มข.สร้างเกมส์ล่าพยาธิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/238738

มข.สร้างสร้างแอพพลิเคชั่น KKU Parasite Hunt เกมส์ล่าพยาธิ เสริมความรู้เด็กไทยห่างไกลโรคมะเร็งมข.สร้างสร้างแอพพลิเคชั่น KKU Parasite Hunt เกมส์ล่าพยาธิ, มข.สร้างสร้างแอพพลิเคชั่น KKU Parasite Hunt เกมส์ล่าพยาธิ เสริมความรู้เด็กไทยห่างไกลโรคมะเร็ง, สร้าง, เกมส์, ล่า, พยาธิ, มขสร้างเกมส์ล่าพยาธิ

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 19 ส.ค. 2559

มข.สร้างเกมส์ล่าพยาธิ

มข.สร้างสร้างแอพพลิเคชั่น KKU Parasite Hunt เกมส์ล่าพยาธิ เสริมความรู้เด็กไทยห่างไกลโรคมะเร็ง

มหาวิทยาลัยขอนแก่น สร้างแอพพลิเคชั่น KKU Parasite Hunt โดยความร่วมมือระหว่างโครงการแก้ไขปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  (Cholangiocarcinoma Screening and Care Program : CASCAP) และสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยขอนแก่น  มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เยาวชน ประชาชนทั่วไป ลดกลุ่มเสี่ยงในการเป็นโรคพยาธิใบไม้ในตับและมะเร็งท่อน้ำดีทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 

 

มข.สร้างเกมส์ล่าพยาธิ

ปัจจุบันมีกลุ่มประชากรที่นิยมรับประทานปลาน้ำจืดเกล็ดขาว วงปลาตะเพียนโดยไม่ปรุงสุก อันเนื่องมาจากการขาดความรู้ความเข้าใจต่อโรค ซึ่งปลาดังกล่าวเป็นพาหะของโรคพยาธิใบไม้ตับ และเมื่อประชากรเหล่านี้รับเชื้อพยาธิเข้าร่างกาย พยาธิสามารถอยู่ในร่างกายได้นานถึง 20 ปี ทำให้ประชากรเหล่านี้กลายเป็นกลุ่มเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งท่อน้ำดี KKU Parasite Hunt จึงเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่สามารถให้ความรู้เกี่ยวกับโรคพยาธิใบไม้ในตับและมะเร็งท่อน้ำดีได้เป็นอย่างดี

 

 

มข.สร้างเกมส์ล่าพยาธิ

         รศ.ดร.วนิดา แก่นอากาศ ผอ.สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เผยว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้เกี่ยวกับสาเหตุการเกิดโรค แอพพลิเคชั่น KKU Parasite Hunt ผลิตขึ้นเพื่อเป็นตัวช่วยให้ประชาชนทุกเพศ ทุกวัย เข้าใจโรคดียิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นสื่อบันเทิงที่ให้สาระความรู้ทางการแพทย์ โดยจะบอกข้อมูลเกี่ยวกับโรคใบไม้ตับ เด็กๆสามารถเรียนรู้ผ่านเกมซึ่งเป็นประโยชน์ในระยะยาว นอกจากเด็กจะได้รับความสนุกสนาน ความตื่นเต้นและความรู้แล้ว ยังเป็นการปลูกฝังค่านิยมปรุงสุกปลาน้ำจืด ก่อนรับประทาน ช่วยให้เด็กจดจำความรู้เหล่านั้นได้ในระยะยาวซึ่งในอนาคตเด็กสามารถเป็นตัวแทนในการสื่อสารต่อไปยังบุคคลอื่นๆได้อีกด้วย

 

 

มข.สร้างเกมส์ล่าพยาธิ

          KKU Parasite Hunt เป็น Application ที่ใช้เทคโนโลยีมาพัฒนาเพื่อให้การศึกษาข้อมูลเรื่องสุขภาพที่ให้ความบันเทิง ในลักษณะ MEDutainment KKU Parasite Hunt เป็นเกมที่จะทำให้ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่รู้จักกับโรคพยาธิใบไม้ในตับมากขึ้น เพื่อป้องกันตนเองจากการพบโรคดังกล่าว ทำให้ผู้เล่นเรียนรู้การสาเหตุของการเกิดการพยาธิในรูปแบบต่าง ด้วยวิธีน่าสนใจ เข้าใจง่ายและไม่น่ากลัวอีกต่อไป ผู้เล่นจะสนุกและเพลิดเพลินกับการค้นหาคำถามด้วยเทคโนโลยี ผู้เล่นต้องค้นหา iBeacon ตามสัญญาณที่บอกในหน้าจอ สัญญาณสีแดงแปลว่ายังห่างไกล สีเหลืองแปลว่าเริ่มใกล้เข้ามา สีเขียวแปลว่าถึงจุดหมาย และเมื่อพบตำแหน่ง iBeacon แล้ว ให้ทำการแสกน QR Code ที่จุดนั้น (มีทั้งสิ้น 10จุด)จะปรากฏรูปพยาธิหรือสิ่งที่เกี่ยวข้องบริเวณหน้าจอ จากนั้นผู้เล่นต้องตอบคำถามเพื่อเก็บคะแนนชิงถ้วยรางวัล ข้อมูลที่ทำการค้นหาพบแล้วจะถูกเก็บไว้ที่หน้าCollection เพื่อให้สามารถเปิดดูและอ่านข้อมูลความรู้ได้เองในภายหลัง โดยแอพพลิเคชั่นKKU Parasite Hunt เกมตามล่าหาพยาธิ เปิดให้ใช้งานครั้งแรกที่งานสัปดาห์วันวิทยาศาสตร์ ระหว่างวันที่ 17-19 สิงหาคม 2559 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

 

 

มข.สร้างเกมส์ล่าพยาธิ

         รศ.ดร.นิษณา นามวาท กรรมการบริหารโครงการ CASCAP เผยว่า แอพพลิเคชั่นKKU Parasite Hunt สามารถดาวน์โหลดจาก iOS และ Androidหลังดาวน์โหลดเสร็จ เมื่อเปิดแอพฯจะพบกับโลโก้เกม จากนั้นเริ่มเกมโดยมีคำใบ้พร้อมกับรูปภาพแสดงขึ้น เพื่อให้เราเดินค้นหาตามคำใบ้นั้น ถ้าผู้ใช้อยู่ใกล้คำใบ้โทรศัพท์จะส่งสัญญาณสั่นพร้อมขึ้นสัญลักษณ์เพื่อแจ้งเตือน ถ้าหากผู้เล่นเดินค้นหาอยู่ในจุดที่ถูกต้องแล้วจึงจะสามารถเปิดกล้องเพื่ออ่านคำถาม หากตอบคำถามถูกจะได้รับคะแนนสะสมไปเรื่อยๆ ทั้งหมดมีประมาณ 10 จุด เมื่อเก็บแต้มได้สูง สามารถแบ่งปันลงใน เฟซบุ๊กและรับรางวัลจริง ทั้งนี้การเดินทางไปแต่ละจุดเปรียบ เหมือนการแสวงหาความรู้ นำเทคโนโลยีมาช่วยในการสื่อสารทางการแพทย์ให้ง่ายขึ้นผู้เล่นจะสามารถซึมซับความรู้ทางการแพทย์ที่เคยเป็นเรื่องยากได้ง่ายขึ้นและได้รับความสนุกสนาน ความตื่นเต้นไปในตัว

 

 

มข.สร้างเกมส์ล่าพยาธิ

 

เริ่มแล้ว!! มหกรรมวิทย์ฯ 59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/238734

มหกรรมวิทย์ฯ 59, เริ่ม, แล้ว, มหกรรม, วิทย์, เริ่มแล้ว, มหกรรมวิทย์ฯ, มหัศจรรย์ภาพถ่ายดาราศาสตร์, ไขความลับระบบสุริยะ, ป๋องแป๋ง

