ว้าววว “ประกันสังคม”มีเงินลงทุน 1.61 ล้านล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280010

ว้าววว “ประกันสังคม”มีเงินลงทุน 1.61 ล้านล้านบาท

ล้านล้านบาทรอ, เลขาธิการ สปส, สปส, ว้าววว, 161, ล้านล้านบาท, ประกันสังคม, มกราคม - เมษายน 2560, มกราคม – เมษายน 2560

สปส.แจงผลตอบแทนกองทุนประกันสังคม 4 เดือนแรก ปี2560 กว่า 17,205 ล้านบาท สิ้นเดือน เม.ย.นี้ มีเงินลงทุนสะสม 1.61 ล้านล้านบาท

          เมื่อวันที่ 30 พ.ค.2560นายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงการลงทุนของสำนักงานประกันสังคม ใน 4 เดือนแรก (มกราคม – เมษายน 2560) ซึ่งผลการดำเนินงานกองทุนประกันสังคมมีผลตอบแทนจากการลงทุนที่รับรู้แล้วทั้งสิ้น จำนวน 17,205 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2559 ที่มีผลตอบแทนจากการลงทุน ที่รับรู้แล้ว 16,525 ล้านบาท

          “ผลตอบแทนที่รับรู้แล้วใน 4 เดือนแรกปี 2560 แบ่งออกเป็นผลตอบแทนจากดอกเบี้ยและกำไรจากการขายตราสารหนี้และค่าธรรมเนียมการให้ยืมหลักทรัพย์ 13,493 ล้านบาท และเงินปันผลและกำไรจากตราสารทุน และหน่วยลงทุน 3,712 ล้านบาท”นายสุรเดชกล่าว

         โดยข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2560 กองทุนประกันสังคมมีเงินลงทุนรวม 1.61 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ และหุ้นกู้เอกชน จำนวนประมาณ 1.30 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 81 และ ลงทุนหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยง ได้แก่ เงินฝากธนาคาร ตราสารหนี้อื่น หน่วยลงทุน และหุ้นสามัญ จำนวน 0.31 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 19 ทั้งนี้ ในปี 2559 ผลตอบแทนจากการลงทุน 4 เดือนแรก เมื่อเปรียบเทียบในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2560 (มกราคม – เมษายน 2560) ผลตอบแทนจากการลงทุนของสำนักงานประกันสังคมเพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2559 ถึง 680 ล้านบาท

         เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวอีกว่า การลงทุนของกระทรวงแรงงาน สำนักงานประกันสังคมเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการประกันสังคม โดยความเห็นชอบ ของกระทรวงการคลัง อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาสำนักงานประกันสังคมได้นำดอกผลสะสม ไปใช้ในการปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์เพื่อผู้ประกันตน โดยไม่ได้จัดเก็บเงินสมทบเพิ่มแต่อย่างใด

อบรมลูกจ้างเกิน 70% ก.แรงงานช่วยหัวละ200บ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280001

อบรมลูกจ้างเกิน 70% ก.แรงงานช่วยหัวละ200บ.

70, 200บาท, อบรมลูกจ้างเกิน, กแรงงานช่วยหัวละ200บ, กพร, พรบส่งเสริมฯ, Productive Manpower

ก.แรงงาน จัดเต็ม พัฒนากำลังคน จ่ายเงินช่วยเหลือเพิ่ม 200 บาทต่อหัว เมื่ออบรมลูกจ้างเกิน 70 เปอร์เซ็นต์

          เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2560 -นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน(กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 (พ.ร.บ.ส่งเสริมฯ) กำหนดให้สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ต้องจัดให้มีการฝึกอบรมฝีมือแรงงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนลูกจ้าง หากไม่จัดหรือจัดฝึกอบรมแต่ไม่ครบตามสัดส่วนที่กำหนด ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน โดย พ.ร.บ.ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้สถานประกอบการ มีส่วนร่วมในการพัฒนาฝีมือแรงงานให้มากยิ่งขึ้น

อบรมลูกจ้างเกิน 70% ก.แรงงานช่วยหัวละ200บ.

นายธีรพล  ขุนเมือง 

        โดยการใช้มาตรการจูงใจ ด้านการยกเว้นและลดหย่อนภาษีอากร รวมทั้งการให้สิทธิและประโยชน์ในด้านต่างๆ และจากนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การนำของพลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่ต้องการให้แรงงานไทยมีศักยภาพสูงขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ 20 ปี กระทรวงแรงงาน ที่มีเป้าหมายที่จะสร้างกำลังคนของประเทศให้เป็น “Productive Manpower” ภายใน 5 ปี และในปี 2560 ส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการ อบรมและพัฒนาพนักงานแล้วกว่า 2.9 ล้านคน นำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีกว่า 1,500 ล้านบาท

อบรมลูกจ้างเกิน 70% ก.แรงงานช่วยหัวละ200บ.

