ค้านตัด!เชิญบวชต้นยางนามวล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227891

สิ่งแวดล้อม,ต้นยางนา,นักอนุรักษ์,มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์,บวช

การศึกษา-สาธารณสุข  :  18 พ.ค. 2559

ค้านตัด!เชิญบวชต้นยางนามวล.

ค้านตัด ! เชิญบวชต้นยางนา 16.00 น. วันที่ 18 พ.ค. ณ ทางเข้าศูนย์การแพทย์ มวล. รักษาการอธิการบดี แจงขั้นตอนล้อมย้าย พิจารณาอย่างรอบคอบ

                    จากกรณีที่โลกโซเชียลแชร์ข้อมูลการเคลื่อนไหวของนักอนุรักษ์ที่คัดค้านมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กรณีเตรียมโค่นต้นยางกว่า 200 ต้น ภายในมหาวิทยาลัย เพื่อตัดถนนเข้าไปสู่ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ซึ่งกำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งนักอนุรักษ์ บุคลากร และนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ที่มองว่าต้นไม้ยืนต้นเป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่า ใช้เวลาปลูกเป็นเวลานาน รวมทั้งเสนอแนะว่าการออกแบบถนนที่จะเข้าไปยังศูนย์การแพทย์ควรมีการศึกษาแผนผังเดิมของมหาวิทยาลัย เนื่องจากพื้นที่ที่มีต้นยางนาอยู่กว่า 200 ต้น ควรจะใช้เป็นสวนป่าเพื่อรักษาพันธุ์ไม้ และสร้างความร่มรื่นให้แก่มหาวิทยาลัย ผู้รับเหมาโครงการ หรือผู้บริหารจึงควรตระหนัก และหาวิธีหลีกเลี่ยงได้หรือไม่
                    มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ชี้แจงเรื่องการล้อมย้ายต้นไม้ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัลลา ตันตโยทัย รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้ชี้แจงว่า โครงการก่อสร้างอาคารศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในขั้นตอนการออกแบบได้มีการสำรวจสภาพพื้นที่จริง ศึกษาความเหมาะสมตลอดจนศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ จึงสามารถกำหนดเป็นรูปแบบสำหรับการก่อสร้าง ซึ่งถนนทางเข้าอาคารศูนย์การแพทย์ตามรูปแบบมีต้นยางนาอยู่ตลอดแนวถนน ในรายการประกอบแบบงานสาธารณูปโภคภายนอกจึงได้กำหนดว่า “ต้นไม้ที่เป็นไม้สงวนตามกฎหมาย หรือไม้อนุรักษ์ไว้ ผู้รับจ้างจะต้องจัดหาผู้ที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญมาโอบล้อม และนำไปปลูกในพื้นที่ใหม่ตามที่ผู้ว่าจ้างกำหนดโดยไม่เกิดความเสียหาย และมีการบำรุงรักษาจนกลับสู่สภาพเดิม”
                    การดำเนินการในขั้นตอนการก่อสร้าง สภาพพื้นที่จริงมีต้นยางนาอยู่ในแนวก่อสร้างถนนตลอดแนว เพื่อลดผลกระทบข้างต้น จึงได้ดำเนินการปรับเลื่อนแนวถนนจากแบบเดิมร่นไปด้านหลังอีก 5.50 เมตร เพื่อให้การล้อมย้ายต้นไม้มีจำนวนน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีจำนวนต้นยางนาและต้นไม้อื่นๆ ที่ต้องล้อมย้ายอีกประมาณ 200 ต้นเศษ เพื่อให้การล้อมย้ายต้นไม้มีความเรียบร้อยเป็นไปตามข้อกำหนดสัญญา จึงได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติดังนี้
                    1. ผู้รับจ้าง จะต้องเสนอแบบแสดงจำนวนต้นไม้ที่ขอล้อมย้าย ให้พิจารณาก่อนดำเนินการ
                    2. ผู้ดำเนินการล้อมย้าย จะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ มีผลงานการล้อมย้ายต้นไม้ในลักษณะเดียวกันกับโครงการ โดยผู้รับจ้างจะต้องเสนอรายละเอียดผู้ดำเนินการล้อมย้ายให้พิจารณาก่อนดำเนินการ
                    3. ผู้รับจ้างจะต้องเสนอแผนและขั้นตอนการดำเนินการล้อมย้ายโดยละเอียด ให้พิจารณาก่อนดำเนินการ
                    ขณะนี้ผู้รับจ้างเสนอแบบแสดงจำนวนต้นไม้ที่ขอล้อมย้าย ตามขั้นตอนที่ 1 แต่ในการดำเนินการ ขั้นตอนที่ 2 และ 3 ยังไม่ดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น
                    ขณะที่ทางบุคลากร นักศึกษา และนักอนุรักษ์ ได้โพสต์รูปภาพพร้อมเชิญชวนภาคประชาชนร่วมกันเคลื่อนไหวคัดค้านการโค่นย้ายต้องยางนาในมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในวันที่ 18 พ.ค.นี้ เวลา 16.00 น.
                    อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เคยถูกวิพากวิจารณ์ และประเด็นพูดคุยถกเถียงกันมานานนับปี เกิดกรณีตัดต้นไม้ดั้งเดิมในมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ สืบเนื่องจากการตัดต้นไม้พื้นถิ่นภายในมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มีจำนวนมากกินเนื้อที่นับร้อยไร่ และการตัดต้นไม้ดังกล่าว ตัดเพียงเพื่อปลูกแตงโม เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2557

เปิดโลกโอกาส)นศ.ไทยผู้ประกอบการธุรกิจวัยเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227871

การศึกษา,นักเรียน,นักศึกษา,เปิด,โลก,โอกาส,นศ.,ไทย

การศึกษา-สาธารณสุข  :  18 พ.ค. 2559

เปิดโลกโอกาส)นศ.ไทยผู้ประกอบการธุรกิจวัยเรียน

เปิดโลกโอกาส)นศ.ไทยผู้ประกอบการธุรกิจวัยเรียน : ชุลีพร อร่ามเนตร

             ครั้งแรกในประเทศไทย สำหรับการ ประกวด “Global Student Entrepreneur Awards (GSEA)” จัดโดยสมาคม “Entrepreneur’s Organization (EO)” เวทีการแข่งขันระดับโลกของนักศึกษาที่ต้องการทำธุรกิจของตนเองในวัยเรียน แถมไม่ใช่เป็นการแข่งขันเฉพาะกับเพื่อนชาวไทย แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ได้ประลองกับเพื่อนๆ ประมาณกว่า 2,000 คน จากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก โดยในส่วนของนักศึกษาผู้ประกอบการจากเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย จำนวน 16 คน เข้ารอบ 52 คนสุดท้าย ชิงชัยรอบชิงชนะเลิศในเมืองไทยเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2559 ณ คอนเวนชั่น ฮอลล์ เอ1 ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์

การประกวด GSEA โดยสมาคม EO เป็นเวทีการแข่งขันระดับโลกที่เปิดโอกาสให้นักเรียนมัธยมและนักศึกษาผู้ประกอบการที่มีความสามารถโดดเด่นจาก 50 ประเทศทั่วโลกเข้าประกวด ภายใต้การสนับสนุน ความร่วมมือของเหล่าสมาคม EO หรือเครือข่ายนักธุรกิจและผู้ประกอบการระดับโลกที่มีสมาชิกกว่า 1.1 หมื่นคน ในธุรกิจ 153 ประเภท จาก 48 ประเทศทั่วโลก ซึ่งในส่วนของประเทศไทย สมาคม EO Thailand ก่อตั้งเมื่อปี 2539 มีสมาชิกสมาคม 110 คน

