ประเทศนี้…ไม่ตีเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/284999

ประเทศนี้…ไม่ตีเด็ก

Save the Children, ประเทศนี้, ประเทศนี้ไม่ตีเด็ก,  Save the Children , SIDA

4 องค์กรหลักด้านเด็ก เดินหน้าผลักดันนโยบาย ประเทศนี้ไม่ตีเด็ก

      ปัจจุบันมีเพียง 52 ประเทศทั่วโลก ที่มีกฎหมายห้ามการลงโทษทางกายและทำให้เด็กด้อยค่าครบถ้วนทุกสถานที่ สำหรับประเทศไทย แม้ว่าจะมีการห้ามลงโทษเด็กด้วยการตีในโรงเรียนและในกระบวนการยุติธรรม แต่ยังไม่ได้ห้ามอย่างครอบคลุมในทุกสถานที่ เช่น ที่บ้าน สถานสงเคราะห์ และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

ดังนั้น องค์การช่วยเหลือเด็ก ( Save the Children ) จึงได้จับมือกับ 3 องค์กรภาคประชาสังคม อันได้แก่ มูลนิธิสายเด็ก 1387 มูลนิธิรักษ์เด็ก และกลุ่มละครชุมชนกั๊บไฟ  ร่วมผลักดันให้เกิดการปฏิรูปกฎหมาย และปรับเปลี่ยนทัศนคติในสังคมไทย

  นัยนา ธนวัฑโฒ ผู้เชี่ยวชาญด้านการคุ้มครองเด็ก องค์การช่วยเหลือเด็ก เปิดเผยว่า การลงโทษทางกายและทำให้เด็กด้อยค่าเป็นปัญหาระดับโลก เพราะไม่เพียงทำให้เด็กเสี่ยงต่อการเกิดบาดแผลบนร่างกายเท่านั้น แต่ยังทำให้เป็นอันตรายต่อพัฒนาการของเด็กทั้งด้านจิตใจ อารมณ์ และสังคม การเผชิญกับความรุนแรงหรือการถูกข่มขู่ในโรงเรียน อาจทำลายแรงจูงใจและความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กได้ และเพิ่มความเสี่ยงที่เด็กจะออกโรงเรียนกลางคัน

การใช้ความรุนแรงในบ้านเป็นการสอนเด็กให้เรียนรู้ว่าความรุนแรงเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ดีและยอมรับได้ ซึ่งเด็กจะนำวิธีการนี้ไปใช้ตลอดช่วงวัยเยาว์และวัยผู้ใหญ่ต่อไป

ขณะนี้ยังมีการลงโทษทางกาย และทำให้เด็กด้อยคุณค่าในทุกภูมิภาคของโลก ซึ่งนำมาซึ่งความมุ่งมั่นระดับต่างๆ ในโลก ที่เห็นความสำคัญต่อการห้ามใช้การลงโทษทางกายและทำให้เด็กด้อยคุณค่าเพิ่มขึ้นด้วย การขจัดการลงโทษทางกายและทำให้เด็กด้อยคุณค่า ถือว่าเป็นประเด็นงานคุ้มครองเด็กที่สำคัญระดับโลกประเด็นหนึ่งขององค์การช่วยเหลือเด็ก

ซึ่งองค์การนี้จะดำเนินงานเพื่อขจัดการปฏิบัติเช่นนี้ในทุกสถานที่ ด้วยการปฏิรูปกฎหมายและปรับเปลี่ยนทัศนคติในการดูแลเด็กสู่พฤติกรรมเชิงบวกของพ่อแม่ ผู้ดูแลและครู อาจารย์ ซึ่งเป็นผู้เลี้ยงดู สร้างเสริมการเรียนรู้และพัฒนาเด็ก

องค์การเพื่อการพัฒนานานาชาติแห่งประเทศสวีเดน (SIDA) เห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องขจัดการลงโทษทางกายและทำให้เด็กด้อยคุณค่า และต้องดำเนินการในทุกประเทศทั่วโลก จึงได้เลือกที่จะสนับสนุนการดำเนินงานใน 6 ประเทศของภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก กล่าวคือ บังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ เมียนมาร์ ปากีสถาน เวียดนาม และไทย ซึ่งในกลุ่มประเทศเหล่านี้ต่างมีกฎหมายเกี่ยวข้องกับการลงโทษทางกายเด็กที่แตกต่างกันบ้าง แต่ทุกประเทศเหล่านี้การลงโทษเด็กทางกายในบ้านยังไม่ผิดกฎหมาย

นอกไปจากนั้นในประเทศฟิลิปปินส์ยังไม่มีการห้ามตีเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และประเทศเมียนมาร์ที่ยังไม่มีกฎหมายห้ามตีเด็กในโรงเรียน  แต่มี 2 ประเทศในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกที่มีการห้ามการลงโทษทางกายและทำให้เด็กด้อยคุณค่าในทุกสถานที่แล้ว ได้แก่ ประเทศนิวซีแลนด์ และมองโกเลีย

ด้านอิลยา สมิร์นอฟ ผู้อำนวยการมูลนิธิสายเด็ก 1387 กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประเด็นปัญหาในประเทศไทย องค์กรภาคประชาสังคม และนักรณรงค์ด้านสิทธิเด็กในประเทศไทยได้ขอให้รัฐบาลไทยทบทวนนโยบาย และกฎหมายที่เกี่ยวกับการคุ้มครองเด็ก ที่ยังไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนถึงการลงโทษทางกาย และทำให้เด็กด้อยค่าในทุกสถานที่

โดยต้องถือว่าการลงโทษด้วยวิธีการเหล่านี้ไม่ว่าเบาหรือหนัก ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2557 ที่ผ่านมารัฐบาลไทยได้เริ่มแผนยุทธศาสตร์ชาติในการป้องกันและขจัดความรุนแรงต่อเด็กและเยาวชน ระหว่างปี พ.ศ. 2557 ถึง พ.ศ.2562 ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่จะกำหนดทิศทาง และปรับปรุงกลไกการป้องกัน การตอบสนอง และการเฝ้าระวังเด็กจากความรุนแรงในทุกรูปแบบ

อย่างไรก็ตามแผนยุทธศาสตร์ฉบับนี้ ก็ยังไม่ได้ให้ความชัดเจนว่าจะขจัดการลงโทษทางกายและทำให้เด็กด้อยค่าในทุกสถานที่ได้อย่างไร แม้ว่ามีการห้ามการลงโทษด้วยการตีในโรงเรียนและในกระบวนการยุติธรรมแล้ว แต่ยังไม่ได้ห้ามอย่างครอบคลุมทั้งที่บ้าน สถานสงเคราะห์ และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

การลงโทษทางกายและทำให้เด็กด้อยคุณค่า มีรากลึกอยู่ในวัฒนธรรม และบรรทัดฐานของสังคมไทยมายาวนาน เด็กไทยจำนวนมากเผชิญกับความรุนแรง รู้สึกหวาดกลัว คับข้องใจและไม่ได้รับความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยพ่อแม่และผู้ดูแลของตนเอง ซึ่งเป็นบุคคลที่พวกเขาสมควรที่จะให้ความเชื่อมั่นเป็นที่สุด  พ่อแม่และผู้ดูแลเหล่านี้ยังขาดความรู้ และทักษะในการเลี้ยงดูลูกโดยไม่ใช้ความรุนแรง

มีผลการศึกษาเกี่ยวกับความรุนแรงต่อเด็กในประเทศไทยฉบับหนึ่งเปิดเผยว่า 77.3 % ของเด็กไทยมีประสบการณ์การถูกลงโทษทางกายและหรือถูกกระทำด้วยความรุนแรงต่อสภาพจิตใจเพื่อสร้างวินัยในบ้านและโรงเรียน

ดังนั้น องค์การช่วยเหลือเด็ก จึงได้จับมือกับ 3 องค์กรภาคประชาสังคมอันได้แก่ มูลนิธิสายเด็ก 1387 มูลนิธิรักษ์เด็ก และกลุ่มละครชุมชนกั๊บไฟ ร่วมกันผลักดันโครงการยุติการลงโทษทางกายและทำให้เด็กด้อยคุณค่า ให้เกิดขึ้นอย่างจริงจังในประเทศไทย

ชวนคนไทยงดเหล้าตลอดเข้าพรรษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285014

ชวนคนไทยงดเหล้าตลอดเข้าพรรษา

งดเหล้าเข้าพรรษา, 28 มิถุนายน 2560, มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

สธ.จัดกิจกรรมวันงดดื่มสุราแห่งชาติ ชวนคนไทยงดเหล้าตลอดเข้าพรรษา ทำดีถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

