อาชญากรในวัยเยาว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/281190

อาชญากรในวัยเยาว์

เด็กเติบโตมาแบบไหนนะ ถึงได้กลายมาเป็นผู้ใหญ่ที่เลือดเย็น, อาชญากรในวัยเยาว์, ช่วงแรกของชีวิต, trust, ตัวตน, ทางลัด, รับฟัง, ความปกติ

เด็กเติบโตมาแบบไหนนะ ถึงได้กลายมาเป็นผู้ใหญ่ที่เลือดเย็นคำตอบทางวิทยาศาสตร์คือ มันเป็นปัจจัยที่มีความ “เกี่ยวข้องกัน” แบบไม่ได้เป็นจากคำตอบใดคำตอบเดียว

      หมอโอ๋เพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน เขียนไว้ว่า สมองที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหา ถ้าได้รับการเลี้ยงดูที่เหมาะสม การเลี้ยงดูก็จะกลายเป็นเกาะป้องกันปัญหาได้

     ในขณะที่สมองที่ดี แต่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ ก็อาจพัฒนากลายเป็นสมองของอาชญากร ในคลินิกวัยรุ่นของหมอ ได้มีโอกาสดูแลเด็กกระทำผิดหลายต่อหลายครั้ง และจากข้อมูลทางวิชาการ หมอพบว่าปัจจัยของการเติบโตที่อาจเป็นสาเหตุของการก่ออาชญากรรม มีดังนี้นะคะ ลองอ่านดู

1. เด็กขาดรักโดยเฉพาะใน “ช่วงแรกของชีวิต” พ่อแม่หลายคนเข้าใจผิด ว่าเด็กเล็กๆ ยังไม่รู้เรื่องส่งไปให้คนอื่นเลี้ยง ทั้งๆที่การตอบสนองที่เหมาะสม การเลี้ยงดูใกล้ชิด มีผลต่อความ “เชื่อใจ” (trust) ที่เด็กจะมีให้กับโลก เด็กที่รู้สึกว่าโลกช่างไม่ปลอดภัย พัฒนา“ตัวตน” ในช่วงต้นของชีวิตได้ไม่ดี มีผลต่อการพัฒนาความเลือดเย็นในชีวิตที่เติบโต

อาชญากรในวัยเยาว์

2. เด็กที่โตมากับความรุนแรง เด็กถูกตี ถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจ เด็กที่โตมากับพ่อแม่ที่ใช้อารมณ์ ใช้คำพูดแย่ๆ ใส่กัน ใช้ความรุนแรงในการเลี้ยงดูมีผลต่อการพัฒนาความรุนแรง เด็กที่โตมาแบบถูกละเมิดสิทธิ…จะไม่เข้าใจสิทธิผู้อื่นรวมถึงบ้านที่ใช้สารเสพติด มีปัญหาควบคุมอารมณ์ ส่งผลต่อการพัฒนาความรุนแรง

อาชญากรในวัยเยาว์

3. เด็กเอาแต่ใจ เด็กที่ถูกพ่อแม่ตามใจ อยากได้อะไรก็ได้หมด ไม่เคยฝึกรอคอย ควบคุมอารมณ์และความต้องการไม่มีวินัยในชีวิต จะชอบใช้ “ทางลัด” ในการจัดการปัญหาชีวิต

อาชญากรในวัยเยาว์

4. เด็กที่พ่อแม่คอยแก้ปัญหาให้ พ่อแม่หลายคนไม่ปล่อยให้ลูกได้เรียนรู้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คอยเข้าข้างและแก้ปัญหาให้เสมอ ทำให้โตมาแบบคิดไม่ได้ว่าสิ่งที่ทำจะนำมาซึ่งปัญหาอะไรข้างหน้า

อาชญากรในวัยเยาว์

5. เด็กขาดคน “เข้าใจ” เด็กที่ขาดพ่อแม่ที่คอยเข้าใจ ใส่ใจ ความสุขความทุกข์ในชีวิต เด็กที่ไม่เคยถูก “รับฟัง” ความรู้สึกในชีวิต มีผลต่อการขาดความเห็นใจในความรู้สึก หรือชีวิตของผู้อื่น

อาชญากรในวัยเยาว์

6. เด็กที่โตมากับเพื่อน โรงเรียน ชุมชน สื่อเทคโนโลยีที่มีความรุนแรง จนกลายเป็น “ความปกติ” (เช่น ละครไทย ข่าว โลกออนไลน์ เกมที่ใช้ความรุนแรง)

อาชญากรในวัยเยาว์

7. เด็กความนับถือตัวเองต่ำ จะไม่รู้สึกว่าตัวเองมีอะไรดีในชีวิต ไม่มีใครให้ผูกพัน หรือดึงรั้งเมื่อทำอะไรไม่ถูกต้อง

อาชญากรในวัยเยาว์

8. เด็กบางคนที่มีปัญหาเฉพาะตนเช่น สมาธิสั้น ขาดทักษะทางภาษาและสังคม วิตกกังวล ซึมเศร้า มีความเสี่ยงต่อความก้าวร้าวรุนแรง

อาชญากรในวัยเยาว์

————–

รักลูก… ไม่อยากให้ลูกลุกมาทำร้ายใครสิ่งหนึ่งที่เราอาจช่วยได้ คือการเลี้ยงดูที่ไม่ทำร้ายกัน

#หมอโอ๋เพจเลี้ยงลูกนอกบ้านผู้เชื่อว่าหลายครั้งอาชญากรสร้างได้ ด้วยความไม่รู้ของพ่อแม่

Cr.ภาพ free image จากpixabay.com

CONNEXT ED เดินหน้าสานพลังประชารัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/281183

CONNEXT ED เดินหน้าสานพลังประชารัฐ

โรงเรียนประชารัฐ, CONNEXT, CONNEXT ED, School Partners, แขนขา

การประชุมเชิงปฏิบัติการCONNEXT EDครั้งที่3 จะช่วยเตรียมความพร้อมให้ผู้นำรุ่นใหม่ได้นำแผนพัฒนาไปใช้ในโรงเรียนประชารัฐให้เกิดความสำเร็จได้จริง

    โครงการผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน (CONNEXT ED) ครั้งที่ 3 มีเป้าหมายสำคัญเพื่อเพิ่มพูนทักษะและเสริมองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ให้แก่เหล่าผู้นำรุ่นใหม่ (School Partners) ของทั้ง 12 องค์กรผู้ร่วมก่อตั้งกว่า 600 คน ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการศึกษาไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    โดยมี  หม่อมหลวงปริยดา ดิศกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะผู้แทนหัวหน้าทีมภาครัฐ โครงการสานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ พร้อมด้วยนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ / ประธานคณะกรรมการบริหาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน  พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ประธานมูลนิธิวิมุตตยาลัย มาร่วมแสดงธรรมเทศนาสะท้อนคุณค่าของการทำหน้าที่เพื่อสังคมของ School Partners (SP) แนวทางการนำแผนพัฒนาที่ได้รับการอนุมัติไปใช้ปฏิบัติจริงให้เกิดความสำเร็จอย่างยั่งยืนในโรงเรียนประชารัฐ วิธีการใช้สื่อและอุปกรณ์โรงเรียนประชารัฐ ตลอดจนการสร้างแรงบันดาลใจ และเทคนิคการสร้างภาวะผู้นำโดยได้วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาให้ความรู้อย่างเต็มที่

