มข.ผลิตวิศวกรอินเตอร์ รองรับไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280468

มข.ผลิตวิศวกรอินเตอร์ รองรับไทยแลนด์ 4.0

วิศวะ, มข, มขผลิตวิศวกรอินเตอร์, รองรับไทยแลนด์, ASEAN Community

วิศวกรรมศาสตร์ มข. เปิดหลักสูตรนานาชาติ ผลิตวิศวกรอินเตอร์สู่ตลาดอาเซียน รองรับไทยแลนด์ 4.0

        ด้วยประสบการณ์และผลงานด้านวิชาการและงานวิจัยของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่สะสมมานานกว่า 53 ปีจนเป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ  มีคณาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สูง ผลิตวิศวกรที่มีคุณภาพสูงในทุกระดับ  และมีความเจริญก้าวหน้าในการประกอบอาชีพในระดับแนวหน้าของประเทศทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากความพร้อมทางด้านศักยภาพการเรียนการสอน

         ศ.ดร.อภิรัฐ ศิริธราธิวัตร คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า ในปีการศึกษา 2560คณะวิศวกรรมศาสตร์  ได้เปิดหลักสูตรนานาชาติ 4 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรวิศวกรรมโลจิสติกส์ หลักสูตรวิศวกรรมเคมี หลักสูตรวิศวกรรมโทรคมนาคม และหลักสูตรวิศวกรรมสื่อดิจิทัล โดย 4 หลักสูตร สามารถรองรับนโยบายด้านการพัฒนาบุคลากรเพื่อเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) โดยเน้นการเปิดให้มีความหลากหลายของสาขาวิชา ที่มีการเรียนการสอนในรายวิชาต่างๆ เป็นภาษาอังกฤษ  เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมด้านการสื่อสารและการทำงานที่เกี่ยวข้อง และสามารถยื่นของใบประกอบวิชาชีพจากสภาวิศวกรได้

มข.ผลิตวิศวกรอินเตอร์ รองรับไทยแลนด์ 4.0

หลักสูตรวิศวกรรมนานาชาติ  ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มีความตั้งใจมุ่งมั่นพัฒนาหลักสูตร เพื่อจะทำให้เกิดกระบวนการเรียนการสอนที่จะผลิตวิศวกร ที่มีคุณภาพทั้งด้านความรู้ทางวิชาการและวิชาชีพวิศวกรรมศาสตร์ ตลอดจนมีความพร้อมทั้งด้านภาษาอังกฤษ ที่สามารถทำงานได้ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก   ทั้งนี้ วิชาชีพวิศวกรเป็น 1 ใน 7 ของวิชาชีพที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในยุคประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ขณะที่เอเชียเองก็มีความต้องการอาชีพทางด้านวิศวกรรมในทุกสาขา ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการแรงงานในประเทศไทยที่มี ความต้องการแรงงานในอาชีพที่เกี่ยวกับงานวิศวกรรมศาสตร์ ส่งผลให้ตลาดแรงงานด้านอาชีพวิศวกรกว้างขึ้น  ประกอบกับปัจจุบันรัฐบาลได้กำหนดให้ประเทศ  มีนโยบาย Thailand 4.0 ซึ่งมุ่งเน้นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ผศ.ดร.ขนิษฐา  คำวิลัยศักดิ์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ มข.กล่าวว่า สำหรับ 4 หลักสูตรนานาชาติของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่จะกำหนดเปิดสอน ประกอบด้วย 1. หลักสูตรวิศวกรรมโลจิสติกส์ จากนโยบายการเปิดเสรีทางการค้า ทำให้มีการขยายตัวด้านการขนส่งสินค้าขยายตัวมากขึ้น   หลักสูตรนี้จึงรองรับในเรื่องของการวางแผนการขนส่ง  การจัดการคลังสินค้า การขนถ่ายวัสดุ การจัดการโซ่อุปทาน ระบบการผลิต เป็นต้น ซึ่งควบคุมด้านอุตสาหกรรมโลจิสติกส์เป็นอย่างดี 2. หลักสูตรวิศวกรรมเคมี เมื่อเราก้าวเข้าสู่การค้าเสรี ผลที่ตามมาคือภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จะมีการขยายตัวเพิ่มมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องใช้บุคลากรทางด้านวิศวกรรมเคมีมากขึ้น ในการเรียนการสอนเราเน้นให้ผู้เรียนรู้จักการจัดการความปลอดภัยในอุตสาหกรรมเคมี การออกแบบโรงงานเชิงวิศวกรรมเคมี กระบวนการทางอุตสาหกรรมเคมี เพื่อมุ่งหวังให้เกิดความปลอดภัยในแวดวงอุตสาหกรรม   3. หลักสูตรวิศวกรรมโทรคมนาคม เป็นหลักสูตรที่เปิดขึ้นเพื่อรองรับ 3G 4G และ 5G   ยุคดิจิตอลการสื่อสารแบบไร้ขีดจำกัด หลักสูตรนี้เน้นให้ผู้เรียนรู้จักโครงข่ายการสื่อสารและสายส่ง การสื่อสารเคลื่อนที่ การสื่อสารแบบบรอดแบนด์ เป็นต้น  4.หลักสูตรวิศวกรรมสื่อดิจิทัล (อยู่ในขั้นตอนรอสภามหาวิทยาลัยอนุมัติในเดือนมิถุนายน 2560) เป็นหลักสูตรที่เปิดขึ้นเพื่อผลิตวิศวกรสื่อดิจิทัลเพื่อรองรับสายงานสื่อดิจิทัล ตามแนวโน้มของโลกปัจจุบันที่มีวิวัฒนาการทางอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์   โดยหลักสูตรได้จัดให้มีการเรียนการสอนในรายวิชาต่างๆ และใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการเรียนการสอน เพื่อให้บัณฑิตมีความพร้อมก้าวเข้าสู่สายงานวิศวกรรมสื่อดิจิทัล เช่น การประมวณผลสื่อดิจิทัล ดิจิทัลอิเล็กโทรนิคส์ ฐานข้อมูลสื่อประสม การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การเขียนโปรแกรมเกมส์  การออกแบบเกมส์  คอมพิวเตอร์กราฟฟิค โมเดลและแอนิเมชั่น3 มิติ เป็นต้น

มข.ผลิตวิศวกรอินเตอร์ รองรับไทยแลนด์ 4.0

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนนานาชาตินี้ขึ้นมา เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ดังนั้น สำหรับนักเรียน  ม.6 ทุกคนที่ต้องการเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์ ลองพิจารณาสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หลักสูตรนานาชาติ  ด้วยระบบรับตรง เปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 1-23 มิถุนายน 2560 ดูรายละเอียดได้ที่ www.en.kku.ac.th และ https://www.facebook.com/EngineeringKKU/ หรือโทร.043-362145-6 ต่อ 712

ว้าว!!“วิศวกรเหมืองแร่”รับ 45,000 บาท/เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280458

ว้าว!!“วิศวกรเหมืองแร่”รับ 45,000 บาท/เดือน

วิศวกรเหมืองแร่, รายได้สูงสุดปี59, 45, 000 บาท, ภาคเกษตร, ภาคอุตสาหกรรม, ภาคบริการ, นายวรานนท์ ปีติวรรณ, บาทเดือน, วิศวกรเหมืองแร่-ขุดเจาะน้ำมัน, กกจ, การเจาะบ่อน้ำมัน, งานวิศวกรรม

กกจ.เผยค่าจ้างต่อเดือนสูงสุดปี59 อยู่ภาคอุตสาหกรรม-ภาคบริการ ระบุอาชีพ”วิศวกรเหมืองแร่-ขุดเจาะน้ำมัน” รับ 45,000 บาท ต่ำสุด 7,800 บาท ค่าจ้างเฉลี่ย 9,801 บาท

          เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2560 – นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางาน โดยกองบริหารข้อมูลตลาดแรงงานได้รวบรวมข้อมูลตำแหน่งงานว่างจากการให้บริการจัดหางานในประเทศมาทำการวิเคราะห์และจัดทำค่าจ้างรายอาชีพปี 2559 ซึ่งจากการวิเคราะห์พบว่าคนไทยได้รับค่าจ้างต่อเดือนสูงสุด 45,000 บาท ต่ำสุด 7,800 บาท และค่าจ้างเฉลี่ย 9,801 บาท ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2558 พบว่าค่าจ้างต่อเดือนสูงสุดเพิ่มขึ้นจากปี 2558 คิดเป็นร้อยละ 18.42 ที่ได้รับค่าจ้างต่อเดือนสูงสุด 38,000 บาท