      วันนี้ (28 มิถุนายน 2560) ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายแพทย์ธวัช สุนทราจารย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายแพทย์เจษฎา  โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค และเภสัชกรสงกรานต์  ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ร่วมกันแถลงข่าว กิจกรรมรณรงค์วันงดดื่มสุราแห่งชาติ ประจำปี 2560

นายแพทย์ธวัช กล่าวว่า ในปี 2557 องค์การอนามัยโลกระบุว่า คนไทยดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเป็นอันดับที่ 78 ของโลก เฉลี่ย 7.1 ลิตรต่อคนต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มผู้หญิง และจากรายงานภาระโรคและการบาดเจ็บของประชากรไทย ยังพบว่าครัวเรือนที่มีสมาชิกดื่มสุราจะมีค่าใช้จ่ายสำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร้อยละ 6-8 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด

เพื่อเป็นการรณรงค์ให้คนไทยลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 ให้ “วันเข้าพรรษา”เป็นวันงดดื่มสุราแห่งชาติ ซึ่งในปีนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้มอบคำขวัญเนื่องในวันงดดื่มสุราแห่งชาติ ประจำปี 2560  ว่า “ห่างไกลสุรา ประชาเป็นสุข ปลอดภัย พาชาติไทยเจริญ” ร่วมรณรงค์ให้พี่น้องชาวไทยทำสิ่งดีๆ เริ่มต้นที่ตัวเรา ไม่ต้องใช้ต้นทุนหรือมีค่าใช้จ่ายใดๆ เพียงแค่ ลด ละ เลิกดื่มสุรา ในช่วงเข้าพรรษา งดให้ได้ครบพรรษา และตลอดไป เพื่อประโยชน์ต่อตัวเอง ครอบครัว

ที่สำคัญคือเป็นการทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย  พร้อมกันนี้ ได้ขอความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ จัดกิจกรรมวันงดดื่มสุราแห่งชาติ และดำเนินการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งด้านการบังคับใช้กฎหมายและด้านรณรงค์อย่างเข้มข้นให้สอดคล้องทิศทางของแผนพัฒนาประเทศตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0  คือ “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”

ด้านนายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ปัจจุบันวัยรุ่นและเยาวชนไทย มีพฤติกรรมการดื่มสุราเพิ่มขึ้น โดยข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ประชากรอายุ 15 – 24 ปี เป็นกลุ่มที่เริ่มดื่มเบียร์ครั้งแรกในชีวิตสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 51.94 ของผู้ดื่มทุกกลุ่มอายุ และเป็นกลุ่มที่มีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สูงเป็นอันดับ 1 และจากการสำรวจพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปี 2558 พบว่าประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ประมาณ 18 ล้านคน มีอัตราการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เช่น อุบัติเหตุจราจร การทะเลาะวิวาท อาชญากรรม การฆ่าตัวตาย รวมถึงความรุนแรงในครอบครัว เป็นต้น

นายแพทย์เจษฎา กล่าวต่อว่า ในปีนี้ วันงดดื่มสุราแห่งชาติ ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 9 กรกฎาคม 2560 กรมควบคุมโรคและภาคีเครือข่าย จะร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์ภายใต้ประเด็น “เด็กไทย 4.0 รู้เท่าทันโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไอคิวเกิน 100” ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เฟสติวัลอีสต์วิลล์ ได้รับพระกรุณาธิคุณจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จไปทรงเปิดงานฯ และประทานโล่ประกาศเกียรติคุณแก่บุคคลและองค์กรที่มีผลการดำเนินงานดีเด่นด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมกับทอดพระเนตรผลงานของบุคคล องค์กรที่ได้รับประทานโล่ประกาศเกียรติคุณ และการจัดนิทรรศการจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย

ด้านเภสัชกรสงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กล่าวว่า หลังจากเริ่มการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาตั้งแต่ปี 2546 ต่อเนื่องมาจนปัจจุบันพบว่า มีคนไทยเข้าร่วมงดเหล้าเข้าพรรษาเพิ่มขึ้น จากก่อนรณรงค์มีคนร่วมงดเหล้าเข้าพรรษาเพียงร้อยละ 15 จนถึงขณะนี้มีคนเข้าร่วมถึงร้อยละ 70 – 80 โดยประมาณครึ่งหนึ่งงดได้ตลอดพรรษา 3 เดือน  ในปีนี้เครือข่ายงดเหล้าร่วมกับ สสส. จัดให้มีเวทีแลกเปลี่ยนเสริมพลังของผู้นำระดับอำเภอที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อวางแผนการรณรงค์ ให้มีกิจกรรมตลอดพรรษาครอบคลุมทั้งอำเภอ และอาจรณรงค์ต่อเนื่องทั้งปีในอำเภอที่เข้มแข็ง และจะมีชุมชนต้นแบบการรณรงค์ในทุกจังหวัด

ในโอกาสนี้ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามปฏิญาณตนงดเหล้าเข้าพรรษา โดย ลด ละ เลิกเหล้า ให้ครบพรรษาหรือตลอดไป ได้ที่ศาลากลางจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ โรงพยาบาล หน่วยงานราชการ รัฐวิสากิจ และที่เว็บไซต์www.thaiantialcohol.com ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการเลิกเหล้า สามารถปรึกษาได้ที่สายด่วนเลิกเหล้า 1413 หรือสถานบริการสาธารณสุขทุกแห่ง

นศ.นาฏดุริยางคศิลป์คว้าผู้อัญเชิญตรามทร.ธัญบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285013

นศ.นาฏดุริยางคศิลป์คว้าผู้อัญเชิญตรามทร.ธัญบุรี

มทรธัญบุรี, มทร, ฝ้าย

 หน้าที่แห่งความภาคภูมิใจ เกียรติยศเหนือสิ่งใดแห่งราชมงคล ผู้อัญเชิญตรามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี

         อีกหนึ่งกิจกรรมที่ทางองค์การนักศึกษาและสภานักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ได้ทำการค้นหาผู้อัญเชิญตรามหาวิทยาลัยประจำปีการศึกษา 2560 เพื่อเป็นการส่งเสริมให้นักศึกษาเห็นคุณค่าของสถาบันอันทรงคุณค่า ของมหาวิทยาลัยฯ หัวใจอีกหนึ่งดวงที่เหล่านักศึกษาให้ความรัก โดยในปีนี้สองนักศึกษาจากสาขานาฏศิลป์ไทยศึกษา ภาควิชานาฏดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ “ฝ้าย”นางสาวพัชรพร  บัวพันธ์ และ “โอ”นายสิงหนาท บุญขวัญ คว้ารางวัลไปครอง

“ฝ้าย”นางสาวพัชรพร  บัวพันธ์ เล่าว่า ผู้อัญเชิญตราต้องเป็นผู้ที่ประพฤติ ตนที่ดี มีสัมมาคารวะ ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เป็นที่ยอมรับในสังคม เป็นผู้นำได้ กล้าแสดงออก กล้าคิด กล้าพูด ทำแต่สิ่งที่ดี ที่สนใจเข้าประกวดเพราะเห็นรุ่นพี่อัญเชิญตรามหาวิทยาลัยแล้วดูสง่างามเป็นเกียรติกับครอบครัวและชีวิตของนักศึกษา จึงตัดสินใจเข้าร่วมประกวดบวกกับตนเองคิดว่ามีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดที่ทางผู้จัดได้จัดขึ้น มีความสามารถ มีความมั่นใจว่าจะทำอย่างเต็มที่อยากทำตามฝันที่ตั้งไว้ ส่วนตัวเป็นคนชอบทำกิจกรรม

นศ.นาฏดุริยางคศิลป์คว้าผู้อัญเชิญตรามทร.ธัญบุรี

“ไม่ได้เก่งเรียนอย่างเดียว ต้องเก่งทางด้านกิจกรรมด้วย เพราะกิจกรรมจะทำให้คนเป็นงาน และที่สำคัญต้องเก่งทั้งสองด้านควบคู่กันจะดีที่สุด” โดยตนเองได้รับคัดเลือกแสดง โขนพระราชทาน ตอน พิเภกสวามิภักดิ์ เมื่อปีการศึกษา 2559 ได้ดำรงตำแหน่งอุปนายกคนที่ 2 ของสโมสรนักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ปี ที่ตนเองเลือกเรียนสายเพราะนี้ชอบการรำ อยากเป็นครูสอนนาฏศิลป์ให้กับนักเรียนรุ่นต่อๆไป เพราะนาฏศิลป์เป็นวัฒนธรรมอีกอย่างหนึ่งของไทยที่สวยงาม อยากให้รักษาสิ่งสวยงามแบบนี้ไว้

“ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” คติพจน์ที่ท่องจำมาตลอด เพราะไม่ว่าจะทำอะไรถ้าไม่พยายามทำให้สำเร็จสิ่งนั่นก็จะไม่สำเร็จตามที่ตั้งไว้ และทุกคนย่อมมีความพยายามเหมือนกันค่ะแต่กันที่มากหรือน้อยแค่นั้นเอง

นศ.นาฏดุริยางคศิลป์คว้าผู้อัญเชิญตรามทร.ธัญบุรี

ทางด้านผู้อัญเชิญฝ่ายชาย “โอ”นายสิงหนาท บุญขวัญ เล่าว่า วันปฐมนิเทศได้เห็นพี่ที่ได้รับการคัดเลือกอัญเชิญตราและในวันนั้นพิธีกรได้บอกที่มาและความสำคัญของตราประจำมหาวิทยาลัย สิ่งนั่นคือสิ่งที่จุดประกายในความคิดให้ตนเองฝันว่าวันหนึ่งต้องเป็นผู้อัญเชิญตราประจำมหาวิทยาลัยให้ได้ เมื่อมีโอกาสและความพร้อมจึงสินใจสมัคร โดยเมื่อปี 2559 ตนเองได้เข้าร่วมการคัดเลือกผู้อัญเชิญตรามหาวิทยาลัยด้วย แต่ไม่ได้ตำแหน่ง ตนเองจึงตัดสินใจเข้าร่วมการคัดเลือกอีกครั้ง ซึ่งได้กลับไปพัฒนาบุคลิกภาพและความมุ่งมั่นตั้งใจ

“ตนเองเชื่อว่าด้วยความตั้งใจทำให้ตนเองได้รับคัดเลือก “ภูมิใจและเกียรติที่ได้คัดเลือก” จะเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ทำกิจกรรมควบคู่ไปกับการเรียน เลือกเรียนทางด้านนี้ เพราะรักในศิลปวัฒนธรรมไทยและมีความฝันอยากเป็นครู อยากที่จะเผยแพร่และสืบสานวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่คู่กับประเทศไทย พ่อแม่เลยสนับสนุนให้เรียนทางด้านนี้มาตั้งแต่เด็กเลยเลือกเรียนทางด้านนาฏศิลป์ต่อในระดับมหาวิทยาลัยเพื่อที่จะไปเป็นครู”“โอ”นายสิงหนาท กล่าว

ในอนาคต “โขนสอนทุกอย่างในการดำเนินชีวิตก็ว่าได้ สอนให้เรารักในความเป็นไทย รักในวิชาชีพ รักในนาฏศิลป์ซึ่งเป็นศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ สอนให้เรามีความกตัญญูต่อครูบาอาจารย์และพ่อแม่” ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน เพราะผลของงานหรือการกระทำจะออกมาได้ดีหรือไม่ดีนั้นมันอยู่ที่ความพยามยามและความตั้งใจของเราเอง

นศ.นาฏดุริยางคศิลป์คว้าผู้อัญเชิญตรามทร.ธัญบุรีนศ.นาฏดุริยางคศิลป์คว้าผู้อัญเชิญตรามทร.ธัญบุรี


เร่งเยียวยาจิตใจ3 พี่น้อง จ.บึงกาฬ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/285002

เร่งเยียวยาจิตใจ3 พี่น้อง จ.บึงกาฬ

เยียวยา 3 พี่น้อง, พม, เร่งเยียวยาจิตใจ3, พี่น้อง, จบึงกาฬ, 28 มิย 60, รมวพม, ศปกพม, พมจบึงกาฬ, พมจเชียงราย, พมจบุรีรัมย์

รมว.พม. กำชับ จนท. เร่งเยียวยาจิตใจ3 พี่น้องวัย1-7 ขวบพ่อติดสุราเกิดอาการช็อกเสียชีวิตต่อหน้าลูกๆ ที่บึงกาฬ เร่งช่วยเหลือครอบครัวผู้ด้อยโอกาสเชียงราย-บุรีรัมย์

      วันนี้ (28 มิ.ย. 60) เวลา 07.30 น. พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานการประชุมศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ศปก.พม.) ครั้งที่ 660/2557-2560 เพื่อรับทราบปัญหาทางสังคมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน และร่วมหาแนวทางการแก้ไขปัญหาและการป้องกันปัญหาดังกล่าว

โดยมีผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานในกระทรวงฯ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมชั้น 8 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สะพานขาว กรุงเทพฯ

พลตำรวจเอก อดุลย์ กล่าวว่า จากกรณีพบเด็กชาย-หญิง 3 พี่น้อง วัย 1-7 ขวบ ถูกผู้เป็นแม่ทอดทิ้งให้อาศัยอยู่เพียงลำพังกับผู้เป็นพ่อวัย 54 ปี ซึ่งมีพฤติกรรมติดสุราอย่างหนัก และได้เกิดอาการช็อกเสียชีวิตต่อหน้าลูกๆ สร้างความเศร้าโศกเสียให้กับลูกๆเป็นอย่างมาก ที่อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ นั้น ได้กำชับให้พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดบึงกาฬ (พมจ.บึงกาฬ) พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เร่งลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและประเมินทางสังคมของครอบครัวดังกล่าว และให้การช่วยเหลือในเบื้องต้นตามภารกิจด้านเด็กของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ พร้อมเร่งเยียวยาฟื้นฟูสภาพจิตใจเด็กทั้ง 3 คนโดยด่วน

อีกทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ช่วยเหลือเรื่องการติดตามหาญาติเพื่อรับเด็กไปดูแลต่อ หากตรวจสอบไม่พบญาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ มีบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดบึงกาฬ เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวง พร้อมรับเด็กเข้ามาอยู่ในความดูแลและคุ้มครองสวัสดิภาพต่อไป

สำหรับกรณีหญิงสาวอายุ 22 ปี พาลูกสาว 4 คน วัย 3 เดือน ถึง 6 ขวบ หนีออกมาจากบ้าน มาขออาศัยบ้านญาติ เนื่องจากผู้เป็นสามี ที่มีพฤติกรรมติดยาเสพติดอย่างหนัก พยายามจะแอบ นำลูกไปขาย เพื่อจะนำเงินไปซื้อยาเสพติดมาเสพ ทั้งยังประสบปัญหาไม่มีรายได้ เพื่อนำไปซื้อนมและอาหารให้ลูกๆ และเด็กยังไม่ได้แจ้งเกิด ที่อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย นั้น ตนได้กำชับให้พัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงราย(พมจ.เชียงราย) พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เร่งลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและประเมิน ทางสังคมของครอบครัวดังกล่าว

พร้อมให้การช่วยเหลือในเบื้องต้นตามภารกิจด้านเด็กของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ พร้อมเร่งเยียวยาฟื้นฟูสภาพจิตใจเด็กทั้ง 4 คนและผู้เป็นแม่โดยด่วน อีกทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ช่วยเหลือดูแลเรื่องการพาเด็กไปแจ้งเกิด เพื่อให้เด็กได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานและสวัสดิการทางสังคม รวมทั้ง ให้คำแนะนำปรึกษาแก่ผู้เป็นแม่ในเรื่องการส่งเสริมการประกอบอาชีพ เพื่อสร้างรายได้ที่เพียงพอและมั่นคงสามรถเลี้ยงดูครอบครัวในระยะยาวต่อไป

พลตำรวจเอก อดุลย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกกรณีเด็กชายวัย 13 ปี นักเรียนชั้น ม.1 เป็นเด็กเรียนดี และเป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งขันด้านวิชาการต่างๆ ได้รับรางวัลชนะเลิศ ต้องรับภาระเลี้ยงดูน้องๆรวม 4 คน วัย 2-11 ปี ทั้ง 5 ชีวิต อาศัยกันเพียงลำพังบ้านเช่าสภาพเก่าทรุดโทรมและคับแคบ เนื่องจากพ่อกับแม่แยกทางกัน ด้านผู้เป็นพ่อไปมีครอบครัวใหม่ ส่วนผู้เป็นแม่ต้องตระเวนทำงานรับจ้างตามต่างจังหวัด และส่งเงินกลับมาให้ใช้จ่าย นานๆทีถึงจะกลับมาเยี่ยม ครอบครัวมีฐานะยากจน ที่บ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ นั้น ขอชื่นชมในความขยันหมั่นเพียร ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน มีมุมานะอดทน ช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว ถึงแม้จะมีอุปสรรคในการดำเนินชีวิตแต่ไม่ย่อท้อ น่ายกย่องเป็นตัวอย่างที่ดีของเด็กและเยาวชน

ทั้งนี้ ได้กำชับให้พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดบุรีรัมย์ (พมจ.บุรีรัมย์) พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เร่งลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและประเมินทางสังคมของครอบครัวดังกล่าว เพื่อให้การช่วยเหลือในเบื้องต้นตามภารกิจด้านเด็กของกระทรวงการ  พัฒนาสังคมฯ พร้อมมอบสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นและอุปกรณ์การศึกษา