“ศศมณฑ์ สงวนสิน” ประธานสมาคม EO Thailand กล่าวว่าสมาคม EO เป็นการรวมตัวกันของผู้ประกอบการที่ให้ความสำคัญในการพัฒนาคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดในการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรม หรือผลงานต่างๆ สามารถต่อยอดเป็นธุรกิจ ก้าวสู่เป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จได้ และเมื่อได้รับเลือกให้เป็นประธานสมาคม EO Thailand ก็ต้องการสร้างประวัติศาสตร์ให้แก่ประเทศไทย ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประกวด GSEA ซึ่งเป็นเวทีระดับโลกที่จะได้เห็นถึงศักยภาพของเด็กและเยาวชน ในแต่ละประเทศ เป็นปีแรกที่มีตัวแทนนักศึกษาไทยเข้าร่วม

ปีนี้เป็นครั้งแรกของนักศึกษาไทยที่ได้เข้าร่วม โดยคัดจาก EO Thailand จนได้ผลงานของน้องๆ ทีมหุ่นยนต์กู้ภัย iRAP_Junior มจพ. ที่เข้าร่วมการประกวด จะได้รับการสนับสนุนทั้งองค์ความรู้และทุนในการพัฒนานวัตกรรมของตนเอง ให้นักศึกษาได้เรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการที่ดี ได้ความรู้ทั้งด้านการตลาด การนำเสนอผลงาน ดึงจุดขาย ศักยภาพของนักศึกษาออกมา เปิดโลกทัศน์ มุมมองของการเป็นผู้ประกอบการที่ดีจากประสบการณ์ของนักธุรกิจระดับแนวหน้าของประเทศไทย เพิ่มความรู้แก่เด็ก สร้างเครือข่ายให้แก่เด็ก กระตุ้นให้ได้พัฒนาศักยภาพของตนเองมากขึ้น ทำให้ทั่วโลกได้เห็นถึงความสามารถของเด็กไทยที่ไม่ได้ด้อยกว่าชาติใดในโลก

“น้องเพิร์ด” ภัทรพล บุญฉาย นักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล และการบิน-อวกาศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) หนึ่งเดียวที่ได้เป็นตัวแทนนักเรียนไทย ที่เข้าร่วมการประกวดรอบชิงชนะเลิศ เล่าว่า ได้นำหุ่นยนต์กู้ภัย iRAP_Junior หุ่นยนต์ที่มีสมรรถนะการขับเคลื่อนที่มีความรวดเร็ว และความแข่งแกร่ง สามารถหยิบจับและช่วยกู้ภัย เป็นหุ่นยนต์ที่ได้รับรางวัลรองแชมป์โลกอันดับ 1 และรางวัลนวัตกรรมสมรรถนะการขับเคลื่อนหุ่นยนต์ยอดเยี่ยมระดับโลก (Best in Class Mobility) จากการแข่งขัน World RoboCup Rescue 2015 ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่ประดิษฐ์กับรุ่นพี่ เพื่อนๆ ในทีมอีก 11 คน ไปนำเสนอในงานหนึ่ง และได้เจอกับพี่หญิงชักชวนมาเข้าร่วมการประกวด EO Thailand โดยมีทีมจากเพื่อนๆ อีก 10 มหาวิทยาลัยเข้าร่วม ก่อนจะเหลือเพียง 2 ทีม ไปแข่งขันที่ฮ่องกง และได้อันดับ 3 จึงได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมประกวด GSEA

น้องเพิร์ด เล่าต่อว่า เวทีการประลองแข่งขัน การประกวดเป็นสิ่งที่ดีให้เด็กไทยได้เรียนรู้ ค้นคว้า แสดงถึงความรู้ความสามารถ แนวคิดตนเอง เพราะต้องยอมรับว่า เด็กไทยมีความคิดแต่ติดปัญหาการสนับสนุน ต่อยอดเชิงธุรกิจ เมื่อมีภาคเอกชนภาคธุรกิจช่วยสนับสนุน ส่งเสริมศักยภาพ ต่อยอดองค์ความรู้สู่การสร้างรายได้ อีกหนึ่งแนวทางช่วยพัฒนา สร้างอาชีพให้แก่เด็กได้ อย่างตนตอนแรกคิดแต่จะผลิตหุ่นยนต์ผ่านการศึกษาหาความรู้ โดยอาจเรียนต่อ แต่เมื่อเข้าร่วมการประกวด GSEA ทำให้ได้รู้จักพี่นักธุรกิจ เห็นมุมมองความคิด การตลาด ประสบการณ์ที่ไม่เคยได้รับจากห้องเรียน ทำให้มีความคิดต่อยอดสิ่งประดิษฐ์สู่การเป็นผู้ประกอบการ ทำธุรกิจด้านนี้

ผู้ชนะเลิศในการประกวดจะได้รับรางวัลเงินสด 2 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ และการสนับสนุนด้านต่างๆ เพื่อดำเนินธุรกิจจากสมาชิกสมาคม EO เป็นมูลค่าสูงสุด 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ พร้อมตำแหน่ง EO Global Student Entrepreneur of the Year 2016 และได้เป็นตัวแทนเครือข่ายสมาคม EO ในการประชุม G20Young Entrepreneurs Alliance ที่ประเทศจีน ดูข้อมูลได้ที่ http://www.gsea.orgหรือwww.eonetwort.org


เปิดตัวโครงการ’เด็กกรุงเทพฯ สุขภาพดี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227873

สุขภาพ,เด็ก,กรุงเทพฯ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  17 พ.ค. 2559

เปิดตัวโครงการ’เด็กกรุงเทพฯ สุขภาพดี’

เปิดตัวโครงการ’เด็กกรุงเทพฯ สุขภาพดี Bangkok Healthy Kids’เสริมสร้างสุขภาวะเด็ก สนองนโยบายรัฐ ลดเวลาเรียน-เพิ่มเวลารู้เติมทักษะความรู้ด้านสุขภาวะ ให้ครู-นักเรีย

            เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ ดร.ผุสดี ตามไทรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและนางเบญจมาภรณ์ ลิมปิษเฐียร ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)ร่วมกันเปิดตัวโครงการ “เด็กกรุงเทพฯ สุขภาพดี Bangkok Healthy Kids”เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะของเด็กและเยาวชนในสังกัดกทม. จำนวน438 โรงเรียน

นางเบญจมาภรณ์ ลิมปิษเฐียร ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. กล่าวว่า ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส.ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสุขภาวะไปสู่ทุกกลุ่มเป้าหมายโดยเน้นเด็กและเยาวชน เกิดการปรับทัศนคติและเปลี่ยนพฤติกรรมทางสุขภาพอย่างยั่งยืนได้ด้วยตนเอง โดยเพิ่มทักษะการเรียนรู้ด้านสุขภาวะแก่เด็กและเยาวชน สสส. จึงร่วมมือกับสำนักการศึกษา กทม. ริเริ่มโครงการ “เด็กกรุงเทพฯ สุขภาพดี Bangkok Healthy Kids” ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และการเข้าถึงองค์ความรู้ด้านสุขภาวะ เสริมศักยภาพให้กับนักเรียนและครูเรียนรู้นอกห้องเรียนผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการและเพิ่มพูนทักษะความรู้ผ่านชุดนิทรรศการ กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ ที่ถูกออกแบบเนื้อหาอิงจากสาระการเรียนรู้แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาพลศึกษาที่จะช่วยกระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนตระหนักถึงการมีสุขภาวะและทักษะการใช้ชีวิตในสังคมอีกด้วย

