12มิ.ย.นี้ให้ว่าที่ 77 รองศธจ.รายงานตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/281324

12มิ.ย.นี้ให้ว่าที่ 77 รองศธจ.รายงานตัว

รายงานตัว, รองศธจ77, 888, สรรหา, ศธจ, รายงาตัว, 12มิยนี้ให้ว่าที่, รองศธจรายงานตัว, ศธภ

ประกาศแล้วรายชือ ผู้ผ่านการสรรหาเป็นรอง ศธจ.ในสำนักงาน ศธภ.18 ภาค พร้อมเรียกให้รายงานตัวเพื่อบรรจุแต่งตั้งภายใน 12 มิ.ย.นี้ ไม่มาถือว่าสละสิทธิ์

      ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผย ได้ลงนามในประกาศ ศธ.เรื่อง รายชื่อผู้ผ่านการสรรหาเพื่อแต่งตั้งให้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งรองศึกษาธิการจังหวัด ตำแหน่งประเภทอำนวยการระดับต้น สังกัด สป.ศธ. โดยเรียงลำดับจากผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดเป็นรายภาค ซึ่งมีผู้ผ่านการสรรหาทั้งสิ้น 163 รายจากผู้สมัคร 174 ราย ทั้งนี้ ผู้ผ่านการสรรหาจะต้องเข้ามารายตัวเพื่อกำหนดตำแหน่ง รอง ศธจ. จำนวน 77 รายจะต้องเข้ารายงานตัวภายในวันที่ 12 มิ.ย.นี้ ที่ห้องประชุมหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ศธ. หากผู้ผ่านการสรรหาไม่มารายงานตัวจะถือว่าสละสิทธิ์

สำหรับรายชื่อผู้ผ่านการสรรหาทั้ง 77 รายที่ต้องมารายงานตัวตามลำดับที่ประกาศไว้ของแต่ละภาค มีดังนี้ สำนักงานศึกษาธิการภาค (ศธภ.) 1 ได้แก่ นายกฤษณะ เลิศวิชานันท์ รองผอ.สพป.ปทุมธานี เขต 1 ,นายวินัย ยงเขตรการณ์ รอง ผอ.สพป.ปทุมธานี เขต 2 , นางธนภร เศรษฐี รอง ผอ.สพป.นนทบุรี เขต 2 ,นายรังสรรค์ อินทพันธุ์ รอง ผอ.สพป.สระบุรี เขต 1และนายวีระวัฒน์ โพธิ์ทอง รอง ผอ.สพป.นครศรีธรรมราช เขต 2

สำนักงาน ศธภ.2 ได้แก่ นายวินัย ตะปะสา รอง ผอ.สพป.ชัยนาท ,นายสิทธิพงษ์ พฤกษอาภรณ์ รอง ผอ.สพป.ลพบุรี เขต 1,นายนันทภพ เคหา รอง ผอ.สพป.อ่างทอง 1และนายสุเชษฐ ประชากุล รอง ผอ.สพป.สิงห์บุรี

สำนักงาน ศธภ.3 ได้แก่ นายนุสินธุ์ รุ่งเดช รอง ผอ.สพป.ฉะเชิงเทรา เขต 1,นายนพรัตน์ เทพตะขบ รอง ผอ.สพป.ปราจีนบุรี เขต 1,นางทวีวรรณ แน่วแน่ รองผอ.สพป.สมุทรปราการ เขต 2,นายพีระพงษ์ ไชยทองศรี รอง ผอ.สพป.สระแก้ว เขต 1และนายทวีป ฉิมไทย รอง ผอ.สพม. เขต 6

สำนักงาน ศธภ.4 ได้แก่ ว่าที่ ร.ต. นันต์ชัย แก้วสุวรรณ์ รอง ผอ.สพม. เขต 9, นายรัฐวิทย์ ทองนวรัตน์ รอง ผอ.สพม. เขต 9,ว่าที่ รต.สมชาย งามสุขสวัสดิ์ รอง ผอ.สพป.ราชบุรี เขต 1 และนายโอภาส ต้นทอง รองผอ.สพป.กาญจนบุรี เขต 1

สำนักงาน ศธภ.5 จำนวน 7 ราย ได้แก่ 1.นายสมสันต์ ลือกำลัง รอง ผอ.สพป.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 ,นายพนัส ทองภูเบศร์ รอง ผอ.สพป.เพชรบุรี เขต 1,นายกริช นุ่มวัด รองผอ.สพป.สมุทรสงคราม และนายศุภชัย เจริญขำ รอง ผอ.สพป.สมุทรสาคร,

สำนักงาน ศธภ.6 ได้แก่ นายไกรสิทธิ์ เลิศไกร รอง ผอ.สพม. เขต 12,นายพรศักดิ์ จินา รอง ผอ.สพม. เขต 12,นางณันศภรณ์ นิลอรุณ รอง ผอ.สพป.สุราษฎร์ธานี เขต 1และ นายอนุวัฒน์ เฮ้งศิริ รอง ผอ.สพป.นครศรีธรรมราช เขต 1

สำนักงาน ศธภ.7 ได้แก่ นายปราโมทย์ เกี่ยวพันธ์ รอง ผอ.สพป.กระบี่,นายทรงศักดิ์ โต๊ะทอง รอง ผอ.สพป.ระนอง,นายนิวรณ์ แสงวิสุทธิ์ รอง ผอ.สพป.ตรัง เขต 1, นายสันติภัทร โคจีจุล รอง ผอ.สพป.ตรัง เขต 2 และนายสุทัศน์ แก้วพูล รอง ผอ.สพม.เขต 12

สำนักงาน ศธภ.8 ได้แก่ นายมนูญ บุญชูวงศ์ รอง ผอ.สพม. เขต 12 ,นายชูสิน วรเดช รอง ผอ.สช.จังหวัดสงขลา,นายอะเดช มุทะจันทร์ รอง ผอ.สช.จังหวัดปัตตานี,นายพันเทพ สุวรรณขันธ์ รอง ผอ.สช.จังหวัดยะลา และนายโชคดี ศรัทธากาล รอง ผอ.สช.จังหวัดนราธิวาส

สำนักงาน ศธภ.9 ได้แก่ นายศุภมิตร ศิรกัณฑะมากุล รอง ผอ.สพป.ชลบุรี เขต 3,นายเศรษฐา เสนะวงศ์ รอง ผอ.สพป.จันทบุรี เขต 1, สิบโท ไชยยันต์ เกิดเหมาะ รอง ผอ.สพป.ระยอง เขต 1 และนายธนะชัย อุปริรัตน์ รอง ผอ.สพป.ตราด

สำนักงาน ศธภ. 10 ได้แก่ นายจรินทร์ สุรเสรีวงษ์ รอง ผอ.สพป.อุดรธานี เขต 1,นายชาติชาย วงศ์กิตตะ รอง ผอ.สพป.เลย เขต 2,ว่าที่ ร.ต.พูนศักดิ์ พระรัตภูมี รอง ผอ.สพป.อุดรธานี เขต 2, นายกฤต สุวรรณพรหม รอง ผอ.สพป.เลย เขต 1และนายเฉลิมชัย แสนมหาชัย รอง ผอ.สพป.เลย เขต 2

สำนักงาน ศธภ.11 ได้แก่ นายชวรงค์ วงศ์ศรีทา รอง ผอ.สพม.เขต 22,นายสังวาลย์ ศรีโคตร รอง ผอ.สพป.สกลนคร เขต 1และนายรัฐศาสตร์ กองสินแก้ว รอง ผอ.สพป.นครพนม เขต 1

สำนักงาน ศธภ.12 ได้แก่ นายสุวัฒน์ชัย แสนราช รอง ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 1,นายสมาน แก้วคำไสย์ รอง ผอ.สพป.ร้อยเอ็ด เขต 1,นายรัชพร วรรณคำ รอง ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 4 และนายภัทรวรรธน์ นิลแก้วบวรวิชญ์ รอง ผอ.สพม.เขต 27

