ด่วน!! มติ 25:2 เลือก“ประเสริฐ”นั่งอธิการฯสมัยที่2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280333

ด่วน!! มติ 25:2 เลือก“ประเสริฐ”นั่งอธิการฯสมัยที่2

มทรธัญบุรี, นั่งอธิการฯสมัยที่2, ประเสริฐ, รศดรประเสริฐ, ด่วน, มติ, 252, รศดรประเสริฐ  ปิ่นปฐมรัฐ, มทร, สกอ

สภา มทร.ธัญบุรี มีมติเป็นเอกฉันท์ ด้วยคะแนน 25 ต่อ 2 เลือก “รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ” นั่งอธิการบดีต่อ เป็นสมัยที่ 2 สานต่องานได้ทันที

          เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2560-นายวีระศักดิ์ วงษ์สมบัติ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยภายหลังการประชุมสภา มทร.ธัญบุรี วิสามัญพิจารณาบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งอธิการบดี มทร.ธัญบุรี เนื่องจาก รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดี มทร.ธัญบุรี ดำรงตำแหน่งครบวาระ 4 ปี ว่า คณะกรรมการสรรหาอธิการบดี มทร.ธัญบุรี ได้นำเสนอรายชื่อผู้ที่มีคุณสมบัติสมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดี มทร.ธัญบุรี ให้สภา มทร.ธัญบุรี ได้พิจารณาจำนวน 2 ราย ได้แก่ รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ และ รศ.ดร.คำรณ สิระธนกุล

          โดยที่ประชุมได้เปิดโอกาสให้ผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกทั้ง 2 ราย ได้แสดงวิสัยทัศน์คนละ 30 นาที ก่อนจะมีการลงมติลับเพื่อเลือกผู้ที่เหมาะสม ผลปรากฎว่าสภา มทร.ธัญบุรี มีมติเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนน 25 ต่อ 2 เลือก รศ.ดร.ประเสริฐ ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มทร.ธัญบุรี ต่ออีกวาระ ซึ่งหลังจากนี้สภา มทร.ธัญบุรี จะทำหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการไปยังสำนักงานคณะกรรมกรการอุดมศึกษา (สกอ.) เพื่อนำรายชื่อเสนอขอโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งต่อไป

          “ผู้เข้ารับการคัดเลือกทั้ง 2 คน ต่างก็มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์สูง แต่เท่าที่สอบถามกรรมการฯ หลังการลงคะแนนเสียงแล้ว ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าหลังการรับฟังการแสดงวิสัยทัศน์ของทั้ง 2 คนแล้ว ทำให้ได้เห็นมุมมองการพัฒนามหาวิทยาลัยของ รศ.ดร.ประเสริฐ มีความโดดเด่น และน่าจะเหมาะสมกับพัฒนา มทร.ธัญบุรี ในอนาคต จึงลงคะแนนเลือก รศ.ดร.ประเสริฐ ด้วยคะแนนเสียงที่เป็นเอกฉันท์” นายกสภา มทร.ธัญบุรี กล่าว

          นายวีระศักดิ์  กล่าวอีกว่า ส่วนตัวได้เห็นแนวคิด นโยบาย และการบริหารงานของ รศ.ดร.ประเสริฐ ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มทร.ธัญบุรี ในสมัยแรก ยอมรับว่ามีแนวคิดที่ดีหลาย ๆ เรื่อง เช่นเดียวกับการแสดงวิสัยทัศน์ก็มีหลายเรื่องที่คิดว่าหากทำต่อเนื่องแล้วจะสร้างความเข้มแข็งให้กับมหาวิทยาลัย เพียงแต่อาจจะต้องมาพูดคุยและจัดลำดับการดำเนินงานในแต่ละเรื่องให้ชัดเจนว่าเรื่องใดควรทำก่อนและหลัง เนื่องจากว่ามหาวิทยาลัยเองก็มีทรัพยากรที่ค่อนข้างจำกัด

          “อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาผลงานของ รศ.ดร.ประเสริฐ ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าในช่วงที่ดำรงตำแหน่งในสมัยแรกนั้นได้อัพเกรด มทร.ธัญบุรี ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องคุณภาพของบัณฑิต ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากในขณะนี้ เพราะหากมหาวิทยาลัยไหนมุ่งแต่จะตกเขียวหาเด็กเข้าไปเรียนอย่างเดียวโดยที่ไม่คำนึงถึงเรื่องคุณภาพแล้ว ต่อไปก็คงอยู่ยาก”

          อนึ่ง รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ  อธิการบดี มทร.ธัญบุรี  จะหมดวาระในวันที่ 16 ส.ค.2560 และจะเริ่มงานต่อในการดำรงตำแหน่งอธิการบดี สมัยที่ 2 ต่อไป

ถึงเวลาแล้วแก้ไข “บัตรทอง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280170

ถึงเวลาแล้วแก้ไข “บัตรทอง”

สธ, บัตรทองยัง, ถึงเวลาแล้วแก้ไข, บัตรทอง, หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, 30 บาทรักษาทุกโรค, รมวสธ, บอร์ดสปสช, ฉบับที่, SAFE, Sustainability, Adequacy, Fairness, Efficiency, กฎหมายบัตรทอง

อาจเรียกได้ว่า“หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ”หรือ “30 บาทรักษาทุกโรค”หรือ“บัตรทอง”เป็นสวัสดิการภาครัฐหนึ่งที่ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยไหน พรรคใดเป็นรัฐบาลก็ไม่มีใครกล้าแตะ

     ด้วยเพราะมีคนไทยอยู่ในสิทธิ์รักษาพยาบาลนี้มากถึงเกือบ 49 ล้านคน หากมองในแง่การเมือง นี่จึงเป็น กลุ่มฐานเสียงที่สำคัญมาก ที่ผ่านมามีเพียงการลองหยั่งเชิงจะปรับปรุงบัตรทองแบบผลุบๆโผล่ๆ หรือโยนหินถามทาง แต่เมื่อโดนสกัดก็เงียบหาย แต่ในยุคคสช.ชัดเจนมากว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขบัตรทองแน่!!!!

“ยืนยันว่าไม่มีการล้มบัตรทองแน่นอน มีแต่จะปรับปรุงให้ดีขึ้นและระบบอยู่ได้อย่างยั่งยืน และประชาชนจะได้รับสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าที่เป็นอยู่ ” ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.) ยืนยันหนักแน่นตั้งแต่ที่ถูกลองเชิงกล่าวหาว่าจะยุบบัตรทอง

ถึงเวลาแล้วแก้ไข "บัตรทอง"

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร

 หากไม่มีการปรับบัตรทอง ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ก็จะต้องอยู่ในสภาพกลับตัวก็ไม่ได้ให้เดินต่อไปก็ไม่ถึง จะยุบบัตรทองก็ไม่ได้เพราะเป็นสวัสดิการที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาพยาบาลโดยที่ไม่ต้องล้มละลายจากการที่ต้องหาเงินมาจ่ายเป็นค่ารักษาเมื่อยามเจ็บป่วย แต่หากจะปล่อยให้คงอยู่เช่นนี้ต่อไป ไม่มีการปรับปรุงใดๆ ฝากฝั่งผู้ให้บริการที่เป็นสถานพยาบาลภาครัฐและสังกัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ก็ส่งเสียงร้องให้ได้ยินอย่างสม่ำเสมอว่าไม่ไหวแล้ว!  โดยเฉพาะเรื่องการจัดสรรงบประมาณให้หน่วยบริการที่ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย จนเป็นสาเหตุที่ทำให้รพ.สธ.มีปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน กระทั่ง รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณกลางปีมาแก้ปัญหาเฉพาะถึง 5,000 ล้านบาท

ถึงเวลาแล้วแก้ไข "บัตรทอง"

ถึงวันนี้ รูปร่างการปรับบัตรทองในมือรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีชัดเจนมากขึ้น เมื่อมีการยกร่างพรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(ฉบับที่…) พ.ศ….. ซึ่งมีรศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ เป็นประธานคณะกรรมการพิจารณายกร่างพรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ…..ดำเนินการแล้วเสร็จและอยู่ระหว่างขั้นตอนการเดินหน้าทำประชาพิจารณ์ แต่ส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ใช้สิทธิฺบัตรทองสบายใจ คือ การปรับแก้กฎหมายครั้งนี้ไม่มีการแตะในหมวดสิทธิการบริการสาธารณสุข!!!