         “กพร. มีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้สถานประกอบกิจการ ผู้ประกอบอาชีพ หรือผู้ดำเนินการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน ให้ความสนใจในการพัฒนากำลังแรงงานให้มากขึ้น ล่าสุดคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานได้เห็นชอบ ให้จ่ายเงินอุดหนุนจำนวน 200 บาทต่อลูกจ้าง 1 คน แก่ผู้ประกอบกิจการที่ดำเนินการพัฒนาฝีมือแรงงานให้แก่ลูกจ้างในปี 2560 ในส่วนที่เกินกว่าร้อยละ 70 ของลูกจ้างทั้งหมด ตัวอย่างเช่น สถานประกอบกิจการมีลูกจ้างทั้งหมด 1,000 คน ฝึกอบรมพนักงานในปี 60 จำนวน 850 คน ซึ่งจัดอบรมพนักงานเกินกว่าร้อยละ 70 จำนวน 150 คน (ร้อยละ 70 ของลูกจ้างเท่ากับ 700 คน) มีสิทธิขอรับเงินอุดหนุนจำนวน 30,000 บาท เป็นต้น ซึ่งจะประกาศใช้ในเดือนมิถุนายน 2560 นี้”อธิบดี กพร. กล่าว

          นายธีรพล กล่าวต่อไปว่า การให้เงินช่วยเหลือหรืออุดหนุนที่จ่ายให้สถานประกอบกิจการนั้น เป็นการส่งเสริมและสร้างมาตรการจูงใจที่นอกเหนือจากการลดหย่อนภาษีร้อยละ 100 สำหรับค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปเพื่อการฝึกอบรม โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการร่วมกันพัฒนากำลังแรงงาน ช่วยให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคง มีพนักงานที่มีประสิทธิภาพ มีความสามารถตรงกับความต้องการ และพัฒนาประเทศไปสู่ Thailand 4.0 ต่อไป

          สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการขอรับเงินช่วยเหลือหรืออุดหนุนในแต่ละกรณี สามารถติดต่อสถาบัน/สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0 2643 6039 หรือ 0 2245 4035

ไฟเขียว!!แต่งตั้งซี 10 ของศธ.9 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/279983

ไฟเขียว!!แต่งตั้งซี 10 ของศธ.9 ราย

โยกย้าย, ซี 10, ไฟเขียวแต่งตั้งซี, 10, ของศธ9, ราย, อรสา ภาววิมล, ศธ, ครม, กพฐ, กช, กอศ, ศธภ, กคศ, กกอ

ครม.ไฟเขียวซี 10 ศธ. 9 ราย “ณรงค์ แพ้วผลสง” นั่งรองเลขาธิการ กพฐ. และ “อรสา ภาววิมล” เป็นรองเลขาธิการ กกอ.อีก 7 รายเป็นผู้ตรวจราชการ ศธ.

            นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่ศธ. เสนอ แต่ตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่งประเภท บริหารระดับสูง เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง จำนวน  9 ราย ดังนี้ นายอำนาจ  วิชยานุวัติ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็นผู้ตรวจราชการ ศธ. นางเสาวนีย์  พนัสสรณ์  รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เป็นผู้ตรวจราชการศธ. นางปัทมา  วีระวานิช  ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เป็นผู้ตรวจราชการศธ. น.ส.ดุริยา  อมตวิวัฒน์  ผู้ช่วยปลัดศธ. เป็น ศึกษาธิการภาค(ศธภ.)  13 อุบลราชธานี  นายศรีชัย  พรประชาธรรม  รองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เป็น ศธภ.  15 เชียงใหม่  นางสาวอุษนีย์ ธโนศวรรย์  รองเลขาธิการก.ค.ศ. เป็นศธภ. 2 ลพบุรี

นพ.ธีระเกียรติ กล่าวต่อว่า  นายชาญ ตันติธรรมถาวร  ผู้ช่วยเลขาธิการสภาการศึกษา เป็น ศธภ.  7 ภูเก็ต  นายณรงค์  แผ้วพลสง  ผู้ช่วยเลขาธิการกพฐ. เป็น  รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  และนางอรสา ภาววิมล  ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กอศ.) เป็น รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

ครม.ตั้ง 25 คกก.อิสระปฏิรูปการศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/279978

ครม.ตั้ง 25 คกก.อิสระปฏิรูปการศึกษา

ครมตั้ง25, 25 ราย, กรรมการอิสระ, ประธาน, คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา, ครมตั้ง, 25, ครม, สกศ, ศธ

ครม.ตั้งแล้วคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา จำนวน 25 ราย มี “จรัส สุวรรณเวลา” เป็นประธาน ทำหน้าที่ศึกษา-ให้ข้อเสนอแนะ ครม.ในการจัดการศึกษา

        รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ในมาตรา 261 กำหนดให้คณะรัฐมนตรี (ครม.)แต่งตั้งคณะกรรมการอิสระที่มีความเป็นอิสระจำนวนหนึ่งคณะ เพื่อดำเนินการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะ ตลอดจนร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาให้บรรลุเป้าหมาย โดยครม.ต้องดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนั้น

