มก.เตรียมรับนิสิตระบบ “TCAS”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280993

มก.เตรียมรับนิสิตระบบ “TCAS”

มก, ทีแคส, มกเตรียมรับนิสิตระบบ, TCAS, จงรัก

“จงรัก” เผยมก.พร้อมหนุนคัดคนเข้ามหาวิทยาลัย TCAS พร้อมมอบฝ่ายวิชาการรวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนรับนิสิตในแต่ละรอบและแต่ละโครงการ ปลิ้มเด็กแห่เรียน

         ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.)เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เห็นด้วยและพร้อมให้การสนับสนุนแนวทางการรับสมัครคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลาง หรือ Thai university Central Admission System (TCAS) หรือ ทีแคส ซึ่งเริ่มดำเนินการปีการศึกษา 2561 โดยในส่วนของมก.ได้มอบหมายให้ฝ่ายวิชาการรวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนรับนิสิตในแต่ละรอบและแต่ละโครงการ เนื่องจากเป็นมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่และมีวิทยาเขตหลายแห่ง ทั้งยังมีโควต้าโครงการต่างๆ จำนวนมาก  อาทิ โควต้านักกีฬา โควต้าด้านศิลปวัฒนธรรม โควต้านักเรียน 3 จังหวัดชายแดนใต้ โควต้านักเรียนจากครอบครัวเกษตรกร หรือครอบครัวประมง เป็นต้น

แต่ละปีจะรับนิสิตปี 1 รวมทุกโครงการไม่น้อยกว่า 17,000 คน ส่วนค่าสมัครแต่ละรอบที่มหาวิทยาลัยจะดำเนินการเองนั้น โดยหลักการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะเก็บเท่าที่จำเป็น ซึ่งได้ขอดูรายละเอียดและความจำเป็นก่อน และคาดว่าจะแถลงข่าวการรับนิสิตในระบบทีแคส หลังจากการประกาศผลแอดมิชชั่นกลางปีการศึกษา 2560 เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากเกรงว่าเด็กจะสับสน
สำหรับการรับบุคคลเข้าศึกษาต่อในปีการศึกษา 2560 โดยในระบบแอดมิชชั่นกลาง เบื้องต้นได้รับรายงานว่า ผู้สมัครซึ่งมีประมาณ 80,000 คน ให้ความสนใจเลือกคณะวิชาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มากกว่า 40,000 รหัสวิชา หรือคิดเป็น 1 ใน 8 ของรหัสวิชาที่มีการเลือก

ส่ง11 ทีมประเมิน “ผอ.สกสค.จังหวัด”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/281008

ส่ง11 ทีมประเมิน “ผอ.สกสค.จังหวัด”

เกณฑ์ประเมิน, เลิกจ้าง, ประเมินการทำงาน, ผอสกสค, สกสค, ส่ง11, ทีมประเมิน, ผอสกสคจังหวัด, พิษณุ, สกสค, สพท, 6 มิย

“พิษณุ” ตั้งคณะกรรมการประเมิน 11 คณะ เตรียมลงพื้นที่ตั้งแต่ 11 มิ.ย.นี้ประเมินผลงานผอ.สกสค.จังหวัด 65 รายหลังทำงานครบ 6 เดือน ชี้ต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 75%

           เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ดร.พิษณุ  ตุลสุข  รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยว่า จากนโยบาย นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ที่กำหนดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานทุก 6 เดือน เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งขณะนี้ผู้อำนวยการ สกสค.จังหวัด จำนวน 65 คนที่ได้รับการแต่งตั้ง ไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา ก็ปฏิบัติงานครบกำหนด 6 เดือนแล้ว ดังนั้น จะต้องเข้าสู่การประเมินการทำงาน โดยสำนักงาน สกสค.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการประเมิน 11 คณะๆละ 4 คน  ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น อดีตผู้ตรวจราชการ ศธ.  อดีตผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เป็นต้น  เป็นกรรมการ โดยจะเริ่มลงพื้นที่ทำการประเมินในจังหวัดต่าง ๆ ในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ เป็นต้นไป

สำหรับหลักเกณฑ์การประเมิน เบื้องต้นจะพิจารณาการทำงานใน  2 ด้านหลัก ๆ คือ  ผลการปฏิบัติงานตามนโยบาย และ ทักษะการบริหารงาน ซึ่งผู้ถูกประเมินจะต้องได้คะแนนผ่าน ร้อยละ 70 ในการประเมินแต่ละด้าน และคะแนนรวมในทุกด้านจะต้องได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 จึงจะผ่านการประเมิน ซึ่งหากผอ.สกสค.จังหวัด ไม่ผ่านการประเมินจะต้องถูกเลิกจ้าง จากนั้นสำนักงาน สกสค.จะดำเนินการคัดเลือกผู้อำนวยการ สกสค.จังหวัดคนใหม่ มาแทน           “ในวันพรุ่งนี้ (6 มิ.ย.) ผมได้เชิญผู้อำนวยการ สกสค.ทั้ง65 ราย มาชี้แจงเกณฑ์การประเมิน ซึ่งเรื่องนี้ทุกคนเข้าใจ และพร้อมรับการประเมินเป็นอย่างดี รวมถึงได้ย้ำไปกับคณะกรรมการประเมินทั้ง 11 ชุดด้วยว่า ขอให้กรรมการทุกคนเป็นเสมือนไม้บรรทัดที่คอยวัด และสร้างมาตรฐานใหม่ของผู้อำนวยการ สกสค.จังหวัด เพื่อดูแลครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพ ให้เน้นประเมินการทำงาน การให้บริการที่โปร่งใส เป็นธรรม”ดร.พิษณุ กล่าว

