สอบแป๊ะเจี๊ยะสามเสนฯยังไม่เสร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/284908

สอบแป๊ะเจี๊ยะสามเสนฯยังไม่เสร็จ

รับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ, แป๊ะเจี๊ยะ, หมอธี, สพฐ, ปปช

“หมอธี”เผยร้องแป๊ะเจี๊ยะโรงเรียนสามเสนฯ ยังตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่เสร็จ ตอบไม่ได้เด็กเงื่อนไขควรมีหรือไม่ แต่ต้องวางเกณฑ์ให้ชัดเจน ไม่มีอำนาจตรวจเส้นทางการเงินผอ.

      นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ขณะนี้ทางสำนักเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 ยังสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีศิษย์เก่าโรงเรียนสามเสนวิทยาลัยร้องเรียนผู้อำนวยการว่ารับเงินแป๊ะเจี๊ยะ ยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากต้องสอบสวนข้อเท็จจริงหลายกลุ่ม

     อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวทางในการแก้ไขแป๊ะเจี๊ยะนั้น ส่วนตัวไม่อยากให้เรียกว่าแป๊ะเจี๊ยะ แต่ให้เข้าใจว่าเป็นเด็กเงื่อนไขพิเศษที่ทุกโรงเรียนล้วนเปิดรับเด็กในเงื่อนไขนี้ และต้องยอมรับว่าตอนนี้มีการดำเนินการที่มีความโปร่งใสมากขึ้น

      กรณีที่เกิดขึ้นถ้าพิจารณาเชิงหลักการ หากมีการทุจริตตนไม่ยอมให้เกิดขึ้นอยู่แล้ว และถือเป็นการกระตุ้นให้มีการจัดการเรื่องนี้ซึ่งที่ผ่านมาอาจมีความหละหลวม ตอนนี้คงตอบไม่ได้ว่าควรมีหรือไม่มีเด็กเงื่อนไขพิเศษดังกล่าว ต้องให้ทุกคนช่วยกันตอบ แต่ควรต้องคิดกำหนดเกณฑ์ในการพิจารณาเรื่องนี้ว่าจะดำเนินการอย่างไร ดูแลอย่างไร และถ้าไม่ทำตามเกณฑ์ก็ต้องมาดูกันต่อไป

    “ตอนนี้ต้องถามว่าประชาชนไม่พอใจอะไร คนที่มีเงินมากๆ ก็อยากส่งลูกเข้าโรงเรียนดังๆ และโรงเรียนดังๆ ที่เด็กแย่งเข้า ไม่ได้มีเฉพาะในบางโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)เท่านั้น แต่มีทั้งในส่วนของโรงเรียนเอกชน และโรงเรียนสาธิต ก็ต้องไปตามดูด้วยว่ามีเงื่อนไขพิเศษเหล่านี้ในรูปแบบไหน อย่างไร ” นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

     ส่วนกรณีที่ขอให้ทางกระทรวงศึกษาธิการตรวจสอบบัญชีผอ.โรงเรียนดังทั่วประเทศ นั้น คงไม่สามารถทำได้ เพราะไม่สามารถแยกได้ว่าโรงเรียนไหนดังและไม่ดัง อีกทั้งไม่มีอำนาจ ไม่มีกฎหมายใดที่จะเข้าไปตรวจสอบ ซึ่งเรื่องนี้คงต้องให้ทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เข้าไปดำเนินการ เพราะมีอำนาจในการตรวจสอบเรื่องนี้

     ด้าน ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวว่า ถ้าเรื่องการจ่ายเงินแป๊ะเจี๊ยะ เพื่อแลกกับที่นั่งเรียน เป็นปัญหาคณะกรรมการอิสระฯ ก็คงต้องมีการนำมาหารือ ทั้งในเชิงผลกระทบ สาเหตุการเกิดปัญหา และรูปแบบที่ดีที่สุดควรจะเป็นอย่างไร

      เพราะหากมีการจ่ายเงินเพื่อแลกที่นั่งเรียนและเงินนั้นเข้ากระเป๋าใครคนใดคนหนึ่งนั้นเป็นเรื่องที่ผิด แต่โรงเรียนก็มีความจำเป็นที่จะต้องรับการสนับสนุนจากผู้ปกครอง เพื่อพัฒนาโรงเรียนให้ดีขึ้น ไม่ใช่รับเฉพาะเงินสนับสนุนจากรัฐบาลเท่านั้น ดังนั้นเราจะต้องมาหาแนวทางที่จะทำให้เงินสนับสนุนส่วนนี้ถูกต้องและไม่เกิดความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร

“ประจิน”ยันไม่ยุบสมศ.แต่ต้องปรับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/284901

“ประจิน”ยันไม่ยุบสมศ.แต่ต้องปรับ

ปรับการทำงาน, ประจิน, หมอธี, ครม, สมศ, สสวท, สทศ, กพร

รองนายกฯ ย้ำไม่ยุบสมศ. แต่ต้องปรับตัวใหม่ เน้นร่วมมือทุกภาคส่วน ประเมินภายนอก-ภายในต้องสอดคล้องกัน ด้าน “หมอธี” เผยให้สมศ.มาอยู่ภายใต้การกำกับรมว.ศึกษาธิการ

     จากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) มาอยู่ในกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นั้นพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เปิดเผยว่า  จากนี้สมศ.จะต้องปรับตัวในการทำงานใหม่

โดยเปลี่ยนการทำงานใหม่ที่เน้นความร่วมมือกับทุกภาคส่วนมากขึ้น ทั้งกับโรงเรียน ผู้บริหาร นักเรียน รวมถึงศธ. โดยเฉพาะในการประเมินภายนอกและประเมินภายในที่จะต้องสอดคล้องกัน มากขึ้น

ขณะเดียวกันศธ.ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยว่าผลการจัดการศึกษาไม่ได้ตกต่ำอย่างที่หลายคนเข้าใจกัน แต่ที่ผลออกมาว่าการศึกษาไทยตกต่ำเช่นนั้นอาจเป็นเพราะแนวทางการประเมินของภายในประเทศ กับต่างประเทศไม่สอดคล้องกัน ส่วนที่มีผู้เรียกร้องให้ยุบ สมศ.นั้น ยืนยันว่าไม่ยุบแน่นอน แต่ สมศ.ต้องปรับตัวเองใหม่

สำหรับการประเมินภายนอกรอบที่ 4 ซึ่งเริ่มประเมินได้ประมาณช่วงไตรมาสที่ 4 คือเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งจะประเมินโรงเรียนที่สมัครใจเข้ารับการประเมินก่อน โดยจะใช้เกณฑ์การประเมินใหม่ที่จะไม่ใช้เกณฑ์กลางในการประเมินเหมือนกันทั่วประเทศ เหมือนที่ผ่านมา แต่จะใช้เกณฑ์การประเมินที่เหมาะสมกับแต่ละโรงเรียน

รวมทั้งเป็นการประเมินเพื่อให้คำแนะนำว่าโรงเรียนมีจุดบกพร่องตรงไหน ควรจะปรับปรุงเรื่องอะไร และจะต้องให้เวลาโรงเรียนในการปรับปรุงด้วย             อย่างไรก็ตามสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ สมศ.จะเข้าพบในฐานะที่กำกับดูแล สมศ. ซึ่งคงจะมาเล่าให้ฟังว่าถึงการเตรียมการดำเนินงานในการประเมินรอบใหม่ว่าเป็นอย่างไรบ้าง รวมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและดูว่าจะช่วยกันสร้างความเข้มแข็งให้แก่การศึกษาไทยอย่างไรบ้าง