ขณะเดียวกันค่าจ้างเฉลี่ยยังเพิ่มขึ้นจากปี 2558 คิดเป็นร้อยละ 0.73 ซึ่งมีค่าจ้างเฉลี่ยอยู่ที่ 9,730 บาท โดยค่าจ้างต่อเดือนสูงสุดอยู่ในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ 45,000 บาท รองลงมาภาคเกษตรกรรม 40,000 บาท อยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดในปริมณฑลและภาคกลางมากสุด

ว้าว!!“วิศวกรเหมืองแร่”รับ 45,000 บาท/เดือน

นายวรานนท์  ปิติวรรณ  

ขณะที่ค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนสูงสุดอยู่ในหมวดอาชีพผู้บัญญัติกฎหมาย ข้าราชการอาวุโส ผู้จัดการ 14,841 บาท รองลงมาผู้ประกอบวิชาชีพด้านต่าง ๆ 12,758 บาท ช่างเทคนิคและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง 10,749 บาท เสมียน เจ้าหน้าที่ 10,072 บาท ตามลำดับ

สำหรับอาชีพที่มีค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนมากที่สุดคือวิศวกรเหมืองแร่ทั่วไปและผู้ติดตั้งเครื่องเจาะ (การเจาะบ่อน้ำมัน) 40,000 บาท ช่างทอพรมด้วยเครื่องจักร 26,000 บาท นักอินทรีย์เคมีและผู้ประมาณการ (งานวิศวกรรม) 25,000 บาท ต้นเรือ 22,000 บาท และนักเภสัชวิทยา 21,900 บาท ตามลำดับ

“จากการวิเคราะห์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดแรงงานมีความต้องการแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ ทั้งยังมีรายได้สูงอีกด้วย ดังนั้น จึงเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับนักเรียน นักศึกษาในการตัดสินใจเลือกเรียนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน และได้รับอัตราค่าจ้างที่สูง โดยเฉพาะสายอาชีพจะมีโอกาสที่หลากหลายในการทำงาน”นายวรานนท์กล่าว

อธิบดี กกจ. กล่าวอีกว่า ผู้เรียนสามารถเลือกออกไปทำงาน หรือ เรียนไปทำงานไปด้วยก็ได้ กล่าวคือเป็นการเรียนที่นำไปใช้ในชีวิตจริงได้เลย เพราะจะได้ทั้งความชำนาญในงานและประสบการณ์จากการทำงานควบคู่กันไป

นายวรานนท์  กล่าวอ้วยว่า อย่างไรก็ตาม นอกจากเลือกเรียนตรงกับตลาดต้องการแล้วยังต้องพัฒนาทักษะของตนเองด้วย เช่น ภาษาต่างประเทศ การใช้เทคโนโลยี เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อสร้างโอกาสการมีงานทำให้กับตนเองต่อไป นายวรานนท์ กล่าว

เปิด!!ห้องเรียนอาชีพ ใน 6 ร.ร.นำร่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280405

เปิด!!ห้องเรียนอาชีพ ใน 6 ร.ร.นำร่อง

“สพฐ.-สอศ. เปิดห้องเรียนอาชีพ ให้นร.ม.ปลาย มาเรียนอาชีพ ประเดิมปีการศึกษา 60 ใน 6 โรงเรียนพื้นที่พิเศษ

     เมื่อเร็วๆ นี้ ที่โรงเรียนราชมุนีรังสฤษฎร์ จังหวัดปัตตานี พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือโครงการห้องเรียนอาชีพ ระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ตอนหนึ่งว่า โครงการห้องเรียนอาชีพ เป็นการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาด้านอาชีวศึกษาตามความถนัดและความสนใจแก่เยาวชนระดับมัธยมศึกษา(ม.) ตอนปลายโดยการจัดการเรียนการสอนแบบทวิศึกษา ขยายกลุ่มเป้าหมายผู้เรียนระดับม.ปลายในการเข้าสู่การศึกษาระดับอาชีวศึกษา และเป็นทางเลือกสำหรับผู้เรียนระดับม.ปลายที่มีความประสงค์จะเรียนควบคู่ไปกับหลักสูตรประกาศนียบัตร เพื่อให้ได้รับวุฒิการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ในสาขาวิชาร่วมที่กำหนด มีการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานศึกษาอาชีวศึกษา และหน่วยงานเอกชน รวมทั้งเครือข่ายประชาชน ร่วมกันจัดการเรียนการสอน การฝึกประสบการณ์และพัฒนากำลังคนให้มีความรู้พื้นฐาน รวมถึงทักษะด้านอาชีพ พร้อมคุณภาพและคุณธรรม ควบคู่ไปด้วย

ด้าน ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า โครงการห้องเรียนอาชีพ จะเริ่มดำเนินการในปีการศึกษา 2560 สพฐ.ส่งเสริม สนับสนุน ให้เยาวชนระดับม.ปลาย ที่มีความถนัดและความสนใจต้องการจะเรียนต่อสายอาชีพได้รับการพัฒนา โดยเน้นการฝึกทักษะประสบการณ์เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่อาชีพเรียนจบแล้วมีอาชีพรองรับทันที สามารถสร้างอาชีพให้สอดคล้องกับศักยภาพในพื้นที่ได้

ทั้งนี้ จะเริ่มดำเนินการกับโรงเรียนในพื้นที่โครงการเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จำนวน 6 โรงเรียน ได้แก่ 1.โรงเรียนเวียงสุวรรณวิทยาคม จังหวัดนราธิวาส เปิดรับ 3 สาขา ได้แก่ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ ช่างเชื่อมโลหะ   และคหกรรม รวม 3 ห้อง เปิดรับนักเรียนห้องละไม่เกิน 30 คน 2.โรงเรียนเบตง “วีระราษฎร์ประสาน” จังหวัดยะลา เปิดรับ 2 สาขา ได้แก่ การโรงแรม และคหกรรม รวม 2 ห้อง เปิดรับนักเรียน ห้องละไม่เกิน 30 คน

3.โรงเรียนราชมุนีรังสฤษฎ์ จังหวัดปัตตานี เปิดรับ 2 สาขา ได้แก่ ช่างเชื่อม และคอมพิวเตอร์ธุรกิจ รวม 2 ห้อง เปิดรับนักเรียนห้องละไม่เกิน 30 คน 4. โรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์  จังหวัดเชียงราย เปิดรับ 3 สาขา ได้แก่ สาขาอุตสาหกรรมการเกษตร ช่างก่อสร้างและช่างไฟฟ้ากำลัง จำนวน 3 ห้อง เปิดรับนักเรียนห้องละไม่เกิน 30 คน 5.โรงเรียนแม่จันวิทยาคม  จังหวัดเชียงราย เปิดรับ 3 สาขา ได้แก่ สาขาอาหารและโภชนาการ ช่างไฟฟ้ากำลัง และพืชศาสตร์ จำนวน 3 ห้อง เปิดรับนักเรียนห้องละไม่เกิน 30 คน และ6. โรงเรียนสรรพวิทยาคม จังหวัดตาก เปิดรับ 2 สาขา ได้แก่ สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ และการบัญชี จำนวน 2 ห้อง เปิดรับนักเรียนห้องละไม่เกิน 30 คน

“ทั้ง 6 โรงเรียนนี้ถือเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่สามารถเปิดสอนอาชีพที่มีความสอดคล้องกับบริบทอาชีพในพื้นที่ ตั้งอยู่ในจังหวัดพื้นที่โครงการเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ มีเครือข่ายสถานศึกษาอาชีวศึกษา สถานประกอบการ ภาคีเครือข่ายในการจัดการเรียนการสอนอาชีพและฝึกประสบการณ์จริง พร้อมทั้งเป็นโรงเรียนที่มีห้องเรียนพิเศษในโรงเรียนมัธยมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา ปีที่ 4-6 มีแผนการเรียนแผนศิลป์-อาชีพ ตามสาขาอาชีพที่เปิดสอน และมีการจัดการเรียนรายวิชาสามัญที่โรงเรียน มัธยมศึกษา เรียนรายวิชาอาชีพที่โรงเรียนมัธยมศึกษาหรือสถานศึกษาอาชีวศึกษา”รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าว