รองปลัด ศธ.ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค. กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มี 6 จังหวัดที่อยู่ระหว่างการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสกสค. คือ จ.หนองคาย อุบลราชธานี มุกดาหาร ขอนแก่น อำนาจเจริญ และจ.กระบี่ ขณะที่บางจังหวัดผอ.สกสค. จังหวัด ยังไม่หมดวาระการดำรงตำแหน่ง

#หยุดสาดสีใส่เด็ก สะท้อนปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280920

#หยุดสาดสีใส่เด็ก สะท้อนปัญหา

หยุดสาดสี ใส่เด็ก, หยุดสาดสีใส่เด็ก, สะท้อนปัญหา, ตีกรอบความคิด, MUT, Hashtad

เอ็มยูที จุดประกายความคิดระบบการศึกษาไทย หยุด “ตีกรอบความคิด” ของเด็กและเยาวชน เน้นส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ติดแฮชแท็ก #หยุดสาดสีใส่เด็ก สะท้อนปัญหา

     เด็กและเยาวชนไทยปัจจุบัน มีแนวคิด พฤติกรรม และรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนมาก การพัฒนาระบบการศึกษา จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทั้งในส่วนของรูปแบบการเรียนการสอน และเนื้อหาหลักสูตรให้มีความน่าสนใจ กระตุ้นให้เกิดความอยาก ใคร่รู้ มากกว่าการสอนแบบเดิม เน้นการสร้างความรู้มากกว่าการท่องจำ รวมทั้งต้องสร้างบรรยากาศ สภาพแวดล้อมให้เหมาะสมเอื้อต่อการพัฒนาองค์ความรู้ด้วย

       ผศ.ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม รองอธิการบดี ฝ่ายนโยบายและแผน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร หรือ เอ็มยูที (MUT) เปิดเผยว่า สถาบันอนาคตไทยศึกษา ระบุว่า ปัญหาการศึกษาของเด็กไทยมีปัญหา ตั้งแต่เด็กวัยก่อนเรียนไปจนถึงมหาวิทยาลัย ร้อยละ 20 ของเด็กก่อนวัยเรียนมีพัฒนาการที่ต่ำกว่าวัย เด็กชั้นประถมศึกษาประมาณ 140,000 คนอ่านหนังสือไม่ออก และกว่า 270,000 คนเขียนหนังสือไม่ได้ ส่วนเด็กชั้นมัธยมศึกษากว่า 1 ใน 3 ไม่สามารถอ่านจับใจความได้ ส่วนการที่จะเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้นั้น จำเป็นต้องเข้ามาเรียนในกรุงเทพ ดังเห็นได้จากโรงเรียนที่คะแนนโอเน็ตสูงสุด 50 โรงเรียน จำนวน 34 โรงเรียนอยู่ในกรุงเทพ ส่วนนักศึกษามหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่เมื่อเรียนจบ จะได้งานต่ำกว่าวุฒิที่จบการศึกษา และเงินเดือนไม่สูงนัก

#หยุดสาดสีใส่เด็ก สะท้อนปัญหา

ปัญหาดังกล่าว ส่วนหนึ่งเกิดจากระบบการสอนแบบเดิมที่มักจะตีกรอบความคิด สอนให้ท่องจำ ไม่เน้นการคิดวิเคราะห์ ทำให้เด็กหรือเยาวชนรุ่นใหม่ขาดอิสระทางความคิด ขาดความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายในการเรียน นำไปสู่การพัฒนาบุคลากรพร้อมใช้ในอนาคตไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ดังนั้น MUT จึงได้ออกแคมเปญรณรงค์ #หยุดสาดสีใส่เด็ก เพื่อศึกษาถึงความคิดและความต้องการของเด็กและเยาวชนต่อระบบการศึกษาปัจจุบัน รวมทั้งกระตุกต่อมความคิดต่อระบบการศึกษาไทยจากคนไทยทุกคน

#หยุดสาดสีใส่เด็ก สะท้อนปัญหา

ผศ.ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม

      ผู้ที่ต้องการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบการศึกษาของไทย สามารถแสดงความคิดเห็นและติด แฮชแท็ก (Hashtad) #หยุดสาดสีใส่เด็ก ได้ทั้งในสื่อสังคมออนไลน์ Facebook และ Instagram 

“ถึงเวลาแล้วที่ ระบบการศึกษาไทย จะก้าวผ่านสู่การศึกษา 4.0 ที่มุ่งเน้นการเรียนการสอนแบบ Active Learning ส่งเสริมให้เกิดการคิดวิเคราะห์ ประมวลผลความรู้มากกว่าการท่องจำ เช่นเดียวกับ MUT ที่ได้ปรับและเปลี่ยนเนื้อหารายวิชาให้เหมาะสมกับรูปแบบกิจกรรม เพื่อกระตุ้นความสนใจและความคิดสร้างสรรค์จากผู้เรียน โดยพบว่า กลุ่มนักศึกษามีความสุขกับการเรียน ส่งผลให้มีผลการเรียนที่ดีขึ้นมากเดิมกว่าร้อยละ 70” รองอธิการบดีกล่าว

สทศ.เลิกสอบสังคม”โอเน็ต”ป.6-ม.3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280970

สทศ.เลิกสอบสังคม”โอเน็ต”ป.6-ม.3

สอบโอเน็ตป6ม3, วิชาสังคมฯ, สทศตัด, ป6, ม3, ตัดวิชาสังคม, ปีการศึกษา 2560, โรงเรียนประเมินเอง, โอเน็ต, สทศ, สพฐ, สพท, ศธจ, ทปอ

ศธ.ประกาศสอบโอเน็ตปีการศึกษา 60 ป.6 และม.3 เหลือ 4 วิชา ตัดวิชาสังคมฯ ออกให้โรงเรียนประเมินเอง

            ก่อนหน้านี้กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) มีข้อเสนอให้ตัดวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ออกจากการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ซึ่งจัดสอบโดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สทศ.) แล้วให้โรงเรียนเป็นผู้ประเมินวิชาดังกล่าวเองนั้น

ล่าสุดการจัดสอบโอเน็ต ประจำปีการศึกษา 2560 ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 และมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จะมีขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2561 สทศ.ประกาศจัดสอบเพียง 4 วิชา  คือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เท่านั้น ไม่มีการสอบวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.60- นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ชี้แจงว่า แม้ สทศ. จะไม่จัดสอบโอเน็ตวิชาสังคมศึกษาฯ ในระดับป.6 และม.3 แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการสอบวัดผลประเมินผล ในวิชาดังกล่าว แต่จะเป็นการจัดทดสอบแบบเข้มข้นในทุกชั้นปีตั้งแต่ ป.1 –ม.6  โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ไปหาวิธีการประเมินที่เหมาะสมกับบริบทแต่ละพื้นที่ มีความเป็นธรรมและใกล้ชิดเด็ก

ส่วนการสอบโอเน็ต ระดับม.6  ไม่มีการเปลี่ยนแปลง สอบ 5 วิชาเหมือนเดิม คือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และวิชาสังคมศึกษาฯ ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง เพราะเกี่ยวข้องกับการรับเด็กเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย หากจะตัดรายวิชาใดออกคงต้องหารือกับที่ประชุมอธิการบดี (ทปอ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน

“ผมให้นโยบายไปว่า การประเมินวิชาสังคมศึกษาฯ อยากให้เน้นหน้าที่พลเมือง ความเป็นไปในสังคม และศีลธรรม เพื่อให้เด็กสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตจริง ไม่ใช่เรียนเพื่อสอบอย่างเดียวแล้วลืมหมด อยากให้เน้นเรื่องเหล่านี้ขึ้นมา ไม่ใช่ไปรวมอยู่ในสังคมศึกษาฯทั้งหมด ซึ่งได้มอบให้ สพฐ. ศธจ.และสพท.ไปร่วมกันหาวิธีการประเมินที่มีคุณภาพมาตรฐาน และให้ประเมินทุกปี โดยต้องประเมินอย่างเป็นจริง ไม่ใช่มารอประเมินทีเดียวเมื่อจบช่วงชั้น เพื่อให้ครูได้ใกล้ชิดเด็ก และรู้ว่า เด็กมีความรู้ผิด ชอบ ชั่วดี ที่ถูกต้องว่า เป็นอย่างไร” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาก็เคยมีการปรับเปลี่ยนตัดสอบบางวิชาในการสอบโอเน็ตมาแล้ว คือการสอบโอเน็ต ปีการศึกษา 2558 ได้ตัดสอบ วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา วิชาศิลปะ และวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี ออก

ขณะที่ รศ.ดร.สัมพันธ์  พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการ สทศ. กล่าวว่า การตัดวิชาสังคมศึกษาฯ ออกจากการสอบโอเน็ตชั้นป.6 และม.3 เพราะเห็นว่า เป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับบริบทของโรงเรียนในแต่ละพื้นที่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นนโยบายของรัฐมนตรีว่าการศธ.

ดังนั้นจึงควรให้ตนสังกัดจัดสอบเอง ไม่เกี่ยวกับกรณีที่ มีการวิพากษ์วิจารณ์ ว่าข้อสอบสทศ. กำกวม เนื่องจากที่ผ่านมาสทศ.มีการพัฒนาข้อสอบอย่างต่อเนื่องและในการจัดสอบโอเน็ตปีการศึกษา 2559 ที่ผ่านมา ก็ไม่มีข้อสอบผิด

จี้ “หมอธี” ล้มสรรหา “รองศธภ.”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280972

จี้ “หมอธี” ล้มสรรหา “รองศธภ.”

รองศธภรอเพลท, คุรุสภา, สกสค, หวั่น, มงคลกิตติ์ เลขาฯภตช, ศธภ, จี้หมอธีล้มสรรหา, จี้, หมอธี, ล้มสรรหา, รองศธภ, มงคลกิตติ์, ภตช, รองศึกษาธิการภาค หรือ ศธภ, รอง ศธภ, รองศึกษาธิการภาค

“มงคลกิตติ์”จี้”หมอธี”ล้มสรรหา”รองศธภ.”ชี้ขัดหลักธรรมาภิบาล ส่อล็อกสเปก ไม่เปิดกว้าง ผู้สมัครน้อยราย สมัครข้ามภาคไม่ได้ หวัน!ซ้ำรอยสรรหาเลขา สกสค.-คุรุสภา

          เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2560 ภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ(ภตช) นำโดย นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการคณะกรรรมการภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ ส่งผู้แทนไปยื่นหนังสือถึง นายแพทย์ ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กรณี การสรรหารองศึกษาธิการภาค เนื่องด้วย ภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ(ภตช) ได้รับร้องเรียนจาก ผู้ที่ไม่สามารถสมัครเข้ารับการสรรหาดังกล่าวจำนวนมาก ซึ่งทาง ภตช.ก็ได้ตรวจสอบเบื้องต้นของการออกประกาศคณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับต้น สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ(รองศึกษาธิการภาค หรือ ศธภ.) ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2560 ในข้อ 3.คุณสมบัติของผู้สมัคร

          1.เป็นผู้ดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ประเภทอำนวยการ ระดับสูง หรือ ศึกษาธิการจังหวัด อยู่ก่อนวันที่มีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 3 เมษายน 2560 ใช้บังคับ(ทั้งนี้ความหมายของตำแหน่งประเภทอำนวยการ ระดับสูง และ ศึกษาธิการจังหวัด ให้เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค เรื่อง คำวินิจฉัยคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ลงวันที่ 7 เมษายน 2560)

