สอศ.ผนึกสถานประกอบการยกระดับฝีมือก่อสร้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285328

สอศ.ผนึกสถานประกอบการยกระดับฝีมือก่อสร้าง

สอศ, สอศ, อกรออศ, ปวช, ปวส, ประเทศไทย

สอศ. จับมือกับสถานประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้าง ร่วมพัฒนากำลังคนกลุ่มอาชีพอุตสาหกรรมก่อสร้าง

        สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสถานประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้างโดยการนำของคณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (อ.กรอ.อศ.) กลุ่มอาชีพอุตสาหกรรมก่อสร้าง  ได้แก่ สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน บริษัท ฐาปนินทร์ จำกัด  บริษัท ที.เอ็ม.อาร์แมชชีนเนอรี่ แอนด์พาร์ท จำกัด บริษัท เอส บี เฟอร์นิเจอร์ เฮ้าส์ จำกัด  และบริษัท ลิฟเบทเทอร์อินดัสตรีส์ จำกัด ร่วม ลงนามความร่วมมือเพื่อจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีกลุ่มอาชีพอุตสาหกรรมก่อสร้าง    นายวณิชย์  อ่วมศรี  รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่าการลงนามความร่วมมือครั้งนี้ มีสถานศึกษาเข้าร่วม จำนวน 3 แห่ง ได้แก่  วิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง วิทยาลัยเทคนิคเชียงรายและวิทยาลัยเทคนิคดุสิต ณ ห้องประชุม อาคารราชพฤกษ์  สำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา

        นายพิชิต  อรุณพัลลภ  นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน และประธานอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (อ.กรอ.อศ.) กลุ่มอาชีพอุตสาหกรรมก่อสร้าง เปิดเผยว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการสร้างบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการ และเป็นการส่งเสริมการเรียนการสอนด้านอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพการทำงานจริง และเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ค่านิยมของคนเรียนอาชีวศึกษา ที่จะก้าวออกไปเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านการก่อสร้างให้มีมาตรฐานเป็นสากล โดยจะร่วมกันพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และมีความเหมาะสมที่จะรองรับการขยายงานของภาคธุรกิจ นอกจากนี้ ยังเป็นการพัฒนาครู ครูฝึกและบุคลากรทางการศึกษาให้มีความรู้และทักษะด้านวิศวกรรมและสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง  ตลอดจนเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชน บุคลากรของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้นำความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ขอรับการประเมินเทียบโอนความรู้ตามหลักสูตรปวช.และปวส.เพื่อเป็นการเพิ่มคุณวุฒิวิชาชีพอีกด้วย

สอศ.ผนึกสถานประกอบการยกระดับฝีมือก่อสร้าง

        นายเอกพล  ทิมพงษ์  ผู้จัดการฝ่ายก่อสร้างโครงการ บริษัท โฮมสแตนดาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทเป็นหนึ่งในสมาชิกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน และได้รับนักศึกษาโครงการอาชีวศึกษาทวิภาคี เข้าฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ซึ่งรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 3 แล้ว ปรากฎว่าผลการตอบรับดีมากเพราะบริษัทกำลังต้องการบุคลากรในสายงานก่อสร้างเป็นจำนวนมากและนักศึกษาก็ได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จริง เมื่อนักศึกษาเรียนจบ ก็จะมีความรู้ความสามารถ  มีประสบการณ์และทักษะเชิงช่าง สามารถทำงานได้ทันที โดยไม่ต้องมาสอนงานใหม่ ปัจจุบันนักศึกษาทั้ง 3 รุ่น ได้บรรจุเป็นพนักงานประจำของบริษัทเรียบร้อยแล้ว

         นายจักรินทร์   โมโทคนธ์  นักศึกษาระดับชั้น ปวส.2 สาขางานก่อสร้าง วิทยาลัยเทคนิคดุสิต  เล่าว่า จบการศึกษาระดับปวช.จากวิทยาลัยเทคนิคชุมพร สาขางานก่อสร้าง และได้ตัดสินใจสมัครเข้าเรียนหลักสูตรทวิภาคีระดับปวส.สาขาเดียวกันที่วิทยาลัยเทคนิคดุสิต ซึ่งการเรียนแบบทวิภาคี จะทำให้ผมได้รับความรู้ และประสบการณ์ตรง รวมถึงยังมีรายได้ระหว่างเรียนอีกด้วย

สอศ.ผนึกสถานประกอบการยกระดับฝีมือก่อสร้าง

โดยการเรียนระดับปวส. ในระยะเวลา 2 ปี ได้เรียนภาคทฤษฏีจำนวน 2 วันที่สถานศึกษาคือในวันศุกร์และวันเสาร์ และฝึกประสบการณ์วิชาชีพจำนวน 4 วันที่สถานประกอบการในวันจันทร์ – วันพฤหัสบดี อยู่ในตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้ควบคุมงานก่อสร้าง  ทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของงาน คำนวณปริมาณวัสดุต่างๆ ที่ต้องใช้ในไซต์งาน ประสานงานระหว่างผู้ออกแบบ จัดการเกี่ยวกับการสั่งของ ประชุมและประสานงานทำความเข้าใจงานกับลูกค้า ควบคุมค่าใช้จ่ายและช่วงระยะเวลาทำงาน นอกจากได้รับความรู้และประสบการณ์จากการฝึกปฏิบัติงานจริงแล้วยังได้รับค่าตอบแทน  ค่าเล่าเรียน ค่าที่พัก และค่าเดินทาง ทำให้รู้สึกภูมิใจที่ได้ช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ มีความรับผิดชอบมากขึ้น และได้เรียนรู้   การใช้ชีวิตในสังคมของคนทำงาน

“ ปัจจุบัน ผมเพิ่งจบระดับปวส.และเพิ่งได้รับการบรรจุเป็นพนักงานในตำแหน่งผู้ควบคุมงานก่อสร้าง บริษัท โฮมสแตนดาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับเงินเดือนเริ่มต้น15,000บาท” นายจักรินทร์   กล่าว

เมื่อหัวปลีกลายร่างเป็น “โคมไฟ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285270

เมื่อหัวปลีกลายร่างเป็น “โคมไฟ”