เมื่อวันที่ 30 พ.ค.60 ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ในฐานะโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา จำนวน 25 ราย โดยมี ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา เป็นประธานกรรมการ ส่วนกรรมการ 24 ราย ประกอบด้วย นางกอบกุล อาภากร ณ อยุธยา, นายไกรยส ภัทราวาท,รศ.จิรุฒน์ ศรีรัตนบัลก์,ผศ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ,รศ.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์,นางชุตินาฏ วงศ์สุบรรณ,รศ.ดารณี อุทัยรัตนกิจ,นายตวง อันทะไชย,รศ.ธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย,รศ.ทิศนา แขมมณี,รศ.นิรชา เรืองดารกานนท์,รศ.นภดล ร่มโพธิ์,นายปกรณ์ นิลประพันธ์,นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล,นางเพชรชุดา เกษประยูร,นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร,นางภัทรียา สุมะโน,ผศ.ยุวดี นาคะผดุงรัตน์,นางเรียม สิงห์ทร,ศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์,นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร,รศ.ศิริเดช สุชีวะ,นายศุภชัย เจียรวนนท์ และนายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล

ดร.กมล กล่าวต่อไปว่า คณะกรรมการอิสระฯมีหน้าที่ ดังนี้ 1.ศึกษาและเสนอแนะต่อ ครม.เพื่อกำหนดนโยบาย แนวทางและหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการดำเนินการให้เด็กเล็กได้รับการพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา ให้สมกับวัยโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย 2.ศึกษาและเสนอแนะกลไก และระบบการผลิต คัดกรองและพัฒนาผู้ปกรอบวิชาชีพครู และอาจารย์ให้ได้ผู้มีจิตวิญญาณของความเป็นครู มีความรู้ ความสามารถอย่างแท้จริง ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับความสามารถและประสิทธิภาพในการสอน รวมทั้งมีกลไกสร้างระบบคุณธรรม ในการบริหารงานบุคคลของผู้ประกอบวิชาชีพครู 3.ศึกษาและเสนอแนะแนวทาง หลักเกณฑ์และวิธีการปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนทุกระดับ เพื่อให้ผู้เรียนๆ ได้ตามความถนัด 4.ศึกษาและเสนอแนะแนวทาง หลักเกณฑ์และวิธีการปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับการปฏิรูปการศึกษา โดยสอดคล้องกันทั้งในระดับชาติและระดับพื้นที่

5.ร่างกฎหมายเพื่อจัดตั้งกองทุน เพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการจัดการศึกษา เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพ และประสิทธิภาพครู 6.เรียกให้เจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง หรือแสดงความคิดเห็นประกอบการพิจารณา 7.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ตามที่มอบหมาย และ8.ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆตามที่ ครม.มอบหมาย ทั้งนี้ คณะกรรมการอิสระฯ มีวาระ 2 ปีเว้นแต่ ครม.จะมีมติเปลี่ยนแปลง

“นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ มอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นฝ่ายประสานงานในการประชุมร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆซึ่งพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับว่าทิศทางการทำงานทุกเรื่องต้องหารือกับหน่วยปฏิบัติให้ได้ข้อยุติก่อนเสนอครม.ให้พิจารณา”โฆษก ศธ.กล่าว

แนะปฎิรูปการศึกษา มุ่งเน้นให้ปฏิรูปผู้เรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/279977

แนะปฎิรูปการศึกษา มุ่งเน้นให้ปฏิรูปผู้เรียน

ระบบการศึกษา, หนูทดลอง, แนะปฎิรูปการศึกษา, คสช, กศน

เผย 3 รมว.ศธ.ยุคคสช. เน้นปฏิรูปโครงสร้างมากกว่าปฏิรูปการเรียนรู้ แนะเลิกใช้เด็กเป็นหนูทดลอง แล้วหันมายึดผลประโยชน์ของผู้เรียนเป็นหลัก

         นายเพชรมงคล วัสสุวรรณ เลขาธิการการสมาพันธ์การศึกษาทางเลือกแห่งประเทศ เปิดเผยว่า  สมาพันธ์การศึกษาทางเลือกฯ และกลุ่มเยาวชนต่างๆ ได้ติดตามการปฏิรูปการศึกษาของรัฐบาล พบว่า ในช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรามีรมว.ศึกษาธิการ 3 คน ซึ่งมองว่าการปฏิรูปการศึกษายังไม่เป็นรูปธรรม ส่วนใหญ่เน้นไปที่การปฏิรูปโครงสร้าง ศธ.มากกว่ามุ่งปฏิรูปให้ถึงตัวผู้เรียน

ทั้งนี้ พบว่า กฎหมายบางมาตราใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ยังไม่มีกฎหมายลูกหรือระเบียบรองรับ เช่น มาตรา 15 ซึ่งกำหนด    การจัดการศึกษาสามรูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย  แต่พบว่า การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ก็ยังเน้นการจัดการศึกษาตามกลุ่มสาระ ไม่ต่างอะไรกับการศึกษาในระบบ ส่วนการศึกษาทางเลือกยังไม่เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ส่งผลให้เด็กที่เรียนจากการศึกษาทางเลือก ไม่ได้รับใบรับรองการเรียน
 “ผมมองว่าการศึกษาไทยทุกวันนี้ต้องเลิกใช้เด็กเป็นหนูทดลอง แล้วหันมายึดผลประโยชน์ของผู้เรียนเป็นหลัก ไม่ใช่พูดถึงเรื่องโครงสร้าง เพราะงบประมาณที่ใช้ไปกับการปรับโครงสร้าง ศธ. ใช้ไปปริมาณเท่าไร คุ้มค่าหรือไม่ ที่สำคัญปฏิรูปแล้วเด็กได้ประโยชน์อะไรบ้าง” นายเพชรมงคล กล่าว

