แปรรูปสับปะรดเป็นเครื่องสำอาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285922

แปรรูปสับปะรดเป็นเครื่องสำอาง

มฟล

มฟล.อบรมแปรรูปสับปะรดเป็นเครื่องสำอาง และพืชสมุนไพรต่างๆ ผู้ประกอบการเข้าร่วมแน่น

       เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) จัดโครงการการพัฒนาและสร้างผู้ประกอบการโดยใช้ความรู้ในสถาบันอุดมศึกษาเป็นฐาน ในหลักสูตรที่ใช้ชื่อว่า ‘การทำธุรกิจแปรรูปสมุนไพรพื้นบ้าน’ ซึ่งรวมถึงสับปะรด พืชที่ปลูกมากในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เนื้อหาในการอบรมนั้นครอบคลุมตั้งแต่ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับพืชสมุนไพร เทรนด์สมุนไพรไทยในตลาดในประเทศและต่างประเทศ การแปรรูปสมุนไพรเป็นเครื่องสำอาง ตลอดจนการดำเนินธุรกิจอย่างครบวงจร เป็นหลักสูตรสั้น 3 วัน มีรูปแบบการอบรมทั้งบรรยายทั้งการฝึกปฏิบัติ ซึ่งเป็นการฝึกปฏิบัติการเครื่องสำอางจากสับปะรด มีทั้งแชมพู สบู่ และแผ่นมาส์คหน้า โดยวิทยากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ได้แก่ ดร.จันทรารักษ์ โตวรานนท์ หัวหน้าโครงการสวนพฤกษศาสตร์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงหลวงเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา, ผศ.ดร.มยุรี กัลยาวัฒนกุล อาจารย์ประจำสำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง เป็นต้น ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย มีผู้สนใจเข้าร่วมอบรมคับคั่ง

แปรรูปสับปะรดเป็นเครื่องสำอาง แปรรูปสับปะรดเป็นเครื่องสำอาง

ผศ. ดร.มยุรี กัลยาวัฒนกุล หนึ่งในวิทยากร กล่าวในการบรรยายแก่ผู้เข้าอบรมว่า การอบรมนี้ไม่ได้เน้นที่สาระวิชาการ แต่อยากให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้เห็นภาพการนำไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นในช่วงการทำความรู้จักกับสมุนไพรต่างๆ ตลอดจนการนำไปใช้ เนื่องจากสมุนไพรที่สามารถนำไปแปรรูปเป็นเครื่องสำอางได้ บางชนิดใช้แบบสด บางชนิดใช้แบบแห้ง และในสมุนไพรชนิดหนึ่ง อาจจะมีฤทธิ์ช่วยให้นอนหลับสบายหรือช่วยลดไขมันในเลือด แต่ก็มีผลกระทบต่อตับและไต นอกจากนี้กระบวนการผลิตอาจทำให้สมุนไพรที่นำไปใช้นั้นมีพิษได้ เช่น สมุนไพรที่ต้องตากแห้งแล้วนำไปบดก่อนบรรจุแคปซูล หากการควบคุมความชื้นทำได้ไม่ดีอาจทำให้เกิดเชื้อรา เมื่อนำไปรับประทานก็ให้โทษมากกว่าประโยชน์

ทั้งนี้  ผู้เข้าร่วมอบรมมีความหลากหลายทั้งอายุและจุดประสงค์การนำไปใช้ มีตั้งแต่ผู้ประกอบการผลิตเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพร กลุ่มชุมชน ไปจนถึงเกษตรกร อาทิ นางสุนา วรรณาพัฒน์ มาจากชมรมผู้สูงอายุ ต.หนองหล่ม จ.พะเยา ตั้งใจมาเข้าอบรมเพื่อนำไปปรับปรุงกระบวนการผลิต ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับสมุนไพรของชมรมผู้สูงอายุของชุมชน ที่กลุ่มผู้สูงอายุได้มารวมกลุ่มกันเพื่อทำกิจกรรมใช้เวลาว่างเพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายหรือการผลิตผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสมุนไพรในท้องถิ่น ที่เดิมได้ทำการผลิตตามสูตรทั่วไป แต่การได้เข้ามาอบรมทำให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสมุนไพรมายิ่งขึ้นเพิ่มแนวทางการผลิตผลิตภัณฑ์อื่นๆ เกี่ยวกับสมุนไพรได้มากยิ่งขึ้น

แปรรูปสับปะรดเป็นเครื่องสำอาง แปรรูปสับปะรดเป็นเครื่องสำอาง

ด้าน นางธนกร สุวรรณะเจริญ เกษตรกรจากอำเภอแม่จัน เข้าร่วมการอบรมเพื่อต้องการทราบว่าสมุนไพรใดบ้างสามารถนำไปสร้างสรรค์ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้บ้าง และชนิดใดกำลังเป็นที่นิยมในท้องตลาดเพื่อจะนำมาวางแผนการการทำสวนสมุนไพรให้ถูกทิศทางความต้องการของตลาด

พ.ร.บ.ยาสูบใช้4 ก.ค.สูบผิดที่ปรับ5พัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285894

พ.ร.บ.ยาสูบใช้4 ก.ค.สูบผิดที่ปรับ5พัน

กคนี้, เริ่มใช้, พรบยาสูบ, บุหรี่, พรบยาสูบใช้4, กคสูบผิดที่ปรับ5พัน, WHO-FCTC

สธ. ประกาศใช้ พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฉบับใหม่ ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 กรกฎาคมนี้ คุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ ป้องกันเยาวชนจากการติดบุหรี่

       พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายในวันที่ 4 ก.ค.60 โดยมาตรการสำคัญที่ประชาชนต้องรับทราบเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายที่ถูกต้อง ประกอบด้วย 1.กำหนดห้ามขายหรือให้ผลิตภัณฑ์ยาสูบแก่บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี 2.ห้ามให้บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เป็นผู้ขายผลิตภัณฑ์ยาสูบ

      3.ห้ามขายผลิตภัณฑ์ยาสูบใน 4 กลุ่มสถานที่ ได้แก่ วัดหรือสถานที่ปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา สถานพยาบาลและร้านขายยา สถานศึกษาทุกระดับ สวนสาธารณะ สวนสัตว์ และสวนสนุก

      4.กำหนดห้ามโฆษณาสื่อสารการตลาดผลิตภัณฑ์ยาสูบในทุกรูปแบบ อาทิ พริตตี้ส่งเสริมการขายในงานคอนเสิร์ต5.ห้ามผู้ประกอบการธุรกิจผลิตภัณฑ์ยาสูบทำกิจกรรมซีเอสอาร์ อุปถัมภ์สนับสนุนบุคคล หรือองค์กร ที่เป็นการสร้างภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ยาสูบ

       6.ห้ามตั้งวางโชว์ผลิตภัณฑ์ยาสูบหรือซองบุหรี่ ณ จุดขายปลีกที่ทำให้ผู้บริโภคหรือประชาชนมองเห็น 7.ห้ามแบ่งซองขายบุหรี่เป็นรายมวน 8.เพิ่มโทษผู้ฝ่าฝืนสูบบุหรี่ในเขตปลอดบุหรี่เป็นปรับไม่เกิน 5,000 บาท และ9.กำหนดหน้าที่ให้เจ้าของสถานที่สาธารณะที่เป็นเขตปลอดบุหรี่ มีหน้าที่ต้องประชาสัมพันธ์ แจ้งเตือน ดูแลให้ไม่มีการฝ่าฝืนสูบบุหรี่ในเขตปลอดบุหรี่ หากฝ่าฝืนไม่ดำเนินการ เจ้าของสถานที่มีโทษปรับไม่เกิน 3,000 บาท

        ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข เปิดเผยว่า ปัญหาการบริโภคยาสูบเป็นปัญหาที่สำคัญของประเทศ ที่ส่งผลกระทบทั้งต่อสุขภาพของประชาชนทำให้ป่วยและเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร โดยคนไทยเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่สูงถึงปีละกว่า 5 หมื่นคน นอกจากนี้กลยุทธ์การตลาดบุหรี่ยังทำให้นักสูบหน้าใหม่ในกลุ่มเยาวชนเพิ่มจำนวนมากขึ้น และมีโอกาสที่จะเป็นผู้เสพติดไปตลอดชีวิต

     รวมทั้งความสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งรัฐบาลต้องดูแลรักษาผู้ป่วยจากโรคเสพติดยาสูบ ทำให้สูญเสียงบประมาณไปกับการรักษาผู้ป่วย ซึ่งคิดเป็นมูลค่าความสูญเสียที่เกิดจากการสูบบุหรี่ สูงถึง 74,884 ล้านบาท

         อย่างไรก็ตาม รัฐบาล กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ขึ้น เพื่อเป็นอีกมาตรการหนึ่งที่จะช่วยป้องกันเยาวชนไม่ให้เข้าสู่วงจรร้ายของการติดบุหรี่อันเนื่องมาจากกลยุทธ์การตลาดบุหรี่ที่หลากหลายขึ้น และเป็นการคุ้มครองสิทธิของเยาวชนและสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

     และที่สำคัญอีกอย่างคือประเทศไทยเข้าร่วมรัฐภาคีตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (WHO-FCTC) จึงจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์เท่าทันกลยุทธ์ทางการตลาดของบริษัทบุหรี่ และแนวปฏิบัติตามกรอบอนุสัญญาดังกล่าว

ถกพรก.ต่างด้าวชาวไทยได้อะไร5 ก.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285891

ถกพรก.ต่างด้าวชาวไทยได้อะไร5 ก.ค.