เชือกกล้วย, วัสดุธรรมชาติ, โคมไฟรูปทรงหัวปลี, หัวปลี, โคมไฟ, น้องแป้ง, มทร, ท้องถิ่น

โคมไฟติดผนังรูปทรงหัวปลี ฝีมือนักศึกษาสาวสาขาวิชาหัตถกรรม มทร.ธัญบุรี งานไอเดียสุดเก๋ แถมเป็นงานทำมือ ล้วนๆ ออกมาสวยไม่แพ้ใคร…

         โคมไฟให้แสงสว่างในการทำกิจกรรมต่างๆ ในยามค่ำคืนในชีวิตประจำวันของมนุษย์ ไม่เพียงให้แสงสว่างแต่รูปแบบของโคมไฟ ยังสามารถบอกสไตล์และรสนิยมของผู้เป็นเจ้าของบ้านได้อย่างดี สะท้อนถึงสังคมที่อาศัยอยู่ได้ โคมไฟในปัจจุบันก็มีให้เลือกอย่างหลากหลาย ผลิตภัณฑ์เห็นกันในปัจจุบันส่วนใหญ่จะใช้วัสดุที่คงทนแข็งแรงเป็นหลัก น้อยชิ้นจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีความเป็นเอกลักษณ์

โคมไฟติดผนังรูปทรงหัวปลี ที่สร้างขึ้นจากงานฝีมือล้วนๆ ด้วยวัสดุธรรมชาติ ผลงานของ “น้องแป้ง”– น.ส.กัญญารัตน์ เนตรประสม นักศึกษาสาขาวิชาหัตถกรรม คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ที่ออกมาสวยเก๋ มีสไตล์ ไม่แพ้ใคร

เมื่อหัวปลีกลายร่างเป็น "โคมไฟ"

น้องแป้ง เล่าว่า เพราะอยากพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้บุคคลทั่วไปได้รู้จัก และนำไปใช้ประโยชน์ในการสร้างกำไลให้แก่ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายไปในตัว จึงได้ศึกษาและการพัฒนาโคมไฟจากการหาข้อมูลตามแหล่งข้อมูลต่างๆ พบว่าผลิตภัณฑ์เชือกกล้วย เป็นวัสดุที่น่าสนใจ

โดยส่วนใหญ่จะนำมาทอเสื่อหรือใช้ผูกของ ตลอดจนทำสิ่งทอ และเครื่องใช้อื่นๆ ด้วยความเป็นเอกลักษณ์ของต้นกล้วยที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของคนไทย ได้นำเชือกกล้วยมาเป็นวัสดุหลักในการออกแบบและพัฒนาโคมไฟติดผนังจากหัวปลี

เมื่อหัวปลีกลายร่างเป็น "โคมไฟ"

 เชือกกล้วย คือ การลอกเอากาบกล้วยออกจากลำต้น นำมาพาดบนราวไม้ไผ่ ใช้มีดกรีดให้เป็นเส้นๆ หลายเส้น จากนั้นนำตากแดดจนแห้ง จะได้เส้นเชือกยาว ตามที่จะต้องการ ซึ่งเชือกกล้วยที่นำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ในครั้งนี้ ได้รับความอนุเคราะห์จากบริษัท บานาน่า โพรดักส์ ดีไซน์ จำกัด จากที่เหลือใช้ มาแปลงสภาพและสร้างประโยชน์เพิ่มมูลค่า เป็นการต่อยอดความคิดให้ผลิตภัณฑ์จากต้นกล้วยเป็นที่ยอมรับ กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยยังคงความเป็นเอกลักษณ์ สามารถนำไปตกแต่งที่พักอาศัยให้มีความสอดคล้องกับผู้ใช้งานในปัจจุบันได้

เมื่อหัวปลีกลายร่างเป็น "โคมไฟ"

เชือกกล้วย

สำหรับแนวคิดในการออกแบบ “โคมไฟติดผนังทรงหัวปลี” นั้น น้องแป้ง บอกว่า มาจากหัวปลีที่กำลังค่อยๆ คลี่กาบที่มีผลกล้วยซ่อนอยู่ ภายในหลายผลรวมกันอยู่ ซึ่งเป็นลักษณะธรรมชาติที่เป็นจุดเด่นของหัวปลี ลักษณะด้านในของหัวปลีที่ผลกล้วยทับซ้อนกันเป็นลักษณะเส้นๆ ที่ปกคุมด้ายกาบรอเวลาที่จะออกมาเป็นผลกล้วย และสีที่เป็นเอกลักษณ์ของหัวปลี ผสมกับรูปแบบที่ผู้ศึกษาได้ออกแบบแต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์หัวปลีอยู่ ผ่านเทคนิคการสานเชือกกล้วย ที่ทำด้วยมือเกิดเป็นผลิตภัณฑ์โคมไฟติดผนังรูปทรงหัวปลี จำนวน 3 ชิ้น ขนาด 14×35 เซนติเมตร จำนวน 2 ชิ้น ขนาด 16×40 เซนติเมตร จำนวน1 ชิ้น ซึ่งยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของต้นกล้วย (ท้องถิ่น) และ สามารถตกแต่งที่พักอาศัยให้มีความสอดคล้องกับผู้ใช้งานทั้งหมด

เมื่อหัวปลีกลายร่างเป็น "โคมไฟ"

“สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับวัสดุเหลือใช้หรือการนำของรอบตัวมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อส่งเสริมทางด้านภูมิปัญญาและวัฒนธรรมการดำรงชีวิตในอดีตมาประยุกต์ในปัจจุบันนั้น ควรศึกษาตั้งแต่ภูมิปัญญาความเป็นอยู่ผนวกกับแนวความคิดเพื่อต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความสอดคล้องกับการใช้งานในอนาคตต่อๆไป” น้องแป้ง กล่าวทิ้งท้าย

ทำงานมา8เดือน“ดร.พิษณุ ตุลสุข”เจอไป31คดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285248

