เป้า5ปีผลิตแรงงาน 2.3 ล้านคนป้อนระเบียงศก.ตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/271942

เป้า5ปีผลิตแรงงาน 2.3 ล้านคนป้อนระเบียงศก.ตะวันออก

ระเบียบเศรษฐกิจ, เป้า5, ผลิต, แรงงาน, ล้าน, ป้อน, ระเบียง, ตะวันออก, เป้า5ปีผลิตแรงงาน

กพร. ผลิตแรงงานฝีมือป้อน 3 จังหวัดโครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก หรือ EEC ตั้งเป้า 60+64 หรือระยะ 5 ปี พัฒนาฝีมือแรงงานได้กว่า 2.3 ล้านคนรองรับการเติบโต

        นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน (รง.) เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลดำเนินโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor–EEC) ใน 3 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง เพื่อพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งภาคตะวันออก รองรับการเป็นฐานการผลิต 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต (New Engine of Growth) นั้น  กพร. ได้วางแผนระยะยาวระหว่างปี 2560-2564 ในการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานรองรับการเติบโตของ EEC

โดยในช่วง 6 เดือนข้างหน้าจะขับเคลื่อนการพัฒนาบุคลากร เช่น ลงนามความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาบุคลากรเทคโนโลยีอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (MARA) จัดทำโครงการฝึกอบรมทักษะอาชีพระยะสั้น โดยนำนักศึกษาอาชีวศึกษาในระบบทวิภาคี ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ปีที่ 2 โดยฝึกอบรมในสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน และสถานประกอบกิจการ ในระหว่างปิดภาคเรียนเพื่อพัฒนาแรงงานใหม่ร่วมกับสถานศึกษาระดับอาชีวะในพื้นที่ 3 จังหวัดให้มีความรู้ ทักษะ และทัศนคติในการทำงานตรงกับความต้องการของสถานประกอบกิจการ ขยายความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน ในการจัดตั้งศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานใน 3 จังหวัด เพิ่มเติม และขยายการจัดตั้งศูนย์ความร่วมมือฝึกอบรมทักษะอุตสาหกรรมในพื้นที่ชลบุรีและฉะเชิงเทรา

เป้า5ปีผลิตแรงงาน 2.3 ล้านคนป้อนระเบียงศก.ตะวันออก

อธิบดี กพร. กล่าวต่อไปว่า แผนการดำเนินการข้างต้นเป็นการต่อยอดจาก 6 เดือนแรกที่ได้มีการดำเนินการแล้วหลายด้าน อาทิ จัดตั้งสถาบันพัฒนาบุคลากรเทคโนโลยีอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (Manufacturing Automation and Robotics Academy –MARA) ใน 3 จังหวัด ได้มีการดำเนินการพัฒนาทักษะฝีมือให้กับแรงงานในพื้นที่เป็นจำนวน 429,532 คน  นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับภาคการศึกษาและภาคเอกชน ได้แก่ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี สถาบันไทย-เยอรมัน และกลุ่มบริษัท  เหมราชพัฒนาที่ดิน จำกัด (มหาชน) และสถานประกอบกิจการในเขตนิคมอุตสาหกรรม 500 แห่ง จัดตั้งศูนย์ความร่วมมือฝึกอบรมทักษะอุตสาหกรรมเหมราช (ระยอง) เพื่อให้เป็นศูนย์ฝึกอบรมให้แก่แรงงานในสาขายานยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ จะช่วยเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถ ทักษะและเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้กับบุคลากรในสถานประกอบกิจการ ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในเขตนิคมอุตสาหกรรม อีกทั้งแรงงานได้รับการพัฒนาทักษะฝีมือที่ได้มาตรฐาน ดำเนินการพัฒนาในพื้นที่ไปแล้ว 104,549 คน เกินกว่าเป้าหมาย 100,000 คน

นอกจากนี้ ยังจัดตั้ง TVET AUTOMOTIVE HUB ณ MARA ชลบุรี โดยร่วมกับสถาบันคีนันแห่งเอเชีย และสถาบันยานยนต์ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาบุคลากร และพัฒนาหลักสูตรให้สอดรับกับความต้องการแรงงาน จากแผนและการดำเนินการต่างๆ ที่ได้กล่าวมา เชื่อได้ว่าในช่วงระหว่างปี2560-2564 จะมีการผลิตแรงงานฝีมือป้อนพื้นที่ได้ถึง 2,330,000 คน  เพื่อรองรับการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก EEC สู่ ไทยแลนด์ 4.0

ปลุกตำนาน “เจริญกรุง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/271859

ปลุกตำนาน “เจริญกรุง”

สถานที่แห่งแรกของประเทศไทย, ปลุก, ตำนาน, เจริญ, กรุง, ปลุกตำนาน, เจริญกรุง, ย่านสร้างสรรค์, สถานที่แรก, บุคคลัภย์, บริษัท แบงก์สยาม กัมมาจล ทุนจำกัด, ธนาคารไทยพาณิชย์, อาคารไปรษณีย์กลางบางรัก

TCDC ปลุกตำนาน “เจริญกรุง” ย่านประวัติศาสตร์ที่สำคัญของประเทศไทย ก่อนพลิกโฉมสู่ย่านสร้างสรรค์แห่งแรกของไทย พร้อมโชว์ 4 แลนด์มาร์คที่คนไทยต้องรู้

       เจริญกรุง ถือเป็นย่านที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อประเทศไทยในอดีต ซึ่งถนนเจริญกรุงถือได้ว่าเป็นถนนคอนกรีตสายแรกของประเทศไทยที่ถูกสร้างแบบตะวันตก โดยสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถูกสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2407 ซึ่งเมื่อประกอบกับการเป็นพื้นที่ที่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีความสะดวกทางคมนาคม และนำมาสู่ความหลากหลายทางวัฒนธรรม เจริญกรุงจึงกลายเป็นศูนย์รวมความเจริญในสมัยดังกล่าว เต็มไปด้วยสิ่งที่ทันสมัยที่สุดในช่วงเวลานั้น ตั้งแต่ โรงแรม ธนาคาร รถราง โทรคมนาคม ตลอดจนการค้าและความสัมพันธ์กับนานาชาติ

       นายอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ผู้อำนวยการศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) กล่าวว่า ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ได้เล็งเห็นความสำคัญของถนนเจริญกรุง และได้เดินหน้าพัฒนาย่านเจริญกรุง ให้กลายเป็น “ย่านสร้างสรรค์” (Creative District) เพื่อมุ่งสร้างตัวอย่างความสำเร็จของย่านสร้างสรรค์ในประเทศไทยตามแบบฉบับของการพัฒนาย่านสร้างสรรค์ในนานาประเทศ อาทิ ย่านนิชิจิน ในประเทศญี่ปุ่น ย่านบริคเลนและเมืองเบอร์มิงแฮมในประเทศอังกฤษ ฯลฯ โดยย่านสร้างสรรค์ที่ประสบความสำเร็จจะสามารถพัฒนาทั้งเรื่องคุณภาพชีวิต ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม สร้างความเป็นตัวตนและเรื่องราวอันเป็นเอกลักษณ์ของย่าน ซึ่งสำหรับในกรณีย่านเจริญกรุงนั้น มีความโดดเด่นในการเป็นศูนย์รวมความเจริญในอดีตอยู่แล้ว ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ จึงได้รวบรวมสถานที่ประวัติศาสตร์ ที่เป็น “สถานที่แรก” ในประเทศไทยที่ตั้งอยู่ในย่านเจริญกรุง ดังนี้

ปลุกตำนาน “เจริญกรุง”

สถานกงสุลแห่งแรก: สถานกงสุลโปรตุเกส หรือสถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกส สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2 ซึ่งมีชาวโปรตุเกสเข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาของประเทศไทยมากขึ้น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงพระราชทานที่ดินในตรอกกัปตันบุชให้แก่พระราชินีมาเรีย แห่งโปรตุเกส เพื่อสร้างเป็นที่พำนักสำหรับกงสุลโปรตุเกสสมัยนั้น สำหรับเป็นศูนย์กลางให้แก่ชาวโปรตุเกสในประเทศไทย โดยตัวอาคารมีการก่อสร้างอย่างงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล ภายในเป็นพื้นไม้ไผ่ฉาบตามแบบฉบับของการสร้างที่อยู่อาศัยของชาวโปรตุเกส ทั้งนี้ อาคารหลังนี้ได้มีการปรุงปรุงและต่อเติมเรื่อยมาเพื่อการใช้งาน และรักษาสภาพอาคารหลังเดิมไว้ให้ใกล้เคียงที่สุด

ธนาคารพาณิชย์แห่งแรกของประเทศไทย: ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาตลาดน้อย เป็นสถาบันการเงินหรือธนาคารแห่งแรกของประเทศไทย เริ่มก่อตั้งขึ้นในนาม “บุคคลัภย์” ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อให้สถาบันการเงินเป็นฐานรองรับการเติบโตด้านเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดีกลายเป็นต้นแบบธนาคารพาณิชย์ของไทย โดยมีการปรับเปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัท แบงก์สยาม กัมมาจล ทุนจำกัด” ในปี 2449 และเปลี่ยนมาเป็น “ธนาคารไทยพาณิชย์” เช่นทุกวันนี้ อาคารแห่งนี้มีความโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมโบซาร์ผสมผสานนีโอคลาสสิค ที่ยังคงความงดงามจนถึงปัจจุบัน

