อาจารย์ราชภัฏเทพสตรีร้อง “ดาว์พงษ์” ถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241264

อาจารย์ มรท.12 คนตบเท้าเข้าศธ.ยื่นหนังสือ “ดาว์พงษ์” เหตุถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ทั้งที่ทำตามเงื่อนไข ขณะที่ ประธานสภาคณาจารย์ มรภ.จี้เร่งออกพ.ร.บ.พนง.มหา’ลัย

เมื่อวันที่ 7 ก.ย. ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กลุ่มอาจารย์และเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี (มรท.) ประมาณ 12 คน เข้ายื่นหนังสือถึงพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เพื่อร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีการไม่ต่อสัญญาการเป็นพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งมีพ.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว เลขานุการ รมว.ศึกษาธิการ รับเรื่องแทน

โดย นายเสนีย์ เจริญสุข ตัวแทนอาจารย์และเจ้าหน้าที่ มรท. กล่าวว่า ตนและอาจารย์เจ้าหน้าที่ มรท.จำนวน 12 คน ได้รับผลกระทบกรณีที่อธิการบดี มรท.แจ้งไม่ต่อสัญญาจ้างในปีงบประมาณ 2560 โดยไม่ระบุเหตุผลและให้มีผลในวันที่ 30 ก.ย.นี้  ซึ่งการแจ้งไม่ต่อสัญญาดังกล่าวไม่เป็นไปตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี ว่าด้วย การบริหารงานบุคคลสำหรับพนังงานในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2558 ที่กำหนดให้การทำสัญญาจ้างและการต่อสัญญาจ้าง ให้คณะกรรมการบริหารงานบุคคล (กบม.)ใน มรท. เป็นผู้พิจารณาก่อน “ก่อนหน้านี้ผู้บริหารได้เรียกประชุมอาจารย์เพื่อเตรียมผลงาน อาทิ เอกสารประกอบการสอน และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับการประเมินในการต่อสัญญาจ้างตามเกณฑ์ที่ กบม.กำหนด ซึ่งได้จัดทำและส่งเอกสารเรียบร้อยแล้ว แต่อยู่ๆก็ได้รับซองขาวแจ้งความประสงค์ไม่ต่อสัญญาจ้าง ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และการไม่ต่อสัญญาจ้างไม่เพียงจะส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอน แต่ยังส่งผลกระทบต่อมาตรฐานหลักสูตรของ มรท. เพราะมีจำนวนอาจารย์ผู้สอนไม่เป็นไปตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานระดับอุดมศึกษา พ.ศ.2558”นายเสนีย์ กล่าว

นายเสนีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ นับแต่ได้รับแจ้งไม่ต่อสัญญาจ้าง ยังไม่มีโอกาสได้เข้าพบกับอธิการบดี หรือได้รับคำชี้แจงเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด และการที่มาเรียกร้องขอความเป็นธรรมครั้งนี้ พวกตนไม่ได้ต้องการค่าชดเชย แต่ต้องการทำอาชีพอาจารย์ เพราะเรารักในอาชีพนี้ รักนักศึกษา และเวลานี้ขวัญและกำลังใจเราเสียไปหมดแล้ว อย่างไรก็ตาม จากนี้พวกตนจะเดินทางไปยื่นหนังสือที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และวันที่ 9 ก.ย.นี้จะไปยื่นจะไปยื่นอุทธรณ์คำสั่งยกเลิกสัญญาจ้างต่อสภา มรท.

ขณะที่ นายทองเจือ เขียดทอง  ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการ มหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.)ธนบุรี ในฐานะประธานสภาคณาจารย์ มรภ. 38 แห่ง กล่าวว่า ขณะนี้การบริหารงานบุคคลของมรภ.มีปัญหาทั้งระบบ ที่ผ่านมาสกอ. ก็ยังไม่อนุมัติกรอบอัตรากำลังใหม่ให้แก่มหาวิทยาลัย ทำให้อธิการบดีแก้ไขปัญหาโดย จ้างอาจารย์เพิ่มเองเมื่อเกิดปัญหาเงินไม่มีจ่าย ก็ต้องเอาคนออก  ซึ่งทำให้ผู้ที่ถูกเลิกจ้างไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะจะเอาออกตอนไหนก็ได้ ชีวิตเหมือนถูกแขวนอยู่บนเส้นด้าย ซึ่งตนเห็นว่า สกอ.ควรเร่งออกพ.ร.บ.ว่าด้วยพนักงานมหาวิทยาลัย

ด้าน พ.อ.ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนจะรายงานเรื่องดังกล่าวให้ พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ทราบและแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบตามขั้นตอนเพื่อแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด

เสนอไอเดียกำหนดโควตาระบบรับเด็กมหา’ลัยให้ชัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241156

มรภ., มทร., รับนักศึกษาเเข้ามหาวิทยาลัย, เสนอ, ไอเดีย, กำหนด, โควตา, ระบบ, รับ, เด็ก, มหาลัย, ให้, ชัด, ดาว์พงษ์

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 6 ก.ย. 2559

เสนอไอเดียกำหนดโควตาระบบรับเด็กมหา’ลัยให้ชัด

“ดาว์พงษ์” ขอให้มรภ.เคลียร์ชัดทำไมต้องขอรับตรงเอง ขณะที่ อธิการมรภ.พระนคร เสนอกำหนดโควตารับเด็กของแต่ละมหา’ลัยให้ชัด ประธานทปอ.มทร.เผยนัดหารือร่วมกัน 13 ก.ย.