ทำงานมา8เดือน“ดร.พิษณุ ตุลสุข”เจอไป31คดี

สำนักงาน สกสค, พิษณุ ตุลสุข, องค์การค้า สกสค, ฟ้องคดี, ทำงานมา8เดือนดรพิษณุ, ตุลสุขเจอไป31คดี, ดรพิษณุ ตุลสุข, พิษณุ, ครม, ศปท, ชพค, มหาชน, ปปช

อะไรที่ทำในอดีตแล้วถูกต้อง ก็ต้องถูก จะมาบอกว่าผิดไม่ได้ “ดร.พิษณุ ตุลสุข”   ต้องพิสูจน์ ความจริง

      เป็นอีกหนึ่งคนที่อกหักจากสมัครชิงเก้าอี้ “เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา”  “ดร.พิษณุ ตุลสุข”  รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.  ที่นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ตัดสินใจโล๊ะกระบวนการสรรหา หลังเจอสารพัดข้อร้องเรียน

ทั้งกรณีกล่าวหาว่า ล็อกสเป็ก ตั้งคนในไว้นั่งแท่นรอ ไปจนถึงปัญหาภายในกรรมการสรรหาเอง ที่ลือว่าส่อแววว่า จะถูกฟ้อง เพราะกรรมการโดยตำแหน่ง ไม่สามารถเข้าร่วมคัดเลือกได้ เกือบทั้งหมดเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับได้รับการเสนอชื่อรายหนึ่ง  …

ทำงานมา8เดือน“ดร.พิษณุ ตุลสุข”เจอไป31คดี

ดร.พิษณุ ตุลสุข

กว่า 8 เดือน “พิษณุ” ขับเคลื่อนงานของสกสค. ในตำแหน่งปฎิบัติหน้าที่เลขาธิการสกสค. มีคดีฟ้องร้องแล้ว 31 คดี ทั้งหมดล้วนมาจากการทำหน้าที่แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในสกสค.และองค์การค้าฯ ไล่เรียงมาตั้งแต่ กรณีที่มีการร้องเรียน และถูกฟ้องศาล เนื่องจากดำรงตำแหน่ง “ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค.” และ “ปฏิบัติหน้าที่ผอ.องค์การค้าของ สกสค.”

เช่น ร้องเรียนกระบวนการการสรรหาผู้อำนวยการ สกสค.จังหวัด อ้างว่าการดำเนินการไม่เป็นธรรม ,กรณีบริษัท ล็อกซเล่ย ไวร์เลส จำกัด ฟ้องร้องเรียกค่าเสียจากการฝากขายหนังสือกับองค์การค้าของ สกสค.มูลค่า 1,400 ล้านบาท,กรณีศาลฎีกา ตัดสินให้องค์การค้าฯ จ่ายเงินค้างจ่ายให้พนักงาน จำนวน 2,411 คน วงเงิน 1,200 ล้านบาท ตามที่ระบุในสัญญาจ้างว่าหากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการ องค์การค้าฯต้องปรับอัตราเงินเดือนพนักงานให้สอดคล้องด้วย,กรณี ฟ้องศาลร้องชำระหนี้ค่ากระดาษ เป็นต้น

        “การทำงานที่ผ่านมายอมรับว่าค่อนข้างหนักใจ คือ อะไรที่ทำในอดีตแล้วถูกต้อง ก็ต้องถูก จะมาบอกว่าผิดไม่ได้ แต่ถ้าอะไรที่เขาทำแล้วผิด จะมาบอกว่าถูก ก็ไม่ได้เช่นกัน  เพราะฉะนั้นหน้าที่ของผมคือ ต้องพิสูจน์ ต้องเอาความจริงมายืนยัน  สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด  ไม่ได้อยากเป็นศัตรูกับใคร เรื่องที่ถูกฟ้องทั้งหมด ก็ต่อสู้ไปตามกระบวนการ  ขณะเดียวกันงานที่ทำก็จะหยุดไม่ได้ ผมเป็นข้าราชการเมื่อรมว.ศึกษาธิการ มอบหมายให้ทำงานอะไรก็ต้องทำอย่างเต็มที่”พิษณุ  เล่า

ทำงานมา8เดือน“ดร.พิษณุ ตุลสุข”เจอไป31คดี

        การนั่งทำงานทั้ง 2 ตำแหน่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเมื่อลงมือสอบสวนเรื่องต่างๆ ยิ่งค้น ยิ่งรื้อ ลึกลงไปก็อาจจะไปเจอบางคน บางกลุ่มที่อยู่ฝ่ายผู้ที่มีผลประโยชน์เดิม และอาจมีส่วนร่วมกระทำผิด  ไม่ให้ความร่วมมือ เก็บซ่อนเอกสาร  แต่ก็ยังมีกลุ่มคนที่รักองค์กรและอยากให้ความช่วยเหลือ ตรงนี้สำคัญ ต้องทำให้เขามั่นใจ เชื่อใจด้วยว่า เมื่อเข้ามาช่วยเราแล้ว ต่อไปการทำงานจะได้รับการดูแลและช่วยเหลือ ไม่ใช่ปล่อยทิ้ง ไม่อย่างนั้นเขาก็ไม่ไว้ใจเรา อีกด้านต้องมีทีมงานที่ไว้ใจได้

        ว่ากันว่าการแก้ปัญหาภายในสกสค. และองค์การค้าฯ เกือบทั้งหมด เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย ซึ่งมีการฟ้องร้องกันมาเป็นเวลานาน ดังนั้นการสะสางแต่ละเรื่องจึงต้องใช้เวลา ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค. ยอมรับว่า นอกจากปัญหาเรื่องการตรวจสอบข้อมูลแล้ว สิ่งที่กระทบ ทำให้การทำงานล่าช้าลงไปอีก คือ กระแสข่าวต่าง ๆ ที่ถูกปล่อยออกมา แม้ระดับนโยบายจะไม่เกิดความหวั่นไหว แต่สั่นคลอนความเชื่อมั่นของบุคคลากร ซึ่งไม่ผลดีต่อการทำงาน ที่ผู้บังคับบัญชาได้มอบหมายให้เป็นหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต (ศปท.) ของ ศธ. ตามนโยบายการปราบปรามปัญหาการทุจริตของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ทำงานมา8เดือน“ดร.พิษณุ ตุลสุข”เจอไป31คดี