ปลุกตำนาน “เจริญกรุง”

โรงแรมแห่งแรกของประเทศไทย : โรงแรมโอเรียนเต็ล เป็นโรงแรมอย่างเป็นทางการแห่งแรกของไทย ที่ก่อตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 หรือประมาณปี พ.ศ. 2413 และเปิดให้ใช้งานได้อย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2430 นับเป็นโรงแรมที่เก่าแก่ที่สุดของไทย และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย ที่นี่เคยต้อนรับแขกผู้มีเกียรติมากมาย อาทิ โจเซฟ คอนราด นักเขียนชื่อดังชาวอังกฤษ  รวมทั้งพระประมุขและผู้แทนพระองค์จากประเทศต่างๆ ในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เมื่อปี พ.ศ. 2549  ทั้งเสน่ห์ของโรงแรมแห่งนี้คืออาคารออเธอร์ส วิง ที่งดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิค และเคยได้รับรางวัลอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่น เมื่อปี 2545

         มัสยิดจดทะเบียนหลังแรกของไทย : มัสยิดบ้านอู่ เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจของชาวมุสลิมที่เก่าแก่ที่สุด ได้รับการก่อสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 หรือประมาณปี 2455 โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชทานที่ดินผืนนี้ให้แก่ชาวมุสลิมที่โยกย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในกรุงเทพฯ สมัยนั้น เพื่อเป็นที่ตั้งของอาคารมัสยิดและกุโบร์(สุสาน) คนในย่านนั้นรู้จักกันดีในชื่อ “สุเหร่าแขก” ทั้งนี้ ปัจจุบันนอกจากจะเป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาของชาวมุสลิมย่านเจริญกรุง ยังเป็นโรงเรียนสอนศาสนาสำหรับชาวมุสลิม และสถานที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะเวียนเข้าไปชมอยู่เสมอเมื่อมาเยือนย่านเจริญกรุง

ปลุกตำนาน “เจริญกรุง”

นอกจาก 4 ตัวอย่างข้างต้นนี้ ภายในย่านเจริญกรุงยังคงมีสถานที่ประวัติศาสตร์อื่นๆ ที่สะท้อนถึงความเป็นศูนย์รวมความเจริญของประเทศ อาทิ“ห้างขายยาเบอร์ลิน”คลินิกเอกชนแห่งแรกๆ ของประเทศไทย,“บ้านเลขที่ 1 ของประเทศไทย”ที่ตรอกกัปตันบุช ปัจจุบันเป็นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์, “อาคารไปรษณีย์กลางบางรัก” ที่ทำการไปรษณีย์และโทรเลขแห่งที่สองของประเทศไทย ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2483 ออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิก เน้นความเรียบง่ายแต่สวยงาม ซึ่งในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบจะเปิดให้บริการ ณ อาคารดังกล่าวอย่างเป็นทางการเพื่อเป็นศูนย์กลางรวบรวมบุคลากรในแวดวงสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการในพื้นที่ให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มตามหลักเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเพื่อเติมเต็มความเป็น “ย่านสร้างสรรค์” อย่างเต็มรูปแบบของเจริญกรุง

อย่างไรก็ตาม การพัฒนา “เจริญกรุง” สู่ย่านสร้างสรรค์นั้น นอกจากจะเป็นการกระตุ้นทางด้านเศรษฐกิจและการลงทุน ตามนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของทางภาครัฐบาลแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนไทย ได้สัมผัสกับสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศ ไปพร้อมๆ กับการสัมผัสสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยศิลปะ และความคิดสร้างสรรค์ภายในย่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่จะปลูกฝังและพัฒนาบุคลากรที่เป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคตอันใกล้ ให้มีความคุ้นเคย และสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างประโยชน์ทั้งในด้านสังคมและเศรษฐกิจได้ต่อไป

“วารสารศาสตร์” ถึงจุดเปลี่ยน หรือจุดจบ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/271934

“วารสารศาสตร์” ถึงจุดเปลี่ยน หรือจุดจบ?

นิเทศศาสตร์, นักข่าว, วารสารศาสตร์, ถึง, จุด, เปลี่ยน, หรือจุดจบ, ถึงจุดเปลี่ยน, สาขาวารสารศาสตร์

การสอนนิเทศศาสตร์ ไม่ใช่สอนเพียงเขียนข่าวได้ แต่ต้องเขียนข่าวอย่างไรให้เชื่อมโยงภาพเคลื่อนไหว เทคโนโลยี ยึดหลักการเดิม สืบค้น-หาข่าว-รักษาจริยธรรมจรรยาบรรณสื่อ

       เมื่อไม่มีผู้เรียน หลักสูตร คณะต่างๆ ก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงขององค์ความรู้ ตอบโจทย์สถานประกอบการ และความต้องการของผู้เรียน ส่งผลให้หลายมหาวิทยาลัย ลุกขึ้นมาปรับโฉม ตกแต่งตัวเองเสียใหม่ ผ่านพัฒนาการจัดการเรียนการสอน ไม่ว่าจะเป็น การเรียนผ่านระบบออนไลน์ อยู่ที่ไหนก็เรียนได้ หรือจะปรับชื่อ เพิ่มเติมเนื้อหารายวิชา ผลิตบัณฑิตยุคดิจิทัล รู้ลึก รู้จริง และรอบรู้ทุกระบวนทัศน์วิชา (รู้เฉพาะสาขาตนเองอาจไม่เพียงพอ) ..ชุลีพร อร่ามเนตรจะพาไปค้นหาคำตอบ..

       “นิเทศศาสตร์”หนึ่งคณะยอดนิยมที่มีเด็กสนใจเข้าเรียนจำนวนมาก แต่ใครจะคาดคิด ว่าบาง สาขาวิชากำลังเข้าสู่ยุคมืด “สาขาวารสารศาสตร์” สาขาที่ขึ้นชื่อว่าผลิตบัณฑิตเกี่ยวกับสื่อหนังสือพิมพ์ และสิ่งพิมพ์ อาทิ  นักข่าว  นับวันบัณฑิตสาขานี้จะน้อยลงเรื่อยๆ (แว่วว่าบางแห่งมีนักศึกษาไม่ถึง 50 คน)

        “สื่อหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ทยอยปิดตัวลงรายวัน แล้วเด็กจบออกมาหวั่นว่าไม่มีงานทำคงไม่ใช่เรื่องแปลก”

“วารสารศาสตร์” ถึงจุดเปลี่ยน หรือจุดจบ?

           ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิตผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์การ สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ หรือนิด้า กล่าวว่าความรู้เกิดขึ้นใหม่ตลอดเวลา ขณะที่ผู้บริโภค ตลาดแรงงานมีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน  ทำให้การผลิตบัณฑิตด้านนิเทศศาสตร์ หลายมหาวิทยาลัยต้องปรับให้มีทักษะใหม่ๆ เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยมีทั้งการปรับหลักสูตร เปลี่ยนชื่อ เพิ่มเติมองค์ความรู้ใหม่ โดยเฉพาะการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยี เพราะตอนนี้การใช้ชีวิตของผู้คนล้วนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี  และมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาในการทำงาน

          “ตอนนี้หลายมหาวิทยาลัยปรับหลักสูตรให้มีความทันสมัย แต่องค์ความรู้ด้านสื่อ การทำงานด้านสื่อยังไม่มีมากพอ รวมถึงบุคลากร อาจารย์ด้านนี้ยังยึดติดกับการสอน องค์ความรู้ ทักษะเดิมๆ แต่อาจขาดทักษะใหม่ ๆ อย่างที่องค์กรสื่อต่างประเทศมีตำแหน่งงาน รับบุคลากรด้านสื่อ เช่น ทักษะการนำเสนอข่าวแบบเล่าเรื่อง  นักออกแบบประสบการณ์ผู้ชม นักเขียนโฆษณา เป็นต้น ซึ่งหลักสูตรนิเทศศาสตร์ต้องทำให้บัณฑิตมีทักษะที่องค์กรสื่อต้องการ”

          “คณะนิเทศศาสตร์ สาขาวารสารศาสตร์” ไม่ตายไปอย่างแน่นอน ตราบใดที่มีคนต้องการเสพข่าวอยู่ เพียงแต่การสอนนิเทศศาสตร์ ไม่ใช่สอนเพียงเขียนข่าวได้ แต่ต้องเขียนข่าวอย่างไร ให้มีการเชื่อมโยงภาพเคลื่อนไหว เทคโนโลยี โดนต้องยึดตามหลักการเดิม เขียนข่าวพีระมิดหัวกลับ การสืบค้นข้อมูล วิธีการหาข่าว และรักษาไว้ซึ่งจริยธรรม  จรรยาบรรณสื่อด้วย

“วารสารศาสตร์” ถึงจุดเปลี่ยน หรือจุดจบ?