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 19 ส.ค. 2559

เริ่มแล้ว!! มหกรรมวิทย์ฯ 59

เริ่มแล้ว!! มหกรรมวิทย์ฯ 59 สดร. ชวนท่องระบบสุริยะ ยกทัพดาวเคราะห์จัดเต็มพื้นที่

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) ชวนมาเรียนรู้พร้อมสนุกกับชุดนิทรรศการและแบบจำลองดาราศาสตร์ภายใต้แนวคิด“ปีแห่งดาวเคราะห์” รวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบสุริยะ มาจัดแสดงเต็มพื้นที่กว่า 600 ตารางเมตร ใหญ่กว่าทุกปี จำลองการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ผ่านกล้องโทรทรรศน์ของจริง และยังมีกิจกรรมดาราศาสตร์ให้ร่วมสนุกอีกมากมาย18-28 สิงหาคมนี้ พบกันที่บูธนิทรรศการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์ มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2559 (Hall 4) อิมแพ็ค เมืองทองธานี

 

 

เริ่มแล้ว!! มหกรรมวิทย์ฯ 59

– นิทรรศการและแบบจำลองดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ

ยกทัพดาวเคราะห์ทั้ง 8 ดวง มาไว้ที่บูธ สดร. พร้อมอัพเดทข้อมูลการค้นพบล่าสุดของดาวเคราะห์แต่ละดวง และเทคโนโลยียานสำรวจอวกาศที่ส่งข้อมูลกลับมายังโลกจนทำให้นักดาราศาสตร์พบองค์ความรู้ใหม่ ๆ

 

 

 

เริ่มแล้ว!! มหกรรมวิทย์ฯ 59

-นิทรรศการการเคลื่อนที่ของโลกรอบดวงอาทิตย์รู้หรือไม่ ?!? โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์…ทำให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง ?!?เรียนรู้การเกิดฤดูกาล การเกิดเฟสดวงจันทร์ในแต่ละเดือน และการเกิดปรากฏการณ์อุปราคา ได้จากชุดสื่อการเรียนรู้ดาราศาสตร์ที่นำมาจัดแสดง

 

 

เริ่มแล้ว!! มหกรรมวิทย์ฯ 59

– นิทรรศการจำลองสภาวะความโน้มถ่วงและน้ำหนักบนดาวเคราะห์คุณจะมีน้ำหนักเท่าไหร่เมื่อไปอยู่บนดาวเคราะห์ต่าง ๆ?!?

ชวนมาทดสอบน้ำหนักผ่านชุดเครื่องชั่งน้ำหนักบนสภาวะแรงโน้มถ่วงบนดาวเคราะห์ต่าง ๆ เรียนรู้เรื่องแรงโน้มถ่วงและทำความเข้าใจว่าทำไมชั่งน้ำหนักบนดาวเคราะห์แต่ละดวงจึงแตกต่างกัน

 

 

เริ่มแล้ว!! มหกรรมวิทย์ฯ 59

– สัมผัสประสบการณ์ดูดาวผ่านกล้องโทรทรรศน์ของจริง

ส่องดาวเคราะห์ผ่านกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ที่ใช้สำหรับสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ของจริง กว่า 5 ตัว พร้อมเรียนรู้วิธีการดูดาวจากผู้เชี่ยวชาญ

 

 

เริ่มแล้ว!! มหกรรมวิทย์ฯ 59

  – ตื่นตากับความสวยงามของภาพถ่ายทางดาราศาสตร์ฝีมือคนไทย

จัดแสดงผลงานภาพถ่ายทางดาราศาสตร์ฝีมือคนไทยใน หัวข้อ “มหัศจรรย์ภาพถ่ายดาราศาสตร์”ที่ได้รับรางวัลจากการประกวดภาพถ่ายทางดาราศาสตร์ประจำปี 2559

– กิจกรรมอื่น ๆ ที่น่าสนใจ อาทิ

1) ร่วมกิจกรรม Like-Check-Shareลุ้นรับของรางวัลสุดเก๋จากเครื่องเล่น “กาชาปองดาวเคราะห์”และกิจกรรม Print Stagramโพสภาพพร้อมเก็บภาพความประทับใจภายในงานในรูปแบบภาพถ่าย

 

 

เริ่มแล้ว!! มหกรรมวิทย์ฯ 59

 

 

2)วันที่ 20 สิงหาคม2559

-Science Talk “ไขความลับระบบสุริยะ” กับ “ป๋องแป๋ง” อาจวรงค์ จันทรมาศ นักสื่อสารวิทยาศาสตร์/แฟนพันธ์แท้นักวิทยาศาสตร์เอกของโลก ณ เวทีกลาง เวลา 13.00-14.00 น.

-พบกับคู่เพื่อนซี้“มาริวและเบนซ์จิ AF12”ณ บูธสถาบันวิจัยดาราศาสตร์ (Hall4) เวลาไขความลับระบบสุริยะกับพี่ป๋องแป๋ง อาจวรงค์ จันทมาศ วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม 2559 เวลา 11:00-12:00 น. ณ เวทีกลาง16.00-17.00 น.

3)วันที่ 23 สิงหาคม 2559พบกับ“โบ๊ท สิริโรจน์ และ เบนซ์ ธนาภรณ์AF12”ณ บูธสถาบันวิจัยดาราศาสตร์ (Hall4) เวลาไขความลับระบบสุริยะกับพี่ป๋องแป๋ง อาจวรงค์ จันทมาศ วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม 2559 เวลา 11:00-12:00 น. ณ เวทีกลาง13.00-14.00 น.

4) วันที่ 27 สิงหาคม 2559 พิธีมอบรางวัลการประกวดภาพถ่ายทางดาราศาสตร์ประจำปี 2559 หัวข้อ“มหัศจรรย์ภาพถ่ายดาราศาสตร์” ณ เวทีกลาง เวลา 13.00-15.00 น.

 

 

เริ่มแล้ว!! มหกรรมวิทย์ฯ 59

 

นร.ไทยคว้า 1 เงิน 3 ทองแดงคอมพ์โอลิมปิกระหว่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/238725


ประ, ระหว่าง, คอมพิวเตอร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ, สสวท., ไทย, คว้า, เงิน, ทองแดง, คอมพ์, โอลิมปิก, ระหว่างประเทศ, นรไทยคว้า

ประ, ระหว่าง, คอมพิวเตอร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ, สสวท., ไทย, คว้า, เงิน, ทองแดง, คอมพ์, โอลิมปิก, ระหว่างประเทศ, นรไทยคว้า

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 19 ส.ค. 2559

นร.ไทยคว้า 1 เงิน 3 ทองแดงคอมพ์โอลิมปิกระหว่างประเทศ

ผลการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมระหว่างประเทศ เด็กไทยทำผลงาน คว้า 1 เหรียญเงิน 3 เหรียญทองแดง เดินทางกลับถึงไทย 20 ส.ค.

เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ดร.พรพรรณ  ไวทยางกูร ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)  กล่าวว่า ตามที่ สสวท.ดำเนิน โครงการจัดส่งผู้แทนประเทศไทยไปแข่งขันคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ประจำปีพุทธศักราช 2559 โดยจัดส่งผู้แทนประเทศไทย จำนวน 4 คน ร่วมในการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ประจำปี 2559 ไปแข่งขัน ณ เมืองคาซาน ประเทศรัสเซีย  ระหว่างวันที่ 12 – 19 สิงหาคม 2559  ซึ่งมีผู้เข้าร่วมแข่งขันทั้งสิ้น 308 คนจากประเทศต่าง ๆ ที่ส่งทีมนักเรียนมาแข่งขัน 81 ทีม และมีประเทศมาสังเกตการณ์เพื่อเตรียมส่งนักเรียน เข้าแข่งอีก 5  ประเทศ

ทั้งนี้  ผลการแข่งขันปรากฏว่าผู้แทนประเทศไทยทำได้  1 เหรียญเงิน 3 เหรียญทองแดง ดังนี้ เหรียญเงิน ได้แก่ นายพีรสิชฌ์ เจริญจิตเสรีวงศ์  โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม และเหรียญทองแดง ได้แก่ นายเมธัส  เกียรติชัยวัฒน์  โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์  นายปิยวัฒน์  อานันทคุณ  และ นายนนทกฤษ  ไชยวงค์ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

สำหรับการเดินทางทางแข่งขันครั้งนี้มีคณะอาจารย์ผู้ฝึกสอน ดังนี้ ผศ.ดร.นัทที  นิภานันท์ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  หัวหน้าทีมผศ.ดร.สุกรี  สินธุภิญโญ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์  จุฬาฯ รองหัวหน้าทีม อ.ผนวกเดช  สุวรรณทัต ศูนย์เสริมสร้างการเรียนรู้และการสอน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เป็นผู้ช่วยหัวหน้าทีม ดร.อัครา  ประโยชน์  ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.)  ผู้สังเกตการณ์ นายพนมยงค์  แก้วประชุม สาขาวิชาเทคโนโลยี ผู้จัดการทีม ซึ่งคณะนักเรียนจะเดินทางกลับถึงประเทศไทย ในวันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม 2559 เวลา 07.10 น. เที่ยวบิน EY402 ซึ่ง สสวท. จะจัดพิธีรับคณะผู้แทนเวลา 07.30 น. ที่ชั้น 2 ด้านในประตู 1 สนามบินสุวรรณภูมิ

ภาพจาก สสวท.

 

กระเทาะแก่นรพ.สธ.วิกฤติหนัก บางแห่งประชาชนได้ยาครบแค่30 %

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/238657

รพสธวิกฤติหนัก, รพ.สธ., รพ.ขาดทุน, รพ.วิกฤติ, รพ.ขาดทุนระดับ7, กระเทาะ, แก่น, วิกฤติ, หนัก, บางแห่ง, ประชาชน, ได้, ครบ, แค่

การศึกษา-สาธารณสุข  : 18 ส.ค. 2559

กระเทาะแก่นรพ.สธ.วิกฤติหนัก บางแห่งประชาชนได้ยาครบแค่30 %

กมธ.สธ.เชิญรพ.สธ.ขาดทุนระดับ 7 กระเทาะมูลเหตุ พบ 2 ส่วนหลัก ประชากรน้อย-งบฯน้อย เผยบางแห่งกระเทือนหนัก ประชาชนได้ยาครบแค่ 30 % เสนอแยกเงินเดือนออกจากงบ.บัตรทอง ช่วยเห็นภาพต้นทุนรพ.แท้จริง หวังสำนักงบฯจัดสรรเงินเพิ่ม

         นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข(กมธ.สธ.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา กมธ.สธ.ได้เชิญโรงพยาบาล(รพ.)สังกัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ที่มีปัญหาขาดสภาพคล่องระดับ 7 คือระดับวิกฤติ จำนวน 7 แห่งมาให้ข้อมูลเพื่อให้ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริง เบื้องต้นสรุปมูลเหตุของการขาดสภาพคล่องได้ 2 ประเด็นหลัก คือ 1.รพ.ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีประชากรน้อย ขณะที่โครงสร้างรพ.เป็นระดับเดียวกัน คือ โรงพยาบาลศูนย์(รพศ.) โรงพยาบาลทั่วไป(รพท.) และโรงพยาบาลชุมชน(รพช.) มีประชากรไม่เท่ากันแต่มีจำนวนเจ้าหน้าที่เท่ากัน และ2.เมื่อได้รับการจัดสรรงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)ที่จ่ายให้จำนวนประชากร จึงได้รับน้อย เมื่อหักค่าตอบแทนของบุคลกรที่เท่ากับรพ.ระดับเดียวกัน ทำให้มีเงินดูแลประชากรน้อยกว่าและไม่เพียงพอ

“รพ.ที่มาให้ข้อมูลบางแห่งบอกว่าประชาชนได้รับยาครบเพียงร้อยละ 30 คือ ประชาชนได้ยาไม่ครบที่ควรจะได้ เพราะรพ.มีปัญหาเรื่องขากสภาพคล่องทางการเงิน ส่งผลต่อภาพลักษณ์ที่จะใช้เครดิตในการซื้อยา  ขณะที่แพทย์ก็ไม่อยากมาอยู่ เจ้าหน้าที่เดิมก็อยากย้ายออก เหล่านี้เป็นสิ่งที่เรากังวลเพราะเป็นสิ่งที่จะกระทบถึงคุณภาพในการให้บริการแก่ประชาชนลดลง ซึ่งปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นมานาน ทับทมเหมือนกองหิมะ ถ้าหากยังปล่อยไปเรื่อยๆไม่ได้รับการแก้ไขจนกลายเป็นแก้ไม่ได้” นพ.เจตน์กล่าว

นพ.เจตน์ กล่าวอีกว่า กมธ.สธ.จะทำหนังสือแจ้งไปยังสธ.เพื่อให้รู้ถึงปัญหา แต่เข้าใจว่าคงทราบปัญหาดีอยู่แล้ว โดยจะมีข้อเสนอแนวทางแก้ปัญหาหนึ่ง คือ แยกเงินเดือนบุคลากรในรพ.สธ.ออกจากงบเหมาจ่ายรายหัวกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทอง เพราะปัจจุบัน ร้อยละ60อของเงินเดือนจะอยู่ในงบฯนี้  ซึ่งส่วนนี้ป็นข้อเสนอจากรพ.เอง ทั้งนี้ การแยกเงินเดือนออกจากงบฯรายหัวจะทำให้เห็นภาพงบประมาณชัดขึ้น เช่น งบเหมาจ่ายรายหัว 3,000 บาท หากแยกเงินเดือนบุคลากรสธ.ออกไปแล้วจะเหลืองบฯในส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อดูแลรักษาประชาชนจริงๆเท่าไหร่ เพื่อที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดสรรงบประมาณจะได้เห็นภาพและเพิ่มเติมงบประมาณต่อไป

ยกตัวอย่าง สถานการณ์ใน 5 โรงพยาบาล ได้แก่ 1.รพ.นาหม่อม อ.นาหม่อม จ.สงขลา ขาดทุนปี 2557 จำนวน2.8 ล้านบาท ปี2558ขาดทุน 6 แสนบาท สาเหตุได้รับงบจัดสรรไม่เพียงพอเพราะประชากรในพื้นที่มีน้อย รายจ่ายบุคคลากรสูง รพ.ไม่ทราบตัวเลขแท้จริงที่สปสช.จัดสรรให้ ขอดูก็ไม่ได้ ข้อเสนอแนวทางในการแก้ไข คือ แยกเงินเดือนออกจากโครงการUHCจะทำให้การจัดสรรเงินของสปสช.ง่ายขึ้นสะดวกขึ้น รพ.ต่างๆสามารถรับรู้เงินที่จะได้รับจัดสรรแท้จริง รพ.ที่ขาดทุนจากประชากรน้อยแต่เจ้าหน้าที่มากจะได้รับเงินเพิ่มขึ้น เสนอให้จัดสรรเงินเหมาจ่ายรายหัวแบบขั้นบันได กองทุนย่อยเฉพาะโรคควรมีเท่าที่จำเป็นและมีน้อยที่สุด ใช้จ่ายเบิกข้ามกองทุนไปช่วยเหลือรพ.อื่นได้ เสนอให้มีการร่วมจ่ายเพิ่มจาก30เป็น50บาท การซื้อประกันสุขภาพล่วงหน้าเพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์พิเศษ(บัตรทองช่วยชาติ)