        แต่ที่คาดว่าจะปิดฉากได้เร็วๆนี้ คือกรณีที่ สกสค.นำเงินกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ไปซื้อตั๋วสัญญากับบริษัท บิลเลี่ยนอินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) ที่เวลานี้คณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลความผิดผู้อดีตกรรมการบริหารกองทุนฯและพวก 20 คน แล้ว หากป.ป.ช.แจ้งมาอย่างเป็นทางการ สกสค.ก็พร้อมดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป  ขณะที่การสอบสวนวินัยเจ้าหน้าที่ สกสค.ที่เกี่ยวข้อง ก็จะรู้ผลเร็วๆ นี้

       ส่วนองค์การค้าฯ หลายเรื่องอยู่ระหว่างการดำเนินการทางกฎหมาย  และมีอีกมากกว่า 10 เรื่องที่รื้อออกมาดำเนินการต่อ เช่น เครื่องแบบนักเรียนค้างสต๊อก  การแก้ปัญหา ผู้ค้ารายย่อยผลิตและจำหน่ายเครื่องหมายลูกเสือ ที่ไม่ได้รับลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง  เป็นต้น ตรงนี้ต้องมาดูว่าเรื่องใดคืบหน้าไปถึงขั้นไหน เรื่องไหนที่ใกล้หมดอายุความ ก็จะเร่งนำมาจัดการโดยเร็ว เพราะต้องเคลียร์ออกจากระบบ ขณะที่สินค้าบางอย่างที่ยังสร้างรายได้แก่องค์การค้าฯ ก็จะเร่งนำออกขาย

ทำงานมา8เดือน“ดร.พิษณุ ตุลสุข”เจอไป31คดี

      “เรื่องเร่งด่วนของสกสค.ที่จะพยายามทำให้บรรลุเป้าหมาย คือ การแก้ไขปัญหาหนี้สินครู เพราะไม่อยากเป็นหนี้ค้างไม่ว่ากับธนาคารใดก็ตาม โดยเฉพาะกลุ่มหนี้วิกฤติ ซึ่งได้มีการลงนามบันทึกความร่วมมือกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 16 แห่งไปแล้ว  ยืนยันว่าเดินหน้าได้แน่นอน ส่วนองค์การค้าฯ ต้องเร่งจัดการ ปัญหาหนี้สินที่มีอยู่กว่า 5,000 พันล้านบาท โดยต้องมาวางระบบ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และใช้หนี้เพื่ออุดรูรั่วให้ได้  เพราะทุกวันนี้ องค์การค้าฯ หาเงินมาได้มากแค่ไหน ก็ต้องนำไปใช้หนี้ จ่ายดอกเบี้ย เหมือตุ่มน้ำที่รอยรั่ว ถ้าไม่อุดน้ำก็ยังไหลออก” พิษณุ กล่าวทิ้งท้าย

0 ทีมคุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com 0

แรงงานยกระดับเซฟตี้ไทยแลนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285280

แรงงานยกระดับเซฟตี้ไทยแลนด์

ไทยแลนด์, เซฟตี้, ยกระดับ, แรงงาน, อาชีวอนามัย, ความปลอดภัย, Zero Accident 2017, สสปท

แรงงาน จับมือ 10 กระทรวงยกระดับความร่วมมือ Safety Thailand ชู 258 สถานประกอบการร่วมรณรงค์ลดอุบัติเหตุจากการทำงานให้เป็นศูนย์

      เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.60- ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีเปิดงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งชาติ ครั้งที่ 31 ซึ่งกระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 10 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คมนาคม มหาดไทย สาธารณสุข อุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การท่องเที่ยวและกีฬา ศึกษาธิการ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกันจัดขึ้นภายใต้แนวคิด Safety Thailand , Safety Together “ร่วมแรงร่วมใจ ประเทศไทยปลอดภัย”

แรงงานยกระดับเซฟตี้ไทยแลนด์

รมว.แรงงาน กล่าวตอนหนึ่งว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความห่วงใยและให้ความสำคัญต่อการพัฒนาแรงงาน และการขับเคลื่อนนโยบาย Safety Thailand เพื่อการก้าวสู่ Thailand 4.0เป็นอย่างมาก โดยรัฐบาลได้วางกลไกการปฏิรูปประเทศในหลายๆ ด้าน ซึ่งเรื่อง Safety Thailand เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางสังคม ที่ยังต้องมีการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ความปลอดภัยในการทำงานจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาด้วยความคล่องตัว รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับงานบังคับใช้กฎหมาย เรื่องการดูแลความปลอดภัย และสุขภาพอนามัยของคนทำงานไม่ใช่ภาระของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง และไม่ใช่เรื่องที่จะหยุดดำเนินการใดๆ ได้

แรงงานยกระดับเซฟตี้ไทยแลนด์

โอกาสนี้ พล.อ.ศิริชัย ได้มอบรางวัลให้แก่สถานประกอบกิจการที่ผ่านเกณฑ์การประกาศเกียรติคุณกิจกรรมการรณรงค์ลดอุบัติเหตุจากการทำงาน ให้เป็นศูนย์ประจำปี 2560 (Zero Accident 2017) ซึ่งในปีนี้มีผู้ได้รับรางวัลรวม 258 รางวัล โครงการนำร่องระบบมาตรฐานความปลอดภัยฯ ในสถานประกอบกิจการ SMEs จำนวน 9 แห่ง การประกวดโปสเตอร์ความปลอดภัย จำนวน 5 รางวัล และผู้สนับสนุนภาคเอกชนในการจัดงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งชาติ ครั้งที่ 31จำนวน 4ราย

แรงงานยกระดับเซฟตี้ไทยแลนด์

นายชัยธนา  ไชยมงคล ผอ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน(สสปท.) กล่าวถึงการจัดงานปีนี้ว่า กิจกรรมภายในงานมีการจัดสัมมนาวิชาการ รวม 29 หัวข้อวิชา ซึ่งเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี ด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย เพื่อการพัฒนาและขับเคลื่อน Safety Thailand ใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านการก่อสร้าง การป้องกันอัคคีภัย ด้านสารเคมี ด้านอาชีวอนามัย และด้านความปลอดภัยในการขนส่งทางถนน รวมทั้งการจัดแสดงนิทรรศการจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวม 140บูท โดยเน้นการสร้างการรับรู้ผ่านรูปแบบและกิจกรรมที่น่าสนใจ เป็นต้น