ถึงเวลาแล้วแก้ไข "บัตรทอง"

แต่จะว่าการปรับไม่แตะเรื่องสิทธิประโยชน์เสียทีเดียวก็คงไม่ใช่ เนื่องจากก่อนหน้านี้คณะกรรมการจัดทำแนวทางพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติซึ่งรมว.สธ.ตั้งขึ้น มีศ.นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธาน ได้มีการสรุปในส่วนของการสร้างความเป็นธรรมของหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยจะให้มีการกำหนดสิทธิประโยชน์พื้นฐานที่ทุกคนจะได้เหมือนกันในทุกสิทธิรักษาพยาบาลทั้งบัตรทอง ประกันสังคมและสวัสดิการข้าราชการ และมีสิทธิฯเสริมที่แต่ละกองทุนประกันสุขภาพจะไปกำหนดเพิ่มเติมเอง และสิทธิเสริมที่ประชาชนแต่ละคนจะจ่ายเองตามความต้องการ ซึ่งอาจจะต้องมีการออกกฎหมายเฉพาะที่จะมากำหนดในส่วนนี้

“ประชาชนที่ใช้สิทธิรักษาพยาบาลบัตรทองไม่ต้องร่วมจ่ายเพื่อนำมาสนับสนุนระบบ เพราะเงินภาษีจากรัฐอย่างเดียวแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเพียงพอที่จะใช้สนับสนุนค่ารักษาพยาบาลได้เพียงพอในการให้บริการตามสิทธิประโยชน์หลักที่ทุกคนจะได้ ประชาชนจะต้องจ่ายเงินเองในกรณีที่ต้องการสิทธิประโยชน์ในการรักษาเสริมเพิ่มเติมจากสิทธิพื้นฐานและสิทธิที่แต่ละกองทุนจัดให้ ซึ่งการจ่ายเงินเองก็เป็นไปตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นของประชาชน” ศ.นพ.ภิรมย์กล่าว

ถึงเวลาแล้วแก้ไข "บัตรทอง"

 อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงบัตรทองในครั้งนี้ ใช่จะเป็นแบบปุบปับ มีการวางกลไกมาตั้งแต่ปี 2558ช่วงที่ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน เป็นรมว.สธ. มีการตั้งคณะกรรมการจัดทำแนวทางการระดมทรัพยากรเพื่อความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่มีนพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ เป็นประธานได้เสนอเป้าประสงค์การปฏิรูปหลักประกันสุขภาพ ภายใต้แนวคิด“SAFE” 

ได้แก่ 1.การพัฒนาอย่างยั่งยืน(Sustainability) ประเทศ รัฐบาลและครัวเรือนสามารถลงทุนได้ในระยะยาว 2.ความเพียงพอ(Adequacy) เพียงพอให้ทุกคนเข้าถึงบริการสุขภาพ และป้องกันการล้มละลายจากค่าใช้จ่ายสุขภาพ 3.ความเป็นธรรม(Fairness) เท่าเทียมทั้งการรับภาระค่าใช้จ่ายและการรับบริการ และ4.มีประสิทธิภาพ(Efficiency) ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ซึ่งต้องคำนึงถึงความทันเวลาและความมีคุณภาพ และศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล มาต่อยอดด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดศ.นพ.ภิรมย์ เพื่อเสนอแนวทางปฏิรูปที่เป็นรูปธรรม

ต้องจับตาแบบไม่กระพริบ ในช่วงเวลาใกล้หมดวาระของรัฐบาลคสช.ว่า การปรับ“บัตรทอง”จะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆที่หลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีอยู่ได้อย่างจริงแท้แค่ไหน ????

สาระสำคัญปรับแก้“กฎหมายบัตรทอง”

1.เพื่มค่าใช้จ่ายประจำ เช่น เงินเดือน ค้าข้าง ค่าตอบแทน เป็นต้น และค่าเสื่อมสิ่งก่อสรา้งและครุภัณฑ์ เป็นค่าใช้จ่ายบริการสาธารณสุขด้วย

2.เพิ่มผู้แทนสภาการแพทย์แผนไทยและผู้แทนหน่วยบริการ เป็นบอร์ดสปสช.

3.อำนาจหน้าที่ของอบร์ดในส่วนที่กำหนดประเภทและขอบเขตในการให้บริการสาธารณสุขที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิตและอัตราค่าบริการสาธารณสุข ต้องคำนึงถึงต้นทุนการบริการด้วย

4.เพิ่มเติมแหล่งรายได้ของสำนักงานนอกจากเงินงบประมาณเช่น เงินอุดหนุนจากหน่วยงานรัฐ ภคเอกชนหรือองค์กรอื่น รวมทั้งจ่างประเทศ องค์กรระหว่างประเทศและที่มีผู้บริจาค ดอกผลของเงินหรือรายได้จากทรัพย์สินของสำนักงาน เป็นต้น และไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดิน

5.การช่วยเหลือเบื้องต้นตามมาตรา 41 ให้ช่วยเหลือทั้งผู้รับและผู้ให้บริการในสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ

6.หมวด 6 ที่เกี่ยวกับคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข ใน(4)มาตรา 50 ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ จากเดิมที่ให้เสนอแนะอัตราราคากลางของโรคทุกโรค เพิ่มเป็นเสนอแนะอัตราราคากลางสะท้อนต้นทุนการให้บริการที่แปรผันตามสภาพเศรษฐกิจ สถานการณ์ของโรค โดยต้องเสนแนะให้มีการทบทวนอัตราราคากลางอย่างน้อยทุกๆ 2 ปี เป็นต้น

0 พวงชมพู ประเสริฐ 0

qualitylife4444@gmail.com

เปิด4แผน“ลาดกระบัง4.0”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280096

เปิด4แผน“ลาดกระบัง4.0”

เปิด4แผนลาดกระบัง40, เปิด4แผนลาดกระบัง40 , ลาดกระบัง40, สจล, Carnegie Mellon University, Dual-degree programs, Collaborative Research, Faculty Exchange, RD Center

 สจล.เดินหน้ามหาวิทยาลัย 4.0 ร่วมกับม.‘คาร์เนกีเมลลอน’ สหรัฐ ตั้งหน่วยงานเปิดหลักสูตรร่วมป.โท 2 ปีและ ป.เอก 5 ปี Electrical and Computer Engineering และทำวิจัย

        สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เป็นสถาบันแรกที่ประกาศตัวพร้อมเปิดให้ต่างชาติเปิดหลักสูตรทันที่มีราชกิจจานุเบกษาเปิดโอกาสให้ ต่างประเทศร่วมจัดการศึกษาในประเทศไทย โดยจับมือ มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน (Carnegie Mellon University) สหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และคอมพิวเตอร์

       ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยระหว่างเข้าพบ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ร่วมกับ ศ.เจมส์ การ์เร็ต คณบดีวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน (Carnegie Mellon University) ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าโครงการสร้างความร่วมมือระหว่าง สจล. กับ มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน ประเทศสหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และคอมพิวเตอร์

          โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างบุคลากรและนักศึกษาในประเทศไทยให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น เพื่อก้าวสู่การปฏิรูปเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรมให้เป็นรูปธรรมและยั่งยืนใน 5 ปี ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ภายใต้กิจกรรมความร่วมมือ 4 ด้าน ได้แก่

          จัดตั้งหน่วยงานร่วมระหว่าง สจล. กับ มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน ในประเทศไทย: โดยใช้ระบบการบริหารจัดการระบบเดียวกับที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของสถาบันการศึกษาไทยที่ได้รับเกียรติ จากสถาบันการศึกษาชั้นนำอันดับต้นๆ ของโลกเข้ามาตั้งหน่วยงาน อันเป็นการพลิกประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของวงการศึกษาไทย

        เปิดสอนหลักสูตรร่วม (Dual-degree programs): ผู้เรียนจะได้รับปริญญาเหมือนกับเรียนที่สหรัฐอเมริกา  ระดับปริญญาโท 2 ปี ในหลักสูตร Electrical and Computer Engineering และหลักสูตร Technology Ventures โดยเรียนในไทย 1 ปี และที่สหรัฐอเมริกา 1 ปี เพื่อพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ให้มีความสามารถตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ

       ระดับปริญญาเอก 5 ปี ในหลักสูตร Electrical and Computer Engineering โดยเรียนในไทย 2 ปี และที่สหรัฐอเมริกา 3 ปี เพื่อพัฒนาคุณภาพของอาจารย์และนักวิจัยไทย ให้มีความรู้และทักษะทัดเทียมนานาชาติ ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเด็กไทยต่อไปในอนาคต

        จัดทำโครงการวิจัยร่วมเพื่อตอบปัญหาของประเทศ (Collaborative Research): โดยโครงการวิจัยทุกโครงการจะมีการใช้อาจารย์หรือนักวิจัยหลักจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก มหาวิทยาลัยในประเทศไทย และภาคเอกชน ในการพัฒนาคุณภาพบุคลากรและแรงงาน ให้ตอบโจทย์นโยบายไทยแลนด์ 4.0 และดึงดูดแรงงานที่มีความสามารถ ในการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาในประเทศ รวมทั้งสร้างตลาดรองรับบุคลากรในส่วนนี้

      แลกเปลี่ยนอาจารย์และนักวิจัยเพื่อพัฒนทักษะ (Faculty Exchange): พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานงานวิจัยไทยให้อยู่ในระดับมาตรฐานโลก พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยขยับขึ้นเป็นศูนย์กลาง ด้านการวิจัยและนวัตกรรมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและบริษัทข้ามชาติ ในการเข้ามาตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Center) หรือการผลิตขั้นสูงที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ

ฝากคกก.อิสระฯผลักดันกม.-ปฏิรูปการเรียนรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280204

ฝากคกก.อิสระฯผลักดันกม.-ปฏิรูปการเรียนรู้

ศธ, สมพงษ์ จิตระดับ, คกกอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา, ครม, สนช, สปท

นักวิชาการศึกษา ชี้คกก.อิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ยังลักลั่นทั้งอายุ-ผู้แทนกฎหมาย-ประชาชนยังน้อยไป ตั้งคำถามอิสระจริงหรือไม่ ฝากดูการออกกฎหมาย-ปฏิรูปการเรียน

     เมื่อวันที่ 31 พ.ค.60 – ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า จากที่ได้เห็นรายชื่อคณะกรรมการอิสระด้านการปฏิรูปการศึกษา จำนวน 25 ราย ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งเมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น พบว่ากรรมการแต่ละท่านมีมาจากหลากหลายวิชาชีพทั้งที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ และนักวิชาการในแวดวงการศึกษา ผู้บริหารจากภาคเอกชน ไปจนถึงตัวแทนจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แต่ในส่วนของผู้แทนจากภาคประชาชนยังไม่มีมากนัก

อาจารย์คณะครุฯ จุฬาฯ กล่าวต่อไปว่า หน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้ คือ การวางแผนขับเคลื่อนในด้านต่างๆ และการร่างกฎหมายสำคัญ ด้านการศึกษา ต้องเข้ามาแก้โจทย์การปฏิรูปการศึกษาประเทศ ภายในกรอบเวลาเพียง 2 ปีขณะนี้ปัญหาการศึกษาตอนนี้อยู่ในขั้นวิกฤตสุดๆ โดยส่วนตัวมองว่าคณะกรรมการอิสระฯ ชุดนี้ยังมีความลักลั่นอยู่ทั้งเรื่องอายุ รวมถึงมีนักกฏหมายน้อยไป ซึ่งอาจจะไม่มีความหนักแน่น และไม่สามารถแก้ไขปัญหาการศึกษาทั้งระบบได้

“ผมอยากฝากคำถามว่าคณะกรรมการอิสระฯชุดนี้ อิสระจริงหรือไม่ เป็นกลางที่จะเข้ามาแก้ปัญหาได้มาน้อยเพียงใด ส่วนเรื่องที่อยากฝากต้องเร่งปฏิรูป คือ การออกกฏหมายที่สำคัญต่างๆ รวมถึงขับเคลื่อนการปฏิรูปการเรียนรู้ระบบหลักสูตร และจะต้องลงไปให้ถึงโรงเรียน ห้องเรียน ครู และตัวเด็ก เป็นหลัก ไม่ใช่มองจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อย่างที่ผ่านมา”ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

“วิษณุ”เซ็น ตั้ง “อนุฯ คปร.” ดู ปม ขาดแคลนบุคลากร “สธ.” แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280188

“วิษณุ”เซ็น ตั้ง “อนุฯ คปร.” ดู ปม ขาดแคลนบุคลากร “สธ.” แล้ว

ขาดแคลน, บุคลากรทางการแพทย์, แก้ปัญหา, อนุ คปร, เซ็น, วิษณุ เครืองาม, วิษณุเซ็น, ตั้ง, อนุฯ, คปร, ดู, ปม, ขาดแคลนบุคลากร, สธ, แล้ว, วิษณุ, อนุฯ คปร, ศธ

“วิษณุ”เซ็น ตั้ง “อนุฯ คปร.” ดู ปม ขาดแคลนบุคลากร “สธ.” แล้ว เผย ถ้า “ศธ.” มีปัญหาให้มาบอก

