ต้องมีเอกสารครบและทันที เมื่อไม่มีนายจ้างก็ไม่จ้าง ทำให้ลูกจ้าง แรงงานต่างด้าว เสียโอกาส เพราะถ้าเป็นเมื่อก่อน อาจจะให้ทำงานไปก่อน และเมื่อมีเอกสารจากทางรัฐออกให้ก็ทำงานได้ต่อไป

     “เงื่อนไขใน พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว ทำให้แรงงานต่างด้าวถอดใจ และขอกลับไปประเทศตนเองก่อน เพราะด้วยสถานะต่างๆ ก็ดูทำให้ชีวิตยุ่งยาก ลำบากมากขึ้น จะเช่าบ้าน ออกจากพื้นที่ที่ตนเองลงทะเบียนก็ดูยาก และเมื่อการขอเอกสาร ส่งเอกสารต่างๆ หลังจากนี้ นายจ้างคงหันกลับไปใช้แรงงานไทย ทั้งที่ ความเป็นจริง แรงงานไทยที่จะทำงานแบบเดียวกับแรงงานต่างด้าวนั้นมีน้อยมาก การจะออกกฎหมาย หรือจะดำเนินการใด อยากร้องขอให้างรัฐบาลไทย รับฟังความคิดเห็นของแรงงานต่างด้าว หรือนายจ้างที่ต้องใช้แรงงานต่างด้าวจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอัตราค่าปรับแก่่แรงงานต่างด้าวที่สูงเกินไป หรือบทลงโทษค่าปรับของนายจ้าง เพราะเมื่อนายจ้างได้รับผลกระทบ ลูกจ้างก็ต้องได้รับกระทบด้วยเช่นกัน” เมือง กล่าว

     เมือง กล่าวทิ้งท้ายว่า หลังจากนี้ แรงงานต่างด้าวคงเข้าในระบบของการลงนาม MOU ระหว่างประเทศมากขึ้น หรือในทางกลับกันอาจจะใช้ช่องทางลัดมากขึ้น เพราะการเข้าระบบ MOU ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ด้วยข้อบังคับต่างๆ มากมาย ไม่มีความอะลุ่มอล่วย ความเป็นมิตร พึ่งพาซึ่งกันและกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง อย่างไรก็ตาม กม.ดังกล่าว เป็นความหวังดีของรัฐบาลที่จะทำทุกอย่างให้ดีขึ้น และแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าว แต่ถ้าทำแล้วกระทบต่อแรงงานต่างด้าว นายจ้างก็อยากให้ทบทวนอีกครั้ง

เด็กอาชีวะวิวาทเหตุเขม่นไม่ใช่สถาบันคู่อริ(คลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285404

เด็กอาชีวะวิวาทเหตุเขม่นไม่ใช่สถาบันคู่อริ(คลิป)

“หมอธี” เผยเด็กช่างอาชีวะ 2 สถาบันตีกัน ไม่ใช่สถาบันคู่อริ เป็นการบังเอิญเจอและเขม่นกันแต่ไม่รู้สาเหตุแน่ชัด สั่งให้ตรวจสอบ กำชับต้องร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการเข้

         จากกรณีเกิดเหตุนักเรียนอาชีวศึกษา 2 สถาบัน คือ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระราม 6 และวิทยาลัยช่างก่อสร้างดุสิต กว่า 10 คนทะเลาะวิวาท หน้าตลาด ตรงข้ามเมเจอร์นนทบรี จ.นนทบุรีเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิต 1 รายนั้น เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.60 นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้รายงานว่าเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทของนักศึกษาอาชีวะทั้ง 2 สถาบันนั้น ไม่ได้มีการบาดหมางกัน หรือเป็นการทะเลาะของสถาบันคู่อริแบบที่ผ่านมา อีกทั้งวิทยาลัย 2 แห่งก็ไม่ใช่สถาบันคู่อริกัน กรณีนี้บังเอิญนักศึกษา 2 แห่งมาพบเจอกันบริเวณที่เกิดเหตุและเกิดเขม่นกัน ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าจากสาเหตุอะไร ตรงนี้ก็ให้ผู้เกี่ยวข้องไปติดตามตรวจสอบ

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทนั้น ที่ผ่านมามีการกำหนดมาตรการต่างๆให้สถานศึกษาอาชีวศึกษานำไปใช้  เช่น ไม่ต้องสวมเสื้อช๊อปที่แสดงให้รู้ว่ามาจากสถาบันใด ตรงนี้ส่วนตัวก็เห็นด้วย แต่ก็พบว่าถึงแม้เด็กจะแต่งเครื่องแบบ แต่ก็ยังมีการแสดงสัญลักษณ์ให้รู้ว่ามาจากสถาบันอาชีวะใดอยู่ ซึ่งได้กำชับว่าที่ถูกควรร่วมมือกันไม่แสดงสัญลักษณ์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทะเลาะวิวาท ทั้งนี้ ครั้งนี้จะเป็นบทเรียน วิทยาลัยต่างๆก็ดำเนินการตามมาตรการให้เข้มข้นมากขึ้น

“เหตุการณ์นี้ถึงไม่ใช่การทะเลาะของสถาบันคู่อริ แต่ก็ก่อให้เกิดความเสียหายเพราะทั้งคู่เขม่นกันในฐานะที่เป็นอาชีวะ สิ่งสำคัญที่ต้องทำ คือ อย่าให้มีเรื่องกันแต่ต้น คู่อริก็ไม่ควรเจอกัน เพราะหากเกิดเร้าอารมณ์ เกิดการปลุกปั่นก็เกิดปัญหา อีกทั้งการข่าวต้องดี ซึ่งที่ผ่านมาก็พบว่าวิทยาลัยต่างๆมีการติดตามค่อนข้าง อย่างไรก็ตาม ปัญหาการทะเลาะวิวาทคงจะต้องมองลึกลงไปว่าเหตุใดเด็กจึงมีความก้าวร้าว เป็นประเด็นที่ต้องลงไปหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป”นพ.ธีระเกียติ กล่าว

เน้น20กระทรวงดูแลแรงงานนอกระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285396