     ม.ล.ปริยดา  กล่าวถึงสถานการณ์ของการศึกษาไทยว่า กระทรวงศึกษาธิการมีโรงเรียน 30,000 กว่าโรง ต้องดูแลเด็กนักเรียน 12 ล้านคน โดยมีครูเพียง 4 แสนคนจึงเป็นภาระหนักหน่วงของคนในวงการการศึกษา ซึ่งระบบการศึกษาปฏิรูปอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องปฏิวัติสู่ความเป็นประชารัฐ เพราะหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการหรือรัฐบาลเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ

     แต่ต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และเมื่อมีโครงการผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน “CONNEXT ED” ซึ่งเป็นการสร้างผู้นำอาสาสมัครที่ลงพื้นที่ให้ช่วยดูว่าโรงเรียนประชารัฐขาดอะไรบ้าง นับเป็น “แขนขา” ทำให้การศึกษาไทยมีทิศทางสดใสขึ้นอย่างยิ่ง ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้จะกลายเป็นแม่เหล็กและกระตุ้นให้เกิดอาสาสมัคร มาช่วยพัฒนาเด็ก และสร้างคนคุณภาพแบบก้าวกระโดด”

    ส่วนความสำคัญของผู้นำจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่การศึกษาไทยได้มากน้อยเพียงใดนั้น นายศุภชัย ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน กล่าวว่า สิ่งที่เหล่า SP ของทั้ง 12 องค์กรได้ดำเนินการมาในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เชื่อมั่นได้ว่าได้เรียนรู้อะไรมากมาย และสะท้อนให้เห็นว่าทุกคนต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ นับเป็นการพัฒนาตัวเอง เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

       ในขณะเดียวกัน การจะพัฒนาเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง ต้องทุ่มเท ใช้เวลา เอาใจเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ เพื่อทำให้เกิดผลและสามารถเห็นทิศทางในการช่วยเหลือโรงเรียนต่อไปได้ โดยอาศัยแรงขับเคลื่อน อย่าละความตั้งใจที่มี ไม่ว่าจะเจออุปสรรคอะไรก็ตาม เจอคำสบประมาทก็ต้องอยู่ให้ได้ เพราะหากไม่มีอุปสรรค คงไม่เกิดผลสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

     นอกจากนี้ ยังกล่าวเสริมว่า การเรียนรู้ ต้องมองว่าถ้าจะสนับสนุนโรงเรียนให้เกิดผลลัพธ์ ต้องมี Learning Center ทำอย่างไรที่จะเชื่อมโยงให้เยาวชนมีบทบาทการเรียนรู้ วิสัยทัศน์ และวิชาชีพไปด้วยกัน ซึ่ง “เอกชน” เป็นสถาบันที่มีองค์ความรู้ มีบทบาทในระบบเศรษฐกิจ ตลาด และสังคม มีเครื่องมือ วัฒนธรรมองค์กร ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เด็กมีวิสัยทัศน์ ต่อยอดความรู้ และมีจุดยืนในสังคมได้”

     ทั้งนี้ ในบรรดาผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน “CONNEXT ED” กว่า 600 คน จาก 12 องค์กรผู้ร่วมก่อตั้ง ได้แก่ บมจ.ธนาคารกรุงเทพ บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ กลุ่มเซ็นทรัล บมจ. ซีพี ออลล์ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร กลุ่มมิตรผล บมจ.ปตท. บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ บมจ.ไทย ยูเนี่ยนกรุ๊ป และบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้มีตัวแทน SP มาเล่าถึงโอกาสที่ตนได้รับและถ่ายทอดให้แก่โรงเรียนต่างๆ

      “โครงการนี้ เปลี่ยนความตั้งใจเป็นความมุ่งมั่น” พชร ชัยอารีย์กิจ ตัวแทนจาก กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า ทีมกลุ่มเซ็นทรัล รับผิดชอบในส่วนของพื้นที่ภาคใต้ เมื่อได้ลงพื้นที่และเก็บข้อมูลจากโรงเรียนต่างๆ พบว่าทุกโรงเรียนต้องการพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษ ให้สามารถสื่อสารได้กระบวนการเรียนการสอนแบบใหม่ที่สามารถนำไปถ่ายทอดแก่เด็กได้ เมื่อเล็งเห็นถึงความต้องการและปัญหาต่างๆ

     จึงได้จัดโครงการ English Teacherอบรมให้ครูได้พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ที่ไม่ใช่เพียงแต่สอนไวยากรณ์ แต่รวมถึงการฟัง พูด อ่าน เขียน นำไปสู่การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้แบบใหม่ ทำให้ทุกคนได้เกิด ไอเดีย สร้างสื่อใหม่ๆ ที่เหมาะกับการเรียนการสอน เด็กได้เรียนรู้อย่างสนุกสนาน

      “ทุกครั้งที่ลงพื้นที่คือกำลังใจให้เดินหน้า” ฐิติพล สุขะตุงคะ ตัวแทนจากบมจ. ปูนซีเมนต์ไทย กล่าวว่า การลงพื้นที่ของแต่ละโรงเรียน ย่อมมีทั้งปัญหาและอุปสรรค ซึ่งกลุ่มของเขาก็เจอปัญหาเช่นกัน ผู้บริหารโรงเรียนไม่เข้าใจถึงเหตุผลของโครงการ

    แต่เขาก็ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคยิ่งได้เห็นรอยยิ้มของเด็ก เห็นแววตา เห็นความสุข และความเชื่อมั่นว่าจะได้รับการพัฒนาคุณภาพด้านการศึกษา ยิ่งทำให้มีพลังใจที่จะทำงานในโครงการให้สำเร็จ และตอนนี้ก็สามารถจัดทำแผนการพัฒนาโรงเรียนโดยได้รับความร่วมมือจากผู้อำนวยการ ครู และเด็ก

     โครงการ CONNEXT ED ได้จัดให้มีการอบรม บ่มเพาะให้เรามีศักยภาพ ความพร้อม และเข้าใจระบบการศึกษา และเรียนรู้วิธีการที่ทำให้เกิดความร่วมมือกับผู้บริหารโรงเรียน ครู และคนในชุมชนได้ CONNEXT ED เป็นโครงการที่ดีมาก อยากให้จัดต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้ภาคเอกชนได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาระบบการศึกษาให้แก่เด็กไทย

เชือกฉุดชักราชรถคืบหน้า 90%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/281163

เชือกฉุดชักราชรถคืบหน้า 90%

เชือกฉุดชักราชรถ, กรมอู่ทหารเรือ, มะนิลา, กรสย, ศซส

กรมอู่ทหารเรือ จัดทำเชือกฉุดชักราชรถแล้วเสร็จกว่า 90% คาดเสร็จเดือน ส.ค.ก่อนส่งมอบให้กรมศิลป์ เผยจัดทำ 2 ชุดสำหรับใช้ฝึกซ้อมและใช้พระราชพิธีจริง

        การจัดทำเชือกฉุดชักราชรถ ที่รับผิดชอบโดยกรมอู่ทหารเรือ สำหรับงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นอีกหนึ่งสำคัญในการสร้างความสมบูรณ์แบบและสง่างามแก่ ริ้วขบวนในพระราชพิธีฯ ล่าสุดได้เปิดพื้นที่อาคารขยายแบบ โรงงานต่อเรือเหล็กกองโรงงาน อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือให้นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร พร้อมคณะผู้บริหาร เยียมชมการจัดทำเชือกฉุดชักราชรถ    เดินทางเยี่ยมชมโดยมี พล.ร.ท. ทินกร ตัณฑากาศ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพเรือ ให้การต้อนรับและนำชม