          ผศ.ดร.วรัชญ์ กล่าวต่อไปว่า หลักสูตรมีการปรับ แต่ไม่แน่ใจว่าตัวผู้สอนแต่ละมหาวิทยาลัยมีการปรับหรือไม่ เพราะการสอนนิเทศศาสตร์ในภาวะที่เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมให้คนเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น  คนทำงานด้านสื่อต้องมีทักษะหลายด้าน และการสอนนิเทศศาสตร์ต้องกลายเป็นพหุวิชา ซึ่งอาจารย์ผู้สอนมีบทบาทสำคัญมาก เนื่องจากสอนคนออกไปผลิตสื่อ ทำงานด้านสื่อ เนื้อหาที่มีผลกระทบต่อความคิด ทัศนคติ การใช้ชีวิตของผู้คน ครูอาจารย์ต้องวิเคราะห์เทรนด์ การเรียนการสอน ปรับให้เชื่อมโยงกับวิถีการทำงานมากขึ้น ต้องออกแบบดิจิตอล การตลาด มีการสอนแบบบูรณาการ วิชาเฉพาะมากขึ้น

          ปัจจุบัน นักข่าวลักษณะแบบเดิม ทำงานคล้ายๆ กันมีอยู่มากเกินไป ดังนั้น หากจะผลิตบุคลากรด้านสื่อ ต้องเปิดราย    วิชาใหม่ๆ ที่มีทั้งทักษะด้านดิจิทัล  มัลติมีเดีย พัฒนาแอพพลิเคชั่น ออกแบบการตลาด โฆษณา โดยยังคงเป็นนักข่าวที่เน้นความถูกต้อง  มีกรอบจริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพสื่อบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม

“วารสารศาสตร์” ถึงจุดเปลี่ยน หรือจุดจบ?

           “หน่วยงานเกี่ยวข้องต้องส่งเสริมทักษะสื่อยุคใหม่  การใช้ข้อมูลในการทำข่าว ต้องเป็นวารสารศาสตร์เชิงข้อมูล ไม่ใช่ไหลไปตามกระแสคนอ่านเพียงอย่างเดียว เพราะเข้าใจว่าสื่อต้องการความอยู่รอด แต่จรรยาบรรณวิชาชีพก็ไม่ควรมองข้าม  อยากให้กำลังใจคนทำงานด้านนี้ที่ต้องผลิตสื่อ เพื่อความอยู่รอด แต่ก็ต้องคงไว้ซึ่งการเป็นสื่อคุณภาพ ให้คุณค่าแก่สังคม เ รวมถึงรัฐต้องช่วยสนับสนุนสื่อให้ทำสิ่งดีๆ องค์กรสื่อดีต้องอยู่ได้”

           นักข่าว นักสื่อมวลชนที่ดี ควรจะมีความรอบรู้ รู้ลึก รู้จริง มีความคล่องตัว ทันต่อเหตุการณ์ สังคมโลก และจับประเด็นในการทำข่าว ผศ.ดร.วรัชญ์ กล่าวอีกว่า  ประชาชนแยกแยะออกว่าข่าวไหนดี ไม่ดี สื่อต้องทำคุณภาพให้ยั่งยืน สถาบันการผลิตนักวิชาชีพสื่อมวลชนจึงมีความสำคัญไม่แพ้กัน ต้องออกแบบรายวิชาใหม่ๆ ผลิตนักวารสารศาสตร์รุ่นใหม่ที่สามารถจับประเด็น มีความรู้ รอบด้านสามารถเจาะลึก เชื่อมโยงให้เป็นคุณค่าข่าว นำข้อมูลเดิมมาเล่าเป็นเรื่องราว วิเคราะห์ผู้ชม สร้างเป็นตัวละคร นักเขียน นักข่าวเชิงสถิติ เชิงข้อมูล มีทักษะรอบด้านรองรับตำแหน่งในองค์กรสื่อ

“วารสารศาสตร์” ถึงจุดเปลี่ยน หรือจุดจบ?

          อาชีพนักข่าวเป็นอาชีพที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และสร้างผลกระทบต่อผู้คนอย่างมากทั้งด้านดีและไม่ดี มีส่วนผลักดันพัฒนาประเทศทั้งระดับนโยบาย และด้านอื่นๆ ดังนั้น ความมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี นักข่าวต้องเป็นมากกว่านำเสนอข่าว เพราะสามารถช่วยคนได้มากกว่าครู หรือหมอ

         “ผู้ที่อยู่ในวงการสื่อมวลชน  หรือผู้ที่อยากเข้าสู่อาชีพนี้ นอกจากต้องมีต้นทุนที่ดีอยากรู้ อยากเห็นแล้วต้อง อยากให้มองว่าเป็นอาชีพที่น่าภาคภูมิใจ สร้างผลกระทบ ต่อให้ทำงานเพราะต้องคำนึงถึงความอยู่รอดในอาชีพ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความเป็นมืออาชีพ ซึ่งสถาบันการศึกษาต้องปรับโฉม เพิ่มรายวิชา เพื่อผลิตนักสื่อมวลชน นักข่าวยุคใหม่ตอบโจทย์สังคมยุคดิจิตอล”ผศ.ดร.วรัชญ์ กล่าวทิ้งท้าย

มธ.ตั้งเป้า ปี 60 ยกระดับธุรกิจชุมชุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/271835

มธ.ตั้งเป้า ปี 60 ยกระดับธุรกิจชุมชุน

พัฒนาชุมชน, ธรรมศาสตร์โมเดล, มธ, ตั้งเป้า, ยกระดับ, ธุรกิจ, ชุม, ชุน, มธตั้งเป้า, ยกระดับธุรกิจชุมชุน, CEO Luncheon Talk with TBS Talents, Creative Learning Spaces, Career Startup Center, TBS Annual Showcase

คณะพาณิชย์ฯ มธ. ดัน “ธรรมศาสตร์โมเดล” ตั้งเป้ายกระดับธุรกิจชุมชุนเพื่อสร้างความยั่งยืนแก่เศรษฐกิจไทย ปี 60

        ปัจจุบันคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เดินหน้าพัฒนาบุคลากรยุคใหม่ ภายใต้วิสัยทัศน์ “ผู้นำแห่งนวัตกรรมการศึกษาด้านการบัญชีและการจัดการธุรกิจ” ที่มุ่งเสริมสร้างบัณฑิตที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านการบริหาร และมีสมรรถนะของผู้ประกอบการยุคใหม่ ผ่านการปรับหลักสูตรและบรรยากาศการเรียนการสอนในทุกระดับให้เป็นแอคทีฟเลิร์นนิ่ง และสอดรับกับการพัฒนาทักษะผู้นำในศตวรรษที่ 21 อาทิ การจัดกิจกรรม “CEO Luncheon Talk with TBS Talents” ที่นำนักศึกษาไปพูดคุยอย่างใกล้ชิดกับผู้บริหารองค์กรชั้นนำ เพื่อกระตุ้นความตื่นตัวและความเท่าทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ

รวมถึงการยกระดับห้องเรียนสู่ “Creative Learning Spaces” ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการเรียนการสอนในระดับแถวหน้าของโลก รวมถึงการจัดพื้นที่ที่เอื้อต่อการทำงานเป็นทีม การจัดตั้ง “Career Startup Center” เพื่อเป็นศูนย์ให้คำปรึกษาเส้นทางอาชีพนักศึกษาในทุกระดับ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการสมัยใหม่ (Startup) และการจัด “TBS Annual Showcase”  เพื่อนำผลงานดีๆ ของนักศึกษาออกสู่ความสนใจของนักลงทุนและสาธารณชนในวงกว้าง

มธ.ตั้งเป้า ปี 60 ยกระดับธุรกิจชุมชุน

      รศ.ดร.พิภพ อุดร คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. กล่าวว่า   คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. ยังมุ่งสร้างเครือข่ายกับองค์กรภายนอก ทั้งในภาคการเงิน ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยบริษัท ยูนิลีเวอร์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด เป็นต้น

โดยตั้งเป้าหมายทุกหลักสูตรมีส่วนร่วมจากภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรมในสัดส่วนที่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 25  ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบการเรียนการสอน การวิจัย การฝึกงาน การผลิตกรณีศึกษา การจัดแข่งขัน และการประกวดต่างๆ  ขณะเดียวกัน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. ยังมีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง   ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในกลุ่มประเทศอาเซียน ในการผลิตกรณีศึกษาของภาคธุรกิจ เพื่อขยายเครือข่ายและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการบริหารธุรกิจ  ทั้งนี้ การบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งสร้างอีโคซิสเต็มทางธุรกิจอย่างครบวงจรดังกล่าว ส่งผลให้คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. ได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษาจากสถาบัน EQUIS (European Quality Improvement System)  ในด้านการบริหารจัดการหลักสูตรที่โด่ดเด่นในด้านความเป็นนานาชาติ

มธ.ตั้งเป้า ปี 60 ยกระดับธุรกิจชุมชุน

       ล่าสุดคณะฯ ได้รับการรับรองมาตรฐาน จากสถาบัน AACSB(Association to Advance Collegiate Schools of Business) ให้เป็นหนึ่งในคณะบริหารธุรกิจชั้นนำของโลก ทั้งทางด้านวิชาการ  ระบบการจัดการ งานวิจัย และ การพัฒนานวัตกรรมสถาบัน  โดย AACSB เป็นหน่วยงานกลางที่รับรอง  และประกันคุณภาพให้แก่สถาบันการศึกษาในด้านการบริหารจัดการธุรกิจ โดยมีเกณฑ์ประเมินมาตรฐานทางด้านการศึกษาถึง 3 เสาหลักได้แก่    คุณภาพของคณาจารย์ในแง่คุณวุฒิ ประสบการณ์ในภาคธุรกิจ และประสบการณ์การศึกษาระดับนานาชาติ    คุณภาพของหลักสูตรในพัฒนานวัตกรรม   และ  เกณฑ์การส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมผ่านเครือข่ายร่วมมือจากภาคธุรกิจต่างๆ   ซึ่งคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถือเป็นคณะเดียวและมหาวิทยาลัยในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองระดับโลก   ครบทุกระดับ ทั้งในระดับปริญญาตรี  ปริญญาโท และปริญญาเอก โดยการได้รับรองมาตรฐานด้านคุณภาพการศึกษา

ทั้งนี้ ในปี 2560 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน ในมิติต่างๆ ทั้งทาง ด้านการศึกษา และความเป็นนานาชาติ ตลอดจน การส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม ผ่านการยกระดับคุณภาพทางวิชากับให้เทียบเท่ากับระดับสากล  รวมไปถึง การนำองค์ความรู้และ งานวิจัยเชิงนวัตกรรมทางธุรกิจไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชน เพื่อตอกย้ำพันธ์กิจหลักของมหาวิทยาลัยในการเป็นที่พึงพึงแก่สังคมและประชาชนต่อไป

บอกลา “คลอรีน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/271833

บอกลา “คลอรีน”

สระว่ายน้ำไอโซน, บอกลาคลอรีน, บอกลา, คลอรีน, สระว่ายน้ำโอโซน, การว่ายน้ำ

สจล. ผุดนวัตกรรม “สระว่ายน้ำโอโซน” บอกลา “คลอรีน”ต้นแบบต่อยอดเชิงพาณิชย์ ลดนำเข้าเทคโนโลยีและสารคลอรีน จาก ตปท. ปีละไม่ต่ำกว่า 1,400 ล้านบาท

        เดือน เม.ย. ของทุกปี ถือเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างสมบูรณ์ ในช่วงนี้หลายคนมักมีกิจกรรมคล้ายร้อนที่แตกต่างกันออกไป ตามไลฟ์สไตล์ ความชื่นชอบ รวมถึงความถนัดของแต่ละบุคคล โดยหนึ่งในกิจกรรมยอดนิยม ที่หลายคนมักจะนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ ในการคลายร้อน ก็คือ “การว่ายน้ำ” เพราะนอกจากช่วยดับร้อนได้เป็นอย่างดีแล้ว ขณะเดียวกันยังถือเป็นการออกกำลังกายไปในตัว

แต่กิจกรรมที่ดูสนุกสนานและใครๆ ก็ทำได้นั้น อีกด้านหนึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน เนื่องจากสระว่ายน้ำทั่วไปในประเทศไทยใช้สารคลอรีนในการบำบัดน้ำ ซึ่งสารชนิดนี้นี่เองที่กลายเป็นตัวการสำคัญ ในการก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง ทำลายเนื้อเยื่อสายตา ทำให้ฟันผุกร่อน และมีสารตกค้างซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งด้วย

บอกลา “คลอรีน”

ผลกระทบข้างต้นที่อาจเกิดขึ้นกับสุขภาพนักกีฬาและคนทั่วไปที่ชื่นชอบการว่ายน้ำ ส่งผลให้ รศ.ดร.ศิริวัฒน์ โพธิเวชกุล และ ผศ.ดร.นรเศรษฐ พัฒนเดช อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับนักศึกษา พัฒนา “นวัตกรรมระบบเครื่องกำเนิดโอโซนเพื่อการบำบัดน้ำ” ขึ้น และได้ทำการติดตั้งทดสอบระบบการทำงานที่ เก็บข้อมูล และวิเคราะห์ผล ที่สระว่ายน้ำสมเด็จพระเทพฯ ขนาดสระ 1,500 ลูกบาศก์เมตร ภายในสถาบัน ซึ่งนวัตกรรมนี้ถือเป็นการคิดค้นใหม่ เป็นระบบที่มีประสิทธิภาพในการผลิตก๊าซโอโซนระดับสูง แต่ยังช่วยประหยัดพลังงาน ขนาด 200 g o3/hr. โดยใช้เทคโนโลยีสนามไฟฟ้าแรงดันไฟฟ้าสูง ความถี่สูง เพื่อให้เกิดกระบวนการแตกตัวด้วยขบวนการ  โคโรน่าดีสชาร์จของออกซิเจนในอากาศ แล้วรวมตัวใหม่เป็นก๊าซโอโซน โดยควบคุมการทำงาน การผสม และการควบคุมคุณภาพน้ำแบบอัตโนมัติ ซึ่งผลจากการเดินเครื่องทดสอบพบว่ามีคุณภาพและผลวิเคราะห์เชื่อถือได้ สามารถนำไปเป็นต้นแบบผลิตในเชิงพาณิชย์ได้

รศ.ดร.ศิริวัฒน์ ระบุถึงหลักการและเหตุผลในการพัฒนานวัตกรรมชิ้นนี้ว่า เนื่องจากต้องการนำความรู้เชิงวิชาการขยายไปสู่ การสร้างความปลอดภัยและยกคุณภาพชีวิตของคนไทย ซึ่งการใช้เทคโนโลยีก๊าซโอโซนเพื่อการบำบัดในสระว่ายน้ำ นับเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีทางเลือกที่ถูกนำมาใช้ทดแทนคลอรีน เพื่อลดปัญหาพิษคลอรีนต่อสุขภาพของผู้ว่ายน้ำออกกำลังกาย  การใช้คลอรีนบำบัดน้ำสระว่ายน้ำและพบว่าส่งผลเสียต่อสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง ทำให้กรุงเทพมหานครออกข้อบังคับว่าด้วย “หลักเกณฑ์การประกอบการค้าซึ่งเป็นที่รังเกียจหรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ประเภทการจัดตั้งสระว่ายน้ำ พ.ศ. 2530 กำหนดให้สระว่ายน้ำมีความเป็นกรดด่างอยู่ที่ 7.2 – 8.4 โดยต้องควบคุมให้อยู่ในระดับนี้ทุกวัน เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ แต่ทางปฏิบัติเป็นไปได้ยากที่จะควบคุมสภาพความเป็นกรดด่างของน้ำให้อยู่ในระดับ 7.0 – 8.5 จึงก่อให้ปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็น สร้างความระคายเคืองต่อผิวหนัง และอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายว่า นักกีฬาว่ายน้ำมีสภาพฟันผุกร่อน มากกว่าผู้ว่ายน้ำออกกำลังกาย ประมาณ 4.68 เท่า ขณะที่เด็กอายุ 5-6 ปี มีโอกาสทำให้ฝันแท้ที่กำลังเกิดใหม่มีภาวะสึกกร่อน รวมทั้งมีการวางเรียงตัวที่ผิดปกติผิดรูปร่างด้วย

บอกลา “คลอรีน”

ทั้งนี้ การใช้โอโซนบำบัดน้ำในสระว่ายน้ำแทนคลอรีน ช่วยให้น้ำที่ผ่านการบวนการบำบัดมีคุณภาพสูงและมีข้อดี ดังนี้

1.     ไม่ทำให้ระคายเคืองตา แสบตา หรือทำให้ตาแดง แม้จะมีความเข้มข้นของโอโซนในน้ำสูงก็ตาม

2.     ฆ่าเชือโรคได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เร็วกว่าคลอรีน 3,125 เท่า

3.     สลายพิษจากปฏิกิริยาของคลอรีน ได้แก่ Chloramine ซึ่งมีกลิ่นไม่ค่อยดีและทำให้ระคายเคือง ต่อส่วนต่างๆ ของร่างกาย และ Chloro-organic compounds หรือ Trihalomethanes (THMs) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง (carcinogenic) ได้

4.     ออกซิไดส์สารอินทรีย์ เช่น เสมหะ ปัสสาวะ ขี้ไคล และสารอนินทรีย์ เช่น ไฮโดรเจนซัลไฟด์ เหล็ก แมงกานีส พบได้โดยทั่วไปในสระว่ายน้ำ ทำให้ตกตะกอนและน้ำดูใสขึ้นเมื่อผ่านระบบกรองและช่วยปรับสมดุล

5.     ไม่ทำให้ความเป็นกรด-เบสของน้ำเปลี่ยนแปลง ซึ่งต่างจากการใช้คลอรีนที่จะทาให้ค่า PH เปลี่ยน ต้องเติมสารช่วยปรับค่า PH อยู่เรื่อยๆ

6.     ก๊าซโอโซนผลิตได้จากก๊าซออกซิเจนซึ่งมีอยู่ในอากาศตามธรรมชาติ จึงไม่ต้องจัดหาสารเคมีหรือสารตั้งต้นอื่นมาเติม    ทำให้สะดวกและประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้งานเป็นอย่างมาก

7.     ยืดเวลาในการล้างไส้กรองของระบบกรองน้ำของสระว่ายน้ำ เพราะโอโซนจะไม่ทิ้งสารเคมีตกค้างในน้ำ เมื่อโอโซนทำปฏิกิริยาทำลายผนังเซลล์ของเชื้อโรคและสิ่งต่างๆ ในน้ำแล้วก็จะสลายตัวเป็นออกซิเจน จึงช่วยลดภาระการทางานของระบบกรองลงได้

8.     ได้ออกซิเจนในน้ำเพิ่มขึ้นจากการสลายตัวของโอโซน ช่วยให้ผู้ออกกำลังกายมีสุขภาพแข็งแรงขึ้น

บอกลา “คลอรีน”

“เชื่อว่าอนาคตสนับสนุนให้เลิกใช้คลอรีนในสระว่ายน้ำที่สร้างใหม่ และให้ใช้เทคโนโลยีทดแทนอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยของประชาชน ส่วนสระว่ายน้ำเดิมในประเทศไทยที่มีอยู่มากกว่า 1,000 แห่ง ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนกระบวนการบำบัดน้ำ ซึ่งการใช้ก๊าซโอโซนนับเป็นทางเลือกที่ได้รับการสนับสนุน คาดการณ์ว่าจะต้องมีการผลิตและติดตั้ง มีมูลค่าโดยรวมมากกว่า 5,000 ล้านบาท ดังนั้น ประเทศไทยควรส่งเสริมและสนับสนุนนวัตกรรมที่คิดค้นโดยนักวิจัยภายในประเทศ เพื่อทดแทนการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ไม่น้อยกว่าปีละ 1,000 ล้านบาท และลดการนำเข้าและใช้สารเคมีคลอรีนไม่ต่ำกว่าปีละ 400 ล้านบาท อีกทั้งยังสามารถต่อยอดพัฒนาไปใช้กับระบบบาบัดน้ำเสียในอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมฟอกย้อมเพื่อทดแทนการใช้สารเคมีมากกว่า 1,000 แห่ง และอื่นๆ อีกหลากหลายในอนาคต” อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า สจล. กล่าวทิ้งท้าย

นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครองและประชาชนทั่วไป สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หมายเลขโทรศัพท์  02-329-8111 หรือเข้าไปที่ www.kmitl.ac.th

บอกลา “คลอรีน”


ไม่รู้ไม่ได้! 3 ปัจจัยที่ผู้ประกอบการยุคใหม่ต้องรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/271762

ไม่รู้ไม่ได้! 3 ปัจจัยที่ผู้ประกอบการยุคใหม่ต้องรู้

ปัจจัยที่ผู้ประกอบการยุคใหม่ต้องรู้, TCDC, ไม่รู้, ไม่ได้, ปัจจัย, ที่, ผู้ประกอบการ, ยุคใหม่, ต้อง, รู้, ไม่รู้ไม่ได้, ธุรกิจ, การออกแบบ, ความคิดสร้างสรรค์, ลีน สตาร์ทอัพ

TCDC ชี้ 3 ปัจจัยที่ผู้ประกอบการยุคใหม่ต้องรู้ ในโลกยุคโมเดิร์นเวิลด์ “รู้ธุรกิจ รู้เทคโนโลยี รู้การออกแบบ”

         ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลปัจจุบัน องค์ความรู้หลัก 3 ด้าน ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของธุรกิจได้แก่ “ธุรกิจ” “เทคโนโลยี” และ “การออกแบบ” โดย“ธุรกิจ” และ “เทคโนโลยี” เป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน สร้างความแปรผันไปอย่างควบคู่กันมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ที่ นวัตกรรมและเทคโนโลยี เป็นตัวแปรชี้วัดสำคัญที่ตัดสินศักยภาพของธุรกิจ

นายอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ผู้อำนวยการศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) กล่าวว่า ในเพราะในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้า ทุกคนสามารถผันตัวขึ้นเป็นผู้ประกอบการผ่านการใช้เทคโนโลยีที่เปิดกว้าง สร้างช่องทางที่หลากหลายในการทำธุรกิจ ซึ่งนอกจากจะเป็นการเปิดโอกาสให้ธุรกิจรายเล็กหรือผู้ประกอบการเพียงคนเดียว สามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตลาดโลกได้ ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีก็ทำให้เกิดช่องทางที่ผู้บริโภคสามารถสัมผัสประสบการณ์กับแบรนด์ได้ง่ายขึ้น จากเดิมที่ประสบการณ์ของผู้บริโภคจะเกิดได้จากการสัมผัสหรือทดลองสินค้าแล้วเท่านั้น

ไม่รู้ไม่ได้!  3 ปัจจัยที่ผู้ประกอบการยุคใหม่ต้องรู้

ปัจจุบันผู้บริโภคสามารถเข้าถึงแอปพลิเคชั่น เว็บไซต์ รวมไปถึงโซเชียลมีเดียอื่นๆ ที่ล้วนมีผลต่อ “ประสบการณ์ของผู้บริโภค” (Consumer Experience) ทั้งสิ้น ฉะนั้นแล้วผู้ประกอบการยุคใหม่ต้องรู้เท่าทันรูปแบบธุรกิจในยุคปัจจุบัน รู้จักความเปลี่ยนแปลงของตลาด เท่าทันคู่แข่ง และเข้าใจผู้บริโภค ไปพร้อมๆกับมีความคุ้นเคยกับวัตกรรมเทคโนโลยืที่ทันสมัยที่สามารถนำมาผลักดันศักยภาพธุรกิจของตนได้

นอกจากองค์ความรู้ด้านธุรกิจ และเทคโนโลยีแล้วนั้น อีกหนึ่งองค์ความรู้สำคัญที่มีบทบาทสำคัญในยุคปัจจุบันคือ“การออกแบบ” โดยการออกแบบที่นำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจยุคดิจิทัลนั้น ไม่ใช่เพียงเครื่องมือในการสร้างความสวยงามให้แก่สินค้าหรือบริการ แต่การออกแบบนำไปสู่ “กระบวนการคิดเชิงออกแบบ” (Design Thinking) และ “ความคิดสร้างสรรค์”(Creativity) คีย์สำคัญสู่การตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างมีศักยภาพ กระบวนการคิดดังกล่าวให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาด้วยการออกแบบอย่างสร้างสรรค์ บนพื้นฐานของกลยุทธ์ทางธุรกิจและเทคโนโลยีต่างๆ

ไม่รู้ไม่ได้!  3 ปัจจัยที่ผู้ประกอบการยุคใหม่ต้องรู้

         โดยกระบวนการคิดเชิงออกแบบที่มีประสิทธิภาพ จะทำให้เกิดความสมดุลระหว่างการคิดวิเคราะห์ของวิศวกร (Analytic Thinking) และการคิดแบบญาณทัศนะของนักออกแบบ (Intuitive Thinking) ทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมาตอบโจทย์ทั้งในด้านประสิทธิภาพ และศักยภาพในการใช้งาน ควบคู่ไปกับด้านความพึงพอใจและประสบการณ์ที่ดีระหว่างการใช้งาน

         นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า กระบวนการคิดเชิงออกแบบนั้นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับผู้ประกอบการทุกระดับ ตั้งแต่ผู้ประกอบการขนาดเล็กอย่าง สตาร์ทอัพ ไปจนถึงหน่วยงานหรือองค์กรขนาดใหญ่ โดยสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการสตาร์ทอัพนั้น กระบวนการคิดเชิงออกแบบ จะทำให้เกิดการเปิดกว้างรับทุกไอเดียเพื่อหาทางออกที่จะสามารถสร้างความพึงพอใจและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีที่สุด โดยต้องมองจากภายนอกสู่ภายใน (Outside-in) เพื่อให้เข้าใจสิ่งที่ผู้บริโภคได้รับรู้และสัมผัสถึงสินค้าหรือบริการจากมุมที่ผู้บริโภคเห็น ซึ่งเมื่อนำมาประยุกต์ใช้ควบคู่กับหลัก “ลีน สตาร์ทอัพ” หรือการ สร้าง วัดผล และเรียนรู้ แล้วนั้นจะช่วยลดเวลาและต้นทุนที่ไม่จำเป็นไปพร้อมๆกับการพัฒนาธุรกิจที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้มากที่สุด

ไม่รู้ไม่ได้!  3 ปัจจัยที่ผู้ประกอบการยุคใหม่ต้องรู้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) 1160 อาคารไปรษณีย์กลาง ถนนเจริญกรุง แขวงบางรัก เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10501 โทรศัพท์ 02-105-7441

ฟื้นภูมิปัญญา ต่อลมหายใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/271761

ฟื้นภูมิปัญญา ต่อลมหายใจ

ผ้าไหมลายลูกแก้ว, ฟื้นวัฒนธรรม, ฟื้น, ภูมิปัญญา, ต่อ, ลมหายใจ, ฟื้นภูมิปัญญา, ต่อลมหายใจ, ชุดองค์ความรู้

เมื่อความรักและหวงแหนในวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นได้รับการบ่มเพาะและเติบโตขึ้นในใจของทีมงาน ผ่านการทำโครงการในปีแรก ทั้งยังเข้าไปกระตุ้นให้คนในชุมชนห่วงแห

         จากโครงการเยาวชนเรียนรู้และอนุรักษ์ภูมิปัญญาการทอผ้าไหมลายลูกแก้วของชาวกูยในปีที่1ผ่าน วัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูและสืบสานการทอผ้าของชาวกูย มรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่มีมานานกว่า 100 ปี ของบ้านขี้นาค ตำบลตูม อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ ความร่วมมือระหว่างเด็กและเยาวชนในชุมชนกับปราชญ์ชาวบ้านครั้งนั้น นำมาสู่ผลลัพธ์เชิงรูปธรรม นั่นคือ หนังสือรวบรวมองค์ความรู้เรื่องอุปกรณ์และวิธีทอผ้าไหมลายลูกแก้ว

“แล้วเราจะนำองค์ความรู้ที่ได้จากปีที่แล้วมาใช้ต่อได้อย่างไร?”