เน้น20กระทรวงดูแลแรงงานนอกระบบ

แรงงานนอกระบบ, แรงงานไทย 40, ยกระดับแรงงานไทย40 ง, เน้น20, กระทรวง, ดูแล, แรงงาน, นอก, ระบบ

นายกรัฐมนตรี ประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการ 20 กระทรวง มุ่งเน้นพัฒนาคนเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน 4.0 พร้อมดูแลแรงงานนอกระบบ

           หม่อมหลวงปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังการประชุม คณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 4/2560 ณ ห้องประชุมจอมพล ป.พิบูลสงคราม ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน โดยมี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม 

     โดยมี พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และเลขาธิการ กพ. ให้การต้อนรับ ว่า นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบถึงผลงานสำคัญของกระทรวงแรงงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และได้เน้นย้ำ 2 เรื่อง คือ การเตรียมคนเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 และการเตรียมการดูแลแรงงานนอกระบบ โดยให้บูรณาการร่วมกันในทุกกระทรวง เริ่มตั้งแต่ดูแลเด็กแรกเกิดจนถึงผู้สูงอายุ เพื่อพัฒนาให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าในทุกช่วงวัย และตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของรัฐบาล ซึ่งกระทรวงแรงงานจะให้การแนะแนวอาชีพ ทดสอบความถนัดในระดับอาชีวศึกษาหรือมหาวิทยาลัย

      โดยขณะนี้ได้จัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีชั้นสูง 12 แห่ง สำหรับรองรับผู้ที่อยู่ในวัยแรงงาน เพื่อยกระดับและพัฒนาให้เป็นแรงงาน 4.0 ต่อไป รวมถึงปรับหลักสูตรการฝึกทักษะที่หลากหลายไว้รองรับแรงงานทุกกลุ่ม นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้ภาคเอกชนได้พัฒนาแรงงานของตนเอง

     โดยคาดว่าจะสามารถพัฒนาแรงงานในระบบ ได้กว่า 4 ล้านคน สำหรับแรงงานนอกระบบที่ไม่ได้รับความคุ้มครองทางสังคม กระทรวงแรงงานจะดูแลด้านการสร้างอาชีพ การเข้าถึงแหล่งทุน สุขภาพอนามัย ความปลอดภัยในการทำงาน รวมไปถึงการสร้างเครือข่ายให้เข้มแข็ง พร้อมตั้งเป้าว่าในปี 2561 จะสามารถพัฒนาแรงงานนอกระบบได้ประมาณ 1.2 ล้านคน โดยเน้นแรงงานในกลุ่มที่ลงทะเบียนคนจนและมีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท ต่อปี

      ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้ขอให้ทุกกระทรวงทำงานในรูปแบบบูรณาการ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและเกิดประโยชน์แก่ประชาชนมากที่สุด ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวในท้ายสุด

สธ.ตั้งเป้าทุกเขตสุขภาพผ่าตัดวันเดียวกลับ ปีละ 5,000 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285357

สธ.ตั้งเป้าทุกเขตสุขภาพผ่าตัดวันเดียวกลับ ปีละ 5,000 ราย

สธ, ปีละ, 5000, ราย, MOPH 40, one day surgery, Minimally invasive surgery, Minimal invasive surgery

สธ.พัฒนาผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ ลดแออัดในรพ. ตั้งเป้าทุกเขตสุขภาพว 5,000 รายต่อปี ผ่าตัดแผลเล็ก 1,000 รายต่อปี ช่วยรัฐประหยัดงบ 1,267.50 ล้านบา

      นพ.โสภณ  เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้ขับเคลื่อนการปฏิรูประบบสาธารณสุข (MOPH 4.0) โดยขับเคลื่อนคลินิกหมอครอบครัวให้ทุกครัวเรือนมีทีมหมอครอบครัวดูแล เน้นการดูแลส่งเสริมสุขภาพการป้องกันโรค ขณะเดียวกัน ให้โรงพยาบาลใหญ่ พัฒนาระบบการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ (one day surgery) และการผ่าตัดแผลเล็ก (Minimally invasive surgery) ยกระดับการเข้าถึงเทคโนโลยีการแพทย์ชั้นสูงของประชาชน ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพ กรมบัญชีกลาง และสำนักงานประกันสังคม ปรับวิธีการจ่ายเงินเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าว ตาม 1 ใน 5 ข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุขที่จะขับเคลื่อนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมใน 1 ปี 4 เดือนจากนี้ไป ตั้งเป้าหมายภายในปี 2564 ทุกเขตสุขภาพมีโรงพยาบาลศูนย์อย่างน้อย 1 แห่งมุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับและการผ่าตัดแผลเล็ก ลดค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วย 1,267.50 ล้านบาท ใน 5 ปี โดยแต่ละเขตสุขภาพผ่าตัดวันเดียวกลับได้ 5,000 รายต่อปี และผ่าตัดแผลเล็ก 1,000 รายต่อปี

ขณะนี้ โรงพยาบาลหลายแห่งในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข สามารถทำการผ่าตัดรูปแบบใหม่ วันเดียวกลับ (one day surgery) โดยให้ผู้ป่วยเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดที่บ้านและมารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาล หลังพักฟื้นจากการผ่าตัดไม่กี่ชั่วโมงสามารถช่วยเหลือตัวเอง และกลับบ้านได้ในวันเดียวหรืออยู่ในโรงพยาบาลไม่เกิน 24 ชั่วโมง รวมทั้งพัฒนาระบบการผ่าตัดแผลเล็ก (Minimal invasive surgery) ด้วยการส่องกล้องผ่าตัด ช่วยให้ผู้ป่วยมีแผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว ลดเวลานอนในโรงพยาบาล ลดการติดเชื้อของแผลผ่าตัดและลดการติดเชื้อในโรงพยาบาล ลดภาระค่าใช้จ่ายและการเสียรายได้ ของผู้ป่วยและญาติระหว่างมาโรงพยาบาล ช่วยเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจองค์รวมของประเทศ รวมทั้งช่วยลดระยะเวลารอคอยผ่าตัด ทำให้โรงพยาบาลผ่าตัดผู้ป่วยได้มากขึ้น เนื่องจากไม่ต้องใช้เตียงนอนเตรียมตัวก่อนผ่าตัด ไม่ต้องรอเตียงว่าง ลดความแออัดในโรงพยาบาล มีเตียงรองรับผู้ป่วยผ่าตัดฉุกเฉินหรือโรคที่ยุ่งยากซับซ้อน ซึ่งการผ่าตัดรูปแบบนี้ที่นิยมในต่างประเทศเช่น อเมริกาและยุโรปที่ทำมานานกว่า40 ปี