ทำไมต้องเป็น “จรัส สุวรรณเวลา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280276

ทำไมต้องเป็น “จรัส สุวรรณเวลา”

คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา 25 คน, อดีตอธิการบดีจุฬา, ปธคกกอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา, ศกิตติคุณ นพจรัส สุวรรณเวลา, ทำไมต้องเป็น, จรัส, สุวรรณเวลา, จรัส สุวรรณเวลา, เกียรตินิยมอันดับ 2, สอวน, Education Influencing Future

ทำไมถึงเลือกให้ ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 7 ปี88 วัน มาเป็นประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ทั้งๆที่อายุ 85 ปี

       มีคำถามหลากหลายเกิดขึ้นว่าการปฎิรูปการศึกษาภายใต้คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา 25 คน ที่มี ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา เป็นประธานจะนำพาการศึกษาไทยเดินไปในทางไหน ทำไมถึงมีตัวแทนของภาคส่วนอดีตผู้บริหารสถาบันการศึกษาชื่อดัง ภาคธุรกิจยักษ์ใหญ่ของประเทศ ผู้บริหารโรงเรียนดังๆ

ทำไมต้องเป็น "จรัส สุวรรณเวลา"

      เหตุที่รัฐบาลเลือก ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส เข้าใจว่าเป็นเพราะ เคยเป็นอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วง 2 มกราคม2532–31 มีนาคม 2539 ต่อจาก ศ.ดร.เกษม สุวรรณกุล และหลังจากหมดวาระแล้ว อธิการบดีจุฬาฯมีชื่อว่า ศ.ดร.เทียนฉาย กีระนันทน์ ด้วยความที่เป็นผู้นำสถาบันการศึกษาเก่าแก่มีชื่อเป็นเหตุผลหนึ่่งที่ทำให้ต้องมาทำภาระกิจนี้ให้ลุล่วง

   ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส  เกิดที่ตำบลทับเที่ยงอำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง  เป็นบุตรจ้อง สุวรรณเวลา และแล่ม สุวรรณเวลา มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน สมรสกับศาสตราจารย์กิตติคุณแพทย์หญิงคุณหญิง นิตยา สุวรรณเวลา มีธิดา 2 คน คือ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิง นิจศรี ชาญณรงค์ และอาจารย์ ทันตแพทย์หญิง ดร.ใจแจ่ม สุวรรณเวลา

ทำไมต้องเป็น "จรัส สุวรรณเวลา"

    สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ 6 จากโรงเรียนวิเชียรมาตุจังหวัดตรัง และชั้นเตรียมอุดมศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยสำเร็จเตรียมแพทย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยได้รับเหรียญทองแดงคะแนนเยี่ยมปีที่ 1 และ 2 และปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 2) จากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์(ปัจจุบันคือคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ได้รับเหรียญทองแดงคะแนนเยี่ยมในการสอบและเหรียญทองคะแนนเยี่ยมตลอดหลักสูตร

ทำไมต้องเป็น "จรัส สุวรรณเวลา"

     รวมทั้งเหรียญทองแดงคะแนนเยี่ยมในวิชากายวิภาคศาสตร์ สรีรวิทยา พยาธิวิทยา อายุรศาสตร์ และสูติ-นรีเวชวิทยา ได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล แผนกแพทยศาสตร์เป็นคนแรก เพื่อไปศึกษาต่อวิชาประสาทศัลยศาสตร์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รับปริญญา Master of Science จากมหาวิทยาลัยชิคาโกและ American Board of Neurological Surgery จาก Wake Forest University ได้รับเกียรติเป็นสมาชิกของ F.A.C.S. (Fellows of American College of Surgeons) และCongress of Neurological Surgeons

ทำไมต้องเป็น "จรัส สุวรรณเวลา"

     แถมยังมีต้นทุนที่มีในตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กรรมการสภากาชาดไทย กรรมการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ประธานกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัย ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาลประธานกรรมการพิจารณาทุนมูลนิธิอานันทมหิดล แผนกแพทยศาสตร์

    ประธานอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ฝ่ายการแพทย์รองประธานศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็ง สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และ รองประธานมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์(สอวน.)อาจารย์พิเศษ หน่วยศัลยศาสตร์ประสาท ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทำไมต้องเป็น "จรัส สุวรรณเวลา"

       รวมทั้งสภาวิจัยแห่งชาติได้ประกาศให้ เป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ ประจำปี 2528 เนื่องจากผลงานการวิจัยปัญหาและอุบัติการของกระดูกศีรษะโหว่งบริเวณเหนือจมูก การปรับปรุงวิธีการผ่าตัดรักษา การสร้างเครื่องมือราคาถูกสำหรับใช้ผ่าตัด การริเริ่มศึกษามาตรฐานและดัชกะโหลกศีรษะของคนไทยเพื่อใช้เปรียบเทียบความผิดปรกติ การวิจัยปัญหายาเสพติดในกลุ่มชาวเขาด้วยการปลูกพืชทดแทนและพัฒนาอาชีพ และการศึกษาสุขภาพอนามัยของชาวชนบท จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดงาน 80  ปีชาตกาล ศาสตราจารย์กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2555 ลูกศิษย์ลูกหาที่มาล้นหลามล้วนแต่มีชื่อและต้นทุนทั้งสิ้น

     ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส  เคยปาฐกถาในหัวข้อ “Education Influencing Future” ในการประชุมวิชาการ The 4th PSU Education Conference เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2558 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมเป็นนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาในภาคใต้จำนวน 200 คน

    โดยกล่าวว่า มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งปัญญาที่รวมเอาคุณธรรมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสนองภารกิจของการเป็นผู้ชี้นำสังคม แต่กำลังถูกกระทบจากปัจจัยต่างๆ เช่นการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งที่จะเกิดขึ้นแบบเหนือความคาดหมายในอีกหลายสิบปีข้างหน้า ดังนั้นอุดมศึกษาในอนาคตต้องมีการปรับเปลี่ยนทั้งความคิด กระบวนการ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เปรียบเหมือนกับพายุที่พัดเข้าทำลายหลายอย่างที่เคยคงอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าเราจะแปลงวิกฤติจากพายุนี้ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไร

ทำไมต้องเป็น "จรัส สุวรรณเวลา"

    แต่เดิมความรู้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผูกขาดโดยเจ้าของความรู้ แต่ปัจจุบันความรู้กลายเป็นสมบัติสาธารณะ และมีแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย บัณฑิตในอนาคตจะต้องมีสมรรถนะในการเข้าถึงและการนำมาใช้ มีความคล่องตัวในการปรับความคิด การสื่อสารอย่างมีศิลปะ การทำงานเป็นทีม และสมรรถนะในการตัดสินใจที่มีเหตุผล

      ปัจจุบันการศึกษามีบทบาทอย่างมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม การจัดการ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หากแต่ความซับซ้อนของสังคม ความไม่ยั่งยืนของธรรมชาติ ความเหลื่อมล้ำในสังคม

     รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของขององค์ประกอบต่างๆ ในอนาคต ทำให้เราไม่สามารถหาคำตอบที่เหมาะสมที่สุดเพียงคำตอบเดียวจากการศึกษาปัจจุบันได้

      อีกทั้งองค์ความรู้สำหรับบัณฑิตเพื่อการประกอบอาชีพในปัจจุบัน อาจไม่รองรับอาชีพในอนาคตสิ่งที่จะมามีผลกระทบทำให้การศึกษาเกิดการเปลี่ยนแปลง คือ การที่เกิดองค์ความรู้ขึ้นจำนวนมากและง่ายต่อการค้นคว้า แต่อาจล้าสมัยและสามารถเกิดองค์ความรู้ใหม่มาแทนอย่างรวดเร็ว

     ทำให้บัณฑิตต้องหมั่นเข้าถึงความรู้อยู่เสมอแต่ต้องรู้จักแยะแยะข้อเท็จจริง     ต้องมีความรู้ในศาสตร์หลายสาขาและเตรียมตัวสำหรับการก้าวสู่ประชาคมโลก มีความสามารถในการสร้างความเข้าใจ รู้จักนำความรู้ภาคทฤษฎีไปใช้ให้เกิดประสบการณ์และเกิดองค์ความรู้ใหม่

ทำไมต้องเป็น "จรัส สุวรรณเวลา"