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ  กล่าวว่า  ขั้นตอนต่อจากนี้ไป ศธ.รอการแก้ไขพระราชกฤษฎีกาเกี่ยวกับการเปลี่ยนหน่วยงานตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ สมศ.มาอยู่ภายใต้การกำกับของ รมว.ศึกษาธิการ  ซึ่งเป็นการเปลี่ยนคำจำกัดความเพียงนิดเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นองค์กรอิสระเหมือนเดิมคล้ายกับสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาลัยศาสตร์และเทคโนโลยี  (สสวท.) ที่มีคณะกรรมการกำกับดูแล

ซึ่งไม่ได้เป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างแต่เปลี่ยนการทำงานให้สอดคล้องกัน มีภารกิจที่อิสระเพียงแต่ภายใต้การกำกับของ รมว.ศึกษาธิการ  ทั้งนี้ไม่ห่วงการทำงานของ สมศ.แล้ว อีกทั้งก็ยังได้พบกับ ผอ.สมศ.คนใหม่แล้วเช่นกันก็สามารถทำงานด้วยกันได้

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่าว่า เรื่องนี้คือการกำกับดูแลแต่ไม่ได้เข้าไปยุ่งในเรื่องของการประเมิน ซึ่งสมศ.ยังเป็นองค์กรอิสระเหมือนเดิม เช่น สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ก็ไม่เคยเข้าไปสั่ง สทศ.ว่าให้ออกข้อสอบแบบนั้นแบบนี้ เป็นต้น เพราะทำไม่ได้

เพราะทั้งสทศ.และสมศ.มีการบริหารโดยคณะกรรมการอยู่แล้ว และตนคงไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงาน แต่เหตุผลการเปลี่ยนมองว่าเป็นเรื่องของความเหมาะสมมากกว่า

ส่วนที่นักวิชาการมองว่า สมศ.อยู่ใต้ปีก ศธ.เหมือนเป็นการถอยหลังลงคลองนั้น อยากจะคิดหรือพูดอะไรก็ตามใจ เพราะเรื่องนี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เป็นผู้กำหนดให้ ครม.พิจารณา

ครั้งแรกสอบผอ.เขตประเมิน360องศา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/284894

ครั้งแรกสอบผอ.เขตประเมิน360องศา

สอบผอสพท, ปฏิทินสอบคัดเลือก, 110 อัตรา, สพท, สพฐ, กคศ, สพป, สพม

เปิดสอบผู้อำนวยการ สพท.ทั่วประเทศรวมทั่วไป-ประสบการณ์110อัตรา ประเมิน360องศาเป็นครั้งแรกโดยผู้ใต้-บังคับบัญชา พร้อมทดลองงาน 1 ปีประกาศตั้งโดยไม่ขึ้นบัญชี

       ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.60 ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบปฏิทินการสรรหาผู้อำนวยการสพท. ตามหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ สพท. สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.)กำหนด แทนตำแหน่งว่าง จำนวน 110 อัตรา

ดังนี้ ประกาศรับสมัครวันที่ 11 กรกฎาคม 2560 รับสมัคร วันที่ 26 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม 2560 สอบภาค ก ความรู้ความสามารถด้านการบริหารงานในหน้าที่ และความรู้ความสามารถด้านการวิเคราะห์กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานและการนำไปใช้ 50 คะแนน วันที่ 26 สิงหาคม 2560

ภาค ข ไม่มีการสอบ แต่จะประเมินความเหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ โดยประเมินศักยภาพในการทำงาน 50 คะแนน ประกาศรายชื่อผู้ผ่านภาคก และภาค ข ต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 50 รวมสองภาคต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ประกาศรายชื่อเป็นสองเท่าของจำนวนตำแหน่งว่าง เรียงลำดับตามตัวอักษร วันที่ 31 สิงหาคม 2560

ปลัด ศธ.กล่าวต่อไปว่า ภาค ค สอบสัมภาษณ์ ในวันที่ 4-5 กันยายน 2560 ประกาศผลผู้ได้รับการคัดเลือก ซึ่งต้องได้คะแนนรวมทั้งสามภาคไม่ต่ำกว่าร้อยละ60 และจะประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเท่ากับจำนวนตำแหน่งว่าง เพื่อเข้ารับการพัฒนาก่อนการบรรจุและแต่งตั้ง

โดยไม่มีการขึ้นบัญชี ภายในวันที่ 8 กันยายน 2560 พัฒนาก่อนการบรรจุและแต่งตั้ง 30 วัน ระหว่างวันที่ 25 กันยายน-24 ตุลาคม 2560 บรรจุและแต่งตั้งผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนและผ่านการพัฒนา ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสพท. วันที่ 16 ตุลาคม 2560 ผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งจะต้องเข้ารับการ ประเมินสัมฤทธิผลในการปฏิบัติงาน 2 ครั้ง ทุก 6 เดือน

ส่วนการออกข้อสอบ คณะกรรมการสรรหาฯ จะแต่งตั้งคณะกรรมการออกข้อสอบของศธ. ดำเนินการออกข้อสอบเองทั้งหมด คุณสมบัติของสมัคร เป็นรองผู้อำนวยการ สพท. และผู้อำนวยการสถานศึกษา ที่มีวิทยฐานะระดับเชี่ยวชาญ

ทั้งนี้ ผู้สมัครจะต้องเลือกว่า จะสมัครที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) หรือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ที่ใดที่หนึ่งเท่านั้น โดยการคัดเลือกครั้งนี้มี อัตราว่างจำนวน 110 อัตรา แบ่งเป็น สพป. 93 อัตรา สพม. 17 อัตรา ถือเป็นการรับสมัครคัดเลือกผู้อำนวยการ สพท. แทนตำแหน่งกว่าครึ่งของจำนวนเขตพื้นที่ฯ ทั่วประเทศ ที่มีอยู่ 225 สพท.

“การคัดเลือกครั้งนี้จะแตกต่างกับที่ผ่านมาคือ ไม่มีการขึ้นบัญชี ไม่มีการแบ่งผู้สมัครเป็นกลุ่มทั่วไปและกลุ่มประสบการณ์ มีการประเมิน ความรู้ ทักษะ ศักยภาพ แบบ 360 องศา โดยผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชา และหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงยังมีการทดลองงานเป็นเวลา 1 ปี “ดร.พฤกษ์ กล่าว

ภายหลังจากบรรจุแต่งตั้งผู้อำนวยการสพท.เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไป จะเร่งสรรหาผู้เหมาะสมเพื่อบรรจุและแต่งตั้งในตำแหน่งรองผู้อำนวยการสพท. ซึ่งจะมีตำแหน่งว่างเพิ่มขึ้น จากเดิมที่ว่างอยู่ 207 อัตรา

โดยจะดำเนินการตามที่ก.ค.ศ.แนะนำคือ เกลี่ยอัตรารองผู้อำนวยการประเภทเงื่อนไข หรือรองผูอำนวยการดอกจัน ซึ่งมีอยู่ 300 อัตรา เข้าสู่ตำแหน่งรองผู้อำนวยการ ประเภทโครงสร้างก่อน หากยังมีตำแหน่งว่าง ค่อยเปิดรับสมัครคัดเลือกต่อไป

“ความเชื่อ…ที่ไร้ความหวัง” อุดมศึกษาไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/284851

“ความเชื่อ…ที่ไร้ความหวัง” อุดมศึกษาไทย

มายาคติ, อุดมศึกษา, ระบบราชการ, อุดมศึกษาไทย, ความเชื่อที่ไร้ความหวัง, มธก

มายาคติ เป็นการพูดถึงความเชื่อผิด ๆ ความเข้าใจของมหาวิทยาลัยที่ไม่ตรงกับประเทศ ซึ่งมายาคติในอุดมศึกษาไทย แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม..