          31พ.ค.60 –  นายวิษณุ เครืองามรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนได้เซ็นแต่งตั้งคณะอนุกรรมการนโยบายเป้าหมายกำลังคนบุคลากรด้านสาธารณสุข เพื่อดูแลปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ในกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) โดยเฉพาะ เมื่อ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นคณะอนุกรรมการในคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโนบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) มีหน้าที่พิจารณาตำแหน่งที่เกี่ยวกับบุคลากรทางการแพทย์ อย่างกรณีที่กลุ่มนักกายภาพบำบัดขอเปิดตำแหน่งเพิ่ม ก็เป็นหน้าที่คณะอนุกรรมการชุดดังกล่าวจะดำเนินการ เมื่อพิจารณาแล้วเสร็จจะส่งให้คปร.พิจารณาต่อ เพราะคปร.มีหน้าที่พิจารณาเกลี่ยอัตราข้าราชการในส่วนต่างๆ

เมื่อถามว่า มีแนวโน้มที่จะตั้งอนุกรรมการในลักษณะนี้ในกระทรวงอื่นหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า มีแววอยู่ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แต่ลักษะแตกต่างกัน เพราะอนุกรรมการดังกล่าวพิจารณาเฉพาะการขาดแคลนกำลังพล แต่ปัญหาของกระทรวงศึกษาฯ ไม่ได้ขาดแคลนบุคลากรแต่มีปัญหาเรื่องบุคลากรในกระทรวงขอโอนย้ายลำบาก เนื่องจากในกระทรวงแบ่งรูปแบบการบริหารบุคลากรเป็น 5 แท่ง ที่ผ่านมาการโอนย้ายข้ามแท่งทำได้ยาก เพราะต้องได้รับความเห็นชอบจากกรรมการที่ดูแลแต่ละแท่ง จึงมีการออกมาตรา 44 ยุบกรรมการทั้ง5แท่งให้เหลือชุดเดียว จึงไม่จำเป็นต้องตั้งอนุกรรมการฯแต่ถ้ากระทรวงศึกษาฯ ขาดแคลนบุคลากรเมื่อไหร่ก็ให้มาบอก

ศธ.ประกาศไม่ “ยุบเขตพื้นที่ฯ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280125

ศธ.ประกาศไม่ “ยุบเขตพื้นที่ฯ”

คณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการศึกษา, ยุบเขตพื้นที่, ศธสยบข่าวลือ, ศธประกาศไม่, ยุบเขตพื้นที่ฯ, Line, สพท, ศธ, สพป, สพม, ศธภ, ศธจ, สพฐ

โฆษก ศธ.แจง “ธีระเกียรติ” ย้ำชัด 3 ประเด็นในที่ประชุมองค์กรหลัก ศธ. ไม่มีการยุบเขตพื้นที่ฯ-การปรับโครงสร้างใดๆขึ้นกับคกก.อิสระฯ-เกลี่ยคนไปศธภ.และศธจ.ต้องสมัครใจ

      เวลานี้เกิดกระแส กระแสวิพากษ์วิจารณ์ ส่งต่อข้อความผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ (Line) ถึงแนวทางในดำเนินการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค ซึ่งทำให้บุคลากรทางการศึกษาในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เกิดความไม่สบายใจ รวมถึงไม่มั่นใจในภารกิจและบทบาทหน้าที่ ตลอดจนมีกระแสถึงขั้นจะมีการยุบเขตพื้นที่ฯ ด้วยนั้น

เมื่อวันที่ 31 พ.ค.60- ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา ในฐานะโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์  รมว.ศึกษาธิการ ได้พูดคุยถึงประเด็นที่มีการวิพากษ์ วิจารณ์ในที่ประชุมผู้บริการองค์กรหลักของศธ. โดยย้ำชัดเจนถึงแนวทางการดำเนินงาน 3 ประเด็นสำคัญ

คือ 1.จะไม่มีการยุบ สพท. แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 2.ถ้าจะมีการปรับปรุงเรื่องโครงสร้างต่างๆ ทั้งโครงสร้างภายในเขตพื้นที่การศึกษา หรือ โครงสร้างภายใน ศธ. ต่อจากนี้จะต้องส่งให้คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาเป็นผู้พิจารณา ในส่วนของศธ. จะไม่มีการดำเนินการใดๆในเรื่องนี้

และ3.การเกลี่ยคนไปยังสำนักงานศึกษาธิการภาค (ศธภ.) และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) จะต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจและตามความเหมาะสม ไม่มีการบังคับเด็ดขาด

“รมว.ศึกษาธิการยืนยันการดำเนินงานใน 3 ประเด็นและจะไม่มีการยุบสพท.แน่นอน และขอให้การทำงานในพื้นที่เป็นการ บูรณาการการทำงานร่วมกัน อย่าคิดว่าใครเป็นนาย ใครเป็นลูกน้อง ใครต้องสั่งการใคร โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะมีการชี้แจงทำความเข้าใจ รายละเอียด กระบวนการทำงานและการประสานงานกับผู้อำนวยการสพท.ทั่วประเทศ อีกครั้งในวันที่ 3 มิถุนายนนี้ “ดร.กมล กล่าว

ขณะเดียวกันวันที่ 14-17 มิถุนายน จะมีการประชุมศธจ. และศธภ. โดยจะมีการมอบหมายภารกิจในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งต้องการให้คณะอนุกรรมการด้านบริหารงานบุคคล คณะอนุกรรมการด้านยุทธศาสตร์ และคณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้ทำงานอย่างเข้มข้น ตามอำนาจหน้าที่

ยอดแอดมิชชั่นปี 60 รับ1แสนสมัครแค่8หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280142

ยอดแอดมิชชั่นปี 60 รับ1แสนสมัครแค่8หมื่น

ยอดสมัครแอดมิชชั่น, ยอดแอดมิชชั่นปี, 60, สจล, ทปอ, สอท, สมาคม ทปอ

สมาคมทปอ.เผยยอดสมัครแอดมิชชั่น ปี 60 จำนวน 81,230 คน จากรับ 109,129 คน เหตุผู้สมัครค่อนข้างน้อยที่นั่งเหลือเกือบ 3 หมื่น

        ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และนายกสมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวว่า ตามที่สมาคมที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(สมาคม ทปอ.)ได้กำหนดคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษาหรือแอดมิชชั่นกลาง ประจำปีการศึกษา 2560 โดยมีสถาบันอุดมศึกษาเข้าร่วม 78 แห่ง รับนิสิตนักศึกษาได้จำนวน 109,129 คน

โดยรับสมัครผ่านทางเว็บไซด์https://a.cupt.net ตั้งแต่วันที่ 20-27 พ.ค.นั้น ขณะนี้ปิดรับสมัครเรียบร้อยแล้ว ผลปรากฏว่ามีผู้สมัครและชำระเงิน จำนวน ยอดผู้สมัคร 81,230 คน จากนี้ผู้สมัครสามารถตรวจสอบผลคะแนน/รายชื่อผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ วันที่ 7-9 มิ.ย.2560ประกาศผลผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกาย วันที่ 15 มิ.ย.2560 ทางเว็บไซต์ https://a.cupt.net และหน่วยงานที่ร่วมประกาศผลกับสอท. สอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกาย วันที่ 23-26 มิ.ย.2560 ณ สถาบันอุดมศึกษาที่สอบได้ และประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าศึกษา ในวันที่ 10 ก.ค.2560 ทางเว็บไซต์ https://a.cupt.net

ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวต่อไปว่า จำนวนผู้สมัครในปีนี้ค่อนข้างน้อย ซึ่งก็เป็นไปตามคาดหมาย โดยสาเหตุน่าจะเกิดจาก 1. จำนวนเด็กเกิดใหม่น้อยลง ซึ่งก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อจำนวนรับของมหาวิทยาลัยรัฐ แต่กระทบต่อการรับของมหาวิทยาลัยเอกชน

