ฉลองยิ่งใหญ่ 150 ปีชาตกาล “ม.ร.ว.เปีย มาลากุล”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/234610

ม.ร.ว.เปีย มาลากุล, เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราบดี, บุคคลสำคัญของโลก, 150 ปีชาตกาล, ฉลอง, ยิ่งใหญ่, 150, ชาต, กาล, มรว, เปีย, มาลากุล, ฉลองยิ่งใหญ่, ปีชาตกาล, มรวเปีย, มรวเปีย มาลากุล

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 21 ก.ค. 2559

ฉลองยิ่งใหญ่ 150 ปีชาตกาล “ม.ร.ว.เปีย มาลากุล”

สภาการศึกษา เตรียมจัดกิจกรรมฉลอง150 ปีชาตกาล ในปี 2560 เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี “ม.ร.ว.เปีย มาลากุล” รำลึกถึงคุณูปการต่อการศึกษาไทย

เมื่อวันที่ 21 ก.ค. ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการ สกศ. ในฐานะกรรมการอำนวยการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองวาระ 150 ปี ชาตกาล เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี หรือ ม.ร.ว.เปีย มาลากุล พร้อมด้วย ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ประธานกรรมการฝ่ายวิชาการ ฯ ร่วมแถลงข่าวการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลอง 150 ปี เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราบดี หรือ ม.ร.ว.เปีย มาลากุล บุคคลสำคัญของโลก อดีตองคมนตรีและเสนาบดีกระทรวงธรรมการ ในฐานะบุคคลสำคัญของโลก พ.ศ.2559-2560 ตามมติในการประชุมสมัยสามัญ องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ครั้งที่ 38 เมื่อปี2558 และในโอกาส พ.ศ. 2560เป็นวาระครบ 150 ปี ชาตกาล

โดย ดร.กมล กล่าวว่า รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ได้ระลึกถึงคุณูปการที่เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดีบำเพ็ญเป็นหิตานุหิต ต่อวงการการศึกษาไทย เช่น การร่างโครงแผนการศึกษาในกรุงสยามพ.ศ. 2441 การ บุกเบิกการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษา และการกล่อมเกลาเยาวชนให้รู้สำนึกในหน้าที่พลเมือง ฯลฯ ทั้งนี้ สกศ. ในฐานะองค์กรที่เสนอชื่อบุคคลสำคัญเข้ารับการพิจารณาคัดเลือก ได้กำหนดจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองบุคคลสำคัญของโลกท่านนี้ ในระหว่างปี 2559 – 2560 ด้วยรำลึกถึงคุณูปการและเพื่อเชิดชูเกียรติคุณเจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี ที่มีต่อวงการศึกษาไทยให้เป็นที่รู้จักต่อไป

เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี เป็นกำลังสำคัญในการวางรากฐานการศึกษาไทยสมัยใหม่ ในยุคเริ่มต้นท่านได้สนองพระราชภาระในการจัดการศึกษาสมัยใหม่ในสยาม ด้วยการกระจายการศึกษาสู่หัวเมืองต่าง ๆ ให้ทวยราษฎร์ได้มีการศึกษาถ้วนหน้าเสมอกัน พร้อมทั้งจัดให้มีหลักสูตรและแผนการศึกษาเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ ท่านยังนิพนธ์หนังสือที่ใช้เป็นแบบเรียนเพื่อปลูกฝังความมีระเบียบวินัยของ คนในชาติ เช่น แบบเรียน จรรยาสมบัติของผู้ดี พลเมืองดี ทั้งยังนิพนธ์คำร้องเพลงสามัคคีชุมนุม ซึ่งนำทำนองของเพลง Auld Lang Syne มาแต่งคำร้องภาษาไทยได้อย่างไพเราะเหมาะสม เป็นต้น สำหรับการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลอง 150 ปี เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี ประกอบด้วย การประกวดตราสัญลักษณ์และการจัดทำดวงตราไปรษณียากร และรวบรวมประวัติเพื่อเผยแพร่การปาฐกถาพิเศษ ชุด “การศึกษาคือรากแก้วแห่งแผ่นดิน” (Education as Root of the Nation) โดย ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อเผยแพร่ประวัติ จริยวัตรที่ดีงาม ตลอดจนหลักคิดและแนวทางที่เจ้าพระยาพระเสด็จฯ ได้มอบไว้ในการจัดการศึกษาไทย

ด้าน ศ.พิเศษ ธงทอง กล่าวว่า ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ศธ. ได้จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองบุคคลสำคัญที่ได้รับการยกย่องในระดับโลก เพื่อให้คนไทยได้ตระหนักรู้ถึงความสำคัญของวงการศึกษา ซึ่งปูรากฐานมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 อันเป็นแบบอย่างที่ดีควรค่าแก่การศึกษา เพื่อประโยชน์ในการจัดการศึกษาของไทยในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งเรื่องราวของท่านควรค่าแก่การให้คนไทยทุกคนได้เรียนรู้ โดยตนได้หารือร่วมกับ สกศ.ด้วยว่าควรจะจัดทำข้อมูลเผยแพร่ทางโซเชียลมิเดียแจกไปยังโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อให้ครูนำความรู้ไปเผยแร่ต่อให้นักเรียนได้ศึกษาต่อไป

 

รามาฯสร้าง”แบบประเมินความเสี่ยงโรคไต” รู้ล่วงหน้าถึง10ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/234556

รพ.รามาธิบดี, แอพ, สมาร์ทโฟน, โรคไต, สร้าง, แบบ, ประเมิน, ความเสี่ยง, โรค, รู้, ล่วงหน้า, ถึง, รู้ล่วงหน้าถึง10ปี, แบบประเมินความเสี่ยงโรคไต, แบบประเมินความเสี่ยงโรคไตในคนไทย, การประเมินความเสี่ยงต่อโรคไตในคนไทย
รพ.รามาธิบดี, แอพ, สมาร์ทโฟน, โรคไต, สร้าง, แบบ, ประเมิน, ความเสี่ยง, โรค, รู้, ล่วงหน้า, ถึง, รู้ล่วงหน้าถึง10ปี, แบบประเมินความเสี่ยงโรคไต, แบบประเมินความเสี่ยงโรคไตในคนไทย, การประเมินความเสี่ยงต่อโรคไตในคนไทย
รพ.รามาธิบดี, แอพ, สมาร์ทโฟน, โรคไต, สร้าง, แบบ, ประเมิน, ความเสี่ยง, โรค, รู้, ล่วงหน้า, ถึง, รู้ล่วงหน้าถึง10ปี, แบบประเมินความเสี่ยงโรคไต, แบบประเมินความเสี่ยงโรคไตในคนไทย, การประเมินความเสี่ยงต่อโรคไตในคนไทย
รพ.รามาธิบดี, แอพ, สมาร์ทโฟน, โรคไต, สร้าง, แบบ, ประเมิน, ความเสี่ยง, โรค, รู้, ล่วงหน้า, ถึง, รู้ล่วงหน้าถึง10ปี, แบบประเมินความเสี่ยงโรคไต, แบบประเมินความเสี่ยงโรคไตในคนไทย, การประเมินความเสี่ยงต่อโรคไตในคนไทย

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 21 ก.ค. 2559

รามาฯสร้าง”แบบประเมินความเสี่ยงโรคไต” รู้ล่วงหน้าถึง10ปี

รพ.รามาฯเปิดตัว “แบบประเมินความเสี่ยงโรคไตในคนไทย” รู้ล่วงหน้าถึง10ปี แม่นยำสูงถึง 70-80% ใช้ง่ายผ่านสมาร์ทโฟน

เมื่อวันที่ 21 ก.ค. ที่รพ.รามาธิบดี มีการแถลงข่าว “การประเมินความเสี่ยงต่อโรคไตในคนไทย” โดยศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า  โครงการนี้เป็นความร่วมมือของคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาฯและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เป็นเวลานานถึง 20 ปี รวมถึง การตีพิมพ์เป็นผลงานวิจัยระดับชาติและนานาชาติ ซึ่งแบบประเมินนี้ได้รับการพัฒนาจากข้อมูลของผู้เข้าร่วมวิจัยกว่า 3,000 คน ติดตามอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 10 ปี โดยอาศัยวิธีวิจัยที่เป็นมาตรฐานสากลและเป็นแบบประเมินความเสี่งของการเกิดโรคไตในอนาคตของคนไทย ดังนั้น แบบประเมินจึงมีความแม่นยำและเป็นประโยชน์ในการป้องกันโรคของคนไทย

รศ.นพ.ม.ล.ชาครีย์ กิติยากร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาฯ กล่าวว่า แบบประเมินี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนไทยที่ยังไม่เป็นโรคไต  โดยสามารถประเมินความเสี่ยงของตนเองในการเกิโรคไตในอีก 10 ปีข้างหน้า หากประเมินพบว่าตนเองมีความเสี่ยงสูง จะช่วยเตือนให้ปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยง เช่น การลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย คุมอาหารเค็ม คุมน้ำตาล  ในกรณีที่เป็นเบาหวานหรือวัดความดัน รับประทานยาความดันอย่างสม่ำเสมอ และมีการตรวจติดตามการทำงานของไตกับแพทย์อย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง แบบประเมินยังมีประโยชน์สำหรับแพทย์ในการที่จะเลือกติดตามผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงอย่างใกล้ชิด หากจะเปรียบเทียบแบบประเมินนี้ก็คล้ายการไปดูดวง ถ้าดวงไม่ดี ก็อาจไปทำบุญเพื่อให้ดวงดีขึ้น

น.ส.กฤติกา สราญบุรษ นักวิจัยหลักของโครงการ กล่าวว่า ทีมวิจัยได้พัฒนาแบบประเมินความเสี่ยง 2 แบบ ได้แก่ แบบที่ 1 ใช้ข้อมูลทางคลินิกทั่วไป ประกอบด้วยอายุ เพศ ประวัติโรคเบาหวาน รอบเอว และความดัน มีความแม่นยำ70% และแบบที่ 2 ใช้ข้อมูลคลินิกร่วมกับการเจาะเลือด วัดค่าน้ำตาล ค่าการทำงานของไต(ครีแอทินิน) จะเพิ่มความแม่นยำจากเดินถึง 80 %

นพ.ปริญญ์ วาทีสาธกกิจ แพทย์ประจำหน่วโรคหัวใจ  ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาฯ ในฐานะผู้จัดการโครงการ กล่าวว่า แบบประเมินนี้ได้จากการติดตามพนักงานการไฟฟ้าทุก5ปีและทุก10ปี เพื่อดูว่าใครบ้างที่เป็นโรคหัวใจและไต จากนั้นทำการวิเคราะห์แล้คำนวณความเสี่ยงได้ว่ามีปัจจัยใดที่จะทำให้เกิดโรคไตได้มากน้อยแค่ไหน จึงนำมาพัฒนาเป็นแบบประเมินนี้

“จุดเด่นของแบบประเมินนี้คือ ใช้ง่าย โดยอาศัยข้อมูลพื้นฐานที่ทุกคนสามารถตรวจเองได้สำหรับบแบบประเมินแบบที่ 1 และแบบที่ 2 ตรวจในคลินิกใกล้บ้าน ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถตรวจสอบความเสี่ยงของตนเองได้ที่เว็บไซต์รพ.รามาฯ  http://med.mahidol.ac.thโดยเลือกเข้าไปที่แบบประเมินโรคไต หรือสแกนQR Code สำหรับใช้งานผ่านแอพลิเคชั่นไลน์ ซึ่งสามารถสแกนได้จากหน้าเว็บไซต์ของรพ.รามาฯ”นพ.ปริญญ์กล่าว

พญ.สุพัตรา ศรีวณิชชากร ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า โรคไตเป็นโรคเรื้อรังที่สร้างภาระให้กับตัวผู้ป้วยเองรวมถึงภาระต่อระบบสุขภาพของประเทศ ปัจจุบันความชุกของผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันประมาณ 1-2 ล้านคน ในจำนวนนี้ส่วนหนึ่งมีปัญหาโรคไตร่วมด้วย ข้อมูลจากสมาคมโรคไตพบมียอกผู้ป่วยโรคไตกว่า 7 แสนคน ดังนั้นหากสามารถวินิจได้แต่เริ่มต้นก็จะทำให้รู้ความเสี่ยงของตัวเอง และสามารถจัดการกับความเสี่ยงได้ ทั้งนี้คาดว่าแบบประเมินความเสี่ยงตัวใหม่นี้จะสามารถกระตุ้นให้ประชาชนสนใจและเข้าถึงการคัดกรองมากขึ้น อย่างไรก็ตามที่ผ่านมากระทรงวเคยรับเอาเครื่องมือการคัดกรองโรคหลอดเลือดหัวใจมาใช้แล้ว แบบประเมินความเสี่ยงเป็นโรคไตก็จะเอาไปพิจารณาใช้คัดกรองในกลุ่มประชาชนเช่นเดียวกัน

 

ตามหาบุคคลในภาพเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/234550


วธ.จัดกิจกรรม, ตามหาบุคคลในภาพ, 7 ภาพสนองงานพระกรณียกิจ, สมเด็จพระบรมโอราธิราช, ตามหา, บุคคล, ภาพ, เฉลิมพระเกียรติ, สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ, สยามมกุฎพิสุทธิ์ศิลป์


วธ.จัดกิจกรรม, ตามหาบุคคลในภาพ, 7 ภาพสนองงานพระกรณียกิจ, สมเด็จพระบรมโอราธิราช, ตามหา, บุคคล, ภาพ, เฉลิมพระเกียรติ, สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ, สยามมกุฎพิสุทธิ์ศิลป์


วธ.จัดกิจกรรม, ตามหาบุคคลในภาพ, 7 ภาพสนองงานพระกรณียกิจ, สมเด็จพระบรมโอราธิราช, ตามหา, บุคคล, ภาพ, เฉลิมพระเกียรติ, สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ, สยามมกุฎพิสุทธิ์ศิลป์


วธ.จัดกิจกรรม, ตามหาบุคคลในภาพ, 7 ภาพสนองงานพระกรณียกิจ, สมเด็จพระบรมโอราธิราช, ตามหา, บุคคล, ภาพ, เฉลิมพระเกียรติ, สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ, สยามมกุฎพิสุทธิ์ศิลป์


วธ.จัดกิจกรรม, ตามหาบุคคลในภาพ, 7 ภาพสนองงานพระกรณียกิจ, สมเด็จพระบรมโอราธิราช, ตามหา, บุคคล, ภาพ, เฉลิมพระเกียรติ, สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ, สยามมกุฎพิสุทธิ์ศิลป์


วธ.จัดกิจกรรม, ตามหาบุคคลในภาพ, 7 ภาพสนองงานพระกรณียกิจ, สมเด็จพระบรมโอราธิราช, ตามหา, บุคคล, ภาพ, เฉลิมพระเกียรติ, สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ, สยามมกุฎพิสุทธิ์ศิลป์

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 21 ก.ค. 2559

ตามหาบุคคลในภาพเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ

วธ.จัดกิจกรรมตามหาบุคคลในภาพสนองงานในพระราชกรณียกิจพระบรมฯ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 28 ก.ค. 59 พร้อมจัดโขนเฉลิมพระเกียรติ

เมื่อวันที่ 21 ก.ค. ที่กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) นายวีระ โรจน์พจนรัตน์รมว.วัฒนธรรม กล่าวระหว่างเป็นประธานแถลงข่าวการจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 28 กรกฎาคม2559 ว่า เนื่องในโอกาสมหามงคล กระทรวงวัฒนธรรม ตามหาบุคคลในภาพที่เคยถวายงานตามพระราชกรณียกิจตั้งแต่ ปี 2522 ถึงปัจจุบัน รวม 7 ภาพ เพื่อให้เด็กเยาวชนคนรุ่นใหม่ และประชาชนทั่วไปได้รับรู้ถึงพระจริยวัตรอันงดงามของพระองค์ ได้แก่

ภาพที่ 1วันที่ 7 มีนาคม 2522 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชยะหาจังหวัดยะลา

ภาพที่ 2 วันที่ 23มีนาคม 2528 พระองค์ท่านทรงทำปุ๋ยหมักจากผักตบชวา และวัชพืชต่างๆ เป็นปฐมฤกษ์ ตามโครงการรณรงค์ทำปุ๋ยหมัก เพื่อพระราชทานแก่เกษตรกรนำไปปรับปรุงคุณภาพดินให้มีความอุดมสมบูรณ์สูงขึ้น ณ บ้านแหลมสะแก ตำบลเดิมบาง อำเภอ เดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี

ภาพที่ 3 วันที่ 14สิงหาคม 2529 พระองค์ท่านทรงนำพระพสกนิกร เก็บเกี่ยวข้าวแปลงนาสาธิต ณ บึงไผ่แขกตำบลดอนโพธิ์ทอง อำเภอเมืองจังหวัดสุพรรณบุรี

ภาพที่ 4 วันที่27 มีนาคม 2529 พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนิน ทรงสาธิตการทำนาโดยใช้ปุ๋ยหมัก ณ บึงไผ่แขก ตำบลดอนโพธิ์ทอง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี

ภาพที่ 5วันที่ 20 มิถุนายน 2537 พระองค์ท่าน ทรงพระราชทานธงประจำรุ่นลูกเสือชาวบ้าน ณ ค่ายอาสารักษาดินแดน  ตำบลอิสาน อำเภอเมือง  จังหวัดบุรีรัมย์

ภาพที่ 6 วันที่ 28 กันยายน 2544พระองค์ท่าน ทรงมีพระราชปฎิสันถารกับราษฎรที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ในโอกาสโดยเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ไปทรงเยี่ยมราษฎร ณ ศูนย์ศิลปาชีพบ้านปาตาดีมอ ตำบลตะลุบันอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี

และภาพที่ 7 วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2548พระองค์ท่าน เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎร ณ วัดบาละอำเภอกาบัง จังหวัดยะลา

“สวธ.ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด(สวจ.)ลงพื้นที่ติดตามหาบุคคลในภาพทั้ง 7อย่างเร่งด่วน เพื่อที่จะนำทุกคนมาเผยแพร่ถึงความภาคภูมิใจถ่ายทอดความรู้สึกและสำนึกในพระกรุณาธิคุณในวันที่ 27 ก.ค. นี้”รมว.วธ. กล่าว

นายวีระ กล่าวต่อว่า นอกจากกิจกรรมตามหาบุคคลในภาพแล้ว วธ.เฉลิมพระเกียรติทั่วประเทศ ทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค เพื่อถวายความจงรักภักดี เผยแพร่พระเกียรติคุณ พระกรุณาธิคุณและพระราชกรณียกิจในด้านต่าง ๆ อีกทั้งเพื่อให้พสกนิกรชาวไทยได้ชื่นชมพระบารมีและพระจริยวัตรที่งดงามของพระองค์ โดยจะมีพิธีทางศาสนา ได้แก่ พิธีเจริญพระพุทธมนต์ สวดนพเคราะห์ และพิธีสืบดวงพระชาตา รวมพลังทางศาสนามหามงคล เสริมสร้างความสมานฉันท์ 5 ศาสนา

การแสดงการแสดงโขนเฉลิมพระเกียรติฯ ระหว่างวันที่ 23 – 25 กรกฎาคม 2559 เวลา14.00 น. ณ โรงละครแห่งชาติจำนวน 3 ตอน โดยจัดการแสดงวันละ 1 ตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 พระเกียรติยศพระพรตอุปราช ตอนที่2 ตามรอยบาทพระอวตารปราบมารร้าย และตอนที่ 3 อสูรพ่ายบารมีจักรีวงศ์ ทั้งนี้ประชาชนสามารถเข้าชมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยสำรองที่นั่งได้ที่ 0 -2224 -1342-4

นอกจากนั้น จะมีนิทรรศการ และการจัดพิมพ์หนังสือเฉลิมพระเกียรติ ได้แก่นิทรรศการ และหนังสือสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร กับงานด้านศาสนาศิลปวัฒนธรรม และหนังสือเรื่อง “สยามมกุฎพิสุทธิ์ศิลป์”  และหนังสือพระไตรปิฎกฉบับประชาชน นิทรรศการ “มกุฎราชกุมารของเรา” นิทรรศการพระสาทิสลักษณ์ พระราชกรณียกิจ โดยศิลปินแห่งชาติและศิลปินร่วมสมัย 13 คน  สร้างสรรค์ผลงานใหม่เพื่อสะท้อนพระราชกรณียกิจของพระองค์ รวมถึงสารคดีเฉลิมพระเกียรติ ความยาวประมาณ 4 นาที โดยจะเผยแพร่ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) สถานีโทรทัศน์เว็บไซต์วธ.และทางยูทูป

 

อดีต“พระยันตระ”ย่องกลับบ้าน อ.ปากพนัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/234525

เรือ, พักผ่อน, สือ, หลบ, อดีต, พระ, ยัน, ตระ, ย่อง, กลับบ้าน, ปาก, พนัง, อปากพนัง, พระยันตระ, พระยันตระ อมโรภิกขุ

การศึกษา-สาธารณสุข  : 21 ก.ค. 2559

อดีต“พระยันตระ”ย่องกลับบ้าน อ.ปากพนัง

อดีต”พระยันตระ อมโรภิกขุ” ย่องกลับบ้าน อ.ปากพนัง

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2559 อดีตพระยันตระ อมโรภิกขุ หรือนายวินัย ละอองสุวรรณ วัย 64 ปี ที่ไปอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา กว่า 20 ปี ได้เดินทางกลับมาบ้านเกิดใน อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา

โดยอดีตพระยันตระ ได้เดินทางมาพักอยู่ที่บ้านนางวรรณี ละอองสุวรรณ พี่สาว ในเขตเทศบาลเมืองปากพนัง และจะเดินทางกลับสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 5 ส.ค.นี้

การเดินทางกลับบ้านเกิดของอดีตพระยันตระครั้งนี้ มีเพียงลูกศิษย์คนสนิทเพียงไม่กี่คนที่ทราบข่าวและทยอยเดินทางมาเยี่ยม

ช่วงที่พักอยู่บ้านพี่สาว อดีตพระยันตระ ได้นัดหมายลูกศิษย์มาปฏิบัติธรรมในช่วงเช้าทุกวัน และช่วงเย็น จนถึงเวลา 21.00 น. ทั้งนี้อดีตพระยันตระ ยังแต่งกายคล้ายจีวร แต่เป็นโทนสีเขียว ไว้ผมยาว ไว้หนวดยาว และใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสตลอด

อดีต“พระยันตระ”ย่องกลับบ้าน อ.ปากพนัง

            ต่อมาเวลา 13.00 น.วันเดียวกัน (21ก.ค.) ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ติดต่อไปยังคนใกล้ชิดอดีตพระยันตระ เพื่อขอเข้าพบ แต่ได้รับแจ้งว่า อดีตพระยันตระ ขอพักผ่อนแบบเงียบๆ ไม่ต้องการให้สื่อมวลชนมารบกวน หากพร้อมเมือไหร่ จะนัดให้เข้าพบ

อดีต“พระยันตระ”ย่องกลับบ้าน อ.ปากพนัง

          ก่อนหน้านี้ อดีตพระยันตระ เคยเดินทางมาเยี่ยมบ้านเกิด ที่ อ.ปากพนัง เมื่อปี 2557 และยังมีสื่อมวลชนเสนอข่าว

สำหรับอดีตพระยันตระ อมโรภิกขุ หรือ พระวินัย อมโร เคยเป็นข่าวโด่งดัง เมื่อปี 2537 หลังมีสีกากลุ่มหนึ่ง ร้องเรียนกรมการศาสนาว่า ประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่สมณเพศ เพราะได้ล่อลวงสีกา เสพเมถุนจนตั้งครรภ์ มีบุตรสาว โดยสีกากลุ่มนี้ได้เปิดเผยเทปสนทนาระหว่างพระยันตระกับสีกาที่ตกเป็นข่าวเพื่อเป็นหลักฐาน

ข้อหาที่กลุ่มสีการ้องเรียนนั้น มีโทษรุนแรงถึงขั้นต้องอาบัติปาราชิก จนมหาเถรสมาคม มีมติให้พ้นจากความเป็นพระสงฆ์ ทำให้อดีตพระยันตระ ต้องหลบไปอาศัยอยู่ที่สหรัฐอเมริกาจนถึงปัจจุบัน

 

‘ม.44’สร้างธรรมาภิบาลอุดมศึกษาจัดแถวผู้บริหาร-จับตา20แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/234482

ม.44, 44สร้างธรรมาภิบาลอุดมศึกษาจัดแถวผู้บริหารจับตา20, แห่ง, ม44, มรภสุรินทร์, มรภชัยภูมิ

การศึกษา-สาธารณสุข >บทความ  : 21 ก.ค. 2559

‘ม.44’สร้างธรรมาภิบาลอุดมศึกษาจัดแถวผู้บริหาร-จับตา20แห่ง

‘ม.44’สร้างธรรมาภิบาลอุดมศึกษาจัดแถวผู้บริหาร-จับตา20แห่ง : ทีมการศึกษา

            “มีผลใช้ทันที” เมื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 39/2559 เรื่อง การจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา” เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยมหาวิทยาลัยที่ถูกสังเวยมาตรา 44 ชะล้างปัญหาธรรมาภิบาล ความขัดแย้งทันที  “มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) สุรินทร์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ” ส่งผลให้เหล่าสภารักษาการ  และอธิการบดีรักษาการ หลุดพ้นจากตำแหน่งทันที

ปัญหาเรื้อรังคาซาคาซังของราชภัฏทั้ง 2 แห่ง เริ่มด้วยผู้บริิหาร “มรภ.สุรินทร์” ถูกตรวจสอบเรื่องความไม่โปร่งใส ความไม่สมบูรณ์ของสภามหาวิทยาลัย ทั้งที่เปิดการเรียนการสอนก้าวสู่ปีที่ 43  มีเพียงสภารักษาการ อธิการบดีรักษาการ มากว่า 8 ปี ตลอดจนการจัดการศึกษา อย่างเหตุการณ์นักศึกษาคณะครุศาสตร์ มรภ.สุรินทร์ เรียนจบปริญญาตรี แต่คุรุสภาไม่รับรองหลักสูตรและออกใบประกอบวิชาชีพครู จนกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ต้องเข้าไปช่วยดูแล

เช่นเดียว “มรภ.ชัยภูมิ” ดร.เกรียงศักดิ์ โชควรกุล อดีตกรรมการสภามหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิจากตัวแทนคณาจารย์ประจำ และอุปนายกสมาคมพนักงานในสถาบันแห่งประเทศไทย อธิบายว่า ปัญหาเกิดขึ้นเมื่ออธิการบดี ผู้ทรงคุณวุฒิ และนายกสภามหาวิทยาลัย หมดวาระพร้อมๆ กัน แต่เมื่อมีกระบวนการสรรหาต่างๆ กลับไม่ได้มีซึ่งอธิการบดี ผู้ทรงคุณวุฒิ และนายกสภามหาวิทยาลัยตัวจริง เนื่องด้วยสภามหาวิทยาลัยไม่สามารถปฏิบัติตามกติกา ทำให้เกิดความขัดแย้งไม่เห็นด้วยในเรื่องของกระบวนการสรรหา นำไปสู่การฟ้องร้องคดีทั้งศาลปกครอง และศาลอาญา รวมถึงข้อพิพากษ์ต่างๆ

ที่ผ่านมาใช้วิธีการดำรงตำแหน่งรักษาการ 6 เดือน หรือ 180 วัน เหมือนกับ มรภ.สุรินทร์  โดยแต่ละ 6 เดือน ก็ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมานั่งรักษาการ แต่เมื่อขึ้นมานั่งรักษาการพบว่าส่วนใหญ่ไม่ได้เข้ามาบริหารมหาวิทยาลัย เป็นชนวนเหตุทำให้เกิดร้าวลึก

ต่อมาเมื่อเร็วๆ นี้ มีการเสนอชื่อผู้มานั่งตำแหน่งอธิการบดี ทว่ายังมีข้อร้องเรียน เกิดการฟ้องร้องหลายคดี  ทั้งเหตุเรื่องกระบวนการที่ได้มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ยอมรับจากบุคลากรมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่ง ทวีปัญหาไม่สิ้นสุด

“มาตรา 44 เป็นยาแรง ที่ทำให้มหาวิทยาลัยต้องเสียชื่อเสียง แต่ผมก็เห็นด้วยที่ต้องใช้มาตรา 44 กับมหาวิทยาลัยที่มีปัญหาสะสมยาวนานก็อยากให้มหาวิทยาลัยเดินหน้า เพราะเป็นปัญหาที่สะสมมาอย่างยาวนานกว่า 4 ปี  ซึ่งตอนนี้มหาวิทยาลัยได้จัดการเรียนการสอนมา 15 ปี  ที่ผ่านมาได้สรรหาอธิการบดีหลายครั้ง แต่มีเหตุให้ไม่สามารถโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งได้ ด้วยเหตุผลเช่นเดิม การสรรหาไม่โปร่งใส ดังนั้นการที่ คสช.ใช้มาตรา 44 ถือเป็นการปฏิรูปมหาวิทยาลัย เพราะต้องยอมรับว่า มหาวิทยาลัยอยู่ในภาวะวิกฤติ ยาแรงดังกล่าวทำให้บริหารงาน ทำงานบุคลากรมหาวิทยาลัยเดินหน้าต่อไป”

เท่าที่มีการหารือกับบุคลากรของ มรภ.ชัยภูมิ ดร.เกรียงศักดิ์ยืนยันว่า ระดับบุคลากร พนักงานในมหาวิทยาลัยต่างรู้สึกยินดี และมีความสุขมากขึ้น เพราะปัญหาต่างๆ ได้ขจัดออกไป การที่แต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสภามหาวิทยาลัย อธิการบดี และรองอธิการบดี เข้ามาดูแลมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องที่ดี และอยากให้ช่วยเร่งรัดปฏิรูปธรรมาภิบาลในภาพรวมของมหาวิทยาลัย สภามหาวิทยาลัยเป็นหน่วยงานหลัก  ร่วมแก้กฎหมายให้มีความทันสมัย และการบริหารบุคคลที่ไม่เป็นธรรมในอดีต เพื่อแก้ไขรากลึกของปัญหา

รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัด ศธ.กล่าวว่า จากนี้มหาวิทยาลัยที่รู้ตัวว่ามีปัญหา ทั้งที่เคยเข้ามายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ รมว.ศึกษาธิการ และมหาวิทยาลัยที่มีปัญหายืดเยื้อมานาน  ขอให้สภามหาวิทยาลัยหาทางแก้ปัญหาให้ได้  เพราะตอนนี้ รมว.ศึกษาธิการมีอำนาจในการออกคำสั่งให้สถาบันอุดมศึกษาเหล่านั้นอยู่ในความควบคุมของ สกอ.

“มหาวิทยาลัยที่อยู่ในกลุ่มต้องเร่งแก้ปัญหา มีอยู่ประมาณ 10% ของมหาวิทยาลัยทั้งประเทศ หรือคิดเป็นประมาณเกือบ 20 แห่ง ในจำนวนนี้เป็นมหาวิทยาลัยที่มีปัญหาการรับนักศึกษาเกินกว่าที่แจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษารับทราบ 11 แห่ง นอกนั้นเป็นมหาวิทยาลัยที่มีปัญหาการทุจริต ผู้บริหาร ความแตกแยกของสภา กับฝ่ายบริหารสภา”

การใช้มาตรา 44 แก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงระยะสั้น ส่วนระยะยาวต้องเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา (อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อีกแล้วคะท่าน) โดยสาระสำคัญไว้ในร่างพ.ร.บ.การอุดมศึกษามีลักษณะเดียวกับคำสั่งในมาตรา 44 ที่ให้อำนาจ กกอ.ถ่วงดุลอำนาจสภามหาวิทยาลัย  ก็หวังว่า ยาแรงยาหอมนี้จะกระตุ้นให้มหาวิทยาลัยบริหารจัดการด้วยหลักธรรมาภิบาล จัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคน พัฒนาประเทศ….

สภามรภ.สุรินทร์

คำสั่ง ศธ. ที่ สกอ.497/2559 เรื่อง ให้ผู้ดำรงตำแหน่งพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่และแต่งตั้งบุคคลให้ปฏิบัติหน้าที่ใน มรภ.สุรินทร์ นายถนอม อินทรกำเนิด เป็น ประธานกรรมการ รศ.อานนท์ เที่ยงตรง เป็น กรรมการ รศ.ศศิวิมล มีอำพล เป็น กรรมการ ผศ.จรูญ ถาวรจักร์ เป็น กรรมการ นายชวลิต หมื่นนุช กรรมการ นายอภิมุข สุขประสิทธิ์ กรรมการ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กรรมการและเลขานุการ เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ เจ้าหน้าที่ สกอ. ผู้ช่วยเลขานุการ โดยให้คณะบุคคลเหล่านี้มีอำนาจและหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่สภา มรภ.สุรินทร์ ตาม พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง จัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลใน มรภ.สุรินทร์ ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 39/2559 เรื่อง การจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา และแต่งตั้ง ผศ.จรูญ ถาวรจักร์ ปฏิบัติหน้าที่อธิการบดี มรภ.สุรินทร์

มรภ.ชัยภูมิ

คำสั่ง ศธ.ที่ สกอ.498/2559 เรื่องให้ผู้ดำรงตำแหน่งพ้นจากตำแหน่งหน้าที่และแต่งตั้งบุคคลให้ปฏิบัติหน้าที่ใน มรภ.ชัยภูมิ ให้ผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภา มรภ.ชัยภูมิ และให้ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีหรือผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี และรองอธิการบดีมรภ.ชัยภูมิ ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวันที่คำสั่งนี้ใช้บังคับ พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ ได้แต่งตั้งคณะบุคคลปฏิบัติหน้าที่แทนสภา มรภ.ชัยภูมิ ดังนี้ รศ.เชิดชัย โชครัตนชัย เป็น ประธานกรรมการ พล.ต.อ.ชาญวุฒิ วัชรพุกก์ เป็นกรรมการ รศ.ไทย ทิพย์สุวรรณกุล เป็น กรรมการ รศ.สุภาว์ จุลนาพันธุ์ เป็น กรรมการ นายสว่าง ภู่พัฒน์วิบูลย์ เป็นกรรมการ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เป็นกรรมการและเลขานุการ เจ้าหน้าที่ สกอ.เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ และเจ้าหน้าที่ สกอ.เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

โดยให้คณะบุคคลดังกล่าวมีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้ ปฏิบัติหน้าที่สภามรภ.ชัยภูมิ ตามพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547 และออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลใน มรภ.ชัยภูมิ ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 39/2559 เรื่อง การจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาและแต่งตั้ง ผศ.เฉลย ภูมิพันธุ์ ปฏิบัติหน้าที่อธิการบดี มรภ.ชัยภูมิ

ทั้งนี้ให้ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีหรือผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี ทั้ง 2 มหาวิทยาลัย ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวันที่คำสั่งนี้บังคับและพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ตามคำ สั่งนี้ ส่งมอบงานในหน้าที่ บัญชี รายงานทางการเงินและทรัพย์สินให้แก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่อธิการบดีตามคำสั่งนี้ ให้แล้วเสร็จภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลบังคับใช้คือวันที่ 21 กรกฎาคม 2559 การแก้ปัญหาไม่น่าจะเกิด 1-2 เดือน หากไม่สามารถดำเนินการได้ก็คงต้องมีคำสั่งและแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่เข้าไปแก้ปัญหาเช่นเดียวกัน

 

เปิดใจนายกสมาคมนักศึกษามุสลิมไทย’โมร็อกโก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/234481

เปิดใจ, นายก, สมาคม, นักศึกษา, มุสลิม, ไทย, โมร็อกโก, สมาคมนักศึกษาไทยในโมร็อกโก

การศึกษา-สาธารณสุข >บทความ  : 21 ก.ค. 2559

เปิดใจนายกสมาคมนักศึกษามุสลิมไทย’โมร็อกโก’

เปิดโลกการศึกษามุสลิม ตอน: เปิดใจนายกสมาคมนักศึกษามุสลิมไทย’โมร็อกโก’

            แม้เรื่องการส่องนักศึกษามุสลิมไทยที่ไปเรียนในต่างประเทศจะเงียบหายไปตามหน้าสื่อต่างๆ หรือแม้แต่เฟซบุ๊ก แต่ผมมั่นใจว่ายังไงก็ยังคงคาใจของใครๆ หลายๆ คนทั้งในระบบราชการ หรือคนสามัญทั่วไป โดยเฉพาะผู้ปกครองที่ส่งลูกไปเรียนศาสนาในต่างแดน หน้าที่สื่ออย่างผมกับคอลัมน์เปิดโลกการศึกษามุสลิมมีโอกาสนั่งคุยกับนายกสมาคมนักศึกษาไทยใน “โมร็อกโก” ถึงเรื่องราวต่างๆ ที่พวกเขา 51 ชีวิต รวมตัวกันอยู่ในประเทศแห่งนี้

“โดยส่วนตัวแล้ว ผมเองก็เป็นนักศึกษาที่มาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมมีความรู้สึกว่า ไม่มีคำว่ามลายู หรือพวกมลายู ในสมาคมแห่งนี้ตั้งแต่ผมได้รู้จักกับสมาคมนักศึกษาไทยในโมร็อกโก อันเนื่องมาจากความเป็นหนึ่ง ความห่วงใย และมิตรภาพที่ดีของรุ่นพี่ในสมาคมแห่งนี้ ทำให้พี่ๆ น้องๆ เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ กับสมาคม และสังคมนักศึกษาทั้งไทยและในกลุ่มอาเซี่ยนด้วยกัน โดยเฉพาะการเข้าร่วมงานกับราชการอย่างใกล้ชิดด้วยความเต็มใจและมีความสุ” นายอนีส แบดอเลาะ นายกสมาคมนักเรียนไทยโมร็อกโก พูดด้วยความหนักแน่น

“นายอนีส แบดอเลาะ” นายกสมาคมนักเรียนไทยโมร็อกโก เป็นนักศึกษาจาก จ.ปัตตานี จบการศึกษาสถาบันศาสนาจากโรงเรียนบากงวิทยา บินลัดฟ้าไปศึกษาต่อด้านศาสนาได้รับความไว้วางใจให้เป็นนายกสมาคมนักศึกษาในโมร็อกโก ซึ่งอนีสได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับนักศึกษาและการทำงานในตำแหน่งนายกว่า ปัจจุบันนักศึกษาไทยในโมร็อกโกทั้งหญิงและชายมีทั้งหมด 51 คน มาจากหลายจังหวัดของไทย และรวมตัวกันอยู่ภายใต้ “สมาคมนักศึกษาไทยในโมร็อกโก” แบบพี่ดูแลน้องจริงๆ

สำหรับหน้าที่ของนายกสมาคม คือ การจัดประชุม การเข้าถึงปัญหาของนักศึกษา การเป็นนายกสมาคมต้องใจกว้างและเข้าถึงนักศึกษา โดยการถามไถ่ถึงสารทุกข์สุกดิบของนักศึกษาในแต่ละเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การใช้ชีวิตร่วมกัน การเข้าสังคม ความปลอดภัย รวมถึงการประเมินเกณฑ์การเรียนของนักศึกษาใหม่ และสมาชิกทั้งหมด ผลักดันให้ผู้เข้าร่วมประชุมทำงานแบบราชการ ในเรื่องการเตรียมความพร้อมก่อนการประชุม การเตรียมเอกสาร วาระการประชุมและอื่นๆ ที่สำคัญกระตุ้นให้ทุกคนมีการตื่นตัวในการทำหน้าที่การเป็นนักศึกษา การเป็นผู้นำในแต่ละหน้าที่ของกรรมการ

รวมถึงการเข้าสังคมการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ราชการสถานเอกอัครราชทูตฯ ซึ่งคอยประสานงานระหว่างนักศึกษากับสถานเอกอัครราชทูตในโครงการต่างๆ และการเป็นตัวแทนของประเทศไทยในการร่วงงานกับสมาคมนักศึกษามาเลเซีย อินโดนีเซียอีกด้วย

สังคมโดยรวมของนักศึกษาไทยในโมร็อกโก อยู่ในระดับที่ดีมาก ไม่มีการแบ่งแยกระหว่าง ภาคกลาง ภาคใต้ มลายู เราอยู่รวมกันเป็นหนึ่งเดียวกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำงานร่วมกัน

แต่ละคนมาจากต่างสถานที่ ต่างสถาบัน ซึ่งย่อมมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม ด้านการสื่อสาร การใช้คำพูด หากเปรียบกับสังคมในประเทศไทย ความต่างนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจทำให้คนแตกแยกกันได้

ทว่าไม่สามารถใช้คำนี้กับนักศึกษาไทยในโมร็อกโกได้ อันเนื่องมาจากความเป็นเพื่อนและมิตรภาพที่ดีที่มีให้กัน ทำให้พวกเรามองข้ามจุดนี้ไปได้ (ถึงเราจะแตกต่าง แต่เราไม่แตกแยก) แม้แต่เรื่องภาษามลายูก็ไม่ก่อให้เกิดอุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้นในการทำงานร่วมกัน กลับเป็นผลดีกับนักศึกษา 3 จังหวัดชายแดนใต้ให้ได้มีการพัฒนาด้านการใช้ภาษาไทย และความกล้าแสดงออกในการพูด ทั้งนี้ก็ยังสามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยในการเป็นตัวแทนสมาคมเข้าร่วมประชุมกับสมาคมนักศึกษามาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย

ข่าวแพร่สะบัดออกมาว่า รัฐส่องนักศึกษาศาสนาในต่างประเทศ สิ่งแรกที่เรารู้สึกคือ “เสียใจ” เพราะเราทุกคนต่างต้องการศึกษาด้านศาสนา เพราะนอกจากทำให้ตัวเราอยู่บนแนวทางที่ถูกต้อง ไม่ทำร้ายตัวเอง ไม่ทำร้ายหรือทำลายสังคม เพราะเราอิสลามเน้นความสงบสุข ความสันติ และนี่คือสิ่งที่พวกเรานักศึกษาศาสนาต้องการ แต่หากมีกลุ่มที่คิดแบ่งแยกจริงๆ ข่าวนี้ก็จะทำให้พวกเขาชะงักหรือลดละหรืออาจวางมือก็เป็นได้ แต่นักศึกษามุสลิมไทยในโมร็อกโกไม่มีนี้แน่นอน เพราะรุ่นพี่วางรากฐานมาดี

ท้ายสุดก่อนจากกัน นายกสมาคมโมร็อกโกทิ้งท้ายไว้ว่า “อิสลามในแง่คิดของผมเปรียบเสมือนความเค็มของน้ำทะเล ซึ่งน้ำทะเลสามารถอยู่ได้โดยที่ไม่เน่า หรือส่งกลิ่นเหม็น ทั้ง ๆ ที่คนสวนใหญ่ ทิ้งขยะ สารเคมี และสิ่งสกปรกต่างๆ ลงในนั้น ก็เป็นเพราะความเค็มของมันที่รักษาน้ำนั้นไม่ให้เน่าเสียได้ ซึ่งเปรียบกับโลกใบนี้ เสมือนทะเล ที่มันยังอยู่ได้โดยไม่เน่าเสีย เพราะอิสลามที่เปรียบดั่งความเค็มของมัน ผมตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เสมอว่า ถ้าโลกใบนี้ไม่มีคำว่า อิสลาม โลกจะเป็นอย่างไร?

 

ไทยตั้งเป้าฝึก‘กุ๊ก’ส่งนอก500คนต่อปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/234442

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 20 ก.ค. 2559

ไทยตั้งเป้าฝึก‘กุ๊ก’ส่งนอก500คนต่อปี

3 กระทรวง ผนึก ม.สวนดุสิต ภาคเอกชน เดินหน้าโครงการส่งเสริมพ่อครัวแม่ครัวไปทำงานต่างประเทศ ตั้งเป้า 300-500 คนต่อปี เน้นอาหารไทย 10 เมนู

          20ก.ค.2559 ม.ล.ปุณฑริก สมิติ  ปลัดกระทรวงแรงงาน  เปิดเผยถึงความร่วมมือระหว่างกระทรวงแรงงาน กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ภาคเอกชน และมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต ในโครงการส่งเสริมพ่อครัวแม่ครัวไทยไปทำงานต่างประเทศ  ซึ่งจะดำเนินการคู่ขนานไปกับโครงการไทยซีเล็คท์ ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ส่งเสริมคุณภาพของร้านอาหารไทย ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งจะช่วยในการส่งเสริมพ่อครัวแม่ครัวของร้านอาหารเหล่านั้น ให้มีฝีมือในระดับมาตรฐาน ฝีมือแรงงานแห่งชาติ

ไทยตั้งเป้าฝึก‘กุ๊ก’ส่งนอก500คนต่อปี

ทั้งนี้  โครงการส่งเสริมพ่อครัวแม่ครัวไทยไปทำงานต่างประเทศ จะจัดฝึกอบรมก่อนที่จะเดินทางไปทำงานตามเงื่อนไขของประเทศต่างๆ รวมทั้งมีการทดสอบทักษะฝีมือมาตรฐาน ฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาเกี่ยวกับอาหารให้แก่ผู้ที่มีประสบการณ์ ก่อนจะเดินทางไปทำงานต่างประเทศ  โดยโครงการนี้ ตั้งเป้าหมายจะจัดส่งพ่อครัวแม่ครัวไทยให้ได้ปีละ 300-500 คน  แต่ละคนจะต้องสามารถปรุงอาหารไทยให้ได้รสชาติและมาตรฐานอาหารไทยอย่างน้อย 10 เมนู

“ADVA”เปิดเว็บไซต์ให้ความรู้ไข้เลือดออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/234421

ศ.พญ. อุษา ทิสยากร, ADVAเปิดเว็บไซต์ให้ความรู้ไข้เลือดออก, ADVAเปิดเว็บไซต์ให้ความรู้ไข้เลือดออก หวังกระตุ้นชาติอาเซียนตื่นตัวป้องกันโรค, ADVA, เปิด, เว็บไซต์, ให้ความรู้, ไข้เลือดออก

การศึกษา-สาธารณสุข  : 20 ก.ค. 2559

“ADVA”เปิดเว็บไซต์ให้ความรู้ไข้เลือดออก

ADVA”เปิดเว็บไซต์ให้ความรู้ไข้เลือดออก หวังกระตุ้นชาติอาเซียนตื่นตัวป้องกันโรค

 

ศ.พญ. อุษา ทิสยากร ประธานกลุ่มรณรงค์สนับสนุนวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกในเอเชีย(Asian Dengue Vaccination AdvocacyหรือADVA)เปิดเผยว่าเนื่องในโอกาสวันไข้เลือดออกอาเซียนครั้งที่6กลุ่มADVAได้เปิดตัวโครงการ เดงกี่ มิชชั่น บัส บาโรมิเตอร์ (Dengue Mission Buzz Barometer)ซึ่งได้จัดทำเว็บไซต์www.denguemissionbuzz.org เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับไข้เลือดออกและเตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับโรคนี้ในกลุ่มประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน เนื่องจากไข้เลือดออกเป็นโรคที่มียุงเป็นพาหะและมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดในโลก

สำหรับเว็บไซต์นี้ประกอบด้วยแบบทดสอบเตรียมความพร้อมด้านไข้เลือดออกเพื่อให้ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ทดลองทำ ซึ่งคำตอบของผู้เยี่ยมชมจาก6ประเทศที่เข้าร่วม ได้แก่อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนามจะผลัดเปลี่ยนกันแสดงบนกระดานแสดงคะแนนบนเว็บไซต์ ระบบจะเชิญชวนให้ผู้ร่วมตอบปัญหาแสดงผลคะแนนของตนและให้ประกาศนียบัตรเพื่อแสดงว่าได้ตอบปัญหาเสร็จสมบูรณ์กลุ่มADVAตั้งเป้าหมายว่าจะให้ความรู้ประชากรในกลุ่มประเทศดังกล่าวจากการตอบแบบทดสอบอย่างน้อย25,000คนนอกจากนี้เว็บไซต์ยังมีวิดีโอและข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันไข้เลือดออกอีกด้วย

“การเปิดตัวเว็บไซต์นี้พร้อมกับวันไข้เลือดออกอาเซียนจะช่วยให้ประชาชนตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกและการป้องกันโรคมากขึ้นในแบบที่ประชาชนได้มีส่วนร่วมขณะเดียวกันยังกระตุ้นให้ภูมิภาคนี้เฝ้าระวังไข้เลือดออกมากยิ่งขึ้น”ศ.พญ. อุษากล่าว