     เดินก้าวสู่ปี 83 ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งที่ 2 ของประเทศไทยที่ได้ก่อตั้งขึ้น ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2477 โดยมีชื่อเมื่อเริ่มก่อตั้งว่า “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์ และการเมือง” (มธก.) มหาวิทยาลัยนี้ถือกำเนิดมาจากความคิดริเริ่มของ ศ. ดร.ปรีดี พนมยงค์

ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ กีรตยาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาสังคมศาสตร์ ประจำปี 2559  กล่าวปาฐกถา หัวข้อ  มายาคติในอุดมศึกษาไทย  ตอนหนึ่งว่า มายาคติ เป็นการพูดถึงความเชื่อผิด ๆ ความเข้าใจของมหาวิทยาลัยที่ไม่ตรงกับประเทศ ซึ่งมายาคติในอุดมศึกษาไทย แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก  มายาคติผู้กำหนดนโยบายภาครัฐ ศธ.มีการบริหารเป็นองค์กร กรรมการดูแลแต่ละองค์กร  ซึ่งโครงสร้างแบบแท่ง ไม่จำเป็นต้องมีสายบังคับเดียวกัน ไม่ได้มีใครคนเดียวดูแลทั้งองค์กร  เพราะการศึกษาคาดหวังให้คนๆ เดียวทำคงไม่ได้ จึงต้องมีคณะบุคคล ยิ่งอุดมศึกษา ไม่ใช่เรื่องการบริการประชาชน และธรรมาติของอุดมศึกษาต้องการความอิสระ ไม่ต้องการให้ใครสั่ง เพราะคงไม่มีใครรู้จักมหาวิทยาลัยดีเท่ากับมหาวิทยาลัยนั้นๆ เอง ระดับนโยบาย และองค์กรกลางภาครัฐ เข้าใจมหาวิทยาลัยผิดพลาด บอกให้มหาวิทยาลัยทำเหมือนกรม ในเรื่องงบประมาณ อัตรากำลัง ทุกแห่งล้วนคิดว่ามหาวิทยาลัยเหมือนราชการอื่น ซึ่งไม่ค่อยมีคนเข้าใจ และมหาวิทยาลัยต้องพยายามอธิบายเรื่องนี้

กลุ่มที่ 2  มายาคติของผู้กำหนดนโยบายหรือผู้บริหารการศึกษา หลายครั้งที่มีการตั้งคำถามว่า ทำไมสั่งมหาวิทยาลัยไม่ได้ไม่ควรให้มหาวิทยาลัยคิดเอง หรือต้องให้รมว.ศึกษาธิการเป็นคนสั่ง  กลุ่มที่  3 มายาคติอุดมศึกษาระดับการบริหารงานในมหาวิทยาลัย ตามความจริง การบริหารสูงสุดในหมาวิทยาลัย คือสภามหาวิทยาลัย ที่มีประสบการณ์ในการทำงาน แต่ด้วยความคุ้นเคยระบบราชการ และสภามหาวิทยาลัยมองว่าตัวเองเป็น กลุ่มคน กรรมการที่ปรึกษา ทั้งที่ สภามหาวิทยาลัย ไม่ได้มีหน้าที่เป็นเพียงที่ปรึกษา ให้ความคิดเห็น หรือให้คำแนะนำ มองว่าอธิการบดีเป็นผู้รับผิดชอบบริหารมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่สภามหาวิทยาลัยต้องรับผิดชอบมาตรฐานที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ รับผิดชอบงบประมาณ  การบรรจุอัตรากำลังอาจารย์ เจ้าหน้าที่ประจำของมหาวิทยาลัย ต้องมองว่าเป็นผู้รับผิดชอบ

“สภามหาวิทยาลัยไม่ได้นำพากับการบริหารมหาวิทยาลัย ปล่อยให้อธิการบดีรับผิดชอบ เพราะทุก 3-4 ปี เปลี่ยนอธิการบดี เปลี่ยนตามวาระ จะเอาเณรมาเป็นเจ้าอาวาสยังได้   แต่สภามหาวิทยาลัยยังอยู่  ซึ่งเป็นมายาคติของผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย อาจารย์ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ไม่เข้าใจว่ามหาวิทยาลัยมีความพิเศษ อิสระไม่เหมือนที่อื่น  เช่น การที่ประชุมสภาคณาจารย์ หรือสภาบุคลากร พนักงานของมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เรียกร้อง ต่อต้าน การที่เอาคนอายุเกิน 60 ปี มาแต่งตั้งเป็นอธิการบดี เห็นด้วยกับความเคลื่อนไหวแบบนี้ แต่ไม่เห็นด้วยที่ยกประเด็นขึ้นมาว่าทำไม่ เกิน 60 ปี  เป็นอธิการบดีไม่ได้ เพราะเป็นการอธิบายเชิงราชการ เกษียณอายุราชการ 60 ปี และที่ร้องว่าผิดกฎหมาย แต่ไม่มีข้อห้ามใดๆ ไม่ผิดกฎหมาย  เป็นดุลยพินิจของสภามหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง หรือการขอเงินเดือนแก่พนักงานมหาวิทยาลัย 1.4-1.5 เท่าแก่รัฐ แต่มหาวิทยาลัยจะนำมาจัดสรรอย่างไรก็ได้  เพราะอัตราที่ตั้งไว้เฉพาะเสนอสำนักงบประมาณเท่านั้น ถ้ามหาวิทยาลัยจะตัดสินใจว่าใช้  1.3 เท่า แล้วหักไว้เป็นเงินสวัสดิการ  เงินสมทบ หรือตำแหน่งวิชาการ ก็เป็นดุลยพินิจด้วยชอบ

ตามพ.ร.บ.ของมหาวิทยาลัย และไม่ใช่สิทธิ์ของพนักงานมหาวิทยาลัยที่จะมาร้องเรื่องนี้ ดังนั้น ด้วยความเคารพ คำวินิจฉัยของศาลปกครอง ว่าเข้าใจเรื่องนี้ใหม่ นี้คือ มายาคติ เราคิดตามระบบราชการ และไม่เข้าใจความอิสระของมหาวิทยาลัย ถ้าเป็นข้าราชการตั้งเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น แต่พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งออกข้อบังคับเอง เป็นดุลยพินิจมหาวิทยาลัยทำได้ และไม่ใช่สิทธิพนักงานมหาวิทยาลัย