สำนักงาน ศธภ.13 ได้แก่ นายชาตรี ปุระมงคล รอง ผอ.สพป.อุบลราชานี เขต 1 ,นายอุดมศักดิ์ เพชรผา รอง ผอ.สพป.ศรีสะเกษ เขต 1 ,นายบุญสนอง พลมาตย์ รอง ผอ.สพป.ยโสธร เขต 2และนายเสรี ตุ้มอ่อน รอง ผอ.สพป.อุบลราชธานี เขต 5

สำนักงาน ศธภ.14 ได้แก่ นายสุวิทย์ ศรีฉาย รอง ผอ.สพป.นครราชสีมา เขต 1,นายโสธร บุญเลิศ รอง ผอ.สพม.เขต 32 ,นายกิตติภัทท์ ไกรเพชร รอง ผอ.สพป.สุรินทร์ เขต 2 และว่าที่ ร.ต.เจษฎาภรณ์ พรหนองแสน รอง ผอ.สพป.สุรินทร์ เขต 3

สำนักงาน ศธภ.15 ได้แก่ นายเสริมศิษฐ์ พิมพันธ์ดี รอง ผอ.สพป.เชียงใหม่ เขต 1,นายธนาวัฒน์ คำราช รอง ผอ.สพป.ลำปาง เขต 3,นายศิริเศรษฐ ศรีกอก รอง ผอ.สพป.ลำพูน เขต 1และนายสมภูมิ ธรรมายอดดี รอง ผอ.สพป.แม่ฮ่องสอน เขต 2

สำนักงาน ศธภ.16 ได้แก่ นายวัลลภ ไม้จำปา รอง ผอ.สพป.เชียงราย เขต 4,นายพนิต ใหม่ประสิทธิกุล รอง ผอ.สพป. พะเยา เขต 1,นายอดุล เทพกอม รอง ผอ.สพป.น่าน เขต 1และน.ส.ประไพพร อุทธิยา รอง ผอ.สพม.เขต 36

สำนักงาน ศธภ.17 ได้แก่ นายลือชัย ชูนาคา รอง ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 1 , นายธวัชชัย ชูหน้า รอง ผอ.สพป.สุโขทัย เขต 1, นายวีนัสส์ ถายาธัชนันท์ รอง ผอ.สพป.อุตรดิตถ์ เขต 2,ว่าที่ พ.ต.ประหยัด แก่นชา รอง ผอ.สพป.เพชรบูรณ์ เขต 2และนายสัมฤทธิ์ ไวเปีย รอง ผอ.สพม.เขต 40

สำนักงาน ศธภ.18 ได้แก่ นายสมาน บุตศรี รอง ผอ.สพป.นครสวรรค์ เขต 1, นายธัญ สายสุจริต รอง ผอ.สพป.กำแพงเพชร เขต 2,นายธนู อักษร รอง ผอ.สพป.พิจิตร เขต 1และนายรณชัย ทัดช่อม่วง รองผอ.สพป.นครสวรรค์ เขต 1

มนพ.รับทุนการศึกษา 300 ทุนเรียนต่อปวส.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/281308

มนพ.รับทุนการศึกษา 300 ทุนเรียนต่อปวส.

รับทุน, มนพรับทุนการศึกษา, 300, ทุนเรียนต่อปวส, มนพ, มหาชน

มนพ.-บ.BJC มอบทุนการศึกษา 300 ทุนเรียนประจำปีการศึกษา 60-61 ในระดับ ปวส.ใน 3 หลักสูตร ได้แก่ ไฟฟ้า-เทคนิคการผลิต-ค้าปลีก

     ดร.สังคม  ภูมิพันธุ์ รักษาราชการแทน อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม (มนพ.) เป็นประธานในพิธีลงนามในสัญญารับทุนการศึกษา และกล่าวให้โอวาท แก่นักศึกษา ที่ได้รับทุนการศึกษา “โครงการทุนการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ประจำปีการศึกษา 2560” พร้อมกล่าวว่า โครงการทุนการศึกษาฯ นี้ มนพ.ได้รับการสนับสนุนโดย บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC มอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษา มนพ.ในปีการศึกษา 2560 – 2561 จำนวน 300 ทุน ใน 3 สาขาวิชา ได้แก่ หลักสูตรสาขาวิชาการไฟฟ้า หลักสูตรสาขาเทคนิคการผลิต และสาขาการจัดการธุรกิจการค้าปลีก

สำหรับปีการศึกษา 2560 นี้มีนักศึกษาได้รับมอบทุนการศึกษา ในหลักสูตรสาขาวิชาไฟฟ้า จำนวน 19 ทุน แบ่งออกเป็น วิทยาลัยธาตุพนม จำนวน 9 คน และวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมศรีสงคราม จำนวน 10 คน และจะมอบทุนการศึกษา ในปีการศึกษา 2561 จำนวน 281 ทุน แบ่งเป็น นักศึกษาไทย 271 ทุน และนักศึกษาเวียดนาม จำนวน 10 ทุน

ตลาดแรงงานไทยรวย? “ทำงานหนัก”หรือ”เก่ง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/281301

ตลาดแรงงานไทยรวย? “ทำงานหนัก”หรือ”เก่ง”

ปริญญาตรี, สายอาชีพ, ไทยแลนด์ 40, แรงงาน, ตลาดแรงงานไทย, ตลาดแรงงานไทยรวย, ทำงานหนักหรือเก่ง, ทำงานหนัก, เก่ง, bottom 40, มธบ, สสค, the Human Development IndexHDI

UNDP ชี้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทำดัชนีการพัฒนามนุษย์ไทยต่ำกว่าศักยภาพจริง 20% หนุนเด็กหันมาเรียนสายอาชีพ เผยตลาดแรงงานไทย 25 ปี พบไม่ได้รวยเพราะเก่งแต่ทำงานหนัก

      เมื่อคนพูดถึงการขับเคลื่อนประเทศไทยสูงไทยแลนด์ 4.0 มีแง่มุมวิเคราะห์อยู่ 3ประเด็น ดังนี้ 1.สังคมต้องทำความเข้าใจการพัฒนาเป็นองค์รวม ไม่ใช่เพียงมิติเศรษฐกิจ แต่เป็นการรวมถึงสภาพสังคมใหม่ของประเทศไทย ที่อาศัยความทันสมัยของดิจิตอลมาช่วยขับเคลื่อนในทุกด้าน 2.สังคมควรส่งเสริมให้เกิดการเรียนในสายอาชีพ วิชาชีพ มากกว่ามุ่งเรียนปริญญา เพราะดูจากข้อมูลอีก 3 ปี ข้างหน้าโดยเฉพาะยอดการส่งออกของประเทศไทย พบว่า ธุรกิจจะมีการปรับตัวภายใน 5 ปี แต่ไทยยังขาดแรงงานคุณภาพ ซึ่งหากสามารถยกกลุ่มแรงงานกลุ่มล่างสุดที่เรียกว่า “bottom 40%” นี้ขึ้นมาได้ ไทยจะสามารถถีบตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงยุค 4.0 และ 3.ระบบการศึกษาต้องหนุนเสริมให้เกิดการเรียนรู้สายอาชีพ 4.0

      จากโครงการวิจัยสถานการณ์ตลาดแรงงานใน 18 กลุ่มจังหวัด ซึ่งมีการวิเคราะห์ข้อมูลแนวโน้มในการจ้างงานในระดับจังหวัด ซึ่งมาจากเสียงสะท้อนของผู้ประกอบการทั่วประเทศจำนวน 40,000 แห่ง โดยดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) กล่าวสรุปความก้าวหน้าของโครงการดังกล่าว ในงานพัฒนาศักยภาพและสร้างเครือข่ายสื่อสารด้านการปฏิรูป จัดโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