2.รพท.พังงา  ย้อนหลัง 14 ปีเงินบำรุงลดต่ำลงทุกปี เงินบำรุงคงเหลือ 2.35 ล้านบาทหนี้สินปัจจุบัน 72 ล้านบาท ค่าตอบแทนค้างจ่าย 12 เดือน จำนวน18.38 ล้านบาท สาเหตุเพราะจังหวัดเล็กแต่มีรพท. 2 แห่ง รพช.7แห่ง รพ.พท.เกาะ 10 แห่งและรพ.สต.ถึง 64 แห่ง ปี2559 ส่วนกลางต้องให้เงินช่วยเหลือถึง25 ล้านบาท มีวิกฤตการเงินระดับ 7 พัฒนางานไม่ได้ ค้างจ่ายค่าตอบแทน ค้างจ่ายเจ้าหนี้การค้า โครงสร้างเสื่อมโทรม บุคคลากรขาดขวัญกำลังใจ

3..รพ.สมเด็จพระยุพราช หล่มเก่า เป็นรพ.ระดับ 60 เตียงแต่บริการจริงมี 121 เตียงทำให้ต้นทุนการจัดบริการเพิ่มขึ้น ปี 2557 ขาดทุน 37.1 ล้านบาท ปี2558 ขาดทุน 26.4 ล้านบาท ปี2559 ขาดทุนในขณะนี้ 32.8 ล้านบาทมีแพทย์ประจำในปัจจุบัน 12 คน ปัญหาจากค่าใช้จ่ายบุคคลากรเป็นสาเหตุหลักประชากรสูงอายุมีมากถึงร้อยละ 23

4.รพ.อินทร์บุรี เป็นรพท.ขนาด 218เตียง แพทย์ประจำ 9 คนแพทย์ใช้ทุน 8 คน ปี2557ขาดทุน 34.5 ล้านบาท ปี2558 ขาดทุน 7.6 ล้านบาท สาเหตุเพราะประชากรน้อยเพียง39,700 คน ค่าใช้จ่ายสูง มีปัญหาการจัดทำข้อมูลเพื่อเรียกเก็บเงินจากกองทุนต่างๆและถูกหักเงินย้อนหลัง รพ.มีหนี้สะสมมาก ความสามารถในการชำระหนี้ได้น้อยกว่าการก่อหนี้ ผู้ประกอบการปฏิเสธการส่งสินค้าและบริการ ภาระค่าใช้จ่ายในการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ(แล็ป)ที่อื่นเพราะขาดเครื่องมือ  รวมถึง ขาดแพทย์เฉพาะทางจึงต้องตามจ่ายจากการส่งต่อผู้ป่วย สถานการณ์ย่ำแย่ลงเพราะผู้ป่วยที่ใช้สิทธิอื่นๆหรือที่จ่ายเงินเองถูกส่งไปที่อื่น ทำให้ขาดรายได้จากกลุ่มนี้และภาพลักษณ์ ความเชื่อถือลดลง  และ 5.รพ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ ประชากร 26,000 คน เป็นรพช. จำนวน 30 เตียง มีรพ.สต.6แห่ง ปี2557 กำไร 1,248,047 ล้านบาท ปี 2558 ขาดทุน 5,945,560 ล้านบาท สาเหตุจากนโยบายปรับเปลี่ยนลูกจ้างชั่วคราวเป็นพนักงานสธ.โดยมีการปรับอัตราค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น  การขยายอัตราค่าจ้างให้เทียบเท่าบัญชีเงินเดือนข้าราชการ บุคคลากรเจ็บป่วยเรื้อรังขาดอัตรากำลัง รพ.อยู่ในพื้นที่ประชากรน้อยจึงได้รับงบฯน้อย

 

เปิดตัว 7 มหา’ลัยเครือข่ายพันธมิตรเพื่อการวิจัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/238647

เครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยวิจัน, เปิดตัว, มหาลัย, เครือข่าย, พันธมิตร, เพื่อ, การวิจัย

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 18 ส.ค. 2559

เปิดตัว 7 มหา’ลัยเครือข่ายพันธมิตรเพื่อการวิจัย

มหาวิทยาลัย 7 แห่งแถลงเปิดตัวเป็นเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย พร้อมเดินหน้าวิจัย 6 กลุ่มคลัสเตอร์ ชี้ตอบโจทย์ไทยแลนด์ 4.0

เมื่อวันที่ 18 ส.ค.ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ มีการจัดงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2559 พร้อมกันนี้จัดให้มีการแถลงข่าวเปิดตัว เครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (Research University Network : RUN หรือ อาร์ยูเอ็น) โดย รศ.ดร.พีระพงศ์ ทีฆสกุล รองอธิการบดีฝ่ายระบบวิจัยและบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ) ในฐานะประธานเครือข่ายอาร์ยูเอ็น กล่าวว่า เครือข่ายอาร์ยูเอ็น เป็นการรวมตัวของ 7 มหาวิทยาลัย ได้แก่  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มอ เริ่มทำงานมาประมาณ 1 ปี วัตถุประสงค์หลัก คือ ต้องการให้แต่ละมหาวิทยาลัยร่วมกันทำงานวิจัยที่เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ เพราะงานวิจัยบางเรื่อง ไม่สามารถจะทำได้เพียงมหาวิทยาลัยเดียว ซึ่งทั้ง 7 มหาวิทยาลัยมีพร้อมทั้งทรัพยากรมนุษย์ วัสดุ อุปกรณ์ และเทคโนโลยี

สำหรับแนวทางการทำวิจัย แบ่งเป็น 6 กลุ่มคลัสเตอร์ ได้แก่ 1.กลุ่มวิจัยด้านอาหารและการเกษตร 2.กลุ่มวิจัยด้านพลังงาน 3.กลุ่มวิจัยด้านสภาวะอากาศ 4.กลุ่มวิจัยด้านวัสดุขั้นสูง ที่เน้นด้านอุตสาหกรรม 5.กลุ่มวิจัยด้านการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน 6.กลุ่มวิจัยด้านสุขภาพ และในปีนี้ทางเครือข่ายได้วางเป้าหมายที่จะเพิ่มอีก 2 กลุ่ม คือ เรื่องดิจิตอลและนวัตกรรมหุ่นยนต์ โดยงานวิจัยทั้งหมดนี้จะต้องตอบโจทย์ประเทศไทย 4.0 หรือ ไทยแลนด์ 4.0 ของประเทศด้วย

“7 มหาวิทยาลัยนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเครือข่ายเท่านั้น จริงๆ แล้ว เราไม่ได้จำกัดอยู่เพียง 7 มหาวิทยาลัยเท่านั้น เรายังมีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เข้ามาร่วมกัน ผมหวังว่าการทำงานในลักษณะความร่วมมือนี้จะเป็นตัวอย่าง และจะสามารถเปลีายนแปลงแนวคิดการทำงานของประเทศไทยที่เคยบอกว่า เราเก่งแต่การทำงานแบบเดียว ไม่สามารถทำงานเป็นทีมได้ นอกจากนี้เครือข่ายเรายังยึดหลักการทำงานว่า การทำงานด้วยกันต้องจริงใจต่อกัน ทำงานบนพื้นฐานความเท่าเทียมกัน และเน้นคุณภาพเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ”ประธานเครือข่ายอาร์ยูเอ็น กล่าว

 

ชวนชิมอาหารชาววังในเทศกาลกรุงเทพฯ:เมืองอาหารอร่อย 2-5 ก.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/238644

อาหารไทยหายาก, อาหารชาววัง, เทศกาลกรุงเทพ, ชวน, ชิม, อาหาร, ชาววัง, เทศกาล, กรุงเทพฯ, เมือง, อร่อย, 2-5, แสร้งว่า-ยำทวาย, ปักธง, กรุงเทพฯเมืองอาหารอร่อย, อาหารไทย
อาหารไทยหายาก, อาหารชาววัง, เทศกาลกรุงเทพ, ชวน, ชิม, อาหาร, ชาววัง, เทศกาล, กรุงเทพฯ, เมือง, อร่อย, 2-5, แสร้งว่า-ยำทวาย, ปักธง, กรุงเทพฯเมืองอาหารอร่อย, อาหารไทย
อาหารไทยหายาก, อาหารชาววัง, เทศกาลกรุงเทพ, ชวน, ชิม, อาหาร, ชาววัง, เทศกาล, กรุงเทพฯ, เมือง, อร่อย, 2-5, แสร้งว่า-ยำทวาย, ปักธง, กรุงเทพฯเมืองอาหารอร่อย, อาหารไทย

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 18 ส.ค. 2559

ชวนชิมอาหารชาววังในเทศกาลกรุงเทพฯ:เมืองอาหารอร่อย 2-5 ก.ย.