          “จะสังเกตว่า ผู้ที่จะสมัครได้มีจำนวนจำกัด อาทิ ศึกษาธิการจังหวัด เท่านั้น ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวจะต้องดูแลครูสังกัด สพฐ ในระดับ อนุบาล-ประถมศึกษา-มัธยมศึกษา จำนวนกว่า 4.5 แสนคน อีกทั้งจำนวนผู้สมัครในตำแหน่ง รองศึกษาธิการภาค มีจำนวนน้อยราย อีกข้อหนึ่งก็คือ การรับสมัครสรรหา รองศึกษาธิการภาค ครั้งนี้ จะไม่มีการสมัครข้ามภาคในศึกษาธิการจังหวัดในภาคนั้นๆ ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติ เพราะปกติจะต้องเป็นการรับสมัครในภาพรวมแล้วขึ้นบัญชีตามลำดับคะแนน”นายมงคลกิตติ์ กล่าว

          นายมงคลกิตติ์  กล่าวอีกว่า อาทิ รองศึกษาธิการภาค 1 มี 3 ราย ,รองศึกษาธิการภาค 2 มี 3 ราย,รองศึกษาธิการภาค 4 มี 3 ราย,รองศึกษาธิการภาค 6 มี 2 ราย,รองศึกษาธิการภาค 7 มี 2 ราย,รองศึกษาธิการภาค 8 มี 2 ราย,รองศึกษาธิการภาค 9 มี 3 ราย,รองศึกษาธิการภาค 10 มี 2 ราย,รองศึกษาธิการภาค 13 มี 4 ราย,รองศึกษาธิการภาค 14 มี 2 ราย,รองศึกษาธิการภาค 15 มี 2 ราย,รองศึกษาธิการภาค 17 มี 3 ราย

           สรุป สมัคร 2 ราย จำนวน 6 ภาค คิดเป็น 50% , สมัคร 3 ราย จำนวน 5 ภาค คิดเป็น 41.167%,สมัคร 4 ราย จำนวน 1 ภาค คิดเป็น 8.3%,ทำให้การสมัคร รองศึกษาธิการภาค มีลักษณะการสมัครคล้ายการสมัครสรรหา เลขาธิการ สกสค. และ เลขาธิการคุรุสภา ซึ่ง นายแพทย์ ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สั่งล้มไป เพราะมีผู้สมัครน้อยราย การประกาศอาจจะล๊อกสเป็คเฉพาะผู้สมัครบางรายจึงไม่ชอบด้วยกฏหมาย

          ข้อสังเกตแนะนำเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมีธรรมาภิบาลในการสมัครเข้ารับการสรรหาเป็น รองศึกษาธิการภาค(รอง ศธภ.) คือ ควรมีการเปิดกว้างให้สมัครเข้ารับการสรรหาได้ กับ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษา-มัธยมศึกษา ประเภท เชี่ยวชาญ ระดับ 9 กว่า 20 ราย , ผู้อำนวยการโรงเรียน ประเภท เชี่ยวชาญ ระดับ 9 กว่า 60 ราย, ผู้อำนวนการสำนักงานศึกษาเอกชนระดับจังหวัด-ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.ระดับจังหวัด ประเภท เชี่ยวชาญ ระดับ 9 และ ผู้อำนวยการสำนัก ประเภท เชี่ยวชาญ ระดับ 9 ใน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน .สภาการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวะศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการศึกษาเอกชน สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย มีจำนวนกว่า 200 ราย

          “ดังนั้น ภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ(ภตช) จึงเรียนมายัง นายแพทย์ ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขอให้ตรวจสอบ และ ทบทวนแก้ไขการออกประกาศคณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับต้น สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ(รองศึกษาธิการภาค) ว่าอาจจะปิดกั้นไม่เปิดกว้างซึ่งอาจจะขัดหลักธรรมาภิบาล มีผู้สมัครจำนวนน้อยรายผิดปกติ และ ไม่มีการสมัครข้ามภาคกันซึ่งผิดปกติ เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะการที่จะปกครอง ครูกว่า 4.5 แสนคนได้นั้น จะต้องมีความยุติธรรม ตรวจสอบได้ ตอบคำถามได้ ให้ความเสมอภาค เป็นธรรม กับ ผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเท่าเทียมกัน การบริหารราชการแผ่นดินจะไม่วุ่นวายเพิ่มปัญหา เหมือนที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้”นายมงคลกิตติ์ กล่าว

ทุนสะเต็มศึกษาไปญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280917

ทุนสะเต็มศึกษาไปญี่ปุ่น

STEM Education ญี่ปุ่น, สสวท, ทุน, เต็ม, ศึกษา, ญี่ปุ่น

สสวท. ให้ทุนด้านสะเต็มศึกษาแก่ครูและนักเรียนไทย ไปประเทศญี่ปุ่น

        ดร. พรพรรณ  ไวทยางกูร ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กล่าวว่า โครงการ Thailand-Japan Collaborative Project on STEM Education : Teacher Training on Robotics for STEM Education เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนทุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น ในการพัฒนาครูให้ได้เรียนรู้ และฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับ STEM Education รวมทั้งการจัดค่าย Robotics ให้กับนักเรียนที่สนใจ โดยวิทยากร ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น

เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2560 ผู้สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมและดาวน์โหลด ใบสมัครได้ที่เว็บไซต์  http://www.stemedthailand.org  ติดต่อสอบถามและส่งใบสมัครได้ที่ ศูนย์สะเต็มศึกษาแห่งชาติ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)  924 ถนนสุขุมวิท แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 โทร. 02-392-4021   ต่อ 3503 โทรสาร 02-382-3243 e-mail: suthida.k@proj.ipst.ac.th

ครูจะเรียน4ปีหรือไม่ส.ค.ศ.ท.ต้องทำวิจัยก่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280899