2. นักเรียนจำนวนหนึ่งตอบรับการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเรียบร้อยแล้วในระบบรับตรง โควต้า โครงการช้างเผือก และโครงการพิเศษต่างๆ ขณะที่มหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน ก็ได้มีการเผื่อจำนวนรับนักศึกษาในระบบแอดมิชชั่นกลางไว้เกินจำนวนรับ จึงอาจจะทำให้จำนวนผู้สมัครน้อยกว่าที่นั่งที่จะรับจริง

อย่างไรก็ตาม สอท.ยังเปิดรับสมัครแอดมิชชั่นกลางทางเว็บไซด์ http://a.cupt.net จนถึงวันที่ 27 พ.ค.นี้ ซึ่งยังพอมีเวลาให้นักเรียนตัดสินใจเลือกคณะเรียน และชำระเงินได้ถึงวันที่ 29 พ.ค.นี้ ทั้งนี้ การสมัครจะสมบูรณ์ได้ผู้สมัครจะต้องชำระเงินตามกำหนด

“มาดามจุ๋ม”หญิงใหญ่ในอียิปต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280117

“มาดามจุ๋ม”หญิงใหญ่ในอียิปต์

เปิดโลกมุสลิมมาดามจุ๋มหญิงใหญ่ในอียิปต์, ร้านบันดง, มาดามจุ๋ม

  การศึกษาที่มีเป้าหมายที่แน่นอน จะเปลี่ยนสถานะของเด็กฝึกงานลูกจ้างธรรมดาของโรงงานทำกระเป๋ากลายมาเป็นผู้ออกแบบ และตัดเย็บเองท้ายสุดกลายมาเป็นผู้จัดการได้

        เพราะหลักคิดอย่างนั้นทำให้ “มายม นามเกียรติ” หรือที่รู้จักกันดีในนาม “มาดามจุ๋ม”หรือ “แม่จุ๋ม”รู้คุณค่าของเงิน รู้วิธีการหาเงิน เพราะทำงานตั้งแต่เด็ก และการทำงานที่ต้องอาศัยการเรียนรู้และการปฏิบัติอย่างจริงจัง ถึงจะทำให้ชีวิตก้าวหน้าและเป็นเจ้าของชีวิตเองโดยไม่ต้องเป็นลูกจ้างใครโดยไม่จำเป็น

“มาดามจุ๋ม”หญิงใหญ่ในอียิปต์

    “ไม่เคยน้อยใจในชีวิต ที่เกิดมามีแต่พ่อไม่มีแม่ และไม่ได้เกิดเป็นลูกคนรวย คนมีชื่อเสียง หรือไม่เคยได้ใช้ชีวิตในห้องเรียนหรูๆ ไม่ได้แต่งตัวสวยๆและไม่ได้มีสังคมในรั้วมหาวิทยาลัย เป็นคนบ้านนอกคอกนา เติบโตมากับธรรมชาติที่เขียวชะอุ่มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้า ทุ่งนาและวัวควาย แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นและอยากพิสูจน์ตัวเองด้วยสมองและสองมือ โดยมีแม่เป็นแบบอย่างผู้หญิงที่สู้ชีวิต เป็นนายตัวเองและลิขิตชีวิตเองได้โดยไม่หวังเป็นรองใคร แม่เลี้ยงเราให้โตได้ ชีวิตไม่ใช่แค่การเรียนรู้ หรือแค่การท่องจำในบทเรียนเท่านั้น”แต่มันคือการลงมือพยายามให้ประสบผลสำเร็จตามที่วางเอาไว้ “มาดามจุ๋ม” เล่า

“มาดามจุ๋ม”หญิงใหญ่ในอียิปต์

     “มาดามจุ๋ม”ผู้หญิงที่มากับรอยยิ้มและมองโลกในแง่ดี เป็นคนจังหวัดหนองคาย เกิดมาในครอบครัวปานกลาง เป็นคนนับถือศาสนาพุทธแต่ดั้งเดิมและเข้ารับอิสลามในตอนนี้ มีลูก 3 คน ชายสอง หญิงหนึ่ง ซึ่งโตเป็นวัยรุ่นกันหมดแล้ว

“มาดามจุ๋ม”หญิงใหญ่ในอียิปต์

        เธอ เล่าว่าการศึกษา ว่าไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นกับอนาคตเลย ถ้าเราศึกษาแบบตามเพื่อนหรือไม่มีเป้าหมายที่แน่นอน ถ้าปราศจากการเรียนรู้ การติดตามข่าวสารของสังคมและโลก สิ่งนี่คือสิ่ง จำเป็นที่เราต้องมี จริงๆแล้วทำงานมาตั้งแต่เด็ก โดยการช่วยแบ่งเบาภาระพ่อ และค่อยๆเรียนรู้คนและผู้คนไปพร้อมๆกัน สิ่งนี้จะทำให้เรามีการพัฒนาตัวเองในเรื่องของการทำงานได้ดี

“มาดามจุ๋ม”หญิงใหญ่ในอียิปต์

      เพราะหลักคิดอย่างนั้นทำให้ “มาดามจุ๋ม” เปลี่ยนสถานะจากเด็กฝึกงานลูกจ้างธรรมดาของโรงงานทำกระเป๋า จนกลายมาเป็นผู้ออกแบบ และตัดเย็บเองท้ายสุดกลายมาเป็นผู้จัดการอย่างเต็มตัว

       จากจุดนั้นทำให้รู้คุณค่าของเงิน รู้วิธีการหาเงิน และการทำงานที่ต้องอาศัยการเรียนรู้และการปฏิบัติอย่างจริงจัง ถึงจะทำให้ชีวิตก้าวหน้าและเป็นเจ้าของชีวิตเองโดยไม่ต้องเป็นลูกจ้างใครโดยไม่จำเป็น

“มาดามจุ๋ม”หญิงใหญ่ในอียิปต์

         จนวันหนึ่งพบรักกับนักนักธุรกิจหนุ่มอาหรับ ต้องมาอยู่อาศัยในประเทศอียิปต์ จึงทำธุรกิจเปิดร้านอาหารไทยในเขตนักศึกษา เป็นร้านอาหารเล็กๆที่ทำและบริหารเองทุกอย่าง

      ทั้งๆที่ไม่ได้จบการเป็นเชฟจากสถาบันใดแต่เพราะมีใจรักในการทำอาหารจึงทำได้ เป็นแม่ครัว เรียนรู้เกี่ยวกับอาหารทุกชนิด และที่สำคัญการจัดและตกแต่งเพื่อเสริมความเป็นอาหารไทย ซึ่งเป็นเสน่ห์เอกลักษณ์ของความเป็นไทยที่ไม่เหมือนใครในโลกนี้