ปรับสอนภาษาอังกฤษให้ท่องจำได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285268

ปรับสอนภาษาอังกฤษให้ท่องจำได้

ท่องจำ, การสอน, ภาษาอังกฤษ, ศธ , EchoEnglish,  Smart Farmer

นายกฯ สั่ง ศธ.ปรับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ให้เข้ากับชีวิตประจำวัน สามารถท่องจำได้ แนะใช้โปรแกรมเอคโค่อิงลิช ฝึกภาษาฟรีๆ

      ดร.ชัยพฤกษ์  เสรีรักษ์  ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ. ) เปิดเผยภายหลังการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงและเทียบเท่า โดยมี พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.60 ว่า  นายกฯ ได้ย้ำให้ทุกกระทรวงพัฒนาการใช้ภาษาอังกฤษอย่างเข้มข้นจริงจัง และให้เห็นผลในช่วง 3 เดือน  คือ  สถานที่ราชการและสถานศึกษาทุกแห่ง ต้องมีภาษาอังกฤษเขียนควบคู่ภาษาไทย เช่น ห้องน้ำ ห้องอาหาร ห้องประชุม รวมถึงป้ายแนะนำต่าง ๆ ต้องเป็นการเขียนอย่างถูกต้อง

ในส่วนของศธ.ต้องปรับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้ง่ายขึ้น สอดคล้องกับสภาพชีวิตจริง  เช่น ประโยค บทสนทนาสั้นๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน  สามารถท่องจำได้ ไม่ใช่ไม่ให้ท่องจำ  ทั้งนี้ ไม่ใช่เฉพาะการสอนในสถานศึกษาเท่านั้น หน่วยงานราชการต่าง ๆ ก็ควรทำด้วย  เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นต้น

ปลัด ศธ. กล่าวต่อว่า นายกฯ ยังแนะนำให้ข้าราชการ นักเรียน นิสิต นักศึกษาทุกคน ดาวน์โหลด โปรแกรมเอคโค่อิงลิช (EchoEnglish) ซึ่งเป็นโปรแกรมการสอนภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันที่ง่าย มีประโยชน์ และไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งศธ.จะย้ำกับบุคลากร ผู้บริหาร คูและนักเรียนทุกคนให้ดาวน์โหลดโปรแกรมดังกล่าวและมีกิจกรรมส่งเสริมการใช้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับเรื่องของครูต่างชาติ ที่จำเป็นต้องมาสอนในบางวิชา บางสาขา โดยเฉพาะสาขาที่ขาดแคลนนั้น นายกฯ มอบให้ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ไปพิจารณาเรื่องของวีซ่า และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งศธ. ก็จะย้ำนโยบายให้ทุกหน่วยงานในสังกัดได้ดำเนินการและจะมีการติดตามประเมินผลในระยะเวลาอันใกล้นี้ด้วย

“พล.อ.ประยุทธ์  ย้ำว่าต้องสร้างให้คนไทยทุกกลุ่มไม่กลัวภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นประชาชน  ครู นักเรียน นิสิต นักศึกษา โดยต่อไปการสรรหาคน เข้าสู่ระบบราชการจะเพิ่มระดับความเข้มข้นในการนำภาษาอังกฤษมาใช้เป็นเกณฑ์หนึ่งในการพิจารณา มากขึ้น ซึ่งนายกฯ เป็นห่วงเรื่องนี้  โดยมอบให้ศธ. ไปเตรียมความพร้อม นักเรียน นักศึกษา ทั้งในและนอกระบบสถานศึกษา ที่จะจบออกมาให้มีความพร้อมทางด้านภาษาอังกฤษ เพื่อพร้อมที่ทำงานได้ ทั้งในหน่วยงานของรัฐและเอกชน”ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าว

ปลัด ศธ.กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ นายกฯ มอบให้ศธ. ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ วางระบบในการพัฒนาคน โดยกำหนดให้ชัดว่า กลุ่ม คนไหนต้องพัฒนาอย่างไร เช่น กลุ่มที่เป็นเกษตรกร ที่ทำการเกษตรแบบดั่งเดิม หรือกลุ่ม 1.0 ศธ.จะรวมกับกระทรวงใด ในการยกระดับให้เป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์( Smart Farmer) เป็นต้น

สหพัฒน์ ผนึกม.เนชั่น ยกระดับการศึกษาไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285256

สหพัฒน์ ผนึกม.เนชั่น ยกระดับการศึกษาไทย

เครือสหพัฒน์, มเนชั่น, สหพัฒน์, ผนึกมเนชั่น, ยกระดับการศึกษาไทย, มหาชน

เครือสหพัฒน์จับมือกับ ม.เนชั่น พัฒนาการเรียนการสอน ยกระดับนักศึกษา เรียนรู้สิ่งใหม่ จากประสบการณ์จริง เน้นสร้างสรรค์ ส่งเสริมวิชาการ ที่เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทย

      เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เครือสหพัฒน์ นำโดย นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยาลัยเนชั่น  นำโดย ผศ.ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม อธิการบดีม.เนชั่นได้ลงนามสัญญาความร่วมมือ ร่วมกันพัฒนาการเรียนการสอน ส่งเสริมศักยภาพของนักเรียนให้ได้เรียนรู้สิ่งใหม่และมีประสบการณ์จริง โดยมี นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒนา  และนายสุทธิชัย หยุ่น ผู้ก่อตั้งเครือเนชั่น เป็นพยาน 