นพ.โสภณกล่าวต่อไปว่า ตัวอย่างโรงพยาบาลที่ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม เช่น โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา กาญจนบุรี ทำการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับมานานกว่า 10 ปี มีผู้ป่วยรับบริการกว่า 1,500 รายทั้งในจังหวัด ต่างจังหวัด และต่างประเทศ เฉลี่ยปีละ 200 ราย มากที่สุดคือโรคไส้เลื่อนที่ขาหนีบ ริดสีดวงทวาร ก้อนที่เต้านม โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ผ่าตัดแบบวันเดียวกลับปีละ 100 ราย และผ่าตัดแผลเล็กโดยส่องกล้องปีละ 800 ราย ส่วนใหญ่คือโรคนิ่วในถุงน้ำดี เนื้องอกมดลูกและเนื้องอกรังไข่ โรงพยาบาลชัยภูมิผ่าตัดส่องกล้องโรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทปีละ 100 กว่าราย อย่างไรก็ดี การผ่าตัดวันเดียวกลับและการผ่าตัดแผลเล็ก จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนระบบการเบิกจ่ายจากปัจจุบัน เพื่อให้โรงพยาบาลได้รับค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมกับความเป็นจริง ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการของทั้ง 3 กองทุนสุขภาพ

นายจ้างละเมิดสิทธิแรงงานแจ้งความดำเนินคดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285391

นายจ้างละเมิดสิทธิแรงงานแจ้งความดำเนินคดี

แงงาน, กสร, เมียนมา ลาว กัมพูชาและเวียดนาม, PMQA

กสร. บังคับใช้กฎหมายเข้มงวดพบนายจ้างละเมิดสิทธิแรงงานแจ้งความดำเนินคดีทันที

       นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวว่า กระทรวงแรงงานโดย พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิแรงงาน ทั้งแรงงานไทยและกลุ่มแรงงานต่างด้าว โดยกลุ่มแรงงานต่างด้าว (เมียนมา ลาว กัมพูชาและเวียดนาม) ได้เคลื่อนย้ายเข้ามาทำงานในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นการป้องกันการละเมิดสิทธิแรงงานและแสดงให้นานาชาติเห็นว่าประเทศไทยมีความมุ่งมั่น จริงจังในการบังคับใช้กฎหมาย ให้เกิดความเสมอภาคเท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติ ให้ความคุ้มครองแรงงานทุกกลุ่ม โดยเฉพาะการป้องกันปัญหาการใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมาย แรงงานบังคับ แรงงานขัดหนี้ และการค้ามนุษย์

ด้านแรงงาน จึงมอบให้ กสร. อบรมให้ความรู้กับพนักงานตรวจแรงงาน ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคจำนวน 100 คนให้มีความรู้ในเรื่อง “แนวปฏิบัติในการตรวจแรงงาน กรณีพนักงานตรวจแรงงานพบการกระทำความผิดที่ต้องแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนโดยไม่ต้องออกคำสั่ง” เพื่อปฏิบัติหน้าที่ให้สอดคล้องกับมาตรการทางกฎหมาย ระเบียบ และแนวปฏิบัติในการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายให้เข้มงวดเมื่อพบการกระทำความผิด เช่น การใช้แรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี แรงงานบังคับ แรงงานขัดหนี้ ให้พนักงานตรวจแรงงานแจ้งความดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวนได้โดยไม่ต้องออกคำสั่ง นอกจากนี้ได้มุ่งเน้นให้พนักงานตรวจแรงงานเรียนรู้ถึงเทคนิคการตรวจคุ้มครองแรงงานเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน การทำงานเชิงรุก การทำงานเป็นทีม และการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อันจะเกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้แรงงาน ประชาชน และประเทศชาติ

อธิบดี กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า การอบรมพนักงานตรวจแรงงานในครั้งนี้ถือเป็นการนำเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA) ซึ่งกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานนำมาใช้ในการพัฒนาองค์กรให้เป็นไปอย่างมีระบบและต่อเนื่อง เกิดประสิทธภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น โดยนำองค์ความรู้ในเรื่อง “แนวปฏิบัติในการตรวจแรงงาน กรณีพนักงานตรวจแรงงานพบการกระทำความผิดที่ต้องแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนโดยไม่ต้องออกคำสั่ง” มาถ่ายทอดแก่พนักงานตรวจแรงงานทั่วประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการคุ้มครองแรงงานให้ผู้ใช้แรงงานได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายแรงงานและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกด้วย.

ยื่นจม.เปิดผนึก”พ.ร.ก.ต่างด้าว”6หน้าถึงนายกรัฐมนตรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285388

ยื่นจม.เปิดผนึก”พ.ร.ก.ต่างด้าว”6หน้าถึงนายกรัฐมนตรี

ถึงนายกรัฐมนตรี, ยื่นจมเปิดผนึก, จดหมายเปิดผนึก, ร้องถึงนายกรัฐมนตรี, พรกต่างด้าว

เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ ส่งจดหมายเปิดผนึก 6 หน้า เรื่อง ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะต่อร่างพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ….