“มาดามจุ๋ม”หญิงใหญ่ในอียิปต์

        นอกจากนี้ มาดามจุ๋ม ยังเรียนกศน.กรุงไคโร ประเทศอียิปต์เป็น นักเรียนดีเด่น และสอบได้คะแนนดีที่หนึ่งของห้องและเป็นนักเรียนที่อายุเยอะที่สุด เธอ เรียน กศน.ไม่ได้ต้องการวุฒิเพื่อเอาไปสมัครงาน แต่ต้องการเนื้อหาทุกวิชาเพื่อนำมาเติมเต็มกับการทำธุรกิจที่มีอยู่แล้ว อ่านหนังสือเพื่อเอามาทำข้อสอบชีวิตจริงให้ได้ต่างหากคือความคิดในตอนนั้น และสิ่งที่ได้คือการได้รู้ถึงการเป็นนักบริหารจัดการแบบมืออาชีพ การปกครองและการวางระบบของการทำธุรกิจ และยิ่งต่อยอดให้อยากเป็นนักธุรกิจแบบครบวงจร

“มาดามจุ๋ม”หญิงใหญ่ในอียิปต์

       “กศน.สอนทั้งวิชาการ และวิชาชีพ โดยเฉพาะการแกะสลัก คือ หนึ่งโครงการที่ดีและไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้ และเป็นงานที่ดีให้กับเราในอนาคตซึ่งไม่ใช่แค่เงินที่เราภาคภูมิใจแต่กลับเป็นคำชมและความสวยงามที่ทำชื่อเสียงให้กับประเทศไทยต่างหากที่ทำให้เราภูมิใจเป็นที่สุด” มาดามจุ๋มพูดด้วยรอยยิ้มปลื้มใจ

“มาดามจุ๋ม”หญิงใหญ่ในอียิปต์

      หลังจากที่จบจาก กศน.พร้อมๆกับลูกทั้งสามคนแล้ว ชีวิตก็ยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆ จากตำราในหนังสือ นำมาผสมกับชีวิตจริงทำให้การทำงานของเรามีความสุข การแกะสลักงานโชว์ในโรงแรมหรูๆทั่วอียิปต์ ทำให้ไปเจอกับผู้กำกับหนังอียิปต์ จึงได้ติดต่อให้ไปร่วมแสดงละครและถ่ายโฆษณาทางรายการโทรทัศน์อียิปต์อยู่บ่อยๆ

“มาดามจุ๋ม”หญิงใหญ่ในอียิปต์

        ทุกวันนี้ “มาดามจุ๋ม” เป็นนักธุรกิจระดับต้นๆซึ่งมีร้านอาหารอยู่ในการดูแลถึง 3 ร้าน ร้านไนล์ บันดง และร้านก๋วยเตี๋ยว ที่เพิ่งเปิดใหม่คือซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็ก ชื่อ”แอเอเชีย”มีสินค้าจากกลุ่มประเทศอาเซียนและสินค้าไทย

“มาดามจุ๋ม”หญิงใหญ่ในอียิปต์

     โดยเฉพาะอาหารไทย ถั่วงอก ลูกชิ้นทุกชนิดเป็นฝีมือของเธอเองและกำลังเรียนการทำขนมหวานชาววังทางยูทูป  เพราะ อยากทำขนมหวานที่ไม่มีประเทศใดในโลกให้ออกมาสวยงามและอร่อยที่สุด เพื่อสร้างชื่อเสียงความเป็นไทยในดินแดนอาหรับ

“มาดามจุ๋ม”หญิงใหญ่ในอียิปต์

           การศึกษานำพาให้ก้าวหน้าแต่การกระทำนำพาให้ชีวิตก้าวไกลและบินได้ไกล เช่นชีวิตผู้หญิงไทยแห่งอียิปต์ คนนี้ “มาดามจุ๋ม” หญิงใหญ่แห่งไคโร

“มาดามจุ๋ม”หญิงใหญ่ในอียิปต์


หนุ่มสาวออฟฟิศฟังทางนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/279984

หนุ่มสาวออฟฟิศฟังทางนี้

ปวดกระดูก-ข้อ รักษาไว, ออฟฟิสซินโดรม, Radial Shockwave therapy

หนุ่มสาว ชาวออฟฟิศ หลายคนต้องใช้ชีวิตผูกติดกับดิจิตอลด้วยแล้ว ก็ยิ่งต้องเสี่ยงกับการนั่งท่าเดิมนานๆจนป่วย “ออฟฟิสซินโดรม”

       วัยทำงานหลายคนคงเคยเป็นอาการที่ หันซ้าย หันขวาก็ปวด ก็เมื่อย ยิ่งในยุคนี้หนุ่มสาว ชาวออฟฟิศ หลายคนต้องใช้ชีวิตผูกติดกับดิจิตอลด้วยแล้ว ก็ยิ่งต้องเสี่ยงกับการนั่งท่าเดิมนานๆจนป่วย “ออฟฟิสซินโดรม”

หลายครั้งต้องไปพบหมอนวดบรรเทาอาการปวด หรือผู้ที่ป่วยเรื้อรังก็ต้องอาศัยการทำกายภาพบำบัดจากแพทย์เฉพาะทางเพื่อรักษา ซึ่งต้องใช้เวลาเกือบเดือนทำให้เสียเวลาในการประกอบอาชีพ

หนุ่มสาวออฟฟิศฟังทางนี้

เป็นเรื่องที่ดีไม่น้อยหากมีนวัตกรรมทางการแพทย์สมัยใหม่ ที่ช่วยลดระยะเวลาในการรักษากล้ามเนื้อ กระดูก และข้อที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งล่าสุดในโอกาสที่หน่วยกายภาพบำบัดโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ครบรอบ 9 ปี ทางโรงพยาบาล ได้ขยายบริการดูแลรักษาฟื้นฟูทุกอาการปวดในระบบกระดูกและกล้ามเนื้อให้กับประชาชน

ในโอกาสโดยพลังความเชี่ยวชาญ สหสาขาวิชา จากทีมแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู และนักกายภาพบำบัดที่ดูแลด้านการรักษาฟื้นฟูอาการเจ็บปวดในระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ จัดกิจกรรม “No PAIN You GAIN… ชีวิตดี ไม่มีปวด” เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตื่นตัวหันมาใส่ใจสุขภาพ พร้อมส่งมอบบริการดูแลส่งเสริมสุขภาพในระบบกระดูกและกล้ามเนื้อให้กับประชาชนทุกช่วงวัย

หนุ่มสาวออฟฟิศฟังทางนี้

ทั้งนี้ เพื่อสืบสานการดำเนินงานตามพระปณิธาน และถวายเป็นพระกุศลแด่ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบในปี 2560 และเปิดประสบการณ์การรักษาผู้ป่วยด้วยคลื่นกระแทก ผ่านเครื่องมือแพทย์ที่มีประสิทธิภาพเรียกว่า เทคโนโลยี “Radial Shockwave therapy” ที่ช่วยรักษาปัญหาปวดเรื้อรังและโรคออฟฟิศซินโดรมได้ดี

ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานทุกท่านที่กำลังมีปัญหาไม่ว่าจะเป็นอาการปวดคอ ปวดบ่า ปวดแขน ปวดมือ ปวดหลัง ปวดเอว ปวดข้อ ปวดเข่า ปวดเรื้อรัง ได้ร่วมถ่ายทอดและรักษาอาการเบื้องต้นฟรีทุกอาการปวดในกิจกรรม My Pain Feels Like…เมื่อต้นเดือน พฤษภาคม2560 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต

เพื่อเข้ารับการตรวจประเมินอาการปวด รวมทั้งรับบริการปรึกษาจากแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ และเวชศาสตร์ฟื้นฟูเพื่อวางแผนโปรแกรมด้านการดูแลรักษา ตลอดจนถึงคำแนะนำในด้านต่างๆ เพื่อบำบัดและฟื้นฟูอาการให้เหมาะสำหรับแต่ละบุคคล