ครูจะเรียน4ปีหรือไม่ส.ค.ศ.ท.ต้องทำวิจัยก่อน

ผลิตครู, เปิดปิดภาคเรียน, สคศท, สพฐ, สกอ, มคอ1

ที่ประชุม ส.ค.ศ.ท. เห็นพ้องศึกษา วิจัยการผลิตครู ก่อนนำเสนอรมว.ศึกษาธิการ พร้อมชงเปิด-ปิดเทอมแบบเดิม สัมพันธ์โรงเรียนสังกัดสพฐ. แก้ปัญหาการจัดฝึกประสบการณ์ครู

         รศ. ดร.ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ  ในฐานะประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.) กล่าวว่า การประชุม ส.ค.ศ.ท. เมื่อเร็วๆนี้ ได้หารือเกี่ยวกับการให้ผลิตและพัฒนาครู ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ 35:5 จะเห็นด้วยกับการผลิตครู 4 ปี

แต่ทั้งนี้ ที่ประชุมฯ เห็นว่ายังต้องมีการศึกษา วิจัย พิจารณาและเก็บข้อมูล ให้ลุ่มลึก รอบด้านอีกมากเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ที่สุด จึงจะเสนอต่อ นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของประเทศชาติ ถือว่าสำคัญมาก ที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องมีส่วนร่วม ไม่ใช่เรื่องที่จะสรุปง่ายๆแต่เฉพาะเพียงในที่ประชุมใดประชุมหนึ่งเท่านั้น

ทั้งนี้  ที่ประชุมยังเสนอให้กลับไปเปิด- ปิดภาคเรียนแบบเดิม เพื่อให้สัมพันธ์สอดคล้องกับการเปิด-ปิดภาคเรียนกับโรงเรียน ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ซึ่งเป็นสถานที่ฝึกประสบการณ์ของนิสิตนักศึกษาตลอดหลักสูตรมาก

เพราะทุกวันนี้มีปัญหาเกี่ยวกับการจัดการฝึกประสบการณ์ระหว่างเรียนและการฝึกสอนให้แก่นิสิตนักศึกษามาก เนื่องจากโรงเรียนเปิดภาคเรียน มหาวิทยาลัยปิดภาคเรียน พอโรงเรียนปิดภาคเรียน มหาวิทยาลัยกลับเปิดภาคเรียน

นอกจากนั้น สภาคณบดีฯ มีมติให้ติดตามเร่งรัด สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ให้อนุมัติดำเนินการแก้ไขปรับปรุง มาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (มคอ.1) สาขาครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ โดยเร็ว

“อุทยานการเรียนรู้แม่ฮ่องสอน” แหล่งเรียนรู้แห่งใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280890

“อุทยานการเรียนรู้แม่ฮ่องสอน” แหล่งเรียนรู้แห่งใหม่

อุทยานแห่งชาตืแม่ฮ่อนสอน, ห้องสมุดมีชีวิต, องค์การมหาชน, ทีเค พาร์ค, โตอ่อน, Reading Room, Kids Room, Studio Room, Study Room, Mork Mai Space, Good Net, E-tech and Library, Training, Smart Room

เปิดตัว “อุทยานการเรียนรู้แม่ฮ่องสอน” พื้นที่สร้างสรรค์การเรียนรู้ใหม่ยุค 4.0 พัฒนาแหล่งเรียนรู้ เพื่อพัฒนาการศึกษาและคุณภาพชีวิต

       เปิดอุทยานการเรียนรู้แม่ฮ่องสอน ณ อาคารหมอกใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอนอย่างเป็นทางการ โดยหวังให้เป็นคลังความรู้และแหล่งปฏิรูปการเรียนรู้ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทย ที่สามารถทำให้เด็กและเยาวชนสามารถเรียนรู้ และแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง โดยมีพลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี ซึ่งอุทยานดังกล่าวผ่านระบบการบริหารจัดการ และเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมและทันสมัยสอดคล้องกับการเรียนรู้ในยุค 4.0 ตลอดจนเป็นพื้นที่สร้างสรรค์การเรียนรู้และเสริมสร้างทักษะและศักยภาพในด้านต่างๆ เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ให้กับประชาชนทุกกลุ่มทุกวัย ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ให้เป็นคนที่มีคุณภาพ เพื่อเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวไกลสู่อนาคตต่อไป 

         นายราเมศ พรหมเย็น รักษาการรองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้และผู้อำนวยการสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ กล่าวว่า  อุทยานการเรียนรู้แม่ฮ่องสอน เป็นเครือข่ายอุทยานการเรียนรู้แห่งที่ 22  ที่เปิดให้บริการในรูปแบบ “ห้องสมุดมีชีวิต” อย่างเต็มรูปแบบ  ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของ 3 หน่วยงานได้แก่ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) โดยสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (ทีเค พาร์ค) เทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน และวิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน  ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกันตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2558  จากนั้นได้ทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ  ทำให้เกิดใช้องค์ความรู้และทรัพยากรร่วมกันเพื่อทำประโยชน์ให้แก่ชุมชน และสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“อุทยานการเรียนรู้แม่ฮ่องสอน” แหล่งเรียนรู้แห่งใหม่

           “อุทยานการเรียนรู้แม่ฮ่องสอน ถือเป็นอุทยานการเรียนรู้ขนาดเล็ก  ได้พัฒนาและปรับปรุงพื้นที่อาคารศูนย์พัฒนาทักษะและการเรียนรู้ ICT แม่ฮ่องสอน มาเป็น “อุทยานการเรียนรู้แม่ฮ่องสอน” ตามแนวคิดห้องสมุดมีชีวิต โดยเพิ่มเติมในเรื่องของความคิด สร้างสรรค์ จินตนาการ นันทนาการ ดนตรี และกิจกรรม เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่เหมาะกับยุคสมัย และมีจุดเด่นสำคัญด้านไอที  ซึ่งเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่จังหวัดห่างไกล ภูมิประเทศรายล้อมด้วยภูเขา การเดินทางค่อนข้างยากและต้องใช้เวลา  การพัฒนามาจากศูนย์ ICT เดิม ซึ่งมีระบบไอทีที่ดี  จึงเป็นส่วนช่วยให้สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว  โดยเฉพาะระบบห้องสมุดอัตโนมัติที่ ทีเค พาร์ค เป็นแม่ข่ายให้การบริการ  ทำให้เด็กๆ เยาวชนและคนแม่ฮ่องสอนสามารถค้นคว้าหาความรู้ต่างๆ ได้เท่าเทียมกับเยาวชนในภูมิภาคต่างๆ  