         จดหมายเปิดผนึก….เครือข่ายองค์กรด้านประชากรเเรงงานข้ามชาติ 6 หน้า ถึง นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ข้อความว่า …

ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2560 ตามข้อเสนอของกระทรวงแรงงาน หลังจากที่กระทรวงแรงงานได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว

โดยได้มีการรวมเนื้อหาของกฎหมาย 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 และพระราชกำหนดการการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้าง พ.ศ.2559 ไว้เป็นฉบับเดียวกัน

เครือข่ายประชากรข้ามชาติ เห็นว่าร่างพระราชกำหนด นี้ เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิทางเศรษฐกิจและสิทธิแรงงาน จึงได้จัดเวทีแสดงความคิดเห็นต่อร่างพระราชกำหนด โดยมีผู้เข้าร่วมซึ่งเป็นตัวแทนของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนได้ตัวแทนผู้ประกอบการ ตัวแทนลูกจ้าง สภาอุตสาหกรรม ฝ่ายวิชาการ ผู้นำแรงงาน องค์กรพัฒนาเอกชน นักกฎหมาย เพื่อจัดทำเป็นข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายของกระทรวงแรงงานโดยเฉพาะการป้องกันการขยายตัวของปัญหาที่นำไปสู่การละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานหรือการกระทำอันเป็นการค้ามนุษย์ต่อคนต่างด้าว ในประเด็นดังต่อไปนี้

  กระบวนการตราร่างพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. …

การตราพระราชกำหนดฉบับนี้ อาศัยช่องทางตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่บัญญัติไว้ให้คณะรัฐมนตรีสามารถออกพระราชกำหนดได้ในกรณี”เพื่อ ประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ…” โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ “เป็นกรณีฉุกเฉิน ที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้”

เครือข่ายประชากรแรงงานข้ามชาติเห็นว่า กรณีการจัดการแรงงานต่างด้าว มิได้เป็นหนึ่งใน “กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้” ซึ่งจำเป็นต้องตราเป็นพระราชกำหนด ประกอบกับแนวทางการตราพระราชกำหนดภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า จะเห็นได้ชัดว่าฝ่ายบริหารหรือคณะรัฐมนตรีจะใช้ช่องทางนี้อย่างจำกัด เเละเป็นข้อยกเว้นเฉพาะประเด็นที่เสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศด้านอื่น เช่น กรณีมีเหตุความไม่สงบอันอาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ก่อการร้ายกรณีเกิดอุทุกภัยอย่างกระทันหันซึ่งต้องมีกฎหมายเร่งด่วนออกมาป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ เป็นต้น

ข้อเสนอ รัฐบาลควรทบทวนในการออกกฎหมายในรูปแบบของพระราชกำหนดภายใต้เงื่อนไขของมาตรา 172 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 อีกทั้งควรเปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆอย่างรอบด้าน รวมถึงการออกงานวิชาการออกมารองรับ เพื่อเเสดงให้เห็นว่าจำเป็นต้องใช้ช่องทางดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐในการบัญญัติกฎหมายให้ครอบคลุมการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวได้ทั้งระบบและการส่งเสริมงานที่มีคุณค่าและการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเเท้จริง

   หมวด 1 บททั่วไป    

การประกาศกำหนดให้งานใดเป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำได้หรือไม่ และในท้องที่ใดนั้น ตัวแทนผู้ประกอบการ และเครือข่ายประชากรข้ามชาติมีความเห็นว่าเป็นการย้อนกลับไปใช้แนวทางการกำหนดกิจการที่อนุญาตให้คนต่างด้าวทำตามกฎหมายเดิม คือ พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ดังนั้น รัฐมนตรีโดยความเห็นของคณะกรรมการควรออกประกาศกำหนดงานที่แรงงานสามารถทำได้เท่านั้น

การออกแบบระบบจัดสรรจำนวนคนต่างด้าวเข้าทำงาน หรือการออกโควต้าของประเภทอาชีพตามมาตรา 12 และ 13 ทางเครือข่ายประชากรข้ามชาติเห็นว่ามีความเสี่ยงและอาจทำให้เกิดช่องทางทุจริต จึงควรยกเลิกระบบจัดสรรจำนวนคนต่างด้าวเข้าทำงาน

การประกาศเขตที่พักอาศัยสำหรับผู้รับอนุญาตให้ทำงาน เฉพาะจำพวกใดหรือท้องที่ใด ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แม้ไม่มีบทลงโทษกรณีฝ่าฝืน แต่ยังเป็นข้อบัญญัติที่เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่ รวมทั้งอาจจะมีผลกระทบต่อการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม ดังนั้น เครือข่ายประชากรเเรงงานข้ามชาติจึงเสนอให้มีการยกเลิกบทบัญญัติในมาตรา 15

หมวดที่ 1 และหมวดที่ 3 ส่วนที่ 3 หน้าที่และความรับผิดชอบ ยังมีความคลุมเครือของถ้อยคำอาจก่อให้เกิดปัญหาการบังคับใช้

เครือข่ายประชากรเเรงงานข้ามชาติเห็นว่าแม้ในมาตรา 16 จะกำหนดขอบเขตการบังคับใช้กับเฉพาะบุคคลสามประเภท คือ นายจ้าง คนต่างด้าว เเละผู้ได้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวเข้ามาทำงาน

เเต่ในส่วนของบทบัญญัติที่กำหนดว่าจะใช้กับคดีที่เป็นข้อพิพาทในประเด็นสิทธิหรือหน้าที่ตามร่างพระราชกำหนดนี้ หรือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ด้านเเรงงานนั้น เครือข่ายเเรงงานประชากรข้ามชาติเห็นว่า เเม้รายละเอียดในร่างพระราชกำหนด จะมีการเเบ่งหมวดหมู่เรื่องหน้าที่เเละความรับผิดไว้ในส่วนที่ 3 เเต่ในทางปฏิบัติ ประเด็นข้อพิพาทจริงๆมิได้เกิดจากความสัมพันธ์เชิงนายจ้างเเละลูกจ้าง แต่เกิดจากการกำหนดอำนาจหน้าที่ของบุคคลทั้งสามฝ่ายก่อนที่จะมีการจ้างงานเกิดขึ้นจริงหรือหลังจากการจ้างงานเเล้ว เมื่อบัญญัติให้ประเด็นดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจศาลเเรงงาน

ซึ่งใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยเพื่อคงความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้างเเละนายจ้างไว้ จึงยังไม่มีความเหมาะสม เเละอาจเกิดการตีความการบังคับใช้มาตรานี้เกินกว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบคลุมไปยังความผิดอาญาอื่นซึ่งมิได้กระทบเเต่เพียงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทั้งสามฝ่ายเท่านั้น เเต่ยังก่อให้เกิดความเสียหายแก่ระบบการจ้างงานเเละภาคเศรษกิจอีกด้วย เช่นกรณีการยึดหนังสือเดินทางลูกจ้าง การหลอกลวงว่ามีการจ้างงาน เป็นต้น

