ท่องเที่ยววัฒนธรรม “พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทพวนบ้านเชียง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280521

ท่องเที่ยววัฒนธรรม “พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทพวนบ้านเชียง”

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทพวนบ้านเชียง, ท่องเที่ยววัฒนธรรม, Creative Industry Village  CIV

วธ.ร่วมกับจังหวัดอุดรเปิด “พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทพวนบ้านเชียง” อย่างเป็นทางการ พร้อมเป็นแหล่งเรียนรู้ ท่องเที่ยว อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

          นายกฤษศญพงษ์ ศิริ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทพวนบ้านเชียงโดยมีนางเกศินี สวัสดี วัฒนธรรมจังหวัดอุดรธานี ข้าราชการสำนักงานวัฒนธรรม กรมศิลปากร ให้การต้อนรับ เมื่อเร็วๆนี้ โดยได้เยี่ยมชมกิจกรรมโดดเด่น อาทิ ตลาดต้องชม กลุ่มเขียนไหสีบ้านเชียง กลุ่มทอผ้าย้อมคราม กลุ่มโฮมสเตย์และแหล่งโบราณคดี ที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของถิ่นท้องถิ่นและของชาติ

ปลัด วธ. กล่าวว่า ขอชื่นชมทุกภาคส่วนที่ช่วยกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทพวนบ้านเชียง เพื่อรักษา ปกป้องสิ่งที่บรรพบุรุษสร้างไว้ สร้างความภาคภูมิใจให้คนรุ่นหลัง รวมถึงนักท่องเที่ยวจะได้ชมแหล่งโบราณคดี และโบราณวัตถุ อันมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ชุมชนยังทำงานบูรณาการหน่วยงานต่างๆ นำทุนทางวัฒนธรรมรากเหง้าวิถีชีวิตอันดีงามของชุมชนมาสาธิตและจัดจำหน่ายสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่น บูรณาการกับกระทรวงพาณิชย์ทำตลาดต้องชมจำหน่ายสินค้าทางวัฒนธรรม กระทรวงอุตสาหกรรมทำโครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry Village : CIV) การผลิตสินค้าจักสาน ผ้าย้อมคราม การทำโฮมสเตย์สร้างรายได้ให้ชุมชน สามารถทำให้ชุมชนเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ สังคม ของประเทศอย่างแท้จริง ในฐานะตัวแทนภาครัฐพร้อมให้การสนับสนุนทุกๆกิจกรรมของชุมชนไทพวน และถือเป็นต้นแบบของชุมชนอื่นๆได้ร่วมมือกันจัดทำพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน เพื่อแสดงออกถึงรากเหง้าของตัวเอง ดังนั้น การเปิดพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทพวนบ้านเชียงครั้ง ถือเป็นหน้าประวัติศาสตร์สำคัญแสดงถึงความดีงาม ความรัก สามัคคีในการรักษามรดกวัฒนธรรมไว้

ท่องเที่ยววัฒนธรรม "พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทพวนบ้านเชียง"

ทั้งนี้ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทพวนบ้านเชียง จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวของชุมชน อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น สร้างความตระหนักและหวงแหนเป็นความภาคภูมิใจของคนในชุมชน ภายในพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทพวนบ้านเชียง ซึ่งมีการจัดนิทรรศการวิถีชีวิตชาติพันธุ์ไทพวนบ้านเชียง ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 ย้อนรอยอดีตพระบาทที่ยาตราแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ประวัติบุคคลสำคัญของชุมชนไทบ้านเชียง ประวัติโรงเรียน วัด ประเพณี วรรณกรรม ความเชื่อ ภาษา ส่วนที่ 2 จัดแสดงภูมิประเทศและการตั้งถิ่นฐาน ประวัติคุ้มต่างๆ ห้วย หนอง คลอง บึง สระและบ่อน้ำ ประวัติต้นไม้ เครื่องมือ เครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องมือจับสัตว์ เครื่องดนตรีพื้นบ้าน อาทิ แคน ขลุ่ย ฯลฯ ส่วนที่ 3 จัดแสดงเกวียนในอดีตใช้บรรทุกข้าว เครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆ กี่หรือหูกทอผ้า พร้อมเครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ และประวัติย้อมผ้าคราม ครัวพร้อมเครื่องประกอบอาหาร ครกตำข้าวพร้อมอุปกรณ์และเครื่องมือในการทำนาเกษตรพอเพียง  พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทพวนบ้านเชียงเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 09.30-16.00 น. สอบถามรายละเอียดได้ที่โทร 085-0018878,090-0254844

ท่องเที่ยววัฒนธรรม "พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทพวนบ้านเชียง"

ท่องเที่ยววัฒนธรรม "พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทพวนบ้านเชียง" ท่องเที่ยววัฒนธรรม "พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทพวนบ้านเชียง"

ท่องเที่ยววัฒนธรรม "พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทพวนบ้านเชียง"

“นิทานสีขาวกับเรื่องราวแห่งความดีงาม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280523

“นิทานสีขาวกับเรื่องราวแห่งความดีงาม”

นิทานสีขาวกับเรื่องราวแห่งความดีงาม, นิทานสีขาว ชุดนิทานพัฒนาชีวิต, นิทาน, สีขาว, กับ, เรื่องราว, แห่ง, ความดีงาม

นิทาน สื่อกลางอันทรงพลังที่ช่วยให้อ่านและผู้ฟังได้รับสาระความรู้ จินตนาการ ความสนุกสนานเพลิดเพลิน และแง่คิด ปลูกฝังความดีงามเอาไว้ในใจได้ตั้งแต่เด็กผ่านนิทาน

      ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สำนักพิมพ์ฟรีมายด์ จัดโครงการประกวดเล่านิทาน “นิทานสีขาวกับเรื่องราวแห่งความดีงาม” ขึ้น ในโอกาสครบรอบ 12 ปี สำนักพิมพ์ฟรีมายด์ ผู้จัดพิมพ์หนังสือ “นิทานสีขาว ชุดนิทานพัฒนาชีวิต” เล่ม 1-3 ผลงานการเขียนของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

       ดร.อาจอง เล่าถึงความเป็นมาว่า เริ่มต้นจากการที่สอนเด็กหากเล่านิทานเด็กจะตั้งใจฟัง นิทานเป็นวิธีการที่จะเข้าสู่จิตใจของเด็กได้ดีที่สุด นิทานไม่ใช่แค่ความสนุกสนานอย่างเดียว แต่ยังมีคุณธรรม จริยธรรม ใส่เข้าไปด้วยในนิทานทุกเรื่องที่เล่า

“นิทานสีขาวกับเรื่องราวแห่งความดีงาม”

     แต่ที่สำคัญคือเด็กเอาคุณธรรมที่ใส่ไว้ไปปฏิบัติด้วย ฝังเข้าไปในจิตใจ ให้เด็กรู้จักคิด เมื่อเด็กคุยกันเด็กก็จะถ่ายทอดให้กับเพื่อนด้วยกันโดยให้เด็กคิดเองหรือถามคำถามเพิ่มเติมในสิ่งที่อยากรู้ พฤติกรรมของเด็กก็จะเปลี่ยนไป เป็นยิ้มแย้มแจ่มใสมีความสุข รักกัน สามัคคีกัน

“นิทานสีขาวกับเรื่องราวแห่งความดีงาม”

