ยุทธการ “เซียน หัก เซียน” ในวังจันทร์ฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280863

ยุทธการ “เซียน หัก เซียน” ในวังจันทร์ฯ

ร่วมกันโกงหรือถูกใครหลอก, ตตตต, หลอก, ยุทธการ, เซียน, หัก, ในวังจันทร์ฯ, นายสมศักดิ์ ตาไชย, สกสค และ 3, นายสมมาตร มีศิลป์, ประธานกรรมการบริหารกองทุนฯ, เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค, ร่วมกันโกง หรือ ถูกใครหลอก, รมว ศธ, นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์, นายพินิจศักดิ์, สังฆกรรมวิบัติ, หมอธี

  หลังจากเปิดยุทธการปราบโกง ด้วยอำนาจพิเศษตามมาตรา 44 ขึ้นเป็นครั้งแรกในกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2558

          ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ที่ 7/2558 ลงวันที่ 16 เมษายน 2558 สั่งให้ 3 ตำแหน่งในองค์การมหาชนใน ศธ. หยุดการปฏิบัติหน้าที่เพื่อการตรวจสอบคือ 1) “ดร.อำนาจ สุนทรธรรม” เลขาธิการคุรุสภา 2.) “นายสมศักดิ์ ตาไชย” เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) และ 3.)“นายสมมาตร มีศิลป์” ผู้อำนวยการองค์การค้า ของ สกสค. ในส่วนของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ไม่ค่อยมีปัญหาใด ๆ ยกเว้นใน สกสค. โดยเฉพาะในกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษฯ ช.พ.ค. และองค์การค้า สกสค.

         ปัญหาการซื้อกระดาษเอสี่ 3 ใบ 3,000 ล้านบาท ในกองทุนฯ ของประธานกองทุนฯเป็นวาระแห่งชาติ ในการปราบโกงใน ศธ. “นายสมศักดิ์ ตาไชย” ไม่ได้เป็น “ประธานกรรมการบริหารกองทุนฯ” แต่หัวหน้า คสช.นึกว่าเป็น เพราะเป็น “เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค.” จึงถูกสั่งให้พ้นจากหน้าที่ เพื่อการตรวจสอบและเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของ ป.ป.ช. ตามคดีหมายเลขดาที่ 10-2-183/2558 ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2558 “นายเกษม กลั่นยิ่ง” ประธานกรรมการบริหารกองทุนฯ ตัวจริง จึงแซงมาเป็น ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 แทน กรรมการกองทุนฯทั้ง 16 คน ก็ต้องพิสูจน์กันไปว่า “ร่วมกันโกง?? หรือ ถูกใครหลอก??”

        พลเรือเอกณรงค์ พิพัฒนาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว. ศธ.)ในขณะนั้น ใช้ช่องทางตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 7/2558 ลงวันที่ 16 เมษายน 2558 ส่งคนเข้ามาทำความสะอาดภายในกองทุนฯและองค์การค้า สกสค. ในกองทุนฯ ส่ง”นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์” มาเป็นเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. และประธานกรรมการบริหารกองทุนฯ ผลการปฏิบัติงานของ “นายพินิจศักดิ์” เป็นที่ประจักษ์ จึงได้ข้อหาการใช้เงินกองทุนฯ โดยมิชอบ 818 ล้านบาท ตามเลขสำนวนคดีใน สอตช.(ป.ป.ท.) ที่ 021108/59 ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2559 จึงขอลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. และประธานกองทุนฯ “ดร.พิษณุ ตุลสุข” จึงต้องมาเป็นแทนตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2559

        องค์การค้า สกสค. ส่ง “ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์” ไปทำความสะอาด ผลยืมเงินกองทุนฯ 500 ล้านบาท ไปบริหารก็ไม่มีปัญญาจ่ายคืนทั้งต้นทั้งดอก เอาหนังสือจาก บริษัท ล็อกซเล่ย์ มาขายเพื่อเอาส่วนต่างกำไรเข้าองค์การค้าฯ แต่ต้องจ่ายคืนค่าหนังสือให้ บ.ล็อกซเล่ย์ ประมาณ 1,300 ล้านบาท ก็ไม่มีปัญญาจ่ายคืน จน บ.ล็อกซเล่ย์ ต้องยื่นฟ้องศาลแพ่งเป็นคดีอยู่ในขณะนี้ “ดร.สุเทพ”  ก็ลาออกจากตำแหน่ง ผอ.องค์การค้า สกสค. และ “ดร.พิษณุ”  จึงต้องรับตำแหน่ง ผอ.องค์การค้า สกสค. อีกตำแหน่งหนึ่ง ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2560

        ดร.พิษณุ  รับภาระหนักทั้งรองปลัด ศธ. , เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ประธานกรรมการบริหารกองทุนฯ และ ผอ.องค์การค้า สกสค. รวมทั้งหมด 4 ตำแหน่ง แต่รับเงินเดือนรองปลัด ศธ. เพียงแค่ไม่ถึง 100,000 บาท อีกทั้ง 30 กันยายน 2560 ต้องเกษียณอายุราชการ จึงคิดจะเสียสละเพื่อช่วยชาติ

        “ดร.พิษณุ”พร้อมจะลาออกจาก “ตำแหน่งรองปลัด ศธ.” เงินเดือนไม่ถึง 100,000บาท เพื่อมารับตำแหน่ง “เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค.” ตัวจริง 4 ปี รับค่าตอบแทนเดือนละ 250,000บาท รวมกับบำนาญในตำแหน่งรองปลัด ศธ. อีกนิดหน่อย

       ว่ากันว่า จึงมีการแก้เงื่อนไขห้ามตั้งเลขาคุรุสภา, เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. และ ผอ.องค์การค้า สกสค. ตัวจริง ในคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 7/2558 ลงวันที่ 16 เมษายน 2558 ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 17/2560 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2560 เพื่อให้ “หมอธี” นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศธ. ในขณะนี้มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ในการสรรหา เลขาธิการคุรุสภา, เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. และ ผอ.องค์การค้า สกสค. ตัวจริง วาระ 4 ปี

        เพื่อความชัวร์ ได้มีการวางหมากเซียน ยืมมือ“หมอธี”ประกาศหลักเกณฑ์ “กันคนนอก” เป้าหมายสมัครเข้ารับการสรรหา กาหนดให้คนที่จะสมัครฯ ต้องมีกรรมการคุรุสภา, กรรมการ สกสค. ลงนามรับรองจึงจะสมัครตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภาได้ตามเป้า แต่ตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. กลับมีคนนอกเป้าหมายคือ นายสมมาตร มีศิลป์ อดีต ผอ. องค์การค้า สกสค. แมวเก้าชีวิต มาสมัครด้วย

        นายสมมาตร มีศิลป์ ถูกหัวหน้า คสช. สั่งให้หยุดการปฏิบัติ หน้าที่ ผอ.องค์การค้า สกสค. เพื่อการตรวจสอบ ไม่พบการทุจริตแต่ถูกสั่งให้พ้นจากหน้าที่ฐานไม่ผ่านการประเมิน จึงไม่ขาดคุณสมบัติในการสมัคร ปัญหาไม่มีกรรมการ สกสค. คนใดกล้าแหกโผรับรอง จนนายสมมาตร ต้องเข้าร้องขอความเป็นธรรมต่อ “หมอธี” รมว.ศธ. และ ดร.ชัยพฤกษ์  เสรีรักษ์  ปลัด ศธ. ในฐานะกรรมการ สกสค. จึงต้องลงนามรับรอง รวมผู้สมัคร 4 คน คือ 1.) ดร.พิษณุ ตุลสุข 2.) นางผานิตย์ มีสุนทร 3) นายสันติ รุ่งสมัย และ 4.) นายสมมาตร มีศิลป์

         30 พฤษภาคม 2560 นายสมมาตร มีศิลป์ ผ่านด่านแสดงวิสัยทัศน์ นางผานิตย์ มีสุนทร ตกไป จึงเหลือผู้สมัครเหลือเพียง 3 คน คือ 1.) ดร.พิษณุ ตุลสุข 2.) นายสันติ รุ่งสมัย และ 3.) นายสมมาตร มีศิลป์

         วันพฤหัสบดีที่ 1 มิถุนายน 2560 ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ปีระกา ต้องเคาะครั้งสุดท้ายโดยคณะกรรมการ สกสค. มี“หมอธี” รมว. ศธ. เป็นประธานว่าใครคือผู้ต้องเสียสละเพื่อชาติ รับตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. จึงเกิดยุทธการ “เซียน หัก เซียน ในวังจันทร์” เซียนกลุ่มที่ 1) วางหมากกันคนนอกวงไม่ให้สมัครโดยต้องมีกรรมการ สกสค. รับรอง

         กลุ่มเซียนที่ 2) บรรดาซี 11 ในคณะกรรมการ สกสค. มี 5 คน โดย 4 คนที่ต้องลงนามรับรองผู้สมัครต่างพร้อมใจกันไม่เข้าร่วม “สังฆกรรมวิบัติ” โดยอ้างความเป็นผู้มีส่วนได้เสียต้องห้ามในการพิจารณาตามมาตรา 13 และมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

         “หมอธี”จึงเพิ่งรู้ว่า ถูกลูกน้อง“หลอกใช้” เป็นเครื่องมือ และ ประกาศล้มเลิกการสรรหาทั้ง 2 ตำแหน่ง คือ “เลขาธิการคุรุสภา” และ “เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค.”