เมื่อวันที่  6 ก.ย. พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ( ศธ.)  กล่าวถึงความคืบหน้าการปรับระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าเรียนต่อในสถาบันอุดมศึกษารูปแบบใหม่ ว่า จากการหารือร่วมกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ทปอ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) และ ทปอ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) มีความเห็นร่วมกัน ว่า ควรจะต้องปรับแก้ระบบการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อในถาบันอุดมศึกษาใหม่ แต่จะเป็นรูปแบบใดนั้นยังไม่ได้ข้อสรุป เนื่องจากในส่วนของ มรภ. และ มทร.ยังมีข้อกังวลว่า การรับเด็กในรูปแบบใหม่ ตามแนวทางที่ ทปอ.เสนอจะไปกระทบ ทำให้ไม่สามารถรับเด็กเข้าเรียนได้ตรงตามเป้าหมาย ดังนั้นจึงขอกลับไปหารือร่วมกันก่อน

ทั้งนี้ ตนได้ขอให้นายประเสริฐ  คันธมานนท์ รองอธิการบดีอาวุโสฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)ในฐานะเลขาธิการ ทปอ. ไปทำความเข้าใจกับที่ประชุมทปอ.มรภ. และทปอ.มทร. ส่วนกรณีที่ทปอ.มรภ. ขอเปิดรับตรงในช่วงเวลาเดิมเดือนมีนาคม-พฤษภาคม นั้น ทาง มรภ.เองก็ยังตอบคำถาม ไม่ชัดเจนว่า ทำไมต้องขอเปิดรับตรงในช่วงเวลาดังกล่าว จึงอยากให้ มรภ.ไปหาเหตุผลที่ชัดเจนให้ได้ก่อน

พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ระบุว่า การรับนักศึกษาระบบใหม่ ไม่ควรล็อกให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งต้องเข้าร่วม เพราะมหาวิทยาลัยยอดนิยมก็จะได้เด็กเก่ง ขณะที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ ก็อาจจะได้เด็กไม่ตรงกับที่ต้องการนั้น เป็นสิทธิที่จะคิดได้ แต่ทุกอย่างต้องดูภาพรวม

ด้าน ดร.พงศ์ หรดาล อธิการบดีมรภ.พระนคร กล่าวว่า ทปอ.มรภ.นัดหารือเรื่องดังกล่าววันที่ 30  กันยายนนี้  ส่วนตัวเห็นว่าที่ผ่านมา มรภ.ก็รับเด็กต่อจากมหาวิทยาลัยรัฐอยู่แล้ว เพราะค่านิยมคนไทย ยังยึดติดอยู่กับมหาวิทยาลัยเก่าแก่ แม้มหาวิทยาลัยกลุ่มใหม่ จะพยายามพัฒนาศักยภาพ ก็ยังไม่เป็นที่นิยม อีกทั้งในอนาคต จำนวนเด็กที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่จะเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย จะน้อยลง ขณะที่จำนวนที่นั่งเรียนในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มีมากขึ้นและหากกำหนด ให้มีการเคลียร์ริ่งเฮาส์  2 รอบ เด็กเลือกเข้ามหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิก ทปอ. ก่อน จะมีเด็กเหลือไปมหาวิทยาลัยอื่น ๆ จำนวนน้อยมาก

เพราะฉะนั้น ควรมีการกำหนดโควตาการรับเด็กของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ให้ชัดเจน และตนอยากให้มหาวิทยาลัยรัฐกลุ่มเก่า หันไปเน้นการเรียนการสอนในระดับปริญญาโทและเอกที่เข้มข้นขึ้น โดยจัดการเรียนการสอนแบบเต็มเวลา เช่นเดียวกับการสอนในระดับปริญญาตรี ไม่ใช่เปิดสอนเป็นหลักสูตรพิเศษ เรียนเสาร์ อาทิตย์อย่างเช่นปัจจุบัน  ซึ่งตนจะเสนอให้มีการกำหนดโควตาการรับเด็ก ของมหาวิทยาลัยกลุ่มต่าง ๆ ในที่ประชุมทปอ.มรภ.ด้วย

ขณะที่ ดร.สาธิต พุทธชัยยงค์ อธิการบดีมทร.กรุงเทพ ในฐานะประธานทปอ.มทร. กล่าวว่า ในการประชุม ทปอ.มทร. วันที่ 13 กันยายนนี้ ตนจะหารือร่วมกับอธิการบดีมทร.ทั้ง 9 แห่ง ถึงระบบการคัดเลือกนักศึกษาเข้าสถาบันอุดมศึกษาที่ทาง ทปอ.เสนอ เพื่อสอบถามความคิดเห็นรวมถึงรับฟังแนวทาง และปัญหาของการรับนักศึกษาที่ผ่าน ๆ มา เนื่องจาก มทร.กระจายอยู่ในภูมิภาค การรับนักศึกษาก็จะมีความแตกต่างไปตามบริบทของพื้นที่ ที่สำคัญเป้าหมายของ  มทร.คือ ต้องการได้บัณฑิตนักปฏิบัติ ดังนั้น ก็ต้องดูว่าระบบที่ทปอ.เสนอมา จะตอบโจทย์ตรงนี้หรือไม่ หรือจำเป็นต้องเพิ่มวิธีการคัดเลือก อาทิ สอบปฏิบัติ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวเห็นด้วยกับหลักการที่จะแก้ปัญหาเด็กวิ่งรอกสอบ ลดภาระค่าใช้จ่าย

 

สพฐ.ปรับโครงสร้างภายในตั้ง “สำนักม.ปลาย-ศูนย์ศึกษานิเทศก์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241128

โครงสร้างภายใน, ศูนย์ศึกษานิเทศก์, สำนักมัธยมศึกษาตอนปลาย, สพฐ, ปรับโครงสร้าง, ภายใน, ตั้ง, สำนั, ปลาย, ศูนย์, ศึกษานิเทศก์, สำนักมปลาย-ศูนย์ศึกษานิเทศก์, สำนักมปลาย

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 6 ก.ย. 2559

สพฐ.ปรับโครงสร้างภายในตั้ง “สำนักม.ปลาย-ศูนย์ศึกษานิเทศก์”

สพฐ.เตรียมดัน “สำนักม.ปลาย” ตั้ง “ศูนย์ศึกษานิเทศก์” ขึ้นเป็นสำนักภายในของ สพฐ.พร้อมสั่งเร่งทำโครงการฟื้นฟูสูตรคูณ อาขยาน คิดเลขเร็ว