     นุ้ย -สุจิรา อรุณพิพัฒน์ ครอบครัวรักการอ่าน เล่าว่า ตอนเด็กๆเป็นเด็กนอนยากและคุณพ่อ จะมีนิทานมาเล่าให้ฟัง  พ่อจะใช้ช่วงเวลานี้สอนเรื่องจินตนาการ จะมีการสอดแทรกเกล็ดความรู้ต่างๆ การเล่านิทานให้ลูกฟังก่อนนอนเป็นเรื่องที่ดี สอดแทรกเรื่องคุณธรรมให้เขาได้คิด

     ด้าน พรอนงค์ นิยมค้า เลขาธิการมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็กนักเขียนและนักแปลนิทานภาพสำหรับเด็ก กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านและการเล่านิทานว่า“การเล่านิทานให้ลูกฟังก่อนนอน จริงๆ แล้วได้อะไรมากกว่าการเล่านิทาน คือได้ความผูกพัน ซึ่งเป็นความผูกพันตลอดชีวิต ดังจะเห็นตัวอย่างจาก ดร.อาจอง ที่มาเล่านิทาน เขียนนิทาน เนื่องจากความผูกพันที่ได้รับมาจากการเล่านิทานของคุณพ่อมาตั้งแต่ยังเด็ก”

“นิทานสีขาวกับเรื่องราวแห่งความดีงาม”

     “ประโยชน์ที่เด็กๆ จะได้รับจากการเล่นนิทานนั้น คือเด็กจะรู้จักนิทานอย่างลึกซึ้ง เพราะการที่เด็ก จะเล่านิทานได้นั้น ไม่ใช่แค่การฟังอย่างเดียว แต่เขาจะต้องจำได้ และคิดได้ว่าจะต้องแสดงออกมาอย่างไร ซึ่งจะ ทำให้เขาเข้าใจอย่างลึกในนิทานเรื่องที่เขาชอบ นอกจากนี้เด็กยังได้ฝึกการกล้าแสดงออกต่อหน้าสาธารณชน ตรงนี้ถือเป็นประสบการณ์ที่สำคัญมากในการแสดงออกอย่างกล้าหาญและเหมาะสมสำหรับเด็ก ส่วนพ่อแม่ก็จะได้ ใช้เวลาในการอ่านและการเล่านิทานไปพร้อมๆ กับลูกอีกด้วย”พรอนงค์ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับเด็กๆ ที่สนใจเข้าประกวดเล่านิทานครูชีวัน วิสาสะ นักเล่านิทาน นักเขียนนิทานสำหรับเด็ก ได้แนะนำเทคนิคในการเลือกนิทานส่งเข้าประกวดว่า“ต้องหาเรื่องที่ชอบมากที่สุดก่อน จากการอ่านแล้วรสนุก ฟังแล้วสนุก ที่สำคัญต้องควบคุมตัวเอง เปล่งเสียง ออกอักขระ มีจังหวะดี แล้วคนฟังก็จะมีส่วนร่วมที่จะคิด จินตนาการ แล้วก็นึกถึงถ้อยคำล่วงหน้าในใจของผู้ฟัง การเล่านิทานก็จะประสบความสำเร็จ

“นิทานสีขาวกับเรื่องราวแห่งความดีงาม”

ครูชีวัน วิสาสะ

โครงการประกวดเล่านิทาน“นิทานสีขาวกับเรื่องราวแห่งความดีงาม”เปิดรับสมัครน้องๆ ที่มีอายุระหว่าง 6-12 ปี โดยแบ่งเป็น 2 รุ่น คือ รุ่นอายุ 6-8ปี และรุ่นอายุ 9-12 ปี ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 7 กรกฎาคม 2560 ดาวโหลดใบสมัคร และรายละเอียดกติกาการประกวดได้ที่ http://www.chulabook.com และwww.freemindbook.com สอบถามโทร. 0-2218-9893-5

เด็กไอที ปี 5 กล้าคิด กล้าทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280485

เด็กไอที ปี 5 กล้าคิด กล้าทำ

ธไทยพาณิชย์, โครงการต่อกล้าให้เติบใหญ่ ปี 5, ต้นกล้า, เด็กไอที, กล้าคิด, กล้าทำ, มหาชน, ต้นแบบความคิด, NECTEC

3 องค์กรพันธมิตร ยกระดับขีดความสามารถของเยาวชนไอทีให้มีศักยภาพ กล้าคิด กล้าทำ สร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่าและแตกต่างท่ามกลางบริบทไทยแลนด์ 4.0

       เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการต่อกล้าให้เติบใหญ่ ปี 5  เปิดพื้นที่การเรียนรู้  บ่มเพาะ และสนับสนุนทุนในการต่อยอดพัฒนาผลงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเยาวชนจากเวทีประกวดแข่งขัน ไปสู่การประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม  ร่วมผลักดันไปสู่กลุ่มผู้ใช้งานได้จริง ทั้งด้านเกษตรกรรม ชุมชน การศึกษา สุขภาพ และอุตสาหกรรม เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

โดยปี 2560 นี้  ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)  มูลนิธิสยามกัมมาจล และเนคเทค  เล็งเห็นว่า ยังมีเยาวชนไอทีที่คิดค้นสร้างสรรค์พัฒนางานเป็น “ต้นแบบความคิด” ที่ดีมาก แต่ยังไม่สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้จริง  ดังนั้น จึงต้องเร่งสนับสนุนเยาวชนไอทีเหล่านี้ให้เตรียมความพร้อมกับความเปลี่ยนแปลง ทั้งทางด้านนวตกรรม  เทคโนโลยี  รวมถึงธุรกิจที่ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอลแบบเต็มตัว   โดยคัดสรรหาผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานการออกแบบการใช้งานผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงประสบการณ์และความต้องการของผู้บริโภค การบริหารจัดการโครงการ การตลาด และการนำเสนอผลงานอย่างมืออาชีพมาเสริม ตลอดจนสนับสนุนงบประมาณ และต่อยอดพัฒนาผลงานให้ถึงมือผู้ใช้จริง

เด็กไอที ปี 5 กล้าคิด กล้าทำ

       นายกิตติรัตน์ ปลื้มจิตร ผู้จัดการโครงการต่อกล้าให้เติบใหญ่ กล่าวว่าจาก  4 ปีที่ผ่านมา เราได้เยาวชนที่ผ่านการบ่มเพาะจากโครงการฯทั้งสิ้น 146 คน 49 ผลงาน  ซึ่งแต่ะปีผลงานของน้องๆก็ได้พัฒนาขึ้นทุกปี   และมีผลงานหลายชิ้นที่ไปถึงมือผู้ใช้ได้จริงๆ อย่างเช่น ระบบตรวจวัดและวิเคราะห์น้ำหนักกดบริเวณฝ่าเท้าอัจฉริยะ   ตู้หยอดเหรียญกระจาย Wi-Fi ในที่สาธารณะ   หรือ เครื่องรดน้ำเห็ดอัตโนมัติ เป็นต้น

ผลงานบางชิ้นมีจุดเริ่มต้นเป็นเพียงแค่โครงงานวิทยาศาสตร์ แต่ก้าวกระโดดกลายเป็นผลงานที่มีผู้ต้องการใช้ อีกทั้งยังไปช่วยแก้ปัญหาบางอย่างในชุมชน สังคมอีกด้วย  ที่สำคัญการดำเนินงานโครงการฯจะสำเร็จไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และเนคเทค ที่ช่วยสนับสนุนในเรื่องขององค์ความรู้ กระบวนการบ่มเพาะทางความคิด  รวมถึงเทคนิคในการพัฒนาผลงาน  งบประมาณ  ตลอดจนการต่อยอดผลงานไปสู่ภาคธุรกิจ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี และน่าสนับสนุนน้องๆที่มีฝันเหล่านี้ไปให้ถึงปลายทาง