       “สิ่งที่เด็กเรียนในโรงเรียนต้องเน้นการเรียนแบบประยุกต์ใช้เครื่องจักรในยุคดิจิตอล ไม่ใช่เรียนแต่ฟังก์ชั่น เพราะตลอด 25 ปีที่ผ่านมา โครงสร้างการจ้างงานในประเทศไทยแทบไม่เปลี่ยนแปลง นั่นเป็นเพราะเราไม่ได้รวยจากการพัฒนาทักษะให้เก่งขึ้น แต่เป็นเพราะเราทำงานหนักมากขึ้น ดังนั้น ต้องเปลี่ยนวิธีคิดในการทำงาน และเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ เช่น ไทยใช้แรงงานต่างด้าวในช่วง 10 ทั้งที่ความเป็นจริงควรเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีที่ดีขึ้นแต่เป็นการใช้แรงงานต่างด้วย หากปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้เรื่อยๆ โดยไม่มีการปรับโครงสร้างการผลิต เตรียมคนที่ดี สุดท้ายประเทศไทยจะสู้ประเทศอื่นไม่ได้”ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

        ดร.ไกรยศ ภัทราวาท ผู้ช่วยผู้จัดการด้านวิจัยและนโยบาย สสค. กล่าวว่า การเตรียมพร้อมทักษะเด็กเยาวชนไทยเพื่อรองรับเศรษฐกิจไทยแลนด์ 4.0 ต้องลดความเหลื่อมล้ำของสังคมให้ได้ ซึ่งโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ(United Nations Development Programme:UNDP)กลับพบว่า ความเหลื่อมล้ำของทางเศรษฐกิจและสังคม การศึกษาเป็นช่องว่างที่ทำให้ดัชนีการพัฒนามนุษย์(the Human Development Index:HDI)ของประเทศไทยต่ำกว่าคะแนนที่ควรจะเป็นถึงร้อยละ 20 ทั้งนี้ สัดส่วนประชากรไทยที่อยู่ใต้เส้นความเหลื่อมล้ำต้องลดลงร้อยละ 7.4 และระดับความเหลื่อมล้ำทางสังคม ต้องลดลงร้อยละ16.25 ภายใน 5 ปีข้างหน้า นอกจากนั้น เมื่อ HDI ให้ความสำคัญคุณภาพชีวิตที่ยืนยาว วัดโดยอายุไขเฉลี่ยของประชากรไทยโดยรวม และความรู้วัดโดยจำนวนปีที่นักเรียนอยู่ในระบบการศึกษา ซึ่งปัจจุบันมีค่าเฉลี่ยสูงราว 13.6 และจำนวนปีการศึกษาของประชากร ค่าเฉลี่ยราว 7.9 ปี

      อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจำเป็นต้องให้ความสำคัญต่อการศึกษาในสายอาชีพ และควรมีนโยบายเพื่อลดอัตราการออกจากการศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพราะหากรัฐบาลสามารถเปลี่ยนเยาวชนที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน มีฝีมือด้วยวุฒิปวช.ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานจะช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ และทำให้คุณภาพความรู้และคุณภาพชีวิตของคนไทยมีแน้มโน้มที่ดีขึ้น ตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ใน 5 ปีแรกได้

ชี้!! “คุณภาพครู” ขึ้นอยู่ระบบ และ กลไกการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/281294

ชี้!! “คุณภาพครู” ขึ้นอยู่ระบบ และ กลไกการผลิต

ครูผู้สร้างชาติ, นโยบาย, แนะเปลี่ยน, ผศดรรัฐกรณ์ คิดการ, หลักสูตรครู4ปีหรือ5ปี, ครู, เพราะ, ชี้, คุณภาพครู, ขึ้นอยู่ระบบ, และ, กลไกการผลิต, รัฐกรณ์, เพราะ , ทปสท, สคศท

“รัฐกรณ์” ชี้!!”คุณภาพครู”ขึ้นอยู่ระบบ และ กลไกการผลิต ไม่ใช่ “หลักสูตร 4 ปีหรือ 5 ปี”แนะก่อนเปลี่ยนนโยบาย”ต้องรอบคอบ”เพราะ “ครูคือผู้สร้างคน เพื่อสร้างชาติ”

          เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2560 – ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย(ทปสท.) กล่าวถึง กรณี สภาคณบดีคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.) ซึ่งมีการประชุมเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการหารือและลงมติเกี่ยวกับหลักสูตรการผลิตครู ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ 35:5 เห็นด้วยกับการให้กลับไปผลิตครูหลักสูตร 4 ปี นั้นตนรู้สึกแปลกใจว่าทำไม ส.ค.ส.ท.ในฐานะหน่วยงานหลักในการผลิตและพัฒนาครู จึงรีบมีมติในกรณีดังกล่าว แต่ก็ยังดีที่ยังมีข้อเสนอให้มีการศึกษา และหาข้อมูลให้รอบด้าน ก่อนที่จะนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

          “โดยส่วนตัว ผมเห็นว่า การจะกำหนดหลักสูตร 4 ปี หรือ 5 ปี ต้องมาจากข้อมูลและผลการวิจัย หากย้อนกลับไปดูหลักสูตรครู 5 ปี ที่เริ่มเมือ่ปี 2547 ตอนนั้นเราต้องการสร้างครูพันธ์ุใหม่ ให้ครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง ต้องการได้ครูที่เป็นทั้งคนดี คนเก่ง มีจิตวิญญาณความเป็นครู โดยเพิ่มเวลาในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพให้มากพอที่จะปลูกฝังความเป็นครู มีระบบการจูงใจโดยการให้ทุน มีการคัดเลือกโดยสอบวัดแววครู มีการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพครู เพื่อการออกใบประกอบวิชาชีพสำหรับคนที่จะทำหน้าที่ครู”ผศ.ดร.รัฐกรณ์ กล่าว

          ประธาน ทปสท. ระบุอีกว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย ได้เคยทำการวิจัยเกี่ยวกับการประเมินหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตหลักสูตร 5 ปี และเปรียบเทียบหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต 4 ปี กับ 5 ปี เมื่อปี 2555 พบว่า ภาพรวมหลักสูตร 5 ปี มีเนื้อหาครอบคลุมทุกด้าน ทั้งความรู้ ทักษะ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของการเป็นครูและฝึกประสบการณ์วิชาชีพ มีระบบการคัดเลือก การวางแผนการจัดการเรียนการสอน การวัดผล มีระบบการประกันคุณภาพ และการติดตามการประเมินหลักสูตรทุก 5 ปี อีกทั้งนิสิตนักศึกษา อาจารย์มีความพึงพอใจหลักสูตรนี้มาก และดีกว่าหลักสูตรครู 4 ปี เพราะเข้มข้น เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของคุรุสภา สอดคล้องกับสังคมปัจจุบัน เน้นคุณธรรมจริยธรรมวิชาชีพ และผลการประเมินนิสิตนักศึกษาที่เรียนหลักสูตรครู 5 ปี พบว่ามีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์วิชาชีพ และจรรยาบรรณวิชาชีพสูงมาก

         “อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าหลักสูตรจะ 4 ปี หรือ 5 ปีไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการผลิตครูให้มีคุณภาพ แต่ขึ้นอยู่กับกลไก ระบบการผลิต คัดกรองให้ได้ผู้มีจิตวิญญาณของความเป็นครูมากกว่า”ผศ.ดร.รัฐกรณ์ กล่าว

           ผศ.ดร.รัฐกรณ์ เสนอว่า สิ่งที่ตนอยากจะฝากไปถึงผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย แม้ว่าผลการศึกษา วิจัย และข้อมูลชี้ชัดว่าควรปรับเปลี่ยนมาเป็น 4 ปี ก็ไม่ควรดำเนินการทันที เพราะจะเกิดปัญหาและผลกระทบ ทั้งกับผู้เรียนที่กำลังเรียนในหลักสูตร 5 ปี ปัญหาของสถาบันผู้ผลิต ที่ต้องปฏิบัติตาม ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2558 ที่ระบุ “แต่ละหลักสูตรจะต้องมีอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร จำนวนอย่างน้อย 5 คน โดยจะเป็นอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรเกินกว่า 1 หลักสูตรในเวลาเดียวกันไม่ได้” ซึ่งจะเกิดปัญหากับแทบทุกสถาบัน ที่คงไม่สามารถจัดหาอาจารย์เพิ่มอีก 5 คนในแต่ละหลักสูตร 4 ปีที่จะเปิดใหม่ได้

          “ดังนั้น ก่อนปรับเปลี่ยนใด ๆ จึงควรคิดให้รอบคอบ โดยเฉพาะนโยบายการผลิตครู ไม่ควรใช้วิธีการลองผิดลองถูก เพราะ ครูคือผู้สร้างคน เพื่อสร้างชาติ” ผศ.ดร.รัฐกรณ์ ฝากทิ้งท้าย

นิวซีแลนด์อนุมัติวีซ่าให้นร.ไทยเพิ่มขึ้น 73%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/281239

นิวซีแลนด์อนุมัติวีซ่าให้นรไทยเพิ่มขึ้น 73

นิวซีแลนด์อนุมัติวีซ่าให้นร.ไทยเพิ่มขึ้น 73%

คุณภาพชีวิต > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  7 มิ.ย. 2560

นิวซีแลนด์อนุมัติวีซ่าให้นักเรียนไทยเพิ่มขึ้น 73% ขานรับยอดนักเรียนไทยในแดนกีวี่ไตรมาสแรกพุ่งกว่า 15%

       หน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นหน่วยงานส่งเสริมการศึกษาต่อต่างประเทศของรัฐบาลนิวซีแลนด์ ระบุว่า มีจำนวนนักเรียนไทยที่เดินทางไปศึกษาต่อนิวซีแลนด์เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2017และนับเป็นปีแรกที่นักเรียนไทยได้รับการอนุมัติวีซ่าจากประเทศนิซีแลนด์เพิ่มขึ้นถึง 73% โดยจำนวนนักเรียนไทยในนิวซีแลนด์ที่เพิ่มสูงขึ้นนั้นส่วนใหญ่มาจากสถาบันการศึกษาในอ๊อคแลนด์ และแคนเทอเบอรี่ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักด้านการศึกษาของนักเรียนไทยและต่างชาติ

นิวซีแลนด์อนุมัติวีซ่าให้นร.ไทยเพิ่มขึ้น 73%

         มร.เบน คิง เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย

    นายจอห์น แลกซัน ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตะวันออกกลางของนิวซีแลนด์ กล่าวว่า เป็นเรื่องน่ายินดีที่เห็นคนไทยจำนวนมากเลือกเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศนิวซีแลนด์ และนักเรียนไทยมีโอกาสสัมผัสประสบการณ์การศึกษาที่ดีเลิศในนิวซีแลนด์ เห็นได้จากยอดการอนมุมัติวีซ่านักเรียนในระดับมหาวิทยาลัยที่เพิ่มขึ้นถึง 73% ในปี 2017 ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่นๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์

ซึ่งปัจจุบันจะเห็นว่านักเรียนไทยเลือกที่มาศึกษาต่อที่นิวซีแลนด์มากกว่าเดิม จากที่เคยไปศึกษาต่อที่สหรัฐอมเริกา และสหราชอาณาจักร เนื่องจากประเทศนิวซีแลนด์มีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเป็นมิตร และมหาวิทยาลัยทุกแห่งในนิวซีแลนด์ล้วนติดอันดับท็อปสามเปอร์เซ็นต์ของโลก

มร.เบน คิง เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีนักเรียนไทยกว่า 3,000 คนได้เดินทางไปศึกษาต่อที่นิวซีแลนด์ เพื่อเสริมสร้างโอกาสการทำงานในระดับสากลผ่านระบบการศึกษามาตรฐานระดับโลก และเพิ่มพูนประสบการณ์การใช้ชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์พร้อมทั้งพัฒนาทักษะทางธุรกิจในช่วงที่อาศัยอยู่ในนิวซีแลนด์

โดยนักเรียนต่างชาติในนิวซีแลนด์จะได้รับอนุญาตให้ทำงานพิเศษได้ถึง 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ทำให้มีโอกาสที่จะพัฒนาทักษะและเรียนรู้ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับงาน อีกทั้งนิวซีแลนด์ยังมีวีซ่าสำหรับนักเรียนที่ต้องการจะฝึกงาน หรือทำงานต่ออีกด้วย

ทั้งนี้คนไทยที่เดินทางไปศึกษาต่อที่นิวซีแลนด์ มีตั้งแต่ในระดับโรงเรียนไปจนถึงระดับปริญญาเอก ซึ่งหลักสูตรการศึกษาที่ได้รับความนิยมจากสถาบันอุดมศึกษาต่างๆในนิวซีแลนด์ ได้แก่ การจัดการ การพาณิชย์ สังคมวัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์ทางธรรมชาติและทางกายภาพ

นิวซีแลนด์อนุมัติวีซ่าให้นร.ไทยเพิ่มขึ้น 73%

ในแต่ละปีจะมีเยาวชนไทยเดินทางไปนิวซีแลนด์มากกว่า 1,000 คน เพื่อศึกษาต่อในโรงเรียนมัธยมศึกษา ซึ่งเยาวชนไทยและผู้ปกครองเหล่านี้ จะได้รับการต้อนรับด้วยวัฒนธรรมของชาวกีวี่ที่อบอุ่นและเป็นมิตร โดยสภาพแวดล้อมที่มีความปลอดภัยสูงทำให้นิวซีแลนด์เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ปกครองและครอบครัวเพื่อให้บุตรหลานของตนได้รับการศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก” มร.เบน คิง กล่าว

นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความสงบสุขที่สุดในโลก โดย The 2016 Global Peace Index เมื่อเทียบกับอีก 162 ประเทศ ในด้านความปลอดภัยและความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงต่อบุคคล เป็นการกระตุ้นให้เห็นถึงความตระหนักในระบบการศึกษาของประเทศนิวซีแลนด์ที่กำลังเติบโตขึ้นในประเทศไทย และเราหวังเป็นอย่างยิ่งที่นิวซีแลนด์จะเป็นตัวเลือกแรกสำหรับนักเรียนไทย

ด้าน นางสาวช่อทิพย์ ประมูลผล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ หน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย ให้ความเห็นว่า เป็นที่ทราบกันดีว่านิวซีแลนด์มีมาตรการอนุมัติวีซ่าที่เข้มงวดมาก เพราะเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญในเรื่องของความปลอดภัยและได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในโลก ฉะนั้นการที่ทางรัฐบาลนิวซีแลนด์ได้เพิ่มการอนุมัติวีซ่าให้นักเรียนไทยมากขึ้นถึง 73%นั้นแสดงให้เห็นว่าทางรัฐบาลนิวซีแลนด์ให้ความสำคัญกับนักเรียนไทยเป็นอย่างมาก

นิวซีแลนด์อนุมัติวีซ่าให้นร.ไทยเพิ่มขึ้น 73%

ซึ่งที่นิวซีแลนด์นอกจากนักเรียนไทยจะได้พัฒนาทักษะด้านการศึกษาที่สำคัญแล้วระบบการศึกษานิวซีแลนด์ ยังสนับสนุนให้นักเรียนมีการพัฒนาเป็นบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ สามารถคิดนอกกรอบ มีความคิดวิเคราะห์ กล้าคิด กล้าแสดงออกและประยุกต์ใช้ความรู้ต่างๆไปสู่การปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงการท่องจำ หรืออยู่แต่ในห้องเรียน

 

โมเดลธุรกิจคนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/281235

โมเดลธุรกิจคนรุ่นใหม่

โมเดลธุรกิจคนรุ่นใหม่, Creative HubKit, คู่มือสร้างศูนย์รวมความคิดสร้างสรรค์ (Creative HubKit), แนวคิดธุรกิจCo-working space, คนและชุมชน, crowdfunding

บริติช เคานซิล ประเทศไทย ร่วมกับศูนย์รวมความคิดสร้างสรรค์ทั่วโลก เปิดตัว“Creative Hubkit คู่มือสร้างศูนย์รวมความคิดสร้างสรรค์” ฉบับภาษาไทยเป็นครั้งแรก