      โดยในอนาคตจะเกิดการแข่งขันระหว่างสถาบันอุดมศึกษามากขึ้น ประชาชนจะมีความคาดหวังต่อบริการของมหาวิทยาลัยมากขึ้น เกิดความหลากหลายด้านอายุของผู้เรียนซึ่งทำให้วิธีการเรียนการสอนต้องมีความหลากหลายตามไปด้วย

   “สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราต้องเตรียมรับมือในอนาคต ต้องตระหนักว่านี่เป็นวิกฤติที่ทำให้เราก้าวเดินแบบวิธีการเดิมๆ ไม่ได้อีกแล้ว อาจต้องกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ในการจัดการเรียนการสอน การกำกับดูแลคุณภาพ การนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ ความร่วมมือ การสร้างความสามารถในการแข่งขัน แต่ปัญหาใหญ่คือทำอย่างไรจึงทำให้การปรับเปลี่ยนเกิดขึ้นเท่านั้น”  ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส กล่าว

       สำหรับคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา 25 ราย ประกอบด้วย ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา เป็นประธานกรรมการ ส่วนกรรมการ 24 ราย ประกอบด้วย นางกอบกุล อาภากร ณ อยุธยา, นายไกรยส ภัทราวาท,รศ.จิรุฒน์ ศรีรัตนบัลก์,ผศ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ,รศ.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์,นางชุตินาฏ วงศ์สุบรรณ,

ทำไมต้องเป็น "จรัส สุวรรณเวลา"

       รศ.ดารณี อุทัยรัตนกิจ,นายตวง อันทะไชย,รศ.ธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย,รศ.ทิศนา แขมมณี,รศ.นิรชา เรืองดารกานนท์,รศ.นภดล ร่มโพธิ์,นายปกรณ์ นิลประพันธ์,นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล,นางเพชรชุดา เกษประยูร,นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร,นางภัทรียา สุมะโน,ผศ.ยุวดี นาคะผดุงรัตน์,นางเรียม สิงห์ทร,ศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์,นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร,รศ.ศิริเดช สุชีวะ,นายศุภชัย เจียรวนนท์ และนายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล

มีหน้าที่ 1.ศึกษาและเสนอแนะต่อ ครม.เพื่อกำหนดนโยบาย แนวทางและหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการดำเนินการให้เด็กเล็กได้รับการพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา ให้สมกับวัยโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

       2.ศึกษาและเสนอแนะกลไก และระบบการผลิต คัดกรองและพัฒนาผู้ปกรอบวิชาชีพครู และอาจารย์ให้ได้ผู้มีจิตวิญญาณของความเป็นครู มีความรู้ ความสามารถอย่างแท้จริง ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับความสามารถและประสิทธิภาพในการสอน รวมทั้งมีกลไกสร้างระบบคุณธรรม ในการบริหารงานบุคคลของผู้ประกอบวิชาชีพครู

         3.ศึกษาและเสนอแนะแนวทาง หลักเกณฑ์และวิธีการปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนทุกระดับ เพื่อให้ผู้เรียนๆ ได้ตามความถนัด 4.ศึกษาและเสนอแนะแนวทาง หลักเกณฑ์และวิธีการปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับการปฏิรูปการศึกษา โดยสอดคล้องกันทั้งในระดับชาติและระดับพื้นที่

ทำไมต้องเป็น "จรัส สุวรรณเวลา"

        5.ร่างกฎหมายเพื่อจัดตั้งกองทุน เพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการจัดการศึกษา เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพ และประสิทธิภาพครู 6.เรียกให้เจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง หรือแสดงความคิดเห็นประกอบการพิจารณา 7.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ตามที่มอบหมาย และ8.ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆตามที่ ครม.มอบหมาย ทั้งนี้ คณะกรรมการอิสระฯ มีวาระ 2 ปีเว้นแต่ ครม.จะมีมติเปลี่ยนแปลง

     คงต้องรอดูว่า คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา 25 คน ภายใต้การนำ ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา ที่มากด้วยประสบการณ์จะนำพาการปฏิรูปการศึกษาไทยไปอย่างไร

ภาพจากhttp://www.cca.chula.ac.th/

เลือกตัวจริงเลขาธิการ“สกสค.-คุรุสภา” ล่ม!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280376

เลือกตัวจริงเลขาธิการ“สกสค.-คุรุสภา” ล่ม!!

ล้มกระดานเลขาฯสกสค-คุรุสภา, ล่ม, สกสค-คุรุสภา, สกสค, สกศ, สพป, คสช, กพฐ

 “ธีระเกียรติ” ยกเลิกสรรหา “เลขาธิการสกสค.-คุรุสภา” ชี้มีข้อครหาคุณสมบัติ ขัดกม. สรรหาใหม่ทำเกณฑ์เองและคัดให้ครบ 3 ตำแหน่งตามคำสั่งหัวหน้า คสช.

      ผิดความคาดหมายจากเดิมที่เวลา 16.00 น.วันที่ 1 มิถุนายน คณะกรรมการการคุรุสภา และคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ซึ่งทั้ง 2 คณะมีนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน จะพิจารณาผู้ที่มีความเหมาะสม  ตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภาจาก 3 รายคือนายกมล ศิริบรรณอดีต รองปลัดศธ.นายเพิ่ม หลวงแก้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนหนองเรือ จ.ขอนแก่น และนายสมศักดิ์ ดลประสิทธิ์รองเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา

       และพิจารณาผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สกสค. จาก 3 รายเช่นกันคือดร.พิษณุ ตุลสุข รองปลัด ศธ.ในฐานะปฏิบัติหน้าที่ เลขาธิการสกสค.นายสมมาตร์ มีศิลป์ อดีตผู้อำนวยการองค์การค้าของสกสค. และสันติ รุ่งสมัย อดีตผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)เพชรบุรี เขต 2 ตำแหน่งละ1คน ผลปรากฏว่า นพ.ธีระเกียรติ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมจึงมีมติยกเลิกการสรรหาเลขาธิการทั้ง2ตำแหน่ง และมีมติให้ดำเนินการสรรหาใหม่ โดยหลักเกณฑ์ที่มีความเป็นธรรม โปร่งใสและได้คนที่ตรงตามวัตถุประสงค์เนื่องจากมีข้อร้องเรียนกรณีคุณสมบัติของผู้สมัครทั้ง 2 ตำแหน่งค่อนข้างมาก ประกอบกับขั้นตอนการสรรหาอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย

      นพ.ธีระเกียรติ อธิบายว่า ในการสรรหาครั้งใหม่นั้นจะยึดตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที17/2560เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่17/2558ที่ระบุไว้ในข้อ2วรรคสองว่า ในกรณีที่เห็นสมควร รมว.ศึกษาธิการ อาจให้คณะกรรมการคุรุสภา และคณะกรรมการ สกสค. ตามคำสั่งนี้ แล้วแต่กรณีดำเนินการสรรหาและแต่งตั้งเลขาธิการคุรุสภา และเลขาธิการสกสค. และผู้อำนวยการองค์การค้าฯ ของสกสค. ตามกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขตามที่รัฐมนตรีว่าการศธ. กำหนด

    “การยกเลิกการสรรหารครั้งนี้ถือว่าดำเนินการได้ ไม่กระทบสิทธิผู้สมัคร อีกทั้งกระบวนการคัดเลือกยังไม่สิ้นสุด คืออยู่ระหว่างการพิจารณาทางปกครอง เพราะฉะนั้น เมื่อดำเนินการสรรหาใหม่ผู้สมัครเดิมที่มีคุณสมบัติครบ ก็สามารถสมัครเพื่อเข้ารับการสรรหาใหม่ได้”รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

     สำหรับการสรรหาครั้งใหม่นี้จะดำเนินการให้เป็นไปตามคำสั่งหัวหน้า คสช. คือสรรหาให้ครบทั้ง3ตำแหน่ง คือ เลขาธิการคุรุสภา เลขาธิการ สกสค.และผู้อำนวยการองค์การค้าฯ โดยจะเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์การสรรหาและแต่งตั้ง ทั้ง3ตำแหน่งด้วยตนเอง ส่วนจะให้คณะกรรมการสรรหาชุดเดิมทำหน้าที่คัดเลือกผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมเช่นเดิมหรือไม่นั้น คงต้องตัดสินใจใหม่อีกครั้ง