ของดี 16 จังหวัดภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/279928

ของดี 16 จังหวัดภาคเหนือ

ของดี 16 จังหวัดภาคเหนือ, ของดี, 16, จังหวัดภาคเหนือ, สวธ

สวธ.เชิญเที่ยวงานมหกรรมวัฒนธรรมวิถีถิ่น วิถีไทย เพลินตาอิ่มใจอิ่มท้องกับของดี 16 จังหวัดภาคเหนือ

     กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่ จัดงานมหกรรมวัฒนธรรมวิถีถิ่น วิถีไทย สัมผัสอลังการเสน่ห์วัฒนธรรม ครบครันของดีจาก 16  จังหวัดภาคเหนือ ส่งเสริมค่านิยมความเป็นไทยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ระหว่าง 10-14 มิถุนายน 2560  ณ ลานข่วงพะยอม หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ของดี 16 จังหวัดภาคเหนือ

นางพิมพ์รวี วัฒนวรางกูร อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) เปิดเผยว่า ปีงบประมาณ 2560  กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ได้ให้งบประมาณสนับสนุนการจัดงานมหกรรมวัฒนธรรมใน 4  ภูมิภาค ซึ่งได้จัดมาแล้ว 3  ภูมิภาค คือ ภาคใต้ ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง

ของดี 16 จังหวัดภาคเหนือ

โดยงานในครั้งนี้ จังหวัดเชียงใหม่ได้เป็นเจ้าภาพร่วมจัดงานดังกล่าวขึ้น ด้วยการบูรณาการร่วมกับภาคีภาครัฐ เอกชน และประชาชน เป็นการผนึกกำลังเพื่อส่งเสริมเผยแพร่องค์ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ความเป็นไทย วิถีไทย และพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรม เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน ชุมชน และประเทศ

ของดี 16 จังหวัดภาคเหนือ

นางพิมพ์รวี วัฒนวรางกูร

พร้อมส่งเสริมบทบาทของเจ้าของภูมิปัญญาเยาวชนและชุมชน ในการนำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างอาชีพและรายได้ พร้อมสืบทอดศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่นให้ยั่งยืน

กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การแสดงสาธิตภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม 16  จังหวัด เช่น การตัดช่อตัดตุง การทำเครื่องเขิน เครื่องเงิน การดุนลายโลหะ สัมผัสวิถีวัฒนธรรมล้านนากาดหมั้วคนเมือง ชม ชิม ช๊อป อาหารพื้นบ้าน ตลาดนัดศิลปะ ตลาดนัดผ้าพื้นเมือง งานหัตกรรมภาคเหนือ ข่วงวัฒนธรรมสาธิตอาหารพื้นบ้าน  จาก 16  จังหวัด

ของดี 16 จังหวัดภาคเหนือ

งานช่างฝีมือพื้นบ้าน ชมนิทรรศการพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในภาคเหนือ และปักใบช่อเจดีย์ทรายทำดีเพื่อพ่อ และยังมีการแสดงนาฏศิลป์ล้านนา การแสดงพื้นบ้านที่อ้อนช้อยและงดงามของภาคเหนือให้ได้ชมตลอด 5  วันในงาน เช่น ลิเก การขับซอ การตีกลองล้านนาและยังมีกิจกรรมแต่งกายย้อนยุค

ของดี 16 จังหวัดภาคเหนือ

สำหรับผู้ที่มาเที่ยวชมงาน ได้ร่วมสนุก ลุ้นรับของรางวัล ของที่ระลึกติดไม้ติดมือกลับบ้านกันด้วย พลาดไม่ได้กับการเดินชมเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สินค้าทางวัฒนธรรมพื้นบ้าน CPOT ของดีบ้านฉัน จากกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ สินค้าธงฟ้าราคาประหยัด เป็นต้น

รพ.จุฬารพ.แห่งแรกสภากาชาดไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/279791

รพ.จุฬารพ.แห่งแรกสภากาชาดไทย

ปี, 30พคเปิดรพจุฬานับได้103, อดีต, ใน, วันนี้, 103ปีรพจุฬา, 30พคเปิดรพจุฬา, โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

วันนี้ในอดีต30พ.ค.พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลแห่งแรกของสภากาชาดไทย

     โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นโรงพยาบาลสังกัดสภากาชาดไทยในเขตปทุมวัน ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2457 ตามพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล เพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าหลวงทรงพระชนม์อยู่นั้นได้พระราชดำริจัดตั้งสภากาชาดไทย ในตอนนั้นเรียกว่า สภาอุณาโลมแดง เพื่อการรักษาพยาบาลผู้เจ็บไข้ได้ป่วย

