ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228140
การศึกษา-สาธารณสุข : 23 พ.ค. 2559
‘ประชารัฐ’ ช่วยแรงงานนอกระบบ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228140
‘ประชารัฐ’ ช่วยแรงงานนอกระบบ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228165
ตั้งสติวิ่ง’งานเดิน-วิ่งสมาธิวิสาขะพุทธบูชาฯ’
วันที่ 22 พฤษภาคม ที่พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ประธานในพิธีเปิดเดิน-วิ่งสมาธิ วิสาขะ พุทธบูชา ถือศีลห้า ลด ละ อบายมุข ประจำปี 2559 ซึ่งจัดขึ้นทั่วประเทศเป็นประจำทุกปี เนื่องในวันวิสาขบูชา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 กล่าวว่า งานเดิน-วิ่งสมาธิ วิสาขะ พุทธบูชา ถือศีลห้า ลด ละ อบายมุขจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 15 โดยสสส.ร่วมกับสมาพันธ์ชมรมเดิน วิ่งเพื่อสุขภาพไทย และมูลนิธิสมาพันธ์ชมรมเดิน วิ่งเพื่อสุขภาพไทยจัดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาและเป็นกิจกรรมที่เน้นความสัมพันธ์ของกายและจิตที่ต้องมีการออกกำลังกายควบคู่กับไปอย่างสมดุล สอดคล้องกับการทำงานของสสส.โดยแผนส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ที่ส่งเสริมการเพิ่มอัตราการมีกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวันที่เพียงพอ ซึ่งงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศหลายชิ้นพบว่า การมีกิจกรรมทางกายหรือออกกำลังกายอาทิ เดิน วิ่ง ปั่นจักรยานอย่างมีสติส่งผลต่อสมองและอารมณ์ในเชิงบวก ทำให้เกิดประสิทธิภาพและความสุขที่เพิ่มมากขึ้นในชีวิต
ดร.สุปรีดา กล่าวต่อว่า จากการสำรวจความคิดเห็นอของประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรมโครงการเดิน-วิ่งสมาธิ วิสาขะ พุทธบูชา ถือศีลห้า ลด ละ อบายมุข ประจำปี 2558 พบว่า ร้อยละ 99.5 เห็นว่าโครงการนี้ช่วยให้มีสุขภาพกายและจิตที่ดี ร้อยละ 97.5 เห็นว่าโครงการนี้ช่วยให้ตนเองเกิดความตั้งใจในการมีกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวันเพิ่มมากขึ้น ร้อยละ 91.9 เห็นว่าโครงการนี้ช่วยให้เกิดความตั้งใจในการลดละเลิกอบายมุข ร้อยละ 90.6 เห็นว่าโครงการนี้ช่วยให้เกิดความตั้งใจในการมีกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวันเพื่อเป็นการปฏิบัติบูชา และผู้เข้าร่วมโครงการร้อยละ 89.6 เห็นว่าโครงการนี้ช่วยให้ตนเองสามารถนำการปฏิบัติสมาธิมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้
ด้าน นายพจน์ เพิ่มพรพิพัฒน์ ประธานสมาพันธ์ชมรมเดิน วิ่งเพื่อสุขภาพไทย กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นส่งเสริมการปฏิบัติศาสนกิจร่วมใจถวายเป็นพุทธบูชา วิ่งด้วยสมาธิ สติสัมปชัญญะ โดยผู้ร่วมกิจกรรมเดินวิ่ง ทั้งระยะ 3.5 และ 10 กิโลเมตร จะวิ่งผ่าน 4 สังเวชนียสถานจำลอง ระลึกถึงคุณพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต และเป็นกิจกรรมที่รณรงค์ให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยมีกิจกรรมทางกาย ออกกำลังและเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่เน้นการแข่งขัน บูรณาการเข้ากับการฝึกสมาธิขณะเดิน หรือ วิ่ง รวมถึงการทำบุญ รับศีล ฟังธรรม และเวียนเทียน โดยในแต่ละปีมีผู้สนใจมาร่วมเดินวิ่งสมาธิจากทั่วทุกภูมิภาครวมหลายหมื่นคน ทำให้เห็นว่านอกจากการวิ่งเพื่อสุขภายกายที่ดีแล้ว นักวิ่งยังให้ความสนใจในการฝึกฝนจิตใจไปพร้อมๆ กัน ยิ่งส่งผลดีทำให้การวิ่งให้ร่างกายและจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกัน
สำหรับในปีนี้โครงการจัดงานเดิน-วิ่งสมาธิ วิสาขะ พุทธบูชา จัดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยงานเดิน-วิ่งส่วนกลางจะจัดขึ้นที่ถนนอักษะ จังหวัดนครปฐม ตั้งแต่คืนวันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม 2559 โดยจะมีการจัดกิจกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมในการวิ่งสมาธิ เช่น การอบรมการเดิน-วิ่งสมาธิ การฉายภาพยนตร์เกี่ยวกับการเดิน-วิ่งสมาธิ นิทรรศการเดิน-วิ่งสมาธิ เป็นต้น และจัดงานเดิน-วิ่งสมาธิ วิสาขะ พุทธบูชาฯ ในเช้าวันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม 2558 ผู้ร่วมกิจกรรมจะได้รับเสื้อที่ระลึกของงานเดินวิ่งสมาธิที่ออกแบบอย่างสวยงาม พร้อมของที่ระลึกคือ ถุงบรรจุข้าวสาร 250 กรัม เป็นข้าวสารข้าวสายพันธุ์พื้นเมืองจากทุ่งนครชัยศรี โดยกลุ่มชาวนาเกษตรอินทรีย์ด้วย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228146
เฟ้น50คู่ขออุ้มบุญ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228079
กพร.ปั้นแรงงานมีฝีมือสานต่อยอด’โครงการประชารัฐ’
เมื่อวันที่ 21 พ.ค. นายกรีฑา สพโชค อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กล่าวว่า ตลอด 6 เดือนที่ผ่าน กพร. ได้ดำเนินภารกิจตามนโยบายของ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน ที่เน้นให้แรงงานไทยได้มีการพัฒนาฝีมือแรงงานอย่างเป็นระบบ โดยอิงความต้องการของตลาดแรงงานเป็นหลัก ทั้งในด้านทักษะฝีมือและจำนวนแรงงานในแต่ละสาขาอาชีพ ที่ผ่านมา กพร. ได้ร่วมมือกับภาคเอกชน สถานประกอบกิจการ สถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาแรงงานเข้าสู่ตลาดแรงงาน และมีทักษะฝีมือตรงตามความต้องการของสถานประกอบกิจการ โดยไม่ลืมที่จะเน้นเรื่องมาตรฐานฝีมือแรงงาน ที่ต้องพัฒนาให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล เพื่อรองรับอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน และให้เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ
นายกรีฑา สพโชค อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กล่าวว่า กพร. ได้ร่วมมือกับภาคเอกชน สถานประกอบกิจการ สถาบันการศึกษาในการฝึกงานให้กับนักเรียนนักศึกษาที่จบการศึกษาใหม่ ให้มีความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงาน และมีทักษะฝีมือตรงตามความต้องการของสถานประกอบกิจการ โดยไม่ลืมที่จะเน้นเรื่อง “มาตรฐานฝีมือแรงงาน” ที่ต้องพัฒนาให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล เพื่อรองรับอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน และให้เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ
“ทุกโครงการสามารถดำเนินการไปแล้ว 66.37 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมีการฝึกทักษะอาชีพต่าง ๆ อาทิ การฝึกอาชีพตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ การฝึกอบรมร่วมกับมูลนิธิขาเทียมฯ การพัฒนาฝีมือแรงงานนอกระบบ เช่น เทคนิคงานปูกระเบื้อง ช่างก่ออิฐ การปั้นโอ่งซีเมนต์ การอัดกรอบพระพลาสติก การทอผ้าพื้นเมือง พัฒนาฝีมือและศักยภาพกลุ่มเครือข่ายแรงงานนานาชาติ อบรมแรงงานในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ฝึกอบรมฝีมือแรงงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น ช่างไม้เครื่องเรือน ช่างประกอบโครงอะลูมิเนียม ช่างปูกระเบื้อง” อธิบดี กพร. ระบุ
นายกรีฑา กล่าวต่อว่า สำหรับแผนงานในอีก 6 เดือนข้างหน้า ได้ตั้งเป้าไว้ว่า จะผลักดันอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน ให้ได้ 100 สาขาอาชีพ และมุ่งสู่ประเทศไทย 4.0 เปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ “Value-Based Economy” หรือ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” ได้แก่ เปลี่ยนการผลักดันสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่สินค้าเชิงนวัตกรรม เปลี่ยนการขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรมไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ เปลี่ยนจากเน้นภาคการผลิตสินค้าไปสู่การเน้นภาคบริการให้มากขึ้น และขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจชุดใหม่
“ในวันที่ 19 มิ.ย. นี้ กพร. จะเริ่มโครงการมหกรรมสานพลังประชารัฐ โดยมีทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ซึ่งภายในงานจะมีการฝึกอบรมฝีมือแรงงาน การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน การแนะแนวการฝึกอาชีพ การสาธิตการฝึกอาชีพ โดยเริ่มดำเนินการพร้อมกัน ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาคทั่วประเทศ” อธิบดี กพร. ระบุ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228049
เปิดใจ’อธิการบดีจุฬาฯ’คนใหม่
ปัญหาใหญ่การศึกษาของบ้านเราคือ คนภายนอกมองเข้ามาในสถาบันการศึกษาแล้วจะคิดว่า สิ่งที่เรียน สิ่งที่สอน รวมถึงงานวิจัย ล้วนแล้วแต่ขึ้นหิ้ง ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริงกับสังคมไทย ความท้าทายนี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของสถาบันการศึกษา ไม่เว้นแม้แต่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถาบันแห่งแรกของประเทศไทย ที่ในปีหน้าจะมีอายุครบ 100 ปีเต็ม จุฬาฯ จึงมีการเตรียมปรับองค์กร เพื่อให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ดังนั้น เมื่อค่ำวันที่ 20 พฤษภาคม รายการ “คม ชัด ลึก” จึงได้นำเสนอบทสัมภาษณ์ของ สุทธิชัย หยุ่น ที่ปรึกษาฝ่ายบริหารและกองบรรณาธิการเครือเนชั่น กับอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคนใหม่
ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในฐานะที่เข้ามารับตำแหน่งอธิการบดีใหม่ งานชิ้นแรกต้องดูว่า ในสังคมข้างนอกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก เราต้องย้อนกลับมาดูภายในของจุฬาฯ คนของเรา ระบบของเรา เปลี่ยนแปลงทันหรือไม่ เป็นสิ่งที่น่าคิด ถ้าภายใต้ระบบเดิมเปลี่ยนแปลงไม่ทัน เพราะฉะนั้นความท้าทายอยู่ที่ว่า เราจะมาเปลี่ยนคนของเรา ระบบของเรา ให้ไล่ทันการเปลี่ยนแปลง จึงเป็นเรื่องท้าทาย
จุฬาฯ มีบุคลากรที่มีความสามารถอยู่เยอะ ภายในจุฬาฯ มีทรัพยากรใช้ได้ สิ่งที่ท้าทายคือ ทำอย่างไรจะทำให้จุฬาฯ ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนหน่วยงานหนึ่งของสังคมไทย โดยเฉพาะภาครัฐ ทำอย่างไรจึงจะทำให้คนของเรามีความรับผิด รับชอบ สำคัญที่สุด คนเก่งต้องรู้ว่า วันนี้สถานการณ์ของเราเป็นอย่างไร
เรื่องการปรับทัศนคติ อยู่ที่การกระทำ จะทำอย่างไรให้จุฬาฯ อยู่ใกล้ชิดกับสังคม มีกิจกรรมอะไรที่จะนำจุฬาฯ ออกสู่สังคม หรือนำสังคมเข้าหาจุฬาฯ ซึ่งมีทั้งสองทาง
การนำจุฬาฯ ออกสู่สังคม ทำได้ง่าย เพราะเราคุมของเราเอง เพราะฉะนั้นคนของเราต้องมีกิจกรรม ต้องมีองค์ความรู้ มีสถานที่ต่างๆ ที่จะเป็นจุดเชื่อมให้จุฬาฯ กับสังคมอยู่ใกล้ชิดกัน ต้องหันกลับมาดูตัวเองว่า จุฬาฯ มีอะไรอยู่ แน่นอนว่า เราใช้จุฬาฯ เป็นฐานที่มีคนดี คนเก่งอยู่เยอะ ใช้ตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้น เสร็จแล้วสังคมมองเห็นก็เข้ามาร่วม เรามีกระบวนการเชื้อเชิญให้สังคมเข้ามาร่วม
นวัตกรรม ต้องอาศัยคน นวัตกรรมแตกต่างจากสิ่งประดิษฐ์ เพราะสิ่งประดิษฐ์ทำตามใจฉัน คนจะใช้หรือไม่ ไม่เป็นไร
ขณะที่ นวัตกรรม ทำออกมาแล้วต้องมีคนใช้ ที่สำคัญคนใช้แล้วต้องลดความหงุดหงิด ทำให้สบายขึ้น
สถานที่อยากจะเห็นที่สวนหลวง ที่มีการสร้างอุทยานจามจุรี ซึ่งจะเสร็จในปีหน้า โดยจุฬาฯ จัดสรรพื้นที่ประมาณ 30 ไร่ จะเป็นสถานที่ให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาใช้ได้ สถานที่แห่งนี้จะมีคนหลายๆ ศาสตร์ ความสนใจที่หลากหลายมาพบกัน จะกลายเป็นสังคมอุดมปัญญา จุดนี้จะเชื่อมโยงกับความรู้ เชื่อมโยงกับนิสิต อาจารย์ของจุฬาฯ ที่อยู่ในคณะต่างๆ ได้
กระบวนการเรียนการสอนของเราแบบเดิมก็ต้องมีนวัตกรรมในการปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอน ที่จะทำอย่างไรให้นิสิตจุฬาฯ พัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่
จุดที่ทำให้จุฬาฯ แตกต่างจากหลายๆ แห่งก็คือ การมีนิสิตเก่าเข้ามาร่วมด้วย เข้ามาร่วมขับเคลื่อน คึกคักมาก นวัตกรรมที่เกิดขึ้นไม่ใช่เกิดขึ้นแบบไร้ทิศทาง แล้วไปวัดดวงในอนาคต
สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลง ไม่ได้หมายความว่า ไม่ได้เล็งว่าจะต้องขยับทีเดียวทั้งหมดในจุฬาฯ ต้องมีกองหน้า มีคนที่แอ็กทีฟ ผมไม่หวังมากแค่ 10% คนที่แอ็กทีฟในวันนี้มีอยู่ในจุฬาฯ เป็นจำนวนมาก
เรื่องนวัตกรรม หรือเรื่องของการพัฒนาองค์ความรู้ในปัจจุบัน เราไม่ได้ต้องการศาสตร์เฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งปักหลักลงลึกมาเป็นเวลานานแล้ว วันนี้ถึงเวลาที่เราจะต้องเชื่อมโยงศาสตร์เหล่านี้เข้าด้วยกัน คิดว่าจุฬาฯ มีพร้อม