อีกทั้ง ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ช่วยเหลือดูแลในเรื่องการศึกษาของเด็กทั้ง 5 คนในระยะยาว และการปรับปรุงสภาพที่อยู่อาศัยให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม ถูกลักษณะ และมั่นคง พร้อมร่วมกันหาแนวทางการช่วยเหลือดูแลในระยะยาวต่อไป

เจ้าหน้าที่รัฐพัวพันค้ามนุษย์ เหตุไทยไม่ขยับเทียร์ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/284980

เจ้าหน้าที่รัฐพัวพันค้ามนุษย์ เหตุไทยไม่ขยับเทียร์ 2

สหรัฐอเมริกาเผยแพร่TIP Report ปี2560คงระดับไทยอยู่ในบันชี tier 2, เจ้าหน้าที่รัฐพัวพันค้ามนุษย์ เหตุไทยไม่ขยับเทียร์ 2, เทีย 2, ค้ามนุษย์, จากเดิมปี58 จำนวน 47 คน, เหตุไทยไม่ขยับเทียร์, รมวพม,  จากเดิมปี58 จำนวน 47 คน

สหรัฐอเมริกาเผยแพร่TIP Report ปี2560คงระดับไทยอยู่ในบันชี tier 2มี 11ข้อโดยเฉพาะ ต้องให้ความสำคัญกับการสอบสวนและดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องค้ามนุษย์

       หลังจากสหรัฐอเมริกาได้เผยแพร่รายงานการค้ามนุษย์ TIP Report ประจำปี 2560เมื่อคืนที่ 27 มิถุนายน 2560 รายงานดังกล่าวมีการจัดระดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ของประเทศต่างๆกว่า 180 ประเทศ โดยยังคงจัดระดับประเทศไทยอยู่ใน tier 2 watch list หรือระดับ 2 ที่ต้องจับตามอง เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมาซึ่งปีนี้มีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล 11 ข้อ

ประกอบด้วย 1. ให้ความสำคัญกับการสอบสวนและดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ตัดสินและลงโทษเจ้าหน้าที่ดังกล่าวหากพบการกระทำผิด และพิพากษาลงโทษอย่างเด็ดขาด 2.เพิ่มความพยายามในการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ในกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งกลุ่มผู้อพยพลูกเรือประมง กลุ่มบุคคลไร้รัฐ กลุ่มเด็ก และกลุ่มผู้ลี้ภัย 3.ดำเนินคดีและตัดสินลงโทษผู้ค้ามนุษย์ โดยให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายที่ยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง 4.เพิ่มการอบรมให้แก่ผู้บังคับใช้กฎหมาย และชุดปฏิบัติงานเบื้องต้นซึ่งไม่ได้ปฏิบัติงานในหน่วยงานต่อต้านการค้ามนุษย์ และตระหนักถึงรูปแบบของการบังคับใช้แรงงานที่ไม่ได้ใช้ความรุนแรงทางร่างกาย

เจ้าหน้าที่รัฐพัวพันค้ามนุษย์ เหตุไทยไม่ขยับเทียร์ 2

5.เพิ่มการฝึกอบรมและทรัพยากรสำหรับทีมสหวิชาชีพและพนักงานตรวจแรงงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจเรือเพื่อนำไปสู่การระบุตัวผู้เสียหายฯ และการสืบสวนสอบสวน 6. เพิ่มแรงจูงใจสำหรับผู้เสียหายฯ ที่ให้ความร่วมมือทางด้านกฎหมายการสืบสวน และการดำเนินคดีค้ามนุษย์รวมทั้งการให้ทางเลือกแก่ผู้เสียหายชาวต่างชาติในการส่งไปยังประเทศที่ผู้เสียหายเหล่านั้นอาจจะต้องเผชิญกับการถูกตามแก้แค้นหรือความยากลำบาก และการให้ความคุ้มครองแก่ผู้ที่เป็นพยานในคดีค้ามนุษย์

7. ใช้แนวทางปฏิบัติและเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการคัดแยกและสัมภาษณ์ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์อย่างเคร่งครัด 8.กำกับดูแล และตรวจสอบแนวทางการจัดหาแรงงานต่างด้าว และข้อบ่งชี้เกี่ยวกับการค้ามนุษย์   9. ส่งเสริมความร่วมมือกับภาคประชาสังคมให้เพิ่มมากขึ้น ในด้านการสืบสวนและการรายงานอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์

10.เพิ่มความพยายามอย่างต่อเนื่องในการสร้างความตระหนักต่อปัญหาการค้ามนุษย์ให้กับนายจ้างและลูกค้าในธุรกิจให้บริการทางเพศ รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการทางเพศ 11. ปรับปรุงสิทธิและสถานะทางกฎหมายของแรงงานต่างด้าว และนโยบายด้านการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวเพื่อลดความเสี่ยงในการตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์

  พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) กล่าวว่าไม่ว่าประเทศไทยจะถูกจัดอยู่ในระดับใด รัฐบาลโดยกระทรวง พม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานและให้การคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ โดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน มนุษยธรรม และให้คุณค่า ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และบูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ดำเนินงานด้านการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไปท้าย

เจ้าหน้าที่รัฐพัวพันค้ามนุษย์ เหตุไทยไม่ขยับเทียร์ 2

อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้กำหนดนโยบายให้การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์เป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากการค้ามนุษย์เป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง ในปีที่ผ่านมารัฐบาลได้มีความพยายามดำเนินการเพื่อขจัดปัญหาการค้ามนุษย์ โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ภายใต้แนวคิด“ประชารัฐ ร่วมใจ ต้านภัยการค้ามนุษย์”

ทั้งนี้จากการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์อย่างเต็มที่ ในปี 2559 มีการดำเนินคดีการค้ามนุษย์333 คดี ดำเนินคดีเจ้าหน้าที่รัฐ54 ราย ยึดทรัพย์ผู้กระทำผิดได้มากที่สุด 784 ล้านบาท

ส่วนด้านการคุ้มครองมีการพัฒนาระบบการคุ้มครองช่วยเหลือให้ได้มาตรฐานสากล ช่วยเหลือผู้เสียหายทั้งคนไทย คนต่างชาติ รวม 561 คน มีผู้เสียหายทำงานทั้งใน และ นอกสถานคุ้มครอง 196 คน ( จากเดิมปี58 จำนวน 47 คน)

ด้านการป้องกันมีการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว จัดระเบียบเรือประมง สถานบริการ จัดระเบียบขอทาน ป้องกันกลุ่มเสี่ยงไม่ให้เข้าสู่กระบวนการค้ามนุษย์ ยืนยันว่า ไม่ว่าไทยจะถูกจัดอยู่ในระดับใด รัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะยังมุ่งมั่นดำเนินงานและให้การคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน มนุษยธรรม และให้คุณค่า ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และ บูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ดำเนินงานด้านการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ซึ่งผู้เสียหายได้รับสิทธิการพำนักอยู่ชั่วคราวและทำงานในประเทศไทย 2 ปี หลังสิ้นสุดคดี ด้านการป้องกันมีการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว จัดระเบียบเรือประมง สถานบริการ และจัดระเบียบขอทาน เพื่อป้องกันกลุ่มเสี่ยงไม่ให้เข้าสู่กระบวนการค้ามนุษย์

ตั้ง “พนัสดา สีมั่น” รักษาการผอ.สามเสนฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/284969

ตั้ง “พนัสดา สีมั่น” รักษาการผอ.สามเสนฯ

ตั้งรักษาการผอสามเสน, ตั้ง, พนัสดา, สีมั่น, รักษาการผอสามเสนฯ, พนัสดา สีมั่น, วิโรฒ, สพม

“วิโรฒ” ตั้ง “พนัสดา” รองผอ.ร.ร.สามเสนฯ ปฏิบัติราชการแทน หลังได้รับคำสั่งแต่งตั้งเป็นคกก.โครงการยกระดับคุณภาพฯและต้องทำงานที่ สพม.เขต1 ตั้งแต่ 26 มิ.ย.

          ภายหลังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) กรุงเทพมหานคร เขต 1 ได้ออกคำสั่งที่ 141/2560 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินโครงการยกระดับคุณภาพการศึกษาโรงเรียนในสังกัด สพม.เขต 1 โดยในคำสั่งดังกล่าว ได้แต่งตั้ง นายวิโรฒ สำรวล ผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย เป็นกรรมการ

ขณะเดียวกัน สพม.เขต 1 ได้มีหนังสือที่ ศธ.04231/3604 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการยกระดับคุณภาพการศึกษา ลงนามโดย นายจตุรงค์ เปรมชัยพร รองผอ.สพม.เขต1 รักษาราชการแทนผอ.สพม.เขต 1  ส่งถึง ผอ.โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2560 เพื่อแจ้งคำสั่งแต่งตั้งดังกล่าว ในการนี้ สพม.เขต 1 ได้สั่งการให้ นายวิโรฒ มาปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับแต่งตั้งที่ สพม.เขต 1  ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายนเป็นต้นไป

เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. นายวิโรฒ ได้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ที่ สพม.เขต 1 ตามคำสั่ง และในวันเดียวกัน นายวิโรฒ ลงนามในคำสั่งโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ที่ 220/2560 เรื่อง แต่งตั้งรองผู้อำนวยการปฏิบัติราชการแทน ระบุว่า ตามที่ สพม.เขต 1 ได้มีคำสั่งที่ 141/2560 ลงวันที่ 23 มิย.2560 ให้ผู้อำนวยการโรงเรียน นายวิโรฒ สำรวล เป็นคณะกรรมการโครงการยกระดับคุณภาพการศึกษา ในโรงเรียนสังกัด สพม.เขต 1 ตั้งแต่วันที่ 26 มิ.ย.เป็นต้นไปนั้น

เพื่อให้การดำเนินงานของโรงเรียนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 27 (1) แห่งพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 จึงแต่งตั้ง นางพนัสดา สีมั่น รองผู้อำนวยการปฏิบัติราชการแทน

ตั้ง “พนัสดา สีมั่น” รักษาการผอ.สามเสนฯ

นางงามพิศ ลวากร รักษาการผอ.สพม.เขต 1ชี้แจงว่า นายวิโรฒ ยังมีหน้าอำนาจหน้าที่ในการบริหารโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ไม่จำเป็นต้องรักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนฯ เพียงแต่จะต้องมาปฏิบัติหน้าที่ที่ สพม.เขต 1 ตามคำสั่งจนกว่าโครงการจะสิ้นสุด และอาจเข้าสถานศึกษาในบางกรณีเท่านั้น อีกทั้ง คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงยังไม่มีการสรุปผล การให้นายวิโรฒ มาทำงานในโครงการนี้เพื่อลดความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้น

ขณะที่ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีศิษย์เก่าโรงเรียนสามเสนวิทยาลัยร้องเรียนผอ.โรงเรียนว่ารับเงิน ยังไม่สรุปผลสอบเนื่องจากต้องตรวจสอบ รวบรวมข้อมูลจากหลายกลุ่ม

บ๋อยอินเตอร์”200วันชีวิตลูกเรือสำราญ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/284920

บ๋อยอินเตอร์”200วันชีวิตลูกเรือสำราญ”

ลูกเรือสำราญ, เรือสำราญ, พนักงานบริการ, บ๋อยอินเตอร์, เทคนิคการเตรียมตัว, อดีตบ๋อยอินเตอร์, โอม, Thailand, สำราญ

มากกว่า 200 วันต่อปีที่ “พนักงานบริการบนเรือสำราญ” มาตรฐานสากลสูงไม่แพ้งานบริการบนเครื่องบิน มาติดตามเรื่องราวงาน และชีวิตของ “อดีตบ๋อยอินเตอร์”..

     มากกว่า 200 วันต่อปีที่ “พนักงานบริการบนเรือสำราญ” มาตรฐานสากลสูงไม่แพ้งานบริการบนเครื่องบิน ได้ประสบการณ์ชีวิต รู้จักเพื่อนต่างชาติ ค่าตอบแทนสูง ทุกคนทำได้อยู่ที่การเตรียมพร้อมด้านสุขภาพ ร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ต้องมีทักษะภาษาอังกฤษ

     “ระยะเวลาการทำงานขึ้นอยู่กับที่ตกลงกับทางบริษัท และเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด มากสุดประมาณ 10 เดือน น้อยที่สุดคือ 7 เดือน เวลาที่เหลือเป็นวันหยุดผมก็จะกลับมาเมืองไทยพักผ่อน ใช้เวลาอยู่กับแม่ ซึ่งเงินเดือนอาชีพนี้ค่อนข้างสูงเฉลี่ย 30,000-50,000 บาทต่อเดือน ทำทุกวันบางเดือนทำดีๆรวมแล้วก็ได้เป็นแสน”คำบอกเล่าจาก โอม-สมรัชนะ มูลสาย อดีตพนักงานบริการบนเรือสำราญบริษัทต่างชาติชื่อดัง

บ๋อยอินเตอร์"200วันชีวิตลูกเรือสำราญ”

     โอมเป็น “บ๋อยอินเตอร์” ลูกเรือไทยของบริษัทต่างชาติชื่อดัง ตั้งแต่ปีค.ศ.1999 จนถึงปีค.ศ. 2015 เป็นเวลา 16 ปี ก่อนตัดสินใจปลดชุดพนักงานถาวร กลับมาอยู่เมืองไทยเพื่อดูแลแม่ และทำอาชีพส่วนตัว แต่ถ้าให้พูดเล่าถึงเรื่องราวการทำงาน การใช้ชีวิตที่ต้องกินนอนอยู่บนเรือสำราญ ไปมาแล้วถึง 80 ประเทศทั่วโลก มีเพื่อนร่วมงานมากกว่า 60 ประเทศ เผชิญมาทุกสถานการณ์การทำงานที่ต้องพร้อมต่อการรับมือลูกค้า ตลอดจนสภาพอากาศ ที่บางวันเจอคลื่นลมแรง พายุ หนักสุดถึงขั้นเฉียดตายมาแล้วก็มี…

บ๋อยอินเตอร์"200วันชีวิตลูกเรือสำราญ”

      อดีตบ๋อยอินเตอร์ เล่าว่า เขาเรียน คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เพราะตั้งใจว่าอยากรับราชการดูแลครอบครัว พื้นฐานไม่ได้ร่ำรวย พ่อแม่เป็นเกษตรกรอยู่ในชนบทห่างไกล ครั้งนั้นได้รับทุนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เป็นทุนการศึกษาเรียนฟรี แต่ระหว่างเรียนก็ทำงานเป็นพนักงานเสริฟของโรงแรมห้าดาวควบคู่กันไป

     กระทั่งเรียนจบปริญญาตรีด้วยเวลา 3 ปีครึ่ง คิดทบทวนตนเอง รู้ตัวดีว่าไม่ใช่คนอยู่นิ่ง แต่ชอบที่เรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว ตอนนั้นเองเห็นประกาศรับสมัครงานพนักงานบริการบนเรือสำราญของหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับหนึ่ง ก็หาข้อมูลพูดคุยกับรุ่นผมที่ทำงานนี้ก็รู้ว่ารายได้ดี ก็ตัดสินใจไปสมัครพ่วงเอาประสบการณ์ที่เราเป็นพนักงานเสริฟในโรงแรม สอบสัมภาษณ์ ตรวจสุขภาพ ทำทุกอย่างทุกขั้นตอนถูกต้องตามกฎหมายของกระทรวงแรงงาน ที่สุดผ่านคัดเลือกได้โกอินเตอร์ เป็น “ลูกเรือไทย”

บ๋อยอินเตอร์"200วันชีวิตลูกเรือสำราญ”

     ชีวิตบนเรือสำราญแซ่บ!! ครบทุกรสชาติ “โอม” เล่าอย่างอารมณ์ดีว่า พนักงานทุกคนทำงานหนักมากวันละ 11 ชั่วโมง บางวันก็เกิน ทำทุกวันไม่มีวันหยุด บนเรือมีลูกค้าจากทั่วทุกมุมโลก 80% มาจากอเมริกาและยุโรป แต่ละวันมีเหตุการณ์ทั้งหนักและเบาให้ต้องรับมือ ที่สำคัญป้ายชื่อบนหน้าอก ระบุชัดเจนว่า “Thailand” ตรงนี้ยิ่งเตือนให้ตระหนักและทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ดูแลให้ลูกค้าประทับใจในบริการ เพราะถ้าทำไม่ดีสิ่งที่ลูกค้าจดจำก็คือชื่อ ประเทศ บนอก ไหนจะต้องรับมือกับเพื่อนร่วมงานที่มีทั้งดีแสนดี ไปจนถึงร้ายเพราะแข่งขันการทำงาน ยังมีเรื่องสภาพอากาศแปรปรวนก็เจอมาหมด ทั้งภาวะคลื่นลม พายุ เรือลำใหญ่ที่โครงเครงการใช้ชีวิตก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยังไม่รวมเวลาเราคิดถึงอยากติดต่อครอบครัวที่ประเทศไทย ซึ่งไม่สะดวกสบายเท่าทุกวันนี้ ค่าอินเทอร์เน็ต โทรทางไกลแพงมากวิธีการที่ดีสุดคือการเขียนจดหมาย บางทีกว่าจดหมายที่ส่งกลับไปเมืองไทย หรือจดหมายที่เมืองไทยมาถึงมือก็ใช้เวลา 2-3 เดือน