 รพ.จุฬารพ.แห่งแรกสภากาชาดไทย

    แต่ตอนนั้นสภากาชาดไทยยังไม่แล้วเสร็จหากจะบริจาคทรัพย์สร้างโรงพยาบาลสภากาชาดขึ้นก็จะเป็นพระกุศล ซึ่งเป็นประโยชน์ถาวร ตามพระประสงค์แห่งสมเด็จพระบรมชนกนาถ โดยมีบรรดาพระราชโอรส พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบริจาคทรัพย์รวมกันเป็นจำนวนเงิน 122,910 บาท สมทบกับทุนของสภากาชาดสร้างโรงพยาบาล และพราะราชทานนามตามพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์รำลึกถึงพระบรมชนกนาถ จึงมีนามว่า “โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์”

 รพ.จุฬารพ.แห่งแรกสภากาชาดไทย

   พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2457 ตามแจ้งความสภากาชาดสยาม ลงไว้วันที่ 1 พฤษภาคม 2457 ได้กำหนดจุงมุ่งหมายให้โรงพยาบาลที่ดีจริงตามวิทยาศาสตร์ แผ่พระเกียรติยศในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้บริการรักษาพยาบาลช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐบาล รักษาผู้บาดเจ็บ และผู้ป่วยไข้ทั้งในสงครามและปกติ โดยมีปณิธานอันแน่วแน่ที่จะให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทั่วไป โดยไม่เลือกชาติ ชั้น วรรณะ ลักทธิ ศาสนา หรือความคิดเห็นทางการเมือง

 รพ.จุฬารพ.แห่งแรกสภากาชาดไทย

    นอกจากการรักษาแล้ว โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ยังเป็นที่ตั้งและดำเนินการเรียนการสอนให้กับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังถือเป็นโรงเรียนแพทย์แห่งที่สองของประเทศไทยอีกด้วย นับอายุได้ 103  ปี

ที่มา:https://th.wikipedia.org

โฮมฮักนักกีฬาน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/279764

โฮมฮักนักกีฬาน้อย

เน้นได้ออกกำลังกาย, ออกกำลังกายอย่างสร้างสรรค์ ออกกำลังกาย แพ้ ชนะ เด็กไทย ทีมชาติ ผู้ใหญ่ คุณภาพ, โฮมฮักนักกีฬาน้อย, กีฬา

โครงการ “Roza Kid’s Athletic โฮมฮักนักกีฬาน้อย”  ส่งเสริมเยาวชนไทยมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน เสริมสร้างร่างกายเจริญเติบโตตามวัย บวกกับความสนุกสนาน

         การพัฒนาเยาวชนของประเทศไทยให้เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ เครื่องมือที่สำคัญในการช่วยพัฒนา คือ “กีฬา” การเล่นกีฬานั้นทำให้เยาวชนได้รับการฝึกฝน ซึบซับกฏระเบียบ กติกา ตลอดจนรูปแบบการแข่งขันที่มีอุปสรคคต่างๆ เป็นการทดสอบจิตใจและความมุ่งมั่นของผู้เล่นกีฬา ทำให้เกิดการเรียนรู้ เกิดการพัฒนาตนอย่างสม่ำเสมอ สามารถเติบโตเป็นผู้ใหญที่มีคุณภาพ และสุขภาพที่แข็งแรง พร้อมเป็นกำลังสำคัญของประเทศให้ก้าวหน้าต่อไปในอนาคตได้

โฮมฮักนักกีฬาน้อย

โครงการ “Roza Kid’s Athletic โฮมฮักนักกีฬาน้อย” เป็นโครงการต่อยอดจาก โครงการโฮมฮักรักลูกหลานโภชนาการดี โดยทางโรซ่าจัดทำขึ้นร่วมกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบันนี้ โครงการนี้เริ่มต้นขึ้นที่การอบรมให้ความรู้กับผู้ฝึกสอนกีฬาจากโรงเรียนใน 5 จังหวัดกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำพู และเลย

โดยผู้ฝึกสอนนักกรีฑาทีมชาติไทยที่ผ่านการอบรมหลักสูตร Kid’s Athletic จากประเทศเยอรมนี เหมาะสมในการส่งเสริมให้เยาวชนไทยมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน เนื่องจากเป็นการออกกำลังกายที่สอดคล้องกับการพัฒนาการในช่วงวัย สามารถเสริมสร้างให้ร่างกายเจริญเติบโตตามวัย บวกกับมีความสนุกสนาน

  สุวิทย์ วังพัฒนมงคล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไฮคิวผลิตภัณฑ์อาหารจำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารแบรนด์โรซ่า กล่าวว่า โรซ่าตระหนักดีว่าการส่งเสริมคุณภาพแลละสุขภาพของเด็กไทย นอกจาภาวะโภชนาการที่ดีแล้ว การออกกำลังกายและกีฬาเป็นสิ่งสำคัญ

โฮมฮักนักกีฬาน้อย

ไม่ใช่แค่เฉพาะกับเด็กๆแต่ละคนโดยส่วนตัว หากยังสามารถเป็นพลังสำคัญ ช่วยขับเคลื่อนประเทศชาติให้เติบโตแข็งแรงได้ด้วย เพราะมีประชากรที่มีคุณภาพพร้อมทั้งกายและใจ จึงนำหลักสูตร Kid’s Athletic จากประเทศเยอรมนีมาใช้ในการจัดการแข่งขัน ซึ่งปีนี้เป็นครั้งที่สองแล้ว นับจากครั้งแรกในปี 2558 โดยได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากสมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