พรกต่างด้าว, เปิดเวทีถก, แรงงานจัดเวทีถก, แรงงาน, แรงงานถก, NGOs, กกร

กระทรวงแรงงานจัดเสวนารับฟังความคิดเห็น“พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ปวงชนชาวไทยได้อะไร”วันที่ 5 กรกฎาคมนี้

       นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่าพลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ติดตามสถานการณ์ด้านแรงงาน มาอย่างต่อเนื่องและได้ให้ความสำคัญกับการจัดเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่เพื่อให้ข้อมูลอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการจ้างแรงงานต่างด้าวที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเพิ่มช่องทางการติดต่อให้แก่นายจ้าง ลูกจ้าง สถานประกอบการ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การปฏิบัติถูกต้องสอดคล้องตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560

ถกพรก.ต่างด้าวชาวไทยได้อะไร5 ก.ค.

  นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ

  ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานได้เพิ่มช่องทางติดต่อสอบถาม นอกเหนือจากการให้นายจ้างติดต่อสอบถามที่สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สายด่วนกรมการจัดหางาน 1694 และเว็บไซต์กรมการจัดหางานwww.doe.go.thแล้วยังสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์กระทรวงแรงงาน ชั้น 1 อาคารกระทรวงแรงงาน โทรศัพท์หมายเลข 0 2232 1467 ภายในวันและเวลาราชการ

      นายอนันต์ชัย กล่าวต่อว่า กระทรวงแรงงานยังเปิดให้ภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น เพื่อทำประชาพิจารณ์ซึ่ง กรมการจัดหางานจะจัดเสวนาเรื่อง“พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ปวงชนชาวไทยได้อะไร”ในวันที่ 5 กรกฎาคมนี้ เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องประชุมจอมพล ป.พิบูลสงคราม ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน

    โดยนายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน ผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ผู้แทนคณะกรรมการร่วมสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย (กกร.) และนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย ดำเนินรายการโดยนายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ โฆษกกระทรวงแรงงาน จึงขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในวันและเวลาดังกล่าวด้วย

      นายคิม มอง วิน แรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาร์  ที่พูดทั้งน้ำตาถึงความหวาดกลัว ถึงผลกระทบหลัง การประกาศใช้ พ.ร.ก. บริหารจัดการ การทำงานแรงงานต่างด้าว ซึ่งมีบทลงโทษกับนายจ้างที่จ้างแรงงานผิดกฎหมาย สูงถึง 400,000 บาท ว่า เราไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ซึ่งเมื่อมีพ.ร.ก.ดังกล่าว ผมรู้สึกหวาดกลัว

     ซึ่งก่อนหน้านี้ ตัวแทนแรงงานข้ามชาติทั้งพม่าและกัมพูชา นัดรวมตัวที่มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณแรงชีวิตแรงงาน เพื่อบอกเล่า และระบายความในใจ จากผลกระทบจากการประกาศใช้ พ.ร.ก. บริหารจัดการการทำงานแรงงานต่างด้าว 2560

      เนื่องจาก กระทบทั้งแรงงานที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย และผิดกฎหมาย ในส่วนของแรงงานที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย นายจ้างได้ยึดหนังสือเดินทางและเอกสารต่างๆ เพื่อไม่ให้แรงงานหนี้กลับประเทศ ปัญหาคือแรงงานเหล่านี้ถูกตำรวจจับเพราะเมื่อขอดูเอกสารแต่ไม่มีให้เพราะถูกนายจ้างยึดไว้ ในส่วนของแรงงานที่ผิดกฎหมาย อพยพกลับประเทศด้วยวิธีการต่างๆ ที่ไม่ปลอดภัย

        นายสมพงศ์ สระแก้ว ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน กล่าวว่าจากการสำรวจความเห็นและหามาหารือกับตัวแทนแรงงานข้ามชาติในวันนี้ ว่า มีข้อเสนอต่อรัฐบาลคือ 1 ให้นายจ้างไม่ยึดเอกสารของแรงงานข้ามชาติที่ถูกกฎหมาย  2 แรงงานที่มีนายจ้างแล้ว แม้ว่าทำงานผิดประเภท ก็ขอให้ไปขึ้นทะเบียนใหม่ โดยไม่ต้องแจ้งออกจากนายจ้างคนเดิม

     และ 3 แรงงานที่ผิดกฎหมาย ไม่มีเอกสารใด ให้รัฐบาลเปิดขึ้นทะเบียนใหม่ และจัดระบบให้เกิดการตรวจสอบความโปร่งใส โดยมีค่าใช้จ่ายไม่เกิน 2 พันบาท เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นายจ้างปฏิบัติตามที่ผ่านมา

        แรงงานที่อยู่ในระบบ ก็ไหลลงไปใต้ดิน เพราะมีตัวแปรเรื่องของเปลี่ยน ย้ายนายจ้าง ย้ายสถานที่ทำงาน มีการทำงานไม่ตรงกับที่จดแจ้งในเอกสาร และแรงงานงานผิดกฎหมายจะมีโอกาสถูกคุกคามชีวิต โดยเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อในสามารถให้ตัวเองอยู่ได้จึงมีการจ่ายส่วย

     นายสมพงศ์ เห็นว่า เงินที่จะลงไปใต้ดิน ควรขึ้นมาบนดิน เพื่อจัดการคุณภาพชีวิตของแรงงานจะดีกว่า

        ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nationtv.tv/main/content/social/378554827/

“ปมอำนาจ-วางคน” จัดการศึกษาภูมิภาคไม่ลงตัว??

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285842

“ปมอำนาจ-วางคน” จัดการศึกษาภูมิภาคไม่ลงตัว??

เขตพื้นที่, ปฏิรูปการศึกษาภูมิภาค, คปภ, ชมรมผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา, ปมอำนาจ-วางคน, คสช, ศธภ, ศธจ, กศจ, ปี2560, สพท, ชผอสพท, ธนชน มุทาพร, Single Command

กว่า 1 ปีมานี้ การขับเคลื่อนการปฏิรูปในภูมิภาคช่วงเปลี่ยนผ่าน 90% หมดไปกับการจัดการเรื่องการบริหารงานบุคคล ทั้งเรื่องการสอบบรรจุครู การแต่งตั้งโยกย้าย..

       คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาคตั้งแต่มีนาคม 2559 ยุบทิ้ง!!คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา และคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเขตพื้นที่ฯ พร้อมตั้งศึกษาธิการภาค(ศธภ.)และศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน แทน

       กว่า 1 ปีมานี้ การขับเคลื่อนการปฏิรูปในภูมิภาคช่วงเปลี่ยนผ่าน 90% หมดไปกับการจัดการเรื่องการบริหารงานบุคคล ทั้งเรื่องการสอบบรรจุครู การแต่งตั้งโยกย้าย ที่เดิมเป็นอำนาจหน้าที่ของ 2 องค์คณะในเขตพื้นที่ฯ ตกเป็นหน้าที่ของ กศจ.ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่จะต้องเร่งทำให้ลุล่วงเสียก่อน ส่วนอีก 10% ที่เหลือเรื่องการแต่งตัว การกำหนดบทบาทหน้าที่ ศธภ.และ ศธจ. ในการบริหารจัดการเชิงนโยบาย ระดับกลุ่มจังหวัด ระดับจังหวัดให้มีความเชื่อมโยง สอดคล้องกัน ตลอดจนการจัดทัพบุคลากรลงในสำนักงาน ศธภ.และสำนักงาน ศธจ.ที่เกลี่ยอัตรากำลังมาจากหน่วยงานใน ศธ.และการสรรหา ศธภ./รอง ศธภ. ศธจ.และรองศธจ.ตัวจริง เพิ่งมาเห็นภาพชัดในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา(ปี2560)

“ปมอำนาจ-วางคน” จัดการศึกษาภูมิภาคไม่ลงตัว??

      ล่าสุดคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของ ศธ.โดยเฉพาะข้อ 13 ในคำสั่งกำหนดให้ ศธจ.โดยความเห็นชอบของ กศจ.เป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา  ตามมาตรา 53 (3) และ (4) พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547และแก้ไขเพิ่มเติม ได้แก่ รองผอ. และผอ.สถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ บุคลากรในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) คือ ตำแหน่งครูผู้ช่วย ครู บุคลากร 38 ค(2) ในสถานศึกษา

       ว่ากันว่า จุดนี้ทำให้ ผอ.สพท.รู้สึกคับข้องใจในเชิงนโยบาย ที่ดึงอำนาจซึ่งเป็นของผอ.สพท.ไปให้ ศธจ.  ซึึ่งฝ่ายผู้กำหนดนโยบายก็มองว่าอยากจะแบ่งเบาภาระงานผอ.สพท.เพื่อได้มีเวลาทุ่มเทในการส่งเสริมงานด้านวิชาการ ยกระดับคุณภาพการศึกษาให้โรงเรียนในพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ แต่เหตุผลนี้สวนทางกับ ผอ.สพท.ที่มองว่าวิธีการนี้ทำให้เกิดความลักลั่นในบทบาทและอำนาจหน้าที่ จึงได้รวมตัวในนามชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย (ช.ผอ.สพท.) ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ความหวังเดียวที่จะช่วยปลดล็อกคำสั่ง บนเงื่อนไข คืนอำนาจการโยกย้ายมาให้ ผอ.สพท.ดังเดิม!!