           ทีเค พาร์ค ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านห้องสมุดมีชีวิต และให้คำปรึกษาแนะนำด้านกายภาพ สนับสนุนหนังสือและสื่อการเรียนรู้ ระบบห้องสมุดอัตโนมัติ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน กิจกรรมเชิงสาธิต และเรื่องของการบริหารจัดการ เพื่อให้อุทยานการเรียนรู้แม่ฮ่องสอนเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เอื้อต่อกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนทุกกลุ่มทุกช่วงวัย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การเสริมสร้างและพัฒนาการแสวงหาความรู้ และกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่แข็งแกร่ง จะทำให้เด็ก เยาวชน และประชาชนชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นผู้ที่มีความรอบรู้ พัฒนาคุณภาพการศึกษา การเรียนรู้ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อเป็นรากฐานที่ดีในการพัฒนาจังหวัดแม่ฮ่องสอนต่อไป 

“อุทยานการเรียนรู้แม่ฮ่องสอน” แหล่งเรียนรู้แห่งใหม่

         นอกจากนี้ยังได้จัดทำสื่อสาระเพื่อการเรียนรู้ท้องถิ่นภาคเหนือ ประกอบด้วยหนังสือทั้งหมด 3 เล่ม ได้แก่ หนังสือนิทานภาพ เรื่อง “สามฤดูในเมืองสามหมอก” ซึ่งได้รับเกียรติจากศิลปินชื่อดัง เทพศิริ สุขโสภา วาดภาพประกอบ ต่อมาเป็น เรื่อง “โตอ่อน” และ “เมืองในหุบเขา” หนังสือทั้ง 3 เล่มนี้ได้มีการจัดทำเป็น 2 ภาษาคือ ไทย และอังกฤษ  

             นายปกรณ์   จีนาคำ นายกเทศมนตรีเมืองแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า อุทยานการเรียนรู้แม่ฮ่องสอน ตั้งอยู่ที่อาคารหมอกใหม่ ถนนขุนลุมประพาส ตำบลจองคำ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นอาคาร 3 ชั้น ขนาดพื้นที่ใช้สอย 2,473.65 ตารางเมตร ถือเป็นอุทยานการเรียนรู้ขนาดเล็ก เหมาะสมกับบริบททางสังคมของแม่ฮ่องสอนซึ่งเป็นจังหวัดค่อนข้างเล็ก การพัฒนาจากศูนย์พัฒนาทักษะการเรียนรู้ ICT แม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยี การเข้าใช้บริการคอมพิวเตอร์  อินเทอร์เน็ตและการอบรมพัฒนาทักษะด้านไอซีทีของเยาวชนและประชาชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอนตั้งแต่ปี 2555 ทำให้ อุทยานการเรียนรู้แม่ฮ่องสอนมีจุดเด่นด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ  โดยในอนาคตมีแผนส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้ด้วยระบบเทคโนโลยี การเรียนรู้ทางไกลให้สอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 และเป็นศูนย์การถ่ายทอดความรู้ด้าน E-learning แก่สถาบันการศึกษาในจังหวัดแม่ฮ่องสอนอีกด้วย

“อุทยานการเรียนรู้แม่ฮ่องสอน” แหล่งเรียนรู้แห่งใหม่

     อุทยานการเรียนรู้แม่ฮ่องสอนมีพื้นที่ให้บริการทั้งหมด 3 ชั้นประกอบด้วย  ส่วนพื้นที่ให้บริการ ชั้น 1 เป็นห้องสมุดมีชีวิต (Reading Room) ให้บริการหนังสือ สื่อการเรียนรู้ กว่า 3,000 รายการ พร้อมสื่อการเรียนรู้มัลติมีเดียที่หลากหลาย ห้องเด็ก (Kids Room) ห้องส่งเสริมกิจกรรมเสริมทักษะและการเรียนรู้สำหรับน้อง ๆ เด็ก และเยาวชน ให้ได้สนุกในบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับช่วงวัย ห้องเต้น (Studio Room) สำหรับผู้มีใจรักในการเต้น โดยขอเข้าใช้พื้นที่หรือร่วมเต้นไปตามตารางที่จัดไว้เพื่อเสริมสร้างสุขภาพด้วยการขยับร่างกาย ห้องติว (Study Room) บริการห้องสำหรับเรียนรู้ด้วยตนเอง ห้องอ่านหนังสือ ห้องติว ห้องบรรยาย-อบรมขนาดเล็ก รองรับผู้ใช้บริการได้ 8 – 12 คน  และลานหมอกใหม่ (Mork Mai Space) จุดนัดพบของเด็ก เยาวชน ประชาชน และชุมชน เพื่อสร้างสรรค์กิจกรรมนันทนาการ วิชาการและนิทรรศการความรู้หมุนเวียน

           ส่วนพื้นที่ให้บริการ ชั้น 2 พื้นที่ของการรวมตัวกันของผู้ประกอบการด้านไอทีของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพ อาทิ การออกแบบสื่อประชาสัมพันธ์ กราฟิก เว็บไซต์ การตลาดออนไลน์ บรรจุภัณฑ์ ฉลากและโลโก้ เปิดให้บริการด้านการออกแบบและเขียนโปรแกรมพร้อมการจัดอบรมให้กับกลุ่มนักศึกษาระดับอุดมศึกษาในจังหวัดแม่ฮ่องสอน และจัดหางานให้กลุ่มนักศึกษา เพื่อส่งเสริมการมีงานทำระหว่างเรียน