เชือกฉุดชักราชรถคืบหน้า 90%

เชือกฉุดชักราชรถที่จัดทำเสร็จเรียบร้อย

พล.ร.ท. ทินกร  กล่าวว่า กรมอู่ทหารเรือ ได้ถวายงานจัดทำเชือกฉุดชักราชรถและการติดตั้งนั่งร้านสำหรับการบูรณะราชรถ ราชยาน ในงานพระราชพิธีฯ สำหรับครั้งนี้การทำเชือกฉุดชักราชรถ แบ่งออกเป็น 2 ชุดคือ คือชุดสำรอง ใช้ในการฝึกซ้อมกำลังพลฉุดชักราชรถ และชุดจริงสำหรับงานพระราชพิธีฯ จริง และจัดทำขึ้นใหม่เพื่อใช้สำหรับราชรถ 6 องค์ และเกรินบันไดนาค ดังนี้ 1.พระมหาพิชัยราชรถ หมายเลข 9780 เชือกหน้าชนิด 43 ห่วง พลฉุดชัก 43 คน จำนวน 4 สาย ยาวสายละ 40.25เมตร เชือกหลังชนิด 22 ห่วง พลฉุดชัก 22 คน จำนวน 2 สายยาวสายละ 22.40 เมตร 2.เวชยันตราชรถ หมายเลข 9781 เชือกหน้าชนิด 43 ห่วง พลฉุดชัก 43 คน จำนวย 4 สาย ยาวสายละ 40.25 เมตร เชือกหลังชนิด 22 ห่วง พลฉุดชัก 22 คน จำนวน 2 สาย ยาวสายละ 22.40 เมตร

เชือกฉุดชักราชรถคืบหน้า 90%

พล.ร.ท.ทินกร กล่าวต่อว่า 3.ราชรถน้อย หมายเลข 9782 หมายเลข9783 และหมายเลข 9784 เชือกหน้าชนิด 14 ห่วง พลฉุดชัก 14 คน จำนวน 4 สาย ยาวสายละ 17.40 เมตร เชือกหลังชนิด 9 ห่วง พลฉุดชัก 9 คน จำนวน 2 สาย ยาวสายละ 11.65 เมตร 4.ราชรถรางปืน เชือกหน้าชนิด 14 ห่วง พลฉุดชัก 15 คน จำนวน 2 สาย ยาวสายละ 13.50 เมตร 5.เกรินบันไดนาค เชือกหน้าชนิด 5 ห่วง พลฉุดชัก 5 คน จำนวน 2 สาย ยาวสายละ 8.60 เมตร และเชือกหลังชนิด 1ห่วง พลฉุดชัก 1 คน จำนวน 2 สาย ยาวสายละ 8.60 เมตร

ในส่วนของการจัดทำเชือกชุดสำรอง ได้ส่งมอบให้กรมสรรพาวุธ ทหารบก เพื่อนำไปใช้ในการฝึกซ้อมฉุดชักราชรถเรียบร้อยแล้ว ส่วนเชือกชุดจริง อยู่ระหว่างดำเนินการคืบหน้าไปแล้วประมาณ 80-90% กำหนดเสร็จต้นเดือนสิงหาคมนี้ จากนั้น จะส่งมอบเชือกชุดจริงให้กรมศิลปากร 2 สัปดาห์ ก่อนพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ปลายเดือนตุลาคม 2560

“การจัดทำเชือกฉุดชักราชรถครั้งนี้ กรมอู่ทหารเรือมีการปรับวัสดุที่ใช้ในการทำเชือกเฉพาะในส่วนของพระมหาพิชัยราชรถ จากเดิมที่ใช้ชนิด “เปอร์ล่อน” มาเป็นชนิด “มะนิลา” หรือ ป่านมะนิลา เนื่องจากพระมหาพิชัยราชรถมีน้ำหนักมาก กรมสรรพาวุธจึงกำหนดให้ใช้เชือกมะนิลา ซึ่งเป็นเชือกที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติ มีความเหนียว ความแข็งแรง และไม่มีความยืดหยุ่น เพื่อให้ระยะเชือกไม่มีความเปลี่ยนแปลง  ส่วนราชรถองค์อื่น ๆ ยังใช้เชือกเปอร์ล่อน เช่นเดิม การจัดทำครั้งนี้ใช้ช่างจากกรมอู่ทหารเรือที่มีความชำนาญในการดำเนินการทั้งหมด”พล.ร.ท.ทินกร กล่าว

เชือกฉุดชักราชรถคืบหน้า 90%

นายอนันต์  กล่าวว่า  เมื่อการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถ ราชยานเสร็จเรียบร้อย ก็จะนำเชือกฉุดชักราชรถเข้าไปใช้เพื่อฝึกซ้อมย่อยและซ้อมใหญ่ในพื้นที่จริง  ซึ่งในรายละเอียดต่างๆกรมศิลปกร ได้ร่วมกับกรมอู่ทหารเรือดำเนินต่อเนื่อง ส่วนการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถแต่ละองค์นั้นคืบหน้าไปมาก โดยพระมหาพิชัยราชรถแล้วเสร็จไปกว่า 70% ส่วนราชรถน้อย เริ่มปิดทองประดับกระจก  มีความคืบหน้ากว่า 50%

อย่างไรก็ตาม เมื่อการทำงานแต่ละส่วนเรียบร้อย กรมศิลปากรจะรายงานให้ที่ประชุม พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ งานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพฯ ทราบ และประสานกับทางพราหมณ์ในการดูฤกษ์ยาม เพื่อเตรียมการจัดพิธีบวงสรวงราชรถ ราชยานก่อนการฝึกซ้อม ในช่วงเดือนกันยายน ต่อไป

ด้าน พ.ต.สิทธิศักดิ์ ศรีนวลดี สังกัดกองโรงงานซ่อมสร้างยุทโธปกรณ์สายสรรพาวุธ (กรสย.) ศูนย์ซ่อมสร้างสิ่งอุปกรณ์สายสรรพวุธ (ศซส.) กรมสรรพาวุธทหารบก ในฐานะหัวหน้าครูฝึกฉุดชักราชรถ กล่าวว่า เชือกฉุดชักถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการฉุดชักราชรถ ที่ต้องมีความแข็งแรงคงทน  ยืดหยุ่นน้อยเพื่อให้มีความสัมพันธ์กับระยะความตรงของแถว และ ความตรงของหน้าตับ หรือแถวด้านหน้า ซึ่งเมื่อมองในภาพรวมทั้งด้านหน้าและด้านข้าง พลฉุดชักจะต้องยืนเรียงอยู่ระนาบเดียวกันเพื่อความสง่างามของริ้วขบวน

เชือกฉุดชักราชรถคืบหน้า 90%

สำหรับการฝึกซ้อมพลฉุดชักราชรถ นั้นมีความคืบหน้าไปค่อนข้างมาก โดยได้มีการฝึกปฏิบัติในท่าต่าง ๆ เกือบครบแล้ว ทั้ง ท่าตรง ท่าเดิน  ท่าหยิบเชือก ท่าวางเชือก ท่าถวายบังคม ท่าเดิมตามปกติ ท่าหยุดจากการเดิน เหลือเพียงท่าเดินประกอบเพลงพญาโศกลอยลม เน้นดูความพร้อมเพื่อความแข็งแรงและสง่างามของร่างกาย ในส่วนของกำลังพลมีการปรับตัว และเริ่มชินกับสภาพอากาศที่ความเปลี่ยนแปลง  ซึ่งต้องถือว่ากำลังพลมีกำลังใจค่อนข้างดี