“เรื่องเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่า แม้กระทั้งผู้คนในอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งไม่เข้าใจเรื่องเฉพาะของตนเอง ผมก็ไม่คิดว่าเราจะเปลี่ยนแปลงอุดมศึกษาได้มาก  ไม่ว่าจะเป็นบริบทโลกที่เปลี่ยนไป เราจะตระหนัก  4.0 ถ้าไม่เข้าใจพื้นฐานระบบบริหาร การออกแบบมหาวิทยาลัย ความสัมพันธ์ระหว่างอุดมศึกษากับหน่วยงานของรัฐ ชัดเจนตามพ.ร.บ.ของมหาวิทยาลัย  ผมไม่ค่อยมีความหวัง ปรับรื้อระบบอุดมศึกษาของประเทศ ทั้งหมดนี่คือสิ่งที่เรียกว่ามายาคติในอุดมศึกษาไทย” ศ.ดร.สุรพล กล่าว

ตั้งเป้าลดคนตายโรคหลอดเลือดหัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/284847

ตั้งเป้าลดคนตายโรคหลอดเลือดหัวใจ

พัฒนาระบบบริการสาขาโรคหัวใจ, โรคหัวใจขาดเลือด, อัตราการเสียชีวิต, ไต้ฝุ่นโรคีถล่มญี่ปุ, Service Plan, Coronary interventionists, STEMI Fast Track, STEMI

สธ.เผย 3 ปีพัฒนาระบบบริการสาขาโรคหัวใจได้ผลดี ทั้ง 12 เขตตรวจสุขภาพ รพ.แต่ละประเภทสามารถให้บริการได้ครอบคลุม ลดตัวเลขการเสียชีวิตได้กว่า 2 หมื่นราย

       โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของคนไทย รองจากโรคมะเร็ง และปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า จากข้อมูลในปี 2558 พบว่ามีผู้เสียชีวิต 61,871 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือด 19,417 ราย สธ.จึงได้พัฒนาระบบการดูแลรักษาโรคหัวใจตามแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาอย่างรวดเร็ว ใกล้บ้าน มีระบบเครือข่ายการส่งต่อที่ชัดเจนในแต่ละเขตสุขภาพ เชื่อมโยงระหว่างโรงพยาบาลเล็กและโรงพยาบาลใหญ่

รวมทั้งมีการส่งต่อข้อมูลผู้ป่วยกลับไปยังโรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลใกล้บ้านเพื่อให้ได้รับการดูแลต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด  ที่ต้องได้รับการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนหรือยาละลายลิ่มเลือดทันเวลา

นพ.โสภณ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ในรอบ 3 ปี  สธ.ได้พัฒนาระบบบริการสาขาโรคหัวใจ  ดังนี้ 1.พัฒนาให้โรงพยาบาลชุมชนตั้งแต่ 30 เตียงขึ้นไปทุกแห่งรวม 797 แห่ง สามารถให้ยาละลายลิ่มเลือดและจัดตั้งหน่วยดูแลผู้ป่วยที่ได้รับยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด 2.พัฒนาโรงพยาบาลศูนย์ที่ให้บริการตรวจสวนหัวใจและขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน 23 แห่ง สามารถผ่าตัดหัวใจแบบเปิดได้ 19 โรงพยาบาลครบทั้ง 12 เขตสุขภาพ ลดระยะเวลารอคอยการผ่าตัดหัวใจเหลือเฉลี่ยไม่เกิน 6 เดือน 3.จัดตั้งคลินิกหัวใจล้มเหลวในโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปรวม 42 แห่งจากที่มีทั้งหมด 81 แห่ง 4.มีอายุรแพทย์โรคหัวใจประมาณ 1,000 คน เป็นแพทย์ที่ผ่าตัดรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary interventionists)ได้ประมาณ 280 คน ช่วยลดการสูญเสียชีวิตประชาชน 21,961 ราย

สำหรับในปีงบประมาณ 2560 สธ.ตั้งเป้าลดอัตราการเสียชีวิตผู้ป่วยหลอดเลือดหัวใจให้เหลือไม่เกิน 28 คนต่อประชากรแสนคน และอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันในโรงพยาบาลไม่เกินร้อยละ 13.7  โดยจะพัฒนาให้โรงพยาบาลศูนย์ทุกเขตสุขภาพ มีระบบทางด่วนโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (STEMI Fast Track) และมีบริการสวนหัวใจ ส่วนโรงพยาบาลชุมชนตั้งแต่ 30 เตียงขึ้นไปทุกแห่งสามารถให้ยาละลายลิ่มเลือดได้  ผลการดำเนินงานรอบ 6 เดือนแรกปีงบประมาณ 2560  สามารถลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยหลอดเลือดหัวใจเหลือ 11.1 ต่อแสนประชากร ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 28 คนต่อประชากรแสนคน และผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (STEMI) ที่เสียชีวิตในโรงพยาบาลเฉลี่ยร้อยละ 10.65 ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือร้อยละ 13.7

LEAP หลักสูตรเร่งรัดธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/284777

LEAP หลักสูตรเร่งรัดธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ

หลักสูตรอีคอมเมิรซ์, LEAP, Sasin Entrepreneurship Center, disruption

ศศินทร์ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ เปิดตัวหลักสูตรเร่งรัดธุรกิจอี-คอมเมิร์ซแห่งแรก เน้นการคตลาด ค้าปลีกออนไลน์ เรียน 10 สัปดาห์ใช้ภาษาอังกฤษ เริ่มเรียน 9 ก.ย.นี้

      ศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจแห่งศศินทร์ (Sasin Entrepreneurship Center) ร่วมกับ ecommerceIQ เปิดตัวหลักสูตรใหม่เพื่อพัฒนามืออาชีพด้านอี-คอมเมิร์ซให้ก้าวสู่ความเป็นผู้นำโลกดิจิตอลโดยหลักสูตรเร่งรัดผู้นำอี-คอมเมิร์ซ (Leadership Ecommerce Accelerator Program หรือ LEAP)

นายนิกม์ พิศลยบุตร ผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจแห่งศศินทร์ กล่าวว่า “ในฐานะที่ศศินทร์ เป็นสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจอันดับหนึ่งของไทย จึงมุ่งมั่นที่จะมอบความรู้ที่ทันสมัยและดีที่สุดแก่นักศึกษาของเราเพื่อเสริมสร้างโอกาสความสำเร็จสูงสุด ในปัจจุบันความก้าวหน้าด้านอี-คอมเมิร์ซ และ เทคโนโลยีเป็นไปอย่างรวดเร็วจนมีผลกระทบ (disruption) ต่ออุตสาหกรรมต่างๆ อย่างมีนัยสำคัญ

ศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการฯ จึงร่วมมือกับบริษัท ecommerceIQ บริษัทวิจัยการตลาดแห่งแรกในอาเซียนที่เน้นการตลาดการค้าปลีกออนไลน์ เพื่อเสริมความรู้ความได้เปรียบแก่นักศึกษาของเราได้มีความพร้อมในสายธุรกิจที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดนี้ หลักสูตรเร่งรัดผู้นำอี-คอมเมิร์ซ หรือ LEAP ดังกล่าวมีระยะเวลา 10 สัปดาห์ โดยจะสอนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด เริ่มวันที่ 9 กันยายน 2560 นี้ที่ศศินทร์ หากสนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสมัครเรียนได้ที่ https://ecommerceiq.asia/leap-ecommerceiq-sasin/ หรือติอต่อคุณสุรสิทธิ์ได้ที่ อีเมล์ surasit.sachdev@sasin.edu หรือโทร 083 916 3158

ไพรินทร์ -เอกนิติ –ศุภชัย” 3คพอต.ดูแลต่างชาติเปิดม.ในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/284725