     แนวคิดธุรกิจCo-working spaceหนึ่งในโมเดลธุรกิจที่มีคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจ และเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศไทย แต่ยังคงมีคำถาม และข้อสงสัยว่าจะสามารถสร้างโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนจากธุรกิจนี้ได้อย่างไร

     นอกเหนือจากการแชร์พื้นที่ส่วนกลางและส่วนตัว ให้ผู้คนที่มีความสนใจเหมือนๆ กัน มารวมตัวกันจนกลายเป็นชุมชน และนอกจากCo-working spaceที่เป็นที่รู้จักในวงการสตาร์ทอัพในประเทศไทยแล้ว ยังมีรูปแบบอื่นๆ ในการสร้างธุรกิจที่สามารถเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

     มร. แอนดรูว์ กลาส ผู้อำนวยการ บริติช เคานซิล ประเทศไทยกล่าวว่า ตระหนักถึงความสำคัญศูนย์รวมความคิดสร้างสรรค์ จึงได้จัดทำ“คู่มือสร้างศูนย์รวมความคิดสร้างสรรค์ (Creative HubKit)”ฉบับภาษาไทยเป็นครั้งแรก เพื่อสนับสนุนแนวทางของธุรกิจสำหรับคนรุ่นใหม่ให้เติบโตอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายของบริติช เคานซิล ในงานด้านศิลปะและเมืองสร้างสรรค์ ภายใต้โครงการCreative Cities ที่ได้เริ่มตั้งแต่ปีนี้จนถึงปี2563เพื่อส่งเสริมการผสมผสานความคิดสร้างสรรค์เข้ากับการพัฒนาเมืองโดยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และความรู้จาก สหราชอาณาจักร มาปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่อาศัยในเมืองให้ดีขึ้น

     สำหรับ“คู่มือสร้างศูนย์รวมความคิดสร้างสรรค์ (Creative HubKit)” เป็นการถอดประสบการณ์จาก การทำงานร่วมกับ ศูนย์รวมความคิดสร้างสรรค์ทั่วโลก ของบริติช เคานซิล โดยนำเสนอแนวทางการสร้างศูนย์รวมความคิดสร้างสรรค์ของผู้ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างศูนย์รวมความคิด โดยมี“คนและชุมชน” เป็นศูนย์กลางในการใช้ศิลปะ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ นำมาการแก้ปัญหาสังคมไปพร้อมๆ กับโมเดลธุรกิจ และการจัดการที่มากกว่าCo-working space

      โดยคู่มือเล่มนี้จะรวบรวมคำแนะนำ และเครื่องมือที่ใช้จริงสำหรับการสร้างศูนย์รวมความคิดสร้างสรรค์แบบมีชุมชนเข้มแข็งเป็นหัวใจหลัก ศูนย์ฯ จะทำหน้าที่เชื่อมต่อเครือข่ายผู้คนจากทุกสาขาอาชีพ และภาคส่วน เพื่อต่อยอดในการทำธุรกิจที่ยั่งยืน

     ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่มีความสนใจในโมเดลธุรกิจนี้แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นจากส่วนไหน หรือเป็นผู้บุกเบิก และผู้จัดการศูนย์ที่กำลังมองหาหรือต่อยอดโมเดลธุรกิจให้ยั่งยืน “คู่มือสร้างศูนย์รวมความคิดสร้างสรรค์ (Creative HubKit)”จะเป็นเหมือนเครื่องมือในการช่วยวางรากฐานที่ดีของศูนย์รวมความคิดสร้างสรรค์

     แม้ว่าการสร้างศูนย์รวมความคิดสร้างสรรค์จะไม่มีสูตรสำเร็จ แต่คู่มือเล่มนี้ได้รวบรวมความรู้พื้นฐาน และโครงสร้างที่จำเป็นในการสร้างศูนย์รวมความคิดสร้างสรรค์ผ่านบทเรียนในแต่ละหัวข้อ อาทิ การสร้างวิสัยทัศน์ การเชื่อมโยงเครือข่าย แนวทางการบริหารจัดการ รวมถึงการโปรโมทศูนย์ผ่านจุดแข็ง และการสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกให้สังคม

   นอกจากนี้ ใน “คู่มือสร้างศูนย์รวมความคิดสร้างสรรค์ (Creative HubKit)” ยังมีการยกตัวอย่างโมเดลธุรกิจของแต่ละศูนย์ฯ ที่ประสบความสำเร็จให้เป็นแนวทางกับผู้อ่านอีกด้วย พร้อมย่อยส่วนประกอบสำคัญทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น หลักการทำงาน โครงสร้าง และการเงิน ของแต่ละศูนย์ฯ มาให้เป็นแนวทางแบบเข้าใจง่ายๆ อาทิ

    The Fuseboxสตูดิโอใจกลางเมืองไบรตันที่ให้ความช่วยเหลือแก่บริษัทสตาร์ทอัพในภาคสร้างสรรค์และดิจิทัล ตลอดจนใช้พื้นที่ในการอบรมเชิงปฏิบัติการไปจนถึงงานแฮกกาธอน

      โดยมีโครงสร้างการดำเนินงานผสมระหว่างทุนจากรัฐบาล การลงทุนของภาคเอกชนและการหารายได้ด้วยตนเองImpact Hub Birminghamที่อยู่ในเครือข่ายระดับโลกImpact Hubsเป็นทั้งห้องปฏิบัติการนวัตกรรม ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ และศูนย์กลางชุมชนที่เกิดขึ้นจากการระดมทุนจากมวลชน (crowdfunding)เพื่อใช้ความสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลงชุมชนในเมืองเบอร์มิงแฮมResidenceกลุ่มศิลปินที่มารวมตัวกันในเมืองบริสตอลและเพื่อแบ่งปันพื้นที่ทำงาน แลกเปลี่ยนความรู้และโอกาส โดยกลุ่มศิลปินจะมีการจัดงานศิลปะแสดงสด ใช้พื้นที่ซ้อมการแสดง และทำงานร่วมกับชุมชน ซึ่งปัจจุบันมีความมั่นคงในการดำเนินงานและสามารถหารายได้เป็นของตนเอง

    ด้านดร. พัชรวีร์ ตันประวัติ หัวหน้าฝ่ายศิลปะและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ บริติช เคานซิล กล่าวเพิ่มเติมว่า คู่มือสร้างศูนย์รวมความคิดสร้างสรรค์นี้ถือว่าเป็นคู่มือฉบับแรกเกี่ยวกับCreative Hubsภาษาไทย โดยนำประสบการณ์ และความรู้จาก สหราชอาณาจักร และประเทศแถบยุโรปมาถ่ายทอดให้แก่ผู้ที่มีความสนใจ และต้องการสร้างศูนย์กลางความคิดสร้างสรรค์ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จริง การออกคู่มือนี้ถือเป็นกิจกรรมแรกด้านการส่งเสริมเมืองสร้างสรรค์ในประเทศไทย ของบริติช เคานซิล และจะมีกิจกรรมเพื่อการพัฒนา และการเชื่อมโยงhubsในประเทศไทย และสหราชอาณาจักรในโอกาสต่อๆ ไป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์

    ปัจจุบัน บริติช เคานซิล กำลังทำวิจัย และศึกษาโอกาสเกี่ยวกับcreative hubsหรือ ศูนย์รวมความคิดสร้างสรรค์ ทั้งในประเทศไทย และระดับภูมิภาค โดยได้ทำการวิจัยในประเทศไทยร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้มีดำเนินการวิจัยในประเทศอื่น ได้แก่ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

      ซึ่งจะนำเสนอผลการวิจัยเรื่องcreative hubsต่อสาธารณชนต่อไปในช่วงปลายปี2560 นี้ สำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องของศูนย์รวมความคิดสร้างสรรค์ สามารถดาวน์โหลดคู่มือCreative HubKit ได้ฟรีที่http://bit.ly/2rtdKpQ

เพิ่มค่าแพทย์ประกันสังคม1.5พันบาท1ก.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/281234

เพิ่มค่าแพทย์ประกันสังคม1.5พันบาท1ก.ค.