วธ.จับมือกทม.จัดเทศกาล“กรุงเทพฯ:เมืองอาหารอร่อย 2-5 ก.ย.นี้ ระดมอาหารชาววัง อาหารไทยหาชิมยาก “แสร้งว่า-ยำทวาย”มาให้ชิม คัด 500 ร้านอาหารเลิศ“ปักธง”ในแฟนเพจ

หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 18 ส.ค.นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม เป็นประธานแถลงข่าวเทศกาล “กรุงเทพฯ:เมืองอาหารอร่อย” เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ ว่า  เพื่อตอกย้ำความเป็นกรุงเทพเมืองอาหารอร่อย กระทรวงวัฒนธรรมโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม(สวธ.) ร่วมกับกรุงเทพฯ จัดเทศกาลดังกล่าวขึ้น ระหว่างวันที่ 2-5 ก.ย.นี้ ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อให้คนไทยได้ตระหนัก และร่วมกันอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมด้านอาหารไทย และเผยแพร่ให้แพร่หลายในกลุ่มนักท่องเที่ยวมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจรวมถึงให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมในอาหารประจำชาติของแต่ละชาติทั่วโลกด้วย

นายวีระ กล่าวอีกว่า ภายในงานประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ กิจกรรมนิทรรศการและการแสดง กิจกรรมการสาธิตอาหารและออกร้านอาหารอร่อย และกิจกรรมปักหมุดร้านอาหารที่ร่วมโครงการ โดยในส่วนของนิทรรศการจะมี โซนอาหารไทยราชสำนัก สาธิตสำหรับอาหารชาววังทั้งคาวและหวาน โซน อาหารที่ได้ขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ อาทิ ส้มตำ ข้าวยำ ขนมเบื้อง กระยาสารท ผัดไทย และโซนอาหารหารับประทานได้ยากใกล้สูญหาย อาทิ ม้าฮ่อ แสร้งว่า หมู่โสร่ง ยำทวาย ขนมดอกดิน

นอกจากนี้ ยังมีการนำร้านอาหารดังในกทมผลมาออกร้าน ในโซนอาหาร 10 อย่างยอดนิยมที่ต้องชิมในกรุงเทพฯ อาทิ ข้าวมันไก่ประตูน้ำ ตำซั่วแซบวัน เย็นตาโฟวัดแขก เป็นต้น โซน อาหารอร่อยริมทางกว่า 40 ร้านจากย่านตลาดพลู บางรัก วังหลัง และโซน อาหารนานาชาติ ทั้งอาเซียนและยุโรป รวมถึงมีการคัดร้านอาหารอร่อยในกทม. จำนวน 500  ร้านมาเข้ากิจกรรมปักหมุด  โดยคัดเลือกผู้ประกอบการทั่วกรุงเทพฯ 500 ร้าน ติดธงสัญลักษณ์ กรุงเทพฯ:เมืองอาหารอร่อย ร่วมจัดโปรโมชั่นส่วนลดราคาเพื่อส่งเสริมการขายตลอดเดือนกันยายนด้วย อย่างไรก็ตามวธ.ยังมีแนวคิดร่วมมือกับสถาบันสอนทำอาหารในการเปิดหลักสูตรเรียนอาหารใกล้สูญหาย เพื่อให้เกิดการสืบทอดและให้คงอยู่คู่สังคมไทยต่อไป

“อาหารไทย”นับเป็นมรดกภูมิปัญญาของประเทศ ที่ชาวต่างชาติให้การยอมรับในรสชาติความอร่อย จัดอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก และยังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเมื่อปี 2558 องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโกได้ประกาศให้เมืองภูเก็ตเป็น 1 ในเครือข่ายเมืองแห่งการสร้างสรรค์ด้านอาหาร และจากการจัดอันดับของสมาชิกเว็บไซต์เวอร์ชวลทัวริสต์ที่มีสมาชิก 1.2 ล้านคน จาก 220 ประเทศทั่วโลก ได้จัดอันดับให้กรุงเทพฯ เป็นมหานครอันดับ1ที่มีอาหารริมทางที่ดีที่สุดของโลก ดังนั้นเทศกาลครั้งนี้จึงถือเป็นการประกาศและตอกย้ำว่าอาหารไทยเป็นที่ประจักษ์ในระดับเวทีโลกอย่างแท้จริง ” รมว.วัฒนธรรม กล่าว

 

เปิดประสบการณ์หักดิบเลิกเหล้า จิตแพทย์ยันไม่ทำให้ตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/238599


พักตับ, หักดิบ, เลิกเหล้า, เปิด, ประสบการณ์, หัก, ดิบ, เลิก, เหล้า, จิตแพทย์, ยัน, ไม่, ทำให้, ตาย, ไขความจริง พักตับหักดิบลงแดง


พักตับ, หักดิบ, เลิกเหล้า, เปิด, ประสบการณ์, หัก, ดิบ, เลิก, เหล้า, จิตแพทย์, ยัน, ไม่, ทำให้, ตาย, ไขความจริง พักตับหักดิบลงแดง

พักตับ, หักดิบ, เลิกเหล้า, เปิด, ประสบการณ์, หัก, ดิบ, เลิก, เหล้า, จิตแพทย์, ยัน, ไม่, ทำให้, ตาย, ไขความจริง พักตับหักดิบลงแดง
พักตับ, หักดิบ, เลิกเหล้า, เปิด, ประสบการณ์, หัก, ดิบ, เลิก, เหล้า, จิตแพทย์, ยัน, ไม่, ทำให้, ตาย, ไขความจริง พักตับหักดิบลงแดง

การศึกษา-สาธารณสุข  : 18 ส.ค. 2559

เปิดประสบการณ์หักดิบเลิกเหล้า จิตแพทย์ยันไม่ทำให้ตาย

เปิดประสบการณ์หักดิบเลิกเหล้าจนสำเร็จ จิตแพทย์ยันหักดิบเลิกเหล้าไม่ทำให้ตาย เว้นมีอาการถอนรุนแรง พบได้ 5% แนะหากหยุดดื่มต้องพบแพทย์

        เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ ในงานเสวนา “ไขความจริง : พักตับ…หักดิบ…ลงแดง” จัดโดยสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ร่วมกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ศูนย์ปรึกษาปัญหาสุรา และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยนายดำรงค์  เภตรา  อายุ 71 ปี  ชาวชุมชนสวนอ้อย  เขตคลองเตย  ผู้ที่เคยหักดิบเลิกสุรา  กล่าวว่า  ดื่มเหล้ามาตั้งแต่หนุ่ม จนเมื่อแก่ตัวมีปัญหาสุขภาพ เงินไม่เหลือเก็บ มีปัญหาการใช้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นประจำ ที่สำคัญ สำนึกผิดที่เป็นตัวอย่างไม่ดี ทำให้ลูกเกเรดื่มเหล้าติดยา เพราะตัวเองไม่ใส่ใจดูแลครอบครัว เคยพยายามเลิกดื่มสุรามาแล้วหลายครั้ง แต่เลิกไม่ได้ จึงตัดสินใจใช้วิธีหักดิบหยุดดื่มสุรา และตั้งใจเลิกดื่มตลอดชีวิตโดยใช้ช่วงเข้าพรรษาเป็นจุดเริ่มต้น