เมื่อวันที่ 6 ก.ย. นายการุณ สกุลประดิษฐ์  เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ตนได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่าพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ได้มอบหมายงานเร่งด่วนให้ สพฐ.ดำเนินการ 6 เรื่อง ได้แก่ 1.การจัดทำหลักสูตรใหม่ ต้องแยกวิชาประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ออกมาเป็นรายวิชาเฉพาะและจัดการเรียนการสอนแบบเข้มข้น  2.ยกระดับการจัดการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายให้เข้มแข็ง เพื่อให้เด็กมีพื้นฐานที่แน่นในการเรียนต่อระดับที่สูงขึ้น 3.ให้ แต่ละสถานศึกษาจัดทำป้ายคำศัพท์ภาษาอังกฤษ บอกสถานที่ต่าง ๆ ในโรงเรียน เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ภาษาอังกฤษในโรงเรียนทุกแห่ง 4.เร่งฟื้นฟูการท่องสูตรคูณ คณิตคิดเร็ว และท่องอาขยาน ที่ขณะนี้กำลังเริ่มหายไป 5.ในช่วงเพิ่มเวลารู้ของโครงการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ต้องมีการกำหนดกิจกรรมที่เด็กต้องเรียนไว้ด้วย ไม่ใช่มีเฉพาะให้เลือกเรียนเท่านั้น และ 6.การปฏิรูประบบงบประมาณในปีงบประมาณ 2560

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า ในเรื่องการฟื้นฟูการท่องอาขยาน สูตรคูณ และคณิตคิดเร็ว นั้น ได้มอบให้สำนักที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการจัดทำโครงการในแต่ละเรื่องมาเสนอ ซึ่ง สพฐ.จะจัดสรรงบประมาณลงไปให้ใช้ดำเนินการ โดยจะต้องทำตั้งแต่การอบรมครูให้มีความรู้แต่ละเรื่อง และให้รวบรวมตัวอย่างกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการท่องอาขยานยังสามารถนำเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ สถานที่สำคัญในท้องถิ่นมาแต่งเป็นร้อยกรองปลูกฝังให้เด็กรักชาติรักท้องถิ่นด้วย ขณะเดียวกัน จะมีการจัดประกวดแข่งขันท่องอาขยานด้วย เพราะตนไม่อยากให้การเรียนท่องอาขยานอยู่ในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว แต่อยากให้เด็กได้จดจำ เพราะอาขยานจะช่วยกระตุ้นให้เด็กมีความอ่อนโยนและยังขัดเกลาจิตใจได้ ส่วนการท่องสูตรคูณและคณิตคิดเร็วก็จะช่วยให้เด็กมีทักษะสามารถนำไปใช้ใน ชีวิตประจำวันได้

“นอกจากนี้ ผมได้หารือเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างภายใน สพฐ.โดยยกระดับสำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่ปัจจุบันทำหน้าที่ดูแลการศึกษาม.ต้นและม.ปลาย แต่ยังไม่ได้เป็นหน่วยงานที่อยู่ในโครงสร้าง ขึ้นเป็นสำนักงานที่มีกรอบอัตรากำลังเป็นของตนเอง ไม่ต้องยืมตัวบุคลากรจากหน่วยงานอื่นมาช่วยราชการ และอยู่ในโครงสร้างภายใน สพฐ.ชัดเจนเช่นเดียวกับสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ เพื่อให้การทำงานขับเคลื่อนได้รวดเร็วขึ้น รวมถึงจะตั้งศูนย์ศึกษานิเทศก์ ที่มีสถานะเป็นสำนักงานในโครงสร้างภายใน สพฐ.ด้วย ซึ่งจะมีหน้าที่ติดตาม ประเมิน นิเทศก์ ถ่ายทอดนโยบายไปสู่ศึกษานิเทศก์ในพื้นที่ โดย สพฐ.จะเร่งดำเนินการเพื่อเสนอให้ที่ประชุม กพฐ.และ รมว.ศึกษาธิการ พิจารณาต่อไป”นายการุณ กล่าว

 

ก.แรงงานมอบ110รางวัลผู้มีผลงาน‘ดีเด่น’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241168

แรงงาน, มอบ, 110, รางวัล, ผู้, ผลงาน, ดีเด่น

การศึกษา-สาธารณสุข  : 6 ก.ย. 2559

ก.แรงงานมอบ110รางวัลผู้มีผลงาน‘ดีเด่น’

ก.แรงงานมอบ110รางวัลผู้มีผลงาน‘ดีเด่น’ ด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน

             พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลในงาน The Best of DSD 2016  (Department of Skill Development) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ สโมสรทหารบก กรุงเทพฯ เพื่อประกาศเกียรติคุณและยกย่องเชิดชูเกียรติให้กับบุคคลและหน่วยงานที่มีผลงานดีเด่นในด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยมี ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน และผู้บริหารของกระทรวงแรงงานร่วมแสดงความยินดี

“รัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นอย่างมาก โดยถือว่ากำลังแรงงานเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้บรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ 20 ปี เพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว หลุดพ้นจากกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง และเพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความยั่งยืนในการดำรงชีวิต” พล.อ.ศิริชัย กล่าวและว่า

กระทรวงแรงงานตอบสนองนโยบายดังกล่าว โดยได้จัดทำกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคนของประเทศระยะ 20 ปี มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพคนหรือทุนมนุษย์ เนื่องจากเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและภาคประชาชน ทำให้แรงงานไทยมีความรู้ ความสามารถ มีทักษะและมีทัศนคติที่ดี พร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศชาติ ไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จ

โดยรางวัล The Best of DSD (Department of Skill Development) 2016 เป็นเครื่องสะท้อนความสำเร็จ ความพยายามและความเสียสละของทุกท่าน ที่ร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างกำลังแรงงานในประเทศ โดยหวังให้ทุกภาคส่วนเป็นหุ้นส่วน (Partnership) ในการดำเนินการเพื่อพัฒนาศักยภาพของแรงงานไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านกลไกประชารัฐ ให้แรงงานไทยได้มีทักษะฝีมือที่ได้มาตรฐาน สามารถนำพาประเทศไปสู่เป้าหมายที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) จัดงาน The Best of DSD 2016 เพื่อสร้างแรงกระตุ้นจูงใจให้สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน และศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ มีความกระตือรือร้นในการพัฒนาหน่วยงาน ให้มีความพร้อมรองรับการก้าวสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 โดยมอบโล่และประกาศเกียรติคุณให้แก่ผู้ได้รับรางวัลในการประกวดกิจกรรมประเภทต่าง ๆ ได้แก่