สหพัฒน์ ผนึกม.เนชั่น ยกระดับการศึกษาไทย

    นายบุญชัย  กล่าวว่าการศึกษานับเป็นพื้นฐานสำคัญในการหล่อหลอมเยาวชนให้เป็นบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ พัฒนาศักยภาพตนเองให้เติบโตเป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาประเทศ ซึ่งเครือสหพัฒน์ ตระหนักถึงความสำคัญในการเป็นส่วนร่วมพัฒนาการศึกษาของประเทศมาตลอด และเป็นภารกิจที่สอดคล้องปรัชญาของสหพัฒน์ ในการสร้างคนดี สร้างสินค้าดี และสร้างสังคมดีด้วย ที่ผ่านมา เครือสหพัฒน์ได้สนับสนุนแวดวงการศึกษาไทยมาหลายด้าน เช่น ความร่วมกับมหาวิทยาลัยวาเซดะ จัดตั้งโรงเรียนภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นวาเซดะ  เพื่อพัฒนาทักษะภาษาญี่ปุ่นสำหรับคนทำงานและผู้ที่ต้องการศึกษาต่อ  นอกจากนี้ ยังได้มีการพัฒนาการศึกษาทางด้านแฟชั่น  โดยร่วมมือกับBunka Fashion College ประเทศญี่ปุ่น จัดตั้งสถาบันบุนกะแฟชั่นในประเทศไทย รวมทั้งมีการจัดตั้งโรงเรียนสอนแต่งหน้าเอ็มทีไอ โรงเรียนการบินศรีราชา และจัดโครงการทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยกับสหพัฒน์ เป็นต้น

    “เราภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา และได้ร่วมมือกับม.เนชั่น พัฒนาการเรียนการสอน เสริมสร้างศักยภาพนักศึกษาให้มีความรู้ ประสบการณ์จริง ก่อนออกไปทำงานจริง โดยความร่วมมือครั้งนี้ นอกจากจะร่วมพัฒนาการเรียนการสอน หลักสูตรต่างๆแล้ว ยังเปิดโอกาสให้บุคลากรที่มีความรู้ ความชำนาญ เชี่ยวชาญ และประสบความสำเร็จได้มีโอกาสมาถ่ายทอดประสบการณ์จริงให้แก่นักศึกษา อย่างไรก็ตาม  ความร่วมมือครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่เราได้ร่วมมือกันสร้างสรรค์ ส่งเสริมการศึกษา วิชาการ เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยในอนาคต”นายบุญชัย กล่าว

      ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ทางสหพัฒน์ช่วยเหลือ สนับสนุนการศึกษาตั้งแต่เป็นมหาวิทยาลัยโยนก ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นม.เนชั่น ซึ่งเป็นเวลากว่า 20 ปี ดังนั้น ความร่วมมือในครั้งนี้ จึงเป็นความร่วมมือทางด้านวิชาการ ในการพัฒนา ยกระดับการศึกษาของไทย

สหพัฒน์ ผนึกม.เนชั่น ยกระดับการศึกษาไทย

     ผศ.ดร.พงษ์อินทร์ กล่าวว่ารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทางสหพัฒน์ได้มาลงนามความร่วมมือกับม.เนชั่น เพื่อพัฒนาการศึกษา เพราะการที่ทางสหพัฒน์เข้ามามีบทบาทในการส่งเสริม พัฒนายกระดับการศึกษา เป็นบทบาทที่มีคุณค่า เนื่องจากเป็นการส่งเสริมให้การศึกษาระดับอุดมศึกษาของประเทศ มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ซึ่งผลการลงนามครั้งนี้ จะนำไปสู่การพัฒนานักศึกษา ม.เนชั่นให้มีความรู้ความสามารถสอคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสมัยใหม่ และประเทศ  จึงขอขอบคุณที่ทางสหพัฒน์ ซึ่งเป็นภาคเอกชน ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการศึกษา เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศชาติต่อไป

     “ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นการนำประสบการณ์การพัฒนาการเรียนการสอน ซึ่งทางสหพัฒน์ นอกจากมีประสบการณ์ทางภาคธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างมา  ยังมีการสนับสนุนการศึกษาทั้งในไทยและต่างประเทศมาตลอด ดังนั้น การที่ทางสหพัฒน์มาช่วยจัดการเรียนการสอนกับม.เนชั่น เป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษา และบุคลากรของม.เนชั่น ได้เรียนรู้ ฝึกฝนจากผู้มีประสบการณ์ในการทำงานจริงๆ และในอนาคตอาจจะมีการเปิดหลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการและประเทศมากยิ่งขึ้น  เพื่อเป็นการส่งเสริมศักยภาพของนักศึกษาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ  และมีประสบการณ์ พร้อมทำงานจริง” อธิการบดี ม.เนชั่น กล่าว

     ปัจจุบัน ม.เนชั่นได้เปิดการเรียนการสอนจำนวน 5 คณ ประกอบด้วย คณะนิเทศศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจ คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยมหาวิทยาลัยมี 2 วิทยาเขต  คือ วิทยาเขตลำปาง และศูนย์การศึกษานอกที่ตั้งบางนา

ทปอ.ต้องให้ข้อมูลจริงเปิด-ปิดอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285234

ทปอ.ต้องให้ข้อมูลจริงเปิด-ปิดอาเซียน

CHES, ผลวิจัย, เปิดปิดอาเซียน, ทปอ

CHES ชี้ทปอ.ไม่เผยวิจัยเปิด-ปิดตามอาเซียน ไม่จริงใจต่อปฏิรูปการศึกษา จี้ให้ข้อมูลจริง ย้ำเน้นคุณภาพทางการศึกษา มุ่งแก้ปัญหาเชิงระบบตลอดห่วงโซ่ทางการศึกษา

     ผศ.ดร.พัทธนันท์ หรรษาภิรมย์โชค รองเลขาธิการศูนย์ประสานงานสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ หรือ CHES กล่าวถึงกรณีที่ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.)ไม่เปิดเผยผลการวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบในการจัดการศึกษาแบบอาเซียน ทั้งที่ดำเนินการนานมากแล้ว ว่า การทำเช่นนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่า ทปอ.ไม่มีความจริงใจต่อการแก้ปัญหาในการปฎิรูปการศึกษา และยังจะยื้อเวลาในการแก้ปัญหาออกไปอีก