ทั้งนี้ปัจจุบันไข้เลือดออกเป็นโรคที่มียุงเป็นพาหะมีอัตราการเพิ่มเร็วที่สุดในโลก โดยมีผู้ติดเชื้อเกือบ400ล้านคนทุกปี[i]ในช่วง50ปีที่ผ่านมาไข้เลือดออกแพร่จากที่เคยปรากฏอยู่ในไม่กี่ประเทศกลายเป็นระบาดใน128ประเทศที่มีประชากรอาศัยอยู่สี่พันล้านคน อุบัติการณ์ของโรคไข้เลือดออกเพิ่มขึ้นถึง30เท่าในช่วงเวลาดังกล่าว[ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาระทางเศรษฐกิจและภาระโรคจากไข้เลือดออกสูงเกินกว่าโรคอื่นๆ17โรคซึ่งรวมถึงโรคทางเดินหายใจส่วนบนอักเสบและตับอักเสบชนิดบีด้วย

 

โรคมะเร็งรังไข่..ภัยร้ายในสตรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/234329

คมชัดลึก, ร้องทุกข์กับลุงแจ่ม, ดูแลสุขภาพ, ลุงแจ่มดูแลสุขภาพ, ลุงแจ่มคมชัดลึก, เปิดซองส่องไทย, โรคมะเร็ง, รังไข่, ภัย, ร้าย, สตรี
คมชัดลึก, ร้องทุกข์กับลุงแจ่ม, ดูแลสุขภาพ, ลุงแจ่มดูแลสุขภาพ, ลุงแจ่มคมชัดลึก, เปิดซองส่องไทย, โรคมะเร็ง, รังไข่, ภัย, ร้าย, สตรี

การศึกษา-สาธารณสุข  : 20 ก.ค. 2559

โรคมะเร็งรังไข่..ภัยร้ายในสตรี

ดูแลสุขภาพ : โรคมะเร็งรังไข่..ภัยร้ายในสตรี

               โรงพยาบาลวัฒโนสถให้ความสำคัญกับปัญหาสุขภาพภัยเงียบของผู้หญิงที่แอบซ่อนและต้องระวัง โดยเฉพาะโรคมะเร็งในสตรี เพราะมะเร็งเป็นเนื้องอกชนิดร้ายแรงเกิดขึ้นเองนั้นมีหลายปัจจัยที่ทำให้สารทางพันธุกรรมเกิดความผิดปกติ และบางส่วนสามารถถ่ายทอดสารทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ได้ มะเร็งสามารถเจริญเติบโต เพิ่มจำนวนเซลล์ เพิ่มขนาดได้เองอย่างรวดเร็ว โดยปราศจากการควบคุมจากเซลล์ปกติและไม่สามารถทำลายด้วยกลไกทางธรรมชาติ ทั้งยังสามารถลุกลามทำลายเนื้อเยื่ออวัยวะที่ปกติ และสามารถกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ที่ใกล้เคียงและไกลจากอวัยวะเริ่มต้นทางหลอดเลือด ท่อน้ำเหลือง อีกทั้งยังสามารถผ่านไปยังสมองและระบบประสาทได้อีกด้วย

พญ.ดวงมณี ธนัพประภัศร์ สูตินรีแพทย์และมะเร็งนรีเวช โรงพยาบาลวัฒโนสถ กล่าวถึงความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับมะเร็งไข่และการรับมือของการเกิดมะเร็งรังไข่เป็นมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรีที่พบมากเป็นอันดับ 7 ของมะเร็งสตรีทั่วโลก และพบเป็นอันดับ 6 ของมะเร็งสตรีในประเทศไทย รองจากมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปอด มะเร็งตับ และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในประเทศไทยพบผู้ป่วยรายใหม่มากกว่า 2,600 รายในปี 2556 และพบว่าร้อยละ 60 ของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคมะเร็งรังไข่ หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งที่ต้องเสียชีวิตจากโรคนี้ ซึ่งในแต่ละวันจะพบสตรีไทยทั่วประเทศเสียชีวิตจากโรคมะเร็งรังไข่ประมาณ 4 ราย โดยผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ในระยะลุกลามแล้วเป็นส่วนใหญ่

และพบว่ามะเร็งรังไข่สามารถเป็นได้ทุกช่วงอายุตั้งแต่ 20-80 ปี โดยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 50-60 ปีโดยมะเร็งรังไข่สามารถเกิดขึ้นได้หลายปัจจัย โดยยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด และปัจจัยที่ทำให้เกิด มะเร็งรังไข่ ได้แก่สตรีที่ไม่เคยตั้งครรภ์ ไม่มีบุตร หรือมีบุตรยาก สตรีที่มีประจำเดือนเร็ว หรือหมดประจำเดือนช้ากว่าปกติ มีประวัติครอบครัว โดยเฉพาะญาติใกล้ชิด มารดา พี่สาวน้องสาว เป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือตรวจพบมีสารพันธุกรรมที่ผิดปกติสภาพแวดล้อม เช่น สารเคมี อาหาร

เนื่องจากพบว่าในประเทศอุตสาหกรรมจะมีผู้ป่วยเป็นมะเร็งรังไข่มากกว่าประเทศเกษตรกรรมสตรีที่เคยเป็น หรือเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูกและมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีโอกาสเป็นมะเร็งรังไข่มากกว่าคนปกติและการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดนาน 5 ปีขึ้นไปพบว่าสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งรังไข่ได้หากมีอาการท้องอืดเป็นประจำ อาหารไม่ย่อย ปวดท้องเรื้อรัง รับประทานยาลดกรดไม่ดีขึ้น มักมีอาการท้องโตกว่าปกติและคลำพบก้อน มีก้อนในท้องน้อยหรือปวดแน่นท้อง

และหากเป็นก้อนมะเร็งที่มีขนาดโตมากก้อนเนื้อนั้นจะไปกดกระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้ส่วนปลายจนทำให้ถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระลำบาก ตามด้วยอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด ในระยะท้ายๆ ของโรคอาจมีน้ำในช่องท้องทำให้ท้องโตขึ้นกว่าเดิม ผอมแห้งและภาวะขาดอาหารร่วมด้วยควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจภายในมักจะคลำพบก้อนในท้อง หรือบริเวณท้องน้อยและการคลำพบก้อนรังไข่ได้ในสตรีวัยหมดประจำเดือนร้อยละ 30 มักเป็นมะเร็งของรังไข่ (เพราะตามปกติวัยหมดประจำเดือน รังไข่จะฝ่อและมีขนาดเล็กลง) หรือการตรวจด้วยเครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง (ultrasound) ช่วยบอกได้ว่ามีก้อนหรือมีน้ำในช่องท้อง ในบางรายที่อ้วนหรือหน้าท้องหนามาก

การตรวจร่างกายตามปกติอาจตรวจได้ยากและไม่ชัดเจน ดังนั้นควรตรวจร่วมกับการตรวจด้วยเครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงหรือแพทย์ก็จะมีการตรวจเลือดประกอบเพื่อช่วยในการวินิจฉัยและติดตามการรักษาผลควบคู่กันไป

สำหรับสุภาพสตรีที่มีอายุ 30-35 ปีขึ้นไป ควรมีการตรวจเช็กสุขภาพและตรวจภายในอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งร่วมกับการตรวจสุขภาพประจำปี สำหรับผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งควรตรวจห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมตามคำแนะนำของแพทย์ หากมีอาการผิดปกติควรปรึกษาสูตินรีแพทย์และมะเร็งนรีเวช โรงพยาบาลวัฒโนสถที่ Contract 1719

พญ.ดวงมณี ธนัพประภัศร์

สูตินรีแพทย์และมะเร็งนรีเวช

โรงพยาบาลวัฒโนสถ

———————–

ฟังบรรยาย – โรคกรดไหลย้อน (GERD) เป็นโรคที่คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นโรคกระเพาะอาหาร จึงไปซื้อยามารับประทานเอง ทำให้การรักษาไม่ตรงจุด หากละเลยไม่ทำการรักษาอาจทำให้เรื้อรังกลายเป็นโรคปอดอักเสบและมะเร็งหลอดอาหารได้ โรงพยาบาลไทยนครินทร์ จึงขอเรียนเชิญผู้สนใจเข้าร่วมฟังบรรยายเรื่อง รู้ป้องกัน รู้รักษา โรคกรดไหลย้อน โดย นพ.สิทธิยศ จันทรสาขา อายุรแพทย์ระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลไทยนครินทร์

ในโอกาสนี้ โรงพยาบาลไทยนครินทร์ใคร่ขอเรียนเชิญร่วมกิจกรรมดังกล่าวในวันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม เวลา 09.30-12.00 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ชั้น 4 โรงพยาบาลไทยนครินทร์

 