ไพรินทร์ -เอกนิติ –ศุภชัย” 3คพอต.ดูแลต่างชาติเปิดม.ในไทย

3คพอตดูแลต่างชาติเปิดมในไทย, ศุภชัย, ไพรินทร์, -เอกนิติ, –ศุภชัย, คพอต, มหาชน, BEng, เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง, MEng, DEng, กพม, การเงิน, ศุภชัย , แล็บ ฟาซิลิตี้, สกอ

3 กรรมการในคณะกรรมการพัฒนาการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ (คพอต.) เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย และเป็นตัวจากภาคเอกชน

       .เมื่อวันที่ 20 มิย. 2560 “นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ” ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ สกอ. 955/2560 แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ 3 คน ประกอบด้วย 1.นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร 2.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และ3.นายศุภชัย เจียรวนนท์ เป็นกรรมการในคณะกรรมการพัฒนาการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ (คพอต.) เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย และเป็นตัวจากภาคเอกชน

   ไล่เรียงจาก ไพรินทร์ ชูโชติถาวร อดีตอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จบปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ (B.Eng) จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) ปริญญาโท วิศวกรรมศาสตร์ (M.Eng) จาก Tokyo Institute of Technology, ประเทศญี่ปุ่น และปริญญาเอก วิศวกรรมศาสตร์ (D.Eng) จาก Tokyo Institute of Technology, ประเทศญี่ปุ่น

    ปัจจุบัน เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล,กรรมการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย,ที่ปรึกษา สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ ,กรรมการ คณะกรรมการเร่งรัดนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ สำนักขับเคลื่อนอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพของประเทศ

    สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ,กรรมการ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ,กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน (กพม.) ,กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง  หลังจบ ม.6 จากวชิราวุธวิทยาลัย ได้เข้าศึกษาต่อที่ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังคว้าเศรษฐศาสตร์ บัณฑิต เกียรตินิยม เริ่มต้นชีวิตการทำงานในภาคเอกชนรับราชการในปี 2536 ที่ กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง

    ต่อมาสอบทุน ก.พ. ตามความต้องการของสำนักงาน เศรษฐกิจการคลัง ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์ที่ University of Illinois at Urbana-Champaign มลรัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา และปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ที่ Claremont Graduate University มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ

   ผลงานที่เขา ภาคภูมิใจมากที่สุดเพราะเป็นคนออกแบบและวางรากฐานของระบบการ วิเคราะห์และประมาณการเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นทางการขึ้นครั้งแรกในกระทรวงการคลัง และเป็นคนจัดทำรายงานประมาณการเศรษฐกิจไทย ฉบับแรกของกระทรวงการคลัง เคยดำรงตำแหน่งอัครราชทูต ฝ่ายเศรษฐกิจการคลัง ประจำสหราชอาณาจักรและยุโรป

    ซึ่งเป็น ตำแหน่งเดียวกับ ดร. ป๋วย อึ้งภากรณ์ เคยทำที่ลอนดอน บทความบางส่วนของ ดร. ป๋วย ที่ ธปท. รวบรวมไว้ ได้สร้าง แรงบันดาลใจและให้ข้อคิดในการทำงานได้เป็นอย่างดี

    เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า ศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศไทย จะลดน้อยถอยลงจึงต้อง เร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางกายภาพและทางด้านสังคมควบคู่ กันไป โดยเฉพาะระบบการศึกษาที่ต้องมีคุณภาพและเปิดโอกาสให้เด็ก ไทยได้เข้าศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน

     ขณะที่ ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และกรรมการในคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ในรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จบการศึกษา ปริญญาตรี บริหารธุรกิจ จากบอสตันยูนิเวอร์ซิตี้ สหรัฐอเมริกา – ปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ (การเงิน) จากบอสตันยูนิเวอร์ซิตี้ สหรัฐอเมริกา

      “ศุภชัย ” ซึ่งร่วมในนโยบายประชารัฐด้านการศึกษา ที่เจ้าตัวบอกว่าเป้าหมายแรกคือ จะทำอย่างไรที่จะทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชน และผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนในการพลิกระบบการศึกษาไทย จนไปสู่เป้าหมายของการเป็น “ศูนย์กลางการศึกษาของอาเซียน” ซึ่งปลายทางของการศึกษาจะไปจบที่การวิจัย และการที่เอกชนสามารถนำงานวิจัยของนักวิจัยนั้นไปใช้ได้ การวิจัยในเชิงเทคโนโลยีที่เป็นอนาคตของโลกนั้น มี 4 ด้าน ได้แก่ 1.ไบโอ เทคโนโลยี ซึ่งจะรวมไปถึงด้านการแพทย์

       และมองว่าประเทศไทยมีพื้นฐานที่ดีในเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะจะมีความเกี่ยวข้องกับการเกษตรด้วย ที่เรามีพื้นฐานอยู่แล้ว 2.ดิจิทัล เทคโนโลยี แน่นอนว่าไทยเรามีศักยภาพมหาศาล 3.โรบอติก ซึ่งไทยมีอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างใหญ่ คืออุตสาหกรรมยานยนต์ และยังมีกลุ่มนักศึกษานำหุ่นยนต์ไปแข่งขันและชนะเลิศในต่างประเทศมาจำนวนมาก สุดท้าย 4.นาโน เทคโนโลยี

      แต่สิ่งที่จะทำให้เกิดขึ้นได้คือ จะต้องมี “แล็บ ฟาซิลิตี้” จะต้องเลือกมหาวิทยาลัยที่จะเข้ามาทำงานร่วมกับภาคเอกชน จะเป็นการเชื่อมต่อระหว่างกันในการสนับสนุนด้านการลงทุน และการนำนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์เก่งๆ ระดับโลกเข้ามา โดยภาครัฐสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้หลายวิธี ทั้งในเรื่องเงินและการให้แรงจูงใจ

      “หากรัฐเจียดงบประมาณมาปีละ 2 หมื่นล้านบาท จากงบประมาณด้านการศึกษาที่มีอยู่แล้วปีละ 5.1 แสนล้านบาท มาทำแล็บ ฟาซิลิตี้ และบางส่วนนำไปจ้างบุคลากรระดับโลกเวียนเข้ามาตามสัญญาจ้าง เชื่อได้เลยว่าอย่างน้อยจะมี 3 มหาวิทยาลัยของไทยได้ขึ้นแท่นเป็นสถานศึกษาระดับโลก และที่่ต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเข้ามานั้น ก็เพราะว่าเราต้องการเร่งรัดดำเนินการให้เกิดขึ้นได้เร็วขึ้น จากนั้นยังสามารถต่อยอดงานวิจัยไปสู่งานระดับสูง และนำไปใช้ด้านการพาณิชย์ ทางการค้าได้อีก”

      นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการส่งข่าวไปยังประเทศต่างๆ เพื่อแจ้งว่าประเทศไทยจะเปิดให้ต่างชาติเข้ามาจัดตั้งสถาบันการศึกษาได้ เช่น ประเทศอังกฤษ เป็นต้นจากนี้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) จะวิเคราะห์ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมของรัฐบาล เพื่อจับคู่กับสาขาวิชาที่สอดคล้องกัน และกำหนดแนวทางการดำเนินการ เพื่อจะสามารถวิเคราะห์ได้ว่าสาขาวิชาใดบ้างที่สามารถและไม่สามารถดำเนินการใดบ้าง