พร้อมทั้งสามารถเข้ารับการบำบัดรักษาอาการปวดด้วยเทคโนโลยีเครื่องมือบำบัดรักษาอาการเจ็บปวดจากหน่วยกายภาพบำบัด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ พร้อมคำแนะนำในการปรับท่าทางและกิจวัตรประจำวัน เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติ ซึ่งมีผู้ใช้บริการหลายคนมีความนงจะรับการรักษาเพิ่มเติม ที่โรงพยาบาลฯ ในภายหลัง

หนุ่มสาวออฟฟิศฟังทางนี้

นพ.เติมพงศ์ พ่อค้า ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ สาขาศัลยศาสตร์ข้อมือ ข้อศอกและจุลศัลยศาสตร์ ระบุว่า หากมีอาการปวดกระดูก สิ่งแรกที่ต้องทำคือ พักการใช้งาน ใน 48 ชม.แรก ใช้ความเย็นบรรเทาอาการปวด เมื่อพ้น 48 ชม.ไปแล้วจึงค่อยใช้ความร้อน บรรเทาอาการปวด หาก3-5 วันไม่ดีขึ้นควรที่จะมาพบแพทย์ การรักษาอาการปวดกระดูก เริ่มต้นด้วยการให้ยาแก้ปวด,กายภาพบำบัด, เลเซอร์, อัลตราซาวนด์, การฉีดยา สุดท้ายคือ การผ่าตัด ซึ่งปัจจุบันการผ่าตัดมีทั้งการส่องกล้องและการผ่าตัดแผลปกติ

หนุ่มสาวออฟฟิศฟังทางนี้

นิดา รัตนครอง

ด้านนิดา รัตนครอง หัวหน้าหน่วยกายภาพบำบัด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า เดิมที่การรักษาออฟฟิสซินโดรมจะรักษาด้วยการใชเความร้อน อัลตราซาวด์ร่วมกับกายภาพบำบัด ซึ่งกายภาพบำบัดต้องใช้วิธีการยืดเหยียดกล้ามเนื้อร่วมด้วย ซึ่งวิธีเดิมนั้นจะใช้เวลารักษาทุกขั้นตอนประมาณ 2-3 สัปดาห์ อาการจึงจะดีขึ้น และแต่ละครั้งของการรักษานานกว่า 60 นาที

แต่การรักษาด้วย Radial Shockwave therapy” นี้ทั้งแบบเลเซอร์และช็อคเวฟ ซึ่งถ้าใช้ร่วมกันจะเพิ่มประสิทธิภาพให้ลดระยะเวลาการรักษาและผู้ป่วยสามารถรู้สึกดีได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่รับการรักษา

ส่วนเวลาในการหายดีนั้นอาจจะเหลือแค่ 1 สัปดาห์หรือเร็วกว่านั้น และรักษาแต่ละครั้งใช้เวลาเพียง 20 -30 นาทีเท่านั้น ที่สำคัญการรักษาแบบเทคโนโลยีชนิดนี้ช่วยให้บาดเจ็บน้อยกว่าวิธีเดิม

เพราะคลื่นกระแทกจะช่วยไปสลายเส้นใยกล้ามเนื้อที่ไม่ไปในทิศทางเดียวกัน หรือ เรียงตัวไม่เหมาะสม ให้ดีขึ้นได้ คือ ช่วยให้เรียงตัวดีขึ้น

“บางคนทำงานออฟฟิศมากๆ เช่น นักข่าว นั้นนั่งพิมพ์นานๆ นั่งท่าเดิมนานๆ ปวดคล้ายไมเกรน แต่จริงๆ ไม่ใช่ปวดไมเกรนนะ เป็นอาการปวดคอบ่า ไหล่ หรือ ออฟฟิศซินโดรมนั่นแหละ กว่าจะได้ทำกายภาพบำบัดอาจจะใช้เวลานาน เช่นป่วยไปแล้ว 2เดือนค่อยมาตรวจเจอแล้วพบว่าเป็น และโรคนี้เป็นแล้วเป็นซ้ำได้อีก หากยังอยู่ในพฤติกรรมเดิมๆ” นิดาอธิบาย

สำหรับผู้ที่มีอาการปวดในระบบกระดูกและกล้ามเนื้อที่สนใจเข้ารับการรักษา ฟื้นฟูและลดอาการปวดสามารถเข้ารับบริการได้ที่ หน่วยกายภาพบำบัด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ นัดหมายโทร 02-574-4763 เปิดให้บริการทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.00-17.00 น. และเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.00-16.00น. ,คลินิกศัลยกรรมกระดูกและข้อ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ นัดหมายโทร 02-576-6000 ต่อ 6163 หรือ 6170เปิดให้บริการทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00-16.00 น.

ต่างชาติร่วมทุนการศึกษาไทยดี-ไม่ดี?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/279960

ต่างชาติร่วมทุนการศึกษาไทยดี-ไม่ดี?

ม44 มต่างชาติตั้งในไทย, สจล, มข, สกอ, มก, คสช, ฉบับชั่วคราว, ครม, คพอต

แม้มีความคิดเห็นหลากหลาย แต่ถ้ามองในแง่บวกถือเป็นโอกาสที่ดี มหาวิทยาลัยไทยได้ปรับปรุงตัวทั้งการเรียนการสอน เตรียมความพร้อมให้บัณฑิต เพราะจะผลิตแบบเดิมคงไม่ได้

          เป็นประเด็นกันทีเดียว   หลังจากประกาศราชกิจจานุเบกษา คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 29/2560 เรื่อง การส่งเสริมการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ เพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาและการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ                    สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศตามนโยบายของรัฐบาล จําเป็นต้องเสริมสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี และวิทยาการที่มีคุณภาพและทันสมัย ให้กับเยาวชน ที่จะเป็นทรัพยากรบุคคลสําคัญของชาติ โดยให้ต่างชาติเปิดมหาวิทยาลัยในเขตเศรษฐกิจพิเศษ รองรับศูนย์กลางการศึกษาภูมิภาคอาเซียน เน้นสาขาขาดแคลน

ต่างชาติร่วมทุนการศึกษาไทยดี-ไม่ดี?

          ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า การให้ต่างชาติเข้ามาเปิดมหาวิทยาลัยในไทยนั้น โดยส่วนตัวถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้มหาวิทยาลัยของไทยมีความตื่นตัว กระตือรือร้นในการพัฒนาตนเองมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมหาวิทยาลัยต้องไม่หยุดนิ่ง

เพื่อเพิ่มเติมศักยภาพของตนเองตลอดเวลา นำไปสู่การพัฒนาหลักสูตร การเรียนการสอน การวิจัย นวัตกรรม ผลิตบัณฑิตรองรับความต้องการของประเทศและประชาคมโลก อีกทั้ง ทำให้มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งเตรียมพร้อม และเห็นความแตกต่างระหว่าง มหาวิทยาลัยไทยและต่างชาติ

อย่างไรก็ตาม การให้ต่างชาติเข้ามาเปิดมหาวิทยาลัยในไทยย่อมมีผลต่อความอยู่รอดของมหาวิทยาลัย เพราะขณะนี้ เด็กน้อยลง แต่มหาวิทยาลัยจะเพิ่มขึ้น ซึ่งมหาวิทยาลัยต้องแข่งขันเพื่อให้นักศึกษาเลือกเรียนสถาบันของตนเอง โดยต้องแข่งกันที่คุณภาพ มาตรฐาน