“ปมอำนาจ-วางคน” จัดการศึกษาภูมิภาคไม่ลงตัว??

      ธนชน มุทาพร  ประธานช. ผอ.สพท.

         ประธานช.ผอ.สพท.“ธนชน มุทาพร” ระบุว่า ศธจ.เปรียบเสมือนผู้แทนของ ศธ.ในระดับพื้นที่ ถ้าจะทำงานการประสานเชิงราบ เชืื่อว่าจะทำให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ไม่ใช่ให้้ ศธจ.เป็นผู้อนุมัติแต่งตั้งโยกย้าย ทั้งที่งานนี้เป็นงานลูทีนที่ผอ.สพท.ทำมาโดยตลอด จุดนี้ ช.ผอ.สพท.ไม่เห็นด้วยเพราะทำให้ผู้บริหารและครูเกิดความสับสน ว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งใคร ระหว่าง ผอ.เขต และ ศธจ. เหมือนมีผู้บังคับบัญชาหลายคน

        ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการทำงาน นอกจากนี้ ยังเพิ่มขั้นตอนอนุมัติเรื่องบุคคลต่างๆโดยไม่จำเป็น ไล่ๆดูมากถึง 11 ขั้นตอนกว่าที่เรื่องจากต้นทางจะกลับมาที่จุดเริ่มอีกครั้งกินเวลาไป 2-3 เดือนอาจก่อให้เกิดผลเสียหายต่อราชการ รวมถึงสิ้นเปลืองงบประมาณ  ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทางไปส่งเอกสาร คำสั่งที่ผูกพันกับ มาตรา 53 ที่บังคับใช้เกือบ 30 เรื่อง เพื่อให้ ศธจ.ลงนาม

      “จุดนี้เป็นความคิดเห็นไม่ตรงกันในเชิงนโยบาย ไม่ได้ความขัดแย้งกับบุคคลใด การทำงานทำร่วมกันได้ จริงอยู่ว่าผอ.สพท.มีอำนาจตามกฎหมาย ยังสามารถเสนอ ให้ข้อเสนอแนะเรื่องบุคคลได้ แต่การที่ไม่สามารถอนุมัติแต่งตั้ง โยกย้ายได้ก็กระทบการบังคับบัญชา อำนาจมันซ้อนกันอยู่ซึ่งยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องการหวงอำนาจ แต่สะท้อนปัญหาจากประสบการณ์ ที่ได้คลุกคลีกับผอ. ครู ทำให้รู้เห็นสภาพปัญหาแท้จริง ถ้าปล่อยไว้อาจจะเกิดปัญหาในอนาคต ยิ่งเป็นในลักษณะการบริหารแบบซิงเกิล คอมมานด์ (Single Command) ต่อไปก็อาจจะมีกลุ่มผลประโยชน์เข้ามาแทรกแซง ตอนนี้กำลังติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรก จนทำให้ผิดเพี้ยนไปทั้งหมด และแทนที่ ศธจ.จะไปทำงานบูรณาการในจังหวัดให้เกิดประสิทธิภาพ ตามบทบาทภารกิจ อาจต้องตกภาวะติดหล่มอยู่กับเรื่องบริหารงานบุคคล ดังนั้น ชมรมผอ.เขตพื้นที่ฯ ยืนยันว่าต้องยกเลิกคำสั่งดังกล่าว และนายกฯคือความหวังเดียวที่จะเป็นผู้ปลดล็อกให้ได้”นายธนชน ระบุ

      ด้าน ว่าที่ ร.ต.ดร.ธนุ วงษ์จินดา ศธจ.มหาสารคาม ให้ความเห็นว่า ตามคำสั่งที่ให้ยุบอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ โอนภารกิจ หน้าที่ต่างๆให้ กศจ.รับผิดชอบภารกิจ ซึ่งรวมถึงการบริหารงานบุคคล ตรงนี้มีผลให้ ผอ.สพท.ที่แต่เดิมทำหน้าที่เป็นเลขานุการ ในอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ก็ต้องปรับเปลี่ยนไปยกเลิกไป มาเป็น ศธจ.ที่ทำหน้าที่เลขานุการของ กศจ.ขณะที่ การอนุมัติแต่งตั้ง โยกย้ายต่างๆ ตามมาตรา 53(3)(4) ศธจ.ก็จะอนุมัติตามมติของ กศจ.

“ปมอำนาจ-วางคน” จัดการศึกษาภูมิภาคไม่ลงตัว??

ว่าที่ ร.ต.ดร.ธนุ วงษ์จินดา ศธจ.มหาสารคาม     

      ทั้งนี้ ในช่วงการเปลี่ยนผ่านมา กศจ.มหาสารคาม ก็ได้มีการแต่งตั้งโยกย้าย จัดสอบบรรจุ ซึ่งก็เป็นไปได้ด้วยดี ภาพรวมไม่มีผลกระทบ วิธีการของที่นี่คือ เน้นการสร้างความมีส่วนร่วม เช่น เชิญให้ผอ.สพท.มาร่วมเป็นกรรมการในการคัดเลือก สร้างการทำงานร่วมกันเป็นทีม เป็นต้น

     อาจเป็นเพราะผ่านบทบาทของการเป็นผอ.สพท.มาก่อน จนตอนนี้มาเป็น ศธจ.มหาสารคาม ทำให้เข้าใจถึงข้อห่วงใยที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาขัดแย้ง การปรับเปลี่ยนแรกๆเป็นธรรมดาที่จะต้องมีผลกระทบทั้งต่อความรู้สึก แต่ถ้าทุกฝ่ายทำงานร่วมมือกันเชื่อวันจะไม่เกิดปัญหา

      “ล่าสุดเพิ่งได้รับหนังสือแจ้งจากศาลปกครองทราบว่า ต่อไปหากมีกรณีครูฟ้องร้อง จะต้องมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้ถูกฟ้องจาก ผอ.สพท.มาเป็น ศธจ.แทนในฐานะผู้อนุมัติแต่งตั้ง ก็ไม่ใช่เรื่องที่ใครอยากเจอแต่เราถูกกำหนดไว้ด้วยกฎหมาย   อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของการจัดตั้ง กศจ.ศธจ.ศธภ.เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาทั้งในระดับจังหวัด ภูมิภาคให้เกิดความเป็นเอกภาพ และมีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้น เวลานี้ทุกฝ่ายก็ต้องช่วยกันเดินหน้า”ศธจ.มหาสารคาม กล่าว

     อย่างไรก็ดี เพื่อหาจุุดกึ่งกลางให้ทุกฝ่ายสมประโยชน์ร่วมกัน ลดกระแสความขัดแย้ง คงเป็นอีกเหตุผลที่คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของ ศธ.มอบให้สำนักงานก.ค.ศ.ไปกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการเกี่ยวกับงานบริหารงานบุคคลทั้งสอบบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย การพิจารณาความดีความชอบ และการดำเนินการทางวินัยในทุกกลุ่มทั้งครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา เขียนมาให้ชัดเน้นให้สถานศึกษา และผอ.สพท.มีบทบาทมากที่สุดในการพิจารณากลั่นกรองแต่ละขั้นตอน ตลอดจนให้การจัดทำร่างต้องมี ผอ.สพท.ทั้งประถมและมัธยม มาร่วมพิจารณาด้วย.

       ความเห็นแย้ง เรื่องงานบริหารบุคคล นี้จะลงเอยอย่างไรต้องคอยดูกันต่อไป ได้แต่หวังว่าจะแก้ไขได้ถูกจุดไม่เช่นนั้น ยิ่งแก้ก็เหมือนยิ่งพายเรือวนในอ่าง..