เด็กไอที ปี 5 กล้าคิด กล้าทำ

       นายสมรรถ อินทรกำธรชัย ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสาย Startegic Planing and Development ฝ่ายกิจกรรมเพื่อสังคมและสื่อสารองค์กร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า น่าชื่นชมและรู้สึกดีใจที่เห็นเด็กไอทีรุ่นใหม่มีความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานด้านเทคโนโลยี แต่คำถาม คือ ทำอย่างไรให้ผลงานเหล่านี้เปลี่ยนสถานะจากไอเดียต้นแบบกลายเป็นผลงานไปถึงมือของ User ได้จริงๆ นี่จึงเป็นโอกาสที่ดีที่เยาวชนกลุ่มนี้จะได้รับความคิดเห็น และการชี้แนะจากผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ เพื่อเสริมศักยภาพของตนเองให้เข้าใกล้ความจริงมากขึ้น ซึ่งทางธนาคารไทยพาณิชย์ในฐานะผู้สนับสนุนโครงการฯก็พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จครั้งนี้ด้วยเช่นกัน และกำลังมองหาผลงานที่สามารถต่อยอดเพื่อให้น้องๆทำฝันให้เป็นจริง

       ทางด้าน ดร.กัลยา  อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กซ์ทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ได้เกริ่นถึงกระบวนการบ่มเพาะ และเสริมศักยภาพให้แก่เยาวชนในปีนี้ ว่า  “นอกจากความรู้พื้นฐานด้านไอทีที่เสริมศักยภาพน้องๆอย่างเข้มข้นแล้ว  ความพิเศษในปีที่ 5 นี้ คือ เราได้ปรับกระบวนการเสริมทักษะเยาวชนให้เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงมากกว่าปีที่ผ่านมา  เพราะเราเชื่อว่า การที่ให้เยาวชนได้ลงไปสัมผัสด้วยตนเอง หรือการเข้าไปได้คุยกับคนอื่นที่มีประสบการณ์ เช่น รุ่นพี่ที่ทำ start  up  หรือ ผู้ชี่ยวชาญในวงการไอทีทั้งหลาย จะทำให้เด็กได้เรียนรู้มากกว่าการเรียนในหนังสือ หรือการบอกกล่าวเพียงอย่างเดียว  และเยาวชนเหล่านี้จะได้มองเห็นสภาพความเป็นจริงในโลกยุคปัจจุบันเขาจะได้เตรียมตัวรับมือกับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

เด็กไอที ปี 5 กล้าคิด กล้าทำ

จากปีที่แล้ว  ที่คิดว่าทางโครงการฯทำได้ดี  คือ  การให้ความรู้ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาจากสิ่งที่ได้คิดและสร้างสรรค์ไว้ ตรงนี้ถือว่าเป็นการเสริมความรู้ให้เขาตระหนักรู้ถึงคุณค่าจากความคิดสร้างสรรค์ที่เขาคิดขึ้นมา  ก็หวังว่าเยาวชนที่ผ่านโครงการนี้ จะเป็นคนรุ่นใหม่ที่เป็นกำลังสำคัญในการนำความรู้ความสามารถ และศักยภาพที่มีไม่ว่าจะเป็นด้านนวตกรรม  หรือเทคโนโลยีไปแก้ปัญหา และช่วยพัฒนาด้านต่างๆของประเทศ”

        ถึงแม้ว่าโครงการต่อกล้าให้เติบใหญ่จะก้าวขึ้นสู่ปีที่ 5 แต่โครงการฯก็ยังมุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพเยาวชนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้มีทักษะการพัฒนาผลงานที่สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้ได้จริง รวมทั้งสร้างคนรุ่นใหม่ที่จะลุกขึ้นมาเป็นกำลังของประเทศในอนาคตต่อไป   เยาวชนนักคิดสร้างสรรค์นวตกรรมและไอทีติดตามข่าวความเคลื่อนไหวโครงการต่อกล้าให้เติบใหญ่ ปี 5 ได้ที่ https://www.scbfoundation.com/หรือแฟนเพจเฟสบุค   https://www.facebook.com/SCBFOUNDATION

เด็กไอที ปี 5 กล้าคิด กล้าทำ

 

“ศาสตร์พระราชา”เดินหน้าปฏิรูปการศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280587

“ศาสตร์พระราชา”เดินหน้าปฏิรูปการศึกษา

คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูป, นัดแรก, ศาสตร์พระราชา, ศธภ, ศธจ, สพฐ

คกก.อิสระฯประชุมนัดแรกร่วมผู้บริหาร ศธ.พร้อมนำศาสตร์พระราชาปฏิรูปการย้ำมีเวลา 2 ปีหรือ 104 สัปดาห์ ต้องทำงานให้สำเร็จ และต้องทำให้เป็นรูปธรรม

            ถือเป็นการประชุมนัดแรก..ของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการ จำนวน 25 ราย ซึ่งมีศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานกรรมการ และในนัดแรกนี้เป็นการประชุมและพบปะทำความรู้จักกับฝ่ายบริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดย นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศธ.นำทีมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ทั้ง 5 องค์กรหลักและหน่วยงานในกำกับ เข้าร่วม

โดย นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ศธ.มีการปรับโครงสร้างการบริหารราชการในส่วนภูมิภาค โดยมีการตั้งสำนักงานศึกษาธิการภาค (ศธภ.) สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) มีการเกลี่ยบุคลากรจากหน่วยงานต่างๆในศธ.มาปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งคนไม่ใช่หมากรุก คิดจะหยิบตั้งวางตรงไหนก็ได้ จะทำให้เกิดความโกลาหลพอสมควร มีความขัดแย้งในส่วนของคนในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กับสำนักงานปลัด ศธ.ในแง่ความไม่เข้าใจคิดว่ามีการแย่งอำนาจ และบทบาทหน้าที่ ดังนั้น หากคณะกรรมการอิสระฯ จะเสนอปรับเปลี่ยนโครงสร้างการศึกษาของประเทศ ต้องเป็นข้อเสนอที่สามารถปฏิบัติได้ ไม่ใช่เปลี่ยนแล้วทะเลาะกันอย่างโกลาหล

“เรื่องโครงสร้าง เป็นเรื่องที่สำคัญ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงตรัสว่า ทรงเคยถูกทาบทามให้เข้ามาทำเรื่องโครงสร้าง ซึ่งพระองค์ท่านทรงตรัสว่า พระองค์ไม่รู้เรื่องโครงสร้าง แต่ทรงทำจุดเล็กๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา แล้วสิ่งเล็กๆ เหล่านั้นจะขยายใหญ่ออกมา เช่นเดียวกับที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำมาโดยตลอด ผมเชื่อว่าชาวบ้านไม่แคร์ว่าเราจะได้ซี 10 เพิ่มมาอีกกี่คน แต่เขาหวังลูกหลานจะได้ประโยชน์อะไร ดังนั้นคนจึงค่อนข้างตั้งความหวังกับกรรมการฯชุดนี้ ซึ่งเท่าที่ดูหลายคนชอบว่าหน้าตาดี ไม่มีคนในศธ.และไม่มีทหารร่วมเป็นกรรมการฯ ซึ่งผมไม่ห่วงอะไรแล้ว และคณะกรรมการฯก็มีอิสระอย่างเต็มที่”นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