       ข้อเสนอ ขอให้ทบทวนเนื้อความตามมาตราดังกล่าวควบคู่ไปกับปัญหาในทางปฏิบัติของการใช้ศาลเเรงงานเข้ามาไกล่เกลี่ย ทั้งนี้ เพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างนายจ้าง คนต่างด้าวเเละผู้ได้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวเข้ามาทำงานมากที่สุด

หมวดที่ 2 ว่าด้วย คณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว

เครือข่ายประชากรแรงงานข้ามชาติเห็นว่า คณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ยังขาดผู้แทนองค์กรนายจ้าง อีกทั้งในมิติของการคุ้มครองแรงงานนั้น มีเพียงตัวแทนของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเท่านั้นที่เป็นคณะกรรมการ

ข้อเสนอ ควรทบทวนในการการเพิ่มสัดส่วนคณะกรรมการที่มีตัวแทนขององค์กรนายจ้าง เพิ่มอีก 1 คน เนื่องจากมีตัวแทนสภาหอการค้า และสภาอุตสาหกรรมแล้ว และตัวแทนองค์กรลูกจ้างเพิ่มอีก 1 คน เป็นฝ่ายละสามคนเพื่อให้สอดคล้องกับหลักไตรภาคี รวมทั้งหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองลูกจ้างด้วย

หมวดที่ 3 ว่าด้วย การนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ ส่วนที่ 3 หน้าที่และความรับผิดชอบ

มาตรา 50 การเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควร เครือข่ายประชากรเเรงงานข้ามชาติเห็นว่า อธิบดีกรมการจัดหางาน ควรกำหนดแนวการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร และให้สิทธิลูกจ้างในการลาออกได้ โดยกำหนดให้กรณีที่ลูกจ้างประสงค์ลาออกเองเพื่อเปลี่ยนย้ายไปทำงานกับนายจ้างใหม่ ให้นายจ้างใหม่เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่นายจ้างคนเดิมได้จ่ายไปให้กับลูกจ้างเกี่ยวกับการนำเข้าแรงงาน โดยคำนวนค่าใช้จ่ายตามระยะเวลาการได้รับอนุญาตทำงานที่เหลือ

มาตรา 51 และ 53 กรณีที่ลูกจ้าง ประสงค์ทำงานกับนายจ้างคนใหม่ กำหนดให้ลูกจ้างต้องทำงานกับนายจ้างรายอื่นภายใน 15 วัน เครือข่ายประชากรเเรงงานข้ามชาติเห็นว่า ไม่สอดคล้องกับความสามารถของลูกจ้างในการหางานใหม่ ดังนั้น ทบทวนระยะเวลาให้ลูกจ้างสามารถหานายจ้างใหม่ภายใน 90 วัน เพื่อให้สอดคล้องกับสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างที่ได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2534

มาตรา 54 กรณีนายจ้างขอรับค่าบริการและค่าใช้จ่ายที่ผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมา

ทำงาน ให้สามารถเรียกเก็บคืนได้ภายใน 30 วัน เครือข่ายประชากรเเรงงานข้ามชาติเสนอ ให้นายจ้างสามารถเรียกเก็บคืนได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่นายจ้างขอรับค่าบริการและค่าใช้จ่ายคืน และขอให้อธิบดีกรมการจัดหางานกำหนดมาตรฐานของสัญญาระหว่างผู้รับใบอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้าง

มาตรา 57 กรณีที่คนต่างด้าวได้รับความเสียหายจากการที่นายจ้างหรือผู้รับอนุญาตให้นำ

คนต่างด้าวมาทำงาน ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข เครือข่ายประชากรเเรงงานข้ามชาติเสนอให้เพิ่ม มาตรา 57 วรรคสอง ว่า “กรณีที่มีคนต่างด้าวดำเนินการร้องเรียนกรณีที่มีการละเมิดสิทธิตามกลไกการคุ้มครองสิทธิ ให้คนต่างด้าวสามารถอยู่และสามารถหางานใหม่ได้ในประเทศไทยได้จนกว่ากระบวนการพิจารณาการคุ้มครองสิทธิจะถึงที่สุด”

หมวดที่ 4 ว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว

มาตรา 71 เครือข่ายประชากรเเรงงานข้ามชาติเสนอให้มีการเพิ่มเติมในตอนท้ายว่า กรณีที่เป็นลักษณะกิจการที่มีลักษณะการเคลื่อนย้ายพื้นที่ในการทำงานที่ค่อนข้างสูง เช่น กิจการขนส่งทั้งทางเรือทางบก และกิจการก่อสร้าง ให้มีสามารถขอเปลี่ยนหรือเพิ่มท้องที่ หรือลักษณะการทำงานให้เป็นไปตามเงื่อนไขการทำงาน

มาตรา 74 บัญญัติให้นายจ้างต้องแจ้งนายทะเบียนภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ผู้รับอนุญาตให้ทำงานออก

จากงานไม่ว่าด้วยเหตุใด เครือข่ายประชากรเเรงงานข้ามชาติเสนอให้เปลี่ยนกำหนดระยะเวลาแจ้งจาก 7 วัน เป็นภายใน 15 วัน

หมวด 5 ว่าด้วยกองทุนเพื่อการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว

ก. มาตรา 76 เครือข่ายประชากรเเรงงานข้ามชาติเสนอให้ค่าปรับที่กำหนดไว้ในร่างพระราชกำหนด เงินที่อยู่ในกองทุนเพื่อการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว

ข. บทบัญญัติของมาตรา 78 ให้มีคณะกรรมการกองทุนเพื่อบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวนั้น ประกอบไปด้วยตัวแทนของเจ้าหน้าที่จากภาครัฐจากหลายหน่วยงาน แต่ยังขาดองค์ประกอบสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานและการทำงาน เครือข่ายประชากรเเรงงานข้ามชาติจึงเสนอให้เพิ่มตัวแทนองค์กรลูกจ้างและนายจ้าง อยู่ในคณะกรรมการกองทุนบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว

หมวด 6 ว่าด้วย มาตรการทางปกครอง

ส่วนที่ 1 เรื่องการพักใช้ใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงาน การเพิกถอนใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงาน และการเพิกถอนใบอนุญาต

มาตรา 91 เครือข่ายประชากรเเรงงานข้ามชาติเสนอให้ศาลเป็นผู้มีอำนาจประกาศรายชื่อนายจ้างหรือผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานซึ่งได้รับโทษเพราะฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชกำหนดนี้

 หมวดที่ 7 ว่าด้วยพนักงานเจ้าหน้าที่

มาตรา 98 กำหนดอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการตรวจค้น แต่มิได้กำหนดช่วงเวลาในการเข้าไปตรวจค้น ซึ่งทางเครือข่ายประชากรเเรงงานข้ามชาติเห็นว่า ควรพิจารณาบทบัญญัติของกฎหมายเดิมที่ใช้มาตรการเดียวกับวิธีพิจารณาความอาญา ที่กำหนดเวลาในค้นว่า สามารถทำได้ในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นถึงตกดินเท่านั้น หรือจะมีการค้นในช่วงกลางวันต่อเนื่องไปถึงกลางคืน เป็นต้น

หมวดที่ 8 ว่าด้วยบทลงโทษ

เครือข่ายประชากรเเรงงานข้ามชาติเห็นว่านิตินโยบายของร่างกฎหมายฉบับนี้ มีบทลงโทษมากกว่ากฎหมายทุกฉบับที่ผ่านมา ซึ่งการที่รัฐมีมาตรการในการเพิ่มโทษ เช่น การเพิ่มจำนวนเงินค่าปรับ หรือโทษจำคุก จะยิ่งเป็นช่องทางในการทำผิดกฎหมาย การทุจริตในวงราชการ

นอกจากนี้กระบวนการลงโทษระหว่างลูกจ้างและนายจ้างยังมีความแตกต่างกัน เช่น กรณีลูกจ้างทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตต้องระวางโทษจำคุกหรือปรับ กรณีที่นายจ้างฝ่าฝืน กำหนดบทลงโทษไว้เฉพาะโทษปรับ อาจจะกลายเป็นประเด็นในการเลือกปฏิบัติอีกได้ด้วย

เครือข่ายประชากรเเรงงานข้ามชาติจึงเสนอให้ ความผิดใดๆที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานให้เป็นไปตามบทบัญญัติในพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 และให้ยกเลิกโทษจำคุก เว้นแต่ความผิดนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ ให้ยืนตามเงื่อนไขร่างพระราชกำหนด หรือบทลงโทษในเชิงการระงับสิทธิ

อัตราค่าธรรมเนียม เครือข่ายประชากรเเรงงานข้ามชาติเสนอให้เป็นไปตามกฎหมายเดิม

ด้วยความเคารพในสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์    เครือข่ายองค์กรด้านประชากรเเรงงานข้ามชาติ 

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ นายอดิศร เกิดมงคล 

089-788-7138 

มธ.ชี้ไทยเสี่ยงภาวะ “ต้มกบ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285241

มธ.ชี้ไทยเสี่ยงภาวะ “ต้มกบ”

ไทยเสี่ยงต้มยำกบ, 20ปีต้มยำกุ้ง, ต้มกบ, วิกฤติต้มยำกุ้ง, วิกฤติต้มกบ

นักวิชาการ มธ. ชี้ระยะยาวอาจเสี่ยงภาวะ “ต้มกบ” แนะรัฐผลักดันการลงทุนเพื่อยกระดับการสร้างมูลค่าเพิ่มในภาคธุรกิจและภาคเกษตรกรรม

         ดร.สุทธิกร กิ่งแก้ว  ผู้อำนวยการศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาผู้บริหารทางธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์     นักวิชาการด้านพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่าภาวะเศรษฐกิจไทยมีการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่สถาบันการเงินพยายามลดความเสี่ยงการเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือ NPL โดยการเข้มงวดในการปล่อยกู้มากขึ้น

ดังนั้นถึงแม้ในช่วงนี้ประเทศไทยยังมีโอกาสน้อยที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจซ้ำรอย “วิกฤติต้มยำกุ้ง” แต่การเติบโตระดับต่ำอย่างในปัจจุบันเป็นสัญญาณของปัญหารูปแบบใหม่ของเศรษฐกิจไทย ซึ่งก็คือ “ปัญหากับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap)” กล่าวคือ การที่เราค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เปรียบเสมือนสภาวะต้มกบ ที่กบกำลังจะตายอย่างช้าๆ โดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะตายจากน้ำที่ค่อยๆ เดือด

แนะภาครัฐและเอกชนไทยเร่งพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อไม่ให้เกิดการย่ำอยู่กับที่จนกลายเป็น “วิกฤติต้มกบ” เนื่องจากปัจจุบันประเทศเพื่อนบ้านที่เคยล้าหลังกว่าไทยพัฒนาไปมาก หลายประเทศมีการเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้น

อาทิ เมียนมาร์ กัมพูชา และเวียดนาม เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับความสามารถทางการแข่งขันอย่างรวดเร็ว พร้อมชี้ภาคธุรกิจไทยควรมุ่งเน้นการลงทุนเพื่อพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่องในระยะยาวแทนการลงทุนเพื่อเก็งกำไรอย่างฉาบฉวย และภาครัฐควรเร่งยกระดับภาคการเกษตรโดยนวัตกรรมและการสร้างมูลค่าเพิ่ม

อย่างไรก็ตาม มาตรการที่สำคัญที่ภาครัฐควรทำเพิ่มเติมคือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเกิดการลงทุนในธุรกิจอย่างต่อเนื่อง หรือ Reinvestmentอาทิ การนำผลกำไรที่ได้ไปต่อยอดซื้อเครื่องจักรหรือพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจในระยะยาว แทนที่จะนำผลกำไรไปใช้เพื่อผลประโยชน์ระยะสั้น เช่น การเก็งกำไรในตลาดหุ้นหรือตลาดอสังหาริมทรัพย์