15พันบาทเพิ่มแพทย์1กค, เพิ่มค่าแพทย์ประกันสังคม, ชุดที่ 13, เพิ่มค่า, แพทย์, ประกันสังคม, 15พันบาท1

มติบอร์ดประกันสังคม อนุมัติเพิ่มค่าบริการทางการแพทย์ผู้ป่วยประกันสังคมเหมาจ่ายรายหัวจากเดิม 1,460 บาท/คน/ปี เป็น 1,500 บาท/คน/ปี เริ่ม 1 กรกฎาคม 2560

 

  หม่อมหลวงปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน และประธานคณะกรรมการประกันสังคม เปิดเผยว่า มติคณะกรรมการประกันสังคมในคราวประชุมคณะกรรมการประกันสังคมและที่ปรึกษา (ชุดที่ 13) มีมติเพิ่มค่าบริการทางการแพทย์เหมาจ่ายรายหัวจากเดิม 1,460 บาท/คน/ปี เป็น 1,500 บาท/คน/ปี และเห็นสมควรปรับค่าบริการทางการแพทย์ให้แก่สถานพยาบาล ที่ต้องรับภาระกรณีโรคที่มีภาระเสี่ยงทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน เป็น 447 บาท/คน/ปี

รวมถึงปรับค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยในที่มีค่าใช้จ่ายสูง เป็น 640 บาท และกรณีการรักษาผู้ป่วยในที่มีค่าใช้จ่ายเกินหนึ่งล้านบาท ได้เพิ่มค่าบริการทางการแพทย์ ให้สถานพยาบาลในอัตราร้อยละ 80 ของค่าใช้จ่ายที่เกินหนึ่งล้านบาท ตามหลักเกณฑ์เงื่อนไข ที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนด

อย่างไรก็ตาม ในปี 2560 คณะกรรมการประกันสังคม และที่ปรึกษา (ชุดที่ 13) ยังคงมุ่งมั่น และทุ่มเทการทำงาน โดยยึดหลักการดำเนินงานภายใต้แนวทางของ พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งการทำงานต้องปฏิบัติ หน้าที่ด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม ไม่แสวงหาผลประโยชน์ รวมถึงต้องปฏิรูประบบให้บริการ ทางการแพทย์ ลดความเหลื่อมล้ำ บูรณาการงานด้านบริการทางการแพทย์ที่เหมาะสม อย่างเท่าเทียมมีคุณภาพ อันจะนำไปสู่การยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยรวมของประเทศอย่างยั่งยืน

“ฆ่าหรือค่า”จุฬาฯกระตุกสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/281030

“ฆ่าหรือค่า”จุฬาฯกระตุกสังคม

ดราม่ารุนแรง, ฆ่าหรือค่าจุฬาฯกระตุกสังคม, ฆ่าหรือค่าสื่อกับดราม่าความรุนแรงในสังคมไทย, ฆ่าหรือค่า, ดราม่า

จุฬาฯจัดเวทีจุฬาฯเสวนาครั้งที่ 6  “ฆ่าหรือค่า”สื่อกับดราม่าความรุนแรงในสังคมไทย กระตุกเตือนสังคมไทยเสพดราม่าความรุนแรง

        ผศ.ดร.พิรงรอง รามสูต รองอธิการบดีด้านสื่อสารบริการสังคมและพันธกิจสากล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าขณะนี้สังคมไทยอยู่ในภาวะตีบตันทั้งเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจ ดังนั้นเรื่องราวที่ดราม่า จึงเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของผู้คนในสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นเรื่องปกติที่ปุถุชนคนส่วนใหญ่จะสนใจเรื่องอาชญากรรม ชาวบ้านต่างๆ แม้แต่เรื่องที่อยู่ในกระแสตอนนี้เป็นเรื่อง “ดราม่า” ที่ประชาชนสนใจเช่นกัน

“ฆ่าหรือค่า”จุฬาฯกระตุกสังคม

       “ต้องยอมรับสื่อมีการแข่งขันสูง ไม่แปลกที่มีการแข่งขันนำเสนอเรื่องดราม่าต่างๆ เพราะกระแสการเมือง เศรษฐกิจต่างก็ตืบตันไปหมด สื่่อจะนำเสนอเรื่องต่างมากมายก็ไม่ได้รับความสนใจ พอดีมีกระแส ดราม่าความรุนแรงขึ้นมา คนก็เลยสนใจ สื่อก็แข่งกันนำเสนอกันเต็มไปด้วย ถึงเวลาที่นักวิชาการต้องออกมาทำหน้าที่กระตุกเตือนสังคมให้ระมัดระวังการเสพข่าวด้วยเช่นกัน” ผศ.ดร.พิรงรอง กล่าว

     โดยในวันที่ 7 มิย. นี้ จุฬาลงกรณฺ์มหาวิทยาลัยจะจัดเวทีจุฬาฯเสวนาครั้งที่ 6  “ฆ่าหรือค่า”สื่อกับดราม่าความรุนแรงในสังคมไทย เวลา 13.30 -16.00 น. ที่ห้องประชุม 202 อาคารจามจุรี 4 โดยจะเชิญนักวิชาการ นักจิตวิทยา นักฏหมาย และแพทย์ มาร่วมกันวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึี้นทุกแง่มุมให้กับสังคมไทยรับรู้เพื่อกระตุกเตือนว่า ถึงการเสพดราม่าความรุนแรง

     ซึ่งจะมีนักวิชาการมาร่วมเสนอแนะความคิดเห็นอาทื รศ.ดร.สมโภชน์  เอี่ยมสุภาษิต นักวิชาการด้านจิตวิทยา ,ผศ.ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ นักวิชาการด้านรู้เท่าทันสื่อ, ผศ.ดร.ปารีนา ศรีวณิชย์ นักวิชาการด้านกฏหมายอาญา, ผศ.มรรยาท อัครจันทโชติ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน อ.นพ.ภุชงค์ เหล่ารุจิสวัสดิ์ จิตแพทย์ โดยมี อ.ดร.อลงกรณ์ ปริวุฒิพงศ์ จากคณะนิเทศศาสตร์จุฬาฯ ดำเนินรายการ

เปิดช่องทางรับบริจาคความช่วยเหลือผู้ป่วยเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/281146

เปิดช่องทางรับบริจาคความช่วยเหลือผู้ป่วยเด็ก

มูลนิธิเด็ก, AIS, TrueMove H, dtac, บริจาคครั้งละ100 บาท, รพ เด็ก, WHO, ร้อยละ 375, ร้อยละ 239, ไม่สามารถออกใบเสร็จได้, พร้อมเพย์, มหาชน, สามารถนำหลักฐานมาออกใบเสร็จได้, The Story of Mom  Me, Child-Friendly Business, Digital resilience, Digital Citizen

มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก ร่วมกับ สำนักงาน กสทช. สร้างเครือข่ายสร้างสรรค์กิจกรรมระดมทุน พร้อมเปิดช่องทางรับบริจาคความช่วยเหลือผู้ป่วยเด็ก ผ่านโทร*948*1415*100#

        เดินหน้าสร้างเครือข่ายความร่วมมือช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กไทย โดยร่วมกับ สำนักงาน กสทช. มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม เอไอเอส (AIS), ทรูมูฟ เอช (TrueMove H) และ ดีแทค (dtac) สร้างสรรค์กิจกรรมระดมทุนเพื่อช่วยเหลือเด็กไทยให้ห่างไกลโรคร้าย และจัดซื้อเครื่องมือและครุภัณฑ์ทางการแพทย์ เพื่อสนับสนุนการรักษาและบริการของสถาบันสุขภาพเด็กและรองรับความต้องการที่มากขึ้นในอนาคต ล่าสุดร่วมมือเปิดช่องทางให้ประชาชนร่วมบริจาคความช่วยเหลือผู้ป่วยเด็ก ผ่านโทรศัพท์ *948*1415*100#  กดโทรออก (บริจาคครั้งละ100 บาท) ดำเนินการภายใต้โครงการ “ให้โอกาสความรัก ให้โอกาสชีวิต (Give Love a Chance, Give Life a Chance)”