         “ช่วงเลิกดื่มแรกๆ รู้สึกทรมานมาก ปวดหัว หงุดหงิด โมโหง่ายเห็นอะไรขวางหูขวางตาไปหมด  นอนไม่หลับ เป็นอาการของคนลงแดง พยายามดื่มน้ำเปล่าแทนเหล้า ไม่คลุกคลีกับคนที่ชวนดื่ม หันมาดื่มน้ำสมุนไพรมากขึ้น จนผ่านมาได้ ปัจจุบันเลิกเหล้าได้ 7 ปีแล้ว มีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น หันมาเป็นนักรณรงค์ทำงานเพื่อสังคม” นายดำรงกล่าว

นายดำรง บอกด้วยว่า สิ่งสำคัญในการเลิกเหล้า คือ จิตใจต้องตั้งมั่น ต้องเชื่อว่าเราทำได้ และคนรอบต้องให้กำลังใจเราด้วย ทั้งนี้ จากประสบการณ์ยืนยันได้เลยว่า คนที่หักดิบเลิกดื่มเหล้าแล้วเสียชีวิตไม่ได้มาจากหยุดดื่ม แต่เพราะปัญหาสุขภาพมีโรคประจำตัวอื่นมากกว่า

พ.อ.นพ.พิชัย แสงชาญชัย จิตแพทย์ กองจิตเวชและประสาทวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า  บอกว่า การหยุดดื่มเหล้าไม่ได้ทำให้เสียชีวิต แต่เกิดจากโรคแทรกซ้อนที่เป็นอยู่ คนที่ติดสุราดื่มทุกวัน หากไม่ดื่มแล้วจะมีอาการถอน ร่างกายมักจะมีปัญหาโรคแทรกซ้อนมาก อัตราการเสียชีวิตของคนกลุ่มนี้จึงสูงไม่ว่าจะหยุดดื่มหรือไม่ก็ตาม แต่หากลดละเลิกได้ อัตราการตายของคนกลุ่มนี้จะลดลง

จิตแพทย์ รพ.พระมงกฎเกล้า กล่าวอีกว่า ปัญหาคืออาการที่สมองติดสุรานั้นเมื่อหยุดดื่มจะเกิดอาการถอนสุรา ส่วนใหญ่จะเป็นอาการถอนไม่รุนแรง เกิดขึ้นในช่วง 3-5 วันแรก อาการเป็นสูงสุดในวันที่ 2 คือมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ใจสั่น เหงื่อแตก เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ เป็นต้น แต่จะมีอยู่ประมาณ 5% ที่เกิดอาการถอนรุนแรง คือ มีอาการคลื่นไส้อาเจียนรุนแรง ชัก สมองสับสน มีอาการทางจิตแทรก เช่น หูแว่ว ประสาทหลอน เพ้อคลั่ง เป็นต้น ถือเป็นอาการฉุกเฉินที่ต้องไปพบแพทย์ทันที เพราะมีโอกาสเสียชีวิตได้ เช่น ชักรุนแรง สมองขาดออกซิเจนจนเสียชีวิต หรือสมองสับสนทำร้ายร่างกายตนเองและคนอื่น เป็นต้น

“กรณีผู้ป่วยเมาสุราแล้วเกิดอาการคลุ้มคลั่งเอาผ้ารัดคอหมอในโรงพยาบาล ก็ถือว่าเข้าข่ายอาการถอนรุนแรง มีอาการทางจิตแทรก หูแว่ว ประสาทหลอน การรักษาแพทย์จะให้ยา กลุ่มเบนโซไดอาซีแปม (benzodiazepine) เพื่อบรรเทาอาการถอนสุรา ป้องกันอาการชักและสมองสับสน เมื่ออาการคงที่ แพทย์จะลดปริมาณยาลงจนหมดไป รวมระยะเวลาในการรักษาประมาณ 7-10 วัน” พ.อ.นพ.พิชัย กล่าว

พ.อ.นพ. พิชัย กล่าวด้วยว่า การสังเกตว่าหยุดดื่มเหล้าแล้วจะมีอาการถอนรุนแรง ทางการแพทย์จะดูจากปัจจัยเสี่ยง คือ 1.ดื่มหนักดื่มนาน เทียบได้กับการดื่มเหล้าเกิน 1 แบนต่อวัน หรือเบียร์ 5 ขวดต่อวัน เป็นเวลา 5 ปีขึ้นไป 2.มีโรคแทรกซ้อน เช่น โรคหัวใจ โรคตับ เบาหวาน หลอดเลือดในสมอง ขาดสารอาหาร 3.เคยหยุดดื่มมาก่อนแล้วมีอาการชัก สับสน การหยุดดื่มครั้งต่อมาโอกาสถอนรุนแรงจะเกิดขึ้นได้มากและมากขึ้นเรื่อยๆ 4.ติดสารเสพติดหลายอย่าง และ 5.ผู้สูงอายุ เพราะเป็นผู้ที่ดื่มมานาน และมีโรคแทรกอยู่มาก หากหยุดดื่มก็มีความเสี่ยงมากกว่า ดังนั้น คนทั่วไปสามารถหักดิบเลิกเหล้าได้เลย ไม่เป็นอันตราย เว้นแต่ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงถอนสุรารุนแรงดังกล่าวหากจะเลิกดื่มจึงควรเข้ารับคำปรึกษาในการเลิกสุราจากแพทย์ก่อน

คนติดสุราเป็นเวลานานจะทำให้เกิดอาการสมองฝ่อด้วย เมื่อถูกกระทบกระเทือน แม้จะไม่รุนแรงเส้นเลือดในสมองก็มีโอกาสฉีกขาดง่ายกว่าคนทั่วไป และคนติดสุราเลือดมักจะค่อยๆ ออก และมีเกร็ดเลือดต่ำ ทำให้เลือดแข็งตัวช้า ทำให้เกิดอาการเลือดคั่งในสมองได้ ทั้งนี้ ศูนย์ปรึกษาปัญหาสุรา หรือ 1413 สายด่วนเลิกเหล้าเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเพิ่มการเข้าถึงบริการเลิกเหล้า ซึ่งจากสถิติการให้บริการพบว่า 60% ที่โทรเข้ามาเป็นญาติ อีก 40% เป็นผู้ที่ดื่มสุรา ซึ่งแต่ละปีจะมีการโทร.ปรึกษามากกว่าหมื่นสาย ยิ่งช่วงเข้าพรรษาจะเพิ่มมากขึ้นเป็น 2 เท่า

“ขอฝากไปยังผู้ที่ตั้งใจงดดื่มและอยากงดต่อเนื่องหลังออกพรรษาจะส่งผลดีต่อสุขภาพกายใจแน่นอน นอกจากนี้ ภาครัฐควรมีการรณรงค์สร้างความตระหนัก ให้ความรู้เกี่ยวกับโทษพิษภัยของสุรากับประชาชนอย่างต่อเนื่อง มีการคัดกรองผู้ที่ติดสุรา เพื่อจูงใจผู้ดื่มหนักให้ปรับเปลี่ยน และนำผู้ติดสุราเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา รวมถึงพัฒนาขีดความสามารถต่อยอดการรักษาอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”พ.อ.นพ.พิชัยกล่าว

 

เปิดตัวe-Bookด้านสุขภาพลดเข้าใจผิดแชร์มั่ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/238513

เปิดตัว, eBook, ด้าน, สุขภาพ, เข้าใจผิด, แชร์, มั่ว, กินตาม Social Media, ไขข้อข้องใจด้านอาหารและโภชนาการ