      นอกจากนั้นยังต้องกำหนดโค้ช และหาผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาที่ขาดแคลนมาช่วยเหลือประเทศไทย รวมถึงชักชวนมหาวิทยาลัยต่างชาติมาตั้งแคมปัสในประเทศไทย ขณะเดียวกันจะต้องกำหนดสัดส่วนระหว่างนักศึกษาไทยกับนักศึกษาต่างชาติที่จะมาเรียน เพื่อต้องการให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นเอเชียฮับทางด้านการศึกษา

       ดร.วีระชัย เตชะวิจิตร์  ประธานกรรมการกลุ่มโรงเรียนนานาชาติเดอะรีเจ้นท์ Thailand & UK กล่าวว่าเห็นด้วยกับการที่รัฐบาลเปิดให้ม.ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย แต่การที่ต่างชาติจะมาลงทุนเขาจะพิจารณาเรื่องความพร้อมด้านต่างๆอีกมาก ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาถึงสถานที่ตั้ง การอำนวยความสะดวก จำนวนประชากร และการเข้าถึงเรื่องโครงสร้างพื้นฐานต่้างๆด้วย ที่เป็นปัจจัยหลักๆของการลงทุน ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ในเมืองใหญ่ๆที่มีความพร้อมอย่างเช่น พัทยา เป็นต้น

      คงต้องรอดูกันต่อไปว่า “การเปิดให้ ม.ต่างชาติ”มาลงทุนในไทยจะเกิดขึ้นจริงได้มากน้อยแค่ไหน ระหว่างร่วมลงทุนกับม.ที่พร้อม กับการจัดตั้งสถาบันการศึกษาในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อรองรับประชาคมอาเซียนหรือเออีซี ในสาขาวิชาที่ขาดแคลน ที่มหาวิทยาลัยไทยยังไม่สามารถดำเนินการได้และมีบุคลากรไม่เพียงพอ

       0 ทีมข่าวคุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com 0

นศ.ไทยเขียนเรซูเม่เป็นแค่ 2% !!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/284717

นศ.ไทยเขียนเรซูเม่เป็นแค่ 2% !!

สมัครงาน, เรซูเม่, สมัครงานค่ะ ฝากพิจารณาด้วยนะคะ

พบการเขียนเรซูเม่ของนักศึกษาไทย กว่า 90% เขียนในรูปแบบเดียวกันคือเน้นการเขียนประวัติส่วนตัวและไม่มีรายละเอียดในด้านทักษะต่างๆที่ครบถ้วน

     หนึ่งปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขของประเทศไทยที่ดำเนินมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คงจะหนีไม่พ้นปัญหาการตกงาน ซึ่งอัตราคนตกงานในปีพ.ศ. 2560 อยู่ที่ 1.2% ของประชากรไทย

     ซึ่งถือว่ามีจำนวนผู้ตกงานมากกว่า 8 แสนคนทั่วประเทศ บริษัท iPrice ในเมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เผยข้อมูลเรซูเม่ของนักศึกษาไทยที่สมัครเข้ามาทำงานที่บริษัท iPrice ไม่มีเนื้อหาใด ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจรับเข้าทำงานได้เลย

      และที่น่าตกใจก็คือมีใบสมัครเพียง 1.5% ที่มีเนื้อหาครบถ้วนสำหรับการพิจารณาของฝ่ายบุคคล นักศึกษาที่ส่งใบสมัครเข้ามาส่วนหนึ่ง พวกเขาเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย

       “นักศึกษาไทยให้ความสำคัญเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป เช่น ชื่อ, ที่อยู่, งานอดิเรก ข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่ข้อมูลสำคัญที่จะถูกนำมาพิจารณา สิ่งที่บริษัทของเราให้ความสำคัญ คือ ทักษะ, ความสามารถ และความรู้ต่างหาก  เรซูเม่ที่นักศึกษาไทยส่งมาเมื่อเทียบกับเรซูเม่ของนักศึกษาจากประเทศอื่น ๆ ในแถบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นเรซูเม่ของนักศึกษาไทยถือเป็นเรซูเม่ที่ง่ายเกินไป 

     กล่าวคือมีเพียงชื่อของกิจกรรมที่เคยทำเท่านั้น เมื่อเทียบกับนักศึกษาในประเทศอื่น ๆ ซึ่งพวกเขานำเสนอกิจกรรมที่พวกเขาเคยทำได้อย่างน่าสนใจ มีรายละเอียดของกิจกรรมที่เคยทำครบถ้วน และมีการพูดถึงทักษะที่พวกเขาได้รับ

     กันต์พจน์ สุริวงศ์ Senior Content Marketing Executive บริษัท iPrice แนะนำ วิธีเขียนเนื้อหาให้ครบถ้วน รูปแบบการเขียนเรซูเม่ของนักศึกษาไทยที่ไม่สามารถใช้ประกอบการตัดสินใจได้เลย นั่นคือการเขียนประวัติแบบคร่าว ๆ ซึ่งอาจจะเป็นแบบย่อเกินไปจนไม่สามารถที่จะใช้ข้อมูลในการตัดสินใจอะไรได้เลย

      ตัวอย่างเช่น ในการนำเสนอความสามารถและทักษะต่าง ๆ นั้น นักศึกษาไทยนิยมเขียนโปรแกรมที่นักศึกษาสามารถใช้ได้ แต่บริษัทไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าโปรแกรมที่พวกเขาสามารถใช้ได้นั้นมีความละเอียดมากน้อยเพียงใด เช่น

ทักษะ : Excel, Word, Powerpoint

ภาษา : อังกฤษ, ไทย

     จากข้อมูลข้างต้น ทักษะประเภท Excel, Word และ Powerpoint นั้นควรเป็นทักษะพื้นฐานที่ทุกคนต้องมี ไม่จำเป็นต้องใส่ในเรซูเม่ก็ได้ แต่ถ้าหากคุณมีทักษะขั้นสูงสำหรับ Excel นั่นคือสิ่งที่คุณควรจะใส่ลงไป หรือถ้าหากคุณเรียนรู้โปรแกรมเฉพาะที่พิเศษกว่าคนอื่น ๆ เช่น Google Analytics สิ่งนี้จะช่วยให้เรซูเม่ของคุณโดดเด่นกว่าผู้สมัครคนอื่น

     นอกจากนี้การเขียนกิจกรรมในมหาวิทยาลัยที่พวกเขาได้เข้าร่วมนั้นมีเพียงชื่อของกิจกรรม แต่ฝ่ายบุคคลไม่สามารถรู้ได้เลยว่ากิจกรรมเหล่านั้นพัฒนาศักยภาพของผู้สมัครไปในทิศทางใด ถึงแม้จะมีกิจกรรมเจ๋ง ๆ มากมายบนใบสมัครของคุณ แต่ถ้าหากมันไม่สามารถบอกถึงความสามารถที่คุณมี ใบสมัครก็คงไม่ได้รับการพิจารณาอย่างแน่นอน

     ทางบริษัทเข้าใจข้อจำกัดของนักศึกษาไทยคือภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาหลักในการสื่อสาร สิ่งที่นักศึกษาจะต้องทำก็คือการเพิ่มข้อมูลประวัติและกิจกรรมของคุณให้ครบ

     อย่าวิตกว่าจะใช้ภาษาอังกฤษถูกต้องหรือไม่ อย่าใส่แต่หัวข้อ เช่น ถ้าหากคุณพูดถึงกิจกรรมที่คุณเคยทำในมหาวิทยาลัย คุณจะต้องบอกว่าสิ่งที่คุณทำนั้นพัฒนาทักษะใดของคุณเช่น

Gold Award Winner of Marketing Research Competition 2016

Created a marketing research proposal for X company to understand consumer behavior and trends.