      นพ.สมเกียรติ ลลิตวงศา กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก และผู้อำนวยการ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กล่าวว่าสถาบันสุขภาพเด็กฯ (รพ. เด็ก) ขอน้อมสืบสานพระราชปณิธานในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  ด้านการอนามัยแม่และเด็ก และการรักษาพยาบาลผู้ป่วยเด็ก ตามพันธกิจในการเป็นเสาหลักในให้การดูแลทารกและเด็กพิการแต่กำเนิด รวมทั้งทารกคลอดก่อนกำหนดครบวงจรระดับสากล เพื่อลดอัตราการตายและพิการของทารกแรกเกิดให้น้อยลง โดยกำหนดแนวทางและบทบาทในการดูแลรักษาสุขภาพเด็กไทยและศูนย์กลางองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญสู่ความเป็นเลิศด้านโรคเฉพาะทางเด็ก  รวมทั้งการพัฒนาบุคลากรการแพทย์เฉพาะทางโรคเด็กในระดับสากล

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีทารกเกิดใหม่ ปีละ 700,000 คน เป็นทารกเกิดก่อนกำหนดประมาณ 100,000 คน ซึ่งต้องการการดูแลเป็นพิเศษ และทารกกลุ่มนี้จะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูงและต้องใช้เครื่องมือในการรักษามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งทารกเกิดก่อนกำหนดและทารกที่มีความพิการแต่กำเนิด ซึ่งพบว่ามีอัตราการตายสูงอ้างอิงจากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ว่าสาเหตุการตายในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อันดับหนึ่ง คือ ทารกแรกเกิดพบร้อยละ 72  โดยมีสาเหตุการเสียชีวิต คือ ทารกเกิดก่อนกำหนด (ร้อยละ 37.5) และรองลงมา คือ ทารกที่มีความพิการแต่กำเนิด  (ร้อยละ 23.9) ทารกกลุ่มนี้จึงต้องการสถานพยาบาลที่มีศักยภาพสูงและดูแลโดยทีมสหสาขาวิชาชีพต่างๆ ในการรักษา

ในปีนี้ สถาบันสุขภาพเด็กฯ ได้วางเป้าหมายเพื่อสนองยุทธศาสตร์ของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อลดจำนวนอัตราการสูญเสียของทารกและเด็กวัยในช่วงอายุน้อยกว่า 2 ปี จึงได้เร่งส่งเสริมความเป็นเลิศด้านต่างๆ ในครอบคลุมการบริการของผู้ป่วยเด็กในทุกภาคส่วน โดยได้ตั้งโครงการ “ให้โอกาสความรัก ให้โอกาสชีวิต (Give Love a Chance, Give Life a Chance)” เพื่อระดมทุนจัดซื้อเครื่องมือและครุภัณฑ์ทางการแพทย์ชั้นสูงในการสนับสนุนการรักษาและบริการของสถาบันสุขภาพเด็ก พร้อมทั้งได้รับความร่วมมือ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ สำนักงาน กสทช. และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมในประเทศไทย ได้แก่ เอไอเอส (AIS),ทรูมูฟ เอช (TrueMove H) และ ดีแทค (dtac) ดำเนินการสร้างเครือข่ายในการสร้างสรรค์กิจกรรมระดมทุนจัดหารายได้มอบให้มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก โดยมี ศ.ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการโครงการเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษามหาราชินี เพื่อเข้าการช่วยเหลือเด็กไทยให้ห่างไกลโรคร้าย และจัดซื้อเครื่องมือและครุภัณฑ์ทางการแพทย์ เพื่อสนับสนุนการรักษา บริการ และรองรับความต้องการที่มากขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนในประเทศไทยทุกกลุ่มได้มีส่วนร่วมและตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพเด็กไทยที่มีผลต่อประเทศชาติในอนาคตมากขึ้น ผ่านกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและช่องทางบริจาคพิเศษผ่านโทรศัพท์ *948*1415*100#กดโทรออก ครั้งละ 100 บาท(*ไม่สามารถออกใบเสร็จได้) หรือ บริจาคผ่านระบบ Prompt Pay (พร้อมเพย์) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขา สถาบันสุขภาพเด็กฯ โทร.095 558 1415 (*สามารถนำหลักฐานมาออกใบเสร็จได้)

 นายพีระศักดิ์ โกมลารชุน ผู้ชำนาญการงานประชาสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่าเอไอเอส ให้ความสำคัญในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง และเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทยให้เติบโตอย่างแข็งแรงยั่งยืน เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศไทยในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กเล็กที่จำเป็นต้องมีสถานที่พัฒนาการเรียนรู้ควบคู่กับการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง เพื่อให้เกิดการพัฒนาการด้าน IQ และ EQ ตามวัย ด้วยเหตุผลนี้ บริษัทฯ จึงได้จัดตั้ง “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เอไอเอส – สานรัก” ขึ้นทั่วประเทศ เพื่อเป็นบ้านและโรงเรียนที่มีทั้งความรักความอบอุ่นการเอาใจใส่ดูแลและให้การศึกษาที่ดีแก่เด็กๆ ได้เรียนรู้หนังสือควบคู่ไปกับการฟื้นฟูจิตใจ เห็นคุณค่าในตนเอง และร่างกายที่แข็งแรง อันจะเป็นการสร้างรากฐานชีวิตให้เด็กเกิดภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง เพื่อการเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและมีความสุขในอนาคต

ดร. ปพนธ์ รัตนชัยกานนท์ ผู้ช่วยบริหารงานประธานคณะผู้บริหาร และหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่มทรู สานต่อความตั้งใจที่จะร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในสังคม โดยเฉพาะเด็กซึ่งเป็นกำลังสำคัญของประเทศ จึงพร้อมเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุน โครงการ “ให้โอกาสความรัก ให้โอกาสชีวิต (Give Love a Chance, Give Life a Chance)” ต่อยอดความร่วมมือกับสถาบันสุขภาพเด็กฯ ที่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2548 โดยนำศักยภาพด้านเทคโนโลยีสื่อสารของทรูมูฟ เอช ร่วมเป็นช่องทางระดมทุน และนำศักยภาพในฐานะสื่อ ร่วมประชาสัมพันธ์โครงการ ตลอดจนยังนำศิลปิน อาทิ โบว์  AF 5 และ ตี๋ AF 4 มาร่วมกิจกรรมด้วย ซึ่งที่ผ่านมา กลุ่มทรู ได้สนับสนุนกิจกรรมต่างๆของสถาบันสุขภาพเด็กฯอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปิดรับบริจาคผ่านระบบ SMS ของทรูมูฟ เอช และจัดทำโครงการ “เรื่องเล่า เรากับแม่ (The Story of Mom & Me)” เป็นเวลา 3 ปี เพื่อระดมทุนสร้างอาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษามหาราชินีด้วย

        นางอรอุมา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์  ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานสื่อสารองค์กรและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค เปิดเผยว่า ดีแทค ได้ตระหนักถึงบทบาทความสำคัญของเทคโนโลยีการสื่อสารในโลกดิจิทัล ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน ซึ่งถือเป็นพันธกิจในการทำธุรกิจของดีแทค คือการมุ่งมั่นเป็นบริษัทที่ส่งเสริมสิทธิเด็กและหลักปฏิบัติทางธุรกิจ (Child-Friendly Business) โดยเรามุ่งมั่นในการรับผิดชอบควบคู่ไปพร้อมกับการให้บริการที่มีคุณภาพ ภายใต้การสร้างสังคมดิจิทัลที่เข้มแข็ง (Digital resilience)