บ๋อยอินเตอร์"200วันชีวิตลูกเรือสำราญ”

    “ทำงานหนักทุกวัน แต่เรือสำราญจะต้องจอดเทียบท่าในเมืองต่างๆ ก็ใช้ช่วงเวลาพักออกไปเที่ยวชมเมือง เรียนรู้วิถีชีวิตของคนที่อยู่ละซีกโลกกับเราว่าเป็นแบบไหนเป็นกำไรชีวิต ด้วยงานที่ทำส่งผลให้เราได้มาเจอโลกใหม่ ที่หลายๆคนอาจจะไม่ได้มีโอกาสเห็นแบบเรา ซึ่งผมภาคภูมิใจกับอาชีพนี้ เพราะงานสุจริตและเลี้ยงดูครอบครัวได้”

    โอม ผ่านเหตุการณ์เฉียดตายมาหมดทั้งรถ เรือ เครื่องบิน หนักที่สุดคงเป็นเรือสำราญ ตอนนั้นเรือออกจากรัฐฟลอริด้า มุ่งหน้าสู่นิวยอร์ก เรือเอียงจบเกือบจะคว่ำ เขาฝันคืนก่อนเกิดเหตุ แต่ในฝันคลาดเคลื่อนนิดหน่อยเพราะในภาพความฝันนั้นเห็น ตัวเองและลูกเรือลากกระเป๋าบินกลับนิวยอร์ก แต่ความจริงหลังจากเกิดอุบัติเหตุเรือเอียงดิ่งแล้ว ผู้โดยสารทุกคนต้องออกจากเรือ บินกลับไปนิวยอร์ก ตกเป็นข่าวดังทั่วอเมริกา สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานหนึ่งสัปดาห์ติดกัน

ทุกวันนี้แม้จะไม่ได้ทำงานบนเรือสำราญอีกแล้ว แต่ก็นำประสบการณ์ตรงมาบอกเล่าสู่ทุกคนได้รับรู้ ผ่านตัวหนังสือ“เสิร์ฟสำราญ สวรรค์บนเรือ” ถ่ายทอดเรื่องราวที่ยังทำงานเรือสำราญ เล่มถัดมา “บ๋อยอินเตอร์เม้าท์เรือสำราญ”และ “โหด มันส์ ฮา ประสาลูกเรือ(สำราญ)” ล่าสุดได้ทำเป็นอี-บุ๊คชื่อ “โต้คลื่นเมาท์เล่าเรือสำราญ” เป็นแนวฮาวทู แนะนำและให้ความรู้ อ่านสนุก

บ๋อยอินเตอร์"200วันชีวิตลูกเรือสำราญ”

“สิ่งที่เราได้รับมาบอกต่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ ผมจึงเป็นจิตอาสา รับเป็นวิทยากรบรรยายให้กับหน่วยงานที่สนใจฟรี ซึ่งการตอบคำถามและการบรรยายของผมจะเน้น ตอบตรงตามข้อเท็จจริง และเท่าที่ทราบเวลานี้คนไทยสนใจทำงานเรือสำราญค่อนข้างมากเกือบ 3,000 คนแล้ว”อดีตบ๋อยอินเตอร์ กล่าว

    โอมทิ้งท้ายว่า ถ้าคิดจะก้าวสู่สากล ทุกอย่างอยู่ที่การเตรียมตัวซึ่งไม่ง่ายและก็ไม่ยาก นั่นคือ เตรียมพร้อมด้านสุขภาพ ร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ต้องมีทักษะภาษาอังกฤษ การพูดต้องฉะฉาน มั่นใจ ซึ่งทุกคนต้องผ่านการทดสอบ Marilins และสำคัญที่สุดคือ ความรู้ ทักษะความสามารถในงานที่สมัครไปทำ เช่น สมัครพนักงานเสริฟก็ต้องรู้ทุกขั้นตอน สมัครบาร์ รู้ส่วนผสมเครื่องดื่ม หากใครมีประสบการณ์และผ่านงานโรงแรมก็จะมีโอกาสมากขึ้น

ขอบคุณภาพ : โอม- สมรัชนะ มูลสาย

จาก”แป๊ะเจี๊ยะ” สู่ระบบ “นายหน้า”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/284875

จาก”แป๊ะเจี๊ยะ” สู่ระบบ “นายหน้า”

พัฒนาการ, รับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ, รับนักเรียน, การศึกษา, จากแป๊ะเจี๊ยะ, สู่ระบบ, นายหน้า, แป๊ะเจี๊ยะ, สพฐ, สัดส่วน, ทีมงาน, โควต้า, มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์, ภตช

 “แป๊ะเจี๊ยะ” เป็นคำในภาษาจีนใช้ในระบบการค้า หมายถึง การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เพื่ออำนวยความสะดวก เดิมใช้ในระบบโรงเรียนเอกชน แต่ตอนหลังลุกลามเข้าสู่โรงเรียนรัฐบาล

   “ปัญหาแป๊ะเจี๊ยะ ถ้าไม่แก้ไขอย่างเอาจริงเอาจัง จำนวนเงินจะสูงขึ้นทุกปีๆ  เป็นความได้เปรียบเสียเปรียบทางการศึกษา และทำให้มีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเพิ่มมากขึ้น”

    เสียงเตือนจากนักวิชาการด้านการศึกษา ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สะท้อนปัญหาการเรียกรับเงินกินเปล่า หรือ “แป๊ะเจี๊ยะ” ในระบบการศึกษาไทย ที่หากปล่อยไว้จะส่งผลให้เกิดวิกฤติด้านอื่นๆ ที่ร้ายแรงตามมา

จาก"แป๊ะเจี๊ยะ" สู่ระบบ "นายหน้า"

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ

    “แป๊ะเจี๊ยะ” เป็นคำในภาษาจีนใช้ในระบบการค้า หมายถึง การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เพื่ออำนวยความสะดวก เดิมใช้ในระบบโรงเรียนเอกชน แต่ตอนหลังลุกลามเข้าสู่โรงเรียนรัฐบาล

     “มันกลายพันธุ์จนเป็นวัฒนธรรมย่อยของตัวโครงสร้างและตัวระบบการศึกษา แก้อย่างไรก็ไม่หมด ตราบใดที่โรงเรียนยังมีความเหลื่อมล้ำสูงต่ำกัน 20 กว่าเท่า คุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในเมืองกับชนบทต่างกัน 3 ชั้นปี นี่เป็นรายงานการศึกษาของธนาคารโลก สมมติว่าเด็กจบ ม.6 ด้วยกัน เด็กต่างจังหวัดจะมีความรู้แค่ ม.3 แต่เด็ก ม.6 โรงเรียนในเมืองหรือในกรุงเทพฯ จะมีเนื้อหาความรู้เทียบเท่า ม.6 จริงๆ”

จาก"แป๊ะเจี๊ยะ" สู่ระบบ "นายหน้า"

“ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงเหล่านี้ทำให้เกิดการเคลื่อนตัวของพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องการคุณภาพการศึกษาให้กับบุตรหลานของตัวเอง เพื่ออนาคตที่ดีกว่า เพื่อสังคมที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในอนาคต และตอบโจทย์การสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ทั้งยังป้องกันลูกหลานของตนเองให้พ้นจากปัญหายาเสพติด และเรื่องเพศ โรงเรียนพวกนี้มีสิ่งแวดล้อมดีมาก ถ้าเป็นแบบนี้พ่อแม่ผู้ปกครองทุกคนจะบอกว่าเท่าไหร่เท่ากัน” ศ.ดร.สมพงษ์ ระบุ

      ว่ากันว่าบางที ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เรื่อง “หลักการและแนวปฏิบัติในการรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ” ที่ประกาศใช้เมื่อปี 2554 กลายเป็นช่องโหว่ให้เกิดการขอรับบริจาคแลกกับ “ที่นั่งในโรงเรียน” แบบวิธีพิเศษ

จาก"แป๊ะเจี๊ยะ" สู่ระบบ "นายหน้า"

      ระเบียบนี้มี 7 ข้อหลายๆข้อสมเหตุสมผลและยอมรับได้ เช่น การรับบุตรของบุคคลที่เสียสละเพื่อชาติ การรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษตามข้อตกลงการจัดตั้งโรงเรียน แต่ปัญหาอยู่ที่ข้อ 7 ระบุถึงการรับนักเรียนของผู้ทำคุณประโยชน์ให้โรงเรียนอย่างต่อเนื่อง ศ.ดร.สมพงษ์ มองว่า “ระเบียบนี้เป็นดาบสองคม เงินบำรุงการศึกษา ทำถูกตามหลักเกณฑ์ก็จะเป็นเงินบริจาคและมีใบเสร็จ ดังนั้นข้อ 7 ต้องนิยามใหม่ ตีความให้ชัด ไม่ให้มันดิ้นได้ เพราะเมืองไทยเป็นเมืองศรีธนญชัย”