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 17 ส.ค. 2559

เปิดตัวe-Bookด้านสุขภาพลดเข้าใจผิดแชร์มั่ว

สมาคมโภชนาการฯ –กรมอนามัย-สสส. จัดประชุมวิชาการโภชนาการเชิงรุกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เปิดตัว e-Book และอินโฟกราฟฟิค ลดความเข้าใจผิดแชร์ข้อมูลมั่ว

            วันที่ 17 ส.ค. ที่ห้องประชุมสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยฯ แถลงข่าวเรื่อง “กินตาม Social Media” และการประชุมวิชาการโภชนาการ ครั้งที่ 10 “เรื่อง โภชนาการเชิงรุก เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 18 – 20 ตุลาคม 2559 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการประชุม ในวันที่ 18 ตุลาคม 2559 ซึ่งจัดโดยสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย

ศ.เกียรติคุณ พญ.จุฬาภรณ์ รุ่งพิสุทธิพงษ์ นายกสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  กล่าวว่า การจัดประชุมวิชาการโภชนาการฯ จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 10 เพื่อเป็นเวทีให้นักวิชาการด้านอาหารและโภชนาการตลอดจนผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้านอาหารและโภชนาการของประเทศในมุมมองต่างๆ เพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้ด้านอาหารและโภชนาการที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน และสร้างความตระหนักถึงปัญหาในอนาคตและร่วมหาแนวทางในการพัฒนาต่อไป

สำหรับเนื้อหาในการประชุมมุ่งหวังให้เกิดการวางแผนในเชิงรุกโดยเริ่มตั้งแต่การเข้าใจสถานการณ์การบริโภคและสุขภาพคนไทย มีหัวข้อการประชุมที่น่าสนใจมากมายจากวิทยากรทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เช่น การบรรยายเรื่อง Global Action Plan for the Prevention and Control of NCDs จาก WHO และ Nutrition and Healthcare Management for Aging and Longevity: Japan Model จากวิทยากรชาวญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีการเสวนาเรื่อง ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการจัดการธุรกิจอาหารเพื่อโภชนาการของคนไทย, แนวโน้มสถานการณ์ด้านอาหารและโภชนาการของประเทศไทย, การส่งเสริมสุขภาพและการป้องกัน NCDs ในประเทศไทย, ขับเคลื่อนเชิงรุก สร้างสุขผู้สูงวัยไทย, Healthy diet, Fact or Fake Check ก่อน Share, App 60 days best of me ลดพุงลดโรคใน ๖๐ วัน เป็นต้น อีกทั้งยังมีการนำเสนอผลงานแบบปากเปล่า (Oral presentation) และแบบโปสเตอร์ (Poster presentation) รวมกว่า 70 เรื่อง สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมประชุม สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง http://www.tcn-conference.com/ หรือสอบถามได้ที่เบอร์ 081-7018345 และ Email: tcn.conference@gmail.com

พญ.นภาพรรณ วิริยะอุตสาหกุล ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สมาคมโภชนาการฯ ร่วมกับกรมอนามัยได้จัดพิมพ์เป็นหนังสืออิเลคทรอนิคส์ หรือ eBook โดยใช้ชื่อว่า “ไขข้อข้องใจด้านอาหารและโภชนาการ” โดยพิจารณาหาข้อเท็จจริงทางวิชาการเพื่อนำไปเผยแพร่ให้ประชาชน สำหรับเนื้อหาประกอบไปด้วยประเด็นที่มีการส่งต่อกันในโลกออนไลน์บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดจากความเข้าใจผิด หรือเป็นข้อมูลที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาอ้างอิง บางข้อมูลส่งต่อแล้วทำให้เกิดการปฏิบัติที่อาจส่งผลเสียต่อร่างกายในระยาวได้ อาทิ

การแนะนำให้กินไข่ดิบ แต่ในความเป็นจริงแล้วไข่ดิบปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์มากอาจทำให้ท้องเสียได้ ย่อยยาก อีกทั้งมีโปรตีนที่จะไปจับวิตามินบางตัวในร่างกายทำให้ไม่สามารถดูดซึมวิตามินไปใช้ได้ อีกทั้งการสนับสนุนให้กินไข่ขาวเพราะมีโปรตีนมากจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อซึ่งประเด็นนี้ก็ไม่เป็นความจริงทั้งหมด เพราะกล้ามเนื้อร่างกายจะเพิ่มขึ้นได้นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ อีกหลายอย่าง ทั้งเรื่องคุณค่าอาหาร และการออกกำลังกาย เป็นต้น

สำหรับประเด็นการส่งเสริมให้กินน้ำผลไม้แยกกาก แต่จากผลงานวิจัยแล้วการกินผลไม้ทั้งลูกมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าแน่นอน เพราะมีใยอาหารช่วยในการขับถ่าย ลดคอเลสเตอรอล มีวิตามิน และสารต้านอนุมูลอิรสระ อีกทั้งการกินน้ำผลไม้แยกกากยังอาจทำให้ร่ายการได้รับปริมาณน้ำตาลมากเกินไปอีกด้วย

ส่วนการสนับสนุนให้กินน้ำมันมะพร้าวมากกว่าน้ำมันประเภทอื่น แต่ในความเป็นจริงแล้ว น้ำมันมะพร้าวไม่มีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย และมีไขมันอิ่มตัวสูง การบริโภคมากเกินไปจะส่งผลต่อร่างกายในระยะยาว เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้เช่นกัน

ส่วนประเด็นการส่งต่อที่ร้อนแรงที่สุด คงหนีไม่พ้นเรื่องการส่งเสริมให้กินทุเรียนเพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งจริงๆ แล้วไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนกับข้ออ้างนี้ เพราะทุเรียนเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูง ทุเรียน 1 เม็ดให้พลังงานถึง 130 กิโลแคลอรี การกินทุเรียนครั้งละ 4-6 เม็ด จะเทียบเท่ากับกินข้าวมันไก่ 2 จาน (หรือการกินอาหาร 2 มื้อเลยทีเดียว)

นอกจากนี้ eBook จะไขข้อข้องใจในประเด็นที่มีการส่งต่อกันแล้ว ยังมีเนื้อหาแนะนำการบริโภคและดูและสุขภาพที่ถูกต้องเพื่อเสริมสร้างสุขภาพอนามัยที่ดี เช่น แนะนำปริมาณการกินข้าวและแป้งให้พอดี เหมาะสมในแต่ละวัยโดยไม่อ้วน และได้รับพลังานเพียงพอ การแนะนำการกินผลไม้ที่ถูกต้อง ซึ่งไม่จำเป็นต้องกินเฉพาะตอนเช้าเสมอไป สามารถกินได้ทั้งวันๆ ละ 3-5 ส่วน

รวมทั้งแนะนำปริมาณการกินไข่ให้เหมาะสมในแต่ละวัย เช่น เด็ก 1-5 ปี วัยรุ่น ผู้ใหญ่วัยทำงาน และผู้สูงอายุ ควรกินวันละ 1 ฟอง ส่วนผู้ป่วนเบาหวาน ไขมันในเลือกสูง ความดันสูงไม่ควรกินเกิน 3 ฟอง/สัปดาห์

ผู้สนใจสามารถเข้าไปติดตามเนื้อหาใน eBook ได้ทาง http://www.ebooks.in.th/anamaibook/ และนอกจากได้จัดพิมพ์ eBook แล้ว สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยและกรมอนามัย ยังได้จัดทำอินโฟกราฟฟิค สรุปเนื้อหาเผยแพร่ทางสื่อโซเซียล เพื่อให้ประชาชนได้รับข่าวสารอีกทางหนึ่งด้วย ด้วยหวังว่า ทั้ง eBook และอินโฟกราฟฟิค จะเป็นคำตอบด้านอาหารและโภชนาการ เพื่อให้ผู้อ่านนำไปใช้ประโยชน์และเผยแพร่ความรู้ด้านอาหารและโภชนาการนี้ต่อญาติพี่น้องและเครือข่ายต่อไป ซึ่งจะนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและนำไปสู่การบริโภคอาหารให้มีโภชนาการและสุขภาพที่ดี