Proposed strategies to improve consumer’s quality of life through a new mobile application channel: shopping-on-the-go.

    จากตัวอย่างข้างต้นนี้ บริษัทเห็นว่ากิจกรรมที่คุณทำนั้นทำให้คุณสามารถทำวิจัยการตลาดและเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค ที่สำคัญคุณสามารถนำเสนอไอเดียและกลยุทธ์ใหม่ ๆ จากข้อมูลที่คุณวิเคราะห์ไปข้างต้นได้

     “นักศึกษาไทย 7 คนจาก 10 คนนิยมส่งเรซูเม่ที่แนบรูปภาพที่ไม่เป็นทางการ อย่างเช่นรูปเซลฟี่หรือรูปขณะไปท่องเที่ยว ซึ่งถ้าหากไม่มีรูปภาพที่เป็นทางการแล้ว นักศึกษาก็ไม่ควรใส่รูปภาพเลยด้วยซ้ำ” นี่เป็นอีกหนึ่งข้อผิดพลาดที่นักศึกษาควรนำไปปรับปรุงเพื่อทำให้เนื้อหาของเรซูเม่ดีขึ้น

การส่งอีเมลที่เหมาะสม

    การส่งใบสมัครผ่านทางอีเมลโดยตรงหรือผ่านทางเว็บไซต์สมัครงานจะต้องเขียนเกริ่นนำที่มีความเหมาะสม นักศึกษาไทยจำนวนมากเขียนอีเมลโดยเพียงบอกแต่ว่า “สมัครงานค่ะ ฝากพิจารณาด้วยนะคะ” หรือ “ผมสนใจในตำแหน่งการตลาดครับ ฝากพิจารณาใบสมัครด้วยนะครับ”

     การเริ่มต้นอีเมลในรูปแบบนี้คงไม่ดีนัก สิ่งที่ทางบริษัทอยากจะแนะนำกับนักศึกษาคือต้องรู้จักการเขียนอีเมลที่เตะตากรรมการและเป็นมิตรต่อผู้อ่าน อีเมลที่มีเนื้อหาที่เหมาะสมประกอบไปด้วยการบอกจุดประสงค์ของอีเมลและการแนะนำตัว เช่น

หัวข้ออีเมล : สมัครงานตำแหน่งการตลาดออนไลน์

สวัสดีครับ (ชื่อผู้รับสมัครหรือบริษัทที่เปิดรับสมัคร)

สวัสดีครับผมชื่อ นาย ก. เรียนอยู่ที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    ผมทราบว่าบริษัทของคุณได้เปิดรับสมัครตำแหน่งการตลาดออนไลน์จำนวนหนึ่งตำแหน่ง เนื่องจากผมศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 เมเจอร์การตลาด ผมจึงมีความสนใจอย่างมากที่จะเข้าร่วมทำงานและเป็นส่วนหนึ่งของทีมครับ (ในส่วนนี้ให้บ่งบอกถึงความสนใจในตัวงาน)

    ผมแนบใบสมัคร, เรซูเม่ และ CV ของผมมาพร้อมอีเมลฉบับนี้

    ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผมจะได้รับการพิจารณาและได้รับโอกาสได้เข้าพูดคุยกับคุณในโอกาสต่อไป

ขอบพระคุณอย่างสูง

นาย ก.

เพียงการเขียนอีเมลแนะนำตัวเองง่าย ๆ เท่านี้ ก็จะทำให้บริษัทเห็นว่าคุณสามารถแนะนำตัวเองให้บริษัทจดจำได้ และที่สำคัญบริษัทก็พร้อมที่จะเปิดเรซูเม่ของคุณขึ้นมาพิจารณาอย่างแน่นอน

CV ต้องมีแต่อย่าหว่าน

     CV คือหนึ่งสิ่งที่นักศึกษาไทยมักไม่ให้ความสนใจ พวกเขามักคิดว่าเพียงเรซูเม่น่าจะพอสำหรับการใช้ตัดสินใจ เราได้กล่าวไปข้างต้นแล้วว่าเรซูเม่ที่นักศึกษาส่งเข้ามานั้น มีเพียงไม่ถึง 2% ที่จะได้รับการพิจารณาเนื่องจากมีเนื้อหาที่ไม่เพียงพอ ดังนั้น CV จึงเข้ามามีบทบาทในการช่วยตัดสินใจได้มากขึ้น

     จุดประสงค์หลักของ CV คือการบอกเล่าเรื่องราวของผู้สมัครและจุดประสงค์ในการเข้าทำงานในตำแหน่งนั้น ๆ ซึ่งนักศึกษาต้องจำไว้เลยว่า CV ต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้มีเนื้อหาที่สอดคล้องกับตำแหน่งที่คุณสมัคร ข้อมูลที่สำคัญที่คุณควรจะใส่ใน CV มีดังต่อไปนี้

     ย่อหน้าแรกควรบอกเล่าถึงตัวของคุณ เช่น ชื่อ, สถานศึกษา, ตำแหน่งที่สนใจ

     ย่อหน้าที่สองต้องเปลี่ยนเนื้อหาให้มีความเหมาะสมกับบริษัทหรือตำแหน่งที่สมัคร ถ้าหากคุณสมัครเข้ามาทำงานในตำแหน่ง Content Marketing คุณจะต้องบอกเล่าประสบการณ์การทำงานในด้านการตลาดที่ผ่านมา และที่สำคัญคือประสบการณ์เหล่านั้นจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทที่คุณสมัครได้อย่างไร

    ย่อหน้าสุดท้ายคือการขอบคุณสำหรับเวลาที่บริษัทได้พิจารณาประวัติของคุณ และคุณสามารถลงท้ายด้วยการขอให้พวกเขาพิจารณาอย่างเต็มที่

    เราเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าถ้าหากนักศึกษาไทยสามารถปรับปรุงการเขียนเรซูเม่, CV และอีเมลให้มีเนื้อหาที่เหมาะสมแล้วนั้น โอกาสในการได้รับเข้าสัมภาษณ์งานย่อมเพิ่มขึ้นสูงขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากความสามารถและศักยภาพของนักศึกษาไทยนั้นไม่ด้อยไปกว่านักศึกษาในประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลย

เปิดประวัติ “ไพรินทร์ -เอกนิติ –ศุภชัย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/284670

เปิดประวัติ “ไพรินทร์ -เอกนิติ –ศุภชัย”

มต่างชาติ, เปิดประวัติ, ไพรินทร์, -เอกนิติ, –ศุภชัย, คพอต, มหาชน, BEng, เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง, MEng, DEng, กพม, เกียรตินิยม, ทุนสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์, ทุนรัฐบาลไทย กพ, ฝ่ายเศรษฐกิจการคลัง, The Asian Crises Reexamined, การเงิน, Operation

 ตามที่ “นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ” ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ สกอ. 955/2560

      เรื่องการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ  สั่ง ณ วันที่ 20 มิ.ย. 2560 โดยกรรมการ 3 คน ประกอบด้วย  1.นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร  2.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และ3.นายศุภชัย เจียรวนนท์    ซึ่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน  จะไปเป็นกรรมการในคณะกรรมการพัฒนาการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ (คพอต.)