นอกจากนี้โครงการยังเป็นตัวช่วยพัฒนาความรู้ความสามารถของผู้ฝึกสอนกรีฑาระดับประถมศึกษา ให้มีความสามารถในการสอนทักษะการเคลื่อนไหวที่หลากหลาย และนำสู่การเรียนการสอนสำหรับเด็กในโรงเรียน เป็นการวางรากฐานที่สำคัญในการพัฒนากีฬาของชาติ รวมถึงเป็นแบบอย่างในการจัดการแข่งขันกีฬาที่ไม่ได้มุ่งเน้นผลแพ้หรือชนะ แต่มุ่งเน้นที่การออกกำลังกายให้สอดคล้องกับพัฒนาการในช่วงวัยด้วย

โฮมฮักนักกีฬาน้อย

สุวิทย์ กล่าวเสริมว่า ที่เป็นความภูมิใจของเราอีกอย่างคือ เราไม่ได้สร้างเด็กไทยหัวใจรักกีฬาจากโครงการนี้ จนกระทั่งเขาสามารถและมีโอกาสที่จะก้าวขึ้นเป็นนักกีฬาทีมชาติ คือมีนักกีฬาช้างเผือกของโครงการ เข้ามาเป็นนักกีฬาของสมาคมกีฬากรีฑาฯ และคาดว่าน่าจะได้เหรียญทองในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 29 ที่ประเทศมาเลเซีย

 ดญ.วิยดา วรบุตร หรือน้องใหม่ อายุ 11 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านสะอาดนาพังศรีเจริญ จ.อุดรธานี เล่าว่าการได้ออกกำลังกายที่เหมาะสมอย่างถูกวิธี ทำให้มีทักษะและความรู้ใหม่ๆที่สามารถนำไปปรับใช้กับการเล่นกีฬาให้เกิดผลมากขึ้น ได้เข้ามาแข่งขันรอบชิงชนะเลิศที่กรุงเทพฯ และชนะเลิศด้วย

โฮมฮักนักกีฬาน้อย

ดญ.วิยดา วรบุตร หรือน้องใหม่

ดช.สิรวิชญ์ ประเสริญฐ หรือน้องปลื้ม อายุ 12 ปี นักเรียนประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนโกมลวิทยาคาร จ.หนองคาย เล่าว่าได้เห็นถึงความสามัคคีของเพื่อนๆในทีมเดียวกัน ทุกคนในทีมพูดเหมือนกันว่า การแข่งขันครั้งนี้เราต้องแข่งกันด้วยความสามัคคี ไม่ใช่คิดว่าต้องแข่งเพื่อให้ชนะหรือแพ้

โฮมฮักนักกีฬาน้อย

ดช.สิรวิชญ์ ประเสริญฐ หรือน้องปลื้ม

17วิธีลดการศึกษาเหลื่อมล้ำคนจน-ชนชั้นนำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/279675

17วิธีลดการศึกษาเหลื่อมล้ำคนจน-ชนชั้นนำ

วิถี, ใช้, ครม, ศธ, ให้, หวัง, ม44เปิดทางต่างชาติจัดการ, ติงม44คนจนได้รับการศึกษาแบบไร้คุณภาพ, รสนา, โพสต์, เฟส, บุ๊ก, หรือ, จะ, เป็น, ของ, อนาคต, แนะ17, 17, วิธี, ลด, การศึกษา, เหลื่อมล้ำ, คนจน, ชนชั้นนำ

รสนา โพสต์เฟสบุ๊ก ถามการศึกษาลดเหลื่อมล้ำทำอย่างไร พิภพ ตอบ 17 ข้อ  รสนาเผยแพร่หวังให้ รมว.ศึกษาธิการ และครม.จะนำไปพิจารณาและเลือกเอาไปใช้

       รสนา โตสิตระกูล  โฟสต์เฟสบุ้คคำถาม พิภพ ธงไชย หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่าการศึกษาที่ลดความเหลื่อมล้ำต้องทำอย่างไร  พิภพ ตอบมา 17 ข้อว่า น่าสนใจเลยแชร์มาแบ่งปันให้เพื่อนมิตรได้ประเทืองปัญญา และจะดียิ่งขึ้นถ้ารมว.ศึกษาธิการ และครม.จะนำไปพิจารณาและเลือกเอาไปใช้

……………….

    นี่คือข้อความที่ พิภพ ธงไชย ตอบมา… 

เมื่อได้ไลน์เรื่องคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ใช้ ม.44 ดึงมหาลัยชั้นนำของโลกมาเปิดในไทย และได้ให้ความเห็นสั้นๆ ตามไปด้วยว่า

     “นี่จะเป็นการศึกษาของชนชั้นนำในอนาคต คนจนก็ยังคงได้รับการศึกษาแบบไร้คุณภาพต่อไป และกลายเป็นเสมียนและชนชั้นผู้ใช้แรงงานต่อไป ความเหลื่อมล้ำก็ยังคงอยู่คู่กับสังคมต่อไปอีกนานเท่านาน”