“เด็กและเยาวชนจะได้รับความรู้ด้านสุขภาวะผ่านชุดนิทรรศการเพื่อการเรียนรู้สุขภาวะ ด้วยกิจกรรมและโปรแกรมกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงชั้นการศึกษา ประกอบด้วย1) โปรแกรมการเรียนรู้สำหรับอนุบาลและประถมศึกษาตอนต้น ส่งเสริมการเรียนรู้พื้นฐานเกี่ยวกับตนเองทั้งร่างกาย จิตใจ รู้จักการปฎิบัติตนในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น2) โปรแกรมการเรียนรู้สำหรับประถมศึกษาตอนปลาย ส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อป้องกันปัจจัยเสี่ยงทางด้านสุขภาพ 3) โปรแกรมการเรียนรู้สำหรับมัธยมศึกษาตอนต้น ส่งเสริมการเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจของร่างกายเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น และ 4) โปรแกรมสำหรับมัธยมศึกษาตอนปลาย ส่งเสริมการเรียนรู้การลดพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ของวัยรุ่นและทัศนคติเพื่อการดูแลตัวเองอย่างมีสุขภาวะ เด็กและเยาวชนที่ผ่านกิจกรรมและโปรแกรมกระบวนการเรียนรู้ สามารถนำความรู้ที่ได้จากกิจกรรมไปปรับใช้ในการดำเนินชิวิตประจำวัน เพื่อเสริมสร้างตนเองให้เป็นบุคคลที่มีสุขภาวะ”นางเบญจมาภรณ์ กล่าว

ด้านดร.ผุสดี ตามไทรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกล่าวว่าสำนักการศึกษา กทม.วางยุทธศาสตร์ตามแผนพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐานกรุงเทพมหานคร2556-2559ว่าด้วยการเร่งรัดการส่งเสริมสุขภาพของเด็กและเยาวชนในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครดังนั้น เพื่อผลักดันนโยบายการส่งเสริมสุขภาพเด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง เราจึงให้ความร่วมมือกับศูนย์เรียนรู้สุขภาวะสสส.สนับสนุนโครงการกล่าวเป็นโครงการที่จัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ควบคู่ไปกับการสร้างเสริมความรู้ด้านสุขภาวะให้กับเด็กและเยาวชนและเป็นการตอบสนอง นโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้”ของภาครัฐอีกด้วย สำหรับโครงการนี้จะมีครูในโรงเรียนสังกัด กทม. เข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการ “ครูนักปฎิบัติการสร้างเสริมสุขภาวะ”และมีนักเรียนทั้ง 438โรง เข้ามาร่วมกิจกรรมที่ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะสสส.ตามโปรแกรมกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงชั้นการศึกษา หลังจากจบการอบรมครูสามารถถ่ายทอดการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้นักเรียนที่โรงเรียนได้ส่วนนักเรียนที่เข้ามาร่วมกิจกรรมที่ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะสสส. จะเข้าใจในความรู้ด้านสุขภาวะและสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ


‘ดาว์พงษ์’ชี้ปลด‘ชาญณรงค์’ทำงานไม่เกิดผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227859

ชาญณรงค์,คสช.,สมศ.,ชี้,ปลด,ทำงาน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  17 พ.ค. 2559

‘ดาว์พงษ์’ชี้ปลด‘ชาญณรงค์’ทำงานไม่เกิดผล

‘ดาว์พงษ์’ชี้คสช.สั่งปลด ‘ชาญณรงค์’แจงการทำงานของสมศ.หลายปีไม่เกิดผล แถมกลับทำให้เสียโอกาสและเสียงบประมาณ

            เมื่อวันที่17พ.ค.พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจมาตรา44รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 เรื่อง การปฏิบัติหน้าของผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและคุณภาพการศึกษา (องค์กรมหาชน) เพื่อให้การพัฒนาระบบการประเมินคุณภาพนอกและการประเมินผลการจัดการศึกษา จึงมีคำสั่งให้ ศ.ดร. ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ผอ.สมศ.ระงับการปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว ว่าสมศ.เป็นองค์กรมหาชนที่ขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี

โดยมีพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดูแล แต่มีการทำงานที่เชื่อมโยงกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)ซึ่งคิดว่า คสช.คงดูความเหมาะสมการทำงานของผู้บริหารแล้ว แต่จากนี้คงได้ทำงานแบบพูดคุยกับ สมศ.มากขึ้น เพราะผู้ประเมินและผู้รับการประเมินต้องไปด้วยกันยอมรับซึ่งกันและกันโดยคำสั่งดังกล่าวคงไม่เกิดผลกระทบต่อการประเมิน เพราะได้มีการชะลอเรื่องประเมินไว้ก่อนหน้านี้แล้ว

พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับ การใช้ ม.44ให้ผอ.สมศ.หยุดปฏิบัติหน้าที่นั้น เพราะการทำงานที่ผ่านมามีปัญหาหรือไม่นั้น ต้องยอมรับว่าการปรับเปลี่ยน ผอ.สมศ.นั้น ศธ.เคยได้รายงานถึงปัญหาในการปฏิบัติงานของสมศ. อีกทั้งหน่วยงานที่รับการประเมินค่อนข้าง จะไม่ยอมรับการประเมินของสมศ. แต่ด้วยเหตุผลอะไรก็ไปคิดเอาเอง

อีกทั้งผลการประเมินทั้งคุณภาพภายในและภายนอกที่อยากเห็นคือ ผลการประเมินต้องนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้จริง แต่การทำงานของสมศ.ทำมาตั้งหลายปีก็ไม่ได้อะไรกลับทำให้เสียโอกาสและเสียงบประมาณ ขณะเดียวกันการประเมินต้องมีการพูดคุยกันกับผู้รับการประเมินด้วย เพื่อให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็ออกตัวชี้วัดและให้โรงเรียนปฏิบัติทั้งนี้ ตนเห็นด้วยที่ยังต้องมีการประเมินและองค์กรการประเมินภายในและภายนอก

ด้าน ศ.ดร.ชาญณรงค์ อดีตผู้อำนวยการสมศ. ว่า ยอมรับในคำสั่ง และพร้อมปฏิบัติตาม ซึ่งเชื่อว่าผู้ใหญ่ได้ตัดสินใจดีแล้ว เพราะช่วงนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนรอบการประเมินและที่ผ่านมามีหลากหลายแนวคิด สำหรับการประเมินในรอบ4 มีการปรับเปลี่ยน มีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ห่วงงานที่สมศ. เพราะมีการวางระบบที่สามารถขับเคลื่อนงานได้ ทั้งยังมีกรรมการอีก4ชุด ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถทุกคน

ผู้สื่อข่าวถามว่า เสียใจหรือไม่ที่คสช.มีคำสั่งให้ระงับการปฏิบัติหน้าที่ ศ.ดร.ชาญณรงค์ ยิ้มแต่น้ำตาคลอเบ้า และเลี่ยงที่จะตอบคำถาม

ขณะที่ นายคมศร กล่าวว่าการทำงาน ไม่มีปัญหา สามารถดำเนินการ ได้อย่างต่อเนื่องจะยึดตามนโยบายของรัฐบาลเป็นหลัก ส่วนกรณีที่รัฐบาลสั่งให้ชะลอการประเมินออกไป 2 ปี เพื่อทบทวนตัวบ่งชี้ และปรับปรุงการทำงานของสมศ. นั้น ขณะนี้การจัดทำบ่งชี้ต่างๆ มีความคืบหน้าไปค่อนข้างมาก หากดำเนินการเสร็จก่อนกำหนด ก็จะเสนอให้รัฐบาลพิจารณา