0“เสือ เขาอ้อ”0

วันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน 2560

ค้นความลับ“ปริศนาแห่งเปลือกหอย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280704

ค้นความลับ“ปริศนาแห่งเปลือกหอย”

สกว, ปริศนาแห่งเปลือกหอย, หอย, อพวช, สกว,  Secret of Shells, Dazzle zone, 1 คำถาม 3 คำตอบ, อัญมณีแห่งพงไพร, หอยทากนวล

3 องค์กร นิทรรศการ “ปริศนาแห่งเปลือกหอย” นหาความลับเกี่ยวกับ “หอย” สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นในโลกเมื่อประมาณ 550 ล้านปีมาแล้ว พร้อมออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ขยายสู่ตปท.

       อุทยานการเรียนรู้ TK park ร่วมกับองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัด นิทรรศการ “ปริศนาแห่งเปลือกหอย” ( Secret of Shells) ค้นหาความลับเกี่ยวกับ “หอย” สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นในโลกเมื่อประมาณ 550 ล้านปีมาแล้ว อีกทั้งเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดีจึงสามารถดำรงเผ่าพันธุ์ได้ยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการค้นพบสัตว์จำพวกหอยแล้วกว่า 120,000 ชนิด นับเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความหลากหลายมากเป็นอันดับ 2 รองจากแมลง มนุษย์จึงมีความผูกพัน และมีการใช้ประโยชน์จากหอยนานัปการ

นิทรรศการนี้จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 3 – วันอาทิตย์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2560 ระหว่างเวลา 11.00 – 17.00 น. ณ ลานสานฝัน อุทยานการเรียนรู้ TK park ชั้น 8 (Dazzle zone) ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ผู้ชมจะได้พบกับฐานการเรียนรู้ และกิจกรรมสุดเพลิดเพลิน อาทิ ปริศนาแห่งเปลือกหอย ร่วมเรียนรู้เรื่องราวของหอยชนิดต่าง ๆ ผ่านตัวอย่างเปลือกหอยหลากหลายชนิดที่มีรูปร่าง สีสัน แตกต่างกัน ซึ่งความแตกต่างกันเหล่านี้บอกให้รู้ถึงปริศนาต่าง ๆ มากมาย ทั้งชนิด ที่อยู่อาศัย อาหารที่กิน โครงสร้าง และสีสันของเปลือก หอยจริงหรือ? พบกับหอยและญาติสนิทที่แม้จะมีรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกัน แต่ก็อยู่ในกลุ่มของหอยเหมือนกันอย่างหมึกทะเล ลิ่นทะเล ทากเปลือย และสัตว์อีกหลายชนิดที่เป็นหอยแต่ไม่เหมือนหอยเลยให้เราร่วมกันค้นหา 1 คำถาม 3 คำตอบ เข้าใจความสัมพันธ์ของหอยและเปลือกหอยกับวิถีชีวิตของมนุษย์ในมิติต่าง ๆ ทั้งวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สังคมวัฒนธรรม

ค้นความลับ“ปริศนาแห่งเปลือกหอย”

เกร็ดความรู้ที่น่าสนใจที่หลากหลาย ผ่านเกมตอบคำถาม “1 คำถาม 3 คำตอบ” เกมตอบคำถามที่จะพาผู้เข้าร่วมกิจกรรมไปหาคำตอบในเรื่องราวอันหลากหลายของหอย และ TK Workshop สนุกกับกิจกรรมเชิงปฏิบัติการที่จะทำให้เราเรียนรู้ผ่านการลงมือสุดเพลิดเพลิน พบกับ กดพิมพ์รอยประทับเปลือกหอยนานาชนิด เพื่อทำเป็นแม็กเน็ตด้วยตัวเอง และร่วมจับทะเลมาใส่แก้ว จำลองบรรยากาศหาดทรายใต้ทะเลถิ่นที่อยู่อาศัยของหอยทะเลในรูปแบบเทียนเจลสุดน่ารัก ผู้สนใจกิจกรรมสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร 02 2574300 หรือ http://www.tkpark.or.th
ศ. ดร.สมศักดิ์ ปัญหา เมธีวิจัยอาวุโส สกว. ซึ่งมาร่วมแสดงนิทรรศการ “หอยทากบก…ทรัพยากรชีวภาพที่ทรงคุณค่าของไทย” เปิดเผยว่า การจัดแสดงนิทรรศการในครั้งนี้ได้เลือกหอยทากบกและหอยทากไม่มีเปลือกซึ่งเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังกลุ่มหอยมาให้เด็ก ๆ และพ่อแม่ผู้ปกครองได้เรียนรู้ ทั้งนี้หอยทากบกจัดอยู่ในไฟลัมมอลลัสกา ชั้นหอยฝาเดียว ฟอสซิลหอยทากบกที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดพบอยู่ในต้นยุคเพอร์เมียนเมื่อราว 280 ล้านปีที่ผ่านา ความใกล้ชิดกับหอยในยุคปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาอย่างชัดเจน ทำให้เกิดช่องว่างมาจนถึงเมื่อ 100 ล้านปีที่ผ่านมา พบจำนวนหอยทากเพิ่มมากขึ้น

ค้นความลับ“ปริศนาแห่งเปลือกหอย”

ศ. ดร.สมศักดิ์ ปัญหา
ประเทศไทยมีความหลากหลายของสัตว์สปีชีส์ของหอยทากจำนวนมาก เนื่องจากทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่มีลักษณะเสมือนเป็นทางผ่าน เป็นศูนย์รวมของความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตของสามจุดที่มีความสำคัญทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ได้แก่ เขตอินเดีย-พม่า เขตซุนดาลงไปทางใต้ เขตติดต่อจีนตะวันตกถึงตะวันออก              ทั้งนี้ ประเทศไทยมีความหลากหลายของสปีชีส์ค่อนข้างสูง แต่มีปริมาณต่ำในแต่ละสปีชีส์ มีสปีชีส์ที่เหมือนกับของประเทศอื่น ๆ ในเขตชายแดนที่ติดต่อกันแต่มีความหลากหลายของสปีชีส์ที่จำเพาะในบริเวณเขตที่ราบภาคกลาง หอยทากบกถูกจัดจำแนกมากกว่า 300 สปีชีส์ ในจำนวนนี้มีกว่า 100 สปีชีส์ที่เป็นสปีชีส์ใหม่ยังไม่เคยมีการรายงานที่ใดมาก่อน และถูกตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อทศวรรษที่แล้ว ตั้งแต่ ค.ศ. 1996 เป็นต้นมา มีความเป็นไปได้ที่จะมีจำนวนสปีชีส์มากกว่า 500 ในจำนวนนี้มีหอยที่มีความโดดเด่นจำนวนมาก อาทิ หอยต้นไม้ หอยทากจิ๋ว หอยนักล่า ทำให้ผู้คนจำนวนหนึ่งขนานนามว่าหอยทากบกเปรียบเสมือน “อัญมณีแห่งพงไพร”

ค้นความลับ“ปริศนาแห่งเปลือกหอย”

ค้นความลับ“ปริศนาแห่งเปลือกหอย”
สำหรับการต่อยอดผลิตภัณฑ์จากงานวิจัย “หอยทากนวล” ในเชิงพาณิชย์ในรูปของเครื่องสำอางซึ่งได้รับการรับรองคุณภาพตามมาตรฐานของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้นำมาจัดแสดงและจำหน่ายในงานด้วยนั้น เมธีวิจัยอาวุโส สกว. กล่าวว่า ขณะนี้ได้เจรจาธุรกิจกับกลุ่มเบอร์ลี ยุคเกอร์ เพื่อนำผลิตภัณฑ์ไปขายในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน CLMV รวมถึงห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี และห้างสรรพสินค้าที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ส่วนการจำหน่ายในประเทศมีทั้งในร้านเพื่อสุขภาพและความงาม ร้านโมเดิร์นเทรด ร้านค้าออนไลน์ คลินิกเสริมความงาม และคิง พาวเวอร์ ในปีที่ผ่านมามียอดจำหน่ายมูลค่า 40 ล้าน ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่ 200 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนของกลุ่มลูกค้าชายเพิ่มขึ้นจนมากพอ ๆ กับกลุ่มลูกค้าหญิง สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะออกสู่ตลาดเป็นตัวต่อไป คือ มาส์กใต้ตา และมีลูกค้าเรียกร้องให้ทำผลิตภัณฑ์โลชั่นทาตัวด้วย

ขับเคลื่อนรพ.ชุมชน เป็น รพ.ประชารัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280774

ขับเคลื่อนรพ.ชุมชน เป็น รพ.ประชารัฐ

รพชุมชน, ขับเคลื่อนรพชุมชน, เป็น, รพประชารัฐ, รมวสธ

รมว.สธ. ขับเคลื่อนโรงพยาบาลประชารัฐพัฒนาคุณภาพการดูแลสุขภาพระดับอำเภอ เริ่มดำเนินการแล้ว 38 แห่ง ตั้งเป้าหมายรพ.ชุมชนทุกแห่งเป็นรพ.ประชารัฐปี 62

        ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) กล่าวถึงนโยบายโรงพยาบาลประชารัฐ ซึ่งเป็นโครงการที่คณะปฏิรูปโรงพยาบาลชุมชนเสนอขอรับการสนับสนุนจากกระทรวงสาธารณสุข ว่า กระทรวงสาธารณสุข พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานโรงพยาบาลประชารัฐ ได้มอบนโยบายให้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาใช้เป็นหลักในการทำงาน คือ เข้มแข็งจากภายใน เติบโตไปด้วยกัน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพื่อให้เป็นโรงพยาบาลที่มากกว่าโรงพยาบาล โดยคนในพื้นที่รู้สึกเป็นเจ้าของ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบสุขภาพระดับอำเภอ ที่เน้นการทำงานและการใช้ทรัพยากรร่วมกันของทุกภาคส่วน

ขณะนี้ ได้ดำเนินการในโรงพยาบาลอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น พบว่าได้ผลดี โดยเปลี่ยนวิธีคิดและการบริหารจัดการงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ เปิดโอกาสให้ประชาชนและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมกับโรงพยาบาล ให้ประชาชนร่วมบริจาควันละ 3 บาท หรือปีละ 1,000 บาท เมื่อป่วยสามารถใช้ห้องพิเศษฟรี ประสานภาคเอกชนรับผู้ป่วยที่พิการเข้าทำงาน และเชิญชวนบริษัทที่พร้อมทำธุรกิจที่ตอบแทนต่อสังคม ร่วมกับกรรมการสุขภาพอำเภอ และคลินิกหมอครอบครัว เริ่มระยะ1 ตั้งแต่กรกฎาคม 2560 – กันยายน 2560 ในโรงพยาบาลชุมชน 38 แห่ง ระยะที่ 2 ตุลาคม 2560-กันยายน 2561 ขยายเพิ่มจังหวัดละ 1 อำเภอทุกจังหวัด และระยะที่ 3 ตุลาคม 2561-กันยายน 2562 จะขยายผลในโรงพยาบาลชุมชนทุกแห่งทั่วประเทศ

รมว.สธ.กล่าวต่อไปว่า โรงพยาบาลชุมชนถือเป็นหัวใจของระบบสุขภาพระดับอำเภอ มีการทำงานเชื่อมต่อส่งผู้ป่วยไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปอย่างไร้รอยต่อ และรับดูแลผู้ป่วยที่พ้นระยะวิกฤตและมีอาการคงที่กลับมาดูแลฟื้นฟู โดยเฉพาะ 3 โรคสำคัญ คือ โรคหลอดเลือดสมอง การบาดเจ็บที่สมอง และการบาดเจ็บที่กระดูกสันหลัง เพื่อช่วยลดการนอนรักษาในโรงพยาบาลใหญ่ ผู้ป่วยได้รับการดูแลฟื้นฟูจากทีมหมอครอบครัวสหวิชาชีพต่อเนื่องจากโรงพยาบาลจนถึงบ้าน ทั้งด้านการทำกายภาพบำบัด โภชนาการ สอนญาติในการดูแลผู้ป่วย เพื่อช่วยลดความพิการ หรือบางรายหายเป็นปกติกลับไปทำงานเป็นพลังของสังคมได้

ใช้มา10ปีถึงเวลาปรับหลักสูตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280761

ใช้มา10ปีถึงเวลาปรับหลักสูตร

หลักสูตร, ฉบับใหม่, กพฐ, หมอธี, สวก, สพฐ, สสวท, ป1-3, อกพฐ

“หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551” ใช้มานานนับ 10 ปี ก็ถึงวงรอบที่ต้องปรับแก้ไขให้ทันยุคสมัย!!

      กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตั้งเป้าปี 2560 จะประกาศใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ฉบับใหม่) ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงรายละเอียดเนื้อหาวิชาให้มีความทันสมัย ใกล้ตัว ตลอดจนยืดหยุ่นให้สถานศึกษาสามารถบริหารจัดการเวลาได้ คาดว่าจะเสนอให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เดือนมิถุนายนนี้ พิจารณาก่อนเสนอและรมว.ศึกษาธิการ ลงนามประกาศใช้ในปีการศึกษา 2561

     เพราะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างคน เช่นเดียวกัน “การปฏิรูปหรือการปรับปรุงหลักสูตร” ก็จะถูกหยิบขึ้นมาให้ต้องชำระใหม่เสียทุกครั้ง เพราะมองว่าเป็นสาเหตุสำคัญของคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะ “หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551” ใช้มานานนับ 10 ปี ก็ถึงวงรอบที่ต้องปรับแก้ไขให้ทันยุคสมัย!!

     การปรับปรุงหลักสูตรเริ่มขยับเดินหน้าในสมัยรมว.ศึกษาธิการยุคคสช.คนที่ 2 พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี ครั้งนั้นมีการแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งชาติขึ้น มีคณะกรรมการย่อย 3 คณะ โจทย์ที่ศึกษาคือไปดูหลักสูตรฯที่ใช้อยู่ว่าอะไรเป็นปัญหาเพื่อนำมาปรับปรุงใหม่ วางเนื้อหาเป็น 2 ส่วน คือ สิ่งที่ต้องรู้ ให้เด็กเรียนในห้องเรียน และสิ่งที่ควรรู้ เรียนรู้ภายนอกห้องเรียน

ใช้มา10ปีถึงเวลาปรับหลักสูตร

     กระทั่งมีการเปลี่ยน รมว.ศึกษาธิการ คนที่ 3 มาเป็น นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ซึ่งรู้เนื้องานมาแต่สมัยเป็น รมช.ศึกษาธิการ ยุค “หมอธี” ได้ให้นโยบายและหลักการเพื่อเป็นแนวทางการปรับปรุงหลักสูตรแก่สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (สวก.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ซึ่งหน่วยงานต่างๆ จัดตั้งทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านดำเนินการเอง

    ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เล่าความก้าวหน้าการปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 กับทีมข่าว คม ชัด ลึก  ว่า นพ.ธีระเกียรติ ให้นโยบายเอาไว้ว่า เนื้อหาหลักสูตรที่ปรับปรุงจะต้องทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย สังคมโลก และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ตลอดจนสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ

      ขณะเดียวกัน ให้ยึดหลักการกระจายอำนาจ การยืดหยุ่นเรื่องของโครงสร้างเวลาเรียน เพื่อให้สถานศึกษาสามารถบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษา การจัดการเรียนรู้ ได้อย่างเหมาะสมตามบริบทของพื้นที่ แต่อยู่ภายใต้กรอบการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรฯ โดยยังยึดใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่งจากนโยบายดังกล่าว สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (สวก.) สพฐ. ได้กำหนดแผนการดำเนินการเป็น 3 ระยะ

ใช้มา10ปีถึงเวลาปรับหลักสูตร

      โดยระยะแรก การปรับโครงสร้างเวลาเรียน เพื่อเอื้อให้โรงเรียนบริหารจัดการเวลาเรียนได้คล่องตัวขึ้น ตรงนี้หมายถึงเป็นการยืดหยุ่นเวลาเรียน เช่น โรงเรียนในภาคใต้เห็นว่าในช่วงชั้นที่ 1 (ป.1-3) ควรเน้นเรียนวิชาภาษาไทย เพื่อให้เด็กจะอ่านออก เขียนได้ และเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้วิชาอื่นๆ โรงเรียนก็สามารถไปปรับลดเวลาเรียนในรายวิชาเพิ่มเติม และมาเพิ่มเวลาชั่วโมงวิชาภาษาไทย แต่จะต้องอยู่ในกรอบโครงสร้างเวลาที่กำหนดว่าไม่เกินกี่ชั่วโมง เป็นต้น ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดโครงสร้างเวลาเรียน และยกร่าง ประกาศเสนอให้ รมว.ศึกษาธิการ ลงนาม

      ดร.บุญรักษ์ อธิบายต่อว่าการปรับปรุงหลักสูตรฯ ยังคงยึด 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ แต่ในระยะที่ 2 จะปรับปรุงใน 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ วิทยาศาสตร์, คณิตศาสตร์, การงานอาชีพและเทคโนโลยี เฉพาะสาระฯที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) รับผิดชอบ

ใช้มา10ปีถึงเวลาปรับหลักสูตร

      ขณะที่ วิชาภูมิศาสตร์ ที่แยกออกมาจากกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เป็นหน้าที่ของ สพฐ. ซึ่งหลักสูตรทั้งหมดใช้จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา-มัธยมศึกษาตอนปลาย และหลังจากดำเนินการในระยะที่ 1 และ 2 เรียบร้อยแล้ว จึงจะเข้าสู่แผนระยะที่ 3 ปรับปรุงหลักสูตรฯ ใน 5 กลุ่มสาระฯ ที่เหลือ ได้แก่ ภาษาไทย, สังคมศึกษาฯ,ภาษาต่างประเทศ,สุขศึกษาและพลศึกษา และศิลปะ

       กรอบวิชาภูมิศาสตร์ ที่ สพฐ.รับผิดชอบ เดิมจะเน้นเรื่องทางสังคม แต่ที่ปรับปรุงใหม่จะเน้นอิงกับชีวิตประจำวัน เช่น พูดถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลก จะส่งผลกระทบต่อมนุษย์ ต้องปรับตัว เป็นสาระความรู้เชิงคุณภาพชีวิต ในส่วน สสวท.ทราบว่าได้จัดทำฉบับร่างเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็น

       “ที่ผ่านมาทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อจัดทำรายละเอียดในการปรับปรุงหลักสูตรมาอย่างต่อเนื่อง แต่หากมีข้อเสนอแนะ หรือแนวคิดใหม่ๆก็มาดูเพิ่มเติม และด้วยเนื้องานจำเป็นต้องอาศัยความละเอียด รอบคอบ แต่เวลานี้ก็เดินหน้าไปได้มาก อยู่ในแผนระยะที่ 1 และ 2 ที่ต้องทำรายละเอียดของเนื้อหาวิชาและโครงสร้างเวลาเรียนให้สอดคล้องกับการปรับปรุงหลักสูตรให้พร้อมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)”ดร.บุญรักษ์ กล่าว

ใช้มา10ปีถึงเวลาปรับหลักสูตร

ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร

      เมื่อปรับปรุงหลักสูตรฯ แล้วเสร็จ สพฐ.จะต้องเสนอเสนอร่างหลักสูตรฯ ให้บอร์ด กพฐ.พิจารณาก่อน แต่เนื่องจากขณะนี้ อยู่ระหว่างการสรรหาคณะกรรมการฯชุดใหม่คาดว่าจะแล้วเสร็จเดือนมิถุนายนนี้

        ดร.บุญรักษ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อบอร์ด กพฐ.ชุดใหม่เริ่มปฏิบัติหน้าที่ ก็จะตั้งคณะอนุกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (อกพฐ.) ด้านหลักสูตร ขึ้นมา 1 ชุดเพื่อพิจารณาร่าง หลักสูตรฯ หากเห็นว่าต้องมีการปรับแก้ก็จะส่งกลับมาให้ สพฐ.มาดำเนินการ แต่ถ้าพิจารณาและรับในหลักการตามกรอบของร่าง หลักสูตรฯ ก็จะเสนอให้บอร์ด กพฐ.พิจารณาและเสนอให้ รมว.ศึกษาธิการ ลงนามประกาศใช้ จึงจะถือว่าสมบูรณ์ กระบวนการตรงนี้ใช้เวลาไม่นาน สพฐ.ตั้งเป้าว่าการปรับปรุงร่างหลักสูตรฯ จะเน้นที่ 3 กลุ่มสาระฯ ให้เสร็จเรียบร้อยเพื่อให้ทันประกาศใช้ในปี 2560 ตรงนี้จะเชื่อมโยงกับการปรับปรุงเนื้อหาในหนังสือเรียนที่นักเรียนจะได้ใช้เรียนในปีการศึกษา 2561

     0 เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ quailitylife4444@gmail.com 0

เผยสถานการณ์คนไร้บ้าน ทั่วประเทศกว่า 3 หมื่นคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280703

เผยสถานการณ์คนไร้บ้าน ทั่วประเทศกว่า 3 หมื่นคน

ทั่วประเทศกว่า, หมื่นคน, สสส, อายุ 60 ปีขึ้นไป, ไม่เป็นอันตรายต่อสังคม, NCDS, Human of Street, สถานการณ์คนไร้บ้าน, My Everyday Life

สสส. เผยสถานการณ์คนไร้บ้าน ทั่วประเทศกว่า 3 หมื่นคน เฉพาะกทม.ราว 1,300คน ยังเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน วอนเปิดใจ ให้โอกาส ปรับมุมมองใหม่ สร้างความเข้าใจ

      ที่พิพิธบางลำพู นางภรณี ภู่ประเสริฐ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในงาน “กิจกรรมและเวทีเสวนาสาธารณะ Human of Street” ว่า จากสถานการณ์คนไร้บ้านทั่วประเทศ คาดการณ์มีคนไร้บ้านราว 30,000 คน และจากการสำรวจข้อมูลทางประชากรเชิงลึกของคนไร้บ้านในเขตกรุงเทพมหานครและพื้นที่เกี่ยวเนื่อง ในปี 2559 ของสสส. พบว่า มีประชากรคนไร้บ้านในกรุงเทพมหานคร ทั้งในพื้นที่สาธารณะและศูนย์พักพิงชั่วคราวจำนวน 1,307 คน โดย ร้อยละ 80 เป็นเพศชาย ส่วนใหญ่ร้อยละ 32.5 มีอายุระหว่าง 40-49 ปี ขณะที่มีผู้สูงอายุ(อายุ 60 ปีขึ้นไป)สูงถึงร้อยละ 22 ถือว่าสังคมคนไร้บ้าน เป็นสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ก่อนผู้สูงอายุปกติในสังคม และจากการทำงานของ สสส. ในช่วงที่ผ่านมา ได้ข้อค้นพบว่าคนไร้บ้านเป็นกลุ่มประชากรที่มีปัญหาทางสุขภาพมากกว่าค่าเฉลี่ยของสังคมไทยโดยรวม มีปัญหาโรคประจำตัว โดยเฉพาะความดันโลหิตสูง ถึงร้อยละ 51  ขณะที่คนทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ 20 มีปัญหาสุขภาพจิตที่ไม่รุนแรง(ไม่เป็นอันตรายต่อสังคม)ประมาณร้อยละ 70  โดยคนทั่วไป ประมาณร้อยละ 17 ร้อยละ 31 มีโรคประจำตัวโดยเฉพาะโรคไม่่ติดต่อเรื้อรัง (NCDS)  โดยคนทั่วไป ประมาณร้อยละ 22 มีปัญหาสุขภาพช่องปากร้อยละ 70  คนทั่วไป ประมาณร้อยละ 50

นอกจากนี้ สสส. ยังพบว่าการอยู่บนพื้นที่สาธารณะในระยะเวลานาน เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้สุขภาพของพี่น้องคนไร้บ้านย่ำแย่ลง และมากกว่าร้อยละ 50 มีปัญหาของการเข้าถึงบริการสุขภาพที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งมาจาก 2 ปัจจัยหลักคือ ร้อยละ 28 ไม่มีบัตรประชาชน อีกร้อยละ 22 มีปัญหา เรื่องการเข้าถึงบริการสุขภาพ สสส. จึงสนับสนุนการลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ เพื่อการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตของคนไร้บ้าน ให้สามารถกลับมาตั้งหลักชีวิตได้ ตลอดจนการสื่อสารกับสังคมให้มีความเข้าใจคนไร้บ้าน อันจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการสนับสนุนและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้บ้านอย่างยั่งยืน

เผยสถานการณ์คนไร้บ้าน ทั่วประเทศกว่า 3 หมื่นคน

“งานกิจกรรมและเวทีเสวนาสาธารณะ “Human of Street” ตอน Meet & Read คนไร้บ้าน จะเป็นการจุดประเด็นให้เกิดการแลกเปลี่ยน ถกเถียง สังเกตการณ์ “สถานการณ์คนไร้บ้าน”ในสังคมโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่เพื่อนำไปสู่การมีส่วนร่วม ออกแบบและผลักดันนโยบายสาธารณะของภาคพลเมือง ในอนาคต โดยมีเป้าหมายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ยกระดับชีวิตคนจนเมืองและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม”นางภรณีกล่าว

ขณะที่ นายสิทธิพล ชูประจง มูลนิธิกระจกเงา กล่าวว่า ที่ผ่านมามูลนิธิกระจกเงาพยายามหากระบวนการเพื่อแก้ไขปัญหาคุณภาพชีวิตด้านต่างๆ ให้กับกลุ่มคนไร้บ้าน อาทิ สถานะบุคคล สุขภาพ การเข้าถึงสิทธิและบริการด้านต่างๆ รวมถึงเศรษฐกิจ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่นำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี การแก้ปัญหาจะแก้ไขแตกต่างไปตามบุคคล ซึ่งมูลนิธิกระจกเงาได้พยายามคัดกรองและจำแนกเป็นกลุ่มๆ เช่น กลุ่มที่ขาดสถานะทางสังคม ซึ่งทำให้หางานไม่ได้ ส่งผลต่อเศรษฐกิจของคนไร้บ้าน ซึ่งนับว่าเป็นปัญหาที่ซ้อนทับกันอยู่ ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งอาจจะเป็นกลุ่มคนไร้บ้านที่เป็นผู้สูงอายุ ซึ่งจะได้รับการดูแลในรูปแบบที่แตกต่างออกไป การหารายได้ของคนกลุ่มนี้อาจจะลำบากกว่า ดังนั้นจึงต้องหารูปแบบการช่วยเหลือที่เหมาะสม ซึ่งมูลนิธิกระจกเงาในฐานะที่ทำงานคลุกคลีกับคนไร้บ้าน ก็อยากร่วมผลักดันให้ปัญหาคนไร้บ้านได้ออกสู่สาธารณะ และภาคสังคมตื่นตัวและร่วมกันแก้ปัญหาในวงกว้างมากขึ้น

เผยสถานการณ์คนไร้บ้าน ทั่วประเทศกว่า 3 หมื่นคน

ด้านนายอนรรฆ พิทักษ์ธานิน  ผู้จัดการแผนงานสนับสนุนองค์ความรู้เพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะและคุณภาพชีวิตคนไร้บ้าน กล่าวถึงโครงการ “กิจกรรมและเวทีเสวนาสาธารณะHuman of Street” ว่าเป็นแนวคิดที่ต้องการสื่อสารประเด็นคนไร้บ้านออกมาให้เข้าใจง่ายผ่านกระบวนการสื่อสารที่สนุกสนาน เนื่องจากที่ผ่านมาพบปัญหาว่าคนกรุงเทพฯ ไม่ได้รู้จักคนไร้บ้านมากนัก จึงเกิดแคมเปญนี้ขึ้น เพื่อสื่อสารกับคนภายนอกว่าชีวิตของคนไร้บ้านในปัจจุบันเป็นอย่างไร ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น นิทรรศการภาพถ่ายฝีมือคนไร้บ้าน “My Everyday Life”รวบรวมโดยนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อสื่อสารชีวิตประจำวันของคนไร้บ้าน ละครเวทีที่นำแสดงโดยคนไร้บ้านและกลุ่มมาร็องดู และบทเพลงเพื่อคนไร้บ้าน โดย จรูญวิทย์ พัวพันวัฒนะ หรือบิว เดอะวอยซ์ หนึ่งในอาสาสมัครที่เคยลงพื้นที่และสำรวจพื้นที่คนไร้บ้านกับโครงการมาแล้ว

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม“Mini Homeless Tour เรียนรู้ชีวิตคนไร้บ้าน” ที่จะเดินเท้าจากพิพิธบางลำพูเข้าไปศึกษาและพูดคุยกับคนไร้บ้านในพื้นที่เขตพระนคร เช่น ตรอกสาเก และลานคนเมือง การแสดงสินค้าและผลิตภัณฑ์จากฝีมือคนไร้บ้าน รายละเอียดอื่นๆ ติดตามได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ Penguinhomeless หรือ เว็บไซต์ http://penguinhomeless.com/humanofstreet/

5 ข้อ ห่างไกลโรคจอประสาทตาเสื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280695

5 ข้อ ห่างไกลโรคจอประสาทตาเสื่อม

มธ, โรคจอประสาทตาเสื่อม, ข้อ, DeepEye Application, AMD, dry AMD, macular, aging, wet AMD, artificial neural network

จักษุแพทย์ มธ. แนะ 5 ข้อสำหรับคนไทย ห่างไกลโรคจอประสาทตาเสื่อม เน้นการรับประทานผักใบเขียว พร้อมผุดแอปฯ คัดกรองโรคใช้งานผ่านสมาร์ทโฟน

       มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) พัฒนา “การคัดกรองโรคจอประสาทตาเสื่อมอย่างอัตโนมัติจากภาพถ่ายจอตา โดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมในรูปแบบแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน หรือ“DeepEye Application” เป็นรายแรกของโลก โดย รศ.ดร.จาตุรงค์ ตันติบัณฑิต อาจารย์ ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ เป็นหัวหน้าคณะผู้วิจัย ขณะเดียวกันคาดว่าแอพพลิเคชั่นดังกล่าวจะช่วยลดอัตราส่วนผู้ป่วยโรคจอประสาทตาเสื่อม หรือ Age-related macular degeneration (AMD) ของไทยอันจะนำไปสู่การลดความเสี่ยงการสูญเสียทางการมองเห็นในผู้สูงอายุได้ เนื่องจากโรคดังกล่าวจะพบในผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป พร้อมกับสามารถลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนที่จะเข้าถึงการให้บริการด้านสาธารณสุขของผู้ป่วยในเมืองและชนบทได้ ทั้งนี้ผลงานดังกล่าวได้รับรางวัลเหรียญทองเกียรติยศ จากการประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับโลกจากงาน International Exhibition of Inventions of Geneva ครั้งที่ 45 ณ กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา

5 ข้อ ห่างไกลโรคจอประสาทตาเสื่อม

        ผศ. นพ.ณวพล กาญจนารัณย์ อาจารย์ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หนึ่งในคณะผู้วิจัยและพัฒนาการคัดกรองโรคจอประสาทตาเสื่อมอย่างอัตโนมัติจากภาพถ่ายจอตา โดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมในรูปแบบแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน กล่าวว่า สืบเนื่องจากทั่วโลกในขณะนี้ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลกมีผู้ป่วยโรคจอประสาทตาเสื่อม หรือ AMD ประมาณ 20-25 ล้านคน ส่วนใหญ่พบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี และ8 ล้านคนในจำนวนนี้สูญเสียการมองเห็น เช่นเดียวกับในประเทศไทยที่ปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทำให้อัตราส่วนผู้ป่วยโรคดังกล่าวเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นอันดับ 4 ของโรคที่เป็นสาเหตุของตาบอดในประชากรโลก ซึ่งอาจจะเป็นสถิติที่ไม่สู้ดีเท่าไหร่นักเพราะถือเป็นปัญหาสำคัญของระบบสาธารณสุขไทยที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน

5 ข้อ ห่างไกลโรคจอประสาทตาเสื่อม

โดยปัจจุบันโรคที่เกี่ยวกับตาที่คนไทยเป็นมากที่สุดอันดับ 1คือโรคต้อกระจก เบาหวานขึ้นจอประสาทตา และต้อหินตามลำดับ แต่ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ไทยอาจมีโรค AMD ขึ้นมาอยู่เป็นอันดับที่ 2-3 แทน  ซึ่งประเภทของโรค AMD มีทั้งแบบแห้ง (dry AMD) ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบมากที่สุด โดยเกิดจากจุดกลางรับภาพจอประสาทตา (macular) ลดน้อยลงหรือเสื่อมสลาย จากกระบวนการเสื่อมตามอายุ (aging) ส่งผลให้ความสามารถในการมองเห็นค่อย ๆ ลดลง และเป็นไปอย่างช้า ๆ  ซึ่งหากมีอาการแล้วจะไม่สามารถรักษาให้กลับมามองเห็นเป็นปกติได้ แต่ก็ถือว่ายังมีความรุนแรงน้อยกว่าโรคต้อกระจกและต้อหิน ส่วนอีกประเภทคือโรคจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก (wet AMD) ที่พบประมาณร้อยละ  15-20 ของโรค AMD และมีความรุนแรงเนื่องจากทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็วอันเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดตาบอด แต่ปัจจุบันนอกจากอุบัติการณ์ของโรคนี้จะบ่อยตามอายุที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆเช่นแสงจากคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือก็อาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ช่วยเร่งให้จอประสาทตาเสื่อมก่อนวัยอันควร

สำหรับผู้ที่ต้องการห่างไกลจากโรคดังกล่าวควรปฏิบัติตนดังต่อไปนี้

         1.ควรงดสูบบุหรี่ เพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักของการเกิดโรค

         2.รักษาระดับความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ ไม่ให้สูงจนเกินไป

         3.รับประทานอาหารมีสารแอนตี้ออกซิแด้นท์ที่มีในผักสีเขียวและเหลือง

        4.หาอุปกรณ์ป้องกันหากใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นเวลานาน

        5.ผู้ที่มีญาติป่วยเป็นโรคนี้ ควรได้รับการคัดกรองโรค เพราะมีรายงานค้นพบว่าโรคนี้อาจถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้หากพบแนวโน้มการเป็นโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งนอกจากจะนำไปสู่การรักษา ลดการสูญเสีย ลดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์แล้วยังเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุได้ โดยการคัดกรองจากแอปพลิเคชั่นนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการป้องกัน ทั้งนี้แอปพลิเคชั่นคัดกรองโรคจอประสาทตาเสื่อมนี้ไทยเป็นเจ้าแรกของโลกในการคิดค้น และในอนาคตเพื่อป้องกันโรคที่เกิดขึ้นกับการมองเห็นของไทย ทางคณะทีมวิจัยกำลังจะมีการคิดค้นและพัฒนาแอปพลิเคชั่นคัดกรองโรคต้อหินต่อไป

5 ข้อ ห่างไกลโรคจอประสาทตาเสื่อม

          ด้าน รศ.ดร จาตุรงค์ ตันติบัณฑิต อาจารย์ ภาควิชาวิศกรรมไฟฟ้าคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  (มธ.)ในฐานะหัวหน้าคณะผู้วิจัยที่พัฒนา การคัดกรองโรคจอประสาทตาเสื่อม (AMD)อย่างอัตโนมัติจากภาพถ่ายจอตา โดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมในรูปแบบแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน หรือ “DeepEye Application” กล่าวว่าแอปพลิเคชั่นดังกล่าวมีประโยชน์ในการคัดกรองผู้ป่วยโรคจอประสาทตาเสื่อม ก่อนส่งต่อไปให้จักษุแพทย์รักษาอย่างละเอียด สำหรับวิธีการใช้แอปพลิเคชั่นนี้ ผู้ตรวจจะถ่ายภาพจอตาของผู้ป่วยแล้วนำภาพที่ได้มาประมวลผลผ่านแอปพลิเคชั่นว่าเป็นโรค AMD หรือไม่และเป็นประเภทใด โดยมีความแม่นยำถึงร้อยละ 99 แต่ปัจจุบันเนื่องจากประมวลผลต้องผ่านระบบโครงข่ายประสาทเทียม (artificial neural network) ที่สามารถเรียนรู้ และจดจำลักษณะเด่นของโรคตาชนิดต่าง ๆยังมีลักษณะภาพของจอประสาทตาในแอปพลิเคชั่นน้อย ทางคณะวิจัยจึงกำลังเพิ่มเติมลักษณะจอตาเข้าไปในโครงข่ายเพื่อให้เกิดความแม่นยำและมีความเสถียรมากยิ่งขึ้นซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 6 เดือน หลังจากนั้นจะสามารถนำไปใช้ได้จริงในสถานพยาบาล

เนรมิตนิทรรศการ“ไทยทำ…ทำทำไม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280682

เนรมิตนิทรรศการ“ไทยทำ…ทำทำไม”

ไทยทำทำทำไม, ไทยทำ, ทรงกลด บางยี่ขัน, ไทยธรรม  มหัศจรรย์ พันลึก, มิวเซียมสยาม, คนไทยช่างประดิษฐ์, ไทยธรรม, ไทยโอท็อป, มหัศจรรย์ พันลึก, ปลัดขิก, ตำราพรหมชาติ, กาแฟดำ อาข่า อาม่า, น้ำวุ้น, ขนมไทยไทย, ข้างวัดโพธิ์

มันจะหาดูยากๆ หน่อย! มิวเซียมสยาม ดึง 3 คนดัง เนรมิตนิทรรศการ “ไทยทำ…ทำทำไม” นิทรรศการ 3 ห้องสุดเอ็กซ์คลูซีฟพร้อมนวัตกรรม “ไทยทำ” ที่คนไทยต้องมาดู

        มิวเซียมสยาม จับมือ 3 คนดัง “ป๊อด โมเดิร์นด็อก” “ทรงกลด บางยี่ขัน” และ”ฮ่องเต้ กนต์ธร” นั่งแท่นภัณฑารักษ์รับเชิญ ร่วมเนรมิตนิทรรศการ “ไทยทำ…ทำทำไม” ประกอบไปด้วยนิทรรศการ 3 ห้องที่จะถ่ายทอดความเป็นไทยใน 3 มิติ ผ่านนวัตกรรมไทยทำกว่า 50 ชิ้น ได้แก่ ห้อง “ไทยธรรม : มหัศจรรย์ พันลึก” นำเสนอภูมิปัญญาไทยกับมหัศจรรย์ความเชื่อ ห้อง “ไทย(โอ)ท็อป : คาเฟ่ไทย ไทย” นำเสนอภูมิปัญญาไทยกับไลฟ์สไตล์ยุคปัจจุบัน และห้อง “ไทยเทค : เสียงของไม่จำเป็น” นำเสนอภูมิปัญญาไทยที่ไม่ถูกจดจำ อย่างไรก็ดี “ไทยทำ…ทำทำไม” ถือเป็นนิทรรศการครั้งแรกของมิวเซียมสยามที่ได้เชิญคนดังในหลากหลายวงการ มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานอย่างจริงจัง ทั้งนี้เพื่อร่วมพัฒนาประเด็นและวิธีการนำเสนอที่แปลกใหม่ ตลอดจนส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่สนใจและเข้าถึงพิพิธภัณฑ์ได้มากขึ้น

         นายราเมศ พรหมเย็น ผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) กล่าวว่า ในช่วงกลางปี 2560 มิวเซียมสยาม ได้จัดนิทรรศการหมุนเวียนชุด “ไทยทำ…ทำทำไม” ขึ้น โดยมีความพิเศษสุดคือเป็นนิทรรศการครั้งแรกของมิวเซียมสยาม ที่ได้เชิญผู้มีชื่อเสียงของประเทศไทยถึง 3 ท่าน มาร่วมเป็น “ภัณฑารักษ์รับเชิญ” ในการสร้างสรรค์นิทรรศการขึ้นเพื่อพัฒนาประเด็นและวิธีการนำเสนอที่แปลกใหม่ ตลอดจนส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่สนใจและเข้าถึงพิพิธภัณฑ์ได้มากขึ้น โดยเซเลบฯ ทั้ง 3 ท่าน ได้แก่ คุณป๊อด ธนชัย อุชชิน ร็อคสตาร์ของเมืองไทย หรือที่รู้จักกันในฐานะนักร้องนำของวงโมเดิร์นด็อก คุณก้อง ทรงกลด บางยี่ขัน นักคิด นักเขียน และอดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสาร a day และคุณฮ่องเต้ กนต์ธร เตโชฬาร พิธีกรและศิลปินผู้มีใจรักในงานศิลปะ DIY จะหยิบยกนวัตกรรมยี่ห้อไทยแท้ หรือสิ่งประดิษฐ์จากภูมิปัญญาไทยรวมกว่า 50 ชิ้น มาออกแบบและจัดแสดงใน 3 แนวคิด ตามแนวทางของตนเอง โดยมุ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตและรากฐานตัวตนความเป็น“คนไทยช่างประดิษฐ์” ที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาจนถึงยุคปัจจุบัน ผ่าน 3 ห้องนิทรรศการ ได้แก่ ห้อง “ไทยธรรม” ห้อง“ไทยเทค” และห้อง “ไทย(โอ)ท็อป”