กิจกรรมการประกันคุณภาพการพัฒนาฝีมือแรงงานของสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาคและศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดเพื่อความเป็นเลิศ จำนวน 8 รางวัล กิจกรรมการประกวดสื่อการฝึกเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงาน ประจำปี 2559 จำนวน 14 รางวัล กิจกรรมพัฒนาครูฝึกดีเด่น ประจำปี 2559 จำนวน 5 รางวัล และกิจกรรมส่งเสริมและเชิดชูเกียรติศิษย์เก่ากรมพัฒนาฝีมือแรงงานที่มีความสำเร็จในการประกอบอาชีพให้เป็น ‘เพชรน้ำหนึ่ง’ ประจำปี 2559 จำนวน 24 คน และสถานประกอบการดีเด่นด้านการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน ประจำปี 2558 จำนวน 59 รางวัล รวมทั้งสิ้น 110 รางวัล

 

“สพฐ.”เยียวยาค่าทำศพนักเรียนเสียชีวิตเหตุระเบิดใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241115

สพฐ., สพฐ, เยียวยา, ค่า, ทำศพ, นักเรียน, เสียชีวิต, เหตุ, ระเบิด, ใต้

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 6 ก.ย. 2559

“สพฐ.”เยียวยาค่าทำศพนักเรียนเสียชีวิตเหตุระเบิดใต้

สพฐ.เยียวยาค่าทำศพนักเรียนเสียชีวิตเหตุระเบิดใต้ ย้ำประสานหน่วยความมั่นคงวางมาตรการเข้มดูแลความปลอดภัยครู-นร.พื้นที่ภาคใต้

          เมื่อวันที่ 6 ก.ย.59 นายบุญรักษ์ ยอดเพชร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวถึงกรณีเกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบชื่อและจำนวนลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ตากใบ ขณะอำนวยความสะดวกด้านการจราจรบริเวณหน้าโรงเรียนบ้านตาบา ม.1 ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จ.นราธิวาส จนเป็นเหตุให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 3 นาย มีครูได้รับบาดเจ็บ 1 รายและมีนักเรียนหญิงระดับอนุบาล 1 รายเสียชีวิต ว่า ขณะนี้สถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ เกิดเหตุความรุนแรงบ่อยครั้ง ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ประสานกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ วางระบบการดูแลความปลอดภัยให้แก่ครูและนักเรียน ในพื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่เปิดภาคเรียนกำหนดให้การเดินทางไป-กลับโรงเรียน ต้องไปพร้อมกับทหาร กรณีจัดกิจกรรมต่าง ๆ ต้องประสานแจ้งให้ฝ่ายความมั่นคงรับทราบ ขณะเดียวกัน ก็มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดด้วย จึงเห็นได้ว่าที่ผ่านมามีความปลอดภัยเกือบ 100%

สำหรับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นนั้น จะต้องลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน เนื่องจากที่ผ่านมามักไม่ค่อยมีการก่อเหตุบริเวณสถานศึกษา อย่างไรก็ตาม สพฐ.ยังเชื่อมั่นว่ามาตรการที่วางไว้ยังมีความเข้มแข็ง ส่วนการดูแลและเยียวยาครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงนักเรียนจากเหตุดังกล่าว หากครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้รับบาดเจ็บทาง สพฐ.ก็จะลงไปดูแลเยียวยาเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ กรณีเสียชีวิตจะได้รับเงินค่าจัดการศพและเงินจากหน่วยงานอื่น ๆ รวมประมาณ 1 ล้านบาท ส่วนนักเรียนหากเสียชีวิต ได้รับประมาณ 7 แสนบาท

 

หวั่นคัดเลือกเข้าเรียนอุดมฯโฉมใหม่ เกิดมหกรรมแย่งเด็ก!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241084

มหกรรมแย่งเด็ก, เคลียร์ริ่งเฮาส์, ระบบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยใหม่, หวั่น, คัดเลือก, เข้าเรียน, อุดม, โฉมใหม่, เกิด, มหกรรม, แย่ง, เด็ก, เกิดมหกรรมแย่งเด็ก, ปีการศึกษา2561, ศดรสมพงษ์ จิตระดับ, ศดรพงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม, ดรเกรียงศักดิ์ โชควรกุล
มหกรรมแย่งเด็ก, เคลียร์ริ่งเฮาส์, ระบบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยใหม่, หวั่น, คัดเลือก, เข้าเรียน, อุดม, โฉมใหม่, เกิด, มหกรรม, แย่ง, เด็ก, เกิดมหกรรมแย่งเด็ก, ปีการศึกษา2561, ศดรสมพงษ์ จิตระดับ, ศดรพงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม, ดรเกรียงศักดิ์ โชควรกุล

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 6 ก.ย. 2559

หวั่นคัดเลือกเข้าเรียนอุดมฯโฉมใหม่ เกิดมหกรรมแย่งเด็ก!!

“ระบบการคัดเลือกไม่มีระบบใดที่สมบูรณ์แบบ แต่ระบบใหม่ ไม่ควรเปิดช่องให้มหาวิทยาลัยรับตรง หลังการเคลียริ่งเฮ้าส์อีก”…..: ทีมข่าวการศึกษา

“ปีการศึกษา2561” เตรียมพบกับโฉมใหม่ของระบบการคัดเลือกเด็กเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ที่เบื้องต้น กลุ่มที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) ซึ่งประกอบไปด้วยมหาวิทยาลัยรัฐ27แห่ง วางตุ๊กตาคร่าวๆ ไว้ว่า ระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา จะมี 3ระบบคือ 1.ระบบเคลียริ่งเฮ้าส์2ครั้ง โดยใช้ข้อสอบกลางและสอบเพียง1ครั้ง 2.ระบบโควต้า ที่ต้องไม่ใช่การจัดสอบ แต่เป็นการพิจารณาจากโปรไฟล์ของเด็ก หรือความสามารถด้านอื่นๆ 3.ระบบรับตรง ที่มหาวิทยาลัยดำเนินการได้เอง เพื่อให้ได้เด็กครบตามแผนที่วางไว้ หลังจากระบบเคลียริ่งเฮ้าส์