ทั้งนี้ กรมสรรพาวุธฯ มีกำหนดจะนำพลฉุดชัก ซึ่งฝึกอยู่ในพื้นที่ภายในกรมสรรพาวุธฯ และ กองพันสรรพาวุธซ่อมบำรุงเขตหลัง จังหวัดสระบุรี มาฝึกร่วมกันที่ กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ประมาณวันที่ 20 มิถุนายน โดยวางเป้าหมายว่าจะฝึกร่วมกันที่ กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ประมาณ 20 ครั้งก่อนร่วมขบวน ซ้อมย่อยและ ซ้อมใหญ่ในพื้นที่จริง  เพื่อเตรียมความพร้อมวันพระกอบพระราชพิธีจริงวันที่ 26 ตุลาคม

หมู่บ้านแปรรูปปลาท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/281141

หมู่บ้านแปรรูปปลาท่องเที่ยว

หมู่บ้านแปรรูปปลาท่องเที่ยว, หมู่บ้าน, แปรรูป, ปลา, ท่องเที่ยว

คณะศิลปศาสตร์ร่วมกับคลินิคเทคโนโลยี มทร.ศรีวิชัยจัดโครงการหมู่บ้านวิทยาศาสตร์ “หมู่บ้านแปรรูปปลาท่องเที่ยว ปีที่ 2”

            อ.นพดล โพชกำเหนิด เป็นหัวหน้าโครงการ ณ ตำบลบางเหรียง อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา ซึ่งในปีที่ 2 นี้มีกิจกรรมเพื่อชุมชนหลากหลายกิจกรรม อาทิ  กิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากปลาดุก กิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างธนาคารปลาขี้ตัง กิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวอินทรีย์ในบ่อซีเมนต์โดยใช้ปุ๋ยจากน้ำหมักชีวภาพร่วมกับกากตะกอนจากบ่อแก๊สชีวภาพ

ถ่ายทอดเทคโนโลยีในการแปรรูปปลาท่องเที่ยวและปลาอื่น ๆ ในท้องถิ่นให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ถ่ายทอดเทคโนโลยีการใช้พลังงานทดแทนสำหรับใช้ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากปลาท่องเที่ยว ปลาและสัตว์น้ำชนิดต่าง ๆ ในท้องถิ่น ถ่ายทอดเทคโนโลยีการนำของเสียจากการแปรรูปผลิตภัณฑ์ปลาท่องเที่ยว ปลาและสัตว์น้ำชนิดต่าง ๆ ไปใช้ประโยชน์ทางด้านการเกษตร และส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์จากากรแปรรูปปลาท่องเที่ยว ปลาและสัตว์น้ำชนิดต่างๆในท้องถิ่นสู่มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยโครงการนี้ได้รับงบสนับสนุนจากสำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการดำเนินโครงการผ่านคลินิคเทคโนโลยี

หมู่บ้านแปรรูปปลาท่องเที่ยวหมู่บ้านแปรรูปปลาท่องเที่ยว

หมู่บ้านแปรรูปปลาท่องเที่ยวหมู่บ้านแปรรูปปลาท่องเที่ยว


“ณมน” นั่งผอ.หญิงคนแรกของสมศ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/281155

“ณมน” นั่งผอ.หญิงคนแรกของสมศ.

ผอ, สมศคนใหม่, ผอสมศ, ณมน, รศดรณมน จีรังสุวรรณ, องค์การมหาชน

ประธานบอร์ดสมศ. เผย “รศ.ดร.ณมน จีรังสุวรรณ” ผอ.หญิงคนแรกของสมศ. เชื่อมีความรู้ความสามารถ น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ บริหารงานแก้ปัญหาสมศ.ได้

       ศ.พิเศษ  ดร.มณฑล  สงวนเสริมศรี อธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา ในฐานะประธานกรรมการบริหาร สำนักงานสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือสมศ. กล่าวภายหลังการประชุมบอร์ดสมศ.ว่า รศ.ดร. ณมน จีรังสุวรรณ ผู้อำนวยการสมศ.คนใหม่ ได้มาแสดงวิสัยทัศน์และนโยบายในการบริหารงานสมศ.ให้ที่ประชุมบอร์ดสมศ.ได้รับทราบ หลังจากที่ทาง คณะอนุกรรมการสรรหาผู้อำนวยการ สมศ. โดยมีศ.ดร.วิจิตร  ศรีสอ้าน เป็นประธาน ได้มีมติเลือก รศ.ดร.ณมน เป็นผู้อำนวยการสมศ. ซึ่งที่ประชุมบอร์ดสมศ.ได้มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของผอ.สมศ. โดยขอให้นำเอานโยบายรัฐบาล ปฏิรูปการศึกษา รวมถึงการประสานงานกับกระทรวงศึกษาธิการ  หน่วยงาน องค์กรต่างๆ ทั้งระดับอุดมศึกษา อาชีวศึกษา และการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อขับเคลื่อนตามนโยบายต่างๆ ให้เป็นไปในทางทิศทางเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า รศ.ดร.ณมน สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ของสมศ.ได้ เพราะรศ.ดร.ณมน มีนโยบายในการบริหารงานบูรณาการความรู้ โดยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง มีความตั้งใจ ซื่อสัตย์ มีความรู้ความสามารถ ในการปฏิบัติงาน เพื่อให้การบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้  รศ.ดร.ณมน  เป็น ผอ.หญิงคนแรกของสมศ. ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ เป็นผู้หญิงเก่ง และมีความเชี่ยวชาญในการประเมินคุณภาพภายนอกของสมศ. โดยรศ.ดร.ณมน มีวิสัยทัศน์ในการบริหารงาน การประเมินคุณภาพภายนอกโดยลดการใช้เอกสาร แต่จะเน้นการประเมินออนไลน์ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เข้ามาประเมิน เพื่อลดภาระของอาจารย์ สถานศึกษา ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ศึกษาธิการ รวมถึงเป็นการประเมินเพื่อการพัฒนา ปรับปรุงคุณภาพการศึกษาให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาอย่างแท้จริง นอกจากนั้น การประเมินภายนอกต้องมีการอบรม เพื่อพัฒนา ให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงคุณภาพมาตรฐาน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางบร์อดสมศ.ได้ส่งหนังสือถึงพล.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการสรรหาผอ.สมศ. พร้อมรายละเอียด ประวัติการทำงานของผอ.สมศ.เพื่อแจ้งให้รับทราบ สำหรับ รศ.ดร.ณมน นั้น มีดีกรีเป็นเป็นนักเรียนทุนก.พ. จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไปศึกษาต่อระดับปริญาโทและเอก ในสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ นอกจากนั้น ยังเป็นประธานพัฒนาหลักสูตรสารสนเทศของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ  และคณะกรรมการสมาคมอีเลินนิ่งแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ รศ.ดร.ณมน ผอ.สมศ.คนใหม่จะเริ่มปฏิบัติงานวันแรกในวันที่ 7 มิ.ย.2560

สวยด้วยเครื่องสำอางค์-สมุนไพรสู่THAILAND 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/281139

สวยด้วยเครื่องสำอางค์-สมุนไพรสู่THAILAND 4.0

มรังสิต, นาโนเทค, Innovation Drive Economy

นาโนเทค สวทช. จับมือ คณะเภสัชศาสตร์ ม.รังสิต เดินหน้าพัฒนาศักยภาพเภสัชศาสตร์และนาโนเวชสำอาง ขับเคลื่อนอุตฯเครื่องสำอางและสมุนไพรสู่ Thailand 4.0