     อย่างไรก็ตาม นอกจากข้อร้องเรียนเรื่องคุณสมบัติ และข้อกฎหมายแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งที่ต้องยกเลิกการสรรหาครั้งนี้ ในส่วนของการประชุมพิจารณาเลือกผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมในตำแหน่งเลขาธิการ สกสค. นั้น กรรมการสรรหาตัวจริง ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมเพื่อลงคะแนนเสียงคัดเลือกผู้เหมาะสมได้ โดยให้เหตุผลว่า เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียง อีกทั้งยังอยู่ระหว่างการฟ้องร้องกับผู้ได้รับการเสนอชื่อรายหนึ่ง จึงส่งตัวแทนมาร่วมประชุม ซึ่งตามกฎหมาย ตัวแทนไม่สามารถออกเสียงแทนได้

     “ครั้งนี้มีผู้สมัครน้อยมาก คณะกรรมการฯซึ่งมีสิทธิเสนอชื่อทั้ง2ตำแหน่ง ก็เสนอชื่อมาน้อย เช่น เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ซึ่งทำหน้าที่ดูแลครู ก็ไม่เสนอชื่อใครเข้ารับการสรรหา ต่างจากเมื่อครั้งสรรหารองเลขาธิการคุรุสภา ซึ่งผมกำหนดเกณฑ์เอง เปิดกว้างทำให้มีคนมาสมัครมากถึง70คน สามารถคัดเลือกคนที่มีคุณภาพทำงานได้ และไม่มีข้อครหา แต่ครั้งนี้ตัวเลือกน้อย จึงอาจทำให้การคัดเลือกคนไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์การจัดตั้งหน่วยงาน เช่น สกสค. อยากได้คนที่เก่งเรื่องการดูแลเรื่องสวัสดิการ มีความรู้เรื่องการบริหารกองทุน ส่วนคุรุสภา อยากได้คนที่ มีจิตวิญญาณ มาจากวิชาชีพครูและเป็นที่ยอมรับของครู องค์การค้าฯ ก็อยากได้คนที่มีความรู้ด้านธุรกิจ ดังนั้นการสรรหาครั้งใหม่ ผมจะไปหารือกับผู้ที่ความรู้ในแต่ละด้าน เพื่อให้คัดเลือกคนได้ตรงสเปกขององค์กร”นพ.ธีระเกียรติกล่าว

“น้องนุ๊ก” ไม่ติดเชื้อ”เอชไอวี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280359

“น้องนุ๊ก” ไม่ติดเชื้อ”เอชไอวี”

น้องนุ๊ก ไม่ติดเชื้อเอชไอวี, น้องนุ๊ก, ไม่ติดเชื้อเอชไอวี, เอชไอวี, 1 มิย, CD4

เบื้องต้นตรวจ 2 อย่างไม่ติดครับแล้วจะนำผลทั้งหมดไปหารือสธ.วันที่ 5 จี้ตั้งสอบวินัยร้ายแรง ผอ.ศูนย์วิจัยโรคเอดส์รับผลตรวจเอชไอวีเป็นบวกลวงเกิดได้ 1 ในพัน

 

ความคืบหน้ากรณีหญิงสาวร้องเรียนผ่านนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความชื่อดัง เพื่อขอความเป็นธรรมต่อกรณีโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) วินิจฉัยผิดพลาดว่าติดเชื้อเอชไอวี แต่เมื่อมาตรวจอีกครั้งกับสภากาชาดไทยกลับพบไม่ว่ามีการติดเชื้อแต่อย่างใด ทำให้ต้องใช้ชีวิตอย่างทรมานมาโดยตลอดตั้งแต่เด็ก โดย สธ.อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงและจะเชิญบุคคลทั้งสองเข้าหารือหลังจากทราบผลตรวจเลือดอีกครั้ง

"น้องนุ๊ก" ไม่ติดเชื้อ"เอชไอวี"

วันนี้ (1 มิ.ย.) เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย  น.ส.สุทธิดา แสงสุมาตร หรือนุ๊ก อายุ 23 ปี ผู้ได้รับความเสียหายจากกรณีการตรวจเชื้อเอชไอวีผิดพลาดตั้งแต่เด็ก เดินทางมาพร้อมกับ นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความ เพื่อตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีอีกครั้ง

ซึ่งระหว่างเจาะเลือดเพื่อนำไปตรวจนั้น น.ส.สุทธิดา ถึงกับร่ำไห้กับการลุ้นผลตรวจในครั้งนี้ เพราะจะเป็นการพิสูจน์อย่างชัดเจนว่ามีการติดเชื้อเอชไอวีจริงหรือไม่ จากนั้นจึงแถลงข่าวผลการตรวจเลือดร่วมกับ ศ.กิตติคุณ นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย และ นพ.สมบัติ แทนประเสริฐสุข ผู้แทนปลัด สธ.

ศ.กิตติคุณ นพ.ประพันธ์ กล่าวว่า การตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีในครั้งนี้ ใช้ทั้งหมด 5 วิธีในตรวจ คือ 1. Rapid Test เป็นการตรวจแบบรวดเร็ว ใช้เวลาประมาณ 20-30 นาทีก็ทราบผล 2. การตรวจหาแอนติบอดีหรือภูมิคุ้มเคยต่อเชื้อ ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีจึงทราบผล  3. ตรวจหาสายพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวีหรือ NAT  4. การตรวจระดับลึกแบบ RNA และ 5. การตรวจระดับลึกถึง DNA ซึ่ง 3 วิธีหลังจะทราบผลในอีกประมาณ 2-3 วัน ซึ่งเมื่อทราบผลตรวจทั้งหมดแล้วก็จะประสานส่งข้อมูลให้กับผู้เสียหายและทาง สธ. ซึ่งจะมีการหารือกันในวันที่ 5 มิ.ย.นี้

"น้องนุ๊ก" ไม่ติดเชื้อ"เอชไอวี"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจหาเชื้อเอชไอวีด้วยวิธี Rapid Test และตรวจหาแอนติบอดี ผลออกมาเป็นลบหรือเนกาทีฟ คือไม่พบเชื้อเอชไอวี ทำให้ น.ส.สุทธิดา ถึงกับยิ้มออกว่าไม่ได้มีการติดเชื้อ

น.ส.สุทธิดา กล่าวว่า ตนจำความไม่ได้ว่า มีการติดเชื้อตั้งแต่เมื่อไร และมีการตรวจหาการติดเชื้อตั้งแต่ตอนไหน เพราะยังเด็กอยู่ แต่เท่าที่จำได้คือเมื่อปี 2545 หรืออายุประมาณ 8 ขวบก็ทราบว่ามีเชื้อเอชไอวีอยู่แล้ว

ส่วนการรับประทานยาต้านไวรัสนั้นก็จำไม่ได้อีกว่าได้รับยามาทานครั้งแรกตั้งแต่เมื่อไร แต่จำได้ว่าช่วงประถมศึกษาก็มีการกินยาแล้ว โดยกินทุกวันเช้าเย็นมาตลอด ซึ่งนับตั้งแต่ทราบว่าติดเชื้อเอชไอวี การใช้ชีวิตที่ผ่านมาก็ทุกข์ทรมานอย่างมาก เพราะถูกสังคมตีตรา ถูกเพื่อนๆ และญาติรังเกียจ ความฝันที่อยากเป็นแพทย์ก็ยุติลง เพราะไม่อยากไปเรียน

เนื่องจากถูกกดดันอย่างหนัก จึงต้องแกล้งป่วยเพื่อไม่ไปเรียน นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบจากการรับประทานยาต้านไวรัส ทั้งมีอาการปวดหัวและผมร่วง

"น้องนุ๊ก" ไม่ติดเชื้อ"เอชไอวี"

น.ส.สุทธิดา กล่าวว่า ส่วนตอนที่ทราบว่าไม่มีเชื้อเอชไอวีในร่างกายคือ ตอนตั้งครรภ์ครั้งแรกเมื่อปี 2555 โดยมีการตรวจถึง 2 รอบกับ รพ.เอกชนแห่งหนึ่งใน จ.สมุทรปราการ ผลออกมาเป็นลบคือไม่มีเชื้อ ซึ่งแพทย์ระบุว่าหากจะให้มั่นใจให้มาตรวจกับสภากาชาดไทย

ซึ่งเมื่อมาตรวจแล้วก็พบว่าไม่มีเชื้อเช่นกัน จึงเลิกรับประทานยาต้านไวรัสมาตั้งแต่ปีดังกล่าว ต่อมาเมื่อปี 2558 ได้ตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง เมื่อตรวจอีกก็ไม่พบเชื้อเช่นกัน และเมื่อจะร้องเรียน จึงได้มีการมาตรวจอีกครั้งเมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2560 ที่สภากาชาดไทยก็ไม่พบเชื้อเช่นกัน