         “อย่ามองว่า ต่างชาติเข้ามาเปิดม.ในไทยแล้วไม่ดี เพราะการเปิดคงไม่ได้ทำง่ายๆ ต้องมีกระบวนการ การตรวจสอบคุณภาพ มาตรฐาน และอะไรอีกหลายอย่าง คงไม่ใช่อยากเปิดก็ให้เปิด ดังนั้น มหาวิทยาลัยต้องพัฒนาตนเอง และต้องใช้โอกาสนี้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อพัฒนาบัณฑิตทรัพยากรบุคคลกลายเป็นกำลังของประเทศต่อไป”ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าว

    ขณะนี้แม้มีความคิดเห็นหลากหลาย ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ถ้ามองในแง่บวกภาพรวม ถือเป็นโอกาสที่ดี เพราะมหาวิทยาลัยจะผลิตบัณฑิตแบบเดิมๆ คงไม่ได้

ต่างชาติร่วมทุนการศึกษาไทยดี-ไม่ดี?

รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) กล่าวว่า โดยส่วนตัวอยากให้มองภาพบวกมากกว่าภาพลบ เพราะการที่มหาวิทยาลัยต่างชาติมาเปิดในไทยนั้น อาจทำให้มหาวิทยาลัยไทยมีคู่แข่งมากดดันให้ต้องมีความกระตือรือร้น ตื่นตัวพัฒนามากยิ่งขึ้น และทำให้สูญเสียเด็กเก่ง แต่ถ้ามองเด็กที่ไปเรียนในม.ต่างประเทศนั้นจะเห็นได้ว่าเป็นคนละกลุ่ม

ดังนั้น ผลกระทบ อาจเสียเด็กเก่งมีอยู่บ้าง แต่เชื่อว่าไม่มากเมื่อเทียบกับแรงกระตุ้นที่ทำให้มหาวิทยาลัยปรับตัวการเรียนการสอน นำแบบอย่างที่ดีของม.ต่างชาติมาปรับใช้

        เท่าที่มีการคุยกับนักวิชาการหลายท่าน ต่างมองว่าตอนนี้การเรียนการสอนระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอกต้องปรับ เพราะถ้าเรียนแบบนี้อาจไม่ทำให้เกิดศักยภาพตามที่ประเทศต้องการ อีกทั้งตอนนี้อุดมศึกษาไทยเองมีวิกฤตหลายอย่าง และกำลังปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น”รศ.ดร.กิตติชัย กล่าว

สิ่งที่หลายคนวิตกกังวล อย่าง การยกเว้นมาตรฐานการควบคุมบางอย่างกับต่างชาติที่มาตั้งมหาวิทยาลัยในไทย ทั้งที่มหาวิทยาลัยกับถูกตั้งมาตรฐานควบคุมมากมาย???

รศ.ดร.กิตติชัย กล่าวต่อไปว่า ม.ต่างชาติ อาจไม่ได้ถูกควบคุมมาตรฐานมากเท่าม.ไทย แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ม.ต่างชาติที่เข้ามาในไทยต้องเป็นมหาวิทยาลัยคุณภาพ มีชื่อเสียง คงไม่เข้ามาไทยและทำให้ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยตนเองน้อยลง

แต่ทั้งนี้ ก็ต้องย้อนกลับมาดูม.ไทยเองด้วย ว่าทำไมถูกควบคุมกำกับมาตรฐานคุณภาพ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)และมหาวิทยาลัยต่างชาติได้รับการยกเว้นบ้าง เรามีคุณภาพมาตรฐานแบบต่างชาติหรือไม่ จัดการเรียนการสอนได้คุณภาพหรือไม่ เด็กต่างชาติ เด็กไทยอยากเข้ามาเรียนหรือไม่

           “ความคิดเห็นเป็นเรื่องต่างคนต่างคิด ต่างชาติที่เข้ามาในไทย ต้องผ่านการพิจารณาตรวจสอบคุณภาพมาตรฐาน และต้องเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำ ตั้งที่ไหนก็คงต้องคำนึงถึงคุณภาพ ไม่ทำให้เสียชื่อเสียง แต่มหาวิทยาลัยไทยโดนกรอบสกอ. สภาวิชาชีพแต่ถ้ามีคุณภาพก็ไม่น่าจะกังวล ในมุมผม ผมไม่ขัดที่ต่างชาติจะเข้ามาตั้งม.ในไทยรศ.ดร.กิตติชัย กล่าว

ต้องมาดูภาคอุตสาหกรรม ต้องการแบบไหน ปรับปรุงหลักสูตร การเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ  ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.)อธิบายว่าตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ใช้อำนาจตาม มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว)พ.ศ.2557 เปิดให้ต่างชาติเข้ามาจัดตั้งสถาบันการศึกษาในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อรองรับประชาคมอาเซียน หรือ เออีซี เป็นการให้บริการ ที่ลูกค้าจะต้องได้รับการบริการที่หลากหลาย และไม่ได้เป็นการแย่งลูกค้ากัน

ต่างชาติร่วมทุนการศึกษาไทยดี-ไม่ดี?

อีกทั้งไม่สามารถที่จะไปปิดกั้นได้ และเมื่อปิดกั้นไม่ได้ต้องใช้โอกาสนี้สร้างความสามารถให้แก่มหาวิทยาลัยไทย ที่สำคัญต้องมีการต่อรอง หรือมีเงื่อนไขว่าเมื่อเปิดให้ต่างชาติเข้ามาจัดตั้งสถาบันการศึกษาในไทยแล้วจะต้องทำให้มหาวิทยาลัยไทยเก่งและได้ประโยชน์ด้วย

ทั้งนี้ ในต่างประเทศเปิดให้ต่างชาติเข้ามาจัดการศึกษาได้ ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ ซึ่งประเทศไทยก็สามารถที่จะไปเรียนรู้จากประเทศอื่นๆได้ว่าเค้าดำเนินการกันอย่างไร เช่น ประเทศเมเลเซีย ก็เปิดให้ต่างชาติมาจัดการศึกษามา 20ปีแล้ว

ส่วนความร่วมมือควรมีหลากหลาย เช่น ให้มหาวิทยาลัยต่างชาติเข้ามาจัดตั้งสถาบันการศึกษาเลย หรือ เป็นหลักสูตรร่วมก็ได้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความพร้อมของมหาวิทยาลัย หรือความพร้อมของแต่ละวิชา ส่วนของมก.ยังไม่ได้คุยกันว่าจะร่วมจัดการศึกษากับต่างชาติหรือไม่

อย่างไรก็ตาม  คำสั่ง คสช. ดังกล่าว มีเป้าหมายคือการพัฒนา เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก และ เขตเศรษฐกิจพิเศษอื่น ๆที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)กำหนด ดังนั้นมหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมก็น่าจะเข้าร่วมได้แต่ก็ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของคณะกรรมการพัฒนาการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ(คพอต.)

  เมื่อการศึกษาไม่สามารถอยู่แบบเดิมได้ ก็ต้องหาหนทางที่เหมาะสม ปรับเปลี่ยนและพัฒนากันต่อไป..

0 ชุลีพร  อร่ามเนตร 0  qualitylife4444@gmail.com