หล่อเทียนพรรษาสืบทอดประเพณีโบราณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285837

หล่อเทียนพรรษาสืบทอดประเพณีโบราณ

หล่อเทียนพรรษา, เข้าพรรษา, รมววธ

วธ.เชิญชวนพุทธศาสนิกชนไทย-เยาวชน ร่วมหล่อเทียนพรรษา “เทศกาลอาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา” สืบทอดประเพณีโบราณ นำเทียนพรรษา ถวายพระอารามหลวง 9 วัด

          ประเพณีหล่อเทียนพรรษา ถือว่าเป็นประเพณีที่มีมาตั้งแต่โบราณกาล เมื่อถึงวันเข้าพรรษา คนไทยนิยมนำเทียนที่หล่อแล้วไปถวายตามวัดต่างๆ เพื่อจุดให้แสงสว่างตลอดฤดูกาลเข้าพรรษา พร้อมถวายผ้าอาบน้ำฝน เมื่อวันที่ 3 ก.ค.60 เวลา 13.30 น. ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ พระนคร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) โดยกรมการศาสนา (ศน.) จัดพิธีหล่อเทียนพรรษา เนื่องในเทศกาลอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา ประจำปี 2560 โดยมี พระธรรมปัญญาบดี อธิบดีสงฆ์ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เป็นประธานฝ่ายฆารวาส พร้อมด้วยผู้บริหาร วธ. ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และองค์กรเครือข่ายทางพระพุทธศาสนาร่วมเป็นจำนวนมาก

หล่อเทียนพรรษาสืบทอดประเพณีโบราณ

นายวีระ กล่าวว่า ในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาปีนี้ ศน.ร่วมกับภาคคณะสงฆ์ องค์กรเครือข่ายทางพระพุทธศาสนา และภาคเอกชน จัดงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา ประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 3-9 กรกฎาคม 2560 ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคพร้อมกันทั่วประเทศ ขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมด้วยมิติศาสนา เช่น เข้าวัด สืบสานประเพณีถวายเทียนพรรษาตั้งแต่พิธีหล่อเทียน ถวายเทียน และเวียนเทียน ถวายเป็นพุทธบูชา ประดับธงธรรมจักรในหน่วยงานหรือตามความเหมาะสม  นำหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนามาประพฤติปฏิบัติในวิถีชีวิต อนุรักษ์สืบสานประเพณีวัฒนธรรมไทย ให้เป็นมรดกตกทอดแก่เด็ก เยาวชน และประชาชนสืบไป

ในส่วนกลาง กรมการศาสนา ร่วมกับวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ คณะสงฆ์ เครือข่ายองค์การเผยแผ่พระพุทธศาสนา สถานศึกษา คณะครู นักเรียน ร่วมจัดพิธีหล่อเทียนพรรษา 9 ต้น เพื่อถวายพระอารามหลวง 9 วัด คือ 1. วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม 2. วัดบวรนิเวศวิหาร 3. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม 4. วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม 5. วัดปทุมวนาราม 6. วัดสามพระยา 7. วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์  8.วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม และ9. วัดสุวรรณาราม

หล่อเทียนพรรษาสืบทอดประเพณีโบราณ

ทั้งนี้กรมการศาสนา ยังร่วมกับองค์กรเครือข่ายเผยแพร่ศีลธรรม และหน่วยเผยแพร่พุทธศาสนาในสถานศึกษา จัดพิธีปล่อยขบวนรถแห่เทียนพรรษา วันที่ 8 ก.ค. เวลา 08.00  น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เพื่อสืบทอดรักษาประเพณีอันดีงามและสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืน

ในส่วนภูมิภาค มีการจัดกิจกรรมสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา ณ วัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยมีกิจกรรม อาทิ การหล่อเทียนพรรษา ถวายเทียนพรรษา ถวายผ้าอาบน้ำฝน การตักบาตร เวียนเทียน ฟังพระธรรมเทศนา เจริญจิตภาวนา และเชิญชวนให้พุทธศาสนิกชนแต่งกายด้วยชุดขาว รักษาศีล 5 ตลอดเทศกาลอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา

ส่องจริยธรรมสื่อ ชี้ชัดหมิ่นเหม่ด้านดี-ไม่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285826

ส่องจริยธรรมสื่อ ชี้ชัดหมิ่นเหม่ด้านดี-ไม่ดี

การเสนอข่าว, ผลสำรวจ, จริยธรรมสื่อ, ส่องจริยธรรมสื่อ, จับจ้องส่องจริยธรรมสื่อ, ใช้ถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชัง

ส่องจริยธรรมสื่อ ชี้สื่อออนไลน์ผิดจริยธรรม ด้านนำเสนอข่าวโดยอคติมากที่สุด ขณะที่นสพ.ฉบับพิมพ์  ใช้ความเหยียดหยาม โฆษณาแฝง ส่วนนสพ.ภูมิภาคเสนอข่าวเร้าอารมณ์

      สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่ งประเทศไทย ได้มีการนำเสนอผลการติดตาม ตรวจสอบสื่อหนังสือพิมพ์โคร
งการ “จับจ้องส่องจริยธรรมสื่อ” ทั้งหมด สะท้อนปัญหาการละเมิดจริยธรรมที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงและมีการร้องเรียน สภาหนังสือพิมพ์ออสเตรเลีย   ส่วนหนึ่งคนไม่เชื่อมั่นสภาหนังสือพิมพ์ และอีจุดหน่งที่ต้องยอมรับ คนไทยเป็นนักเลงคีย์บอร์ด ชอบวิจารณ์ในโซเซียลมีเดีย แต่ไม่มีการฟ้องร้องสื่อโดยตรง ออสเตรเลียจะมีทีม แปะลิงค์ให้ร้องเรียน อนาคตสภาหนังสือพิมพ์ไทย อาจจะต้องดำเนินการดังกล่าวบ้าง

นายมงคล บางประภา อนุกรรมการฝ่ายส่งเสริมจริยธรรม สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวว่า2 ปีจนถึงตอนนี้ มีการวิพากษ์วิจารณ์สื่ออย่างรุนแรง   เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในวงการสื่อ และมีเสียงสะท้อนว่า สื่อมวลชนกระแสหลักจะอยู่ไม่ได้ เพราะสื่อโซเซียลมีเดีย อีกทั้งมีการละเมิดสิทธิ เสรีภาพ โครงการ จับจ้องส่องจริยธรรมสื่อ จึงเป็นการให้ นักศึกษาเป็นผู้เข้าไปตรวจสอบ  เอาผลการวิเคราะห์ วิจัยนำร่องเพื่อให้สังคมได้รู้ ว่าการที่สังคมตรวจสอบสื่อมวลชน และสื่อตรวจสอบกันเองจะเป็นทางรอดของสื่อได้หรือไม่ หรือต้องให้ทางรัฐเข้ามาควบคุมสื่อ

โครงการดังกล่าว จะสำรวจองค์กรสื่อที่เป็นสมาชิกของสมาคมนักข่าวฯ 9 แห่ง ได้แก่ เดลินิวส์ ไทยรัฐ คมชัดลึก ผู้จัดการ โพสต์ทูเดย์ กรุงเทพธุรกิจ สยามรัฐ  ไทยโพสต์  และโลกวันนี้   โดยใช้ระยะเวลา 1 เดือน ระหว่างวันที่ 1 -31 มีนาคม โดยทีมนักศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอผลการสำรวจหนังสือพิมพ์ออนไลน์ ,ทีมนักศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม นำเสนอผลการสำรวจหนังสือพิมพ์ฉบับพิมพ์ และทีมนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต นำเสนอผลการสำรวจหนังสือพิมพ์ภูมิภาค

ทีมสำรวจหนังสือพิมพ์ออนไลน์ เปิดเผยว่าการสำรวจใช้ 2 วิธี คือ วิธีการTopdown ซึ่งเป็นการสำรวจหนังสือพิมพ์ออนไลน์ ทั้ง 9 แห่ง ในช่วงเวลา4ทุ่มถึงเที่ยวคืน พิจารณาเฉพาะหน้าแรกประเด็นเด่นของหนังสือพิมพ์ออนไลน์แต่ละแห่ง ตาม 8 ประเด็นที่เข้าข่ายผิดจริยธรรม ได้แก่ ให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง อุจาดหวาดเสียว  โฆษณาแฝง อคติ งมงาย  ลามกอนาจาร Hate speech(ใช้ถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชัง) ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  พบว่า มีข่าวที่เข้าข่ายผิดจริยรรม 149 ข่าว หรือ9.97% และข่าว จากข่าว ทั้งหมด 1,494  ข่าว

ประเด็นที่มีการทำผิดมากที่สุดคือ การนำเสนอข่าวโดยอคติ จำนวน 25 ข่าว คิดเป็น 16.78% โฆษณาแฝง 20 ข่าว คิดเป็น13.42% ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  16 ข่าว คิดเป็น10.74% อุจาดหวาดเสียว 13ข่าว คิดเป็น8.72% งมงาย 12ข่าว คิดเป็น 8.05% ใช้ถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชัง 10 ข่าว คิดเป็น6.71% ใช้ข้อมูลคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง 6 ข่าว คิดเป็น4.01 และลามกอนาจาร 2 ข่าว คิดเป็น1.34 นอกจากนั้น ยังพบข่าวที่เข้าข่ายประเด็นอื่นๆ เช่น ใช้คำกำกวม แหล่งที่มาไม่น่าเชื่อถือ พบ 45 ข่าว คิดเป็น 30.20%

นอกจากนั้น ในส่วนของBottom-up โดยใช้เครื่องมือ Zocial Eye ตรวจสอบความเคลื่อนไหวบนสื่อสังคมออนไลน์ พบว่า มีความเคลื่อนไหวบนสื่อสังคมออนไลน์ของสำนักข่าวต่างๆ จำนวน 1,122,521 ข้อความ มีข้อความที่ผู้รับสื่อให้ความรู้สึกเป็นกลาง ต่อการนำเสนอข่าวของสื่ออนไลน์มากที่สุด โดยมีจำนวน 911,165 ข้อความ  คิดเป็น81.17% รองลงมาให้ความรู้สึกเป็นลบ159,295 ข้อความ คิดเป็น14.19% และให้ความรู้สึกในแง่บวก 52,061  ข้อความ คิดเป็น 4.64%