“อุทยานการเรียนรู้แม่ฮ่องสอน” แหล่งเรียนรู้แห่งใหม่

          สำหรับพื้นที่ให้บริการ ชั้น 3 ประกอบด้วย ห้องอินเทอร์เน็ตสีขาว (Good Net) บริการคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต อินเทอร์เน็ต ฟรี Wi-Fi ที่ปลอดภัย ด้วยการกลั่นกรองเว็บไซต์ที่เหมาะสมจนได้ชื่อเป็นห้องอินเทอร์เน็ตสีขาว ห้องสมุดไอที ดนตรี และภาพยนตร์ (E-tech and Library) บริการสื่อการเรียนรู้ด้านไอทีในรูปแบบหนังสือ นิตยสาร สื่อดิจิทัล มุมดนตรี และจัดฉายภาพยนตร์สำหรับเด็กๆ เยาวชน และประชาชน

ห้องอบรมคอมพิวเตอร์ (Training) บริการอบรมคอมพิวเตอร์ เพื่อเสริมทักษะด้านไอทีอย่างน้อยเดือนละ 2 หลักสูตร ด้วยเครื่องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ 40 ที่นั่ง พร้อมให้บริการห้องคอมพิวเตอร์สำหรับจัดอบรมและสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ห้องประชุมและอบรมเล็ก (Smart Room) ห้องประชุมและอบรมกลุ่มย่อย รองรับ 15 ที่นั่ง นอกจากนี้ยังมี ICT Caf? มุมบริการอาหารว่างและเครื่องดื่ม

“อุทยานการเรียนรู้แม่ฮ่องสอน” แหล่งเรียนรู้แห่งใหม่“อุทยานการเรียนรู้แม่ฮ่องสอน” แหล่งเรียนรู้แห่งใหม่     

     ขอเชิญน้องๆ เยาวชนและประชาชนทั่วไป มาร่วมสนุกกับการเรียนรู้ และพัฒนาทักษะด้านต่างๆ  ในพื้นที่สร้างสรรค์การเรียนรู้ที่ทันสมัยในยุค 4.0 ของอุทยานการเรียนรู้แม่ฮ่องสอนกันได้ทุกวัน เวลา 08.30 ถึง 21.00 น. ไม่เว้นวันหยุดราชการ  

คกก.อิสระประชุมทุกสัปดาห์เดินหน้าปฏิรูปการศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280807

คกก.อิสระประชุมทุกสัปดาห์เดินหน้าปฏิรูปการศึกษา

คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา, การศึกษา, สกศ, สนช, สปท

ปธ.คกก.อิสระฯ เผยวิธีทำงานระยะแรกนัดประชุมสัปดาห์ละครั้ง ปรับจูนหลักการให้กัน ก่อนแบ่งกลุ่มทำงานตามความถนัด ย้ำวางแนวทางที่ปฏิบัติได้จริง

          ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการอิสระฯ นัดแรกเมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้ให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ทำหน้าที่เลขานุการ ไปรวมรวมข้อมูล ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาที่หน่วยงานต่างๆ ได้จัดทำขึ้น เช่น ข้อเสนอของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เป็นต้น

โดยเบื้องต้นที่ประชุมเห็นร่วมกันว่าจะประชุมสัปดาห์ละครั้ง เนื่องจากกรรมการอิสระฯมาจากหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นครู นักกฎหมาย นักธุรกิจ ซึ่งแต่ละท่านมีความรู้และประสบการณ์ในแต่ละด้าน ดังนั้น จะร่วมกันศึกษาข้อมูลและปรับจูนหลักคิดการทำงานให้ตรงกันก่อน จากนั้นจึงแบ่งกลุ่มเพื่อศึกษาแต่ละเรื่องตามความถนัด

“คณะกรรมการอิสระฯไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่จะศึกษาสิ่งที่ทำมาแล้ว ซึ่งหลายคนเน้นคำว่าอิสระ คือมีเสรีภาพทางความคิดในการแก้ไขปัญหา ซึ่งจะวางแนวให้เห็นผลเป็นรูปธรรมปฏิบัติได้จริง โดยแนะนำในสิ่งที่ทำได้ และทำได้ดี ตรงนี้เป็นจุดที่ยาก แต่ก็มีกลไกที่สามารถทำได้ เช่น กลไกกฎหมาย กลไกการเงิน รวมถึงกลไกของโครงสร้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทบมากจะต้องทำให้ดี ดังนั้นการทำงานจะต้องลงดินให้ได้ ไม่ใช่เพ้อฝัน หรือแค่ให้เป็นไปตามหลักปรัชญาคงจะไม่พอกับการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้  ขณะเดียวกัน จุดสำคัญไม่ใช่คนในระบบแต่เป็นเสียงของประชาชนว่าอยากได้อะไร ต้องการอะไรเป็นเสียงใหญ่ที่เราต้องรับฟังที่สำคัญที่สุด”ประธานคณะกรรมการอิสระฯ กล่าว

ก่อคดีอาญาจิตหรือไม่ต้องเข้ากระบวนการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280904

ก่อคดีอาญาจิตหรือไม่ต้องเข้ากระบวนการ

อาชญากร, ปัญหา, ครอบครัว, กรมสุขภาพจิต, ก่อ, คดีอาญา, จิต, หรือ, ไม่ต้อง, เข้า, กระบวนการ

กรมสุขภาพจิต ระบุ ผู้ก่อคดีอาญาจะมีอาการทางจิตหรือไม่ต้องเข้ากระบวนการวินิจฉัย พร้อมย้ำสัมพันธภาพในครอบครัวที่ดี ช่วยลดอาชญากร ความรุนแรงในเด็กได้