17วิธีลดการศึกษาเหลื่อมล้ำคนจน-ชนชั้นนำ

     ความคิดแบบนี้ก็เคยเกิดสมัยนายกฯอานันท์ ปันยารชุน ให้เปิดโรงเรียนนานาชาติอย่างอิสระเพิ่มขึ้น รวมถึงมหาวิทยาลัยด้วย เพราะการปฏิรูปการศึกษาโดยกระทรวงศึกษาฯ ทำไม่ได้จากข้างใน เพราะติดระบบราชการ ติดระบบคิด ผ่านมา 20 กว่าปี การศึกษาไทยโดยรวมก็ไม่ดีขึ้น

      มาวันนี้นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันก็ใช้แนวคิดแบบเดิมอีก คือเอาระบบข้างนอกมาแก้ปัญหาข้างใน เพราะไม่มีปัญญาที่จะทำระบบมหาวิทยาลัยในประเทศให้ดีขึ้นได้ ทั่งที่เราก็มีมหาวิทยาลัยนานาชาติ มากมายอยู่แล้ว

        คุณรสนาอ่านไลน์ผมแล้วถามกลับมาว่า แล้วพี่จะเสนออะไร ก็จะลองเสนอดูแบบไวๆและคิดไวๆ มาแลกเปลี่ยนกัน

1.กระจายอำนาจการจัดการศึกษาให้ถึงตัวเด็ก ตัวพ่อแม่เด็กและชุมชน และเอาระบบการศึกษาออกจากระบบราชการ

2.กระจายงบประมาณให้ถึงตัวเด็ก แบบที่ปรากฎในร่าง รธน.ฉบับ ดร.บวรศักดิ์

3.ให้ขนาดโรงเรียนเล็กลง และมีมาตรฐานเดียวกันหมด แบบฟิลแลนด์ และประเทศในยุโรป

4.ให้รับครูที่จบปริญญาตรีทุกสาขา แล้วมาเรียนต่อปริญญาโททางการศึกษา จิตวิทยา และสมอง เพื่อกระจายตัวไปทำงานการศึกษากับเด็ก จะได้ครูที่มีฐานทางวิชาการหลากหลาย

5.หลักสูตรระดับประถมแบ่งเป็น 3 ส่วน 1.หลักสูตรกลางของรัฐ 35 % 2.หลักสูตรชุมชน 35 % 3.หลักสูตรตามความถนัดของเด็ก 35 % ซึ่งข้อกำหนดนี้มีใน รธน.2560 แล้ว เมื่อขึ้นชั้นมัธยม สัดส่วนของหลักสูตรจะเปลี่ยนไป ตามความสนใจและความถนัดของเด็ก

6.ให้กระทรวงสาธารณสุขดูแลสุขภาพและความเจริญเติบโตของเด็กและแม่ ตั้งแต่เเรกตั้งท้อง

7.ให้กระทรวงศึกษาฯกำหนดหลักสูตรกลาง หลักสูตรเฉพาะ กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ จัดฝึกอบรม ดูแลห้องสมุดทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ทุกตำบล ดูแลศูนย์เยาวชน ร่วมกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น

8.ให้กระทรวงวัฒนธรรมกับกระทรวง IT.ดูแลสื่อเพื่อการศึกษาทั้งระบบ

9.ให้ BOI.กับการผลิตหนังสือและอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการศึกษาทั้งหมด รวมทั้งโรงเรียนด้วย

10.เงินงบประมาณมาจากการปราบคอร์รัปชั่น การปราบยาเสพติด ทั้งหมด ถ้าทำสำเร็จ เงินงบประมาณจะเหลือพอให้เด็กเรียนฟรีทุกระดับ

11.ให้เด็กเรียนฟรีจริงๆ ตามข้อ 2.จนถึงระดับมัธยมและอุดมศึกษา

12.ให้ผู้รู้ หรือปราชญ์ชาวบ้าน พระ ผู้ปลดเกษียณ มีสิทธิเป็นครูทุกคน ให้เด็กเข้าไปเรียนแบบหน่วยกิจได้เฉพาะตัว จะทำให้เรามีครูผู้ชำนาญการเพิ่มขึ้น

13.ให้มีการศึกษาหลายระบบ ที่เรียกว่า“การศึกษาทางเลือก” ให้เด็กเรียนได้หลากหลาย โดยมีงบประมาณถึงตัวเด็กทุกคนทุกระบบ

14.ให้การศึกษา มีความสัมพันธ์ระหว่างสมอง จิตใจ จิตวิทยา กับความรู้ ต้องส่งเสริมให้เกืดระบบนี้ให้ได้

15.รัฐอุดหนุนให้เกิดมหาวิทยาลัยทางเลือก ด้วยระบบภาษี

16.ปฏิรูป 3 เรื่องให้สัมพันธ์กันคือ การเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา เหมือนประเทศที่ฟื้นตัวจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำสำเร็จมาแล้ว

17.จัดการศึกให้เด็กทุกประเภท ผู้ใหญ่ทุกคน แม้แต่คนอยู่ในคุก ที่มีเกือบ 3 แสนคน ให้เป็นคนที่มีคุณภาพ “เปลี่ยนจากชาวบ้านธรรมดา เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ”

สร้างคำขวัญ“เราอยู่แบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว”

ที่เหลือจะทำอะไรอีก ก็ขอให้ช่วยกันเติมเต็ม โดยถือหลักว่า “การศึกษาเป็นของทุกคน”28/5/2560