โดยภายหลังระบบคัดเลือกโฉมใหม่ก่อเกิดขึ้น ก็ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ทั้งดี ไม่ดี เห็นด้วย เห็นต่าง ว่ากันไปตามเหตุและผล “ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ” อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แนวคิดของทปอ. น่าจะสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้เพียงร้อยละ 60 เท่านั้น และมุ่งลดปัญหาการวิ่งรอกสอบ แต่อาจเกิดปัญหาใหม่ขึ้น โดยเฉพาะการทำให้เกิดความลักลั่นและไม่เป็นธรรม ของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฎ(มรภ.) กลุ่ม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.)และมหาวิทยาลัยเอกชน

หากมหาวิทยาลัยทุกกลุ่มเข้าร่วมระบบใหม่ ก็ทำให้มหาวิทยาลัยชื่อดังและม.รัฐดึงเด็กเก่งไปก่อน แต่หาก มรภ.,มทร.และม.เอกชนไม่เข้าร่วม ก็จะเกิดมหกรรมการแย่งเด็กกันขึ้น โดยมหาวิทยาลัยสมาชิกของ ทปอ.ก็จะได้เด็กเก่งไปก่อนเช่นกัน ขณะที่การกำหนดให้รับตรงหลังการเคลียริ่งเฮ้าส์ ก็อาจทำให้คณะและมหาวิทยาลัยต่างๆ กำหนดจำนวนรับในระบบเคลียริ่งเฮ้าส์ จำนวนหนึ่ง แล้วค่อยไปเปิดรับตรงภายหลัง ซึ่งจะทำให้การวิ่งรอกสอบกลับมาเช่นเดิม โดยเฉพาะหากคณะหรือมหาวิทยาลัยชื่อดังเปิดรับตรง ก็จะเกิดปัญหาการสละสิทธิ์เพื่อมาเข้าคณะใหม่

“ระบบการคัดเลือกไม่มีระบบใดที่สมบูรณ์แบบ แต่ระบบใหม่ ไม่ควรเปิดช่องให้มหาวิทยาลัยรับตรง หลังการเคลียริ่งเฮ้าส์อีก เพราะเป็นช่องว่างให้มหาวิทยาลัยนำไปเปิดรับตรง ซึ่งเด็กก็เดือดร้อนเหมือนเดิมจากการวิ่งสอบ ขณะที่มหาวิทยาลัยเองพบปัญหาการสละสิทธิ์ก็เดือดร้อนเช่นกัน นอกจากนี้การให้มหาวิทยาลัยเป็นผู้กำหนดองค์ประกอบในการคัดเลือก ซึ่งมีความแตกต่างกันมาก จะส่งผลให้เด็กเครียดมากขึ้น” ศ.ดร.สมพงษ์กล่าว

ปัจจุบัน มีมหาวิทยาลัยที่อยู่ภายใต้สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)ทั้งหมด155แห่ง แบ่งเป็น มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ19แห่ง มหาวิทยาลัยของรัฐ15แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฎ38แห่ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล9แห่ง และมหาวิทยาลัยเอกชน75แห่ง ซึ่งมหาวิทยาลัยเหล่านี้ ส่วนใหญ่เข้าร่วมระบบแอดมิชชั่นส์

“ศ.ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม” อธิการบดีมหาวิทยาลัยเนชั่น ในฐานะประธานคณะทำงานแอดมินชั่นฟอรั่ม ของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า ในวันที่5ก.ย.นี้ เวลา15 .00น. ทปอ.จะนำข้อเสนอดังกล่าว ไปเสนอต่อ พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) และกลุ่มที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎ(ทปอ.มรภ.) กลุ่มที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ทปอ.มทร.) และกลุ่มมหาวิทยาลัยเอกชน ซึ่งหากทุกฝ่ายเห็นชอบ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดแล้ว ทปอ.ก็จะเริ่มดำเนินการในรายละเอียด

“ระบบการคัดเลือกใหม่ซึ่งจะเริ่มใช้ปีการศึกษา2561นั้น จะมีผลกับนักเรียนม.5ปีนี้ อย่างไรก็ตามระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษารูปแบบใหม่นี้ ไม่ใช่การเอ็นทรานส์แบบในอดีต และยังไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ แต่ได้ถือว่า เป็นการปฏิรูประบบการคัดเลือกนักเรียนเข้าสู่มหาวิทยาลัยทั้งประเทศ”ศ.ดร.พงษ์อินทร์ ระบุ

แม้การจัดระเบียบการคัดเลือกเด็กเข้าอุดมฯ ยกเครื่องใหม่ครั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่าจะเป็นเช่นใด ได้รับการตอบสนองจากมรภ. ,มทร. หรือม.เอกชน หรือไม่ (ต้องรอ5ก.ย.นี้) แต่เมื่อมติทปอ.ซึ่งมีกลุ่มมหาวิทยาลัยยอดนิยม ที่เด็กอยากเข้าไปเรียน ปักธงชัดว่าต้องวางระบบการคัดเลือกเด็กเข้าเรียนอุดมฯ ต้องเป็นไปตามแนวทางให้เด็กและมหาวิทยาลัยเลือกได้ ไม่วิ่งรอกสอบ ลดค่าใช้จ่าย ไม่เป็นภาระแก่ผู้ปกครอง รวมถึงทปอ.เห็นด้วยกับ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ที่จะให้เด็กอยู่ในชั้นเรียนตลอดจนจบการศึกษา แล้วนั้น มหาวิทยาลัยกลุ่มอื่นๆ ก็คงได้แต่แบ่งรับแบ่งสู้ว่าจะตัดสินใจอย่างไร

ดร.เกรียงศักดิ์ โชควรกุล” อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มรภ. ชัยภูมิ กล่าวว่าระบบรับตรงกลางร่วมกัน เป็นประโยชน์ในภาพรวม แต่กลุ่มมรภ. อาจจะรับเด็กได้น้อยกว่า มหาวิทยาลัยยอดนิยม เพราะเป็นตัวเลือกสุดท้ายของนักเรียน และไม่ได้เด็กหัวกะทิเข้ามาเรียน ขณะที่ปรัชญาของมรภ. เน้นรับเด็กท้องถิ่น ในกลุ่มจังหวัด เนื่องจากรู้จักบริบทของพื้นที่ดี แต่หากใช้วิธีการรับตรงกลางร่วมกัน ก็อาจจะทำให้ได้นักเรียนจากหลายจังหวัด มาเข้าเรียน และบางคนก็อาจไม่ได้อยากเข้าเรียนมรภ.จริง ๆ