ป.ป.ส.สกัด…ยาเสพติดฝึกเด็กด้วยนิทาน..’อ่านอุ่นรัก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/234379

ปปสสกัดยาเสพติด, ปปส, สกัด, ยาเสพติด, ฝึก, เด็ก, ด้วย, นิทาน, อ่าน, อุ่น, รัก, อ่านอุ่นรัก

การศึกษา-สาธารณสุข >บทความ  : 20 ก.ค. 2559

ป.ป.ส.สกัด…ยาเสพติดฝึกเด็กด้วยนิทาน..’อ่านอุ่นรัก’

ป.ป.ส.สกัด…ยาเสพติดฝึกเด็กด้วยนิทาน..’อ่านอุ่นรัก’

          “ปัจจุบัน ยาบ้า หรือยาม้า เฮโรอีน ยังเป็นยาเสพติดที่เป็นปัญหาสำคัญของประเทศ โดยพบผู้เสพและผู้ขายอยู่เป็นระยะๆ แต่ที่น่ากังวลในขณะนี้คือ การนำตัวยาที่ถูกกฎหมายไปดัดแปลงเป็นยาเสพติด เช่น ยาโปรโคดิล ยาแก้แพ้ แก้ไอ ที่ถูกนำไปดัดแปลง ดื่มผสม ทำให้มีอาการเมาคล้ายดื่มสุรา ซึ่งยาเหล่านี้เป็นยาควบคุม แต่ยังแอบซื้อ และขายอย่างไม่ถูกต้อง ทำให้มีเยาวชนติดสารเสพติดเพิ่มขึ้น และมีอายุเฉลี่ยน้อยลง โดยเยาวชนที่เข้ารับการบำบัดรักษา และอายุน้อยที่สุด คือ 15 ปี” นายวิตถวัลย์ สุนทรขจิต รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กล่าว

นอกจากนี้ยังพบว่าสาเหตุที่เยาวชนเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหายาเสพติดในปัจจุบันจะเป็นเรื่องของความอยากรู้ อยากลอง ตามเพื่อน เพื่อความสนุกสนานเป็นหลัก ต่างจากสมัยก่อน ที่เด็กจะติดยาเสพติดเพราะเกิดจากความทุกข์ มีปัญหาครอบครัว ความรักของวัยรุ่น เป็นต้น ปัจจุบันมีเยาวชนเข้ารับการบำบัด ทั้งโดยความสมัครใจ และบังคับบำบัด ปีละไม่ต่ำกว่า 8 หมื่นคน จากจำนวนประชาชนที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดทั้งประเทศกว่า 1.5 ล้านคน ซึ่งตัวเลขนี้ไม่ถือว่าลดลง หรือเพิ่มขึ้นจากเดิมมากนัก

ล่าสุดสำนักงาน ป.ป.ส.สร้างกระบวนการเรียนรู้ให้แก่เด็กตั้งแต่ระดับปฐมวัย โดยร่วมกับสถาบันแอลจี (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป) “Thailand EF Partnership” ดันทักษะ “ความสามารถของสมองในการบริหารจัดการชีวิต” หรือ (Executive Functions : EF) พัฒนาเด็กไทยเป็นพลเมืองคุณภาพของประเทศ โดยผ่านการสร้าง และเผยแพร่องค์ความรู้ทุกมิติ จัดอบรมสร้างครูแกนนำเพื่อถ่ายทอดความรู้ EF จัดอบรม EF แก้ครูปฐมวัยทั่วประเทศ จัดทำสื่อ เช่น หนังสือนิทานชุด “อ่านอุ่นรัก” ผลิตจำนวน 1.5 แสนชุด ชุดละ 5 เล่ม รวม 7.5 แสนเล่ม และส่งต่อให้แก่หน่วยงานภาคีเครือข่าย และได้แจกจ่ายหนังสือไปยังโรงเรียนอนุบาล และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั่วประเทศแล้ว รวมทั้งสิ้น 53,553 แห่ง ต่อมาในปี 2558-2559 ได้ผลิตชุดการเล่น “เล่นล้อมรัก” เพื่อเป็นต้นแบบส่งเสริมทักษะ EF แก่เด็กอีกชุดหนึ่ง

นางศุภิสรา อยู่สวน โรงเรียนสุเหร่าแสนแสบ กรุงเทพมหานคร เล่าถึงผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้นิทาน ชุด “อ่านอุ่นรัก” สอนเด็กว่า นิทานอุ่นรัก มีทั้งหมด 5 เรื่อง คือ ได้แก่ 1.กอด 2.เมี้ยว เมี้ยว มา มา จะพาไปหาแม่ 3.ต้นกล้า ผู้กล้าหาญ 4.ไก่ย่างแสน…อร่อย และ 5.ลูกไม้…ขอโทษ ซึ่งมีเนื้อหาสอดแทรกทักษะด้านความสามารถของสมองในการบริหารจัดการชีวิต และการแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวัน มาอ่านเสริมทักษะ พัฒนาสมองให้แก่เด็กระดับประถมศึกษา พบว่านิทานชุดนี้เข้าไปช่วยเติมเต็มในส่วนที่เด็กยังขาด อาทิ เรื่องไก่ย่างแสน…อร่อย จะสอนเรื่องความมีน้ำใจ, ต้นกล้า ผู้กล้าหาญ จะสอนเด็กให้เห็นสิ่งไม่ดีของการเป็นคนเกเร, เมี้ยว เมี้ยว มา มา จะพาไปหาแม่ สอนเรื่องทักษะการคิดแก้ปัญหาต่างๆ

“เท่าที่สังเกตหลังจากใช้นิทานประกอบการสอน พบว่าเด็กมีพฤติกรรมดีขึ้น โดยครูจะเล่านิทานเหล่านี้ให้เด็กฟังทุกวัน ส่วนตัว แรกๆ ก็กังวลว่าเด็กจะเบื่อ เพราะมีอยู่ไม่กี่เรื่อง แต่เด็กกลับไม่เบื่อ และอยากให้เล่าซ้ำ และเริ่มมีการแลกเปลี่ยนพูดคุยถึงพฤติกรรมต่างๆ ที่ดี และไม่ดี เริ่มจากนิทานมาสู่พฤติกรรมของเด็กเอง ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าเด็กมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น โดยที่ครูไม่ต้องคอยบอกว่าอะไรควรทำ หรือไม่ควรทำ” ครูศุภิสรากล่าว

ด้าน นายภานุพงษ์ พิทักษ์เขต คุณพ่อน้องปันปัน (ด.ช.ณัฐพัชร์) ชั้น ป.1 โรงเรียนอนุบาลสามเสน บอกว่า นิทานที่ ป.ป.ส.นำมาให้ครูถ่ายทอดให้เด็กฟัง ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลง เพราะเป็นการสอนเรื่องใกล้ตัว อย่างเรื่องต้นกล้า ผู้กล้าหาญ จะสอดแทรกให้เด็กได้รู้ว่าไม่ควรรับของจากคนแปลกหน้า เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เป็นการเรียนรู้ ถูกผิดจากเรื่องใกล้ตัวก่อน เมื่อเด็กรู้จักแยกแยะอะไรได้ด้วยตนเองแล้ว เขาก็จะเลือกทำแต่สิ่งที่ดีๆ ส่วนเรื่องการเชื่อมโยงไปถึงข้อเสียของยาเสพติดนั้น ยังไม่อธิบายลูกไปถึงขั้นนั้น แต่จะบอกและสอนจากเรื่องใกล้ตัวที่เขาต้องพบเจอในสังคมก่อน อาทิ เหล้า บุหรี่ ว่าเป็นสิ่งไม่ดี เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การที่ ป.ป.ส.สนับสนุนการเรียนรู้ผ่าน EF ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการปลูกฝังให้เด็กรู้จักแยกแยะ ถูกผิด มีความรับผิดชอบ ตั้งแต่เด็ก ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าผู้ปกครองจับจุดได้ แล้วสอนลูกตามวิธีการที่ถูกต้อง เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อพฤติกรรมเด็กตามมาแน่นอน ถือเป็นอีกแนวทางแก้ปัญหายาเสพติด และสร้างอนาคตที่ดีให้แก่ประเทศชาติอย่างยั่งยืน ในรูปแบบที่เรียกว่าใส่ใจ ใส่สิ่งที่ดีๆ ให้แก่เยาวชน อย่างแท้จริง!!