    คลุกคลีในแวดวงการศึกษามานาน ศ.ดร.สมพงษ์ ให้ข้อมูลว่า การบริจาคเงิน ให้ลูกหลานได้เข้าเรียน เป็นเพียงส่วนหนึ่งของขบวนการนี้เท่านั้น ปัจจุบันวงจรนี้พัฒนาไปสู่ระบบ “นายหน้า” แล้ว

จาก"แป๊ะเจี๊ยะ" สู่ระบบ "นายหน้า"

    “จริงๆ การฝากเด็กมีหลายวิธี เริ่มจากใช้อำนาจทางการเมือง ใช้ระบบอุปถัมป์ไม่ต้องจ่ายเงิน แต่ถ้าไม่มีอำนาจการเมือง ก็ต้องวัดอำนาจทางการเงิน จ่ายในลักษณะกรอกตัวเลข แจ้งความจำนงมากน้อย ระบบนี้จะมีนายหน้า เช่น ตัวเลขกลางๆ 3 แสน คุณกล้ามากกว่า 3 แสนมั้ย จ่ายได้ก็ติด เงินจะเข้าใครก็ไม่รู้ แต่ต้องจ่ายก่อน อีกประเภท ยึดตามระเบียบกฎเกณฑ์แต่เลี่ยงข้อ 7 อย่าเพิ่งจ่ายเงินเปิดเรียนไปอาทิตย์หนึ่งค่อยจ่าย ยังมีระบบผ่อนจ่าย เก็บแต้ม ผู้ปกครองของเด็กจะแจ้งกับสมาคมครูและผู้ปกครอง ร่วมกิจกรรม จ่ายไปเรื่อยๆ จนครบก็เข้าสู่การพิจารณาได้ วิธีการมีเยอะไปหมด ทั้งถูกระเบียบและผิดระเบียบ”

จาก"แป๊ะเจี๊ยะ" สู่ระบบ "นายหน้า"

     ทางออกของปัญหานี้ต้องใช้ยาแรง ศ.ดร.สมพงษ์ บอกว่า “ผู้อำนวยการโรงเรียนใหญ่ๆดีเด่นดังต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน ว่าก่อนเข้าบริหารโรงเรียนมีทรัพย์สิน เงินสด บ้าน รถ เท่าไหร่ ต้องกล้าทำ เพราะในมหาวิทยาลัยรองอธิการบดียังต้องแสดง ตรงนี้จะแก้ปัญหาที่ต้นทางพอสมควร อย่างน้อยถ้าแจ้งบัญชีไม่เหมาะสม ติดคุก ถูกไล่ออกจากระบบราชการ อีกแนวทางหนึ่งคือตั้งคณะกรรมการระดับประเทศ มีรองนายกรัฐมนตรี หรือรมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน ภาคเอกชนที่ทำเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงาน ป.ป.ท. สตง. นักวิชาการ เอ็นจีโอ ร่วมตรวจสอบ ถ้าผิดจริงมีบทลงโทษที่ชัดเจน หากทำได้ปัญหานี้หมดแน่ขึ้นอยู่กับว่าเอาจริงหรือเปล่า แต่ถ้าบอกว่ามีนโยบายไม่ให้มีแป๊ะเจี๊ยะแล้วไม่มีมาตรการตรวจสอบจริงจัง ไม่มีมาตรการลงโทษแน่นอน ก็เหมือนปากว่าตาขยิบ

    ข้อเสนอสุดท้ายของ ศ.ดร.สมพงษ์ คือ การแก้ปัญหาระยะยาว ด้วยการให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล บริหารจัดการด้วยตัวเอง แต่ต้องมีบัญชีรายรับรายจ่ายที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาไม่ต่างกับบัญชีเงินวัดที่กำลังกลายเป็นข่าวฉาวเรื่องเงินทอน ไม่แพ้เงินแป๊ะเจี๊ยะของระบบโรงเรียนเช่นกัน

จาก"แป๊ะเจี๊ยะ" สู่ระบบ "นายหน้า"

พ.ท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธุศรี

    ฟาก..ประธานเครือข่ายพ่อแม่ลูกเพื่อการปฏิรูปการศึกษา พ.ท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธุศรี แนะขั้นตอนสกัดแป๊ะเจี๊ยะว่า 1.ทุกโรงเรียนต้องประกาศรายชื่อของนักเรียนทุกคนก่อนสอบ 2.หลังสอบเสร็จและมีรายละเอียดคะแนนสอบตามมาด้วย ประกาศรายชื่อนักเรียนที่ได้ทั้งหมดและที่สำรอง รวมทั้งคะแนนที่ได้ของแต่ละคน และ3.ระดับขั้นสุดท้าย ประกาศรายชื่อเด็กที่เข้าเรียนจริงในแต่ละชั้นปีของแต่ละโรงเรียน ขณะที่“สัดส่วน” ของผู้รับอุปการะคุณ ต้องจัดตั้ง“ทีมงาน” กำหนด “หลักเกณฑ์” และ“แนวทางในการรับเด็กโควต้า” หรือ “ผู้อุปการะคุณ” ซึ่ง“โควต้า”ก็จัดสรรตามพื้นที่ หรือ ความสามารถของเด็กเฉพาะทางที่ศธ.กำหนด ไม่ใช่โรงเรียนกำหนดเอง ก็จะ“จบ”เรื่องของการเรียกรับ “แป๊ะเจี๊ยะ”ได้

จาก"แป๊ะเจี๊ยะ" สู่ระบบ "นายหน้า"

นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์

     เช่นเดียวกับ “มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์”เลขาภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ(ภตช)ที่ยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ 1.ขอให้ยกเลิกการรับนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ 6 ข้อ จาก 7 ข้อ ยกเว้นนักเรียนที่ได้คะแนนสอบเท่ากันในลำดับสุดท้าย ในปีการศึกษา 2560 เพื่อนำยอดการรับนักเรียนนี้ไปอยู่ในส่วนของการสอบทั่วไปเพื่อความเท่าเทียบกันของทุกชนชั้น 2.ขอให้ตรวจสอบ-เปิดเผยรายชื่อการรับนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษปีการศึกษา 2560 ของโรงเรียนที่มีอัตราแข่งขันสูงตั้งแต่อนุบาล-ประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ใน 357 โรงเรียน เมื่อตรวจสอบแล้วว่าเจ้าหน้าของรัฐใดประสานมา ให้ดำเนินการทางวินัย-อาญา-แพ่ง ทั้งผู้ประสานขอมา และ ผู้อำนวยการโรงเรียนนั้น ให้ดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายกับผู้รับ,ผู้ให้การสนับสนุน-ผู้ให้ ถอดถอนรายชื่อนักเรียนผู้นั้นออกจากการเป็นนักเรียนโรงเรียนนั้นๆด้วยจะแก้ปัญหาได้

    ๐ นลิน สิงหพุทธางกูร NOW26 ๐

ขยายรับเงินชราภาพ เป็น 60 รองรับสังคมผู้สูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/284925

ขยายรับเงินชราภาพ เป็น 60 รองรับสังคมผู้สูงอายุ

ชราภาพจาก55เป็น60ปี, ขยายเวลารับเงินขราภาพ, เงินชราภาพ, ขยายรับเงินชราภาพ, เป็น, สปส

แรงงานสั่งประกันสังคม แก้กฏหมาย ขยายเวลารับเงินชราภาพผู้ประกันตนจาก 55 ปีเป็น 60 ปี เพื่อสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตแรงงาน พร้อมทั้งรองรับสังคมผู้สูงอายุ

 

พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่าได้สั่งการให้สำนักงานประกันสังคม แก้กฏหมาย ขยายเวลาการรับเงินชราภาพของผู้ประกันตนจาก 55 ปีเป็น 60 ปี เพื่อสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้กับแรงงาน พร้อมทั้งรองรับสังคมผู้สูงอายุ ของไทย

 นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม(สปส.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า นโยบายของกระทรวงแรงงานโดย  พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้ความสำคัญกับการสร้างหลักประกันในการดำรงชีวิตที่มั่นคง ของแรงงานทั้งในช่วงที่อยู่ในระบบแรงงาน และเมื่อต้องออกจากระบบแรงงานไปแล้ว