นอกจากจะเป็นการพัฒนาธุรกิจของตนแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้แรงงานมีทักษะและรายได้เพิ่มมากขึ้น นอกเหนือจากการสนับสนุนภาคธุรกิจทั่วไปแล้วนั้น ภาครัฐควรเร่งให้เกิดการพัฒนาในภาคเกษตรกรรมของประเทศซึ่งมีการจ้างงานถึงเกือบประมาณครึ่งหนี่งของกำลังแรงงานไทยทั้งระบบ

โดยเฉพาะการสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรของประเทศเพื่อก้าวข้ามการแข่งขันในเรื่องราคากับประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า โดยการยกระดับภาคธุรกิจและภาคการเกษตรจะเป็นแนวทางสำคัญที่สามารถกระตุ้นการบริโภคของทั้งระบบเศรษฐกิจ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจโดยรวม

ในภาพรวมถึงแม้ไทยจะมีข้อได้เปรียบเรื่องทำเลที่ตั้งที่เป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่สำคัญแห่งหนึ่งของภูมิภาค สามารถเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างประเทศเมียนมาร์ กัมพูชา ลาว เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และยังอยู่ในความสนใจของต่างชาติในการลงทุน แต่ประเทศเราก็ยังมีปัญหาการพัฒนาในหลายภาคส่วน ทั้งการวิจัยและพัฒนาของภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับต่ำ ภาคการเกษตรที่ยังขาดประสิทธิภาพในการผลิตและการสร้างมูลค่าเพิ่ม ระบบการศึกษาที่ยังไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของประเทศได้ และระบบราชการที่ยังขาดประสิทธิภาพเต็มไปด้วยการคอรัปชั่น เป็นต้น

ก.แรงงาน พัฒนาแรงงานยานยนต์ รับไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285353

ก.แรงงาน พัฒนาแรงงานยานยนต์ รับไทยแลนด์ 4.0

ยานยนตร์, แรงงาน, กแรงงาน, พัฒนาแรงงานยานยนต์, รับไทยแลนด์, กพร

ก.แรงงาน ระดมทุกฝ่ายเคลื่อนยุทธฯ พัฒนาแรงงานยานยนต์ รับไทยแลนด์ 4.0

            นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า รัฐบาลมีนโยบายผลักดันการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต New Engine of Growth และนโยบายการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก Eastern Economic Corridor หรือ EEC โดยอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ เป็นหนึ่งใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศที่มีศักยภาพและเป็นที่สนใจของนักลงทุนทั่วโลกและมีบทบาทสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจของไทยในอนาคต

กพร. ได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ พ.ศ. 2556 – 2563 มีการจัดตั้งสถาบันพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ (Automotive Human Resource Development : AHRDA) และจัดตั้งสถาบันพัฒนาบุคลากรเทคโนโลยีชั้นสูงสาขาเทคโนโลยีอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (Manufacturing Automation and Robotics : MARA) ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา และ สมุทรปราการ ซึ่งได้ลงนามความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในการขับเคลื่อนพร้อมบูรณาการความร่วมมือในการพัฒนากำลังแรงงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนส่วนอื่นด้วย เพื่อให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

ก.แรงงาน พัฒนาแรงงานยานยนต์ รับไทยแลนด์ 4.0

กพร.จึงจัดสัมมนาให้ความรู้แก่หน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน  ภาคการศึกษา อาทิ  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ผู้บริหารบริษัทเอกชนและสถานประกอบกิจการในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ อาทิ บริษัท ซัมมิท โอโต บอดี้ อินดัสตรี จำกัด บริษัท สุมิพล  คอร์ปอเรชั่น จำกัด สมาคมผู้ประกอบยานยนต์ สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนฯ สภาองค์การนายจ้าง สภาองค์การลูกจ้าง ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เกี่ยวข้อง จำนวน 200 คน โดยฟังการบรรยายในเรื่องทิศทางการพัฒนาฝีมือแรงงานรองรับไทยแลนด์ 4.0 และเสวนา เรื่องอนาคตแรงงานไทยกับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ สู่ไทยแลนด์ 4.0 ฟังความคิดเห็นจาก ดร.สาโรจน์ ขอจ่วนเตี๋ยว ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาช่างอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม นายโกวิทย์ ว่องกลกิจศิลป์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ นายธนวัตน์ คุ้มสิน นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และนายถาวร ชลัษเฐียร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินรายการ

ก.แรงงาน พัฒนาแรงงานยานยนต์ รับไทยแลนด์ 4.0

“การสัมมนานี้เพื่อให้ผู้เข้าร่วมการสัมมนามีความรู้ ความเข้าใจยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ และแผนดำเนินงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ปี พ.ศ. 2560 การขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนากำลังคนรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรม S – Curve และ New S – Curve การพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC : Eastern Economic Corridor) จากการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้เสนอแนะ เรื่องหลักสูตรการเรียนการสอนของอาชีวศึกษา ควรเสริมทักษะความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ และฝึกให้สามารถขับรถยนต์ได้ด้วย เพื่อให้นักศึกษาที่เรียนด้านช่างยนต์มีความพร้อมที่จะทำงาน จะช่วยให้มีความรู้และเข้าใจกระบวนการทำงานด้านยานยนต์มากขึ้น ฝึกให้นักศึกษามี Multi Skill รวมทั้งส่งเสริมให้มีการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแก่ช่างทุกสาขาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกพร.จะนำไปเป็นข้อมูลเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาแรงงานและประสานงานการฝึกอาชีพแห่งชาติ (กพร.ปช.) ต่อไป โดยตั้งเป้าพัฒนากำลังคนด้านยานยนต์ 5 ปีจำนวน 127,785 คน” นายธีรพลกล่าว

ขอเป็นผู้ให้ “เดินตามรอยเท้าพ่อ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285336

ขอเป็นผู้ให้ “เดินตามรอยเท้าพ่อ”