ทั้ง 3 ท่าน ถือได้ว่าเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย และเป็นตัวจากภาคเอกชน

อย่าง นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร  อดีตอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จบปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ (B.Eng) จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) ปริญญาโท วิศวกรรมศาสตร์ (M.Eng) จาก Tokyo Institute of Technology, ประเทศญี่ปุ่น และปริญญาเอก วิศวกรรมศาสตร์ (D.Eng) จาก Tokyo Institute of Technology, ประเทศญี่ปุ่น

  เคยดำรงตำแหน่ง  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ประธานกรรมการ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) กรรมการ คณะกรรมการส่งเสริมความร่วมมือภาคสังคม มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ที่ปรึกษา มูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย ที่ปรึกษา ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  ที่ปรึกษา คณะกรรมการเครือข่ายความร่วมมือพัฒนาอุตสาหกรรมด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ปัจจุบัน เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล,กรรมการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย,ที่ปรึกษา สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ ,กรรมการ คณะกรรมการเร่งรัดนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ สำนักขับเคลื่อนอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพของประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ,กรรมการ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ,กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน (กพม.) ,กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น

ต่อมา  นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง  จบการศึกษา ระดับปริญญาตรี เศรษฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ทุนสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์) ปริญญาโท M.S. in Economics, University of Illinois at Urbana-Champaign, U.S.A. (ทุนรัฐบาลไทย ก.พ.) และปริญญาเอก Ph.D. in Economics, Claremont Graduate University, U.S.A. (ทุนรัฐบาลไทย ก.พ.)

 เคยดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โฆษกกระทรวงการคลัง ประธานกรรมการบริหารของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย อัครราชทูต (ฝ่ายเศรษฐกิจการคลัง) ประจำสหราชอาณาจักรและยุโรป และ Senior Advisor ของธนาคารโลก ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รวมถึงมีผลงานวิชาการ หนังสือและสิ่งพิมพ์มากมาย เช่น หนังสือเรื่อง “โดมิโน เอฟเฟคต์: ทางรอดเศรษฐกิจไทยบนเส้นด้ายวิกฤติโลก” และบทความเรื่อง “The Asian Crises Reexamined” ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารของ MIT Press Journals of Asian Economic Papers

ปัจจุบัน ดร. เอกนิติ ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง ประธานกรรมการ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด และ กรรมการและกรรมการบริหารความเสี่ยง บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)

ขณะที่ นายศุภชัย เจียรวนนท์  ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และกรรมการในคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ในรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา  จบการศึกษา ปริญญาตรี บริหารธุรกิจ จากบอสตันยูนิเวอร์ซิตี้ สหรัฐอเมริกา – ปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ (การเงิน) จากบอสตันยูนิเวอร์ซิตี้ สหรัฐอเมริกา

เคยดำรงตำแหน่ง ผู้บริหารสายงานปฏิบัติการและการวางแผน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสด้านปฏิบัติการ (Operation) ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายสนับสนุนและประสานงานการวางแผนและปฏิบัติงานโครงการ เป็นต้น  นอกจากนั้น ยังดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานปฏิบัติการ บริษัท ยูทีวี เคเบิล เทเลวิชั่น รวมทั้งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทสำคัญในเครือเทเลคอมเอเชีย เช่น บริษัท เอเชีย ไวร์เลส คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ดำเนินธุรกิจด้านโทรศัพท์พีซีที บริษัท เอเชีย อินโฟเน็ต จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านอินเทอร์เน็ต บริษัท เอเชีย มัลติมีเดีย จำกัด ดำเนินธุรกิจด้านบรอดแบนด์ และบริษัท ไวร์เออ แอนด์ ไวร์เลส จำกัด ดำเนินธุรกิจก่อสร้างและการจัดจำหน่าย

ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่ง นายกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ,ที่ปรึกษากรรมการบริหารมูลนิธิราชประชานุเคราะห์, กรรมการมูลนิธิรามาธิบดี , กรรมการศูนย์ศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ ,กรรมการสภามหาวิทยาลัยกรุงเทพ ,กรรมการคณะกรรมการจัดหาทุนและประชาสัมพันธ์เพื่อก่อสร้างอาคารรักษาพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ และอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์,  ประธานคณะอนุกรรมการหาทุน ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย เป็นต้น

“3 เสือ กรรมการฯคพอต.”อนุมัติต่างชาติเปิดม.ในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/284666

“3 เสือ กรรมการฯคพอต.”อนุมัติต่างชาติเปิดม.ในไทย

ศธ, เสือ, 3 เสือ กรรมการฯคพอต, คสช, คพอต, กกอ, สกอ

รมว.ศึกษาธิการ ตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคพอต. “ไพรินทร์ -เอกนิติ –ศุภชัย” ดูแลต่างชาติเปิดมหาวิทยาลัยในไทย ขณะที่สกอ.เตรียมจับคู่10 กลุ่มอุตสาหกรรมกับสาขาวิชา

         จากที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มีคำสั่ง ที่ 29/2560 เรื่อง การส่งเสริมการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ ที่เปิดให้ต่างชาติเข้ามาจัดตั้งสถาบันการศึกษาในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อรองรับประชาคมอาเซียนหรือเออีซี โดยให้เปิดได้เฉพาะสาขาวิชาที่ขาดแคลน ที่มหาวิทยาลัยไทยยังไม่สามารถดำเนินการได้และมีบุคลากรไม่เพียงพอ

      นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ สกอ. 955/2560 เรื่องการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ  สั่ง ณ วันที่ 20 มิ.ย. 2560 โดยกรรมการ 3 คน ประกอบด้วย

1.นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร  2.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และ3.นายศุภชัย เจียรวนนท์    ซึ่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน  จะไปเป็นกรรมการในคณะกรรมการพัฒนาการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ (คพอต.) เพื่อการดำเนินการต่างๆ  แต่คพอต. คงจะยังประชุมเร็วๆ นี้ไม่ได้  เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนการส่งข่าวไปยังประเทศต่างๆ เพื่อแจ้งว่าประเทศไทยจะเปิดให้ต่างชาติเข้ามาจัดตั้งสถาบันการศึกษาได้ เช่น ประเทศอังกฤษ เป็นต้น

 ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) กล่าวว่า  สำหรับขั้นตอนจากนี้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) จะวิเคราะห์ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมของรัฐบาล เพื่อจับคู่กับสาขาวิชาที่สอดคล้องกัน และกำหนดแนวทางการดำเนินการ  เพื่อจะสามารถวิเคราะห์ได้ว่าสาขาวิชาใดบ้างที่สามารถและไม่สามารถดำเนินการใดบ้าง

นอกจากนั้นยังต้องกำหนดโค้ช และหาผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาที่ขาดแคลนมาช่วยเหลือประเทศไทย รวมถึงชักชวนมหาวิทยาลัยต่างชาติมาตั้งแคมปัสในประเทศไทย

ขณะเดียวกันจะต้องกำหนดสัดส่วนระหว่างนักศึกษาไทยกับนักศึกษาต่างชาติที่จะมาเรียน  เพื่อต้องการให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นเอเชียฮับทางด้านการศึกษา