ส่วนการมาตรวจในวันนี้ก็เพื่อให้รู้แน่ชัดเลยว่า ไม่มีเชื้อเอชไอวีจริงๆ และก็รู้สึกดีใจที่ผลออกมาว่าไม่มีเชื้อ ซึ่งตรงนี้จะช่วยให้ลูกทั้งสองได้มีที่ยืนในสังคม ส่วนตอนนี้จะขอความเป็นธรรมก่อนว่าไม่ได้เป็นผู้ป่วยที่มีเชื้อเอชไอวี แต่กลับต้องได้รับผลกระทบจากการวินิจฉัยดังกล่าว

นายสงกานต์ กล่าวว่า ในวันที่ 5 มิ.ย.นี้ ที่จะมีการเข้าไปหารือกับทาง สธ. จะเรียกร้องให้ สธ.ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงกับแพทย์และบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดกรณีประมาทเลินเล่อ เพื่อให้เป็นคดีตัวอย่าง และให้โรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศมีความระมัดระวัง และไม่ประมาท โดยขอให้บุคคลภายนอกเป็นผู้ตรวจสอบเพื่อความยุติธรรม

"น้องนุ๊ก" ไม่ติดเชื้อ"เอชไอวี"

อย่างไรก็ตาม เรื่องข้อมูลเวชระเบียนก่อนปี 2550 ว่ามีการตรวจการติดเชื้อเมื่อไร จ่ายยาครั้งแรกเมื่อใดนั้น รพ.ที่ตรวจรักษาใน จ.ร้อยเอ็ดระบุว่า ทำลายไปแล้ว แต่ล่าสุดเพิ่งมาบอกว่าหาเอกสารเจอแล้ว ซึ่งทั้งหมดจะนำมาหารือกันในวันที่ 5 มิ.ย.นี้

เมื่อถามว่าการตรวจเชื้อในอดีตมีโอกาสผิดพลาดหรือไม่  ศ.กิตติคุณ นพ.ประพันธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้คงตอบไม่ได้ เพราะไม่ทราบว่าตอนตรวจครั้งแรกเป็นอย่างไร หากการตรวจครั้งนี้ออกมาว่าไม่มีเชื้อก็คือไม่มีเชื้อ ก็จะประกาศกับสังคมได้เลยว่าไม่มีการติดเชื้อ

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า การตรวจหาเชื้อเอชไอวีระหว่างในอดีตและปัจจุบันมีความแตกต่างกัน โดยปัจจุบันการตรวจก็จะมีความไวกว่า อย่างไรก็ตาม การตรวจเชื้อมีโอกาสเกิดผลบวกลวงหรือผลลบลวงได้ ซึ่งโอกาสเกิดขึ้น 1 ในพัน ดังนั้น แม้ผลจะออกมาเป็นบวกก็ต้องมีการตรวจซ้ำ แต่ไม่ได้หมายความว่าตรวจซ้ำแล้วจะไม่มีโอกาสผิดพลาดเลย แต่โอกาสก็เกิดขึ้นเพียง 1 ในล้านเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า การรับยาต้านไวรัสแต่ละครั้งต้องมีการตรวจค่าระดับภูมิต้านทาน (CD4) หรือไม่  ศ.กิตติคุณ นพ.ประพันธ์ กล่าวว่า จากข้อมูลที่ผู้เสียหายมีอยู่คือ ช่วงปี 2550 เป็นต้นมา ค่า CD4 อยู่ที่ประมาณ 122 ถือว่าต่ำมาก ซึ่งปกติคนเราค่า CD4 จะอยู่ที่ประมาณ 500 ขึ้นไป

อย่างไรก็ตามไม่เห็นข้อมูลผลการตรวจเชื้อเอชไอวีและค่า CD4 ก่อนหน้าปี 2550 ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งการที่ค่า CD4 ต่ำเช่นนี้ประกอบกับมีผลตรวจว่าเป็นบวกเมื่อช่วงปี 2543-2545 ก็ทำให้แพทย์สงสัยว่าเกิดการติดเชื้อเอชไอวีได้มากขึ้น เพราะเมื่อองค์ประกอบของข้อมูลเป็นเช่นนี้ การจะวินิจฉัยว่าเป็นโรคอื่นก็เป็นไปได้ยาก จึงมีการจ่ายยาต้านไวรัส ซึ่งก็ถือเป็นการทำตามมาตรฐาน

เมื่อถามต่อว่า ผลตรวจออกมาว่าไม่ได้มีการติดเชื้อ การที่ค่า CD4 ตกลงเกิดขึ้นได้จากอะไรบ้าง  ศ.กิตติคุณ นพ.ประพันธ์ กล่าวว่า อาจตกลงมาได้บ้างในคนเป็นไข้หวัด หรือติดเชื้อไวรัสบางอย่าง แต่ก็ไม่น่าจะต่ำขนาดนี้

"น้องนุ๊ก" ไม่ติดเชื้อ"เอชไอวี"

ส่วนเรื่องผลข้างเคียงของยาต้านไวรัสนั้น เท่าที่ดูจากสูตรยาที่รับประทาน อาการข้างเคียงก็ถือว่าพอมี แต่เท่าที่ประเมินจากภายนอกก็ไม่พบว่ามีอาการข้างเคียงจากยาแต่อย่างใด เพราะก็ยังดูแข็งแรงดี ซึ่งผลข้างเคียงบางอย่างที่เห็นชัดเจนคือแก้มตอบ ขาลีบ โดยการเจาะเลือดตรวจในครั้งนี้ก็จะประเมินผลข้างเคียงจากยาด้วย แต่ยืนยันว่ายาสูตรที่รับประทานไปนั้น ไม่มีผลข้างเคียงต่อตับและไตอย่างที่เข้าใจ แต่อาจมีอาการปวดหัวได้บ้าง

ส่วนที่ น.ส.สุทธิดา ระบุว่า มีอาการผมร่วงตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ส่วนประวัติเท่าที่ทราบตอนนี้คือ มีการกินยาตั้งแต่ปี 2550-2551 และกินมาตลอดจนปี 2555 และมีการหยุดยาไป ซึ่งตอนนี้กลับมาผมร่วงมากอีก ยืนยันได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับยาแน่นอน

อย่างไรก็ตาม กรณีที่เกิดขึ้นอยากให้เป็นบทเรียนว่า ไม่ว่าจะติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่ คนในสังคมไม่ควรไปตีตรา

ทหารฝึกแถวให้เด็กเรียนรู้ประสบการณ์จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280357

ทหารฝึกแถวให้เด็กเรียนรู้ประสบการณ์จริง

ทหารฝึกแถว, สาธิต มศว, สาธิต มศว ทหารฝึกวินัย, ทหาร, ฝึก, แถว, ให้, เด็ก, เรียนรู้, ประสบการณ์, จริง

คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มศว แจงโรงเรียนเอาทหารมาฝึกวินัยของเด็กทั่วไปที่ต้องใช้ในสังคม และปลูกฝังให้เป็นผู้ใหญ่ที่มีวินัยในสังคมในวันหน้า

        รศ.ดร. ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ  คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มศว กล่าวว่า ตามที่มีกระแสวิพากษ์วิจาณ์ตามสื่อมวลชนต่างๆ เรื่องทำไมเอาทหารเข้าในร.ร.สาธิต ขอถือโอกาสอธิบายและเราต้องช่วยกันอธิบายเพื่อสร้างความเข้าใจต่อๆไป ดังนี้กล่าวคือ รร.สาธิตเป็นโรงเรียนมีบทบาท หน้าที่จัดประสบการณ์จริงให้เด็กเรียนรู้ รู้จักและมีทัศนคติที่ดีต่อทุกอาชีพไม่ใช่เฉพาะทหาร และก็ทำมานานแล้วไม่ใช่ปีนี้เป็นปีแรก และในปีนี้เป็นเรื่องของการฝึกวินัยในการเข้าคิว เข้าแถวในการรับประทานอาหาร การเข้าแถว การเดินขึ้นลงบันไดของนักเรียน