        ลงนามความมือด้านวิจัยและพัฒนา ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพเภสัชศาสตร์และนาโนเวชสำอางในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและสมุนไพรให้ก้าวสู่ Thailand 4.0 เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้สูงขึ้น และยกระดับมาตรฐานโครงการวิจัยด้านเภสัชศาสตร์ สมุนไพร และนาโนเวชสำอาง ตอบโจทย์การพัฒนาของประเทศ ให้มีความทันสมัย ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน โดยมี ผศ.ดร.ภก.ธนภัทร ทรงศักดิ์ คณะบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมด้วย ดร.วรรณี ฉินศิริกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ และผู้แทนส่วนงานต่างๆ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมคณะเภสัชศาสตร์ อาคารวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เมื่อเร็วๆ นี้

        ผศ.ดร.ภก.ธนภัทร ทรงศักดิ์ คณะบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ปัจจุบันทิศทางการพัฒนาและขับเคลื่อนงานด้านการวิจัยในหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัยทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้ประกอบการ ต่างตอบสนองทิศทางการพัฒนาของประเทศตามนโยบาย Thailand 4.0 ในส่วนของมหาวิทยาลัยรังสิต ได้มอบให้คณะเภสัชศาสตร์ เป็นผู้นำการพัฒนางานวิจัยด้านเภสัชศาสตร์โดยเฉพาะด้านสมุนไพร นอกจากการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่แล้ว งานวิจัยจะต้องเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างสรรค์เป็นนวัตกรรม และสามารถนำไปถ่ายทอดและประยุกต์เป็น start up ให้แก่ผู้ประกอบการด้วย ซึ่งแนวทางพัฒนานี้จะประสบผลสำเร็จได้ หากมีความร่วมมือในการพัฒนางานวิจัยร่วมกับหน่วยงานภายนอก ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านวิชาการระหว่างกัน เช่น การนำองค์ความรู้งานวิจัยสมุนไพรของคณะเภสัชศาสตร์ ไปประยุกต์เพื่อพัฒนาเป็นยา เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมสุขภาพ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานที่เป็นเลิศด้านการพัฒนางานวิจัย เช่น ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ที่มีองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีด้านนาโน และมีประสบการณ์ในงานวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะด้านเภสัชศาสตร์และนาโนเวชสำอาง เพื่อร่วมกันสร้างนวัตกรรม รวมถึงการเป็น start up เพื่อให้งานวิจัยเกิดประโยชน์ได้อย่างสูงสุด

สวยด้วยเครื่องสำอางค์-สมุนไพรสู่Thailand 4.0
       ดร.วรรณี ฉินศิริกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงาน ในการลงนามความร่วมมือการวิจัยและพัฒนาด้านเภสัชศาสตร์และนาโนเวชสำอาง ระหว่าง คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ คือ การวิจัยและพัฒนาด้านสมุนไพร ทั้งการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ และการวิจัยเพื่อต่อยอดงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์ ซึ่งภารกิจดังกล่าวมีความสอดคล้องกับทิศทาง และนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเน้นการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Innovation Drive Economy) หรือที่เราได้ยินคำว่า Thailand 4.0 ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมาย คือ กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ โดยพิจารณาจากความได้เปรียบของประเทศจากความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม

โดยเฉพาะการนำองค์ความรู้ด้านนาโนเทคโนโลยีมาพัฒนาและประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรม นอกจากนี้ แผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยสมุนไพรไทย พ.ศ. 2560 – 2564 มีเป้าหมายที่จะส่งเสริมให้ประเทศไทย เป็นผู้ส่งออกวัตถุดิบสมุนไพรคุณภาพและผลิตภัณฑ์ชั้นนำของภูมิภาคอาเซียน และสร้างมูลค่าวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1 เท่า ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายด้านการวิจัยและพัฒนาด้านนาโนเทคโนโลยีของนาโนเทค ด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ยา และเวชสำอาง โดยอาศัยองค์ความรู้และความเป็นเลิศทางด้านนาโนเทคโนโลยี รวมทั้งพัฒนากระบวนการวิเคราะห์ทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานสากล

“ปัจจุบันนาโนเทค สวทช. ได้พัฒนาโรงงานผลิตอนุภาคนาโนมาตรฐาน GMP ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการต้นปีงบประมาณ 2561 พร้อมรองรับการให้บริการผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง บริษัทเอกชน/ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นการตอบโจทย์และสนับสนุนการดำเนินงานของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและเวชสำอางได้เป็นอย่างดี และนับเป็นโอกาสดีของสองหน่วยงานจะได้สร้างความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาด้านเภสัชศาสตร์และนาโนเวชสำอาง ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการร่วมวิจัยพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์ด้วยนาโนเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและสมุนไพร การพัฒนากำลังคน การพัฒนาหลักสูตร ตลอดทั้งการสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการร่วมกัน”ดร.วรรณี กล่าว

เพิ่มห้องเรียนกีฬา 5 โรงใน 4 จังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/281143

เพิ่มห้องเรียนกีฬา 5 โรงใน 4 จังหวัด

สถาบันการพลศึกษา, ชุมพร, เพชรบูรณ์, ชัยภูมิ, เปิดเพิ่ม 4 แห่ง, โครงการห้องเรียนกีฬา, ห้องเรียนกีฬา, เพิ่มห้องเรียนกีฬา, โรงใน, จังหวัด, สุรเชษฐ์

“สุรเชษฐ์” เห็นชอบขยายห้องเรียนกีฬาเพิ่มไปอีก 4 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ เพชรบูรณ์ อุดรธานี และชุมพร เริ่มเปิดรับนักเรียนเข้าเรียนชั้น ม.1,ม.4 ตั้งแต่เทอม 2/2560

            เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.60 พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ขยายผลการดำเนินโครงการสานฝันการกีฬาสู่ระบบการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นการนำเด็กที่มีทักษะความสามารถทางด้านกีฬาเข้าสู่ระบบการศึกษาไปสู่พื้นที่อื่นๆ ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ให้หลักเกณฑ์การพิจารณาการจัดตั้งห้องเรียนกีฬา ในจังหวัดที่ไม่มีโรงเรียนกีฬาด้วยว่า  จะต้องมีสถาบันการพลศึกษาตั้งอยู่ในจังหวัดนั้นๆ เพื่อร่วมกันเป็นครูผู้สอน เป็นโค้ช ดูแลพัฒนานักเรียนได้เหมาะสมตามสมรรถนะทางร่างกายด้วยนั้น

จากนโยบายดังกล่าวและจากการลงพื้นที่ติดตามและพิจารณาโรงเรียนจึงเห็นชอบให้  สพฐ. เปิดห้องเรียนกีฬาเพิ่มอีก 4 จังหวัด จำนวน 5 โรงเรียน ดังนี้ จ.ชัยภูมิ ที่โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิ รับสมัครชั้น ม.1 และ ม.4 ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2/2560 ประเภทกีฬาฟุตบอลชาย และบาสเกตบอลหญิง , จ.เพชรบูรณ์ ที่โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย เพชรบูรณ์ รับสมัครชั้น ม.1 และ ม.4 ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2/2560 ประเภทกีฬาฟุตบอลชาย บาสเก็ตบอลชาย และวอลเลย์บอลหญิง, จ.อุดรธานี มี 2 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนราชินูทิศ 2 รับสมัครนักเรียนเข้าเรียนชั้น ม.1 ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1/2561 และโรงเรียนอุดรพัฒนาการ รับสมัครชั้น ม.4 ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2/2560 ประเภทกีฬาฟุตบอลชาย และวอลเลย์บอลหญิง และจ.ชุมพร ที่โรงเรียนทุ่งตะโกวิทยา ชั้น ม.1 และ ม.4 ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2/2560 ประเภทกีฬาฟุตบอลชาย และเพิ่มประเภทกีฬาที่รับนักเรียนชายและหญิงในภาคเรียนที่ 1/2561

“ทั้ง 5 โรงเรียนผมได้ลงพื้นที่ไปตรวจติดตามด้วยตนเอง ล่าสุดคือที่โรงเรียนทุ่งตะโกวิทยา ซึ่งทุกแห่งมีความพร้อมจึงมอบหมายให้ สพฐ.ขยายการเปิดเพิ่มซึ่งหากรวมกับที่มีการขยายผลไปก่อนหน้านี้และมีการรับนักเรียนแล้วใน 4 จังหวัดๆละ 1 โรง ได้แก่ โรงเรียนสารคามพิทยาคม จ.มหาสารคาม, โรงเรียนสุโขทัยวิทยาคม จ.สุโขทัย, รร.กาญจนาภิเษกวิทยาลัย กระบี่ จ.กระบี่ ในประเภทกีฬาฟุตบอลชายและวอลเลย์บอลหญิง และจ.สมุทรสาคร เฉพาะกีฬาฟุตบอลชาย เท่ากับว่าขณะนี้มีโรงเรียนกีฬาแล้วทั้งสิ้น 8 จังหวัด จำนวน 9 โรงเรียน อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 9มิ.ย.นี้ผมจะประชุมร่วมกับผู้บริหารโรงเรียนและผู้เกี่ยวข้องทั้ง 8 จังหวัด เพื่อเตรียมจัดทำแผนการดำเนินงานห้องเรียนกีฬา ระยะ 3 ปีต่อไป”รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

เพราะเกมไม่ใช่เรื่องไร้สาระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/281144

เพราะเกมไม่ใช่เรื่องไร้สาระ

เพราะเกมไม่ใช่เรื่องไร้สาระ, เกมแก้ปัญหาสังคม, มหาชน, Concept paper, ซ้าย

ใช้เกมแก้ปัญหาสังคมกับโครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนให้มีทักษะด้านการออกแบบและสร้างนวัตกรรมเกมการเรียนรู้ที่สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาและขับเคลื่อนทางสังคม

        คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ร่วมกันดำเนินโครงการ “ออกแบบเกม ออกแบบสังคม” โครงการที่นักเรียนผู้เข้าร่วมสามารถออกแบบเกมการเรียนรู้เพื่อขับเคลื่อนและแก้ไขประเด็นสังคมที่น่าสนใจ ผ่านกระบวนการกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ร่วมกับคณาจารย์ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมจากทั่วประเทศ

เพราะเกมไม่ใช่เรื่องไร้สาระ

       โดยรับสมัครนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 และอาชีวศึกษาปีที่ 1 จากทั่วประเทศมาร่วมกระบวนการพัฒนาทักษะทั้งด้านการเป็นผู้สร้างนวัตกรรมหรือนวัตกร ด้านกระบวนการคิดเชิงออกแบบและสร้างสรรค์ ให้ตระหนักถึงประเด็นทางสังคม จนนำไปสู่ความกล้าคิดและการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และดำเนินการคัดเลือกในรอบแรก 45 ทีม โดยพิจารณาข้อเสนอเชิงหลักการ (Concept paper) ของแต่ละทีม

       เมื่อผ่านการคัดเลือกในรอบแรกแล้ว รอบสุดท้าย แต่ละทีมต้องสัมภาษณ์จากคณะกรรมการ ให้เหลือเพียง 15 ทีม การเข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุนในด้านเชิงความรู้ ค่าใช้จ่ายและทุนในการพัฒนานวัตกรรมเกมของแต่ละทีม เพื่อให้เกิดทั้งผลงานนวัตกรรมที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างได้ประโยชน์สูงสุด มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมได้จริง และยังเกิดองค์ความรู้ในการสร้างนวัตกรรมเพื่อการสร้างสรรค์สังคมอีกด้วย

เพราะเกมไม่ใช่เรื่องไร้สาระ

    รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี

     รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า โครงการสร้างสรรค์สังคมด้วยนวัตกรรม “ออกแบบเกม ออกแบบสังคม” มุ่งสร้างเครือข่ายนวัตกรที่มีจิตสำนึกรับผิดชอบสังคม องค์ความรู้เกี่ยวกับการชับเคลื่อนสังคมผ่านการสร้างนวัตกร

         โครงการนี้มองว่า สังคมที่พลเมืองสำนึกรับผิดชอบ เห็นความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งอย่างเป็นระบบ พร้อมปรับเปลี่ยนตนเอง และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้วยพลังอย่างสร้างสรรค์ร่วมกัน จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทิศทางที่ดี สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน

เพราะเกมไม่ใช่เรื่องไร้สาระ

        (ซ้าย)  พิรุณ น้อยอิ่มใจ หรือครูน้อย ผู้จัดการศูนย์พักพิงเด็กพัทยา

         พิรุณ น้อยอิ่มใจ หรือครูน้อย ผู้จัดการศูนย์พักพิงเด็กพัทยา หนึ่งในผู้คิดตัวนวัตกรรมเกมเพื่อสังคม เล่าว่า การทำเกมอยู่ในช่วงที่กำลังศึกษาปริญญาโท คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ตอนนั้นทางวิชาให้การบ้านเราโดยให้ไปออกแบบนวัตกรรมหนึ่งชิ้นเพื่อจะไปช่วยพัฒนาสังคม และด้วยที่ตนเป็นนักสังคมสงเคราะห์ของมูลนิธิเอช เอช เอ็น เพื่อเด็กไทย ทำงานช่วยเหลือเด็กที่ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว เด็กที่ถูกล่อลวงทางเพศ หรือเด็กที่อยู่ในเขตเมืองพัทยาหรือเด็กเร่ร่อนในพัทยา

         นอกจากนี้ยังมีประเด็นปัญหาหนึ่งคือ เด็กถูกล่อลวงค่อนข้างเยอะ ล่อลวงไปลวงละเมิดทางเพศ ถูกล่อลวงเพื่อไปแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศ หรือว่าเข้าสู่กระบวนการค้ามนุษย์ จึงนำประเด็นนี้มาคุยกับกลุ่มเพื่อนเพื่อจะช่วยกันออกแบบกิจกรรมเกม ตั้งโจทย์ว่าอยากทำเกมสำหรับสอนเด็กเพื่อป้องกันการถูกล่อลวง จึงเกิดเกมการ์ดป้องกันเด็กขึ้น

เพราะเกมไม่ใช่เรื่องไร้สาระ

          ตอนนี้เกมได้ถูกพัฒนาเรียบร้อย โดยปัจจุบันได้ร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาสังคมเมืองพัทยา จ.ชลบุรี ทำโครงการคุ้มครองเด็กในชุมชนแออัด โดยการนำเอาเกมเข้าไปเผยแพร่มในชุมชนแออัด 20 ชุมชน ได้รับการสนับสนุนจากสโมสรโรตารี่ในการที่จะทำเกมเนื่องจากเกมในปัจจุบันเป็นตัวอย่างเฉยๆจึงทำเป็นเกมขึ้นมาจริงและนำไปเผยแพร่ตามโรงเรียนต่างๆ

        ลักษณะของเกมจะเป็นการ์ดเกมที่มีผู้เล่นเป็น 2 ฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งจะสวมบทบาทเป็นเด็กที่ถูกล่อลวง และอีกหนึ่งคนจะต้องสวมบทบาทเป็นผู้ใหญ่ คนที่เป็นผู้ใหญ่จะต้องเอาการ์ดเกมที่เป็นการเชิญชวนเด็ก ล่อลวงเด็ก เช่น น้องไปกับพี่มั้ยพี่มีเงิน เด็กก็จะปฏิเสธและต้องดูว่าปฏิเสธอย่างไร เช่น เด็กอาจจะบอกว่า เด็กไปขออนุญาตแม่ก่อนหรือไม่อาจจะบอกว่าเดี๋ยวไปหาแม่ก่อน