        นาวาอากาศตรี นายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ความรุนแรงที่เป็นปัญหาส่วนใหญ่ในสังคมปัจจุบัน เป็นความรุนแรงที่เกิดจากการควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ เช่น การทะเลาะเบาะแว้ง การใช้ความรุนแรงในครอบครัว หรือการทะเลาะวิวาทบนท้องถนน เหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ความเครียด และการเลี้ยงดู ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ ทำให้คนเรามีแนวโน้มที่จะสามารถควบคุมความรุนแรงของตนเองได้มากน้อยเพียงใด แต่ถ้าความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้น มีการวางแผน มีการจงใจ ไตร่ตรองมาอย่างดี ด้วยวัตถุประสงค์ เช่น กระทำผิดกฎหมาย ปกปิดความผิด ขัดแย้งกันในเชิงผลประโยชน์ อำพรางคดี ถือเป็นเรื่องของอาชญากรรม ทั้งนี้ คำถามที่มักพบบ่อยว่า ผู้ก่ออาชญากรรมด้วยวิธีแปลกๆ มีอาการทางจิตหรือไม่นั้น หากทีมสอบสวนประเมินแล้วว่า อาจมีพฤติกรรมทางจิต ก็จะส่งเข้าสู่กระบวนการวินิจฉัย ให้จิตแพทย์ช่วยประเมิน ตรวจทางห้องปฏิบัติการก่อนลงความเห็น พร้อมส่งตัวรักษาตามขั้นตอน อย่างไรก็ตาม ผู้ก่อคดีไม่จำเป็นต้องป่วยทางจิต หรือ จิตผิดปกติเสมอไป และพบได้น้อยมาก ซึ่งหากเป็นผู้ป่วยทางจิต จะไม่มีกระบวนการความคิดที่ซับซ้อน และจะหลุดจากโลกของความเป็นจริง

นอกจากนี้ สังคมได้เป็นห่วงและมีการตั้งคำถามถึงผลกระทบจากการเสพสื่อความรุนแรง รวมทั้งแนวทางป้องกันหรือเลี้ยงดูลูกอย่างไรไม่ให้เป็นอาชญากร ทั้งนี้ ในส่วนของสื่อจะส่งผลกระทบมากกับกลุ่มเด็กที่มีความเปราะบางด้านจิตใจอยู่แล้ว เช่น กลุ่มเด็กที่เติบโตมาในวัฒนธรรมหรือสภาวะสังคมที่มีความรุนแรงสูง ครอบครัวมีการทะเลาะวิวาท ใช้ความรุนแรง หรือเด็กถูกทอดทิ้ง ถูกกระทำความรุนแรงโดยตรง เกิดเป็นความเครียดสะสมในจิตใจ กลายเป็นวิถีในการแก้ปัญหา การเห็นสื่อความรุนแรงบ่อยๆ ทั้งในชีวิตครอบครัวและสังคม ในสื่อกระแสหลัก สื่อโซเชี่ยล หรือเกมออนไลน์และออฟไลน์ ที่มีแต่ความก้าวร้าว เต็มไปด้วยเรื่องของการฆ่า การทำลายล้างกัน ย่อมทำให้เด็กเกิดความกระด้าง ชาชิน ต่อความสูญเสียและความเจ็บปวด บางครั้งมองเห็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า หรือภาพที่เลวร้ายในสื่อ เป็นตัวชี้นำการแสดงออกความเก็บกดทางอารมณ์ที่ผิดๆ ย่อมทำให้เด็กกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ มีพื้นฐานเติบโตขึ้นด้วยการใช้ความรุนแรง เพราะเห็นว่าเป็นแบบอย่าง อีกทั้งทำให้มีความยับยั้งชั่งใจลดน้อยลง มีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ตนเองต่ำ

ดังนั้น สัมพันธภาพในครอบครัวโดยเฉพาะสัมพันธภาพที่ดีของพ่อกับแม่ ตลอดจนการเลี้ยงดูลูกด้วยความรักความเมตตา ไม่ใช้ความรุนแรง มีเวลาและทำกิจกรรมดีๆร่วมกันในครอบครัว รวมทั้งการดูสื่อหรือเล่นอยู่ด้วยกับลูก ให้คำแนะนำ หรืออธิบายให้ฟังได้ถึงข้อดีข้อเสีย เหล่านี้จะทำให้เด็กรู้สึกถึงการได้รับความเอาใจใส่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ ทำให้เด็กมีความมั่นคงภายในจิตใจที่เชื่อมโยงโดยตรงกับความสามารถของเด็กในการควบคุมความรู้สึกก้าวร้าวภายในตนเอง ทำให้เด็กเติบโตขึ้นโดยไม่ใช้ความรุนแรงได้

         ด้าน นายแพทย์ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ หัวหน้ากลุ่มที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กล่าวเสริมว่า การใช้ความรุนแรงที่มาจากอารมณ์และความเครียด จะต่างกับความรุนแรงที่เป็นอาชญากรรม ซึ่งทำด้วยความจงใจและไตร่ตรองเพื่อผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง นอกจากนี้ ในแง่ของการเลี้ยงดู ได้มีการศึกษา พบว่า ความรุนแรงจากการเลี้ยงดูในวัยเด็ก โดยเฉพาะในช่วงปฐมวัยและวัยเรียน ที่เติบโตมาในลักษณะขาดความรักความอบอุ่นในครอบครัว เด็กถูกทำร้าย ถูกทอดทิ้ง จะทำให้เด็กสะสมความรุนแรงและแสดงออกกับสิ่งของ สัตว์เลี้ยง และเพื่อน โดยไม่รู้สึกผิด และพอกพูนจนเป็นวิถีชีวิต เข้าสู่กระบวนการของความรุนแรง กลายเป็นอาชญากรได้ในที่สุด