การใช้ Social Eye สะท้อนให้เห็นว่า  ผู้รับสื่อแสดงความคิดเห็นคล้อยตาม เสียดสี ไปตามที่สำนักข่าวนำเสนอ มากกว่าที่จะไปดูว่าสำนักข่าวนำเสนอผิดพลาดหรือผิดจริยธรรมอย่างไร ดังนั้น จึงเป้นหน้าที่ขององค์กรวิชาชีพที่ต้องช่วยกันสอดส่องและสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้รับสาร รู้เท่าทันสื่อ ไม่ควรกดถูกใจหรือแชร์ข่าวที่ผิดจริยธรรม

ทีมมหาวิทยาลัยมหาสารคาม สำรวจหนังสือพิมพ์ฉบับพิมพ์  เปิดเผยว่าผลการตรวจสอบหนังสือพิมพ์ทั้ง 9 ฉบับ พบว่า มีข่าวหน้าหนึ่งจำนวน 1,426 ข่าว และข่าวที่มีความเสี่ยงว่าละเมิดจริยธรรมทั้งสิ้น 91ข่าวคิดเป็น6.31% ส่วนภาพข่าวหน้าหนึ่ง มีจำนวน586 ภาพและมีความเสี่ยงจะละเมิดจริยธรรม 42 ภาพ คิดเป็น 7.17% และมีประกาศ/โฆษณา 3,028 ชิ้น มีความเสี่ยง 45 ชิ้น คิดเป็น 1.49%

โดยหนังสือพิมพ์จะทำการละเมิดจริยธรรม มากที่สุด 5 ข้อแรก ได้แก่ 1.หนังสือพิมพ์พึงหลีกเลี่ยงการใช้คำที่ไม่สุภาพหรือภาษาที่สื่อความหมายเชิงเหยียดหยาม 2. หนังสือพิมพ์ต้องแสดงให้เห็นชัดว่าข้อความที่เป็นบทความซื้อพื้นที่ ประกาศโฆษณาแอบแฝงเป็นการเสนอข่าวหรือแสดงความคิดเห็นมิได้ 3.หนังสือพิมพ์ระมัดระวังการนำเสนอข่าว ภาพ ต่อสถานการณ์ที่มีความขัดแย้ง รุนแรงอันเป็นการสร้างหรือเพิ่มความหวาดระแวงที่มีอยู่แล้วในชุมชนและสังคม4.มีการละเมิดจริยธรรมวิชาชีพทั้งข่าว ภาพและประกาศโฆษณา5.หนังสือพิมพ์พึงระมัดระวังการนำเสนอข่าว ภาพ หรือเนื้อหาอันเป็นการไม่เคารพต่อเชื้อชาติ ศาสนาและชาติพันธุ์

ทีมมหาวิทยาลัยรังสิต สำรวจหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เปิดเผยว่าจากการสำรวจ หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น 6 ฉบับ ได้แก่ นสพ.นิวส์เชียงใหม่ นสพ.เชียงใหม่นิวส์ นสพ.โคราชคนอีสาน นสพ.เสียงใต้รายวัน นสพ.ภาคใต้โฟกัส และนสพ.ตรังไทม์ พบว่านสพ.ภูมิภาคมีการกระทำผิดหลักจริยธรรม มากที่สุด ได้แก่ นสพ.มีการพาดหัวข่าวและความนำเกินไปจริง  มีการนำเสนอข่าวเร้าอารมณ์ ชวนเชื่อ ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มีการเสนอข่าวอุจาด ลามก อนาจาร หรือน่าหวาดเสียวโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของสาธารณชน มีการใช้คำที่ไม่สุภาพหรือภาษาที่สื่อเชิงเหยียดหยาม

ยังไม่ย้ายผอ.ร.ร.ลำปาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285792

ยังไม่ย้ายผอ.ร.ร.ลำปาง

คณะกรรมการสืบข้อเท็จจริง, ร้องเรียน, รรลำปาง, ยังไม่ย้ายผอรรลำปาง, สพป

ยังไม่ย้ายผอ.ลำปางออกนอกโรงเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพป.) เขต 1 เผยเรียกผู้เกี่ยวข้อง 11 ปากสอบเพิ่มเติม คาดสรุปผลสัปดาห์หน้า

      ตามที่ครูเกษียณอายุราชการ ซึ่งเป็นอดีตเลขานุการส่วนตัวของผู้อำนวยการโรงเรียนดังในจังหวัดลำปาง ร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดลำปาง และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.)ลำปาง เขต 1 ระบุว่า กำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักที่ต้องรับหน้าเป็นหนี้แทน ผอ.โรงเรียน ที่ให้ไปกู้ยืมเงินมากว่า 10 ล้านบาท อีกทั้งที่ผ่านมา ผอ.คนดังกล่าวได้นำเงินไปใช้ส่วนตัว และระบุว่ามีการกู้ยืมเงินจากครูในโรงเรียนมาให้ผอ.โรงเรียนด้วย แต่เนื่องจากไม่มีความคืบหน้าและผอ.โรงเรียนใกล้เกษียณอายุราชการ จึงได้มาร้องเรียนกับสื่อมวลชนนั้น

เมื่อวันที่ 3 ก.ค.60 นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีการใช้สื่อโซเชียลมาเป็นช่องทางในการให้ข้อมูล ก็เหมือนกับสมัยก่อนที่มีการเผยแพร่ข้อมูลออกมาในรูปของบัตรสนเท่ห์ ซึ่งถ้าใครทำดีก็ไม่ต้องกลัวการถูกตรวจสอบ

“ไม่ได้สั่งการหรือกำชับอะไรพิเศษ เพราะทุกคนต้องทำตามหน้าที่ เวลานี้ก็มีพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 การให้ข้อมูลใดๆ ถ้าหรือเผยแพร่ถ้าไม่เป็นความจริงก็มีการฟ้องหมิ่นประมาทได้ ทั้งนี้ ผู้บริหารเองก็ต้องรู้ตัวไม่ควรทำอะไรที่ผิด”นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

นายสมเกียรติ ปงจันตา รักษาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพป.) เขต 1 กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการสืบข้อเท็จจริง ได้เรียกผู้เกี่ยวข้องสอบผู้เกี่ยวข้องแล้ว 11 ปาก และคาดว่าจะสรุปผลได้ในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ ได้กำชับว่าให้ความเป็นธรรม 2 ฝ่าย หากเรื่องดังกล่าวมีมูลความจริง สพป.ลำปางเขต 1 จะทำการตั้งคณะกรรมการสอบสวนการกระทำความผิด เรื่องดังกล่าวนี้หลายฝ่ายให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิดเนื่องจาก ผู้อำนวยการโรงเรียนที่กำลังเป็นข่าวนี้ ใกล้จะเกษียณอายุราชการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ซึ่งทางเขตพื้นที่ฯจะดำเนินการตั้งกรรมการสอบให้แล้วเสร็จก่อนการเกษียณอายุราชการ

อย่างไรก็ตาม ตามระเบียบแล้วเงินที่เป็นรายได้จากโรงเรียนทั้งหมดต้องนำเข้ามาอยู่ในระบบเบิก-จ่าย และมีการตรวจสอบการใช้จ่ายโดยคณะกรรมการตรวจสอบภายใน  ที่ผ่านมาทุกปีที่ผ่านมาไม่พบความผิดปกติ  แต่เรื่องที่ได้รับการร้องเรียนมานี้เป็นเงินที่เกิดจากการบริหารจัดการนอกระบบ เช่น เงินที่เก็บจากโครงการฝากลูกไว้กับครู คือการสอนพิเศษตอนเย็น เงินสอนพิเศษภาคฤดูร้อน เป็นต้น ทั้งนี้ต้องเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง โดยทางเขตพื้นที่การศึกษาจะดำเนินการเฉพาะเงินในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของโรงเรียน ส่วนเงินที่มีการกู้ยืมส่วนบุคคลทางเขตพื้นที่จะไม่เข้าไปทำการตรวจสอบ เพราะถือเป็นเรื่องส่วนบุคคล

ผู้สื่อข่าวถามว่า ระหว่างนี้จะพิจารณาย้ายผอ.โรงเรียนออกนอกโรงเรียนก่อนหรือไม่นั้น นายสมเกียรติ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีการย้ายผอ.โรงเรียนออกนอกโรงเรียน ต้องรอดูความจำเป็น ขณะเดียวกัน ก็รอผลสรุปของคณะกรรมการสืบมาพิจารณาด้วย

ผู้พิการแล้วไง !!เรียนอาชีพได้จบแถมมีงานทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285681

ผู้พิการแล้วไง !!เรียนอาชีพได้จบแถมมีงานทำ

พิการเรียนอาชีพจบแล้วมีงานทำ, พิการเรียนที่วิทยาลัยการอาชีพ (วก) พุทธมณฑล, วิทยาลัยการอาชีพ (วก) พุทธมณฑล, พิการจบอาชีวะแล้วมีงานทำ, ผู้พิการแล้วไง, ปวส, ปวช, กอศ, สพฐ

ยุคการศึกษาเพื่อการมีงานทำ อาชีวะตอบโจทย์ผู้เรียนเพราะจบแล้วทำงานได้ เลี้ยงดูตัวเองไม่เป็นภาระให้ครอบครัว

     ปีการศึกษา 2557 วก.พุทธมณฑล เริ่มรับนักศึกษาที่เป็นผู้พิการทางร่างกายเข้ามาเรียนรวมกับเด็กปกติทุกอย่าง    ปัจจุบันวิทยาลัยมีนักศึกษาผู้พิการ 20% ของนักศึกษาทั้งหมด หรือประมาณ 60 คนเรียนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) มีประมาณ 8 คนเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ที่เหลือเรียน

       โดยปีการศึกษา 2560 เป็นปีแรกที่รับนักศึกษาที่เป็นออทิสติก 1 คนเข้าเรียน ปวช.และอีก 1 คนมีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ หรือ แอลดี เรียนระดับปวส.