วทจิตรลดา, ขอเป็นผู้ให้, เดินตามรอยเท้าพ่อ, ลูก, พ่อ

วท.จิตรลดา เดินตามรอยเท้าพ่อ ขอเป็นผู้ให้ ผ่านค่ายจิตรลดาอาสา บางสะพาน

          “การที่เด็กขนาดนี้เริ่มตระหนักว่าสังคมหรือส่วนรวมเป็นของสำคัญ นับว่าเป็นนิมิตที่ดีของบ้านเมืองเราอันวิทยาการนี้ถึงแม้เราจะมีมันสมอง ด้านที่เรียกว่าบัณฑิต ความรู้ทุกอย่างเหมือนกับเครื่องเทป ที่สอนมาเราบันทึกได้ทุกอย่าง แต่เราไม่มีมันสมองอีกด้านหนึ่ง เรียกว่าไม่เติบโต ต้องตระหนักรู้ว่าถ้าส่วนรวมไม่เป็นสุขเราบุคคลหนึ่งบุคคลใดจะอยู่ได้อย่างไร” พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 พระราชทานแก่นักเรียนจิตรลดา รุ่น 7 ..2520 คือจุดเริ่มต้นประการสำคัญที่สุดของค่ายอาสาจิตรลดา บางสะพาน”

           ดร.ชนะวัฒน์ บุนนาค ปฏิบัติหน้าที่แทนรองอธิการบดี วิทยาลัยเทคโนโลยีจิตรลดา ได้เริ่มกล่าวถึงจุดเริ่มต้นกิจกรรมค่ายอาสาจิตรลดา บางสะพาน ว่ามีจุดเริ่มต้นจากการน้อมนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ใส่เกล้าใส่กระหม่อม ที่พระองค์ทรงต้องการให้เยาวชนรู้จักการเป็นผู้ให้มากกว่าการเป็นผู้รับ ประกอบกับวิทยาลัยฯ เป็นสถานศึกษาที่มีจุดเริ่มต้นจากโรงเรียนจิตรลดา ซึ่งเป็นโรงเรียนที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งขึ้น

ขอเป็นผู้ให้   "เดินตามรอยเท้าพ่อ"

            วิทยาลัยเทคโนโลยีจิตรลดา จึงเปรียบเสมือนเป็น “ลูก” อีกหนึ่งคน ที่มีหน้าที่ในการสืบสานพระราชปณิธานและเจริญตามรอยพระยุคลบาทของ “พ่อ” สิ่งที่พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างได้อย่างชัดเจนคือ “การทรงเป็นพระผู้ให้” ตลอด 70 ปี แห่งการครองราชย์ไม่มีแม้แต่วันไหนที่พระองค์ไม่ทรงงาน พระองค์ทรงเป็นห่วงลูกๆของพระองค์เสมอ ทรงสร้างโครงการน้อยใหญ่นับพันโครงการ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน ให้อาชีพ ให้รายได้ ให้ชีวิตใหม่ โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน วิทยาลัยฯในฐานะลูกของพระองค์ท่าน จึงขอตามรอยพระราชปณิธาน ผ่านโครงการค่ายอาสาจิตรลดา บางสะพาน เพื่อช่วยเหลือพัฒนาพื้นที่ในอำเภอบางสะพาน และอำเภอบางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ และเพื่อปลูกฝังให้นักศึกษามีจิตสาธารณะ รู้จักการให้ การเสียสละ และการทำงานร่วมกับผู้อื่น

ขอเป็นผู้ให้   "เดินตามรอยเท้าพ่อ"ขอเป็นผู้ให้   "เดินตามรอยเท้าพ่อ"

             นายสัจจาวุฒิ รอดสำราญ หัวหน้าฝ่ายบริหารกิจการนักศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีจิตรลดา กล่าวว่า ค่ายอาสาจิตรลดา บางสะพาน เป็นการผสานความร่วมมือระหว่างฝ่ายบริหารกิจการนักศึกษา คณะบริหารธุรกิจ และคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ลงพื้นที่เพี่อช่วยเหลือฟื้นฟู และพัฒนาสถานศึกษาโรงเรียนบ้านหนองฆ้อง และโรงเรียนบ้านชะม่วง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาอุทกภัย เมื่อปลายปี 2559 ทั้งยังขาดแคลนสื่อการเรียนการสอน และยังไม่ได้รับการปรับปรุงอาคารเรียน ระบบไฟฟ้า กิจกรรมเริ่มจากการลงพื้นที่เพื่อสำรวจความต้องการของทั้ง 2 โรงเรียน และลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือฟื้นฟู ใช้เวลาในการดำเนินกิจกรรมรวม 5 วัน โดยนักศึกษาทั้ง 2 คณะได้ร่วมกันสร้างสื่อการเรียนรู้ การปรับปรุงพัฒนาทาสีอาคารเรียน และเครื่องเล่น ตลอดจนปรับปรุงระบบไฟฟ้า ฝ่ายบริหารกิจการนักศึกษารับผิดชอบด้านสวัสดิการ กิจกรรมสัมพันธ์ กีฬาสัมพันธ์ ระหว่างนักศึกษา นักเรียน และชาวบ้านในพื้นที่ พร้อมกันนี้ยังมอบอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬาให้กับนักเรียนทั้ง 2 โรงเรียนด้วย หลายภาคส่วนเห็นความตั้งใจของนักศึกษา และเห็นประโยชน์ของโครงการ โดยได้มอบเงินสนับสนุนและสิ่งของเครื่องใช้ สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

ขอเป็นผู้ให้   "เดินตามรอยเท้าพ่อ"

          โดยตัวแทนนักศึกษาอย่างนายภาณุพงศ์ น้อยมี นักศึกษาชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีจิตรลดาที่เข้าร่วมกิจกรรมค่ายอาสาครั้งนี้ กล่าวว่า รู้สึกภาคภูมิใจ และดีใจเป็นอย่างมากที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมค่ายอาสาจิตรลดา บางสะพาน ภูมิใจที่ได้ดำเนินรอยตามพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้มีโอกาสเป็นผู้ให้ โดยเฉพาะการช่วยเหลือสถานศึกษาที่เป็นสถานที่สร้างทรัพยากรของชาติให้มีความพร้อมในการให้ความรู้แก่เยาวชน เพื่อที่น้องๆเหล่านี้จะได้เรียนรู้และนำความรู้ไปช่วยเหลือสังคมต่อไป