จึงมีนโยบายที่จะสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้กับแรงงาน ในส่วนของผู้ประกันตน  ด้วยการขยายระยะเวลาการรับเงินชราภาพของผู้ประกันตนจาก อายุ 55 ปี เป็น 60 ปี

ซึ่งจะต้องดำเนินแก้ไขปรับปรุงกฏหมายที่เกี่ยวข้อง คือพระราชบัญญัติ ประกันสังคม พ.ศ. 2533   โดยเมื่อมีการปรับปรุงแก้ไขแล้ว ในอนาคตผู้ประกันตนจะสามารถอยู่ในระบบได้จนถึงอายุ 60 ปี

ซึ่งเรื่องนี้ เป็นแนวคิดที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เห็นชอบ และสั่งการให้สำนักงานประกันสังคมดำเนินการศึกษารูปแบบความเป็นไปได้เพื่อนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานต่อไป

ฟังเพลงเกาหลีแต่รำมโนราห์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/284917

ฟังเพลงเกาหลีแต่รำมโนราห์

ฟังเพลงเกาหลีแต่รำมโนราห์, น้องแก๊ป, ฟังเพลง, เกาหลี, แต่, มโนราห์

ตัวอย่างหนึ่งของคนรุ่นใหม่ที่แม้จะมีไลฟ์สไตล์แบบวัยรุ่นตามสมัยนิยม แต่ก็ไม่เคยหลงลืมศิลปวัฒนธรรมไทยและรากเหง้าของตัวเอง ด้วยการหันมาเรียนมโนราห์

 

   “น้องแก๊ป” -วุฒิชัย หทัยวิวัฒน์กุล นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาการเมืองการปกครอง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี เป็นตัวอย่างหนึ่งของคนรุ่นใหม่ที่แม้จะมีไลฟ์สไตล์แบบวัยรุ่นตามสมัยนิยม แต่ก็ไม่เคยหลงลืมศิลปวัฒนธรรมไทยและรากเหง้าของตัวเอง ด้วยการหันมาเรียนมโนราห์ และไม่ใช่แค่เรียนด้วยความเห่อชั่วครั้งชั่วคราว แต่น้องแก๊ปเรียนมาถึง2ปีแล้ว

 

ฟังเพลงเกาหลีแต่รำมโนราห์

น้องแก๊ป เริ่มเรียนรำมโนราห์ ตั้งแต่เป็นนักศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี โดยรุ่นพี่เห็นว่าน้องแก๊ปหน่วยก้านดีและมีพื้นฐานด้านนาฏศิลป์มาบ้าง จึงชักชวนมาเรียนรำมโนราห์ ซึ่งน้องแก๊ปก็ตกปากรับคำทันทีเพราะชื่นชอบอยู่เป็นทุนเดิม

“เคยไปดูรำมโนราห์แล้วรู้สึกว่างดงาม อ่อนช้อยและน่าทึ่งมาก เป็นนาฏลีลาที่ไม่เหมือนใครเพราะต้องมีทักษะพลิกแพลงต่าง ๆ ประกอบด้วย พอรุ่นพี่มาชวนก็เลยตอบตกลงทันที ซึ่งเราเรียนกับสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

ฟังเพลงเกาหลีแต่รำมโนราห์

    โดยทางมหาวิทยาลัยจะเชิญศิลปินมโนราห์หรือครูมโนราห์มาสอนให้ เรียนทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00 – 16.00น. ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเรียนครับ ทุกอย่างฟรีหมด เพราะมหาวิทยาลัยอยากจะสืบสานศิลปะการแสดงนี้ให้กับคนรุ่นใหม่”

น้องแก๊ป บอกว่ารำมโนราห์ยากกว่านาฏศิลป์ประเภทอื่น ๆ เพราะต้องมีการดัดตัวให้อ่อน รวมถึงดัดแขนและดัดนิ้ว เคยเล่นโยคะมาบ้าง แต่การดัดตัวของมโนราห์หนักหนากว่าของโยคะหลายสิบเท่า ทำให้ถ้าไม่มีใจรักจริงก็อาจเลิกล้มการฝึกเสียกลางคันได้

 “ตอนเรียนก็ท้อเหมือนกันครับ นอกจากต้องดัดตัวแล้วยังต้องเรียนรู้เรื่องการทรงตัวให้สมดุล การใช้ร่างกายให้บาลานซ์กัน จากนั้นจึงเริ่มเรียนท่าพื้นฐานหรือท่าครูซึ่งมีทั้งหมด12ท่า ใครที่สามารถจดจำและรำท่าครู12ท่านี้ได้ก็นำมาประยุกต์ท่ารำต่าง ๆ ได้ ผมเรียนอยู่เป็นปีถึงจะเริ่มชินและคล่องแคล่ว เริ่มไม่ต้องมองคนอื่น จำท่ารำได้เองและประยุกต์ได้เอง หลังจากนั้นก็เริ่มสนุกกับการแสดงแล้วครับ”

ฟังเพลงเกาหลีแต่รำมโนราห์

พอเริ่มรำเป็นก็เริ่มมีงานติดต่อเข้ามา ทั้งที่เป็นงานของมหาวิทยาลัยและงานภายนอก เช่น งานแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมของแต่ละภาค และบางครั้งก็เป็นการแลกเปลี่ยนในระดับอาเซียนและนานาชาติ ซึ่งทำให้น้องแก๊ปภาคภูมิใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการถ่ายทอดศิลปะการแสดงของปักษ์ใต้ไปสู่ระดับนานาชาติ

 “ทุกงานเราจะได้ค่าตอบแทนจากการแสดง มากบ้างน้อยบ้างตามแต่กิจกรรม ทำให้เราเริ่มมีรายได้พิเศษระหว่างเรียน แต่เงินก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเรา เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือเรารักการรำมโนราห์ และมโนราห์ยังเปิดประตูแห่งโอกาสให้กับเราด้วย ให้เราได้เดินทางไปแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในที่ต่าง ๆ ได้นำเสนอศิลปวัฒนธรรมเราและชื่นชมของชาติอื่น มโนราห์จึงเป็นมูลค่าเพิ่มของชีวิตเรา เป็นทักษะความสามารถที่ติดตัวเราไป และไม่มีใครเอาไปจากเราได้”

ฟังเพลงเกาหลีแต่รำมโนราห์

เราถามน้องแก๊ปว่า เป็นคนรุ่นใหม่แล้วมารำมโนราห์ไม่กลัวเพื่อนหาว่าเชยหรือ น้องแก๊ปหัวเราะแล้วตอบทันทีว่าไม่กลัว

“จริง ๆ แล้วก็ไม่เคยมีใครว่าครับ เพราะเราก็ยังเป็นเด็กวัยรุ่นธรรมดา ๆ คนหนึ่ง อะไรที่เพื่อน ๆ ฮิตกันเราก็สนใจ ยังคุยกับเพื่อนรู้เรื่อง ฟังเพลง-ดูซีรีย์เกาหลี แต่งตัวตามแฟชั่น มีกิจกรรมเหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไป เพียงแต่เราไม่ลืมรากเหง้าของปู่ย่าตายาย เราต้องการจะสืบสานให้คนรุ่นหลังต่อไป และเราสามารถทำให้ชีวิตระหว่างการเป็นคนรุ่นใหม่กับคนไม่ลืมของเก่ามันสมดุลได้”

ฟังเพลงเกาหลีแต่รำมโนราห์

ตอนนี้น้องแก๊ปก็ยังเรียนรำมโนราห์อยู่ เพราะมีท่าพลิกแพลงและการแสดงใหม่ ๆ มาให้เรียนรู้และฝึกซ้อมอยู่เสมอ โดยนอกจากน้องแก๊ปแล้วก็ยังมีเพื่อน ๆ นักศึกษาและประชาชนทั่วไปสนใจมาร่วมเรียนด้วยอีกหลายสิบคน

“ตอนนี้เรามีน้องใหม่ที่เป็นนักศึกษาปี 1 มาสมัครเรียนหลายคน ซึ่งพวกเราก็ช่วยกันสอนน้องด้วยครับ การสอนรำมโนราห์ไม่ใช่แค่การถ่ายทอดท่ารำ แต่ต้องให้กำลังใจและแรงบันดาลใจแก่ผู้เรียนด้วย เพราะอย่างที่บอกไปว่าเป็นนาฏศิลป์ที่ค่อนข้างพลิกแพลง หวือหวาและท่ายาก จึงต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างหนัก กำลังใจและการทุ่มเทจึงเป็นสิ่งสำคัญ”

 

น้องแก๊ปยังฝากถึงคนรุ่นใหม่ว่า ใครที่สนใจเรียนรำมโนราห์สามารถมาสมัครได้ที่ สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี โทรศัพท์077-913333ยินดีถ่ายทอดให้ด้วยใจโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น