ผู้พิการแล้วไง !!เรียนอาชีพได้จบแถมมีงานทำ

          พรอนันต์ ภักดีบุญ ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพ (วก.) พุทธมณฑล อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม กล่าวว่า นักศึกษาผู้พิการส่วนใหญ่ 98% บกพร่องทางการได้ยิน ซึ่งธรรมชาติของกลุ่มนี้จะสื่อสารในวงแคบ แต่จะถนัดใช้โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์ต่างๆ ช่วงแรกจึงรับเข้าเรียนแค่สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ

       ต่อมาเริ่มปรับรูปแบบจัดการศึกษาทวิภาคี เด็กพิการก็ต้องไปฝึกปฏิบัติงานจริงที่สถานประกอบการเหมือนเด็กปกติ ก็พบว่าเขาทำได้มากกว่าเรียนทฤษฎีและสามารถทำงานในส่วนอื่นๆ ได้ ก็ขยายเปิดสาขาไฟฟ้ากำลัง สาขาธุรกิจค้าปลีก เพิ่มเติมทำมาต่อเนื่อง 3 รุ่นได้รับการตอบรับดี สถานประกอบการก็พอใจชื่นชมว่าเด็กมีความรับผิดชอบสูง

ผู้พิการแล้วไง !!เรียนอาชีพได้จบแถมมีงานทำ

      ล่าสุดปีการศึกษา 2560 เปิดสาขาโรงแรม เน้นงานแม่บ้าน ปูเตียง เป็นต้น เวลานี้ก็มีโรงแรมในเครือมาริออท สนใจจะมาร่วมจัดการศึกษาทวิภาคีอยู่ระหว่างคุยรายละเอียด

  “วิทยาลัยจัดการเรียนการสอนแบบเรียนรวม เด็กพิการและเด็กปกติมาเรียนด้วยกัน ลงมือปฏิบัติเหมือนกันทุกอย่าง แต่หลักสูตรการจัดการเรียนการสอนจะจัดให้มีความยืดหยุ่นให้เหมาะกับเด็กพิการ และวิทยาลัยมีระบบช่วยเหลือ ทั้งจัดครูล่ามภาษามือประจำห้องเรียน ปัจจุบันมี 5 คนซึ่งครูเหล่านี้จะลงไปติดตามเมื่อเด็กไปปฏิบัติงานในสถานประกอบการ มีผู้ช่วยครู ซึ่งเป็นคนพิการที่จบวิชาชีพมาช่วยพูดคุยแนะนำ สำคัญที่สุดคือการสอนทักษะชีวิต เพราะผู้พิการมีข้อจำกัดหลายอย่าง โดยเฉพาะพิการหูหนวก จะมีปัญหาการจัดการชีวิต การอยู่ร่วมกับคนอื่น เราก็จัดค่ายทักษะชีวิต ให้เด็กปกติและเด็กหูหนวกมาทำกิจกรรมร่วมกัน เด็กปกติและเด็กพิการก็ปรับตัวอยู่ร่วมกัน สร้างสัมพันธ์อันดีมองข้ามความพิการแต่มองว่านี่คือ เพื่อน คอยช่วยเหลือกันและกัน” พรอนันต์ กล่าว

ผู้พิการแล้วไง !!เรียนอาชีพได้จบแถมมีงานทำ

       ปัจจุบันกฎหมายแรงงานกำหนดให้สถานประกอบที่มีพนักงาน 100 คนต้องจ้างพนักงานที่เป็นผู้พิการ 1 คนซึ่งเวลานี้หลายสถานประกอบการมีความต้องการพนักงานที่มีความพิการอย่างมาก แต่หน่วยงานองค์กรที่เตรียมความพร้อมคนพิการ ยังมีน้อย ซึ่งตรงนี้เป็นจุดผลักดันสำคัญที่จะอาชีวะในฐานะหน่วยผลิตสามารถสร้างแรงงานผู้พิการที่มีศักยภาพได้

      วณิชย์ อ่วมศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) บอกว่า แม้หลายวิทยาลัยจะไม่ได้ประกาศเปิดรับนักศึกษาผู้พิการเป็นทางการ แต่ช่วง 2-3 ปีมามีนักเรียนพิการมาเรียนมากขึ้นส่วนใหญ่พิการทางร่างกาย เช่น หูหนวก พิการแขน ขา โปลิโอ เป็นต้น ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2,000 คนทั่วประเทศ และจากข้อมูลกรมส่งเสริมและพัฒนาคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เมื่อวันที่31มี.ค.2560พบว่า มีคนพิการขึ้นทะเบียน จำนวน1,756,849คน และที่ยังไม่มาขึ้นทะเบียนอีกจำนวนหนึ่ง คาดการณ์ว่าจำนวนมีผู้พิการน่าจะมีประมาณ2ล้านคน

ผู้พิการแล้วไง !!เรียนอาชีพได้จบแถมมีงานทำ

        จากสถานการณ์ตรงนี้ได้สอศ.เห็นว่าต้องกำหนดทิศทางการจัดการอาชีวศึกษาเพื่อคนพิการอย่างเป็นรูปธรรม และเท่าที่ได้ศึกษาดูงานการจัดการศึกษาคนพิการในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาพบว่าจัดการศึกษาแบบเรียนรวม รูปแบบเดียวกับที่วิทยาลัยต่างๆทำอยู่ก็พบว่ามาถูกทาง

       แต่ สอศ.จะไม่มองภาพแค่จัดการศึกษาให้ผู้พิการในระบบเท่านั้น แต่จะมองไกลถึงการจัดหลักสูตรระยะสั้นสำหรับผู้พิการ ที่มีข้อจำกัดใช้เวลาเรียนไม่มาก แต่จบแล้วนำไปประกอบอาชีพได้ เช่น ซ่อมโทรศัพท์ ฯลฯ ซึ่งมีวิทยาลัยสารพัดช่างเป็นแกนหลัก

       วณิชย์ กล่าวด้วยว่า ขณะที่ ส่วนการจัดการศึกษาในระบบปกติ เน้นสร้างความร่วมมือกันทุกหน่วยงาน วางระบบต่อท่อรับผู้พิการที่จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน เช่น จบโรงเรียนโสตศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เข้าสู่การเรียนสายอาชีพ และเชื่อมต่อไปสู่สถานประกอบการให้รับคนพิการเข้าไปทำงาน

ผู้พิการแล้วไง !!เรียนอาชีพได้จบแถมมีงานทำ

       “สอศ.จะคัดเลือกวิทยาลัยต้นแบบ 10 แห่งจัดการศึกษาคนพิการ จัดทำหลักสูตรยืดหยุ่น จัดการเรียนการสอนแบบเรียนรวม และในเดือนสิงหาคมนี้จะคัดเลือกครูจากวิทยาลัยต้นแบบให้ทุนเรียนต่อระดับปริญญาโท ที่วิทยาลัยราชสุดา 30 ทุนในหลักสูตรที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาเพื่อคนพิการ ซึ่งกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ได้สนับสนุนงบประมาณ 14 ล้านบาทในการจัดทำหลักสูตรนี้ รวมถึงจะเปิดอบรมหลักสูตรระยะสั้นให้ครูประมาณ 120 คน และเพื่อให้การจัดกาอาชีวศึกษาเพื่อคนพิการยั่งยืนและต่อเนื่องจะมีการจัดตั้งหน่วยงานภายในขึ้นมาดูแลด้วย”รองเลขาธิการ กอศ.บอกถึงแผนงาน

ผู้พิการแล้วไง !!เรียนอาชีพได้จบแถมมีงานทำ

        การจัดการศึกษาอาชีวศึกษาให้คนพิการ ไม่เพียงมีผลต่อการเพิ่มจำนวนผู้เรียนสายอาชีพได้มากขึ้นเท่านั้น ยังสนองยุทธศาสตร์ชาติ ในด้านความมั่นคง ลดความเหลื่อมล้ำ การเพิ่มศักยภาพของคนทุกกลุ่มให้มีคุณภาพ เป็นอีกหนึ่งกำลังแรงงานที่ช่วยสร้างประเทศชาติ.

o เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ qualitylife4444@gmail.com o

โพลล์89.5หนุนสอบบัญชีผอ.โรงเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285675

โพลล์89.5หนุนสอบบัญชีผอ.โรงเรียน

โพลล์8951หนุนสอบบัญชีผอโรงเรียน, นิด้าโพลล์, แป๊ะเจี้ยะ, นิด้าโพล, นิด้า, Master Sample, Stratified Random Sampling, Simple Random Sampling, Standard Error SE