       ซึ่งการฝึกวินัยจึงเป็นเรื่องที่ร.ร.หยิบยกมาจัดกิจกรรม ซึ่งน่าเป็นเรื่องที่ดี สำหรับเด็กๆสมัยนี้ โรงเรียนเอาทหารมาฝึกวินัยของเด็กทั่วไปที่ต้องใช้ในสังคม ไม่ได้เอามาฝึกวินัยของทหาร และปลูกฝังให้เป็นผู้ใหญ่ที่มีวินัยในสังคมในวันหน้า ที่ใช้ทหารมาฝึก จะทำให้นักเรียนให้ความสนใจมากขึ้นตามหลักการเรียนรู้ทั่วไป

     นอกจากนี้ โรงเรียนยังมีหน้าที่ที่จะต้องปลูกฝังให้เด็กต้องมีทัศนคติที่ดีต่อทุกอาชีพ ซึ่งโรงเรียนได้เชิญทุกๆสาขาอาชีพเข้ามาสร้างประสบการณ์ให้กับนักเรียนจำนวน มากๆหลายๆอาชีพตลอดทั้งปี ทั้งแพทย์ พยาบาล ดารา นักร้อง ตำรวจ นักดับเพลิง สื่อมวลชนฯลฯ

      เพราะมองว่าหากมีทัศนคติทางลบต่ออาชีพใดอาชีพหนึ่งแล้ว เด็กของเราก็จะขาดโอกาสในการเรียนรู้เรื่องอาชีพต่างๆในสังคม ซึ่งเด็กของเราหลายคนก็อาจเลือกที่จะมีอาชีพทหารในอนาคตได้ ซึ่งตอนนี้ก็มีศิษย์เก่าของโรงเรียนที่ เป็นนายทหารที่ดีมีชื่อเสียงมากมาย

   คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มศว กล่าวว่าถ้าตามข่าว ที่บอกว่าทหารหยาบคาย ดุเด็ก จึงไม่เป็นความจริง เพราะครูหลายคนอยู่ด้วยตลอดเวลา ควรไปถามนักเรียนดู โดยเฉพาะผู้ปกครองควรถามลูกหรือเพื่อนๆของท่านเอง เพราะความเป็นจริงเด็กสนุกและมีความสุขกับกิจกรรมมากกว่า เพราะเป็นทหารที่เป็นผู้นำกิจกรรม มีภูมิหลังคล้ายคลึงกับนักเรียนเพราะเป็นทหารกองพันดารา มี ชิณวุฒิ เป็นต้น

    ดังนั้นถ้าใครรู้ไม่จริงอย่าเพิ่งตื่นตกใจ และพูดไปโดยไม่รู้ข้อมูลจริง เพราะจะสร้างความเข้าใจผิด เพราะที่จริงเด็กชอบกิจกรรมและสนุกกันมาก นั่นแสดงว่าเด็กใฝ่ที่จะทำดี ที่สำคัญเด็กเข้าใจและมีระเบียบวินัย เชื่อว่าคุณพ่อแม่ ผู้ปกครองน่าจะต้องชอบและสนับสนุน

     ผู้ปกครองที่มีความคิดไม่เห็นด้วย ควรต้องทำความเข้าใจกับโรงเรียน ดังนี้

    1.ที่นี่เป็นโรงเรียนที่ต้องจัดสถานการณ์เรียนรู้สิ่งดีๆที่ควรปลูกฝังให้กับลูกหลานของท่าน รวมทั้งทัศนคติที่ดีต่ออาชีพต่างๆและการมีระเบียบวินัย การที่เอาทหารเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศการเรียนรู้และประสบการณ์การเรียนรู้และจัดประสบการณ์ตรงให้กับนักเรียน ซึ่งเป็นหลักการในการจัดกิจกรรมอย่างหลากหลายให้กับผู้เรียน ซึ่งครั้งต่อไปก็จะมีแพทย์เข้ามาทำกิจกรรมในโรงเรียน

    2.โรงเรียนนี้เป็นระบบสาธิต สังกัดคณะศึกษาศาสตร์ ที่มีหน้าที่ค้นคว้า ทดลองวิจัย และได้มีการทดลองค้นคว้าเรื่องต่างๆเพื่อพัฒนานักเรียนมายาวนานรวม   65 ปีมาแล้ว รวมทั้งเรื่องนี้ จนเป็นที่ยอมรับมีชื่อเสียงและกิจกรรมแบบนี้ได้ถูกนำมาใช้มายาวนาน เป็นที่ยอมรับ แม้กระทั่งในระดับปริญญาตรีผลิตครูของเราก็ร่วมมือกับทหารมายาวนาน 32 ปี คือการผลิตครูโครงการเพชรในตมที่มีชื่อเสียงและมีคุณภาพ

     ดังนั้นการที่ทหารเข้ามาจัดกิจกรรมร่วมกับคณะศึกษาศาสตร์จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ รวมทั้งโรงเรียนสาธิตที่เป็นโรงเรียนทดลองและสาธิตทางการศึกษาและการเรียนรู้และทำการสาธิตให้ดู

        3.กิจกรรมนำทหารมาจัดกิจกรรมนี้เป็นสิ่งที่คณะ รวมทั้งในรร.สาธิตทำมาก่อนและทำมานานแล้ว เพราะโรงเรียนนี้มีหลักการสำคัญคือต้องเลือกกิจกรรมที่คำนึงถึงและทำเพื่อเด็กสังคมชุมชนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะประเทศชาติและสังคมโลก

      ตามแนวคิดของนักวิชาการการศึกษาที่มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ มีเป้าหมายจะทำเพื่อเด็กทุกคนโดยรวมที่โรงเรียนได้เราพิจารณาและตัดสินใจดีแล้วและเราจะทดลองสาธิต การมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาก่อนที่จะได้มีประสบการณ์จริงเราจะไม่ปลูกฝังในตัวเด็ก เด็กต้องรู้จากประสบการณ์ตรงให้มากที่สุด

  4.ผู้ปกครอง ประชาชนโดยทั่วไป ต้องรู้จักและทำความเข้าใจในโรงเรียนสาธิตให้ดีก่อนที่จะเอาบุตรหลานมาเรียนในโรงเรียนสาธิต

สะสางนศ.ค้างท่อ 5หลักสูตรม.เอกชนไม่มีคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280351

สะสางนศ.ค้างท่อ 5หลักสูตรม.เอกชนไม่มีคุณภาพ

หลักสูตรในที่ตั้ง, หลักสูตรนอกที่ตั้ง, มเอกชน, สะสางนศค้างท่อ, ฉบับชั่วคราว, กกอ

สกอ. เผยม.เอกชน 10 แห่งจัดการศึกษาไม่เป็นไปตามมาตรฐาน เหลืออีก 5 หลักสูตรในที่ตั้งที่ เปิดสอนเหตุยังมีนศ.ค้างท่อ

        ช่วงที่ผ่านมามีประเด็นการศึกษาหลายรูปแบบทั้งปัญหาธรรมาภิบาล การจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษา หรือการใช้อำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ตามมาตรา44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2557 (ฉบับชั่วคราว) เป็นต้น

ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)  กล่าวว่ากรณีที่ลงไปตรวจสอบข้อมูล พบว่ามี มหาวิทยาลัยเอกชน 10 แห่ง การจัดการศึกษาที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน แบ่งเป็น หลักสูตรนอกสถานที่ตั้ง 78 หลักสูตร ใน 5 สถาบัน หลักสูตรในสถานที่ตั้ง 20 หลักสูตร ใน 8 มหาวิทยาลัย  โดยหลักสูตรในสถานที่ตั้ง  20 หลักสูตรปิดการเรียนการสอนไปแล้ว 15 หลักสูตร เหลืออีก 5 หลักสูตร ที่เปิดสอนเฉพาะนักศึกษาที่ยังค้างท่อ และงดรับนักศึกษาไปแล้วตั้งแต่ปีการศึกษา 2560

ทั้งนี้ ส่วนหลักสูตรนอกสถานที่ตั้ง 78 หลักสูตร ปิดการเรียนการสอนไปแล้ว 72 หลักสูตร ใน 4 สถาบัน  เหลืออีก 6 หลักสูตรใน 2 สถาบันอยู่ระหว่างการติดตามความคืบหน้า นอกจากนี้ ยังมีมหาวิทยาลัย1 แห่งที่ปิดหลักสูตรไปแล้ว แต่มาขอเปิดหลักสูตรใหม่ 2 หลักสูตร ซึ่งไม่มีข้อห้าม เพราะเป็นอำนาจของสภามหาวิทยาลัย แต่การเปิดหลักสูตรใหม่จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี ปี2558

อย่างไรก็ตาม สำหรับม.เอกชนที่โดยมีมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีปัญหา 10 แห่ง ใน 98 หลักสูตร แบ่งเป็น หลักสูตรในที่ตั้ง 20 หลักสูตร และหลักสูตรนอกที่ตั้ง 78 หลักสูตร ดังนี้ 1.มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี2.มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ 3.มหาวิทยาลัยปทุมธานี 4.มหาวิทยาลัยพิษณุโลก5.มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น จ.ปทุมธานี 6.วิทยาลัยทองสุข 7.วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม 8.สถาบันเทคโนโลยีแห่งอโยธยา จ.พระนครศรีอยุธยา 9.สถาบันรัชต์ภาคย์ และ10.มหาวิทยาลัยราชธานี จ.อุบลราชธานี

ตั้งก.การอุดมศึกษา ย้ำไม่ยุบก.พ.อ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280349

ตั้งก.การอุดมศึกษา ย้ำไม่ยุบก.พ.อ.

ตั้งกการอุดมศึกษา, กพอ, ตั้งกการอุดมศึกษา, ย้ำไม่ยุบกพอ, กกอ, กพอ, สปท

ก.พ.อ.มีมติตั้งก.การอุดมศึกษา แนะจัดสรรงบฯต้องขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ พร้อมยันไม่ยุบก.พ.อ. ห่วงแนวทางรองรับไทยแลนด์ 4.0

         นายขจร จิตสุขุมมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวถึง ความคืบหน้าการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา ว่า การประชุมคณะกรรมการข้าราชพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีมติเห็นชอบในหลักการในการจัดตั้งกระทรวงดังกล่าว โดยจะทำให้มหาวิทยาลัยมีการบริหารงานที่มีความเป็นอิสระและคล่องตัว ซึ่งทางก.พ.อ.มีข้อเสนอแนะ ถึงเรื่องการจัดสรรงบประมาณ ว่าจะต้องนำเรื่องการจัดสรรงบฯมาเป็นตัวขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ในการดำเนินการต่างๆ ของมหาวิทยาลัย ขณะเดียวกันจะต้องให้มหาวิทยาลัยมีการกำหนดทิศไทย ยุทธศาสตร์การทำงานที่ชัดเจน เป็นไปตามศักยภาพและความถนัดแต่ละแห่ง

“ส่วนประเด็นที่มีข้อเสนอให้ยุบก.พ.อ. นั้นขณะนี้ยังไม่มีข้อยุติ เนื่องจาก ก.พ.อ. ยังมีบทบาทและหน้าที่ในการดูแลข้าราชการในสถาบันอุดมศึกษา โดยเฉพาะในเรื่องตำแหน่งทางวิชาการ อีกกว่า 29,000 คน ซึ่งมีมาตรฐานและน่าเชื่อถือ ดังนั้น ก.พ.อ.จึงมีความจะเป็นที่จะต้องอยู่ “นายขจรกล่าว

ศ.นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานคณะทำงานเตรียมการจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษา กล่าวว่า ก.พ.อ.ทุกคนให้การสนับสนุนการจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษาแต่มีความห่วงใยถึงแนวทางที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของการจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษา ที่จะยกระดับมหาวิทยาลัย การสร้างคนเพื่อรองรับยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 การปรับตัวของมหาวิทยาลัยในระบบราชการปัจจุบัน รวมทั้งการปรับตัวของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา เป็นต้น

ทั้งนี้  ได้ชี้แจงถึงแนวทางบรรลุเป้าหมายได้ต้องอาศัยปัจจัยภายในและภายนอก โดยปัจจัยภายนอกคือ การเปลี่ยนแปลงของโลกสู่โลกดิจิตอล รวมไปถึงจำนวนเด็กที่ลดลงเรื่อยๆ โดยพบว่า อีก 10 ปีข้างหน้าเด็กจะเข้ามหาวิทยาลัยลดน้อยลงกว่า 3 แสนคน ซึ่งถือเป็นเรื่องท้าทายและเป็นวิกฤติที่บีบให้มหาวิทยาลัยต้องปรับตัว ขณะเดียวกันผู้เรียนซึ่งเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่โตมากับเทคโนโลยี หรือที่เรียกว่าเจนZ ทำให้อาจารย์มหาวิทยาลัยต้องปรับวิธีการสอน เช่นกัน  สำหรับโครงสร้างกระทรวงอุดมนั้น จะเน้นความคล่องตัวและต้องมีขนาดเล็ก
ขณะนี้คณะทำงานฯ เข้าพบผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตั้งกระทรวงอุดมครบเกือบหมดแล้ว ทั้ง สำนักงาน กพร. , สำนักงาน ก.พ., สภาพัฒน์ ,ทปอ.มรภ., ทปอ.มทร. ,กกอ. ,กพอ.  เหลือเพียง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่งจะเข้าพบวันที่ 19 มิ.ย.2560 ส่วนการนำร่างกฎหมายทั้งฉบับขึ้นเว็บไซด์ สกอ.ก็จะดำเนินการภายในวันที่ 10 มิ.ย.2560 และจัดประชุมใหญ่รับฟังความคิดเห็น วันที่ 23 มิ.ย.2560 ที่จุฬาฯ  และจะประชุมสรุปครั้งสุดท้ายวันที่ 7 ก.ค.2560 และนำร่างกฎหมายเสนอ รมว.ศึกษาธิการต่อไป

อย่าลืมนัด!! 5 ก.ค.นี้ครบกำหนดชำระหนี้กยศ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280338

อย่าลืมนัด!! 5 ก.ค.นี้ครบกำหนดชำระหนี้กยศ.

ชำระหนี้เงินกู้, กยศ, อย่าลืมนัด, Barcode

เตือนรุ่นพี่อย่าลืมชำระหนี้ กยศ.ครบกำหนด 5 ก.ค.ของทุกปี เผยมีรุ่นพี่ครบกำหนดชำระหนี้ประมาณ 3 ล้านราย ชี้มีช่องทางให้บริการชำระหนี้ง่ายๆทั่วประเทศ

       น.ส.ดวงแข ตันติตยาพงษ์ รองผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา รักษาการแทน ผู้จัดการกองทุนฯ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน กองทุน กยศ.มีผู้กู้ยืมที่ครบกำหนดชำระหนี้ประมาณ  3 ล้านราย ซึ่งต้องชำระเงินคืนหลังจากสำเร็จการศึกษา หรือ เลิกการศึกษา เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่รุ่นน้องต่อไป ซึ่งต้องติดต่อชำระเงินคืนภายในวันที่ 5 กรกฎาคมของทุกปี ถือเป็นวันครบกำหนดชำระเงินคืนกองทุนฯ โดยหากชำระเงินคืนล่าช้าผู้กู้ยืมจะต้องเสียเบี้ยปรับกรณีผิดนัดชำระหนี้  ในอัตราร้อยละ 12-18 ต่อปี และผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันอาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ขอให้ผู้กู้ติดต่อเพื่อชำระหนี้คืน ผ่านช่องทางบริการรับชำระหนี้ ทั่วประเทศ ด้วยรหัสการชำระเงิน (Barcode) ดังนี้ 1.เข้าตรวจสอบยอดหนี้ทางเว็บไซต์ กยศ. http://www.studentloan.or.th ณ วันที่ประสงค์ชำระเงิน 2. ดูรายละเอียดข้อมูลบัญชีผู้กู้ 3.ดูยอดหนี้ที่จะต้องชำระรวมในงวด 5 ก.ค. 2560 4.พิมพ์รหัสการชำระเงิน (Barcode)  5. นำเงินไปจ่ายชำระที่ไปรษณีย์ไทย เคาน์เตอร์เซอร์วิส และธนาคารที่กองทุนกำหนด ได้แก่ บมจ. ธนาคารกรุงไทย ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ธนาคารทหารไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

น.ส.ดวงแข กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันมีช่องทางเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้กู้ยืมทั่วประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงกองทุนยังมีบริการแจ้งเตือนทาง SMS และ/หรือ e-Mail สำหรับผู้กู้ยืมที่ครบกำหนดชำระหนี้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งผู้กู้ยืมสามารถลงทะเบียนสมัครใช้บริการได้ทางเว็บไซต์ กยศ. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร 0-2016-4888