     ส่วนที่มีการอ้างว่าการเปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียนจะมีข้อดีที่จะได้รับนักศึกษาต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียนมาเรียนในสถาบันอุดมศึกษาไทย เนื่องจากแนวโน้มของนิสิต นักศึกษาไทยกำลังจะลดลงเรื่อย ๆ นั้น ทาง CHES อยากให้ ทปอ.กลับไปดูข้อมูลจริงๆ ว่าจำนวนนักศึกษาต่างชาติหรือในอาเซียนที่เข้ามาเรียนในสถาบันอุดมศึกษาไทยนั้น มีจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งจำนวนก็ไม่ได้มากอย่างคิด เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในปีการศึกษา 2559 มีนิสิตทั้งหมด จำนวน 35,619 คน เป็นนิสิตต่างชาติ เพียง 169 คน คิดเป็นร้อยละ 0.47 ของจำนวนนิสิตนักศึกษาทั้งหมด ซึ่งถือว่าน้อยมาก

     ทั้งนี้ สิ่งที่ควรจะทำให้การปฎิรูปการศึกษา คือ การเน้นคุณภาพทางการศึกษา โดยมุ่งแก้ปัญหาเชิงระบบตลอดห่วงโซ่ทางการศึกษา โดยเฉพาะระบบการผลิตครูที่เป็นฐานของการพัฒนาการศึกษาไทย ซึ่งต้องอาศัยการฝึกประสบการณ์วิชาชีพในโรงเรียนทุกระดับและต้องเปิด-ปิดภาคเรียนตามแบบเดิม แต่พอมาเปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียนทำให้เกิดปัญหาในการเรียนการสอนของนิสิตนักศึกษาครูทั้งประเทศ รวมถึงระบบการจัดการเรียนการสอนทางด้านการเกษตรซึ่งต้องอาศัยน้ำในการทำแปลงเพาะปลูก แต่ในช่วงที่จัดการเรียนการสอนเป็นช่วงที่ขาดแคลนน้ำ

     “จากเหตุผลต่าง ๆที่คนอุดมศึกษาพยายามบอก ทปอ. มาตลอดว่าการเปิด-ปิดภาคเรียนตามอาเซียนนั้น ผลเสียมากกว่าผลดี แต่ ทปอ.ก็ไม่สนใจคงไม่รู้ระบบการศึกษาไทยจริง ๆ อยากให้ ทปอ.ศึกษาความต้องการของผู้เรียนในต่างประเทศว่าต้องการมาเรียนในสถาบันอุดมศึกษาไทยจำนวนเท่าไหร่ รวมถึงวิเคราะห์ว่ามหาวิทยาลัยในอาเซียนเปิด-ปิดอย่างไร เมื่อไหร่อีกครั้ง” รองเลขาธิการ CHES กล่าว

ให้ทุนเด็กใต้เรียนอาชีวะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285225

ให้ทุนเด็กใต้เรียนอาชีวะ

พัฒนาบ้านเกิด, เด็กใต้, อาชีวะ, ปวช, ปวส

สอศ.เปิดค่ายทุนอาชีวศึกษาชายแดนใต้ส่งเสริมรัก-สามัคคี และเรียนอาชีพ พร้อมมอบ 400 ทุนการศึกษา เรียนต่อปวช.-ปวส.ใน 5 วิทยาลัยทั้งแบบกินนอน และไปกลับ

     ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า ศูนย์พัฒนาการศึกษาเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนใต้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จัดโครงการจัดกิจกรรมเข้าค่ายนักเรียนทุนอาชีวศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ในพื้นที่พิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระหว่าง 3-5 กรกฎาคม 2560 ทำความเข้าใจถึงแนวปฏิบัติของนักเรียนทุน ตลอดจนเพื่อให้ความรู้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนอาชีวศึกษา พร้อมทั้งจัดพิธีมอบทุนการศึกษา ปีการศึกษา 2560ให้กับนักเรียนที่จบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 และมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือ ปวช. จำนวน 400 ทุน แบ่งเป็นทุนระดับปวช.จำนวน 300 คน และระดับ ปวส. 100 คน

นักเรียนทุนจะเข้าศึกษาในสถานศึกษาอาชีวศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นทุนประเภทพักประจำ และประเภททุนไป-กลับ รวมจำนวน 15 แห่ง และทุนต่างพื้นที่จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยการอาชีพวังไกลกังวล 2 วิทยาลัยการอาชีพนวมินทราชูทิศ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ ชลบุรี วิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการไฟฟ้า กฟผ. แม่เมาะ และ วิทยาลัยเทคนิคพังงา

“ทุนดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างแรงจูงใจในการเรียนสายอาชีพ เพื่อเพิ่มจำนวนผู้เรียนสายอาชีพในสถานศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนเป็นการช่วยเหลือเยาวชน นักเรียน ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ และขาดโอกาสทางการศึกษา โดยคาดหวังให้เยาวชนเหล่านี้กลับไปเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในชุมชนบ้านเกิดต่อไป” เลขาธิการ กอศ.กล่าว

สำหรับทุนอาชีวศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2552 ซึ่งที่ ผ่านมา มีผู้ได้รับทุนรวมทั้งสิ้น 7,224 คน แบ่งเป็นระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) 6,324 คน และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) 900 คน

ปรับโฉมแฟชั่นผ้าไทยชูเอกลักษณ์-ทันสมัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285190

ปรับโฉมแฟชั่นผ้าไทยชูเอกลักษณ์-ทันสมัย

การออกแบบ, ผ้าไทย, เอกลักษณ์ไทย, ทีซีดีซี, รมววธ, TCDC, สศร, สวจ

วธ.- ทีซีดีซี จับมือร่วมพัฒนา ออกแบบแฟชั่นผ้าไทย-สินค้าทางวัฒนธรรม ให้โดดเด่น ทันสมัย ชูเอกลักษณ์เฉพาะตัว หวังสร้างรายได้สู่ท้องถิ่น-ประเทศ

    นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ พร้อมคณะผู้บริหาร วธ. ไปเยี่ยมชมศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ Thailand Creative & Design Center (TCDC) หรือ ทีซีดีซี ที่อาคารไปรษณีย์กลางบางรัก และประชุมหารือเกี่ยวกับการบูรณาการความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) และทีซีดีซี เพื่อขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบายของรัฐบาลและยุทธศาสตร์ 20 ปีของ วธ. ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมอุตสาหกรรมวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