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น“นิด้าโพล”เรื่อง“ปัญหาแป๊ะเจี๊ยะ”1,258หน่วยตัวอย่างร้อยละ89.51เห็นด้วยให้ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินผอ.โรงเรียนก่อนและหลังลงจากตำแหน่งกันทุจริต

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล”  สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “ปัญหาแป๊ะเจี๊ยะ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 29 – 30 มิถุนายน 2560 จากประชาชนทั่วประเทศ กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,258 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับสถานศึกษาบางแห่งเรียกเก็บเงินจากผู้ปกครองหรือผู้ปกครองยินยอมบริจาคเงินให้กับสถานศึกษา ในกรณีพิเศษ หรือที่เรียกว่า “แป๊ะเจี๊ยะ” เพื่อให้บุตรหลานของตนได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง

    การสำรวจใช้การสุ่มตัวอย่างด้วยความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” ด้วยวิธีแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) โดยแบ่งชั้นภูมิตามภูมิภาค จากนั้นในแต่ละภูมิภาคสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ ร้อยละ 95.0 และมีค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน (Standard Error: S.E.) ไม่เกิน 1.4

     จากการสำรวจเมื่อถามถึงการเคยบริจาคเงินของประชาชนหรือคนใกลัตัวให้กับโรงเรียนเพื่อแลกกับการเข้าเรียนของบุตรหลาน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 75.04 ระบุว่า ไม่เคย รองลงมา ร้อยละ 24.01 ระบุว่า เคย และร้อยละ 0.95 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

     ด้านความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการออกกฎหมายให้ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินผู้อำนวยการโรงเรียนทั้งประเทศ ทั้งก่อนรับตำแหน่งและหลังลงจากตำแหน่ง เพื่อป้องกันการทุจริต รับสินบน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 89.51 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะ บางครั้งที่บริจาคเงินให้กับโรงเรียน แต่กลับไม่มีใบเสร็จ บอกเพียงว่าเป็นเงินบำรุงสถานศึกษา หากตรวจสอบได้ ผู้ปกครองจะได้คลายความกังวล และเกิดความเชื่อมั่นว่าเงินจะถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง ต้องการให้มีความชัดเจน เป็นการสร้างความบริสุทธิ์ใจ ลดการทุจริต การเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง

     ขณะที่ ร้อยละ 6.04 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะ เป็นความพอใจของผู้ปกครองที่ต้องการบริจาค ไม่ควรละเมิดสิทธิ หรือมาเจาะจงเฉพาะที่ผู้อำนวยการฯ เพียงฝ่ายเดียว หากจะตรวจสอบ ควรตรวจสอบทั้งหมด หรือถึงแม้ตวรจสอบได้ ก็อาจมีทางหลีกเลี่ยงได้อยู่ดี เช่น โอนเข้าบัญชีผู้อื่นแทน ควรแก้ไขที่ระบบการสอบคัดเลือกเข้าเรียนจะดีกว่า และร้อยละ 4.45 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

     สำหรับความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการจ่ายแป๊ะเจี๊ยะ เพื่อให้ลูกหลานได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 66.53 ระบุว่า ไม่ชอบ เพราะ ถือเป็นการสนับสนุนให้โรงเรียนทุจริต รองลงมา ร้อยละ 21.94 ระบุว่า เฉย ๆ ถือเป็นเรื่องปกติของสังคมไทย ร้อยละ 10.73 ระบุว่า ไม่เป็นไร ถือว่าซื้อสังคมให้ลูกหลาน ร้อยละ 0.40 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ มีทั้งส่วนดีและส่วนไม่ดี หากนำไปพัฒนาโรงเรียนจริง ๆ ก็จะเป็นการดี ในขณะที่บางส่วนระบุว่า เป็นการกระทำที่ไม่สมควร แต่ก็ต้องยอมแลกเพื่อให้บุตรหลานของตนได้อยู่ในสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี หากมีการเรียกเก็บเงิน ก็ควรทำให้เป็นการบริจาคอย่างเป็นกิจลักษณะ และร้อยละ 0.40 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

     เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชน ว่าโรงเรียนรัฐบาลที่มีชื่อเสียง มีการเปิดรับเงินบริจาคเพื่อให้ลูกหลานได้เข้าเรียน หรือแป๊ะเจี๊ยะ หรือไม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 66.53 ระบุว่า มี เพราะ เป็นธรรมเนียมและค่านิยมที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมาช้านาน แม้กระทั่งโรงเรียนในระดับอำเภอบางแห่ง ประกอบกับในสังคมปัจจุบันที่มีความกดดันและการแข่งขันกันสูง แต่บางครั้งความสามารถของเด็กมีข้อจำกัด ผู้ปกครองจึงต้องยอมจ่ายเพื่อให้บุตรหลานตนเองได้เข้าเรียนในสถานที่ดี ๆ

      ขณะที่บางส่วนระบุว่า ประสบพบเจอมาด้วยตนเอง รองลงมา ร้อยละ 18.52 ระบุว่า ไม่มี เพราะ เชื่อว่าเป็นหน่วยงานของรัฐ น่าจะมีการตรวจสอบอย่างรัดกุม และรัฐบาลน่าจะมีงบประมาณสนับสนุนอย่างเพียงพอ ขณะที่บางส่วนระบุว่า หากมีการบริจาคก็จะได้ใบเสร็จทุกครั้ง และที่ผ่านมายังไม่เคยเห็นหรือเคยได้ยินเรื่องเช่นนี้กับกรณีโรงเรียนรัฐบาล และร้อยละ 14.95 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

     สำหรับความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีการศึกษา เช่นเดียวกับการเก็บภาษีน้ำมัน ภาษีเหล้า บุหรี่ เป็นต้น โดยรัฐบาลควรมอบให้กระทรวงการคลังเสนอมาตรการจัดเก็บภาษี พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 61.13 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะ ปัจจุบันโรงเรียนบางแห่งมีงบประมาณค่อนข้างจำกัดอยู่แล้ว หากมีการจัดเก็บภาษี อาจเป็นภาระให้กับสถานศึกษาและผู้ปกครอง

    ทั้งนี้เรื่องของการศึกษาไม่ใช่เรื่องของการค้าหรือธุรกิจ เป็นการจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อน หากจำเป็นต้องเก็บ ควรเพิ่มการจัดเก็บภาษี เฉพาะโรงเรียนเอกชน ทั้งนี้ โรงเรียนแต่ละแห่ง มีความแตกต่างกัน การบริจาคเงินเป็นการสนับสนุนทางการศึกษา ควรให้สถานศึกษาบริหารจัดการกันเอง ขณะเดียวกันทางรัฐบาลเองก็ควรจัดสรรงบประมาณให้กับแต่ละโรงเรียนให้มากขึ้น ขณะที่ ร้อยละ 27.11 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะน่าจะช่วยลดการเรีกเก็บค่าแป๊ะเจี๊ยะและการทุจริตได้ในระดับหนึ่ง หากโรงเรียนมีรายได้ ก็ควรจัดเก็บภาษี เพราะถือเป็นิติบุคคล เป็นการตรวจสอบรายได้ เพิ่มช่องทางการจัดเก็บภาษี และนำรายได้เข้าสู่รัฐได้มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามต้องไม่ส่งผลกระทบกับผู้ปกครองด้วย และร้อยละ 11.76 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

      ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับทางออกของปัญหาแป๊ะเจี๊ยะ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 34.18 ระบุว่า ควรแก้ไขที่ตัวบุคคลทั้งผู้บริหาร ผู้ใหญ่ ครู และผู้ปกครอง รวมทั้งขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของทุกคน รองลงมา ร้อยละ 33.31 ระบุว่า ควรใช้มาตรการ กฎ ระเบียบที่เด็ดขาด มีบทลงโทษกับสถานศึกษาที่เรียกรับแป๊ะเจี๊ยะ ร้อยละ 28.38 ระบุว่า ควรประกาศคะแนนสอบตามลำดับ ร้อยละ 16.22 ระบุว่า ควรประกาศจำนวนรับสมัครที่ชัดเจน ร้อยละ 8.74 ระบุว่า ควรยกเลิกการจับสลากเข้าเรียน ม.1 ร้อยละ 2.31 ระบุว่า ควรเก็บภาษีการศึกษาเหมือนรีดภาษีบาป ร้อยละ 3.90 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ควรลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ควรเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กอย่างเท่าเทียมกัน ไม่สร้างค่านิยมเกี่ยวกับชื่อเสียงของโรงเรียนมากจนเกินไป

      นอกจากนี้ควรปฏิรูปทางการศึกษาทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพทางการศึกษา หลักสูตร มาตรฐานทางวิชาการ พร้อมตั้งคณะกรรมการเข้าตรวจสอบอย่างละเอียดว่ามีการจ่ายแป๊ะเจี๊ยะหรือไม่ ทั้งนี้หน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล หน่วยงานทางการศึกษา รวมถึงประชาชน ผู้ปกครองควรเข้ามามีส่วน ในการแก้ไขปัญหานี้ด้วย