“ที่ผ่านมา พอทราบบ้างว่าจะมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของสมศ. และเคยเสนอให้มีตัวแทนจากมหาวิทยาลัยต่างๆเข้ามาช่วยการบริหารจัดการ หลังจากนี้การบริหารงานต่างๆ คงต้องดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบ และจะปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด เพราะถ้าเรามีความตั้งใจ มีความมุ่งมั่นที่จะทำเพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติ มั่นใจว่า ทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี”รักษาการผู้อำนวยการสมศ.กล่าว

ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าการประเมินยังมีความสำคัญ ทั้งการประเมินภายในและประกันคุณภาพนอก แต่ต้องเป็นการประเมินที่มีมาตรฐาน ที่ได้รับการยอมรับทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ และมีวิธีการที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทยและเหมาะสมกับบริบทของแต่ละมหาวิทยาลัยด้วย ที่สำคัญเมื่อประเมินแล้วจะต้องใช้ผลที่ได้ไปใช้ในการปรับปรุง เช่น หลักสูตร การเรียนการสอน และการผลิตบัณฑิต อีกทั้งวิธีการประเมินจะต้องไม่เป็นภาระกับผู้เกี่ยวข้องมากจนกระทบงานหลัก ซึ่งวันนี้มหาวิทยาลัยใช้เวลากับการประเมิน จนกระทบงานหลัก ดังนั้นจึงควรหาวิธีการประเมินที่สร้างสรรค์ และเป็นที่ยอมรับ


ปรากฏการณ์ดาวอังคารโคจรใกล้โลกสุดในรอบ11ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227858

ดาวอังคาร,ดาวเสาร์,ดาวพฤหัสบดี,ปรากฏการณ์,ดาว,อังคาร,โคจร,โลก,รอบ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  17 พ.ค. 2559

ปรากฏการณ์ดาวอังคารโคจรใกล้โลกสุดในรอบ11ปี

ปรากฏการณ์ดาวอังคารโคจรใกล้โลกสุดในรอบ 11 ปี สังเหตุเห็นได้ด้วยตาเหล่า สุกสว่างบนท้องฟ้าอย่างชัดเจน ใช้กล้องดูดาวทั่วไปเพื่อสังเกตุสภาพบนดาวอังคารได้

            เมื่อวันที่ 17 พ.ค.- ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา รอง ผอ.สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 22-31 พ.ค.59 นี้ จะเกิดปรากฎการณ์ดาวอังคารเข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 11 ปี สามารถสังเกตเห็นดาวอังคารอย่างชัดเจนได้ด้วยตาเปล่าในทิศตะวันออกเฉียงใต้ของท้องฟ้าหลังพระอาทิตย์ตก ดาวอังคารในช่วงนี้จะสุกสว่างมาก โดยสุกสว่างเป็นรองจากดาวศุกร์ที่สุกสว่างที่สุด และอาศัยแค่กล้องดูดาวขนาดเล็ก ก็สามารถเห็นรายละเอียดบนพื้นผิวดาวอังคารได้อย่างชัดเจน เพราะในช่วงวันดังกล่าวดาวอังคารจะมีขนาดใหญ่มาก โดยขนาดของดาวอังคารที่มองเห็นจะมีขนาดไล่เลี่ยกับดาวเสาร์ (ไม่รวมวงแหวน)

ดร.ศรัณย์ กล่าวว่า โดยปกติ จะมีโอกาสเห็นดาวอังคารขนาดใกล้ไม่มาก เพราะวงโคจรของโลกกับดาวอังคารมีความแตกต่างกัน วงโคจรของดาวอังคารจะเป็นวงรีมากกว่าและใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์ประมาณ 2 ปี แต่ ทุก ๆ 26 เดือนวงโคจรของโลกและดาวอังคารจะมาทันกัน เป็นตำแหน่งที่ดาวอังคาร โลก และดวงอาทิตย์ เรียงอยู่ในเส้นตรงเดียวกัน โดยมีโลกอยู่ตรงกลาง หรือที่เรียกว่า กาวอังคารอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์(Opposition ) เป็นผลให้สามารถสังเกตเห็นดาวอังคารมีความสว่างมากกว่าช่วงเวลาอื่น อย่างไรก็ตาม ทุกๆ ประมาณ 15 ปี วงโคจรของโลกและดาวอังคารในตำแหน่ง Opposition จะเข้าใกล้กันมากที่สุด

“เมื่อเดือนพ.ย.2548 ดาวอังคารโคจรเข้ามาอยู่ใกล้โลกจนสามารถมองเห็นดาวจันทร์ได้ในขนาด 20 ลิปดา หลังจากนั้น ก็เริ่มโคจรห่างโลกออกไป แต่ปี 2559 ดาวอังคารจะโคจรเข้าได้ในขนาดใกล้เคียงกับปี 2548 โดยจะเริ่มโคจรเข้าในตำแหน่ง Opposition ตั้งแต่วัยที่ 22 พ.ค. ช่วงนี้จะเริ่มเห็นดาวอังคารสว่างชัดเจน จนเช้าวันที่ 31 พ.ค.นี้ ดาวอังคารจะเข้าใกล้โลกมากที่สุดมีระยะห่าง 75.28 ล้านกิโลเมตร ขนาด 18.6 ลิปดา ซึ่งเป็นโอกาสดีที่จะได้ศึกษาดาวอังคารอย่างใกล้ชิด โดยจะสามารถมองเห็นดาวอังคารได้ชัดเจนประมาณ 2 เดือน ถึลประมาณเดือนมิถุนายน”

ดร.ศรัณย์ กล่าวว่า เมื่อดาวอังคารเข้ามาใกล้โลกมาก เพราะฉะนั้นอาศัยแค่กล้องดูดาวขนาดเล็กก็ยังสังเกตเห็นรายละเอียดที่น่าตื่นตาตื่นใจบนพื้นผิวดาวอังคาร ที่น่าสนใจ คือ ภูเขาไฟบนดาวอังคาร ซึ่งมีการค้นพบทั้งหมด 4 ลูก ทุกลูกเป็นภูเขาไฟที่ดับแล้ว เนื่องจากพื้นผิวดาวอังคารที่เย็นจัด อุณหภูมิเฉลี่ยบนดาวอังคาร ติดลบถึง 63 องศา และเป็นดาวเตราะห์ที่แกนกลางของดาวดับแล้ว

อย่างไรก็ตาม ภูเขาไฟ 1ในจำนวนนั้นเป็นภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยจักรวาล ชื่อว่า ภูเขาไฟ Olympus Mon ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 600 กิโลเมตร หรือระยะทางจากกรุงเทพฯถึงเชียงใหม่ และมีความสูงถึง 25 กิโลเมตร สูงกว่ายอดเขาเอเวอร์เรสต์กว่า 3 เท่า นอกจากยังสังเกตเห็นลักษณะพื้นผิวของดาวอังคารที่มีแถบสีเข้ม รวมทั้งอาจสามารถสังเกตเห็นขั้วน้ำแข็งบนดาวอังคาร รวมถึงสังเกตเห็นเมฆของดาวอังคาร ที่เกิดจากน้ำที่ขั้วโลกระเหิดขึ้นมาเป็นเกล็ดน้ำแข็งหรือไอน้ำในอากาศ เช่นเดียวกับเมฆบนโลก

“ในช่วง 4-5 ปีนี้ เป็นช่วงที่เหมาะแก่การศึกษาดาวอังคารเป็นอย่างมาก เพราะดาวอังคารเข้ามาใกล้โลก โดยในเดวันที่ 31 ก.ค.2561 ดาวอังคารจะอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์อีกครั้งด้วยระยะห่างเพียง 57.5 ล้านกิโลเมตร และในช่วง 22-31 พ.ค.นี้ จะสังเหตุเห็นดาวเสาร์ ดาวพฤหัสบดีและดวงจันทร์ได้หลังอาทิตย์ลับขอบฟ้าด้วย ทั้งนี้ยืนยันว่า ดาวอังคารใกล้โลกไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อโลกทั้งสิ้น เพราะอยู่ห่างและขนาดเล็กกว่าโลกมาก มีมวลแต่ 1 ใน 10 ของโลก “

ดร.ศรัณย์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์กรมหาชน) ได้เตรียมตั้ง 4 จุดสังเกตการณ์หลัก ชวนชม “ดาวอังคารใกล้โลกที่สุดในรอบ 11 ปี” ขึ้นในวันที่ 22 พ.ค.2559 ตั้งแต่เวลา 18.00-22.00 น. ในกรุงเทพฯ บริเวณลานพาร์คพารากอน เชียงใหม่ที่หอดูดาวสิริธร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นครราชสีมาที่หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา และฉะเชิงเทราที่หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา และในวันที่ 31 พ.ค.ที่ ลานน้ำพุ ศูนย์การค้าเมญ่า เชียงใหม่

“ปรากฎการณ์ดาวอังคารใกล้โลกนี้ จะสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนได้เรียนรู้ สังเกตุการณ์ดาวอังคาร ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่ใกล้เคียงโลกมากสุด มีฤดูกาลคล้ายโลก แม้จะเย็นจัดแต่ฤดูร้อนบนดาวอังคาร อุณหภูมิเฉลี่ยถึง 30 องศา และพบหลักฐานว่า มีน้ำบนดาวอังคาร ซึ่งน้ำเป็นต้นกำเนิดของชีวิต เพราะฉะนั้น นักวิทยาศาตร์จึงยังไม่ตัดประเด็นความเป็นไปได้ ที่อาจบวอ่งมีขีสิตบนดาวอังคารออกไป”


ภตช.เผยแป๊ะเจี๊ยะเด็กฝากสะพัดกว่า2หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227857

แป๊ะเจี๊ยะ,เด็กฝาก,โรงเรียน,เผย,แป๊ะ,เด็ก,สะพัด,หมื่น,ล้าน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  17 พ.ค. 2559

ภตช.เผยแป๊ะเจี๊ยะเด็กฝากสะพัดกว่า2หมื่นล้าน

ภตช.เผย แป๊ะเจี๊ยะปีนี้เงินสะพัดกว่า 2 หมื่นล้านบาท ผู้ปกครองเห่อฝากลูกเข้า ร.ร.ดัง ระดับชั้นนำของประเทศหัวละ 5 แสน บางแห่งรีดเงินบริจาคอีกหัวละ 6,000 บาท

            เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นของชาติ (ภตช.) กล่าวว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนถึงการรับนักเรียนในระดับชั้น ม.1 และ ม.4 ปีการศึกษา 2559 ว่า มีการเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะฝากเด็กจำนวนมาก แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีคำสั่งห้ามไว้เด็ดขาดแล้วก็ตาม แต่ปรากฏว่าตลอดฤดูการรับสมัครนักเรียนจนกระทั่งเปิดภาคเรียนที่ 1 พบว่ามีผู้บริหารโรงเรียน ครู พ่อแม่ ผู้ปกครอง ร้องเรียนมาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียนมีชื่อเสียงจำนวน 366 โรงเรียน และโรงเรียนขนาดปานกลางอีกจำนวน 350 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 716 โรงเรียน

“ผมได้ข้อมูลมาว่า มีผู้ใหญ่ระดับใหญ่มากฝากเด็กเงื่อนไขพิเศษมากกว่า 100 คน ฝากผ่านข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงลงมาตามลำดับขั้นหลายระดับและหลังได้เข้าเรียนแล้ว ผู้อำนวยการโรงเรียน หรือรองผู้อำนวยการ จะมอบหมายให้ครูที่เป็นเจ้าหน้าที่อัตราจ้างโทรติดตามทวงเงินจากพ่อแม่ผู้ปกครองที่ฝากลูก หลังเปิดเทอมผู้ปกครองก็เตรียมหลบ เพราะจ่ายให้คนใกล้ชิดผู้มีอำนาจไปแล้ว” เลขาธิการ ภตช.กล่าว

นายมงคลกิตติ์ กล่าวอีกว่า การเรียกรับเงินเข้า ม.1 และ ม.4 ปีนี้ มีรูปแบบแตกต่างจากทุกปี  เพราะกลายเป็นเงินออกนอกระบบ เงินไม่เข้าโรงเรียน และไม่เข้าผู้บริหารโรงเรียน โดยเฉพาะการเรียกรับเงินด้วยเงื่อนไขพิเศษของโรงเรียนดีเด่นดัง เฉลี่ยเรียกรับเงินตกหัวละ 1 แสนบาทขึ้นไป จากนักเรียนที่มาด้วยเงื่อนไขพิเศษ ห้องละ 60 คนบ้าง 80 คนบ้าง รวมแล้วประมาณ 8,400 คน หากเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงระดับชั้นของประเทศแล้วจะเรียกรับเงินตกหัวละ 5 แสนบาทขึ้นไป หากฝากผ่านเจ้าอาวาสวัดราคาลดลงเหลือ 3 แสนบาทต่อราย ทำให้เงินแป๊ะเจี๊ยะสะพัดกว่า 2 หมื่นล้านบาท

เลขาธิการ ภตช.ระบุว่า นอกจากนี้ยังมีเงินที่โรงเรียนบังคับให้พ่อแม่ผู้ปกครองจ่ายในรูปแบบของเงินบริจาค โรงเรียนจะเก็บจากเด็กทุกคน นอกเหนือจากเงินบำรุงการศึกษา ตั้งแต่ 2,000-10,000 บาท แต่มีโรงเรียนที่มีชื่อเสียงย่านใจกลางเมืองบังคับให้ผู้ปกครองต้องจ่ายกันทุกคน คนละ 6,000 บาท รูปแบบเก็บเงินประเภทนี้ ผู้บริหารโรงเรียนมอบหมายให้เจ้าหน้าที่อัตราจ้างที่มาเป็นครูสอนชดเชยครูขาดแคลนทำหน้าที่โทรศัพท์ติดตามทวงหนี้จากผู้ปกครอง

“ผมและทีมงานได้ประสานสถานศึกษาในพื้นที่ที่มีโรงเรียนดีเด่นดัง เพื่อขอตรวจสอบข้อเท็จจริง ในเบื้องต้นจะลงพื้นที่ภายในสัปดาห์นี้ และจะลงพื้นที่ทุกสัปดาห์ คาดว่าภายใน 2-3 สัปดาห์ จะรวบรวมข้อมูลหลักฐานส่งให้นายกรัฐมนตรี รมว.ศึกษาธิการ และคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยให้เป็นรูปธรรม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อให้เรียกสอบผู้คนที่เกี่ยวข้องกับการรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ ซึ่งกรณีเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะมีความผิดทั้งคนรับและคนจ่าย ผมเชื่อว่า หากหลักฐานถึงใครนายกรัฐมนตรีคงสั่งเชืิอดแน่ เพราะนายกฯ ประกาศชัด รับเด็กต้องโปร่งใส เป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม” เลขาธิการ ภตช.กล่าว

 

กทม.ไม่ห้ามรพ.ใช้พัดลมไอน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227828

กทม.,สาธารณสุข,สธ.,เชื้อโรค,พัดลมไอน้ำ,โสภณ เมฆธน,ผุสดี ตามไท

การศึกษา-สาธารณสุข  :  17 พ.ค. 2559

กทม.ไม่ห้ามรพ.ใช้พัดลมไอน้ำ

กทม.ขอความร่วมมือ รพ.-สาธารณสุขในสังกัด งดใช้ ‘พัดลมไอน้ำ’ หวั่นเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรค เปิดช่องหากสามารถดูแลความสะอาดได้ จะใช้ไม่ว่ากัน

                    17 พ.ค. 59  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณี นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ไม่ได้ใช้พัดลมไอน้ำทั้งในตึกผู้ป่วยนอกและหอผู้ป่วย ตามคำแนะนำของสถาบันบำราศนราดูร เนื่องจากหากไม่มีการทำความสะอาดภาชนะบรรจุน้ำของพัดลมไอน้ำ จะเกิดการปนเปื้อนของเชื้อลีเจียนแนร์และเชื้อจากโรคระบบทางเดินหายใจอื่นๆ แพร่กระจายไปสู่บุคคลอื่นในโรงพยาบาลจากละอองน้ำ ซึ่งจะมีผลอย่างมากโดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำนั้น
                    ล่าสุด นางผุสดี ตามไท รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า กทม.ยินดีทำตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข จึงได้ทำหนังสือถึงโรงพยาบาลในสังกัด กทม.ทั้ง 9 แห่ง และสาธารณสุขของ กทม.อีก 68 แห่ง เพื่อขอความร่วมมืองดใช้พัดลมไอน้ำ เนื่องจากมีความสุ่มเสี่ยงในการติดเชื้อโรคต่างๆ เพราะมีการหมักหมมของน้ำ อย่างไรก็ตาม หากมีหน่วยงานทางการแพทย์สถานที่ใด สามารถดูแลและทำความสะอาดพัดลมไอน้ำได้ดี ก็สามารถใช้ได้ไม่ว่ากัน

เปิดโลกยานยนต์ของหนู ที่โรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227791

อี-เปเปอร์,เด็ก,หนู,ธาม,ณัฐ,เปเปอร์มาเช่,รถยนต์,เปิด,โลก,ยานยนต์

การศึกษา-สาธารณสุข  :  17 พ.ค. 2559

เปิดโลกยานยนต์ของหนู ที่โรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่

เปิดโลกยานยนต์ของหนู ที่โรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่

           “ขับ ขับ ขับ รถยนต์ไป ขับ ขับ ขับ รถยนต์กัน ทางจะใกล้จะไกลไม่สำคัญ มันอยู่ที่เป็นของเรา”

เสียงเพลงที่ขับร้องประสานเสียงกันแจ้วๆ ของเด็กๆ แว่วมาจากห้องนิทรรศการ Project Approach เรื่อง “รถยนต์” ของน้องๆ ชั้นอนุบาลปีที่ 3/2 โรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่ เด็กๆ กำลังช่วยกันร้องเพลงที่ร่วมกันคิดและแต่งขึ้นคนละประโยคและนำมาเรียบเรียงใหม่ และทำท่าทางตามจังหวะของตัวโน้ต เพื่อส่งเสริมทักษะให้เด็กๆ ในด้านของดนตรีและภาษาไทยได้อย่างกลมกลืนโดยให้คุณครูช่วยนำทำนองเพลง “ปั่นจักรยาน Bike for dad” มาใส่ทำนองให้และร่วมร้องกันอย่างสนุกสนาน

ไปตามติดบรรยากาศภายให้ห้องเรียนของน้องๆ อนุบาลปีที่ 3/2 ที่ถูกจัดให้เป็นนิทรรศการ เรื่อง “รถยนต์” ขนาดย่อม ที่น้องๆ ใช้เวลาการเรียนรู้กันทั้งหมด 7 สัปดาห์ โดยเริ่มจากเด็กทุกคนในชั้นเรียนช่วยกันคิดหัวข้อเรื่องที่สนใจอยากเรียนรู้ และสรุปเสียงโหวตได้ว่าเรื่อง รถยนต์ คือเรื่องที่เด็กๆ สนใจอยากเรียนรู้มากที่สุด

ซึ่ง ครูนงชนก หมั่นเฮง หรือ “ครูอึ่ง” ครูประจำชั้นของเด็กๆ อ.3/2 เล่าว่า หลังจากที่เด็กๆ ได้พูดคุยถึงสิ่งที่เด็กสงสัยกันแล้ว คุณครูจะให้เด็กๆ ได้เลือกทำกิจกรรมที่แสดงออกถึงประสบการณ์เดิมเกี่ยวกับ “รถยนต์” ผ่านกิจกรรมวาดภาพด้วยสีไม้ สีเทียน สีเมจิ สีน้ำ และประดิษฐ์เศษวัสดุตกแต่งตามใจชอบ เด็กๆ ได้สังเกต สำรวจและสัมผัส อุปกรณ์ต่างๆ ที่นำมาประดิษฐ์เป็นรถยนต์ อีกทั้งยังได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครองใจดี ธารทิพย์ ปิยะสมบัติกุล ที่ได้นำรถยนต์มาให้เด็กๆ ได้สังเกต สำรวจและสัมผัส อุปกรณ์ต่างๆ จากของจริง ซึ่งเป็นการสร้างเสริมทักษะด้านศิลปะและวิทยาศาสตร์ให้แก่นักสำรวจตัวน้อยๆ กันเลยทีเดียว

สาวน้อยช่างพูด “น้องคะนิ้ง” ด.ญ.ปุณยาภา หวังเจริญรุ่ง เล่าประวัติความเป็นมาของรถยนต์ ว่า คาร์ล เบนซ์ ผู้ประดิษฐ์รถยนต์คันแรกของโลก วิศวกรชาวเยอรมัน ความสำเร็จแรกของเขาก็คือ เขาสามารถผลิตเครื่องยนต์ที่ทำงานสองจังหวะได้สำเร็จ ต่อมาก็ผลิตเครื่องยนต์สี่จังหวะได้สำเร็จ และได้นำไปติดตั้งกับรถสามล้อ และใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงเพื่อขับเคลื่อนรถยนต์ จึงนับได้ว่ารถสามล้อคันนี้ เป็นรถยนต์คันแรกของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ และตั้งชื่อว่า “มอเตอร์วาเก้น”

เพื่อฝึกการใช้งานคอมพิวเตอร์และส่งเสริมให้เด็กใช้เทคโนโลยีในการค้นหาข้อมูล เด็กๆ จึงใช้อินเทอร์เน็ตหาข้อมูลในกูเกิลและพิมพ์คำที่ต้องการ เกี่ยวกับส่วนประกอบต่างๆ ของรถยนต์ ซึ่ง “น้องธาม” ด.ช.ธนกฤต วิทยนันท์ ได้นำรถยนต์จำลองมาเล่าถึงส่วนประกอบของรถยนต์ที่ได้ไปสืบค้นมา “ส่วนประกอบภายนอกของรถจะมีกระจกมองข้าง มีล้อ 4 ล้อ มีประตูหน้าไว้เปิดปิด มีป้ายทะเบียน ด้านหน้าและด้านหลัง มีไฟใหญ่หน้า มีไฟข้างมองเห็นรถที่วิ่งด้านหลัง มีที่ปัดน้ำฝนให้เรามองเห็นถนนเวลาฝนตก มีกระจกบังลมหน้า ด้านหลังมีไฟท้ายให้รถคันหลังเห็นรถของเรา ด้านในของรถมีคันเร่งไว้เหยียบให้รถเดินหน้า มีหน้าปัดบอกความเร็ว มีเข็มขัดคาดไว้เพื่อให้คนปลอดภัย มีเบาะให้นั่ง และมีพวงมาลัยไว้ให้ขับรถเคลื่อนที่ไปได้

“น้องณัฐ” ด.ช.คุณัชญ์ ไทรงาม บอกว่า คีมเอาไว้ซ่อมรถ ป้ายทะเบียนรถสีแดงจะเป็นป้ายรถใหม่ ขับได้ 45 วัน จะเปลี่ยนเป็นสีขาว รถยนต์เติมน้ำมันได้ 2 ประเภท คือ น้ำมันดีเซลกับเบนซิน  เครื่องยนต์เบนซินคาร์ลเบนซ์เป็นคนสร้าง ใช้หัวเทียนก่อนที่จะใช้น้ำมันเบนซิน รถใช้เครื่องจักรไอน้ำก่อนและเครื่องยนต์ดีเซลใช้หัวฉีด น้ำมันเบนซินใช้กับรถยนต์ รถแท็กซี่ ส่วนน้ำมันดีเซลใช้กับรถบรรทุก รถกระบะและรถบัส

การทำโครงงานเรื่อง “รถยนต์” เด็กๆ ได้ร่วมกันทบทวนความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ โดย “น้องคูน” ด.ช.ธัชชัย อภินัยนาถ ได้สรุปการค้นคว้าว่า รถยนต์หมายถึงยานพาหนะทางบกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ไฟฟ้า น้ำมันและพลังงานอื่นๆ กว่าจะมาเป็นรถยนต์ในปัจจุบันได้ต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ ตอนแรกเครื่องยนต์เป็น 2 จังหวะ และพัฒนาเป็น 4 จังหวะ ต่อมาก็เป็นดีเซลที่ใช้ในปัจจุบัน ยี่ห้อรถยนต์มีโตโยต้า บีเอ็มดับเบิลยู อีซูซุ ฮอนด้า มาสด้า เป็นต้น น้องคูนยังเล่าต่อให้เราฟังถึงขั้นตอนการผลิตรถยนต์ว่า การผลิตรถยนต์คือ 1.ออกแบบทำรถยนต์จำลองขึ้นมาในขนาดเท่ากับของจริง 2.สร้างรถยนต์จำลองขึ้นมาเท่ากับขนาดของจริง 3.ทดสอบโดยการผลิตรถยนต์ขึ้นมาทดสอบการชน 4.ผลิตรถยนต์ในโรงงานเท่ากับของที่จำลองไว้ และ 5.นำรถยนต์ไปจำหน่ายในโชว์รูม


บิ๊กตู่ใช้ม.44ปลด’ชาญณรงค์’ผอ.สมศ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227797

ม.44,สมศ.,การศึกษา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  16 พ.ค. 2559

บิ๊กตู่ใช้ม.44ปลด’ชาญณรงค์’ผอ.สมศ.

คสช.ประกาศใช้อำนาจตามมาตรา 44 สั่งปลด “ชาญณรงค์” ผอ.สมศ. แจงเหตุเพื่อให้การพัฒนาระบบการประเมินคุณภาพภายนอกและการประเมินผลการจัดการศึกษา เป็นไปตามความมุ่งหมาย

           เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 23/2559 เรื่อง การปฏิบัติหน้าที่ของผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. ว่า เพื่อให้การพัฒนาระบบการประเมินคุณภาพภายนอกและการประเมินผลการจัดการศึกษา อันเป็นกลไกสำคัญของการตรวจสอบคุณภาพของสถานศึกษาในแต่ละระดับ เป็นไปตามความมุ่งหมายและหลักการตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปการศึกษาของประเทศ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้ นายชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ระงับการปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราวจนกว่าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ข้อ 2 ให้นายคมศร วงษ์รักษา รองผู้อำนวยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) จนกว่าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ข้อ 3 คำสั่งให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ลงคำสั่ง ณ วันที่ 16 พฤษภาคม พุทธศักราช 2559

ภายหลังมีคำสั่งดังกล่าว ศ.ดร.ชาญณรงค์ กล่าวให้สัมภาษณ์เพียงสั้นๆ ว่า ยังไม่ทราบว่ามีคำสั่งให้ระงับการปฏิบัติหน้าที่ จึงยังไม่ขอพูดอะไรมากขอดูคำสั่งก่อน

ด้าน ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คำสั่งดังกล่าว น่าจะเกิดจากความขัดแย้งในทางนโยบาย และแนวทางการทำงาน ระหว่าง สมศ. และผู้กำกับดูแล สมศ. หรือผู้รับฟังข้อมูล อย่างรัฐมนตรี และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดย สมศ.พยายามปฏิบัติตามกรอบเวลา เพื่อให้มีการประเมินคุณภาพภายนอกรอบ 4 ทั้งที่ในส่วนของรัฐมนตรี และ สปท.เห็นว่าการประเมินต้องชะลอออกไปก่อน 2 ปี เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า สมศ.มีจุดบกพร่อง ต้องปรับปรุงแก้ไข

“คำสั่งระงับหน้าที่ ผอ.สมศ.ครั้งนี้ เชื่อว่า น่าจะส่งผลให้การประกันคุณภาพต้องเลื่อนออกไปอีก 2 ปีแน่นอน เพื่อปรับปรุงรายละเอียดต่างๆ รวมถึงน่าจะมีการปรับทิศทางการทำงาน ให้มีหลักการคิด แนวคิด และแนวปฏิบัติ ตัวบ่งชี้ต่างๆ ที่น่าจะลดลง สะท้อนการประกันคุณภาพการศึกษาที่ชัดเจนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวมองว่า คำสั่งที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ตามที่ คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 นั้น ทุกคำสั่งที่ผ่านมา รวมถึงคำสั่งครั้งนี้ เป็นการใช้อำนาจที่ถูกจุด และเชื่อว่าคนในวงการการศึกษารู้สึกพอใจ เพราะเป็นเจตนาเพื่อแก้ปัญหาให้เกิดการพัฒนาและตรงกับความต้องการของคนส่วนใหญ่” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว


เด็กโยธินบูรณะยังอาลัยร.ร.เก่าแม้ที่ใหม่สวยงาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227770

โยธินบูรณะ,เกียกกาย,รัฐสภาใหม่,เด็ก,โยธิน,บูรณะ,เดินขบวน,ร.ร.,เก่า,ใหม่

การศึกษา-สาธารณสุข  :  16 พ.ค. 2559

เด็กโยธินบูรณะยังอาลัยร.ร.เก่าแม้ที่ใหม่สวยงาม

เปิดเทอมวันแรก! ร.ร.โยธินบูรณะทำพิธีส่งมอบพื้นที่โรงเรียนที่เกียกกายเพื่อสร้างรัฐสภาใหม่ พร้อมกันนี้ได้เคลื่อนขบวนเกียรติยศจากที่เก่าไปพื้นที่ใหม่

            เมื่อวันที่16พ.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พร้อมกันทั่วประเทศวันแรก โดยที่โรงเรียนโยธินบูรณะเวลา08.00น.ได้มีพิธีส่งมอบพื้นที่โรงเรียนโยธินบูรณะ(เกียกกาย)ให้กับสำนักงานเลขาธิการรัฐสภาเพื่อใช้ก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่มี พล.อ.อ.ชลิตพุกผาสุของคมนตรีเป็นประธานในพิธีและมีนายการุณ สกุลประดิษฐ์เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(เลขาธิการกพฐ.)นายอดิศักดิ์วิไลลักดิ์ผู้อำนวยการโรงเรียนโยธินบูรณะครูและนักเรียนเข้าร่วม

พล.อ.อ.ชลิตกล่าวว่าโรงเรียนโยธินบูรณะแห่งนี้ได้ก่อสร้างและจัดการเรียนการสอนมาเป็นเวลาถึง80ปีได้ผลิตลูกศิษย์ที่มีคุณภาพออกสู่สังคมจำนวนมากและสร้างคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติในทุกๆด้านซึ่งสถาบันแห่งนี้เป็นแหล่งรวมความรักผูกพันธ์ของศิษย์ครูและสังคมอย่างต่อเนื่องตามเอกลักษณ์ของโรงเรียนที่ว่า“โยธิน….ถิ่นคนดี”ศิษย์โยธินบูรณะทุกคนจะยึดถือเป็นคติประจำใจโดยปฏิบัติตนเป็นคนดีของสังคมไทยศิษย์โยธินบูรณะทุกคนจะดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

“วันนี้นับเป็นกิจกรรมครั้งสุดท้ายที่ครูอาจารย์ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันได้มาร่วมชุมนุมและร่วมรำลึกถึงสถานที่อันเป็นประวัติศาสตร์ของโรงเรียนโยธินบูรณะที่มีความรู้สึกอบอุ่นและความผูกพัน”พล.อ.อ.ชลิต กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าต่อมาเวลา09.20น.ภายหลังเสร็จพิธีส่งมอบพื้นที่โรงเรียนโยธินบูรณะเสร็จสิ้น ได้มีการตั้งขบวนเกียรติยศของนักเรียนออกจากโรงเรียนโยธินบูรณะเกียกกายไปยังโรงเรียนโยธินบูรณะแห่งใหม่ถนนประชาราษฎร์สาย1ทั้งนี้ในขบวนประกอบด้วยขบวนจักรยาน40คันต่อด้วยป้ายโรงเรียนโยธินบูรณะแถวธงชาติ8ธงรถโบราณประดิษฐานพระพุทธสุพัฒน์โยธินบูรณาภิรักษ์ขบวนคณะผู้มีเกียรตินำโดยพล.อ.อ.ชลิตและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานร.ร.โยธินบูรณะสมาคมศิษย์เก่าครูอาวุโสวงโยธวาธิตลูกเสือเหล่า8คนขบวนรถโบราณ9คันและรถพยบาลปิดท้าย

ต่อมาเวลา10.05น.ขบวนได้เคลื่อนมาถึงโรงเรียนใหม่โดยมีนักเรียนและครูโบกธงต้อนรับและขบวนได้เคลื่อนเข้ามายังชั้น1ของอาคารเรียนรวมเพื่อทำพิธีสักการะพระพุทธสุพัฒน์โยธินบูรณาภิรักษ์และกิจกรรมต้อนรับน้องใหม่

ด้านนายอดิศักดิ์กล่าวว่าภายหลังจากที่ย้ายมาอยู่แห่งใหม่เรียบร้อยแล้วก็จะเร่งดำเนินการให้โรงเรียนเกิดความสมบูรณ์ให้มากที่สุดและเร็วที่สุดโดยเฉพาะด้านการศึกษาสำหรับอาคารที่ยังไม่แล้วเสร็จเช่นอาคารพลศึกษาโรงอาหารอาคารฝึกงานสำหรับเรียนวิชาชีพวิชาคหกรรมอุตสาหกรรมศิลปศาสตร์สวนอัตราครูผู้สอนขณะนี้กมีครูลาออกไปกว่า10คนแต่ก็ได้มีการขออัตราครูเข้ามาทดแทนซึ่งขึ้นอยู่กับสพฐ.จะพิจารณาให้อัตราคืนมาได้เท่าใด

น.ส.กนกกุลเอกธรรมบดีนักเรียนชั้นม.6กล่าวว่าเป็นวันแรกที่ตนและเพื่อนๆย้ายมาเรียนที่ใหม่ก็รู้สึกแปลกที่แต่จากภายนอกก็เห็นได้ว่าที่เรียนใหม่นี้มีความสะอาดและมีความพร้อมกว่าที่เดิม แต่ก็ยังรู้สึกคิดถึงที่เดิมอยู่ นอกจากนี้ อยากให้ที่ใหม่มีต้นไม้มากๆจะได้ร่มรื่นและมีโรงเรียนมีโรงยิมในร่มด้วย ทั้งนี้ คาดว่าปีต่อๆไปจะมีนักเรียนมาเรียนมากขึ้น

สำหรับโรงเรียนโยธินบูรณะเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.)เขต1กรุงเทพมหานครสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ก่อตั้งเมื่อวันที่8ม.ค. 2461โดยรองหัวหมื่นพระอนุวัฒน์ราชนิยมได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาเป็นประธานในพิธีเปิดโรงเรียนและได้กราบบังคมทูลขอพระกรุณาขอพระราชทานนามขื่อว่าโรงเรียนอนุวัฒน์ศึกษาคารต่อมาเริ่มมีความหนาแน่นของประชากรบางซื่อมากขึ้นทำให้โรงเรียนเดิมคับแคบทางคุณครูภักดิ์ฉวีสุขครูใหญ่ของโรงเรียนอนุวัฒน์ศึกษาคารจึงเสนอต่อกระทรวงธรรมการ(กระทรวงศึกษาปัจจุบัน)ให้ดำเนินการเจรจาขอที่ดินว่างเปล่า3แห่งคือ1ที่ดินหลังกรมทหารสื่อสารกองพันที่22.ที่ดินริมกรมทหารสื่อสารกองพันที่1ด้านเหนือและ3.ที่ดินตรงข้ามกรมทหารม้ารักษาพระองค์ซึ่งกระทรวงกระลาโหมรับทราบและมอบที่ดิน9.3ไร่ให้เมื่อวันที่9ส.ค. 2477

จากนั้นกระทรวงธรรมการจึงนำนักเรียนมารวมกันและตั้งชื่อร.ร.แห่งใหม่แห่งนี้ว่าโรงเรียนมัธยมโยธินบูรณะต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนโยธินบูรณะเปิดปฐมกฤกษ์เมื่อวันที่20มิ.ย. 2478เปิดสอนเป็นโรงเรียนชายล้วนก่อนจะรับนักเรียนหญิงในระดับมัธยมปลายปีแรกในปีการศึกษา2538ต่อมาในปีการศึกษา2541เริ่มรับนักเรียนหญิงในระดับมัธยมต้นและได้รับอนุมัติให้เปิดการเรียนการสอนหลักสูตรกระทรวงศึกษาฯภาคภาษาอังกฤษปีการศึกษา2541ต่อมาปีการศึกษา2553เปิดการเรียการสอนหลักสูตรนานาชาติและปีการศึกษา2556เปิดห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์-คณิตย์ศาสตร์ปัจจุบันโรงเรียนโยธินบูรณะมีผอ.ทั้งหมด23คนปัจจุบันคือนายอดิศักดิ์วิไลลักดิ์ปัจจุบันมีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1-6รวมประมาณ3,800คน