       หรืออาจจะเป็นเหตุการณ์ที่อยู่โรงเรียนแล้วมีคนมาบอกว่าพ่อแม่ไม่ว่างมารับ กลับบ้านกับพี่มั้ย เด็กอาจจะตอบกลับไปว่าขอรหัสก่อน ขอรหัสเพื่อเป็นการยืนยันว่าคนนั้นเป็นไหว้วานให้มารับจริงๆก็สามารถตอบรหัสได้ แต่หากไม่ใช่ก็ไม่สามารถตอบได้ เด็กรู้ทันทีเลยว่าคนนี้ไม่ใช่คนที่พ่อแม่ให้มารับกลับบ้านเด็กก็จะหลีกหนีไป และนอกจากนั้นการ์ดเกมยังมีเบอร์โทรศัพท์ของศูนย์สังคม 1390 หรือ 191 เด็กจะจำได้เพราะการมองผ่านตอนเล่นเกมการ์ด โดยไม่ต้องท่องจำ

        การ์ดเกมตอนนี้ใช้ได้จริงในเขตเมืองพัทยา จ.ชลบุรีแล้ว ความคาดหวังของเกมคือเด็กเข้าใจและจำได้ว่าอย่างน้อยที่สุด เด็กรู้วิธีการล่อลวงของคนที่มาล่อลวง เขาล่อลวงอย่างไรบ้าง เขาใช้วิธีการอะไรบ้าง เช่น การชวนไปเล่นเกม หลอกล่อโดยการให้เงินก่อน ทำความรู้จักเพื่อสร้างความใกล้ชิด เด็กจะรู้ว่าคนนี้ไม่น่าไว้ใจนอกจากนั้นเด็กได้รู้ว่าหากเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริงกับตัวเราหรือคนรอบข้างสามารถขอความช่วยเหลือใครได้บ้าง โดยการโทร 191, 1390 หรือคนใกล้ชิดคือพ่อแม่ของเด็กเอง

เพราะเกมไม่ใช่เรื่องไร้สาระ

    ทีมผู้พัฒนาเกม The Trust

     และอีกเกมหนึ่งที่น่าสนใจคือ เกมการต่อต้านคอรัปชั่น โดยทีมผู้พัฒนาเกม The Trust ประกอบด้วย 3 คน คือ ภาสกร ยูถะสุนทร์ หรือต้า จิรายุ กานต์ปริยสุนทร หรือคิว และโสรวาร ศิริพงศ์ปรีดา หรือแดนนี่  ต้าเป็นตัวแทนของทีมได้เล่าความเป็นมาของเกมนี้ว่า ไปเจอบนสื่อบนเฟสบุ๊คประกาศว่า มีการแข่งขันบอร์ดเกม จากนั้นคิดว่า น่าสนใจจึงชวนเพื่อนๆจบปริญญาโทมาด้วยกันที่จุฬาฯ

       โดยมาลองทำเพราะเดิมทีชอบเล่นบอร์ดเกมอยู่แล้ว มีแนวความคิดหลักคือคอรัปชั่น ซึ่งมันน่าสนใจ ออกแบบเกมยังไง คิดไปคิดมาก็ได้ออกมาในแนวการปฏิสัมพันธ์ คุยกันจับการโกงมาเข้าด้วยกัน จึงได้เป็นเกมตัวนี้

          เกมการต่อต้านคอรัปชั่น เกมที่มีการปฏิสัมพันธ์ เป็นการเล่นโดยการสมมุติว่ามีเมืองหนึ่งในเมืองนี้จะมีการรับโครงการผู้รับเหมาแต่ละคนรับโครงการไป ผู้รับเหมาบ้างคนเล่นแบบสุจริตหรือทุจริต มีกลไกที่สามารถตรวจสอบได้ คือการแบ่งเป็น5 เฟสด้วยกัน เล่นทั้งหมด 6 รอบ เมื่อครบ 5 เฟส คือ 1 รอบ เริ่มต้นตั้งแต่รับโครงการ กำไรว่าได้เท่าไรเริ่มมีการโกหกหรือไม่โกหกเกิดขึ้น

         หลังจากนั้นก็จะมีการฟ้องร้อง หากสงสัยใครเพราะต้องมีใครโกง จะมีข้อมูลให้ในการ์ด และในหน้าฉากมีการ์ดอะไรบ้าง เช่น 14 ล้านมีใบเดียว แต่มีคนพูดออกมา 2 คน เท่ากับว่าต้องมี 1 คนที่โกหก จึงดำเนินไปถึงการฟ้องร้อง การฟ้องร้องต้องมีต้นทุน หากปรากฏว่าคนที่เราฟ้องพูดความจริงคนที่ต้องเสียคือเรา เพราะเราไปฟ้องเขาก็เหมือนเขาฟ้องกลับเราในข้อหาหมิ่นประมาทเขา เราต้องเสียเงิน แต่ถ้าเราไปฟ้องเขาแล้วจับได้เหมือนได้รางวัลเป็นค่านำจับ

          ปัจจุบันตอนนี้การประมูลผลประโยชน์เป็นการสะท้อนสังคมไทย การได้เปรียบมีการมานำเสนอให้มีการประมูลกัน เพื่อจะให้เขามาเป็นพวกเดียวกับเรา ตรงจุดนี้เป็นสีสันของเกมที่สนุกมันสามารถนำมาต่อยอดได้ ในอนาคต การเล่นเกมนั้นมีคอนเซ็ปว่าเล่นไปอย่าให้ใครโกง คือสมมุติทุกคนหวังผลประโยชน์ตัวเองไม่ฟ้อง บ้านเมืองของเราก็จะถูกคนพวกนี้กัดกิน

เพราะเกมไม่ใช่เรื่องไร้สาระ

       สุดท้ายคนที่ชนะเกมก็ไม่ใช่คุณแต่เป็นคนที่โกง อันนี้จะมาสอดแทรกไปในตัว จากการนำเกมมาให้เด็กๆได้เล่นนั้น ผลตอบรับดีมาก เพราะเป็นการเล่นแบบสอดแทรกเรากล้าฟ้อง กล้าจับผิดต้องมีเทคนิคในการ จึงทำให้เล่นเกมนี้แล้วสนุก

        สำหรับการเข้าร่วมโครงการ นักเรีนผู้สนใจสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2560 ทางhttp://goo.gl/wF4pUF สามารถสอบถามรายละเอียดโครงการ Open Forum : ออกแบบเกม ออกแบบสังคม ได้ในเว็บไซด์http://lsed.tu.ac.th/tu-banpu หรือ http://facebook.com/tu.banpu โทร 062-681-1787

เดินตามรอยพ่อส่งเสริมการศึกษาเด็กไทยในชนบท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/281134

เดินตามรอยพ่อส่งเสริมการศึกษาเด็กไทยในชนบท

หนังสือ, มหาชน, เพียงพ่อก็พอเพียง

มูลนิธิศิริวัฒนา ร่วมกับศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้นท์ จำกัด (มหาชน) เดินหน้าวางรากฐานการศึกษา ตามรอยพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ส่งเสริมการศึกษาเด็กไทยในชนบท