      ทั้งนี้ หากแก้ไขไม่ได้ควรบริจาคเป็นสิ่งของ หรือจำกัดวงเงินในการบริจาค หรือเพิ่มโควต้าจำนวนการรับนักเรียนในแต่ละแห่งให้มากขึ้น ร้อยละ 0.40 ระบุว่า เป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยาก และร้อยละ 8.59 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

   เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 8.82 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ตัวอย่างร้อยละ 25.44 มีภูมิลำเนาอยู่ปริมณฑลและภาคกลาง ร้อยละ 18.68 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 32.99 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และร้อยละ 14.07 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ ตัวอย่าง ร้อยละ 52.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 47.06 เป็นเพศหญิง

     ตัวอย่างร้อยละ 5.17 มีอายุต่ำกว่า 25 ปี ตัวอย่าง ร้อยละ 17.49 มีอายุ 26 – 35 ปี ร้อยละ 24.64 มีอายุ 36 – 45 ปี ร้อยละ 34.10 มีอายุ 46 – 59 ปี ร้อยละ 16.45 มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และร้อยละ 2.15 ไม่ระบุอายุ ตัวอย่าง ร้อยละ 92.45 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.66 นับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 0.72 นับถือศาสนาคริสต์/ฮินดู/ซิกข์/ยิว/ไม่นับถือศาสนาใด ๆ และร้อยละ 3.18 ไม่ระบุศาสนา ตัวอย่าง ร้อยละ 22.26 ระบุว่าสถานภาพโสด ร้อยละ 70.11 สมรสแล้ว ร้อยละ 4.13 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ และร้อยละ 3.50 ไม่ระบุสถานภาพการสมรส

     ตัวอย่างร้อยละ 24.09 จบการศึกษาประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ร้อยละ 29.89 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 8.19 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 26.87 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ร้อยละ 6.92 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 4.05 ไม่ระบุการศึกษา

       ตัวอย่างร้อยละ 12.48 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 14.86 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 21.38 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 13.28 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 17.81 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 15.42 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน ร้อยละ 0.79 เป็นนักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 0.16 เป็นพนักงานองค์กรอิสระที่ไม่แสวง หากำไร และร้อยละ 3.82 ไม่ระบุอาชีพ ตัวอย่างร้อยละ 11.45 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 21.86 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 10,000 บาท ร้อยละ 24.96 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 – 20,000 บาท ร้อยละ 11.69 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001 – 30,000 บาท ร้อยละ 5.80 มีรายได้เฉลี่ย ต่อเดือน 30,001 – 40,000 บาท ร้อยละ 10.33 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนมากกว่า 40,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 13.91 ไม่ระบุรายได้

เปิดจองแล้วบ้านเคหะประชารัฐ2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285669

เปิดจองแล้วบ้านเคหะประชารัฐ2

บ้านประชารัฐ, พมเปิดบ้านประชารัฐโครงการ2, บ้านประชารัฐ148 โครงการ 20, 817 หน่วย, เปิดจองแล้วบ้านประชารัฐโครงการ2, รมวพม, ซอยคู้บอน, บางบัวทอง วัดกู้ ซอยกันตนา, บางนา ขจรวิทย์ แพรกษา, ตลาดไท, สระสี่มุม, บางบ่อ บางปู เทพารักษ์, รังสิต, เทพารักษ์ บางปู, ถ้ามี

พม.เปิดมหกรรมบ้านเคหะประชารัฐ ครั้งที่ 2 นำโครงการที่อยู่อาศัยคุณภาพทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้จองจำนวน 148 โครงการ 20,817 หน่วย ตั้งแต่ 30 มิ.ย. ถึง 9 ก.ค.นี

      กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ (รมว.พม.) เปิดมหกรรมบ้านเคหะประชารัฐ ครั้งที่ 2 ให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในระดับราคาที่สามารถผ่อนชำระได้ อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยการเคหะแห่งชาติ (กคช.) ได้คัดสรรโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อให้ประชาชนได้จองจำนวน 148 โครงการ20,817 หน่วย

เปิดจองแล้วบ้านเคหะประชารัฐ2

    แบ่งเป็น 3 ประเภท ประกอบด้วย 1) โครงการบ้านสร้างแล้วเสร็จ จำนวน 90 โครงการ 10,614 หน่วย ราคาขายอยู่ระหว่าง 242,000 – 2,600,000 บาท บนทำเลที่ตั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ เช่น รามอินทรา (ซอยคู้บอน) ปัญญารามอินทรา ลาดกระบัง 2 และร่มเกล้า ส่วนทำเลที่ตั้งในพื้นที่ปริมณฑล เช่น จ.นนทบุรี (บางบัวทอง วัดกู้ ซอยกันตนา) จ.ปทุมธานี (รังสิต สี่แยกปทุมวิไล ลาดหลุมแก้ว) จ.นครปฐม (ท่าตำหนัก บ่อพลับ ศาลายา พุทธมณฑล) จ.สมุทรปราการ (บางนา ขจรวิทย์ แพรกษา) จ.สมุทรสาคร (บางกระเจ้า เศรษฐกิจ กระทุ่มแบน) และในพื้นที่ภูมิภาค เช่น ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ปราจีนบุรี ระยอง นครราชสีมา บุรีรัมย์ ยโสธร หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุบลราชธานี แพร่ ลำปาง อุตรดิตถ์ และภูเก็ต

เปิดจองแล้วบ้านเคหะประชารัฐ2

     2) โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง จำนวน 38 โครงการ จำนวน 4,600 หน่วย ราคาขายอยู่ระหว่าง 480,000 – 4,450,000 บาท บนทำเลที่ตั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ เช่น ร่มเกล้า ลาดกระบัง หนองจอก บางขุนเทียน ส่วนทำเลที่ตั้งใน พื้นที่ปริมณฑล ได้แก่ จ.นนทบุรี (บางบัวทอง วัดกู้ ซอยกันตนา) จ.ปทุมธานี (ตลาดไท) จ.นครปฐม (สระสี่มุม) จ.สมุทรปราการ (บางบ่อ บางปู เทพารักษ์) จ.สมุทรสาคร (เศรษฐกิจ) และในพื้นที่ภูมิภาค เช่น พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ลพบุรี กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ลำปาง พิษณุโลก เชียงใหม่ ตาก กำแพงเพชร บุรีรัมย์ อุดรธานี ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี ตรัง นครศรีธรรมราช ภูเก็ต และกระบี่

เปิดจองแล้วบ้านเคหะประชารัฐ2

     และ 3) โครงการที่เปิดขายใหม่ จำนวน 20 โครงการ 5,603 หน่วย บนทำเลที่ตั้งในพื้นที่ปริมณฑล ได้แก่ จ.ปทุมธานี (รังสิต) และ จ.สมุทรปราการ (เทพารักษ์ บางปู) ส่วนทำเลที่ตั้งในพื้นที่ภูมิภาค เช่น สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี นครราชสีมา ศรีสะเกษ กาฬสินธุ์ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ขอนแก่น, นครสวรรค์ สุราษฎร์ธานี ตรัง และภูเก็ต

     ลูกค้าที่จองโครงการบ้านเคหะประชารัฐครั้งนี้ประกอบด้วย ฟรีค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ทุกโครงการ ลูกค้าสามารถเช่าซื้อกับการเคหะแห่งชาติ เฉพาะโครงการที่เข้าร่วม 30 โครงการ โดยรับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.49 % หรือ สำหรับผู้มีรายได้น้อยที่ยังไม่พร้อม ซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการซื้อเป็นการเช่าในลักษณะโครงการเช่าเพื่อซื้อ หรือ Rent to buy เฉพาะโครงการที่เข้าร่วม 24 โครงการ

เปิดจองแล้วบ้านเคหะประชารัฐ2

       หรือเลือกรับอัตราดอกเบี้ยโครงการบ้านประชารัฐจากธนาคารอาคารสงเคราะห์และธนาคารออมสิน เฉพาะโครงการที่มีราคาขายไม่เกิน 1.5 ล้านบาท    โดยอาคารแนวราบจะอยู่ใกล้สวนสาธารณะ ส่วนอาคารแนวสูงจะมีห้องพักอาศัยสำหรับครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ บริเวณชั้น 1 พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุ

    ทั้งนี้ การจองโครงการต้องเตรียมเอกสารหลักฐาน ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาทะเบียนสมรส (ถ้ามี) หนังสือรับรองรายได้ หรือสลิปเงินเดือน หรือหนังสือรับรองรายได้ตนเอง และเงินจองตั้งแต่ 1,000 บาท

เปิดจองแล้วบ้านเคหะประชารัฐ2

       สำหรับคุณสมบัติของผู้จอง ประกอบด้วย มีสัญชาติไทยและบรรลุนิติภาวะแล้ว มีรายได้ไม่เกิน 40,000 บาทต่อเดือน สำหรับการจองโครงการที่ราคาไม่เกิน 740,000 บาท และ ไม่จำกัดรายได้สำหรับการจองโครงการที่ราคาเกิน 740,000 บาทขึ้นไปจองได้ง่ายๆ ผ่าน http://house.nha.co.th สอบถามรได้ที่ Call Center 1615 http://www.nha.co.th”