 

อุบลราชธานีรับน้องสร้างสรรค์ลงแขกดำนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/238490

การศึกษา-สาธารณสุข  : 17 ส.ค. 2559

อุบลราชธานีรับน้องสร้างสรรค์ลงแขกดำนา

อุบลราชธานีรับน้องสร้างสรรค์ลงแขกดำนา

          17ส.ค.2559 มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดย สโมสรนักศึกษา คณะเกษตรศาสตร์ ไอเดียผุดรับน้องแนวใหม่ แบบสร้างสรรค์เชิงเกษตร “มือเรียวรอเกี่ยวรวง” รากฐานของมนุษย์และสิ่งมีชีวิต คือเกษตรกรรมและธรรมชาติ โดยชวนน้องใหม่ดำนา สืบสานอนุรักษ์ประเพณีลงแขกดำนา เรียนรู้วิถีชีวิตเชิดชูอาชีพเกษตรกร ยกเป็นหนึ่งครัวของโลก โดยมีรุ่นพี่-รุ่นน้องกว่า600คน ร่วมลงแขกดำนา บนพื้นที่8ไร่ บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน และประทับใจ ณ แปลงฝึกทดลอง คณะเกษตรศาสตร์ ม.อุบลฯในส่วนพันธุ์ข้าวที่ปลูก ข้าวพันธุ์ที่ปลูกเป็นพันธุ์ขาวดอกมะลิ105เป็นข้าวเจ้า ที่ปลูกบนพื้นที่8ไร่ ระหว่างปักดำก็มีการพูดคุยหยอกล้อกัน ร้องเพลงสนุกสนาน และมีการนำป้ายรณรงค์ต่างๆปลูกจิตสำนึกที่ดีแก่น้องใหม่ด้วย

ปิดท้ายด้วยกิจกรรมสนุกสนานร่วมกันคือการแข่งขันดำนา ระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้อง บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักสนุกสนาน ซึ่งภายหลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมการลงแขกดำนา “มือเรียวรอเกี่ยวรวง” รุ่นพี่และรุ่นน้องก็มานั่งวงล้อมรับประทานอาหารร่วมกัน อีกหนึ่งบรรยากาศที่อบอุ่น เปรียบเสมือนว่าเราคือครอบครัวเดียวกันแล้ว”กันเกรา ช่อที่29ม.อุบลฯ”

นายวีระพล โพธิปัตย์ นายกสโมสรนักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์ กล่าวนับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมในการรับน้องแบบสร้างสรรค์ ที่สนองนโยบาย และมาตรการที่ สกอ.ได้อย่างชัดเจน ซึ่งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้กำหนดรูปแบบของการรับน้องอย่างชัดเจน เน้นสร้างสรรค์ อบอุ่น และประทับใจสร้างความภาคภูมิใจในคณะและสถาบัน นำไปสู่การเป็นบัณฑิตที่ดีแก่สังคม ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่ทีมาแล้วกว่า25รุ่น

 

ตัดสิทธิสอบครูพัฒนาท้องถิ่นเกือบ 1 หมื่นคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/238482

ตัดสิทธิ, ครูพัฒนาท้องถิ่น, ตัด, สิทธิ, สอบ, ครู, พัฒนา, ท้องถิ่น, เกือบ, หมื่น, หมื่นคน

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 17 ส.ค. 2559

ตัดสิทธิสอบครูพัฒนาท้องถิ่นเกือบ 1 หมื่นคน

สกอ.ตรวจสอบคุณสมบัติสมัครสอบทุนครูพัฒนาท้องถิ่น ถูกตัดสิทธิ์เกือบ 1 หมื่นคน จากผู้สมัครเกือบ 3.9 หมื่นคน คาดเด็กสนใจสมัครจนลิมตรวจสอบคุณสมบัติ

น.ส.อาภรณ์ แก่นวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) ได้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้ที่จะเข้าสอบคัดเลือกโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ปี 2559 เสร็จเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่า จากผู้สมัครทั้งสิ้น จำนวน 39,400 คน ผู้มีสิทธิ์เข้าสอบ 30,174 คน ไม่มีสิทธิ์เข้าสอบ 9,226 คน สาเหตุเนื่องจากขาดคุณสมบัติ ดังนี้ ส่งเอกสารไม่ครบตามที่กำหนด จำนวน 7,609 คน จบการศึกษาไม่ตรงกับสาขาที่ประกาศรับสมัคร จำนวน 1,439 คน  ส่งเอกสารการสมัครเกินระยะเวลาที่กำหนด จำนวน105 คน ผลการเรียนไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 72  คน และเป็นพระภิกษุ 1 รูป ซึ่งหากผู้สมัครที่มีข้อสงสัยเรื่องรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบสามารถติดต่อได้ที่ สกอ. หรือสอบถามเพิ่มเติมโทร. 0-2610-5348, 0-2610-5358-9 และ0-2610-5369

ทั้งนี้ การตรวจสอบคุณสมบัติรวมทั้งเงื่อนไขในการสมัคร การประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบและไม่มีสิทธิ์สอบ  สกอ. ตรวจสอบตามเอกสารและข้อเท็จจริงที่ผู้สมัครได้ยื่นและรับรองตนเองในใบสมัคร ดังนั้น หากปรากฎภายหลังว่าผู้สมัครรายใดมีคุณสมบัติและไม่ดำเนินการตาม ประกาศรับสมัคร จะถือว่าไม่มีสิทธิสอบ และไม่มีสิทธิ์ในการบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการครูและบุคลการทางการศึกษา

เลขาธิการ กกอ.กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีคุณวุฒิหรือสาขาวิชาที่ผู้สมัครนำมาสมัครยังไม่ชัดเจนว่าคณะกรรมการข้า ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) ให้การรับรองหรือไม่ และตรงกับสาขาวิชา/แขนง วิชาตามที่ประกาศรับสมัครหรือไม่ หรืออยู่ระหว่างการหารือเกี่ยวกับคุณวุฒิให้ผู้สมัครเข้าสอบไปก่อน โดยมีเงื่อนไข หากพบภายหลังคุณวุฒิหรือสาขา/วิชาที่นำมาสมัคร ก.ค.ศ. ยัง ไม่ได้รับรองก่อนเปิดรับสมัคร หรือมีคุณวุฒิและหรือวิชาไม่เป็นไปตามประกาศการรับสมัคร ให้ถือว่าผู้สมัครรายนั้นขาดคุณสมบัติในการเข้าร่วมโครงการทันที

“สาเหตุที่จำนวนผู้ขาดคุณสมบัติมีจำนวนมากเกือบหมื่นคน น่าจะมาจากเด็กอยากเข้าโครงการมาก เพราะถ้าสอบได้จะมีงานทำทันที โดยไม่ได้มีการตรวจสอบคุณสมบัติให้ชัดเจน ขณะที่สกอ.มี การกำหนดคุณสมบัติหลายข้อ เพื่อต้องการคัดเลือกคนดี คนเก่ง มาเป็นครูจริง ๆ ขอฝากผู้สมัครทุกคนอย่าตรวจสอบข้อมูลการสมัครทางเวบไซต์อื่น ๆ เพราะอาจจะเกิดข้อผิดพลาด และทำให้เสียสิทธิ์การสอบ ย้ำขอให้ตรวจสอบข้อมูลที่ เวบไซต์ สทศ.www.niets.or.th/protbyohec/ หรือสกอ. www.mua.go.th เท่านั้น” น.ส.อาภรณ์ กล่าว