เป็นโจทย์ที่ทีมงานต้องครุ่นคิดอย่างหนัก เมื่อมีโอกาสทำโครงการต่อในปีที่ 2 ท้ายที่สุดจึงลงตัวที่การจัดทำแหล่งเรียนรู้การทอผ้าชุมชนบ้านขี้นาค โดยนำชุดความรู้ รวมถึงทักษะการทอผ้าที่ นุ่น-นิภาดา บุญท่วม อุมา- อุบลวรรณ ศิลาชัย ชมพู่-สิริวิมล ไชยภา แนน-จิฑาภรณ์ นาคนวล และ มด-ปทุมรัตน์ จันทอง เยาวชนบ้านขี้นาค กลุ่มSpy kids ที่ได้รับจากการทำโครงการในปี1 มาขยายผลแก่เด็กและเยาวชนในชุมชน จึงเกิดเป็น โครงการเรียนรู้การทอผ้าไหมกับกลุ่มเยาวชนบ้านขี้นาค ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาเยาวชนพลเมืองดีศรีสะเกษ สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ มูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

ฟื้นภูมิปัญญา ต่อลมหายใจ

พี่แล-สิดาวรรณ ไชยภา พี่เลี้ยงกลุ่มเยาวชน สะท้อนว่า ก่อนมีโครงการพัฒนาเยาวชนพลเมืองดีศรีสะเกษเข้ามา เด็กและเยาวชนบ้านขี้นาคห่างหายจากการทำกิจกรรมเพื่อชุมชนมานานนับสิบปี ส่งผลให้ความรักความผูกพันของเด็กที่มีต่อชุมชนลดน้อยลงไป พร้อมๆ กับเกิดช่องว่างระหว่างวัยเข้ามาแทนที่  เหตุผลที่เธอเข้ามาอยู่ในแวดวงการพัฒนาเยาวชน เพราะเห็นสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้น จึงอยากมีส่วนร่วมแก้ไข

ทั้งนี้ บ้านขี้นาคมีประชากรอาศัยอยู่ราว 90 หลังคาเรือน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา หลายครอบครัวต้องออกไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัวในเมือง ทิ้งลูกหลานให้อยู่กับคนเฒ่าคนแก่ ถ้าผู้ใหญ่ไม่สนใจไม่ช่วยกันดูแล เด็กและเยาวชนที่กำลังเติบโตอาจหลงเดินไปในทางที่ผิดได้ พี่แล มองว่า ทักษะชีวิตเกิดขึ้นได้จากการลงมือทำ ยิ่งเป็นการทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์เพื่อชุมชนจะยิ่งสร้างสำนึกให้เด็กและเยาวชนเกิดความรักและหวงแหนสิ่งดี ๆ ในท้องถิ่น และช่วยอุดช่องว่างความสัมพันธ์ระหว่างวัยของคนในชุมชนได้อีกด้วย

ฟื้นภูมิปัญญา ต่อลมหายใจ

      นุ่น เล่าว่า ผ้าไหมลายลูกแก้ว (ผ้าแก๊บในภาษากูย) จะพบเห็นได้ในชีวิตประจำวันของคนบ้านขี้นาค  จนกลายเป็นความเคยชินที่ทำให้คนในชุมชนมองไม่เห็นคุณค่าและความพิเศษของภูมิปัญญาซึ่งเป็นเอกลักษณ์สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ทั้งที่ชาวกูยใช้ชีวิตอยู่กับผ้าไหมเหล่านี้ตั้งแต่เกิดจนตาย จึงอยากเผยแพร่องค์ความรู้ที่รวบรวมมาได้จากโครงการปีก่อนให้คนอื่นรับรู้ด้วย

        “แค่รู้อย่างเดียวไม่พอ ต้องลองและฝึกฝนทำเองจึงจะเกิดผล พวกเขาเชื่อว่าการเข้าฐานเรียนรู้โดยตรงกับผู้รู้จะสร้างนักทอผ้ามือใหม่ที่มีความสนใจภูมิปัญญาการทอผ้าขึ้นมาได้อีกจำนวนหนึ่ง อีกทั้งเมื่อเด็กลุกขึ้นมาฟื้นฟูการทอผ้าอย่างเป็นรูปธรรม แรงกระเพื่อมนี้น่าจะเข้าไปกระตุ้นให้ผู้ใหญ่หันมาสนใจรื้อฟื้นการทอผ้าไหมลายลูกแก้วมากขึ้นไปอีก” ทีมงาน บอกถึงวิธีคิดและวิธีทำงาน

ฟื้นภูมิปัญญา ต่อลมหายใจ

เช่นเดียวกับ ชมพู่ และแนน เสริมว่า ไม่เพียงแค่ชี้แจงการทำงานให้ผู้ใหญ่ในชุมชนทราบ พวกเขายังนำข้อมูลที่เก็บได้จากปีก่อนมาอ่านทบทวน แล้วลงพื้นที่ไปพูดคุยกับผู้รู้เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ทั้งนี้ แผนงานหลักของโครงการปีที่ 2 คือการชักชวนเด็กและเยาวชนจากทั้งในและนอกชุมชนเข้ามาเรียนรู้การทอผ้าไหมจากทั้ง 3ฐานที่บ้านผู้รู้ เพื่อให้ได้ฝึกฝนทักษะการทอด้วยตัวเอง โดยทั้ง 3 ฐานประกอบด้วย ฐานที่ 1 ฐานเล็กๆ ส่งเสริมเด็กให้เรียนรู้ บ้านยายสำเนียง นาคนวล เกี่ยวกับการฟอก กระตุกและปั่นไหม ฐานที่ 2 คุณครูพี่สอนน้อง บ้านยายแสงมณี จันทอง เกี่ยวกับการทำเครือและการต่อไหม และฐานที่ 3 เรียนรู้ร่วมใจสู่ผ้าไหมลายลูกแก้ว บ้านยายเทพนิมิต ทวีชาติ เกี่ยวกับการปั่นไหมใส่หลอดและการทอผ้าไหมลายลูกแก้ว

หลังออกแบบฐานการเรียนรู้แล้วเสร็จ ทีมงานจึงระดมพลเด็กและเยาวชนในหมู่บ้านให้มาร่วมทำกิจกรรมตามแหล่งเรียนรู้ ทีมงานแบ่งกลุ่มกันนำจดหมายไปเชิญชวนตามคุ้มที่แต่ละคนอาศัยอยู่ประมาณ 30 หลังคาเรือน โดยเลือกกลุ่มเป้าหมายตามบ้านที่เป็นคนรู้จักก่อน  เมื่อถึงวันจริงมีเด็กและเยาวชนมาร่วมกิจกรรมประมาณ 20 คน เนื่องจากการเข้าฐานแต่ละครั้งใช้เวลามากกว่า 1 วัน ทำให้มีเด็กและเยาวชนสลับกันไปมาตามวันเวลาที่สะดวก

     “ พวกเราออกแบบการเรียนรู้ไว้ว่า ฐานหนึ่งจะใช้เวลาหนึ่งวันช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ พอลงมือทำจริงกิจกรรมแต่ละฐานต้องใช้เวลามาก เลยทำกิจกรรมวันเดียวไม่เสร็จ ทำให้ต้องขยายเวลาออกไป น้องเลยมาได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็มีน้องบางคนที่สนใจจริงๆ ช่วงที่เราไม่นัด เขาจะมาขอทำที่บ้านพี่เลี้ยงเองเลย” นุ่น กล่าว

      ยายไทยนิมิต ทวีชาติ ผู้รู้เรื่องการทอผ้าไหม กล่าวว่า ทักษะสำคัญสำหรับการทอผ้าไหมลายลูกแก้ว คือ สมาธิและการจำเพราะระหว่างทอผู้ทอต้องรู้ว่าจังหวะไหนควรกระตุกไม้แบบใด จังหวะไหนควรเหยียบแป้นทอที่ขาอย่างไร หากไม่มีสมาธิ ทอและเหยียบผิดจังหวะลายผ้าจะผิดรูปทำให้ต้องรื้อทอใหม่ทั้งหมด

ฟื้นภูมิปัญญา ต่อลมหายใจสำหรับฐานการเรียนรู้ทั้ง 3 ฐาน มด-ปทุมรัตน์ จันทอง เล่าว่า ทีมงานได้เตรียมสมุดความรู้ไว้ให้น้องๆ ที่มาร่วมกิจกรรมบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้ตามหัวข้อลงในเอกสาร  โดยหลังทำกิจกรรมครบทั้ง 3 ฐานแล้ว ทีมงานจะถอดบทเรียนน้องๆ ว่า รู้สึกอย่างไรกับแหล่งเรียนรู้ทั้ง 3 แห่ง ชอบไม่ชอบอะไร ได้เรียนรู้อะไรจากการทำกิจกรรมบ้าง และมีข้อสงสัยหรือไม่ เพื่อวัดผลว่าการชักชวนกลุ่มเยาวชนมาทำกิจกรรมเข้าฐานให้อะไรแก่เขาบ้าง

ไม่เพียงแค่วิธีคิดและวิธีการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ยังเกิดความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนในตัวเยาวชน นั่นคือ ความกล้าแสดงออก ซึ่งมีพัฒนาการดีขึ้นจากปีแรกเป็นลำดับ โดยอุมา ได้สะท้อนมุมมองว่าแม้จะมีความสามารถในการทอผ้าอยู่แล้ว แต่การทำกิจกรรมในโครงการนี้ก็ทำให้เธอมีความกระตือรือร้นมากขึ้น

ด้าน พี่แล วิเคราะห์ว่า คงเป็นเพราะโครงการพัฒนาเยาวชนพลเมืองดีศรีสะเกษเปิดเวทีและสร้างโอกาสให้กลุ่มเยาวชนได้ออกไปนำเสนอผลงานอยู่บ่อยครั้ง พร้อมย้ำว่า 2 ปีที่ผ่านมา เธอฝึกเด็กด้วยการตั้งคำถามและให้ตอบคำถามบ่อย ๆ จะช่วยจัดระบบความคิดให้ดีขึ้นได้ สังเกตได้จากกลุ่มเยาวชนสามารถตอบคำถามได้ตรงประเด็น สื่อสารสิ่งที่คิดและเหตุผลที่ลงมือทำกิจกรรมต่างๆ  ได้

      ยายแสงมณี จันทอง ผู้รู้ฐานที่ 2 เรื่องการทำเครือและการต่อไหม บอกว่า รู้สึกดีใจที่ลูกหลานในชุมชนเข้ามาเรียนรู้การทอผ้าไหม เพื่อจะได้เป็นความรู้ติดตัวและนำไปประกอบอาชีพได้ ดีกว่าปล่อยให้ภูมิปัญญาสูญหายไปกับคนเฒ่าคนแก่ในชุมชน

ฟื้นภูมิปัญญา ต่อลมหายใจ

นอกจากปราชญ์ชุมชนที่เปิดโอกาสให้กลุ่มเยาวชนเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกและได้ลงมือทำด้วยตัวเองแล้ว ผู้ปกครองคือส่วนสำคัญที่ช่วยหนุนเสริมให้เด็กและเยาวชนเกิดการเรียนรู้ร่วมกับชุมชน ทองลา ไชยภา แม่ของชมพู่ที่มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน กล่าวว่า ผู้ปกครองควรสนับสนุนบุตรหลานให้ทำกิจกรรมนอกเหนือจากการเรียน เพื่อฝึกให้มีความรับผิดชอบทั้งต่อตัวเอง ผู้อื่นและสังคม ทั้งยังช่วยสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต

วันนี้ ชุมชนบ้านขี้นาคได้ “ชุดองค์ความรู้” เรื่องอุปกรณ์และวิธีทอผ้าไหมลายลูกแก้ว ที่อุ่นใจได้ว่า ภูมิปัญญานี้จะยังคงอยู่คู่ชุมชน โดยมีเยาวชนเป็นตัวตั้งตัวดีในการฟื้นภูมิปัญญา การทำงานของเยาวชนได้เข้าไปกระตุกให้คนในชุมชนก็ตื่นตัวหันมาจับกี่ทอผ้าอีกครั้ง

รวมถึงยังได้เห็น “ห้องเรียนเรื่องภูมิปัญญาการทอผ้าไหมลายลูกแก้ว” ที่มีครูคือปราชญ์ชุมชนคอยสอนใน “ห้องเรียนไม่มีเวลาเลิก” รวมถึงได้สานสัมพันธ์คนหลายช่วงวัยที่เคยห่างหายให้ฟื้นคืนกลับมา ซึ่งความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นเช่นนี้จะเป็นภูมิคุ้มกันให้คนในชุมชนบ้านขี้นาครับมือกับการเปลี่ยนแปลงของชุมชนสังคมได้อย่างมั่นใจ

ฟื้นภูมิปัญญา ต่อลมหายใจ


1:70 พระราชา กาลเวลา ประชาชน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/271621

1:70 พระราชา กาลเวลา ประชาชน”

1:70 พระราชา กาลเวลา ประชาชน, 170, พระราชา, กาลเวลา, ประชาชน, สัจจะวาจา

1:70 พระราชา กาลเวลา ประชาชน” ละครเวทีเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 นึ่งในโครงการเสียงแห่งความจงรักภักดี

       เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้นักศึกษาที่เป็นเยาวชนของชาติได้ค้นคว้า เรียนรู้ เกี่ยวกับพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ พระปรีชาสามารถที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงปฏิบัติมาตลอดระยะเวลา 70 ปี เพื่อนำมาเขียนเป็นบทละครเวที และถ่ายทอดเรื่องราวให้เห็นถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงเหนื่อยยากตรากตรำพระวรกาย เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนมาอย่างยาวนาน

1:70 พระราชา กาลเวลา ประชาชน”

        รศ.สุภัทรา โกไศยกานนท์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร กล่าวว่า การได้รับคัดเลือกให้จัดแสดงละครเวทีเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 “เรื่อง 1:70 พระราชา กาลเวลา ประชาชน” โดยรหัสตัวเลข และตัวอักษรเหล่านี้มีความหมายต่อ “สัจจะวาจา” หนึ่ง (1) คือพระราชา ต่อ (:) คือกาลเวลา เจ็ดสิบ (70) คือระยะแห่งคำมั่นสัญญาที่มีให้ไว้กับประชาชน ซึ่งกาลเวลาไม่อาจทำให้ใครคนหนึ่งลืมคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ได้ และใครคนนั้นทำตามมั่นสัญญาจวบจนวันสุดท้าย

1:70 พระราชา กาลเวลา ประชาชน”

      มานพ มีจำรัส หรือครูนาย กล่าวว่า เขาคือลูกของพ่อ คือคนของแผ่นดิน คือศิลปินที่ใช้ศิลปะตอบแทนประเทศชาติ” ดังนั้นจะทำละครครั้งนี้ออกมาให้ได้ดีที่สุด โดยเริ่มจากการให้ความรู้ เพิ่มทักษะ และฝึกฝนให้นักศึกษาราชมงคลพระนคร ได้รู้จักเครื่องมือที่จำเป็นที่นำไปใช้ในการแสดงละครเวที พร้อมชี้ให้เห็นถึงกระบวนการผลิตบทละครแบบมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีต่อปวงชนชาวไทย

1:70 พระราชา กาลเวลา ประชาชน”

      ครั้งนี้ได้นักแสดงมากฝีมืออย่าง จรรยา ธนาสว่างกุล ที่มีผลงานโดนเด่นจากละครโทรทัศน์เรื่องดอกส้มสีทอง หรือผลงานอีกมากมาย ร่วมแสดงในครั้งนี้ด้วย

      ณัฐพงษ์ คัดทะจันทร์ รับบทเป็นปฐพี เล่าว่า เนื้อหาของเรื่องนี้มีความเข้มข้นและสอดแทรกด้วยความรู้ โดยปฐพีลูกชายคนเดียวของ ท่านผู้หญิงนรากานต์ ถูกส่งไปเรียนที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ตั้งแต่เด็ก ทำให้ห่างไกลความเป็นไทย จึงเกิดคำถามต่อความรักของคนไทยที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 หรือแม้แต่ความเข้าใจในแม่ของตนเอง ผู้ที่เคยถวายงานรับใช้อย่างใกล้ชิดมาตลอดทั้งชีวิต

1:70 พระราชา กาลเวลา ประชาชน”

     ดังนั้น วิวานหญิงสาวที่เปี่ยมไปด้วยความรักชาติจะเป็นผู้นำไปหาคำตอบและพบสถานที่ที่น่าจดจำ รวมถึงเล่าเรื่องในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ยอมเสียสละช่วยเหลือประชาชนของตนที่ทุกข์ยากทุกถิ่นที่บนแผ่นดินไทย เพื่อให้ประขาชนของพระองค์ดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขเพื่อคนไทยมาตลอด 70 ปี

1:70 พระราชา กาลเวลา ประชาชน”

    ส่วนนักแสดงอีกหนึ่งคนณัฐนรี ประดิษฐ์ รับบทเป็น วิวาน เล่าว่า การแสดงเกี่ยวกับในหลวงจนถึงต้องมาเข้าบทจริงๆ ต้องสื่ออารมณ์ออกมาให้คนดูรู้สึกให้ได้ เราไปหาข้อมูลเกี่ยวกับในหลวงมากขึ้น ดูวิดีโอพระราชกรณียกิจต่างๆ มีความรู้สึกหนึ่งผุดขึ้นมาว่า ทำไมผู้ชายคนนี้ ทำอะไรเพื่อคนอื่นได้มากมายขนาดนี้ ทำไมไม่ดูแลตัวเองบ้าง กลับมามองที่ตัวเรา เราก็มีโอกาสได้แสดงความรู้สึกนี้ให้กับทุกคน เราได้รับโอกาสในการแสดงละครเรื่องนี้เลยอยากทำออกมาให้ดีที่สุด ได้เห็นสิ่งต่างๆที่พระองค์ทำเพื่อพวกเรามันทำให้มีแรงผลักดันที่จะทำให้ละครเรื่องนี้สำเร็จให้ได้

1:70 พระราชา กาลเวลา ประชาชน”

    โครงการศิลปะการแสดงชุด “เมล็ดพันธุ์เยาวชน ปลูกรักปลูกภักดี” เรื่อง 1:70 พระราชา กาลเวลา ประชาชน โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จัดแสดงเป็นเรื่องที่ 9 น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 และเป็นละครที่จะจารึกไว้ในทุกๆดวงใจแห่งความจงรักภักดี ตลอดกาล

วิจัยมทร.ธัญบุรี เจ๋งคว้ารางวัลเวทีนานาชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/271689

วิจัยมทร.ธัญบุรี เจ๋งคว้ารางวัลเวทีนานาชาติ

มทรธัญบุรี, วิจั, ธัญ, บุรี, เจ๋ง, คว้ารางวัล, เวที, นานาชาติ, วิจัยมทรธัญบุรี

มทร.ธัญบุรี คว้า 6 รางวัล จาก 4 ผลงานวิจัย ในงาน 45th International Exhibition of Inventions Geneva ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส เวทีนานาชาติ

        มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.) ธัญบุรีได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ส่งผลงานวิจัยเข้าประกวดในงาน 45th International Exhibition of Inventions Geneva ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ซึ่งเป็นงานประกวดผลงานวิจัยประดิษฐ์คิดค้น และจัดนิทรรศการ ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปี โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสวิสฯ และองค์การทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลก หรือ WIPO (The World Intellectual Property Organization) มีผลงานเข้าร่วมประกวดและจัดนิทรรศการมากกว่า 1,000ผลงาน มีองค์กร หน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมกว่า 45 ประเทศ

รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมทร.ธัญบุรี  กล่าวว่า มทร.ธัญบุรี ได้ส่งผลงานเข้าประกวด 4 ผลงานและได้รับรางวัลรวม 6 รางวัล ประกอบด้วย ผลงานเรือหุ่นยนต์สองทุ่นแบบใช้งานระยะยาวสำหรับสำรวจข้อมูลอุทกศาสตร์ ของ ผศ.ดร.ปรัชญา เปรมปราณีรัชต์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้รับรางวัลเหรียญทองเกียรติยศ และรางวัลพิเศษ จาก HKSTP Invention Award เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ผลงานมาส์กว่านหางจระเข้ผสมสารสกัดว่านตาลเดี่ยว ได้รับรางวัลเหรียญเงิน และรางวัลพิเศษจาก Association Russian House for International Scientific and Technology Cooperation ประเทศรัสเซีย ผลงานแว๊กนวดอะโรม่าสำหรับบรรเทาอาการปวดเมื่อย ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง ซึ่งทั้งสองผลงานนี้เป็นของ ผศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์ วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย เครื่องทดสอบเส้นใยเดี่ยวสำหรับทดสอบความรู้สึกที่เท้าของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ของ ดร.ณรงค์ชัย โอเจริญ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง

 อธิการบดี มทร.ธัญบุรีกล่าวอีกว่า การได้รับรางวัลในครั้งนี้ ทาง วช. ได้มอบทุนสนับสนุนให้มีการต่อยอดผลงานวิจัย ซึ่งในหลายปีที่ผ่านมา หลายผลงานที่ได้รับรางวัลมีภาคเอกชนมาซื้องานวิจัยเพื่อพัฒนาเป็นสินค้า และมีผู้ประกอบการจากต่างประเทศสนใจงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเป็นอย่างมาก เช่น ผลงานที่เกี่ยวกับว่านหางจระเข้ และตำรับยาไทยที่เกี่ยวกับสเปรย์ร้อน สเปรย์เย็นได้มีผู้ประกอบการรัสเซียเข้ามาติดต่อ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ว่านหางจระเข้ที่เป็นเจลครีมสำหรับบำรุงผิวหน้า ซึ่งเป็นงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยร่วมมือทำกับภาคเอกชนของไทย และได้ทำการขายลิขสิทธิ์ให้กับภาคเอกชนไปแล้ว มูลค่า 1.2 ล้านบาท โดยภาคเอกชนได้นำไปผลิตเป็นสินค้าเพื่อจัดจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ มียอดขายปีละ 30 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่างานวิจัยของมหาวิทยาลัยเป็นที่ยอมรับจากภาคเอกชน และสามารถช่วยภาคธุรกิจให้สามารถนำสินค้าออกจำหน่ายได้อีกด้วย ทั้งนี้ มทร.ธัญบุรี พร้อมที่จะร่วมมือกับภาคเอกชนในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เกิดประโยชน์และสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศไทย

เตือนเล่นน้ำสงกรานต์ระวัง “โรคตาแดง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/271681

เตือนเล่นน้ำสงกรานต์ระวัง “โรคตาแดง”

ตาแดง, สธ, เตือน, เล่น, น้ำ, สงกรานต์, ระวัง, โรคตาแดง

โฆษกสธ.เตือนประชาชนเลี่ยงนำน้ำที่ไม่สะอาดมาเล่นในช่วงสงกรานต์ เหตุเกิดตาแดง ตาเกิดอักเสบหรืออันตรายถึงขั้นตาบอดได้ แนะสวมแว่นตา พบครึ่งปีป่วย28,124 ราย

        จากข้อมูลสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 3 เมษายน 2560 ทั่วประเทศพบผู้ป่วยโรคตาแดง28,124 ราย จาก 77 จังหวัด และคาดว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆหลังหมดเทศกาลสงกรานต์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอัตราผู้ป่วยสูงสุด โดย 5 จังหวัดที่มีอัตราป่วยต่อแสนคนสูงสุด ได้แก่ อุบลราชธานี แม่ฮ่องสอน ศรีสะเกษ เชียงราย และลำปาง ผู้ป่วยสามารถพบได้ทุกกลุ่มอายุ ในจำนวนนี้พบมากในกลุ่มอายุ 25-34 ปี 854

พ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าโรคยอดฮิตที่มากับการสาดน้ำสงกรานต์คือ โรคตาแดง ที่เกิดจากสิ่งสกปรกเข้าตา โดยเฉพาะน้ำสกปรกที่ไม่ทราบแหล่งที่มาของน้ำ เตือนประชาชนให้ระมัดระวังหลีกเลี่ยงการนำน้ำที่ไม่สะอาด หรือน้ำที่มีขุ่นโคลนมาเล่นสาดน้ำในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพราะอาจทำให้เป็นโรคผิวหนัง หรือติดเชื้อโรคตาแดงได้ ที่สำคัญไม่ควรสาดหรือฉีดน้ำเข้าดวงตาโดยตรงเนื่องจากจะทำให้ตาเกิดอักเสบหรืออันตรายถึงขั้นตาบอดได้

เตือนเล่นน้ำสงกรานต์ระวัง “โรคตาแดง”

สำหรับหลักการปฏิบัติในการเล่นสงกรานต์ควรเป็นน้ำสะอาด เช่น น้ำประปา น้ำบาดาล และไม่ควรใช้น้ำสกปรก เช่น น้ำในลำคลอง น้ำเย็น น้ำแข็ง น้ำผสมเม็ดแมงลัก หรือผสมสีย้อมผ้าอย่างเด็ดขาด เนื่องจากน้ำดังกล่าวจะมีสิ่งปนเปื้อน เช่น เชื้อแบคทีเรีย และพยาธิ รวมถึงสารพิษจากสารเคมี  อีกทั้งการใช้ปืนฉีดน้ำ ที่มีแรงดันสูง นับว่ามีอันตรายมาก เนื่องจากแรงดันน้ำจะเป็นอันตรายต่ออวัยวะที่บอบบาง เช่น ตา ทำให้เกิดอันตราย แก้วตาดำทะลุ เลือดออกช่องม่านตาดำ ทำให้ตามัว และอาจตาบอดได้

นพ.เกียรติภูมิกล่าวต่อว่า ผู้ที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เช่น ผู้ที่ใส่บิ๊กอายส์ คอนแทคเลนส์ ผู้ป่วยที่เคยผ่าตัดต้อกระจก ผู้ที่เป็นต้อหิน เยื่อบุตาขาวอักเสบ จะเกิดปัญหาได้ง่ายกว่าคนทั่วไป หากจะเล่นน้ำสงกรานต์ คนที่ใส่บิ๊กอายส์ หรือคอนแทคเลนส์ ควรถอดออกก่อน เพื่อป้องกันเชื้อที่อยู่ในน้ำเข้าตา หรือปัญหาตาแห้ง จากการถูกแสงแดดเป็นเวลานานจะมีผลทำให้เกิดการระคายเคืองทำให้กระจกตาเป็นแผล และอักเสบได้ ในกรณีผู้มีปัญหาทางสายตา หากหลีกเลี่ยงการเล่นสงกรานต์ไม่ได้ ควรสวมใส่แว่นตาชนิดที่มีที่ครอบบริเวณตา แว่นบังลม แว่นที่ใช้ว่ายน้ำ เป็นต้น ซึ่งจะป้องกันไม่ให้น้ำเข้าตาได้โดยตรง

ทั้งนี้ ขณะเล่นน้ำสงกรานต์ หากน้ำไม่สะอาดเข้าตาควรรีบล้างด้วยน้ำสะอาดทันที หากมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตาห้ามขยี้ ลืมตาในน้ำและกลอกตาไปมาเพื่อให้สิ่งแปลกปลอมหลุดออก และควรรีบพาไปพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงที และหลังเล่นน้ำสงกรานต์ หากมีอาการผิดปกติที่ดวงตาใน 1-3 วัน เช่น ระคายเคือง ตาแดง ตามัว ตาแห้ง ควรรีบพบจักษุแพทย์เพื่อให้การรักษา