เนรมิตนิทรรศการ“ไทยทำ...ทำทำไม”

          นายธนชัย อุชชิน หรือคุณป๊อด นักร้องนำวงโมเดิร์นด็อก กล่าวว่า ห้อง “ไทยธรรม” จะนำเสนอมุมมองที่อัศจรรย์ และน่าสนใจของความคิดแบบไทยๆ ซึ่งก่อให้เกิดสิ่งประดิษฐ์อันเรียบง่าย ที่ไม่เพียงใช้ในการแก้ปัญหาและแบ่งเบาความทุกข์ในชีวิตประจำวัน แต่ยังผสานไว้ด้วยศิลปะ คติ ศรัทธา และความเชื่ออย่าง “มหัศจรรย์ พันลึก” ทำให้ความง่ายๆ อย่างไทย กลายเป็นของพิเศษที่ไม่ธรรมดา อาทิ “ปลัดขิก” สิ่งประดิษฐ์รูปทรงองคชาตปลายเปิดที่ใช้ไล่ผีไม่ให้มาหลอกเด็กๆ“ตุ๊กตาเสียกบาล” ซึ่งถูกใช้เป็นตัวแทนในการรับ บาปเคราะห์ และความโชคร้ายไปแทนผู้เป็นเจ้าของ “ตำราพรหมชาติ”ปัญญาโบราณที่เป็นเสมือนเข็มทิศชีวิตในวันที่สับสน และเป็นที่พักความคิดในยามที่ชีวิตต้องมรสุม

          นายทรงกลด บางยี่ขัน นักคิด นักเขียน และอดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสาร a day กล่าวว่าห้อง“ไทย(โอ)ท็อป” จะแสดงถึงความเป็นไปได้ในการนำภูมิปัญญาไทยพื้นบ้านมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อประโยชน์ใช้สอยในชีวิตร่วมสมัย ผ่านการรังสรรค์ร้านกาแฟเก๋ๆ ในชื่อ “คาเฟ่ไทยไทย” ที่รวบรวมเอาผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาไทยมานำเสนออย่างหลากหลาย อาทิ “กาแฟดำ อาข่า อาม่า” กาแฟอาราบิก้าสัญชาติไทยที่ ให้รสชาติเข้มแบบไทยแท้แต่สดชื่น “น้ำวุ้น”นวัตกรรมเครื่องดื่มเย็นชื่นใจดับร้อนจากแดดเมืองไทย “ขนมไทยไทย” ที่ใช้แพ็คเกจจิ้งจากวัสดุธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น ใบตอง ใบเตย ใบลาน ใบจาก ใบกะพ้อ กระบอกไม่ไผ่ กะลามะพร้าว ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นตัวอย่างของการนำรากไทยมาคลี่คลายให้เห็นลู่ทางการเติบโตต่อไปในอนาคต

เนรมิตนิทรรศการ“ไทยทำ...ทำทำไม”

        นายกนต์ธร เตโชฬาร พิธีกรและศิลปินผู้มีใจรักในงานศิลปะ DIY กล่าวว่า ห้อง “ไทยเทค” จะแสดงกลไกของเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำขึ้นมาเพื่อช่วยผ่อนแรงในวิถีกสิกรรมที่ทำให้คนไทยทำงานด้วยความสะดวกสบายมากขึ้น แต่ปัจจุบันกำลังถูกมองข้ามและค่อยๆ ถูกปล่อยให้เลือนหายไปตามกาลเวลา โดยนำเทคโนโลยีแบบไทยๆ ที่หาดูยากในปัจจุบัน เช่น“ ครกกระเดื่อง” อุปกรณ์ทุ่นแรงแบบบ้านๆ ที่ใช้ในการตำข้าวขับเคลื่อนด้วยแรงจากเท้าเป็นหลัก “เครื่องสีฝัด” สิ่งประดิษฐ์ที่ใช้ช่วยในการแยกแกลบ เศษฟาง และข้าวลีบออกจากข้าวเปลือก “เกราะลอ” อุปกรณ์ที่ตีแล้วมีเสียงดังกังวานใช้สำหรับไล่ฝูงนกฝูงกาที่มากินข้าวในไร่นา หรือบางครั้งก็ใช้ตีบอกเหตุ ฯลฯ มาสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะแนวจัดวางภายใต้แนวคิด “เสียงของไม่จำเป็น”

เนรมิตนิทรรศการ“ไทยทำ...ทำทำไม”

สำหรับนิทรรศการดังกล่าวเปิดให้เข้าชมได้แล้วตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2560 เวลา 10.00 – 18.00 น. เปิดวันอังคาร – วันอาทิตย์ ณ มิวเซียมสยาม ท่าเตียน (ข้างวัดโพธิ์) กรุงเทพฯ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-225-2777 ต่อ 543 หรือเข้าไปที่ www.museumsiam.org สำหรับหน่วยงานหรือสถาบันการศึกษาที่มีความประสงค์จะนำนักเรียน นักศึกษา เข้าชมนิทรรศการเป็นหมู่คณะ สามารถติดต่อเข้าได้ที่ 02-225-2777 ต่อ 413

เนรมิตนิทรรศการ“ไทยทำ...ทำทำไม”

เนรมิตนิทรรศการ“ไทยทำ...ทำทำไม”เนรมิตนิทรรศการ“ไทยทำ...ทำทำไม”

เนรมิตนิทรรศการ“ไทยทำ...ทำทำไม”

 

เร่งจัดทำแผนกำลังคนด้านสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280671

เร่งจัดทำแผนกำลังคนด้านสุขภาพ

แผนกำลังคนด้านสุขภาพ, สธ, คปร, เร่ง, จัดทำ, แผน, กำลังคน, ด้าน, สุขภาพ

สธ.เร่งจัดทำแผนกำลังคนด้านสุขภาพในภาพรวมของประเทศเสนอ คปร. พิจารณากำหนดตำแหน่งขรก.ตั้งใหม่ภายในต้นปีงบ 61

      นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการบริหารจัดการกำลังคน ว่า กระทรวงสาธารณสุข มีบุคลากร 23 สายวิชาชีพ โดยข้อตกลงเดิมเมื่อ 5 ปีก่อนที่เป็นข้อเสนอในคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ได้กำหนดสัดส่วนข้าราชการในแต่ละวิชาชีพที่ร้อยละ 75 ยกเว้นในกลุ่มแพทย์ ทันตแพทย์ นักเทคโนโลยีหัวใจและทรวงอกอยู่ที่ร้อยละ 100 และพยาบาลวิชาชีพร้อยละ 90-100 โดยขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้ทบทวน วิเคราะห์ และจัดทำโครงสร้างอัตรากำลังที่ควรมีในแต่ละสายวิชาชีพ ในสถานบริการทุกระดับ ตั้งแต่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจนถึงโรงพยาบาลศูนย์ และสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด พร้อมทั้งเร่งจัดทำแผนกำลังคนด้านสุขภาพในภาพรวมของประเทศ ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กทม. กลาโหม ตำรวจ เพื่อเสนอต่อ คปร.พิจารณาขอกำหนดตำแหน่งข้าราชการตั้งใหม่ภายในต้นปีงบประมาณ 2561

สำหรับการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น จะใช้วิธีการบริหารตำแหน่งว่าง เช่น เกษียณอายุ ลาออก เสียชีวิต หรืออยู่ในระหว่างการเลื่อนระดับสูงขึ้น ปรับปรุงการกำหนดตำแหน่งจากสายงานอื่นที่เกินจากกรอบที่ควรมี ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงาน เช่น พนักงานราชการ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข เป็นต้นปรับปรุงการจ่ายค่าตอบแทน สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์อื่นให้เท่ากับหรือมากกว่าข้าราชการเพื่อคงบุคลากรไว้ในระบบ

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์จำนวนบุคลากรในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขพบว่า สายวิชาชีพส่วนใหญ่ยังมีจำนวนบุคลากรต่ำกว่ากรอบอัตรากำลังที่ควรมี และการบรรจุเป็นข้าราชการยังต่ำกว่าสัดส่วนที่กำหนดไว้ มีเพียงบางสายวิชาชีพที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการเกินร้อยละ 75 ของจำนวนบุคลากรที่มีอยู่

ยึดความเห็นแพทย์ใช้สิทธิ์เจ็บป่วยฉุกเฉิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280669

ยึดความเห็นแพทย์ใช้สิทธิ์เจ็บป่วยฉุกเฉิน

เจ็บป่วยฉุกเฉิน, สพฉ, UCEP

เผย UCEP เริ่มเข้าที่ แนะ ประชาชนขอผลตรวจประเมินเป็นหลักฐาน หากรพ.ยืนยันไม่เข้าเกณฑ์ใช้สิทธิเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่

        นพ.ภูมินทร์ ศิลาพันธ์ รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) กล่าวถึงสถิติการประสานงาน ของศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ศูนย์นเรนทร สพฉ.  ประจำเดือนพฤษภาคม 2560 มีจำนวนผู้ป่วยฉุกเฉินตามนโยบาย  “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ (UCEP) 72 ชั่วโมง” สะสม 2,841 คน เข้าเกณฑ์ 1,132 คน ไม่เข้าเกณฑ์ 1,709 คน ในจำนวนที่เข้าเกณฑ์ แบ่งเป็น เข้าเกณฑ์สิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า 744 คน สิทธิประกันสังคม 126 คน สิทธิข้าราชการ 209 คน และสิทธิกองทุนอื่นๆ 52 คน ขณะที่เรื่องร้องเรียน สะสมมีจำนวน 3 ราย  ร้องเรียนทางโทรศัพท์ 1 ราย ทางอีเมล์ 2 ราย โดยในเดือนพฤษภาคมมีการคอนเฟอเรนซ์ 3 สาย ปรึกษาแพทย์เวรสพฉ.จำนวน 16 กรณี

 นพ.ภูมินทร์ ยังกล่าวถึงภาพรวมการใช้สิทธิ UCEP ว่า ดีกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะการประสานงานระหว่าง ฝ่ายต่างๆ สำหรับปัญหาอุปสรรคที่ยังมีอยู่นั้นพบว่ามีความไม่เข้าใจกันระหว่างโรงพยาบาลเอกชน และประชาชน ในประเด็นว่าเข้าเงื่อนไขที่จะใช้สิทธิได้หรือไม่ อีกทั้งเกิดแง่มุมของการพิจารณาขึ้นใหม่ที่ยังไม่อยู่ในกรอบของการ ประเมินมาก่อน เช่น การที่ผู้ป่วยเรียกรถฉุกเฉินจากโรงพยาบาลเอกชนไปรับที่บ้าน หรือ การที่ผู้ป่วยมีอาการ เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต เดินทางไปพบแพทย์ โดยผ่านโรงพยาบาลรัฐ แต่ไม่รักษา และไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน ที่อยู่ในระยะทางที่ไกลกว่าแทน

นพ.ภูมินทร์ กล่าวว่า ฝากถึงประชาชนว่าหากพบผู้ป่วย หรือ รู้สึกว่าตนเองเจ็บป่วย ถ้าไม่แน่ใจว่าเข้าข่ายวิกฤติ ฉุกเฉินหรือไม่ ให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลที่ใกล้ก่อน เมื่อเข้าไปในห้องฉุกเฉินแล้วโรงพยาบาลก็จะประเมินอาการ ตามโปรแกรม ว่าเข้าข่ายที่จะใช้สิทธิเจ็บป่วยฉุกเฉินมีสิทธิทุกที่ 72 ชั่วโมงหรือไม่ ในกรณีที่โรงพยาบาลบอกว่า ไม่เข้าข่าย ให้ผู้ป่วยขอผลตรวจประเมินด้วย เพื่อที่จะได้การันตีว่าได้เข้าระบบประเมินแล้ว เพราะส่วนใหญ่ที่มี การร้องเรียน คือ โรงพยาบาลไม่เข้าระบบ ไม่คีย์ข้อมูลให้ผู้ป่วย บอกแต่เพียงว่าไม่เข้าข่ายที่จะสามารถใช้สิทธิได้  ขณะเดียวกันหากโรงพยาบาลรักษาผู้ป่วยตามสิทธิแล้ว แพทย์เจ้าของไข้ลงความเห็นว่าพ้นวิกฤต และสามารถ ย้ายไปโรงพยาบาลตามสิทธิการรักษาได้อย่างปลอดภัย โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ครบ 72 ชั่วโมง แต่ถ้าผู้ป่วยไม่ขอย้าย ไปรักษาตามสิทธิ จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง

เร่งสร้าง 10 เสือหมอครอบครัวประจำคลินิกหมอครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280769

เร่งสร้าง 10 เสือหมอครอบครัวประจำคลินิกหมอครอบครัว

หมอโสภณ, เร่งสร้าง, Primary Care Cluster  PCC, PCC  Primary Care Cluster, คลินิกหมอครอบครัว

สธ.เผยคลินิกหมอครอบครัวลดแออัดในรพ.ร้อยละ 60 ประหยัดค่าใช้จ่ายประชาชนครั้งละ 1,655 บาท

     นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการดำเนินงานคลินิกหมอครอบครัว (Primary Care Cluster : PCC) ว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินการปฏิรูประบบบริการปฐมภูมิ               ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการพลิกโฉมการดูแลสุขภาพประชาชน และรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำหนดให้มีระบบการแพทย์ปฐมภูมิที่มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวดูแลประชาชนในสัดส่วนที่เหมาะสม โดยยกระดับการบริการเดิมจากศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เป็นคลินิกหมอครอบครัว (PCC : Primary Care Cluster)  จัดแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัวลงสู่ตำบล ทำงานร่วมกับทีมสหวิชาชีพ ได้แก่ พยาบาล ทันตแพทย์ ทันตาภิบาล เภสัชกร เจ้าพนักงานเภสัชกรรม นักวิชาการสาธารณสุข เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน  นักกายภาพบำบัด แพทย์แผนไทย เพิ่มเติมในทีมหมออนามัยเดิม เรียกว่า 10 เสือหมอครอบครัว ร่วมเป็นทีมหมอครอบครัว 1 ทีม ดูแลประชาชน 10,000 คน ให้บริการประชาชน ทุกคน ทุกอย่าง ทุกที่ ทุกเวลาด้วยเทคโนโลยี

นพ.โสภณกล่าวต่อว่า ปัจจุบัน มีคลินิกหมอครอบครัวแล้ว 596 ทีมทั่วประเทศ ครอบคลุมประชากรประมาณ 6 ล้านคน และวางแผนจัดตั้งอีกปีละประมาณ 650 ทีม ครอบคลุมประชากรทั้ง 65 ล้านคนภายใน 10 ปี ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่า ช่วยลดความแออัดในการใช้บริการที่โรงพยาบาลได้ถึงร้อยละ 60  ลดการรอคอยในการไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใหญ่ ลดค่าใช้จ่ายของประชาชนและครอบครัวในการเดินทางและค่าเสียโอกาสในการหารายได้และอื่น ๆ ของตนเองและญาติ ได้ถึง 1,655 บาทต่อคนต่อครั้ง ในระยะยาว ประชาชนสามารถที่จะจัดการสุขภาพตนเองได้ ร่วมกับการดูแลของคลินิกหมอครอบครัว ได้รับการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค จะลดการป่วยในโรคที่สามารถป้องกันได้ ลดการเสียชีวิตจากการเจ็บป่วย

นอกจากนี้ ได้เร่งผลิตแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัว โดยราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวร่วมกับศูนย์แพทย์ศาสตร์ศึกษาของกระทรวงสาธารณสุข และการผลิตสาขาวิชาชีพต่าง ๆ รวมทั้งจะจัดอบรมให้ทุกสาขาวิชาชีพมีความเชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ครอบครัว ตลอดจนปรับระบบสร้างแรงจูงใจและค่าตอบแทนให้ผู้ปฏิบัติงานคงอยู่ในระบบ จัดสรรงบประมาณ สิ่งก่อสร้าง รวมทั้งครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยและจำเป็นสนับสนุนคลินิกหมอครอบครัวด้วย

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ ประชาชน อสม. สามารถติดตามความคืบหน้าและการพัฒนาของคลินิกหมอครอบครัว           ได้ทางLine@primarycarecluster (คลินิกหมอครอบครัว) และ Facebook fanpage PR4PCC (คลินิกหมอครอบครัว) โดยจัดทีม Admin ตอบคำถาม และสื่อสารข้อมูลความรู้ในด้านการดูแลสุขภาพป้องกันควบคุมโรค เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ สามารถดูแลจัดการสุขภาพตนเองและครอบครัวได้อย่างถูกต้อง