ขณะที่ ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส กล่าวว่า อนาคตของชาติขึ้นอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับการศึกษา สิ่งที่ตนเป็นห่วงคือเรื่องคาดความหวัง จากคณะกรรมการอิสระฯ ทั้ง 25 คน ที่ได้รับเลือกเข้ามา ซึ่งเป็นยิ่งกว่าคณะที่เรียกว่า อรหันต์ เพราะกรรมการทั้งหลายเป็นผู้ที่มีความรู้ ความคิด และประสบการณ์การทำงานที่หลากหลาย ดังนั้น จึงต้องทำงานให้สำเร็จ ไม่สำเร็จไม่ได้ และต้องทำให้เป็นรูปธรรม ซึ่งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กำหนดให้คณะกรรมการอิสระฯ มีระยะเวลาปฏิบัติงาน 2 ปีหรือ 104 สัปดาห์เท่านั้น

คณะกรรมการอิสระฯ มีภาระงาน 5 ด้าน คือ 1.วางแนวทางและหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการปฐมวัย 2. เสนอแนะกลไกระบบการผลิตคัดกรองและพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพครู 3.ปรับปรุงหลักเกณฑ์การจัดการเรียนการสอนทุกระดับ 4.ศึกษาแนวทางหลักเกณฑ์และวิธีการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และร่างกฎหมายจัดตั้งกองทุน เพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ และ5.พัฒนาคุณภาพประสิทธิภาพครู  ซึ่งคณะกรรมการอิสระฯ จะพยายามทำให้ไปถึงจุดที่ใช้ประโยชน์และปฏิบัติจริงได้

ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปการศึกษาในปี 2542 และ 2553 ที่ผ่านมาก็มีความก้าวหน้า แต่ยังไปไม่ถึง สภาพประเทศไทยดูจะถดถอยลงด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ว่าจะแก้ไขอย่างไร ขณะเดียวกัน เราก็มีศาสตร์พระราชา ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ ซึ่งในศาสตร์พระราชามีคำตอบมากมาย และความเป็นไทยของเราจะทำให้เราก้าวหน้า

“กรรมการฯทั้ง 25 คน มีที่มาอย่างหลากหลาย ดังนั้น จะมีการแบ่งกลุ่มกันไปศึกษาตามความถนัด  แล้วนำความเห็นมารวมกัน เพื่อจัดทำข้อเสนอให้เป็นรูปธรรมต่อไป หลายเรื่องมีความสลับซับซ้อนและคำตอบมีหลายมิติ สิ่งที่เป็นปัญหาหนักที่สุด เป็นเรื่องคุณภาพการศึกษา ถัดลงมาคือ ความเหลื่อมล้ำ ซึ่งน่าจะเป็นเป้าหมายสูงสูดในการแก้ปัญหา วิธีการทำงานของคณะกรรมการอิสระฯ จะศึกษาข้อมูล ความคิดเห็นจากรายงานต่างๆทั้งในและต่างประเทศ ไม่ใช่เริ่มจากศูนย์ ซึ่งเป้าหมายที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำหนดไว้คือ ไทยแลนด์ 4.0 ดังนั้น ต้องดูว่ามีนวัตกรรมใดในการศึกษาที่จะคิดค้นได้”ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส กล่าว

“พี่หมอช่วยน้องหมอ”ครั้งแรกในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280527

“พี่หมอช่วยน้องหมอ”ครั้งแรกในไทย

พี่หมอช่วยน้องหมอ, พี่หมอช่วยน้องหมอ, องค์การมหาชน, สรอ, telemedicine, Common Services, Screening, มหาชน, รพน้อง, รพพี่

สธ.จับมือ ก.ดิจิทัล พัฒนาการตรวจรักษาทางไกล โรงพยาบาลในพื้นที่ทุรกันดาร “พี่หมอช่วยน้องหมอ”ครั้งแรกของประเทศ

          กระทรวงสาธารณสุข จับมือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พัฒนาการตรวจรักษาทางไกล โรงพยาบาลในพื้นที่ทุรกันดาร “พี่หมอช่วยน้องหมอ” ปรึกษาการวินิจฉัยและคำแนะนำแนวทางการรักษาด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย เห็นภาพผู้ป่วยอย่างชัดเจน เพิ่มความเชื่อมั่นให้ประชาชนที่รับบริการ นำร่องที่โรงพยาบาลแม่สอดและอุ้มผาง จ.ตาก ครั้งแรกในประเทศ

โรงพยาบาลแม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เลขาธิการสำนักงานพัฒนาดิจิทัลฯ ผู้แทนสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)(สรอ.) และคณะ เยี่ยมชมการสาธิตการตรวจรักษาทางไกล (telemedicine) “พี่หมอช่วยน้องหมอ” ด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย ผ่านระบบประชุมทางไกลบนเครือข่ายสื่อสารข้อมูลเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ (Government Information Network : GIN) ณ รพ.แม่สอด และ รพ.อุ้มผาง จ.ตาก

"พี่หมอช่วยน้องหมอ"ครั้งแรกในไทย

โดยโครงการตรวจรักษาทางไกล ด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย ผ่านระบบประชุมทางไกลบนเครือข่าย GIN เป็นหนึ่งในงานบูรณาการบริการภาครัฐเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต โดยมุ่งเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง ให้ได้รับประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อดูแลรักษาสุขภาพของตนเอง ตามแนวทางแผนปฏิบัติการ Digital Economy ของประเทศไทย และยุทธศาสตร์ eHealth กระทรวงสาธารณสุข สอดคล้องกับ 4 excellence และ MOPH 4.0 เพื่อขับเคลื่อนสู่ Thailand 4.0 นำร่อง โรงพยาบาลแม่สอดและโรงพยาบาลอุ้มผาง จ.ตาก และจะขยายผลไปยังโรงพยาบาล ในถิ่นทุรกันดารพื้นที่ห่างไกล ชายขอบจังหวัด ชายขอบประเทศ  ซึ่งการนำระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์พื้นฐาน (Common Services) ของหน่วยงานให้บริการผ่านเครือข่าย GIN จะช่วยลดระยะเวลา ลดต้นทุนต่อหน่วย และลดความซ้ำซ้อนในการใช้งบประมาณด้านเครือข่ายในภาครัฐ

สำหรับการตรวจรักษาทางไกล ผ่านระบบประชุมทางไกล เป็นการใช้ระบบห้องแพทย์ออนไลน์ (ซึ่งในครั้งนี้ทดลองใช้ MedCubes) ร่วมกับอุปกรณ์ตรวจรักษา อาทิ เครื่อง CT, Ultrasound, EKG, Retina และการตรวจเบื้องต้น (Screening) สำหรับหู ตา และผิวหนัง  ซึ่งระบบจะทำการรับส่งข้อมูลผู้ป่วยผ่านเครือข่ายสารสนเทศ GIN ที่ความเร็ว 30/30mbpsเป็นเครือข่าย Intranet ที่มีความปลอดภัยสูง และมี link backup เส้นทางสำรอง ระหว่าง บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT และ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)  มีเสถียรภาพในการรับ-ส่งสัญญาณภาพและเสียงความละเอียดสูง ช่วยให้แพทย์เห็นภาพผู้ป่วยได้อย่างชัดเจน ลดความเสี่ยงการวินิจฉัยพลาด

"พี่หมอช่วยน้องหมอ"ครั้งแรกในไทย

โดยแพทย์โรงพยาบาลอุ้มผาง (รพ.น้อง) จะทำการรักษาผู้ป่วยที่มารับบริการ และส่งข้อมูลผู้ป่วยขณะทำการรักษาผ่านเครือข่ายสารสนเทศ ไปยังโรงพยาบาลแม่สอด (รพ.พี่) เพื่อปรึกษาการวินิจฉัยและคำแนะนำแนวทางการรักษากับแพทย์ โรงพยาบาลแม่สอด ให้ช่วยพิจารณาข้อมูลผู้ป่วยพร้อมภาพประกอบ และตอบกลับผ่านระบบห้องแพทย์ออนไลน์ได้ทันที เป็นการช่วยเหลือ และการแบ่งปันแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางการแพทย์ ระหว่างแพทย์ โรงพยาบาลขนาดใหญ่ และโรงพยาบาลขนาดเล็ก ในลักษณะ “พี่หมอช่วยน้องหมอ” ช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาทักษะความเชี่ยวชาญในการรักษาให้แก่แพทย์

ลดความเครียด และความโดดเดี่ยวของแพทย์ในโรงพยาบาลขนาดเล็ก เพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในการเข้ารับบริการในโรงพยาบาล ซึ่งจะช่วยลดความแออัด ลดการรอคอยในการเข้ารับบริการในโรงพยาบาล ขนาดใหญ่ ได้ในอนาคตบรรลุเป้าหมาย “ประชาชนสุขภาพดี เจ้าหน้าที่มีความสุข ระบบสุขภาพยั่งยืน”

ชื่อใหม่!! “TCAS” ระบบกลางเข้ามหาวิทยาลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280340

ชื่อใหม่!! “TCAS” ระบบกลางเข้ามหาวิทยาลัย

คัดเลือกคนเข้ามหาวิทยาลัย, ปี2561, ชื่อใหม่, TCAS, แฟ้มสะสมผลงาน, ทปอ, 2มิย2560, กสพท

ทปอ.ผุด “TCAS” ชื่อใหม่ระบบการคัดเลือกเข้าอุดมศึกษา ปี 2561 ชี้เปิดรับ 5 รอบ มีมหาวิทยาลัยเข้าร่วม 54 แห่ง รับนศ.ได้ทั้งหมด 206,506 คน

         TCAS (Thai University Center Admission System) ชื่อใหม่ของระบบการรับสมัครคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลาง ปีการศึกษา 2561 ที่มีทั้งหมด 5 รอบ เริ่มด้วย รอบที่ 1 การรับด้วย Portfolio (แฟ้มสะสมผลงาน) จำนวนรับ 44,258 คน รอบที่ 2 การรับแบบโควตา รับ 68,050 คน รอบที่ 3 การรับตรงร่วมกัน รับ44,390 คน รอบที่ 4 การรับแบบ Admissions รับ 34,744 คน  และรอบที่ 5 การรับตรงอิสระ รับ 15,064 คน  จำนวนรับทั้งสิ้น 206,506 คน

ศ.ดร.สุชัชวีร์  สุวรรณสวัสดิ์ ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่าการรับสมัครคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลาง ปีการศึกษา 2561  หรือมีชื่อย่อว่า TCAS  มีสถาบันอุดมศึกษาเข้าร่วม จำนวน 54 แห่ง และสามารถรับนักศึกษาจำนวน 206,506 คน โดยแยกเป็น สถาบันอุดมศึกษาที่เป็นสมาชิกทปอ. จำนวน 24 แห่ง รับ 148,000 คน มหาวิทยาลัยราชภัฎ  18 แห่ง รับ 52,878 คน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 9 แห่ง รับ2,650 คน และสถาบันสมทบ 3 แห่ง รับ 2,978 คน ทั้งนี้ รายละเอียดการรับของแต่ละสถาบันทปอ.ได้ดำเนินการจัดทำข้อมูลผู้สมัครสามารถเข้าดูข้อมูลของแต่ละสถาบันได้ที่เว็บไซต์ http://TCAS61.cupt.net ตั้งแต่พรุ่งนี้(2มิ.ย.2560) เป็นต้นไป” ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าว

ชื่อใหม่!! "TCAS" ระบบกลางเข้ามหาวิทยาลัย

“การรับเด็กรูปแบบใหม่ชื่อใหม่ทีแคสนี้ เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อแก้ปัญหาวิ่งรอกสอบ กันสิทธิ์คนอื่น ลดปัญหาความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างคนรวยกับคนจน และต้องการให้เด็กอยู่ในห้องเรียนจนจบการศึกษา ยืนยันว่าระบบนี้ไม่ใช่ระบบเอ็นทรานซ์เพราะ ระบบเอ็นทรานซ์ คัดเลือกคนจากข้อสอบเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีองค์ประกอบอื่น แต่ทีแคส เป็นการรวมวิธีการรับนักศึกษาทั้ง 5 รอบมาไว้ด้วยกัน ซึ่งจากนี้ประเทศไทยจะใช้ระบบทีแคสในการคัดเลือกนิสิต นักศึกษาเข้าเรียน”ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าว

สำหรับปฏิทินการรับสมัคร ดังนี้  รอบที่ 1 รับด้วยแฟ้มสะสมงาน โดยไม่มีการสอบข้อเขียน สำหรับนักเรียนทั่วไป นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ นักเรียนโควตา นักเรียนเครือข่าย ให้นักเรียนยื่นสมัครโดยตรงกับสถาบันอุดมศึกษา ครั้งที่ 1 ประกาศรับและคัดเลือก 1 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2560  ผู้สมัครยืนยัน สิทธิ์ผ่านระบบเคลียริงเฮาส์ วันที่ 15-19 ธันวาคม 2560  ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าศึกษาต่อ  วันที่ 22 ธันวาคม 2560 ครั้งที่ 2 ให้นักเรียนยื่นสมัครโดยตรงกับสถาบันอุดมศึกษา โดยประกาศรับและคัดเลือก วันที่ 22 ธันวาคม 2560 – วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 ผู้สมัครยืนยันสิทธิ์เคลียริ่งเฮาส์ วันที่ 19-22 มีนาคม 2561 สถาบันอุดมศึกษา ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าศึกษา วันที่ 26 มีนาคม 2561

 

รอบที่ 2 การรับแบบโควตาที่มีการสอบข้อเขียนหรือการสอบภาคปฏิบัติ สำหรับนักเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่หรือภาค โควตาโรงเรียนในเครือข่าย และโครงการความสามารถพิเศษต่างๆ สถาบันอุดมศึกษาประกาศหลักเกณฑ์การสอบ ยื่นสมัครโดยตรงกับสถาบันอุดมศึกษา  ใช้ข้อสอบกลางวิชาสามัญ 9 วิชา และข้อสอบความถนัดทั่วไปหรือGAT และข้อสอบความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ หรือPAT ภายในเดือนธันวาคม2560 – เมษายน 2561  ผู้สมัครยืนยันสิทธิ์ ผ่านระบบเคลียริงเฮาส์  วันที่ 3-6 พฤษภาคม 2561 ทปอ.ส่งรายชื่อผู้ยืนยันสิทธิ์ให้สถาบันอุดมศึกษาเพื่อประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าศึกษา วันที่ 8 พฤษภาคม 2561

รอบที่ 3 การรับตรงร่วมกัน สำหรับนักเรียนโครงการ กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) โครงการอื่นๆ และนักเรียนทั่วไป ทปอ. เป็นหน่วยงานกลางในการรับสมัคร  สถาบันอุดมศึกษาส่งรายละเอียดการรับสมัครให้ทปอ. ภายใน วันที่ 12 เมษายน 2561 รับสมัครผ่านเว็บไซต์ของทปอ. http://a.cupt.net ผู้สมัครสามารถเลือกได้ 4 สาขา วันที่ 9-13 พฤษภาคม 2561 ชำระค่าสมัคร 9-14 พฤษภาคม 2561 ทปอ.ส่งข้อมูลการสมัครให้มหาวิทยาลัย 16 พฤษภาคม 2561 สถาบันอุดมศึกษาประมวลผล จัดส่งรายชื่อผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกให้ทปอ. 23 พฤษภาคม 2561 ผู้สมัครยืนยันสิทธิ์ผ่านระบบเคลียริงเฮาส์ วันที่ 26-28 พฤษภาคม 2561 ทปอ.ส่งชื่อให้สถาบันอุดมศึกษาเพื่อสอบสัมภาษณ์ วันที่ 30 พฤษภาคม 2561 สอบสัมภาษณ์/สถาบันยืนยันสิทธิ์ วันที่4-5 มิถุนายน 2561 ประกาศผลสอบสัมภาษณ์ 8 มิถุนายน 2561

รอบที่ 4 การรับแบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษาหรือแอดมิสชั่นส์ สำหรับนักเรียนทั่วไปโดยทปอ.จะเป็นหน่วยงานกลางในการรับสมัคร สถาบันอุดมศึกษาส่งหลักเกณฑ์การรับสมัครให้ทปอ. วันที่ 30 มกราคม 2561  ซึ่งนักเรียนสามารถเลือกสมัครได้ใน 4 วิชา รับสมัครระหว่างวันที่ 6-10 มิถุนายน 2561 ชำระค่าสมัครวันที่ 6-11 มิถุนายน 2561 ประกาศผลวันที่ 13 กรกฎาคม 2561 และรอบที่  5 การรับตรงอิสระ สถาบันอุดมศึกษารับโดยตรงด้วยวิธีการของสถาบันเอง โดยจะต้องเสร็จสิ้นและส่งข้อมูลให้ทปอ. ภายในเดือนกรกฎาคม 2561 ทั้งนี้รายละเอียดการรับสมัครผู้สมัครสามารถเข้าดูข้อมูลได้ตามเว็บไซต์ของสถาบัน หรือเว็บไซต์ทีแคส http://TCAS61.cupt.net ซึ่งทปอ.ได้แนะนำเว็บไซต์ของสถาบันต่าง ๆ ไว้

พ่อแม่ยุคใหม่เชื่อEQสำคัญพอๆ กับIQพ่อแม่ยุคใหม่เชื่อEQสำคัญพอๆ กับIQ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280480

พ่อแม่ยุคใหม่เชื่อEQสำคัญพอๆ กับIQ

เคล็ดลับเลี้ยงลูก, กับIQ, นมแม่, DHA, ARA, MFGM, น้องปริม, น้องไค

เด็กไทยในยุคปัจจุบันมีแนวโน้มพฤติกรรมก้าวร้าวไม่เข้าสังคมและการเข้าสู่โลกดิจิตอล ทำให้วิถีชีวิตของสังคมเปลี่ยนแปลงไปส่งผลให้เด็กๆ ตกอยู่ท่ามกลางความรวดเร็ว

        จากผลสำรวจพบว่า ร้อยละ90ของแม่ชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มองว่า ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ)มีความสำคัญพอๆ กับความฉลาดทางสติปัญญา (IQ)นอกจากนี้ ผลสำรวจยังชี้ว่า ทักษะสำคัญสู่ความสำเร็จในอนาคตของเด็กยุคใหม่ อันดับ1คือ ความสามารถในการปรับตัว58%อันดับ2ความสามารถในการแก้ปัญหา47%และ อันดับ3พึ่งพาตนเองได้46%

      นักวิจัยจาก Pennsylvania state universityและDuke Universityตามเก็บข้อมูลจากเด็กๆกว่า700คน ทั่วสหรัฐอเมริกาตั้งแต่วัยอนุบาลจนถึงอายุ25ปี พบว่ามีความสัมพันธ์ที่น่าสนใจระหว่างทักษะทางสังคมเมื่อเป็นเด็กอนุบาลและความสำเร็จเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ในยี่สิบปีต่อมา เด็กที่มีความสามารถในการเข้าสังคมสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี ช่วยเหลือผู้อื่นเข้าใจความรู้สึกผู้อื่นและแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง มีแนวโน้มที่จะเรียนจบระดับปริญญาและมีงานประจำภายในอายุ25ปี มากกว่าเด็กที่มีความสามารถทางสังคมจำกัด

      รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า ผลจากการสำรวจต่างๆเหล่านี้ ชี้ให้เห็นว่าความฉลาดทางความคิดควบคู่ไปกับความฉลาดด้านอารมณ์เป็นปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จในอนาคตพ่อแม่มีบทบาทสำคัญที่จะช่วยเตรียมความพร้อมให้ลูกก้าวสู่ความสำเร็จในอนาคตได้ตั้งแต่ช่วงวัยทารกเริ่มตั้งแต่ด้านโภชนาการ ซึ่ง“นมแม่”นับเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาการเจริญเติบโตทั้งทางร่างกายและสมองของลูกเพราะมีสารอาหารสำคัญ ได้แก่ ดีเอชเอ(DHA),เออาร์เอ(ARA)และ เอ็มเอฟจีเอ็ม(MFGM)เยื่อหุ้มอนุภาคไขมัน ซึ่งอุดมด้วยไขมันและโปรตีนกว่า150ชนิด

พ่อแม่ยุคใหม่เชื่อEQสำคัญพอๆ กับIQ

รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์

       งานวิจัยชี้ว่า เด็กที่ดื่มนมเสริม เอ็มเอฟจีเอ็ม (MFGM)และดีเอชเอ(DHA)จะมีพัฒนาการทางด้านสติปัญญาและสมอง ใกล้เคียงกับเด็กที่ดื่มนมแม่และดีกว่าเด็กที่ ดื่มนมที่มีDHAเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ยังช่วยเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ เช่นมีสมาธิจดจ่อมากขึ้น ไม่ก้าวร้าวและมีอารมณ์ดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในกรณีที่คุณแม่มีน้ำนมไม่เพียงพอก็ควรหาผลิตภัณฑ์นมที่มีสารอาหารใกล้เคียงนมแม่มาช่วยเสริมในการดูแลลูกน้อยเพราะสารอาหารเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญต่อการพัฒนาสมองของลูกซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการประมวลความคิดและการแสดงออกทุกอย่าง

       พ่อแม่มือใหม่มิค-บรมวุฒิ และ เบนซ์-พรชิตา หิรัณยัษฐิติ แชร์เคล็ดลับเลี้ยง“น้องปริม” ว่า“เราจะให้ความสำคัญกับเรื่องโภชนาการมาก เพราะโภชนาการที่ดีมีส่วนสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างสมองและสติปัญญาของลูกและเราก็รู้ว่านมแม่ดีที่สุด เบนซ์เลยตั้งใจให้นมแม่ให้นานที่สุด ยิ่งทราบว่าตอนนี้มีนมที่มีสารอาหารพัฒนาสมองอย่างMFGMและDHAที่พบในนมแม่มาเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการพัฒนาสมองทั้งความคิดและความฉลาดด้านอารมณ์โดยเฉพาะช่วง3ขวบปีแรกจึงเป็นโอกาสทองของเราที่จะดูแลน้องปริมอย่างเต็มที่เพราะเราเชื่อว่าเด็กที่คิดเก่งและคิดดีจะช่วยให้ลูกอยู่ในโลกยุคดิจิตอลได้ดี

พ่อแม่ยุคใหม่เชื่อEQสำคัญพอๆ กับIQ

คุณพ่อนักดนตรีสิงโต-นำโชค ทะนัดรัมย์และภรรยามาเลีย รีเนโรว์

      ด้าน คุณพ่อนักดนตรีสิงโต-นำโชค ทะนัดรัมย์และภรรยามาเลีย รีเนโรว์ บอกถึงวิธีดูแล“น้องไค”และฝาแฝด“น้องคาเน และ น้องคาเลโอ” ว่าลูกเหมือนของขวัญอันล้ำค่าของเรา ตอนนี้ลูกทั้ง3เข้าสู่วัยเรียนรู้ เราเน้นการเลี้ยงดูและได้รับโภชนาการที่ดี ซึ่งวัยนี้สมองจะพัฒนาสูงสุดอะไรที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญา และความฉลาดทางด้านอารมณ์ จะสนับสนุนเต็มที่เริ่มต้นจากการเลือกสารอาหารที่มีประโยชน์ ง่ายๆเช่น นมที่มีDHAและMFGMที่มีส่วนช่วยพัฒนาสมองควบคู่ไปกับการสอนให้ลูกมีสมาธิจากการร้องเพลง วาดรูป,เรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับคนอื่นๆส่วนในอนาคตเขาอยากจะเป็นอะไรก็ได้ตามใจเขา แต่ที่สำคัญที่สุดคืออยากให้เขาอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขก็พอ

พ่อแม่ยุคใหม่เชื่อEQสำคัญพอๆ กับIQ

“THAMMASAT ADMISSIONS 61” รับนศ.TCAS

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280512

“THAMMASAT ADMISSIONS 61” รับนศ.TCAS

มธ, THAMMASAT, ADMISSIONS, รับนศTCAS, THAMMASAT ADMISSIONS 61, THAMMASAT ADMISSIONS 61, TCAS

มธ. เปิดตัวระบบ “THAMMASAT ADMISSIONS 61” รับนักศึกษาใหม่ โชว์ปฎิทินสอบ 5 รอบ ปีการศึกษา 2561 พร้อมย้ำระบบใหม่ทุกคนมี 1 สิทธิ์ เท่านั้น

           มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดตัวระบบ “THAMMASAT ADMISSIONS 61” เพื่อรับบุคคลเข้าศึกษาต่อรูปแบบใหม่ ปีการศึกษา 2561 ใน 5 รอบ รวมทั้งสิ้น 10,672 คน  สำหรับนักเรียนและผู้ปกครองสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์สำนักงานทะเบียนนักศึกษา www.reg.tu.ac.th

ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี มธ.แถลงข่าวระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา 2561 THAMMASAT ADMISSIONS 61 ว่า มธ.จัดระบบการรับนักศึกษาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบ Thai university Central Admission System (TCAS) หรือ ทีแคส โดยรับนักศึกษา 5 รอบ รวม จำนวน 10,672 คน แบ่งเป็น รอบที่ 1 รับนักเรียนทั่วไป, นร.ที่มีความสามารถพิเศษ เช่น ละครเวที กีฬา ,โควต้า ,โครงการกระจายโอกาสทางการศึกษา, นร.เครือข่าย โดยยื่นแฟ้มสะสมผลงาน ไม่มีการสอบ รับจำนวน 2,924 คน คิดเป็น 27%ของจำนวนรับ แบ่งการรับ 2 ครั้ง ครั้งแรก รับสมัครวันที่ 2-20 ต.ค.60 ประกาศผลวันที่ 12 ธ.ค.60 ,ครั้งที่ 2 รับวันสมัครวันที่ 22 ธ.ค.69-วันที่ 8 ม.ค.61 ประกาศผลวันที่ 15มี.ค.61 เปิดรับ 21 คณะ/วิทยาลัย/สถาบัน และ 3 โครงการกระจายโอกาสทางการศึกษา ได้แก่ โครงการธรรมศาสตร์ช้างเผือก,โครงการนร.ทุน3 จังหวัดชายแดนใต้ , โครงการกีฬา

 “THAMMASAT ADMISSIONS 61”  รับนศ.TCAS

รอบที่ 2 รับนร.ในพื้นที่ จ.ลำปางและโครงการกระจายโอกาสทางการศึกษา รับ 552คน หรือ 5% รับสมัครโดยตรงกับมธ. วันที่ 15-31 ม.ค.61 ประกาศผลวันที่ 30 เม.ย.61 รอบที่ 3 การรับตรงร่วมกัน รับจำนวน 4,591 คน หรือ 43%  ดำเนินการรับสมัครโดย ทปอ. รอบที่ 4 การรับแบบแอดมิชชั่นกลาง รับจำนวน  2,201 คน หรือ 21% รับโดย ทปอ. และ รอบที่ 5 รับตรงอิสระ โดยนร.สมัครโดยตรงกับมธ. คาดว่าจะรับ 404 คน วันที่ 6-20 ก.ค.61 ส่วนคณะวิชาใดนั้นจะกำหนดภายหลัง ซึ่งขึ้นกับจำนวนการรับในรอบ 1-4 ว่าครบจำนวนแล้วหรือไม่

การรับสมัครรูปแบบใหม่นี้จะช่วยแก้ไขปัญหาการวิ่งรอกสอบของนักเรียนและที่สำคัญสามารถลดความเหลื่อมล้ำระหว่างนักเรียนที่อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดและในเมืองได้ อันจะทำให้โอกาสทางการศึกษาได้กระจายไปยังผู้ด้อยโอกาสทั่วทุกพื้นที่ในประเทศ และมีความเสมอภาคมากยิ่งขึ้น  ที่สำคัญยึดหลักการให้นักเรียนอยู่ในห้องเรียนจนจบชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 และนักเรียนแต่ละคนมีเพียง 1 สิทธิ์ เพื่อความเสมอภาคโดยการเข้าร่วมระบบ Clearing house
ศ.ดร.สมคิด กล่าวต่อว่า นักเรียนที่จะสอบเข้าเรียนที่ มธ. ขอให้ดูรายละเอียดการสอบ กำหนดวันสมัครและสอบวิชาเฉพาะ ตามที่คณะกำหนด ซึ่งจะสมัครสอบวันที่ 15-31 ม.ค.61 ส่วนคะแนนสอบ TU Star ซึ่งนักเรียนสอบเมื่อปี 2559 สามารถนำมาใช้ได้ในการคัดเลือกปี 2561 แต่ก็ต้องขึ้นกับกำหนดของแต่ละคณะด้วย  เบื้องต้นที่ใช้คือ คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์  ศ.ดร.สมคิด กล่าวและว่า ส่วนค่าสมัครรอบที่ 1,2,5 นั้น กำหนดค่าสมัครเพื่อเข้าศึกษา หลักสูตร ภาษาไทย 200 บาท ภาษาต่างประเทศ 500 บาท ต่อรอบต่อสาขา , ค่าสมัครสอบวิชาเฉพาะ หลักสูตรภาษาไทย 300 บาท ภาษาต่างประเทศ 500 บาท ต่อวิชา นักเรียนและผู้ปกครองดูรายละเอียดวิชาที่สอบ ปฏิทินการสอบ เงื่อนไขการรับสมัคร ทุกคณะได้ที่เว็บไซด์ www.reg.tu.ac.th หรือสอบถามโทร. 09-1576-0868,08-1810-7783 และแฟนเพจที่ Thammasat Admissions  61

สู่โลกทำงานของจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280495

สู่โลกทำงานของจริง

เปลี่ยนความรู้ สู่อาชีพ, สู่โลกทำงานของจริง, เอฟทีเอ็ม

หนุนทักษะเด็กไทย เปิดโอกาสสู่เส้นทางช่างเทคนิคมืออาชีพ พร้อมรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์

        “เปลี่ยนความรู้…สู่อาชีพ” โดยโครงการนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่าง ฟอร์ด ประเทศไทย โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) และวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