       การศึกษาถือเป็นรากฐานที่สำคัญของมนุษย์ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยไหน อายุเท่าไรก็ตาม เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถเรียนรู้ได้อย่างไม่จบไม่สิ้น การศึกษาเป็นรากฐานทางความคิด บุคลิกภาพ การพัฒนาทางร่างกายและสติปัญญา ซึ่งการศึกษาในระดับปฐมวัยมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่ขึ้นอยู่กับแนวทางในการเรียนการสอนของสถานที่นั้นๆ แต่หัวใจสำคัญที่สุดก็คือมีจุดประสงค์เดียวกัน คือ การสร้างให้เด็กคนหนึ่งเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศชาติ

ทางมูลนิธิศิริวัฒนา ร่วมกับศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้นท์ จำกัด (มหาชน)และบริษัทในเครือ โดยตัวแทนเจ้าหน้าที่บริหารและพนักงานเข้ามอบหนังสือเรียน อุปกรณ์ต่างๆทางการเรียนการสอนและทุนการศึกษา ให้กับนักเรียนโรงเรียนบ้านสงแคน  ตำบลชีบน อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่6 มีนักเรียนทั้งหมด 72 คน โดยที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะมีอาชีพรับจ้างที่จังหวัดต่างๆ นักเรียนอาศัยอยู่กับญาติและมีฐานะยากจน เพื่อส่งเสริมการศึกษาช่วงวัยทีควรให้ความสำคัญที่สุดสำหรับการศึกษาก็คือช่วงเวลาปฐมวัย หรือช่วงเวลาตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 5 ปี และนี่นับเป็นช่วงเวลาแห่งการศึกษาที่มีความสำคัญที่สุด ทางมูลนิธิจึงเข้าช่วยเหลือและสนับสนุนสิ่งต่างๆแก่โรงเรียนบ้านสงแคน

นายพรเทพ สามัตถิยดีกุล ประธานมูลนิธิศิริวัฒนา กล่าวว่า ทางมูลนิธิศิริวัฒนามีความยินดีและตั้งใจเป็นอย่างยิ่งในการให้ความช่วยเหลือส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาให้แก่เยาวชนซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญหรือกำลังที่สำคัญของการพัฒนาประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ไม่เพียงแต่บริจาคสิ่งของต่างๆ

ทางมูลนิธิ ได้จัดทำหนังสือ “เพียงพ่อก็พอเพียง” หนังสือป๊อปอัพ ร่วมเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่9 ทั้งหมด 3 เล่ม ประกอบไปด้วย เล่มที่1 เนื้อหาเกี่ยวกับพระชนมวารอันแสนสุข พระราชประวัติของรัชกาลที่9 ครั้งยังทรงพระเยาว์จากสมเด็จพระบรมราชชนนีหรือสมเด็จย่า เนื้อหาคู่บุญ คู่พระราชหฤทัย ตลอดระยะเวลาแห่งการครองสิริราชสมบัติ รวมถึงการนำเสนอพระปรีชาสามารถด้านต่างๆของพระองค์ เล่มที่2  เนื้อหาเกี่ยวกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และพระปฐมบรมราชโองการ ช้างเผือกคู่พระบารมี และเล่มที่3 โครงการพระราชดำริ วังสวนจิตรลดา พิธีฉลองศิริราชสมบัติครบ 60 ปี  เพื่อไว้ในห้องสมุดของโรงเรียนให้นักเรียนทุกระดับชั้นได้ศึกษาหาความรู้และเดินตามรอยเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่9

“นอกจากนี้ทางมูลนิธิยังได้จัดโครงการ รูปที่มีทุกบ้าน เพื่อเป็นการร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่9 และส่งเสริมให้คนไทยเดินตามแนวทางคำสั่งสอนและการปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆของพระองค์ ให้ประชาชนได้ศึกษาและเรียนรู้ผ่านภาพถ่ายในพระอิริยาบถต่างๆ ที่จัดมอบให้กับประชาชนคนไทยทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศไทย โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆสำหรับ สนใจเป็นตัวแทนในการส่งมอบภาพในพื้นที่ต่างจังหวัดหรือถิ่นทุรกันดาร ทางมูลนิธิบริการจัดส่งให้ฟรี สามารถติดต่อได้ที่ Facebook พิมพ์ “โครงการรูปที่มีทุกบ้าน by มูลนิธิศิริวัฒนา” นายพรเทพ กล่าว

“กฎหมายพวง” จัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/280913

“กฎหมายพวง” จัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา

มธ, จัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา, กฎหมายพวง, กกอ

ยกร่างกฎหมาย 3 ฉบับ ทำกฎหมายพวง จัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา กฎหมายการอุดมศึกษามีลักษณะเหมือน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่อยู่เหนือกว่าพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยต่างๆ

       คณะทำงานจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา ซึ่งมี ศ.นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธาน ได้ตั้งอนุกรรมการขึ้น 2 ชุดคือ อนุกรรมการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งรับฟังความเห็นทุกภาคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว และอนุกรรมการยกร่างกฎหมาย

      ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะประธานอนุกรรมการยกร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา ในฐานะประธานอนุกรรมการยกร่างกฎหมาย กล่าวว่าสำหรับการยกร่างกฎหมาย 3 ฉบับ เป็นกฎหมายพวงต่อเนื่องกัน ฉบับแรก คือ  ร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวงทบวงกรม มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเพิ่มกระทรวงการอุดมศึกษา อีกกระทรวงหนึ่งนอกเหนือจากกระทรวงที่เรามีอยู่ ฉบับที่สองคือ ร่างพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษา  ซึ่งว่าด้วยส่วนราชการ ในกระทรวงการอุดมศึกษา โดยมีรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง และอธิบดีกรม  ประมาณ 3-4 กรม ซึ่งเป็นรูปแบบกระทรวงทั่วไป และกำหนดหลักการที่เกี่ยวข้องกับอำนาจของ รมต. โดยเฉพาะอำนาจรมต.ที่จะสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นต้น ฉบับที่สาม. ร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา  ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ที่ไม่เคยร่างมาก่อนในประเทศ มีลักษณะที่แปลกกว่ากฎหมายฉบับอื่น โดยจะกำหนดหลักการสำคัญเกี่ยวกับ การกำหนดประเภทของมหาวิทยาลัย ความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกับรัฐบาล อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) และความสัมพันธ์ระหว่าง กกอ.กับรมต.การอุดมฯ  การกำหนดความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัย หลักธรรมาภิบาลและหลักความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัย เป็นต้น

อธิการบดี มธ. กล่าวต่อไปว่า กฎหมายการอุดมศึกษาจะมีลักษณะเหมือน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่อยู่เหนือกว่าพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยต่างๆ โดยเขียนหลักการของสภามหาวิทยาลัย  หลักธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัย ซึ่งมหาวิทยาลัยจะไม่ปฏิบัติไม่ได้ ส่วนถ้าไม่ปฏิบัติตามจะมีบทลงโทษหรือไม่นั้น รัฐบาลก็ลงโทษได้ตามอำนาจหน้าที่ของ รมต.  โดยจะเขียนอำนาจของ รมต.ให้ชัดเจนว่า เรื่องใดที่สามารถลงไปกำกับได้ เรื่องใดไม่ได้ โดยการกำกับดูแลนั้นต้องพิจารณามหาวิทยาลัยเป็นรายๆไป ไม่ใช่ควบคุมเหมือนกันทั้งหมด ซึ่ ควรมีความหลากหลายในการควบคุมดูแลมหาวิทยาลัย  ทั้งนี้ การยกร่างจะดำเนินการได้เสร็จและขึ้นเว็บไซต์วันที่ 10 มิ.ย. และคาดว่าจะดำเนินตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา ได้ภายในรัฐบาลนี้ตามที่ได้กำหนดแผนงานไว้