กองทุนสเต็มเซลล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/279737

กองทุนสเต็มเซลล์

กองทุนสเต็มเซลล์

 คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯเผยวิจัยศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านสเต็มเซลล์และเซลล์บำบัดพร้อมจัดตั้ง “ “กองทุนสเต็มเซลล์เพื่อการรักษาและพัฒนา”ก้าวสำคัญของการรักษาประชาชนไทย

        ศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านสเต็มเซลล์และเซลล์บำบัด (CU Stem Cell and Cell Therapy Research Center)คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับสเต็มเซลล์เพื่อการรักษาโรคภัยไข้เจ็บในผู้ป่วย เปิดเผยงานวิจัยของศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านสเต็มเซลล์และเซลล์บำบัดซึ่งได้ทำการวิจัยเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่งแล้ว

กองทุนสเต็มเซลล์

    ผศ.ดร.นพ.นิพัญจน์ อิศรเสนา ณ อยุธยา

     อาทิ การสร้างแผ่นกระจกตาจากสเต็มเซลล์เพื่อรักษาโรคกระจกตา การเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ด้วยหุ่นยนต์สำหรับโรคข้อเข่าเสื่อม การสร้างเกร็ดเลือดแก้ไขรหัสพันธุกรรมจากสเต็มเซลล์ที่สร้างจากเซลล์ผิวหนังผู้ป่วย

      และยังมีโครงการอื่นๆที่อยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัยของศูนย์ อาทิ โรคธาลัสซีเมียโรคทางพันธุกรรมที่พบในเด็กโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องชนิดรุนแรงโรคพาร์กินสันการรักษาโรคมะเร็งโดยอาศัยการปรับเปลี่ยนระบบคุ้มกัน(Cancer Immuneotherapy)เป็นต้น ซึ่งหลายโรคที่กล่าวถึงแม้ยังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาวิจัยในปัจจุบัน แต่มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นการรักษามาตรฐานในอนาคตอันใกล้

กองทุนสเต็มเซลล์

      ผศ.ดร.นพ.นิพัญจน์ อิศรเสนา ณ อยุธยา หัวหน้าศูนย์สเต็มเซลล์และเซลล์บำบัด กล่าวว่า ปัจจุบันสเต็มเซลล์และเซลล์บำบัดถือได้ว่าเป็นความหวังสำคัญสำหรับแพทย์ และผู้ป่วย ในการรักษาโรคร้ายต่างๆ มากมายแม้ในปัจจุบันจะยังมีโรคที่การใช้ สเต็มเซลล์เป็นการรักษามาตรฐานแล้วไม่มาก แต่จากข้อมูลการวิจัยที่ก้าวหน้ารวดเร็วอย่างก้าวกระโดด

      ในช่วง10ปีเป็นที่เชื่อกันว่าในอนาคตอันใกล้จะมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ได้ประโยชน์จากงานวิจัยสเต็มเซลล์และเซลล์บำบัดจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมเช่นโรคข้อเข่าเสื่อมที่ในประเทศมีผู้ป่วยหลายแสนคน เลือดจางธาลัสซีเมียซึ่งในประเทศไทยหนึ่งในสามเป็นพาหะโรคนี้

กองทุนสเต็มเซลล์

     นอกจากนี้ยังรวมไปถึงกลุ่มโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งในเม็ดเลือด หรือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ซึ่งในคนกลุ่มที่รักษาไม่หายพบว่าการรักษาด้วยเซลล์ภูมิคุ้มกัน ตัดต่อยีนมีประสิทธิภาพสูงจนกำลังจะได้รับการยอมรับจาก US FDA เซลล์ด้วยเหตุนี้ทางคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย

      จึงได้จัดตั้ง“ศูนย์ความเป็นเลิศทางด้าน สเต็มเซลล์และเซลล์บำบัด” เพื่อเป็นศูนย์ผลิตเซลล์บำบัดและพัฒนาการรักษาผู้ป่วยทุกสถานภาพทางสังคมด้วยเซลล์บำบัดนี้ได้อย่างทั่วถึงมีประสิทธิภาพที่สุดพร้อมที่จะเป็นศูนย์วิจัยและบริการด้านเซลล์บำบัด ที่สำคัญแห่งหนึ่งในเอเชีย

กองทุนสเต็มเซลล์

    ผศ.ดร.นพ.นิพัญจน์ กล่าวว่า การริเริ่มของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ในการจัดตั้ง กองทุนนี้ มีแนวคิดสำคัญคือการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาการรักษาผู้เจ็บไข้ได้ป่วยทั่วไปทุกระดับชั้นจะได้รับโอกาสในการรักษาที่เป็นเลิศอย่างเท่าเทียมกัน

     ทั้งนี้มีการจัดให้มีส่วนนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับสเตมเซลล์ และเซลล์บำบัด เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้เห็นรูปร่างหน้าตาของเซลล์ในระดับเล็กสุดผ่านกล้องจุลทรรศน์ และให้ประชาชนเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สนใจดูข้อมูลต่างๆได้ที่ facebook.com/custemcells“กองทุนสเต็มเซลล์เพื่อการรักษาและพัฒนา”