ปรับโฉมแฟชั่นผ้าไทยชูเอกลักษณ์-ทันสมัย

รวมทั้งการเดินหน้านโยบายประเทศไทย 4.0ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านวัฒนธรรม โดยมุ่งสร้างรายได้จากการต่อยอดทุนและมรดกทางวัฒนธรรมเน้น 5 ด้าน หรือ 5F ได้แก่ ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ การออกแบบและแฟชั่น มวยไทย เทศกาลและประเพณีไทย และอาหารไทย ขณะที่ทีซีดีซีเป็นแหล่งศึกษาวิจัย พัฒนาฐานข้อมูล การเรียนรู้ด้านการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ อีกทั้ง สนับสนุนให้เกิดการนำความคิดสร้างสรรค์ไปใช้ในการพัฒนาธุรกิจของภาคเอกชนและบริการของภาครัฐ

ปรับโฉมแฟชั่นผ้าไทยชูเอกลักษณ์-ทันสมัย

นายวีระ กล่าวอีกว่า วธ.จะร่วมมือกับทีซีดีซี ในเรื่องของการส่งเสริมอุตสาหกรรมวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านการออกแบบและแฟชั่น ด้านภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ซึ่งได้มอบหมายให้สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) ประชุมหารือและบูรณาการความร่วมมือกับทีซีดีซี ในการส่งเสริมการออกแบบเครื่องแต่งกายจากผ้าไทยให้มีความทันสมัยและสามารถสวมใส่ได้ในทุกโอกาส รวมถึงการสนับสนุนการพัฒนาโครงการเรขศิลป์ของ สศร. ซึ่งเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ ทางวัฒนธรรมให้เป็นศิลปร่วมสมัยที่มีความโดดเด่น แสดงถึงความคิดสร้างสรรค์และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ปรับโฉมแฟชั่นผ้าไทยชูเอกลักษณ์-ทันสมัย

นอกจากนี้ ได้ให้กรมศิลปากร(ศก.) ประสานกับทีซีดีซีรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับภาคเอกชน ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าที่มีการออกแบบที่ทันสมัย เพื่อจะได้ไปศึกษาเรียนรู้องค์ความรู้ดังกล่าวและนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสินค้าทางวัฒนธรรมของศก.ให้มีความโดดเด่นมากขึ้น ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ จะช่วยดึงดูดคนไทยและชาวต่างชาติให้หันมาสนใจสนับสนุนซื้อสินค้าดังกล่าว ช่วยสร้างรายได้เข้าสู่ท้องถิ่นและประเทศ รวมถึงให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด (สวจ.) มาศึกษาดูงานที่ทีซีดีซี เพื่อนำความรู้ไปพัฒนางานด้านวัฒนธรรมของจังหวัดให้สอดคล้องกับความนิยมของสังคมยุคใหม่และประชาชนในพื้นที่

สจล.ปั้นบุคลากรรองรับการท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285158

สจล.ปั้นบุคลากรรองรับการท่องเที่ยว

ศิลปศาสตร์ สจล, ท่องเที่ยว, สจล, องค์การมหาชน

คณะศิลปศาสตร์ สจล. เตรียมเปิดหลักสูตรท่องเที่ยว ปีการศึกษา 2561 หวังเพิ่มบุคลากรคุณภาพ พัฒนาการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

     คณะศิลปศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เดินหน้าพัฒนาหลักสูตรการโรงแรมท่องเที่ยวและนันทนาการ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อผลิตบัณฑิต ที่มีความรู้ความสามารถในด้านการจัดการการท่องเที่ยว การบริหารงานบริการ การจัดกิจกรรมนันทนาการ รวมถึงการจัดการการท่องเที่ยวและนันทนาการอย่างยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในปัจจุบัน โดยเตรียมพร้อมเปิดรับสมัครนักศึกษาจำนวน 60 คน ในปีการศึกษา 2561

สจล.ปั้นบุคลากรรองรับการท่องเที่ยว

รศ.ดร. จิราภา วิทยาภิรักษ์ รักษาการแทนคณบดีคณะศิลปศาสตร์ สจล. กล่าวว่า คณะศิลปศาสตร์ สจล. มีความตั้งใจในการผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพให้แก่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นอุตสาหกรรมหลักที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามเราได้เล็งเห็นว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังคงต้องการบุคลากรที่มีประสิทธิภาพอีกเป็นจำนวนมาก อีกทั้ง เราจำเป็นต้องมีบุคลากรที่สามารถบริหารการจัดการการท่องเที่ยวได้อย่างครอบคลุม เพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศไทย ให้สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้อย่างยั่งยืนสูงสุด

เพื่อให้หลักสูตรการโรงแรมท่องเที่ยวและนันทนาการ มีความพร้อม และประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งด้านวิชาการ และโอกาสของนักศึกษาในการลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง และการแลกเปลี่ยนในสถาบันชั้นนำของต่างประเทศ คณะศิลปศาสตร์ สจล. ได้ลงนามความร่วมมือกับสภาการศึกษากระบี่ และลงนามความร่วมมือกับสถาบันการบริหารจัดการท่องเที่ยวและโรงแรม ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ (Hotel and Tourism Management Institute Switzerland)

สจล.ปั้นบุคลากรรองรับการท่องเที่ยว

รศ.ดร.จิราภา กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ยังได้ร่วมลงนามความร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ในการพัฒนาหลักสูตรการท่องเที่ยวที่เอื้อในการส่งเสริมและต่อยอดธุรกิจไมซ์ เพื่อเร่งปั้นบุคลากรไมซ์รุ่นใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรมไมซ์ทั้งในภาคบริการและภาคแรงงานจำนวนกว่า 20,000 คน ภายในปี 2564

ปัจจุบันคณะศิลปศาสตร์ สจล. เปิดการเรียนการสอนในสองวิชาเอก ได้แก่ เอกภาษาญีปุ่น และเอกภาษาอังกฤษ และอยู่ในระหว่างเตรียมความพร้อมในการเปิด เอกการโรงแรมท่องเที่ยวและนันทนาการ และเอกภาษาจีน เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีศักยภาพ ตรงความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน