มหกรรมตีกลองนานาชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280663

มหกรรมตีกลองนานาชาติ

มหกรรมกลองนานาชาติ, มหกรรมตีกลองนานาชาติ, มหกรรม, กลอง, นานาชาติ

เปิดงานมหกรรมตีกลองนานาชาติในอาเซียนและญี่ปุ่นฉลองครบรอบ 50 ปี ประชาคมอาเซียน เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 130 ปี การสถาปนาทางการทูตไทย-ญี่ปุ่น

         นายกฤษศญพงษ์ ศิริ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม  เปิดงานมหกรรมตีกลองนานาชาติในอาเซียนและญี่ปุ่น เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 50 ปี ประชาคมอาเซียน ในปี พ.ศ. 2560 และเนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 130 ปี การสถาปนาทางการทูตไทย-ญี่ปุ่น โดยมีดร.เตช บุนนาค ประธานกรรมการบริหาร APCD Mr.Hironobu Shibuya ที่ปรึกษาพิเศษ มูลนิธินิปปอน H.E. Mr. Shiro Saboshima เอกอัครราชทูตประเทศญี่ปุ่นประจำประเทศไทย นายวิทวัส ศรีวิหค รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศร่วมกล่าวในพิธีเปิด โดยประกอบไปด้วยมือกลองจาก 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงประเทศญี่ปุ่น ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการ ถนนเเจ้งวัฒนะ

มหกรรมตีกลองนานาชาติ

มหกรรมตีกลองนานาชาติมหกรรมตีกลองนานาชาติมหกรรมตีกลองนานาชาติมหกรรมตีกลองนานาชาติ


สกสค.เลื่อน!!ปล่อยกู้ครูหนี้วิกฤต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280653

สกสค.เลื่อน!!ปล่อยกู้ครูหนี้วิกฤต

สกสค, MOU, กลุ่มนำร่อง

แจงเหตุไม่ปล่อยกู้ให้ครูหนี้วิกฤติตามเป้า1 มิย. ชี้เรื่องยังค้างอยู่ในขั้นที่ คกก.จังหวัดตรวจสอบข้อมูล เตรียมประชุมผู้บริหาร สกสค.จังหวัด 6 มิ.ย.นี้

    ภายหลังเปิดตัว “โครงการสวัสดิการเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สิน” ที่สำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ลงนามความร่วมมือ (MOU)บันทึกข้อตกลงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา กับประธานกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครู (กลุ่มนำร่อง) สหกรณ์ออมทรัพย์ครู 16 แห่ง ให้ครูที่มีหนี้ในภาวะวิกฤต เช่น  อยู่ระหว่างถูกบังคับคดี ฟ้องล้มละลาย ยึดทรัพย์ สมัครเข้ารับคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการภายใต้เงื่อนไข 9 ข้อ เช่น วางแผนลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ โดยคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3.5ตั้งเป้าเริ่มปล่อยกู้ในวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา
แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถดำเนินการตามแผนได้ ดร.พิษณุ ตุลสุข รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ชี้แจงว่า ขณะนี้โครงการฯยังไม่ได้เริ่มปล่อยกู้แม้แต่รายเดียว เนื่องจากกระบวนการคัดเลือกครูยังไม่แล้วเสร็จ เพราะแต่ละจังหวัดมีครูสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯ มาก ซึ่งตามขั้นตอน สกสค.จังหวัด กำลังรวบรวมรายชื่อ ข้อมูลต่างเสนอให้คณะกรรมการระดับจังหวัด พิจารณา และคัดเลือกให้แล้วเสร็จขั้นต้น ก่อนจะส่งรายชื่อให้คณะกรรมการกลางพิจารณาคัดเลือกและประกาศรายชื่อเป็นทางการ แต่ขณะนี้ยังไม่มีจังหวัดไหนส่งรายชื่อเข้ามา
“เรามีเป้าหมายที่จะแก้ไขหนี้วิกฤต เพราะฉะนั้น การพิจารณาต้องทำอย่างรอบคอบ คณะกรรมการระดับจังหวัดต้องตรวจสอบให้ละเอียด ครบถ้วน ซึ่งตรงนี้ต้องใช้เวลา ทั้งนี้ แม้การปล่อยกู้ล่าช้าออกไปจากแผนเดิมที่วางไว้ในวันที่ 1 มิ.ย.ก็เพื่อให้มั่นใจว่าคัดเลือกคนที่มีความพร้อมที่สุดจริงๆ แต่ทาง สกสค.จะเร่งดำเนินการโดยเร็วที่สุด”ดร.พิษณุ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 6มิ.ย.จะมีการประชุมผู้บริหาร สกสค.จังหวัดทั่วประเทศ จะมีการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ

ทำด้วยใจ ถวายด้วยมือ ถวายในหลวงร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280661

ทำด้วยใจ ถวายด้วยมือ ถวายในหลวงร.9

สารพัดช่างสมุทรปราการ, อาชีวศึกษา, ดอกไม้จันทน์, ทำด้วยใจ, ถวายด้วยมือ, ถวายในหลวงร9, ดอกแดฟโฟดิล หรือ ดอกดารารัตน์, ดอกแดฟโฟดิล หรือดอกดารารัตน์, ดอกแดฟโฟดิล, ดอกดารารัตน์, ใยบาง, มหาชน

สารพัดช่างสมุทรปราการสอนทำดอกไม้จันทน์ ตั้งเป้า 30,000 ดอก ทำด้วยใจ ถวายด้วยมือ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงร.9

        วิทยาลัยสารพัดช่างสมุทรปราการ จัดโครงการอาชีวศึกษาบริการวิชาการ/วิชาชีพสู่ชุมชน เปิดสอนหลักสูตรประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ (ดอกแดฟโฟดิล หรือ ดอกดารารัตน์) ด้วยเปลือกข้าวโพด โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ให้กับนักเรียน นักศึกษา ประชาชนและผู้สนใจ จำนวน 2 รุ่น ๆ ละ 50 คน เพื่อทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

โดยนางนิภา  แตงแจ้  ครูชำนาญการพิเศษ  แผนกศิลปะประดิษฐ์  วิทยาลัยสารพัดช่างสมุทรปราการ เล่าว่า ตั้งแต่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต รู้สึกเสียใจมาก จึงอยากจะตอบแทนบุญคุณของพระองค์ท่านที่มีต่อประชาชนชาวไทย พอดีได้ทราบข่าวว่ากระทรวงวัฒนธรรมเปิดสอนครูแกนนำจิตอาสาเพื่อนำความรู้การประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ในรูปแบบดอกแดฟโฟดิล หรือ ดอกดารารัตน์ ด้วยเปลือกข้าวโพดซึ่งเป็นวัสดุจากธรรมชาติ เพื่อนำไปถ่ายทอดแก่คนในองค์กรหรือในชุมชนต่อไป ตนจึงได้สมัครเรียนจนได้รับประกาศนียบัตรผ่านการอบรม  และกลับมาเปิดสอนหลักสูตรการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ (ดอกแดฟโฟดิล หรือดอกดารารัตน์) ด้วยเปลือกข้าวโพด ให้กับประชาชนที่มีจิตอาสา โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งวัสดุอุปกรณ์ทั้งหมด  ใช้ทุนของตนเอง และได้รับการสนับสนุนในด้านสถานที่และบุคลากรช่วยงานจากวิทยาลัยสารพัดช่างสมุทรปราการ

ทำด้วยใจ ถวายด้วยมือ ถวายในหลวงร.9

           ครูนิภา เล่าต่อไปอีกว่า ตนเองเป็นครูอาชีวะมานาน รู้สึกว่าอยากทำสิ่งดีงามด้วยฝีมือด้วยใจถวายให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 สักครั้งหนึ่งในชีวิต การทำงานถวายในครั้งนี้ รู้สึกภูมิใจและปลื้มปิติอย่างหาที่สุดไม่ได้  ทั้งนี้ “ดอกแดฟโฟดิล” สื่อความหมายถึง ความกล้าหาญ ความโชคดี ความรัก และ“ดอกดารารัตน์” หมายถึง แก้วที่มีค่ายิ่งสูงสุด ถือว่ามีความหมายที่ดีมาก โดยรูปแบบการจัดทำดอกไม้จันทน์นี้จะไม่ใช้ธูปและเทียนเพราะทางวัดแจ้งว่าจะทำให้ตะแกรงเตาเผาตัน เกิดปัญหาได้ แต่ถ้าบางหน่วยงานจะใส่ธูปเทียนก็ใช้ได้เช่นกัน แล้วแต่รูปแบบที่กำหนดมา ส่วนวัสดุอุปกรณ์สามารถนำวัสดุท้องถิ่นที่มีอยู่มาใช้ได้ เช่น ภาคกลาง ใช้เปลือกข้าวโพด ภาคเหนือใช้ใบตองแห้ง ภาคใต้ใช้ใบยาง (ใยบาง) เพื่อเป็นการสนับสนุนผลิตผลของเกษตรกร

          น.ส.ศศิธร  ศรีเขียว  ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม  อบต.บางด้วน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ เล่าว่า ได้ทราบข่าวประชาสัมพันธ์การเปิดอบรมทำดอกไม้จันทน์ของวิทยาลัยสารพัดช่างสมุทรปราการ ตนและคณะจึงตัดสินใจมาสมัครอบรมและลองทำจริงเพื่อนำความรู้ไปถ่ายทอดเผยแพร่ต่อให้กับผู้สูงอายุและประชาชนในตำบลบางด้วน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ โดยจะนำดอกไม้จันทน์ไปร่วมถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560

ทำด้วยใจ ถวายด้วยมือ ถวายในหลวงร.9

ดร.สุเทพ  ชิตยวงษ์  เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวเพิ่มเติมว่า วิทยาลัยสารพัดช่างสมุทรปราการ เป็นสถานศึกษาที่มีหน้าที่ให้บริการวิชาชีพสู่ชุมชน โดยเปิดสอนหลักสูตรระยะสั้นเพื่อให้ประชาชนนำความรู้ไปประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองได้ สำหรับการอบรมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนตลอดจนประชาชนทั่วไปที่มีจิตอาสาให้ความสนใจสมัครเข้ารับการอบรมเป็นจำนวนมาก เพื่อนำความรู้ไปถ่ายทอดและเผยแพร่ต่อให้กับชุมชนและพนักงานในองค์กร ดังเช่น อบต.บางด้วน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ บริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) สาขาสมุทรปราการ และบริษัท แพนดอร่า โพรดักชั่น จำกัด

ทำด้วยใจ ถวายด้วยมือ ถวายในหลวงร.9

อยากเชิญชวนให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชนและผู้สนใจ สมัครอบรมหลักสูตรประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ (ดอกแดฟโฟดิล หรือ ดอกดารารัตน์) ด้วยเปลือกข้าวโพด โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สำหรับรุ่นที่ 2 จะเปิดสอน     ในวันที่ 16 มิถุนายน 2560 ณ วิทยาลัยสารพัดช่างสมุทรปราการ ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้วิทยาลัยสารพัดช่างสมุทรปราการ ระดมจิตอาสาช่วยกันประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ให้ได้จำนวน 30,000ดอกเพื่อทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

เปลือกแตงโมเหลือใช้ นำไปผลิตแยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280658

เปลือกแตงโมเหลือใช้ นำไปผลิตแยม

มทรธัญบุรี, แยมเปลือกแตงโม, เปลือกแตงโมเหลือใช้, นำไปผลิตแยม, มทร, Coarse Beater Mill, อัตราส่วน110, เคี่ยวไฟอ่อนๆ

อุตสาหกรรมของไทยโดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร มีการสั่งนำเข้าเพคตินจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก โดยเพคตินที่มีการสั่งนำเข้านี้มีราคาค่อนข้างสูง

       เพคตินนำเป็นส่วนประกอบในการแปรรูปอาหารโดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์แยม เพิ่มมูลค่าให้กับของเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์ เพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคที่ต้องการใช้เพคตินในการประกอบอาหาร นำของเหลือทิ้งจากครัวเรือน ร้านค้า หรืออุตสาหกรรมแปรรูปผลไม้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ผศ. ดร.อินทิรา ลิจันทร์พร อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร ที่ปรึกษาปัญหาพิเศษ นายกิตติศักดิ์ อิ่มรุ่งเรือง และนายสรวิศ ทรัพย์ศาสตร์ นักศึกษาสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี สกัดเพคตินจากเปลือกแตงโมมา นำไปใช้ประโยชน์ในการผลิต

เจ้าของไอเดีย บอกว่า จากการศึกษาพบว่าในเปลือกของแตงโม จะมีเพคตินสะสมอยู่โดยเพคตินนี้เป็นสารประกอบ Polysaccharide ที่พบตามธรรมชาติ สามารถผสมกับน้ำและสารประกอบอื่นๆ และทำหน้าที่เป็น thickener, gelling agent, stabilizer, emulsifier และcation-binding agent

เปลือกแตงโมเหลือใช้ นำไปผลิตแยม

โดยเปลือกแตงโมเป็นของเสีย เหลือทิ้งจากครัวเรือนแหล่งค้าขายหรืออุตสาหกรรมต่างๆ ถูกทิ้งโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ที่จะสามารถนำไปใช้ต่อได้ ดังนั้นจึงได้เพื่อศึกษาคุณสมบัติทางเคมีของเพคตินที่สกัดมาจากเปลือกแตงโมด้วยกรดไฮโดรคลอริกและน้ำกลั่น โดยแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน ได้แก่ 1. ขั้นตอนในการเตรียมผงเปลือกแตงโม เริ่มจากนำเปลือกแตงโมมาล้างทำความสะอาด ขูดส่วนสีแดงออกเอาเฉพาะสีเขียวและสีขาว นำมาหั่นเป็นชิ้นขนาด 2×2 เซนติเมตร ล้างด้วยน้ำสะอาด 2 ครั้ง ต้มเปลือกกับน้ำในอัตราส่วน 1:1 ที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 10 นาที เพื่อยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ จากนั่นนำมาบดด้วยเครื่องปั่นผลไม้ กรองวัตถุดิบโดยผ้าขาวบาง นำไปอบแห้งด้วยตู้อบลมร้อนแบบถาดอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 15 ชั่วโมง หรือจนกระทั่งมีความชื้นประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ นำบดด้วยเครื่องบดละเอียด  (Coarse Beater Mill) ร่อนผ่านตะแกรงร่อนขนาด 212 ไมโครเมตรเพื่อให้ได้เป็นผง และเก็บตัวอย่างใส่ถุงพลาสติกที่ปิดสนิท เพื่อนำใช้ในการสกัดเพคตินขั้นตอนต่อไป ประกอบด้วยการสกัดเพคตินด้วยกรดไฮโดรคลอริกและสกัดด้วยน้ำกลั่น

ขั้นตอนในการสกัดเพคตินกรดไฮโดรคลอริก ด้วยนำเปลือกแตงโมบดแห้งที่เตรียมไว้ ใส่บีกเกอร์ 40 กรัม เติมกรดไฮโดรคลอริกเข้มข้น 0.05 โมลาร์ อัตราส่วนของเปลือกบดแห้งต่อกรดไฮโดรคลอริก เท่ากับ 1:12 โดยน้ำหนักต่อปริมาตร (w/v) นำไปสกัดในอ่างควบคุมอุณหภูมิที่ 95 องศาเซลเซียส 60 นาที กรองผ่านผ้าขาวบาง 1 ชั้น แล้วนำเปลือกที่กรองได้ไปเติมกรดไฮโดรคลอริกเข้มข้น 0.05 โมลาร์ อัตราส่วนของเปลือกต่อกรดไฮโดรคลอริกเท่ากับ 1:12 โดยน้ำหนักต่อปริมาตร (w/v) แล้วนำไปสกัดอีกครั้ง กรองผ่านผ้าขาวบาง 1 ชั้น นำสารละลายที่ได้ทั้งสองครั้งมารวมกัน ทำการตกตะกอนเพคติน โดยเติมเอทานอลเข้มข้น 95 เปอร์เซ็นต์ในอัตราส่วนสารละลายต่อเอทานอล 1:1 โดยปริมาตร (v/v) คนให้เข้ากัน จากนั้นตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลา 15 ชั่วโมง กรองแยกเอาตะกอนเพคตินผ่านผ้าขาวบาง 4ชั้น ด้วย Buchner funnel พร้อมทั้งล้างตะกอนเพคตินที่ได้ด้วยเอทานอล 95 เปอร์เซ็นต์จำนวน 3 ครั้ง ครั้งละ 5 มิลลิลิตร ล้างตะกอนเพคตินด้วยอะซิโตนความเข้มข้น 50 เปอร์เซ็นต์จำนวน 3 ครั้ง ครั้งละ 5 มิลลิลิตรนำตะกอนเพคตินที่ได้อบให้แห้งที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 15 ชั่วโมงแล้วบดให้เป็นผง

เปลือกแตงโมเหลือใช้ นำไปผลิตแยม

การสกัดเพคตินด้วยน้ำกลั่น นำเปลือกแตงโมบดแห้งที่เตรียมไว้ ใส่บีกเกอร์ 40 กรัม เติมน้ำกลั่น อัตราส่วนของเปลือกบดแห้งต่อน้ำกลั่นเท่ากับ 1:12 โดยน้ำหนักต่อปริมาตร (w/v) นำไปสกัดในอ่างควบคุมอุณหภูมิที่ 95 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 60 นาที กรองผ่านผ้าขาวบาง 1 ชั้น แล้วนำเปลือกที่กรองได้ไปเติมน้ำกลั่น อัตราส่วนของเปลือกต่อน้ำกลั่นเท่ากับ 1:12 โดยน้ำหนักต่อปริมาตร (w/v) แล้วนำไปสกัดอีกครั้ง กรองผ่านผ้าขาวบาง 1 ชั้น นำสารละลายที่ได้ทั้งสองครั้งมารวมกัน ทำการตกตะกอนเพคติน

โดยเติมเอทานอลเข้มข้น 95 เปอร์เซ็นต์ ในอัตราส่วนสารละลายต่อ เอทานอล 1:1 โดยปริมาตร (v/v) ทำการคนผสมแรงๆ ให้เข้ากัน จากนั้นตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิ ห้องเป็นเวลา 15 ชั่วโมง กรองแยกเอาตะกอน เพคตินผ่านผ้าขาวบาง 4 ชั้น ด้วย Buchner funnel พร้อมทั้งล้างตะกอน เพคตินที่ได้ด้วยเอทานอล 95 เปอร์เซ็นต์ จำนวน 3 ครั้ง ครั้งละ 5 มิลลิลิตรล้างตะกอนเพคตินด้วยอะซิโตนความเข้มข้น 50 เปอร์เซ็นต์ จำนวน 3 ครั้ง ครั้งละ 5มิลลิลิตร นำตะกอนเพคตินที่ได้อบให้แห้งที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส แล้วบดให้เป็นผง

เปลือกแตงโมเหลือใช้ นำไปผลิตแยม

จากการศึกษาคุณสมบัติทางเคมีของเพคตินที่สกัดมาจากเปลือกแตงโมด้วยกรดไฮโดรคลอริกที่ความเข้มข้น 0.05 โมลาร์และน้ำกลั่น ที่อุณหภูมิ 95 องศาเซลเซียส นาน 60 นาที เปรียบเทียบกับเพคตินทางการค้า พบว่าเพคตินที่สกัดด้วยกรดไฮโดรคลอริกและน้ำกลั่นมีความชื้น เท่าปริมาณเมทอกซิล และค่าDegree of esterification ใกล้เคียงกับค่าเพคตินทางการค้าจึงเหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์แยม เป็นการต่อยอดจึงนำเพคตินที่สกัดจากเปลือกแตงโมมาศึกษาคุณภาพทางกายภาพ เคมี และประสาทสัมผัส ของผลิตภัณฑ์แยมกระเจี๊ยบแดง ขั้นตอนการทำแยมกระเจี๊ยบแดง นำกระเจี๊ยบแดงแห้งต้มกับน้ำ (อัตราส่วน1:10) อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส นาน 30นาที

หลังจากนั่นกรองเอากากมาปั่นให้ละเอียด 15 วินาที นำใส่กระทะทองเหลืองตั้งไฟอ่อนๆ แบ่งน้ำตาล 50 กรัม ผสมเพคตินเปลือกแตงโม แล้วค่อยๆโรย คนจนละลาย เติมกรดซิตริก เกลือลงไป คนให้ละลาย (เคี่ยวไฟอ่อนๆ) เติมน้ำตาลที่เหลือลงไป ใช้Refractometer วัดความหวานให้ได้ 65-68 องศาบริกซ์ หรือเมื่อยกไม้พายขึ้นแยมจะค่อยๆ ไหลลงมาช้าๆ ถือว่าใช้ได้ จากนั้นบรรจุใส่ขวดที่ฆ่าเชื้อแล้วในขณะที่แยมยังร้อนอยู่ ปิดฝาแล้วคว่ำขวดลงเพื่อฆ่าเชื้อบริเวณปากขวดนาน 1 นาที แล้วตั้งขวดกลับปกติทิ้งไว้ให้เย็นที่อุณหภูมิห้อง

เปลือกแตงโมเหลือใช้ นำไปผลิตแยม

จากการศึกษาผลของการใช้ประโยชน์จากเพคตินที่สกัดได้ ต่อคุณภาพทางกายภาพ เคมี และประสาทสัมผัส ของผลิตภัณฑ์แยมกระเจี๊ยบแดง พบว่าแยมที่ใช้เพคตินทางการค้าและเพคตินที่สกัดได้จากเปลือกแตงโม มีค่าสีและปริมาณกรดทั้งหมดไม่แตกต่างกัน แต่เมื่อวิเคราะห์ค่าความเป็นกรดด่างและปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ พบว่าแยมกระเจี๊ยบแดงที่ใช้เพคตินที่สกัดจากเปลือกแตงโมร้อยละ 0.10มีค่าความเป็นกรดด่างต่ำสุด คือ 2.24 และปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้มีค่าสูงสุด คือ 68°Brix อย่างไรตามเมื่อทดสอบทางประสาทสัมผัส พบว่าไม่มีความแตกต่างกันในแยมทุกสูตร

เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับของเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์ เพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคที่ต้องการใช้เพคตินในการประกอบอาหาร นำของเหลือทิ้งจากครัวเรือน ร้านค้า หรืออุตสาหกรรมแปรรูปผลไม้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่คณะเทคโนโลยีการเกษตร 0-2549-1955

เปลือกแตงโมเหลือใช้ นำไปผลิตแยม


มิวเซียมสยาม ชวนเดิน “ตลาดนัดอินดี้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280536

 มิวเซียมสยาม ชวนเดิน “ตลาดนัดอินดี้”

 มิวเซียมสยาม, ชวนเดิน, ตลาดนัดอินดี้, Noise Market 6

 มิวเซียมสยาม เปิดงาน “Noise Market 6” ตลาดนัดอินดี้ ที่จะขนของจิปาถะ ผลงานศิลปะ และของแต่งบ้านทำมือน่ารักๆ กว่า 100 ร้าน

        มาให้ช้อปกันอย่างจุใจ พร้อมพบไฮไลท์การแสดงดนตรีสดจากพี่ป๊อด โมเดิร์นด็อก x วงบ้านโปงลางมอดินแดง และศิลปินอิสระกว่า 30 วง พร้อมกัน ในวันอาทิตย์ที่ 4 มิถุนายน 2560 เวลา 15.30 – 20.00 น. ณ ลานสนามหญ้า มิวเซียมสยาม ถนนสนามไชย ท่าเตียน กรุงเทพฯ

 มิวเซียมสยาม ชวนเดิน "ตลาดนัดอินดี้"

 

นิด้า ผนึกม.เนชั่น ต่อต้านลวนลามทางเพศบนโซเซียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280565

นิด้า ผนึกม.เนชั่น ต่อต้านลวนลามทางเพศบนโซเซียล

การคุกคามทางเพศบนสื่อออนไลน์, การคุกคามทางเพศผ่านโซเชียล, ถกปัญหาการคุกคามทางเพศ, สื่อโซเชียล, ภัยคุกคามทางเพศ, Stop Cyber Sexual Harassment, การคุกคามทางเพศ, คมชัดลึก, นิด้า-มเนชั่น, NIDA, นิด้า, ผนึกมเนชั่น, เข็นเด็กขึ้นภูเขา

ม.เนชั่น – นิด้า ถกปัญหา “ลวนลามทางเพศภัยเงียบที่คนเพิกเฉย” ผ่านอินเทอร์เน็ต เผยคุกคามทางคำพูด กายภาพ การเขียน และใช้สายตา พร้อมรับมือด้วยการปลูกฝังสิ่งดีๆ

      “ลวนลามทางเพศภัยเงียบที่คนเพิกเฉย”  อีกหนึ่งงานเสวนาที่ทางมหาวิทยาลัยเนชั่น ร่วมด้วยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า นำโดย นายชีวิน สุนสะธรรม รองคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ ม.เนชั่น , ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์กรร่วมด้วยคณาจารย์ นิด้า รวมทั้ง ใหม่ น.ส.สุคนธวา เกิดนิมิตร  ดารานักแสดง และ พญ.เบญจพร ตันตสูติ นักจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่น เจ้าของเพจ”เข็นเด็กขึ้นภูเขา” เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจัดกิจกรรมให้มีการรณรงค์เพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ในประเทศไทย

นิด้า ผนึกม.เนชั่น ต่อต้านลวนลามทางเพศบนโซเซียล

ภาพจากเพจเฟซบุ๊ค Stop Cyber Sexual Harassment

นายชีวิน เปิดเผยว่าโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Facebook ภายใต้โครงการ Peer to peer : Facebook Global Digital Challenge ต้องการให้นักศึกษาในระดับอุดมศึกษาในประเทศจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ในประเทศของตัวเอง จัดขึ้นเพื่อร่วมพูดคุยถกถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมเหล่านี้พร้อมหาวิธีแก้ไขพฤติกรรมเหล่านี้

นิด้า ผนึกม.เนชั่น ต่อต้านลวนลามทางเพศบนโซเซียล

ชีวิน สุนสะธรรม

 ศ.ดร.ยุมล เบ็ญจรงค์กิจ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ นิด้า กล่าวว่านิด้ามองเห็นปัญหาเหล่านี้และมีความรู้สึกร่วมถึงปัญหาของสื่อออนไลน์ที่ดูเหมือนกับคนไม่ค่อยมีคนให้ความสนใจ การคุกคามทางเพศมีผลกระทบเป็นอย่างมากต่อบุคคลที่ถูกกระทำ สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานแล้วแต่ด้วยความที่มีมาตรฐานบังคับ จึงสามารถควบคุมดูแลได้อย่างทั่วถึง แต่พอมาถึงสื่อสังคมออนไลน์ด้วยมีเทคโนโลยี ทำให้ข้อมูลต่างๆที่ใส่ลงไปไม่ได้มีการควบคุมที่มากเพียงพอ จึงทำให้เกิดการคุกคามกันอย่างมากมาย

นิด้า ผนึกม.เนชั่น ต่อต้านลวนลามทางเพศบนโซเซียล

ศ.ดร.ยุมล เบ็ญจรงค์กิจ

ผศ.ดร.วรัชญ์  กล่าวว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังมีปัญหาจึงได้ไปหาคำนิยามของคำว่าการคุกคามทางเพศผ่านสื่อออนไลน์และทำการศึกษา ไม่ว่าเพศใดก็ตามก็สามารถตกเป็นเหยื่อจากการคุกคามทางเพศบนสื่อออนไลน์ได้เช่นกัน โดยการคุกคามทางเพศจะเกิดขึ้นทางคำพูดมากที่สุด รองลงมาคือทางกายภาพ การเขียนและการใช้สายตา เพราะฉะนั้นการพูดกับการเขียนก็สามารถทำให้อีกฝ่ายขายหน้า หวาดกลัวได้ ไม่ว่าการติ การชมบางคนก็อาจไม่ชอบและนำไปสู่การทำร้ายจิตใจผู้อื่น

“คนเรามักอยากหาทางระบายออก หากทำอะไรคนเดียวก็จะกลัว หากมีคนนำก็จะเริ่มตาม กล้าที่จะทำ แล้วสื่อหลักเดี๋ยวนี้ก็ใช้คำที่ส่อไปทางเพศมากขึ้น จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ บางทีสื่อก็เป็นตัวละเมิด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม การที่จะนำทางไปที่ดีได้นั้นก็อยู่ที่จิตใต้สำนึกของเรา เราควรที่จะชี้ผิดชี้ถูก สำหรับสื่ออาจจะลดสื่อทางเพศลงมาเพื่อที่จะไม่สร้างบรรทัดฐานที่ต่ำลงบนโลกโซเชียล”ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร  นิด้า กล่าว

นิด้า ผนึกม.เนชั่น ต่อต้านลวนลามทางเพศบนโซเซียล

ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต

พญ.เบญจพร ตันตสูติ  จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น กล่าวถึงการคุกคามทางเพศซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Cyber bullying ว่า ต่างจากการกลั่นแกล้งที่โรงเรียนคือในโลกออนไลน์ผู้กระทำไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตน การสืบหาหรือตามจึงเป็นเรื่องที่ยาก โลกไซเบอร์ค่อนข้างไปเร็ว ผลกระทบที่เกิดขึ้นถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นบาดแผลที่มองเห็นทางร่างกาย แต่เป็นบาดแผลที่เกิดจากการกระทำ จากงานวิจัยพบว่าเด็กวัยรุ่นช่วงอายุ 13-16 ปี เป็นวัยคึกคะนอง คิดหรือไตร่ตรองได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก ผลที่ตามมาจึงค่อนข้างอันตราย จึงทำให้มีวัยรุ่นบางรายที่ทำร้ายตัวเองและฆ่าตัวตายจากการโดนคุกคามทางเพศบนสื่อออนไลน์

นอกจากนั้น ส่วนใหญ่โพสต์ที่ไม่เหมาะสมมักจะมาจากวัยรุ่ย ด้วยความคึกคะนองจึงทำให้อาจไม่ทันคิด มาสำนึกทีหลังบ้างต้องพึงระวังเสมอว่าสิ่งที่เราโพสต์นั้นจะมีผลกระทบอะไรตามมาเพราะสิ่งที่โพสต์ลงไปเป็นการกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ โดยทั้งหมดนี้ก็อยู่ที่ความรับผิดชอบ บางคนก็ไม่ได้รับความอบอุ่นจากผู้ปกครอง ดังนั้นควรจะปลูกฝังในสิ่งที่ดีให้แก่เด็กๆเพราะการรู้เท่าทันสื่อก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ

นิด้า ผนึกม.เนชั่น ต่อต้านลวนลามทางเพศบนโซเซียล

น.ส.สุคนธวา เกิดนิมิตร

น.ส.สุคนธวา  กล่าวว่า โดยส่วนตัวมีความเห็นขัดแย้ง โดยให้ดูต้นเหตุว่าจริงๆแล้วมาจากไหน จะโทษสื่อออนไลน์อย่างเดียวก็ไม่ถูก อาจมาจากตัวเราเอง ไม่ว่าจากสื่อโทรทัศน์ หรือสื่อต่างๆรอบตัวเรา หากมีคนดูสื่ออะไรพวกนี้มากๆก็ทำให้เกิดการเลียนแบบ ต้องพยายามที่จะไม่ชักจูงให้เขาคิดตาม โดยบางคนทำเพราะเป็นบทบาทหน้าที่ที่ได้รับ อาจมีการถ่ายภาพเซ็กซีและทำให้คนติดตาม บางคนเริ่มมาลวนลามทางคำพูดไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

ดารานักแสดงสาว  กล่าวอีกว่า หลายครั้งที่โดนมากกว่าถ้อยคำบนโซเชียลเน็ตเวิร์ค ก็คือถึงขั้นส่งรูปมาถามว่านี่คือบ้านของเราใช่ไหม บางครั้งติดต่อไม่ได้ก็โทรไปหาคุณพ่อคุณแม่เลย แต่ยังไงก็เริ่มจากที่ตัวเราและพฤติกรรมของตัวและการวางตัวของเรา

นิด้า ผนึกม.เนชั่น ต่อต้านลวนลามทางเพศบนโซเซียล

ภาพจากเพจเฟซบุ๊ค Stop Cyber Sexual Harassment

พร้อมคว้าแชมป์เทศกาลดนตรีนานาชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280542

พร้อมคว้าแชมป์เทศกาลดนตรีนานาชาติ

เทศกาลดนตรีนานาชาติ, สวธ, พร้อม, คว้าแชมป์, เทศกาล, ดนตรี, นานาชาติ

สวธ.นำนักดนตรีเยาวชนเข้าค่ายซ้อมเข้ม เตรียมคว้าชัยเทศกาลดนตรีนานาชาติ พร้อมแสดงผลงานคอนเสิร์ต“น้อมรำลึกพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 10 มิ.ย.นี้

         นางพิมพ์รวี วัฒนวรางกูร อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) เปิดเผยว่า เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้แสดงความสามารถด้านดนตรีสากลและการขับร้องประสานเสียง ในระหว่างวันที่ 3-6 มิถุนายน 2560 นี้ สวธ.จึงได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการทางดนตรีสากล และการขับร้องประสานเสียง โดยนำสมาชิกวงดุริยางค์เยาวชนไทย ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ หรือ TYO จำนวน 60 คน เข้าค่ายอบรมเข้มเพื่อเตรียมพร้อมก่อนเดินทางไปแข่งขันเทศกาลดนตรีเยาวชนนานาชาติ ครั้งที่ 11 ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ในเดือนกรกฎาคม ที่จะถึงนี้

สวธ.ยังได้ร่วมมือกับจังหวัดบุรีรัมย์ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดฯ และมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ สนับสนุนให้คณะนักดนตรีTYO พร้อมด้วยนักร้องประสานเสียง วง TYC จำนวน 180 คน เข้าค่ายอบรมดนตรีร่วมกับเยาวชนในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 150 คน ในระหว่างวันที่ 7-10 มิถุนายน 2560 เพื่อจัดแสดงผลงานในรูปแบบคอนเสิร์ตรายการ “น้อมรำลึกพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ดนตรีบรรเลง ขับเพลงประสาน” ในวันเสาร์ที่ 10 มิถุนายน 2560  เวลา 18.00 น. ณ หอประชุมวิชชาอัตศาสตร์ จังหวัดบุรีรัมย์  สนใจเข้าชมการแสดงสำรองที่นั่ง โทร. 044-666-577

พร้อมคว้าแชมป์เทศกาลดนตรีนานาชาติ

พร้อมคว้าแชมป์เทศกาลดนตรีนานาชาติ

พร้อมคว้าแชมป์เทศกาลดนตรีนานาชาติพร้อมคว้าแชมป์เทศกาลดนตรีนานาชาติพร้อมคว้าแชมป์เทศกาลดนตรีนานาชาติ


วิทยาศาสตร์สู่เยาวชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280668

วิทยาศาสตร์สู่เยาวชน

สมเด็จพระเทพฯ, วิทยาศาสตร์, วิทยาศาสตร์สู่เยาวชน, สวทช, สสวท, พลังคน

สวทช. สสวท. เชฟรอน และคีนันจับมือพันธมิตรจัดงาน“ครบ 5 ปี โครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย“สร้างแรงบันดาลใจ ปลูกแนวคิดวิทยาศาสตร์สู่เยาวชน

        บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ปทุมธานี: สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานเปิดงานครบ 5 ปี โครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี จัดขึ้นโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ร่วมกับบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด สถาบันคีนันแห่งเอเชีย และมหาวิทยาลัยเครือข่าย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาด้านการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ของไทย และเป็นการวางรากฐานระยะยาวเพื่อเตรียมความพร้อมในการสร้างนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ

        นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กราบบังคมทูลว่า โครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย เป็นโครงการที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมี    พระราชดำริให้ สวทช. สสวท. และมหาวิทยาลัยเครือข่ายในประเทศไทย 8 แห่ง ริเริ่มดำเนินการนำร่องในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลายถึงมัธยมศึกษาตอนต้นทำกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่หลากหลาย โดยมีอาจารย์ นักวิจัย และพี่เลี้ยงนักศึกษาระดับปริญญาตรี โท และเอก คอยดูแลให้คำแนะนำในการทำกิจกรรม และได้เสด็จพระราชดำเนินเปิดโครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2555

วิทยาศาสตร์สู่เยาวชน

ต่อมา ในปี พ.ศ. 2559 โครงการฯ ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน ได้แก่ โครงการ Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต ทำให้การดำเนินงานได้ขยายเครือข่ายสู่สังคมและสาธารณะในวงกว้างมากขึ้น  โดยเพิ่มมหาวิทยาลัยในภูมิภาค อีกจำนวน 10 แห่ง ทำให้มีหน่วยงานรวมทั้งสิ้น 21 หน่วยงาน มีกิจกรรมวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาโดยคณาจารย์และนักวิจัยนักวิชาการไทย จำนวน 63 กิจกรรม โดยมีเด็กและเยาวชนเข้าร่วมโครงการมากกว่า30,000 คน ซึ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ สนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดสะเต็ม (Science Technology Engineering and Mathematics Education: STEM) เป็นการต่อยอดหลักสูตรโดยบูรณาการการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี กระบวนการทางวิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ เพื่อนำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริง และการประกอบอาชีพในอนาคต

        ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กราบบังคมทูลเบิกผู้แทนจากมหาวิทยาลัยเครือข่าย ผู้แทนจาก สสวท.บริษัทเชฟรอน ประเทศไทยสำรวจและผลิตจำกัด สถาบันคีนันแห่งเอเชีย และ สวทช.จำนวน 22 คน เข้ารับพระราชทานเกียรติบัตรโครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย และฟังการบรรยายพิเศษเรื่อง “Learning in an Extracurricular Learning Center (มหัศจรรย์แห่งการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในห้องทดลองมหาวิทยาลัย)” โดย ศาสตราจารย์ ดร.รูดอล์ฟ เฮอร์แบส จากทอยโทแล็บ มหาวิทยาลัยบีเลเฟลด์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และเสด็จฯ เปิดนิทรรศการ “5 ปีมหาวิทยาลัยเด็ก: ปลูกแนวคิดวิทยาศาสตร์สู่เยาวชน” พร้อมทอดพระเนตรการจัดกิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์ของเด็กนักเรียนในโครงการ อาทิ กิจกรรมวิทยาศาสตร์ตามแนวทางพระราชดำริ “เกษตรทฤษฎีใหม่” มหัศจรรย์พืชเปลี่ยนสีได้ คลอโรฟิลล์แยกร่าง สิ่งประดิษฐ์จากหลอดแอลอีดี และประดิษฐ์กล้องเพอริสโคป เป็นต้น

วิทยาศาสตร์สู่เยาวชน

        “โครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจของ สวทช. ในการพัฒนากำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งโครงการมหาวิทยาลัยเด็กฯ นี้จะเน้นเรื่องการสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนด้านวิทยาศาสตร์ให้กับเยาวชนในระดับประถมศึกษาตอนปลายและมัธยมศึกษาตอนต้น โดยเด็กจะได้เรียนรู้และเปิดโลกวิทยาศาสตร์ที่นอกเหนือจากตำราในห้องเรียน ได้รู้จักการนำวิทยาศาสตร์เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน สามารถนำไปประยุกต์และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้เกิดประโยชน์ในมิติต่างๆ ทางสังคม ผ่านกิจกรรมการทดลองโดยมีนักวิจัยหรือผู้เชี่ยวชาญเป็นพี่เลี้ยงที่คอยให้คำแนะนำปรึกษาอย่างใกล้ชิด”  ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล กล่าวเพิ่มเติม

        นายแบรด มิดเดิลตัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เชฟรอนเอเชียเซ้าท์ จำกัด กล่าวว่า “เชฟรอนให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมการศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ หรือ สะเต็ม แก่เยาวชน เพื่อพัฒนา ‘พลังคน’ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ทั้งนี้ การสนับสนุนโครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทยของเชฟรอน เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ‘Chevron Enjoy Science:สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต’ ที่เชฟรอนร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนส่งเสริมการศึกษาในสาขาสะเต็มผ่านการเรียนรู้ในระบบการศึกษาและกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียน เพื่อให้เยาวชนเห็นว่าการศึกษาในสาขานี้เป็นเรื่องสนุกน่าสนใจ เกิดแรงบันดาลใจและสนใจในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพในด้านนี้เพิ่มมากขึ้น โดยตั้งแต่ปี 2558 เชฟรอนประเทศไทยได้สนับสนุนงบประมาณกว่า 17 ล้านบาท ในการจัดกิจกรรมภายใต้โครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย และได้ขยายขอบเขตการดำเนินโครงการไปสู่มหาวิทยาลัยในภูมิภาคต่างๆ เพื่อให้เข้าถึงเยาวชนทั่วประเทศ”

วิทยาศาสตร์สู่เยาวชน

       นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ ประธาน สถาบันคีนันแห่งเอเซีย ในฐานะหน่วยงานบริหารโครงการ Chevron Enjoy Science กล่าวว่า ในปี 2560 โครงการ Chevron Enjoy Science ได้ตั้งเป้าหมายในการขยายการดำเนินกิจกรรมภายใต้โครงการมหาวิทยาลัยเด็กประเทศไทยไปสู่เยาวชนอีกกว่า 6 พันคนทั่วประเทศ พร้อมจัดอบรมแก่คณาจารย์และบุคลากรของสถาบันการศึกษาและหน่วยงานพันธมิตร เพื่อพัฒนาและสร้างเสริมศักยภาพในการออกแบบและดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ภายใต้โครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทยให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด โดยตั้งเป้าจัดการอบรมให้แก่บุคลากรปีละประมาณ 50 คน

การจัดงานครบ 5 ปีมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทยในครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-3 มิถุนายน2560 ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย โดยภายในงาน ประกอบด้วยการบรรยายพิเศษโดยวิทยากรจากทอยโทแล็บ มหาวิทยาลัยบีเลเฟลด์  / การแสดงนิทรรศการโครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย / การจัดฐานการทดลองกิจกรรมโครงการมหาวิทยาลัยเด็กสำหรับนักเรียน จำนวน 20 ฐาน อาทิ กิจกรรมวิทยาศาสตร์ตามแนวทางพระราชดำริ “เกษตรทฤษฎีใหม่” มหัศจรรย์พืชเปลี่ยนสีได้ และประดิษฐ์เครื่องกรองน้ำอย่างง่าย เป็นต้น / กิจกรรมอบรมฝึกปฏิบัติการให้แก่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยเครือข่าย โดยมีหัวข้อที่น่าสนใจ ได้แก่ ข้าว และสิ่งแวดล้อม และการจัดพิมพ์หนังสือ “คู่มือกิจกรรมมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย: สนุกวิทย์ ปลูกแนวคิดวิทยาศาสตร์สู่เยาวชน” สนใจกิจกรรมในโครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย ได้ที่ www.childrensuniversity.in.th หรือ โทร. 0-2564-7000ต่อ 77214

เปิดมุมมอง”ลูกเจ้าสัว”เชื่อการตลาดพลิกระบบการศึกษาไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280595

เปิดมุมมอง”ลูกเจ้าสัว”เชื่อการตลาดพลิกระบบการศึกษาไทย

เจ้าสัวซีพี, ทรู, ลูกเจ้าสัว, ศุภชัย, มหาชน

“ศุภชัย” หนึ่งในคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษ า แนะใช้กลไกทางการตลาดเปลี่ยนระบบการศึกษาไทย

         “ส่วนตัวเชื่อมั่นในกลไกตลาด เมื่อมีโอกาสมาเป็นส่วนหนึ่งในคณะกรรมการอิสระฯ จะนำความเชื่อกลไกตลาดเพื่อการเปลี่ยนแปลงการศึกษา” นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวในการประชุมคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏฺิรูปการศึกษา ร่วมกับนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ  นัดแรก

        ตามรายชื่อคณะกรรมการอิสระ25คนดูแล้วมีตัวแทนจากภาคเอกชนยักษ์ใหญ่ๆไม่ว่าเป็น นายศุภชัย เจียรวนนท์กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

       กล่าวถึง “นายศุภชัย. เจียรวนนท์. จากบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด ทายาทเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์” เคยเป็นหนึ่งในคณะกรรมการโครงการโรงเรียนประชารัฐ

        นาทีนี้สังคมต่างจับตามองว่า วันนี้เขามาบทบาทนี้จะน่าติดตามมากน้อยแค่ไหน

       โดย ก่อนหน้านี้ นายศุภชัย เคยพูดเรื่องการศึกษากับทีมเศรษฐกิจในเครือเนชั่นเมื่อปี 2559 กับแนวคิดและแนวทางในการผลักดันการศึกษา ว่า การจะพลิกระบบการศึกษาในบ้านเรา สิ่งที่ต้องเริ่มต้นก่อนคือ เรื่องของความโปร่งใส ปัจจุบันระบบการศึกษา 3 หมื่นโรงเรียนดูแลโดยภาครัฐ และมีงบประมาณถึง 5.1 แสนล้านบาทต่อปี แต่พบว่ายังขาดในเรื่องความโปร่งใส ขาดการเปรียบเทียบ และมองว่าคนที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาได้ก็คือครูใหญ่ของโรงเรียน ที่จะเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกกระดานนี้

       คนทั่วประเทศอยากช่วย เพราะทุกคนตระหนักดีว่า การศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป

       นายศุภชัย กล่าวว่า แต่เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าโรงเรียนนี้เป็นอย่างไร ถ้าไม่มีการบอกกล่าว ไม่มีข้อมูล ไม่รู้ว่าโรงเรียนนี้ยังขาดเรื่องอะไร และยังต้องการค่าใช้จ่ายในเรื่องอะไร หรือผลที่ออกมาเป็นอย่างไร มีการใช้จ่าย และมีวินัยอย่างไร ซึ่งจุดเริ่มต้นที่สำคัญคือ ความโปร่งใส ตามมาด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชน และเงินทุน ดังนั้นตัวครูใหญ่จึงจะเป็นกลไกการขับเคลื่อนที่สำคัญ แต่นอกจากที่เขาจะได้รับการสนับสนุนแล้ว ขณะเดียวกันก็จะต้องถูกประเมินด้วย ซึ่งจะเป็นการประเมินทั้งจากรัฐและจากชุมชนเอง

      ที่ต้องกล่าวถึงเรื่องความโปร่งใสก็เพื่อที่ว่า ภาคธุรกิจที่ต้องการเข้าไปบริจาค หากสามารถเข้าถึงข้อมูลในเรื่องการใช้จ่ายของทางโรงเรียนได้รู้ว่าทำอะไร อยู่ หรือรู้ว่าเงินที่ได้ไปนำไปใช้ทำอะไร อีกทั้งยังได้เห็นสิ่งที่เกิน หรือสิ่งที่ยังขาดได้ และเมื่อเอกชนมีความมั่นใจเขาก็จะกล้าเข้าไปช่วยสนับสนุน เงินก็จะไหลเข้าสู่ระบบการศึกษาได้มากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ การเข้าไปมีส่วนร่วมของชุมชน การมีส่วนร่วมของพ่อแม่ เพราะพวกเขาอยากให้ลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีอยู่แล้ว จะต้องมีส่วนช่วยผลักดันโรงเรียนของลูกหลานตัวเอง ซึ่งจะต้องเริ่มจากความโปร่งใสเช่นกัน แล้วจึงจะมีทุนจากชุมชนเข้าไปด้วย

      การพัฒนาด้านการศึกษาต้องยอมรับได้หากจะมีผู้นำมาจากต่างประเทศด้วย อีกประเด็นคือ ในเรื่องหลักสูตรการเรียนการสอน ซึ่งในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการจะต้องมาเขียนตำราเรียนใหม่ แต่จะหมายถึงการเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอน จากวันเวย์ เป็นทูเวย์ คือจากการสอนให้นักเรียนท่องจำและเข้าใจ เป็นการให้นักเรียนตั้งคำถาม โดยมีครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้แก่นักเรียน ซึ่งครูจะมีหน้าที่ในการมองหา และดึงศักยภาพของนักเรียนเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่เด็ก

         มีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลางของการศึกษาในอาเซียน”

         “แนวทางการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการศึกษาในอาเซียนปลายทางของการศึกษาจะไปจบที่การวิจัย และการที่เอกชนสามารถนำงานวิจัยของนักวิจัยนั้นไปใช้ได้ ดังนั้นสิ่งที่จะต้องทำคือ เราจะต้องรู้ก่อนว่า การวิจัยในเชิงเทคโนโลยีที่เป็นอนาคตของโลก มีอยู่ 4 ด้าน ได้แก่ 1.ไบโอ เทคโนโลยี 2.ดิจิทัล เทคโนโลยี 3.โรบอติก และ 4.นาโน เทคโนโลยี”นายศุภชัย กล่าวว่านั่นคือเทรนด์ของโลกในอีกกว่า 10 ปีข้างหน้า

       อย่างไรก็ตาม แผนจะบรรลุได้ตามเป้าหมายนหมายถึงว่าจะต้องเริ่มลงทุนและให้แรงจูงใจในการลงทุนในทันที โดยในส่วนของภาคเอกชนทุกคนรู้และตระหนักดีว่า นี่คือปัญหาของประเทศ

รถเข็นไฟฟ้าเพิ่มคุณภาพชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280525

รถเข็นไฟฟ้าเพิ่มคุณภาพชีวิต

รถเข็ญไฟฟ้า, มทร, Paraplegia

ผู้พิการแต่ละคนไม่ได้มีอาการเหมือนกันทุกราย บางคนอาจพิการแขน บางคนพิการขา พิการท่อนล่างเดินไม่ได้ ขณะที่บางคนพิการตั้งแต่คอลงไปก็มี

       “การวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับความพิการของผู้ป่วยแต่ละอาการ ย่อมจะตอบสนองความต้องการได้เต็มรูปแบบและมีประสิทธิภาพการใช้งานที่มากกว่า” นี่เป็นแนวคิดและนำมาสู่สิ่งประดิษฐ์ช่วยผู้พิการอัมพาตครึ่งล่าง

บุคลากร 3 สถาบันดัง ร่วมมือกันวิจัยและพัฒนาสิ่งประดิษฐ์นี้ นำโดย ผศ.ดร.เดชฤทธิ์ มณีธรรม คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ผศ.ดร.เบญจลักษณ์ เมืองมีศรี มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ และ พ.อ.ผศ.นพ.อารมย์ ขุนภาษี โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และ พ.อ.รศ.นพ.สุธี พานิชกุล วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า พร้อม น.ส.ธัญญชล  ไกรโสภณ และนายทศพร ชูชาติ นักศึกษาสาขาแมคคาทรอนิกส์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มทร.ธัญบุรี โดยใช้ชื่อว่า PMK – Electric Power Wheelchair for life หรือรถเข็นไฟฟ้าเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต มุ่งเป้าหมายสำคัญคือต้องการให้ผู้พิการอัมพาตครึ่งล่าง (Paraplegia) ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

รถเข็นไฟฟ้าเพิ่มคุณภาพชีวิต

ผลงานวิจัยนี้จะช่วยให้ผู้พิการครึ่งล่าง สามารถลุกยืนและหยิบจับสิ่งของ ตลอดจนสามารถยืนกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน หรือประกอบอาชีพเกษตรกรรมบางประเภท หรือตกแต่งกิ่งไม้ที่สูงๆ ได้ด้วยตนเอง  อิเล็กทริค พาวเวอร์ วีลแชร์นี้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ คือส่วนที่รถเข็นและส่วนหัวลากที่สามารถทำให้ผู้พิการปรับยืนได้

“ในส่วนของการปรับยืนนั้น เมื่อผู้ป่วยนั่งรถเข็นมาที่หัวลาก จะต้องทำการรัดผ้าเพื่อการพยุงผู้ป่วยด้านหลัง พร้อมกดปุ่มเพื่อปรับลุกยืนขึ้น ผู้ป่วยก็ไม่จำเป็นต้องใช้รถเข็น โดยผู้ป่วยสามารถยืนอยู่บนรถเข็นในส่วนหัวลาก และบังคับได้ 4 ทิศทาง ทั้งเดินหน้า ถอดหลัง เลี้ยวซ้ายและเลี้ยวขวา ซึ่งใช้แบตเตอรี่ขนาด 12 โวลต์ 2 ลูก ต่ออนุกรมให้ได้แรงดันไฟฟ้า 24 โวลต์ สามารถวิ่งได้ด้วยความเร็ว 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รองรับน้ำหนักได้สูงสุดถึง 100 กิโลกรัม และตัวรถเข็นมีน้ำหนักประมาณ 25 กิโลกรัม ซึ่งชาร์ตแบตเตอรี่ 1 ครั้ง ประมาณ 2 ชั่วโมง จะวิ่งได้ไกลถึง 4 กิโลเมตร” ผศ.ดร.เดชฤทธิ์อธิบาย

รถเข็นไฟฟ้าเพิ่มคุณภาพชีวิต

อิเล็กทริค พาวเวอร์ วีลแชร์ มีการบำรุงรักษาและดูแลด้วยต้นทุนต่ำ เมื่อเทียบกับการสั่งซื้อหรือนำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งยังมีขนาดกะทัดรัด สามารถเข้าในพื้นที่แคบได้ ส่วนสำคัญจากผลงานนี้คือก่อให้เกิดองค์ความรู้และเป็นต้นแบบต่อไป สำหรับแนวทางการพัฒนาต่อจากนี้ จะมุ่งเน้นในเรื่องโครงสร้างความแข็งแรงที่มากยิ่งขึ้น และการใช้งานในพื้นที่ที่แตกต่างกันไป เช่น พื้นดิน พื้นลูกรัง หรือสภาพพื้นที่ขรุขระ เพื่อให้ผลลัพธ์การใช้งานมีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นต่อไป

จากผลงานสิ่งประดิษฐ์นี้ อยากเห็นการนำไปใช้ประโยชน์ที่มีความหลากหลาย และการพัฒนาที่ดีต่อไป สิ่งสำคัญที่สุด คือการสร้างความหวังและกำลังใจในการใช้ชีวิตของผู้พิการ ให้สามารถช่วยเหลือตนเองได้มากที่สุด โดยมีคนช่วยเหลือน้อยที่สุด อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ราคาต้องเป็นมิตร ผู้พิการสามารถเข้าถึงและยอมรับได้