โดยปลูกฝังและสร้างการรับรู้ให้พวกเขาตระหนักถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ตให้ปลอดภัยและสร้างสรรค์ ให้รู้สิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบต่อสังคมในฐานะพลเมืองดิจิทัล (Digital Citizen) พร้อมชี้ให้เห็นโอกาสใช้ดิจิทัลเพื่อการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศได้ อาทิ dtac Parent Guide คู่มือพ่อแม่ยุคดิจิทัล เข้าใจลูก เข้าใจโลกไซเบอร์ เป็นต้น รวมทั้งเพิ่มบทบาทระหว่างองค์กรกับสุขภาพของเด็กไทย โดยให้ร่วมมือและให้การสนับสนุนผ่านระบบโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่และสื่อประชาสัมพันธ์ของบริษัทฯ เพื่อเป็นช่องทางในการเชื่อมต่อความลื่นไหลของการสื่อสารและข้อมูลความสำคัญในแง่มุมต่างๆ ของสถาบันสุขภาพเด็กไปยังคนไทยทุกกลุ่ม เพื่อเชิญชวนลูกค้าและคนไทยที่มีจิตศรัทธามาร่วมบริจาคเงิน สร้างกุศลครั้งยิ่งใหญ่ด้วยกัน ที่ผ่านมาได้ร่วมมือกับสถาบันสุขภาพเด็กเปิดสายตรงฮอตไลน์ 1415 และมุ่งมั่นว่าจะเพิ่มการจัดทำโครงการร่วมกันกับสถาบันสุขภาพเด็กต่อไปในอนาคต

ร่วมมือจัดการศึกษาเด็กเล็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/281194

ร่วมมือจัดการศึกษาเด็กเล็ก

ปฐมวัย, เด็กเล็ก, รัฐธรรมนูญ, อปท, สพฐ, กศจ, สกศ

ศธ.-ท้องถิ่นวาง 4 ประเด็นจัดการศึกษาปฐมวัยรับรัฐธรรมนูญบูรณาการแผนร่วมกัน อนุบาล3ขวบให้ท้องถิ่นจัดเป็นกลุ่มใหญ่ การสอนใช้หลักสูตร ศธ.พัฒนาตามวัย-ทักษะอ่านเขียน

        ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 54 กำหนดว่า รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย รัฐต้องดำเนินการให้เด็กเล็กได้รับการดูแลและพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษาตามวรรคหนึ่ง เพื่อพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาให้สมกับวัย

จากข้อมูลการสำรวจตัวเลขประชากร อายุ 3 ขวบ ของสำนักงานปลัด กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ล่าสุด วันที่ 6 มีนาคม 2560 พบว่ามีประมาณ 700,000 กว่าคน ในจำนวนนี้ไม่ได้เข้าเรียนประมาณ 72,000 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของจำนวนทั้งหมด ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จัดการศึกษาระดับปฐมวัยอายุ 3 ขวบมากที่สุด ในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จำนวน 19,429 แห่ง มีเด็กประมาณ 437,000 คน หรือคิดเป็น ร้อยละ 57 รองลงมาคือ โรงเรียนเอกชน  188,344 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 25  ถัดมาเป็นของ อปท.ในรูปแบบโรงเรียนอนุบาล 60,055 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 8  ส่วนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดอยู่ที่ 1,536 คน และโรงเรียนสาธิต จัดอยู่ที่ 1,257 คน คิดเป็นไม่ถึง ร้อยละ 0 ของจำนวนเด็กอายุ 3 ขวบทั้งระบบ

ร่วมมือจัดการศึกษาเด็กเล็ก

สถานการณ์การจัดการศึกษาข้างต้น กอรปกับข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์  รมว.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัด ศธ. ได้หารือร่วมกับ นายจรินทร์  จักพาก อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย (มท.) และผู้เกี่ยวข้อง ถึงแนวนโยบายการจัดการศึกษาปฐมวัยรองรับตามรัฐธรรมนูญฯ จนได้ข้อสรุปร่วมกัน  4 ประเด็น

โดยดร.ชัยพฤกษ์ อธิบายดังนี้ ประเด็นแรกที่ เห็นร่วมกันคือ ในรัฐธรรมนูญฯกำหนด ให้จัดการศึกษาก่อนวัยเรียน อายุ 3-5 ขวบเป็นการให้โอกาสทางการศึกษาระดับปฐมวัย ไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับ แต่เป็นหน้าที่ว่า รัฐต้องจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย เพราะฉะนั้น จะมีการบูรณาการจัดการเรียนการการสอน  อาศัยจังหวัดเป็นฐาน มีคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) เป็นหน่วยงานในการจัดทำแผนบูรณาการและติดตามประเมินผล สพฐ. อปท.และโรงเรียนเอกชน เป็นหน่วยงานหลักในการจัดการศึกษา ในเชิงหลักการให้ทุกสังกัด พยายามจัดในอัตราส่วนที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน เช่น ให้อปท.เป็นกลุ่มใหญ่ในการจัดการศึกษาอนุบาล 3 ขวบเพราะเป็นหน่วยงานหลักที่จัดมากที่สุดต่อไป

ประเด็นที่ 2 หลักสูตรการเรียนการสอน จะใช้หลักสูตรของศธ. เป็นหลัก โดยมุ่งส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ สติปัญญาและสังคม แต่ก็ไม่ทิ้งทักษะ การอ่านออกเขียนได้การพูดและคิดคำนวณ ที่จะบูรณาการให้สอดคล้องกัน  เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าเรียนชั้นป.1 ขณะที่การคัดเลือกเด็กเข้าเรียน ศธ.มีนโยบายให้ประเมินจากพัฒนาการของเด็กเป็นหลัก ไม่ใช้วิธีการสอบข้อเขียนในการคัดเลือก

ร่วมมือจัดการศึกษาเด็กเล็ก

ยังมีประเด็นที่ 3 เรื่องของมาตรฐานโรงเรียนที่เปิดสอน ซึ่งมอบให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) กำหนดมาตรฐานเพื่อพัฒนาโรงเรียนที่เปิดสอน ทั้งการบริหารจัดการของสถานศึกษา การเรียนการสอน และคุณภาพ และสุดท้าย ทั้ง ศธ.และอปท.ได้ตกลงในหลักการจะใช้อัตราเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัว ของเด็กในระดับอนุบาล ที่กำหนดไว้ในปัจจุบัน คือ 2,830 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งรวมทุกอย่าง ค่าอาหารกลางวัน ค่านมโรงเรียน ค่าสื่อการเรียนการสอน เป็นต้น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ประมาณ 1,700 บาทต่อคนต่อปี เฉพาะค่าจัดการศึกษา

ขอให้ อปท. ประสานไปยังสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เพื่อหารือ ถึงการเพิ่มคุณภาพให้ครู สังกัดอปท.สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีมาตรฐาน ขณะที่ทางอปท.เอง มีคำถามว่า หากยกฐานะศูนย์เด็กเล็กเป็นโรงเรียนแล้ว บุคลากรจะต้องมีสถานะเป็นข้าราชการด้วยหรือไม่ เรื่องนี้ศธ. จะเสนอให้คณะกรรมการอิสระ เพื่อการปฏิรูปการศึกษาพิจารณาต่อไป

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ให้แต่ละหน่วยงานไปประมาณการค่าใช้จ่ายรายหัว เพื่อขอแปรญัตติในปีงบประมาณ 2561

อนึ่ง ที่ผ่านมา สพฐ.ได้ออกประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการนับอายุเด็ก เพื่อเข้ารับการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของ สพฐ. รวมถึงแนวปฏิบัติในการรับเด็กเข้ารับการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา สำหรับเด็กอายุ 3 ปีบริบูรณ์ ปีการศึกษา 2560 เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม สาระสำคัญของประกาศฯ ฉบับนี้คือ ให้รับเด็กที่มีอายุไม่น้อยกว่า 3 ปีบริบูรณ์ เข้าศึกษาในชั้นอนุบาล 1 ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัด สพฐ. ส่วนการนับอายุเด็กเพื่อเข้าเรียนให้นับตั้งแต่วันที่เกิดไปจนถึงวันเปิดภาค เรียนที่ 1 วันที่ 16 พฤษภาคม ตามระเบียบ ศธ. ว่าด้วยปีการศึกษา การเปิดและปิดสถานศึกษา พ.ศ.2559

 

ภาพ ประชาสัมพันธ์ สร.ศธ.และ สพฐ.