อย่างไรก็ตาม ระบบการรับตรงกลางร่วมกันครั้งนี้ ดร.เกรียงศักดิ์ มองว่าถึงเป็นระบบที่ดี แต่อาจไม่เหมาะกับบริบทของมหาวิทยาลัยบางประเภท โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเล็กๆ รวมถึงมรภ. มทร.บางแห่งซึ่งที่ผ่านมาก็ได้รับผลกระทบรับนักเรียนเข้าเรียนได้น้อย เพราะมหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ เปิดรับตรงหลายรอบอยู่แล้ว ดังนั้นตนจึงอยากเสนอให้พิจารณา เริ่มต้นใช้เฉพาะมหาวิทยาลัย มรภ. ที่มีความพร้อมก่อน

ถึงจะไม่รู้ว่า ระบบการคัดเลือกเข้าเรียนอุดมศึกษาโฉมใหม่ จะมีมหาวิทยาลัยกลุ่มใดเล่นด้วยบ้าง และไม่รู้ว่ารูปแบบ สัดส่วน เกณฑ์ จะเป็นเช่นใด แต่อย่างน้อยตอนนี้คงส่งผลต่อจิตใจของเหล่าวัยใส วัยเรียน ผู้ที่ต้องมาใช้ระบบดังกล่าวอย่างแน่นอน แถมหากเริ่มใช้แล้วนั้น ผลจะออกหมู่หรือจ่า ลดภาระ วิ่งรอกสอบ และทำให้เด็กได้อยู่ในห้องเรียนตลอดหลักสูตร ไม่เครียดจริงหรือ>>>คงต้องติดตามกันต่อไป

 

มรภ.-มทร.ขอคงสอบรับตรงเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241028

กระทรวงศึกษาธิการ, ทปอ., มทร., มรภ., ปี2561, แอดมิชชั่นส์, รับตรง, มรภม, สอบ, รับ, ตรง, เอง
กระทรวงศึกษาธิการ, ทปอ., มทร., มรภ., ปี2561, แอดมิชชั่นส์, รับตรง, มรภม, สอบ, รับ, ตรง, เอง

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 5 ก.ย. 2559

มรภ.-มทร.ขอคงสอบรับตรงเอง

ระบบคัดเลือกเด็กเข้าอุดมฯ เสียงแตก มรภ.-มทร.ขอคงรับตรงตามเดิม ชี้บริบทของมหาวิทยาลัย -รับเด็กต่างกัน

เมื่อวันที่5ก.ย.เวลา16.40น. ที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวภายหลังประชุมร่วมกับกลุ่มที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎ(ทปอ.มรภ.) และที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.) เกี่ยวกับการปรับระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในอุดมศึกษาว่าที่ประชุมเห็นด้วยในหลักคิดการปรับระบบการคัดเลือกฯ ใหม่ ซึ่งเบื้องต้น มรภ. และมทร. อยากให้คำนึงถึงบริบทของมหาวิทยาลัยที่แตกต่างจาก กลุ่มทปอ. และจะนำข้อเสนอดังกล่าวไปหารือในที่ประชุม ทปอ.ของตนเอง ส่วนเกณฑ์ในการคัดเลือกเด็กว่าจะใช้คะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร (จีแพ็ค) หรือคะแนนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน(โอเน็ต) ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัย แต่โดยนโยบาย ตนก็ยังคงอยากให้นำคะแนนดังกล่าวมาใช้เป็นองค์ประกอบการในการคัดเลือกฯ ส่วนบางคณะที่มีการใช้ทักษะบางอย่างในการสอบ เช่น การทดสอบระหว่างที่มีการสอบข้อเขียนไปให้ในต้นสังกัด และการสอบทักษะจริงๆ อาจไปอยู่ในรูปแบบการสอบสัมภาษณ์ได้ส่วนการสอบครั้งเดียว จะทำให้เด็กเสียโอกาสนั้น การสอบครั้งเดียวนั้น เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน และเด็กจะต้องรู้ว่าและยอมรับในศักยภาพของตัวเอง เพราะไม่ได้ห้ามว่าเด็กไม่สามารถสอบในครั้งต่อไปได้

รศ.ดร.สมบัติ คชสิทธิ์ อธิการบดีมรภ.วไลยอลงกรณ์ฯ ในฐานะประธานทปอ.มรภ. กล่าวว่า ตนจะนำข้อเสนอที่ได้จากการประชุมครั้งนี้ ไปหารือในที่ประชุมทปอ.มรภ. ในวันที่30ก.ย.นี้ เบื้องต้น จากการหารือร่วมกับกลุ่มทปอ.มรภ.ก่อนหน้านี้ อยากขอให้คงการสอบรับตรงของกลุ่มมรภ.ไว้ โดยส่วนใหญ่จะจัดสอบรับตรงในช่วงเดือนมี.ค.ถึงพ.ค.ไว้ เพราะบริบทของมรภ. นั้น เปิดโอกาสให้เด็กในท้องถิ่นเข้าเรียน85%

ผศ.ดร.ประเสริฐ คันธมานนท์ เลขาธิการทปอ. กล่าวว่า ทปอ.ได้นำเสนอแนวทางในการนักเรียนเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยจะไม่มีการสอบเข้าใดๆ ทั้งสิ้นก่อนเดือนมีนาคม เพื่อให้นักเรียนจบม.6ก่อนจะมาสอบเข้ามหาวิทยาลัย และ การสอบจะต้องเริ่มขึ้นระหว่างเดือนมีนาคมและเมษายน โดยดำเนินการประมาณในช่วง6สัปดาห์เท่านั้น รวมถึงจะมีการบูรณาการข้อสอบความถนัดทั่วไป (แกต) และความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ (แพต) และวิชาสามัญ9วิชาใหม่ เพื่อนำไปใช้ในการคัดเลือกระบบใหม่ การสอบกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย(กสพท.) และโควต้าของมหาวิทยาลัยด้วย อย่างไรก็ตาม ระบบเคลียร์ริ่งเฮาส์2ครั้งไม่มีความเหมือนกับระบบแอดมิชชั่นส์และเอนทรานซ์อย่างแน่นอน โดยหากทุกฝ่ายเห็นชอบเข้าร่วมระบบดังกล่าว จะจัดวางระบบได้ภายในเดือนธ.ค.2559และจัดทำคู่มือจัดสอบ

ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่าโดยส่วนตัวตนเห็นด้วยกับการปรับระบบคัดเลือกใหม่ฯ เพราะจะทำให้เด็กนักเรียนได้เรียนอยู่ในชั้นเรียนจนจบมัธยมศึกษาปีที่6 และมีการสอบครั้งเดียวเป็นเรื่องที่ดี ทำให้เด็กไม่เครียด และไม่ต้องวิ่งรอกสอบ แต่ทั้งนี้ ไม่ควรมีการกำหนดรายละเอียด หรือสัดส่วนในการใช้คะแนนวิชาต่างๆ หรือเกณฑ์ในการคัดเลือกเด็ก ควรให้มหาวิทยาลัยไปกำหนดเอง ส่วนที่มีกระแสให้ยกเลิกการสอบรับตรงไปเลยนั้น ตนคิดว่าไม่น่าจะกระทำได้ เพราะบางคณะ บางหลักสูตรยังคงจำเป็นที่มหาวิทยาลัยต้องดำเนินการจัดสอบรับตรงเอง เช่น หลักสูตรนานาชาติ หรือการจัดสอบคัดเด็กในแต่ละภูมิภาค หรือโครงการพิเศษต่างๆ ซึ่งวิชาหรือเกณฑ์ที่ใช้ในการคัดเลือกเด็กการใช้ข้อสอบกลางอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จึงต้องมีการยกเว้นการจัดสอบรับในบางคณะ บางมหาวิทยาลัย

อย่างไรก็ตาม ระบบใหม่มีข้อดีในการลดปัญหาวิ่งรอกสอบ ภาระแก่ผู้ปกครอง และลดการสอบของเด็กลงได้ถึงร้อยละ80-90แต่จะมีปัญหาหากมหาวิทยาลัยทุกแห่งเข้าร่วม เพราะต้องยอมรับว่ามหาวิทยาลัยยอดนิยมก็จะได้เด็กเก่ง ขณะที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ ก็อาจจะได้เด็กไม่ตรงกับที่ต้องการ ดังนั้น ไม่ควรล็อคว่าทุกมหาวิทยาลัยจะต้องเข้าร่วมระบบการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อในอุดมศึกษาระบบใหม่นี้ ควรจะใช้เฉพาะมหาวิทยาลัยของรัฐเท่านั้น

 

ศธ.ใช้กีฬาฟุตบอลพัฒนาเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241001

ใช้, กีฬา, ฟุตบอล, พัฒนา, เด็ก, FIFA 11 for Health

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 5 ก.ย. 2559

ศธ.ใช้กีฬาฟุตบอลพัฒนาเด็ก

ศธ.ใช้กีฬาฟุตบอลสร้างแรงจูงใจนักเรียนอายุ 11 ปี มีทักษะด้านกีฬาและสร้างนิสัยรักการออกกำลังกายเพื่อรักษาสุขภาพ ตั้งเป้ารุ่นที่ 2-3 ขยายเพิ่มอีกกว่า 300 โรง

ศธ.ใช้กีฬาฟุตบอลสร้างแรงจูงใจนักเรียนอายุ 11 ปี มีทักษะด้านกีฬาและสร้างนิสัยรักการออกกำลังกายเพื่อรักษาสุขภาพ ตั้งเป้ารุ่นที่ 2 ขยายเพิ่มอีก 144 โรง รุ่น 3 จำนวน 288 โรง

เมื่อวันที่ 5 ก.ย.ที่กระทรวงศึกษาธิการ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวระหว่างให้โอวาทกับคณะครูและนักเรียนในโครงการ “FIFA 11 for Health”  จำนวน 16 โรงเรียนจากทั่วทุกภูมิภาค ที่ได้รับคัดเลือกเป็นโรงเรียนนำร่อง ว่า ตามที่ FIFA ได้เสนอโครงการ “FIFA 11 for Health” เพื่อสุขภาพเด็กอายุ 11 ปี ศึกษาสุขอนามัยโดยใช้ฟุตบอลเป็นสื่อสำหรับเด็ก โดยมีการฝึกอบรมครูพลศึกษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 32 คนจาก 16 โรงเรียน เพื่อให้นำความรู้กลับไปอบรมนักเรียนในโรงเรียน ซึ่งมีนักเรียนเข้าโครงการฯ ทั้งสิ้น 574 คน โดยในวันนี้ทางโครงการได้นำตัวแทนนักเรียนโรงเรียนนำร่อง 16 โรง ๆ ละ 10 คน รวม 160 คน พร้อมครูผู้ดูแล จำนวน 48 คน มาอบรมร่วมกันที่ กทม. ระหว่างวันที่ 4-7 ก.ย.นี้ ซึ่งนักเรียนทุกคนจะได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และได้พบกับเพื่อนใหม่

“โครงการนี้เป็นโครงการต่อเนื่องระยะ 5 ปี โดยปีแรกรุ่นที่ 1 มีโรงเรียนเข้าร่วม 16 โรง และเตรียมขยายไปในรุ่นที่ 2 จะเพิ่มเป็น 144 โรง รุ่นที่ 3 จำนวน 288 โรง และตั้งเป้าจะมีนักเรียนเข้าร่วมโครงการเกือบ 1 ล้านคน เพื่อสร้างนิสัยรักการอ่าน การออกกำลังกาย รู้จักรักษาสุขภาพ ซึ่งคณะกรรมการโครงการฯ ได้มีการประเมินผล พบว่านักเรียนที่เข้าร่วมการฝึกอบรมในโครงการนี้ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น มีความรับผิดชอบต่อตนเองมากขึ้น และมีความสนใจและมีทักษะทางด้านกีฬามากขึ้นด้วย ก็ขอให้นักเรียนนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากโครงการนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป”รมช.ศึกษาธิการ กล่าวและว่า ทั้งนี้ ในวันที่ 6 ก.ย.นี้ ทางคณะกรรมการฯ จะนำคณะครูและนักเรียนที่เข้าโครงการ ได้มีโอกาสเข้าชมการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก 12 ทีมสุดท้ายโซนเอเชีย ระหว่างทีมชาติไทย กับทีมชาติญี่ปุ่น ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน พร้อมร่วมถ่ายภาพกับนักกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทยด้วย

 

กพร.เผยกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานหนุนกลไกรประชารัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/241034

กพร, เผย, กองทุน, พัฒนา, ฝีมือ, แรงงาน, หนุน, ไกร, ประชา, รัฐ

การศึกษา-สาธารณสุข  : 5 ก.ย. 2559

กพร.เผยกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานหนุนกลไกรประชารัฐ

อธิบดี กพร.เผยกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ส่งเสริมกลไกลประชารัฐ เชื่อนายจ้าง-ลูกจ้างได้ประโยชน์ถ้วนหน้า

              เมื่อวันที่ 5 ก.ย.นายกรีฑา สพโชค อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) เปิดเผยว่า ขอแจ้งให้เจ้าของสถานประกอบกิจการทราบว่า ขณะนี้เป็นโอกาสดี กพร.ได้เปิดให้สามารถยื่นขอกู้ยืมเงินจาก กองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ไปฝึกอบรม และพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงาน และลดต้นทุนการผลิตในสถานประกอบกิจการต่างๆ

ทั้งนี้ เงินกู้ดังกล่าวจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับสถานประกอบกิจการ  กู้เงินไปเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการส่งเสริม การพัฒนาฝีมือแรงงาน และ เป็นค่าใช้จ่ายฝึกอบรม ฝีมือแรงงาน หรือการทดสอบมาตรฐาน  เพื่อส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานใน 7 สาขาอาชีพ โดยสามารถยื่นกู้ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 12 มกราคม 2560  โดยกู้ได้สูงสุดถึง 1 ล้านบาท ไม่มีดอกเบี้ย และมีระยะเวลาชำระคืนภายใน 12 เดือน

อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า   นอกจากสถานประกอบกิจการ จะนำเงินส่วนนี้ไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมได้เต็มตามจำนวนแล้ว  ยังได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มเติมอีกร้อยละร้อย   ขณะเดียวกันจำนวนพนักงาน/ลูกจ้างที่ได้รับการฝึกอบรม หรือทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน สามารถนำไปยื่นประเมินเงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานได้อีกด้วย

สำหรับ ขั้นตอนการยื่นเรื่องกู้ก็ไม่ยุ่งยาก และใช้เวลาพิจารณาไม่นาน  เพียงนำหลักฐานของสถานประกอบกิจการ พร้อมคำขอกู้ยืมเงินมายื่นที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน และศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดทั่วประเทศ หรือ ที่กองส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โทร. 0-2643-6039 หรือ ดาวน์โหลดเอกสารได้ที่ http://www.dsd.go.th/sdpaa

นายกรีฑา กล่าวว่า การส่งเสริมการฝึกอบรมแรงงาน ภายใต้กองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นอีกหนึ่งกลไกประชารัฐ ที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบกิจการ  และพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานควบคู่กันไป นับเป็นอีกเครื่องมือในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นประเทศที่มีความมั่นคง  เศรษฐกิจมั่งคั่ง และ มีการพัฒนาประเทศไปสู่ความยั่งยืน

 

“สุเทพ” หนุนองค์การค้าฯมีสถานะนิติบุคคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240965

องค์การค้า สกสค., สุเทพ, หนุน, องค์, การค้า, สถานะ, นิติบุคคล

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 5 ก.ย. 2559

“สุเทพ” หนุนองค์การค้าฯมีสถานะนิติบุคคล

“สุเทพ” ปฏิบัติหน้าที่ผอ.องค์การค้าฯ เห็นด้วยแก้กฎหมายให้องค์การค้าฯมีเป็นนิติบุคคล ชี้ช่วยบริหารงานคล่องตัว มีอำนาจเบ็ดเสร็จ อยู่ภายใต้กำกับ รมว.ศึกษาธิการ

เมื่อวันที่ 5 ก.ย. ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การค้าของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยว่า ตามที่ที่ประชุมคณะกรรมการ สกสค.ซึ่งมี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน ได้พิจารณาการปรับปรุงพ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 ให้มีความชัดเจน โดยเห็นว่าควรมีการแยกหน่วยงานสกสค. องค์การค้าของ สกสค. และคุรุสภา ออกจากพ.ร.บ.สภาครูฯ เพื่อให้เป็นหน่วยงานที่มีสถานะเป็นนิติบุคคล โดยรมว.ศึกษาธิการ ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องนั้น ส่วนตัวเห็นด้วยว่าองค์การค้าฯ ควรมีสถานะเป็นนิติบุคคล ซึ่งจะทำให้การบริหารงานคล่องตัว มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะปัจจุบันองค์การค้าฯเป็นหน่วยงานภายใต้กำกับดูแลของ สกสค. การจะดำเนินการใด ๆ ต้องได้รับการมอบหมายหรือ ความเห็นชอบจาก สกสค.ก่อน

“รมว.ศึกษาธิการ มีความมุ่งหวังที่จะพัฒนาองค์การค้าฯ ให้เป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพ และเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ในการรักษา ควบคุม ระดับราคากลางของหนังสือเรียน สื่อการเรียนการสอน รวมถึงการพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษาของประเทศ จึงได้หารือและเห็นสอดคล้องกันองค์การค้าฯ ควรจะมีสถานะเป็นนิติบุคคล อยู่ในกำกับของ รมว.ศึกษาธิการ โดยตรง เพื่อให้สามารถสั่งการ ตรวจสอบได้ไม่ต้องสั่งผ่าน สกสค. ขณะเดียวกัน ผอ.องค์การค้าฯ ก็จะมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งในเชิงการบริหารงาน การพิจารณา สั่งการ หรือดำเนินการทางกฎหมายในเรื่องต่าง ๆ  ที่เกี่ยวข้อง เป็นการบริหารเองและรับผิดชอบเอง โดยเฉพาะความรับผิดชอบในเชิงธรรมาภิบาล เพราะฉะนั้น ส่วนตัวผมเห็นด้วยที่องค์การค้าฯ จะมีสถานะเป็นนิติบุคคล ไม่ใช่แค่ทำให้การบริหารงานคล่องตัวเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ในเชิงการศึกษาของชาติ เพื่อช่วยเหลือนักเรียน ประชาชนอย่างแท้จริง”ดร.สุเทพ กล่าว