“ฟอร์ดตระหนักดีว่า การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมาจากวิชาความรู้ที่ได้รับจากห้องเรียนและประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติจริง อย่างไรก็ตาม ระบบการศึกษาในประเทศไทยยังคงมีอุปสรรคและความท้าทายในหลายส่วน ซึ่งที่ฟอร์ด มีความพร้อมในการสนับสนุนโครงการเปลี่ยนความรู้…สู่อาชีพ ทั้งด้านความรู้ความเชี่ยวชาญด้านยานยนต์ และโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง ซึ่งเป็นโรงงานที่มีเทคโนโลยีอันทันสมัยและมีมาตรฐานระดับโลก”น.ส.ศุภรางศุ์ อนุชปรีดา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

สู่โลกทำงานของจริง

        น.ส.ศุภรางศุ์ กล่าวเสริมว่า การมอบทุนสนับสนุนค่าเล่าเรียนและการฝึกภาคปฏิบัติในโครงการนี้ จะช่วยให้พนักงานฟอร์ดและนักเรียนอาชีวะศึกษาที่ได้รับการคัดเลือก มีโอกาสพัฒนาความรู้ความสามารถและได้ค้นหาความถนัดที่แท้จริงของตน สิ่งเหล่านี้จะช่วยเตรียมความพร้อมไปสู่ความก้าวหน้าของสายวิชาชีพในอนาคต อีกทั้ง ช่วยผลิตช่างเทคนิคที่มีคุณภาพเพื่อรองรับตำแหน่งงานที่ฟอร์ด และยังช่วยส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานไทยในอุตสาหกรรมยานยนต์อีกด้วย

โครงการ “เปลี่ยนความรู้…สู่อาชีพ” จะเริ่มขึ้นในปี 2560 นี้เป็นปีแรก โดยมีกำหนดการเริ่มกิจกรรมในช่วงไตรมาสที่ 2 และคาดว่าจะเสร็จสิ้นในปี พ.ศ. 2562 ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะเสริมสร้างความรู้ ความสามารถ ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในแผนกสายงานการผลิตให้แก่บุคลากรในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ 2 กลุ่มหลัก โดยแบ่งอัตราการมอบทุนให้แก่พนักงานฟอร์ด จำนวน 5 ทุน และนักเรียนอาชีวะศึกษาทั่วไปอีกจำนวน 5 ทุน

ตลอดระยะเวลา 4 ภาคการศึกษา ผู้ที่ได้รับทุนจะได้ฝึกฝนและพัฒนาทักษะการเป็นช่างเทคนิคในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเข้มข้นจากวิทยากรมืออาชีพ ทั้งจากห้องเรียนภายในวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ และจากการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงกับช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญภายในโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับทุนจะได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่าย เพื่อการศึกษาตามโครงสร้างหลักสูตรและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ใช้ในการฝึกอบรม รวมถึงประกันชีวิตและประกันอุบัติเหตุแบบกลุ่ม โดยผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมจะได้รับใบรับรองและประกาศนียบัตรจากฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี และได้รับวุฒิการศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง จากวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ซึ่งจะเป็นเอกสารที่ช่วยรับรองความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และช่วยเพิ่มโอกาสในเส้นทางสายช่างเทคนิคมืออาชีพของผู้ที่ได้รับทุนการศึกษานี้อีกด้วย

ชวนเรียนรู้ “วิทย์ คณิต แก้ปัญหาได้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280474

ชวนเรียนรู้ “วิทย์ คณิต แก้ปัญหาได้”

วททเพื่อเยาวชน, ชวนเรียนรู้, วิทย์, คณิต, แก้ปัญหาได้, วิทย์ คณิต แก้ปัญหาได้, สสวท, วทท เพื่อเยาวชน, พสวท, ภาษาอังกฤษ

“วิทย์ คณิต แก้ปัญหาได้” ผลงานวิจัยเด็กไทยในงาน วทท. เพื่อเยาวชน ครั้งที่ 12“วิทยาศาสตร์พื้นฐานสู่นวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0”

        สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จะจัดการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเยาวชน (วทท. เพื่อเยาวชน) ครั้งที่ 12  ระหว่างวันที่ 3-4 มิถุนายน 2560  ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ โดยพลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิด มอบโล่รางวัลแก่ผู้สร้างชื่อเสียงและทำคุณประโยชน์ให้แก่โครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) รวมทั้งปาฐกถาพิเศษ

   ในวันเสาร์ที่ 3 มิถุนายน 2560  เวลา 09.00 – 10.00 น. ณ ห้อง Grand Hall 201- 202   ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจต่างๆ เช่น การบรรยายพิเศษ เรื่อง วิทยาศาสตร์กับการสื่อสาร การอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง ตุ๊กตากลไก การเสวนา เรื่อง ทุนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อพัฒนากำลังคน  การเสวนา เรื่อง วิทยาศาสตร์พื้นฐานสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงธุรกิจ  การแสดงทางวิทยาศาสตร์เรื่องหรรษาอากาศโชว์  การนำเสนอผลงานวิจัยแบบโปสเตอร์ และแบบบรรยาย (ภาษาอังกฤษ)  การจัดแสดงนิทรรศการ เป็นต้น     

ผลงานวิจัยของเยาวชนที่นำเสนอในงาน เช่น “ตัวแบบการจองเกินของเที่ยวบินที่มีที่นั่งหลายประเภท”  ซึ่งปัจจุบันผลกระทบจากการจองเกิน หรือ Over Booking ได้เคยเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก นักคณิตศาสตร์เคยสร้างตัวแบบการจองเกิน เพื่อหาระดับการจองเกินที่เหมาะสม แต่ตัวแบบนี้มีข้อจำกัดคือ คำตอบที่ได้เป็นระดับการจองเกินของทั้งเที่ยวบินทั้งหมด ไม่ได้แยกตามประเภทที่นั่ง งานวิจัยนี้จึงได้พัฒนา  ตัวแบบการจองเกินโดยนำเสนออัลกอริธึมในการหาระดับการจองเกินสำหรับแต่ละประเภทที่นั่งที่เหมาะสม และได้เสนอวิธีการแบ่งปริมาณที่นั่งเริ่มต้นของแต่ละประเภทเพื่อใช้ในการหาระดับการจองเกิน นอกจากนี้ได้ทำการเปรียบเทียบค่าคาดหวังของกำไรในแต่ละเที่ยวบินของวิธีที่นำเสนอและวิธีดั้งเดิม จากผลการศึกษาพบว่าในภาพรวมการแบ่งปริมาณที่นั่งเริ่มต้นด้วยวิธี SMP และอัลกอริธึมที่นำเสนอ เพื่อหาระดับการจองเกินให้ค่าคาดหวังของกำไรสูงกว่า

           “แบบจำลองการไหลในหนึ่งมิติของสมการน้ำตื้นที่แม่น้ำยม จังหวัดแพร่” ซึ่งผลที่ได้จากการสร้างแบบจำลองสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการวางแผนรับมือปัญหาน้ำท่วมล่วงหน้าได้  โดยงานวิจัยนี้ได้จำลองระดับน้ำของแม่น้ำยมที่เอ่อล้นออกมาจากตลิ่ง โดยใช้สมการน้ำตื้นเพื่ออธิบายระดับน้ำในแม่น้ำยม โดยการคำนวณค่าของระดับน้ำ และอัตราการไหลของน้ำในแต่ละตำแหน่งของเขตพื้นที่ศึกษา จากนั้นนำผลที่ได้จากแบบจำลองมาสร้างกราฟเพื่อแสดงให้เห็นระดับน้ำในแม่น้ำยมในเขตพื้นที่ศึกษาในกรณีต่าง ๆ