จุฬาฯ จะเป็นมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับโลก ขยับอันดับจากปัจจุบัน จุฬาฯ ต้องไม่ทิ้งสังคมไทย ไม่ทิ้งปัญหาไทย
จุฬาฯ ต้องมุ่งเน้นสร้างสรรค์องค์ความรู้ และนวัตกรรม เพื่อปรับเปลี่ยนสังคมไทย เพื่อผลักดันให้เป็นมหาวิทยาลัยอยู่ในอันดับโลกที่ดีขึ้น
การบริหารจุฬาฯ ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ ซึ่งได้ตั้งเป้าหมายไว้อย่างชัดเจน
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227981
สถาปนิกสู่เกษตรกรฟาร์มสเตย์ชีวิตออกแบบได้
“บ้านไร่ ไออรุณ” ฟาร์มสเตย์ จ.ระนอง ที่พักท่ามกลางธรรมชาติ ชีิวิตที่ออกแบบได้ของ วิโรจน์ ฉิมมี หรือเบสท์ จากสถาปนิกสู่เกษตรกร
เบสท์ เป็นศิษย์เก่าจากสาขาเทคโนโลยีสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สำเร็จการศึกษาปีการศึกษา 2552
มีความฝันอยากออกแบบบ้านได้ด้วยตัวเอง เลือกสถาปัตยกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี จบด้วยเกรดเฉลี่ยอยู่ที่ 3.10 เพราะยึดหลัก “ขยัน สร้างสรรค์ ตรงต่อเวลา คิดและลงมือทำ ต่อยอดจากจินตนาการ ลงสู่แผ่นกระดาษ และต้องนำไปสร้างจริงให้ได้”
สมัยเรียนทำกิจกรรมทุกอย่างที่นักศึกษาทั่วๆ ไปทำ ขึ้นสแตนด์เชียร์ ช่วยงานที่คณะ ร่วมไปถึงงานของมหาวิทยาลัย
การเรียนที่คลอง 6 บรรยากาศ สังคม เพื่อน เหมือนอยู่ที่บ้านที่ต่างจังหวัด มีรอยยิ้มช่วยเหลือ แบ่งปันซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ เพื่อนๆ ในคณะ หรือนอกคณะ ทุกคนน่ารักมากๆ เลิกเรียนก็ขับมอเตอร์ไซค์ ออกไปเดินตลาดนัด ซื้อกับข้าว กลับหอ ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัย อยากเข้าไปใน กทม.ก็นั่งรถตู้หรือรถเมล์ไป เวลาว่างก็จะมานั่งเล่นในสวนของมหาวิทยาลัย เพราะร่มรื่น อากาศดีและน่าพักผ่อนมากๆ
“ที่นี่ ไม่ได้เป็นแค่มหาวิทยาลัย แต่ที่นี่เป็นเหมือนบ้านหลังที่ 2 ของเราจริงๆ”
หลังเรียนจบมาทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน 4 ปี เงินเก็บแทบไม่มีเลย พ่อแม่แก่ลงทุกัน จึงตัดสินใจลาออกจากงาน ขนของทุกอย่างกลับมาอยู่บ้านเกิด ตั้งใจต้องทำตามความฝันให้เป็นจริง วันแรกที่กลับมาถึง เห็นบ้านทั้งเก่าและโทรมมาก เริ่มจากการปัดกวาดเช็ดถู ซื้อสีมาทา (มีเงินอยู่ 2 หมื่นบาท/เป็นเงินเดือนเดือนสุดท้าย) รายได้บางส่วนก็มาจากในสวน, จากการนำผักไปขายบ้าง, ทำสินค้าเกษตรขายบ้าง ได้เงินมาเท่าไหร่ก็นำมาทำบ้านทั้งหมด ปรับปรุงทำไปเรื่อยๆ ตามกำลังที่มี โชคดีที่พ่อกับแม่ สนับสนุน ลงมือช่วยทำทุกอย่าง จนบ้านเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ
“ตอนทำงานใช้เงินเป็นตัววัดงานดีไซน์ แต่ตอนนี้ไม่มีเงิน ต้องมองหาสิ่งที่มี นำมาปรับใช้ให้คุ้มค่าที่สุด นำกระบวนการคิดทุกอย่าง ที่ร่ำเรียนมา มาต่อยอดกับสิ่งที่มี วัสดุบางอย่างไม่ต้องซื้อ ของบางอย่างฝึกทำกันเองได้ โดยใช้เงินให้น้อยที่สุด ชวนพ่อขึ้นภูเขาไปตัดไม้จากในสวน เก็บเศษไม้กิ่งไม้ วัสดุเหลือใช้ ช่วยกันเลื่อยไม้ ฝึกทำกันเองทุกอย่าง ก่อร่างสร้างฝันมันขึ้นมา ควบคู่ไปกับการปรับปรุงสภาพแวดล้อม”
2 ปีกว่าๆ ผ่านไป ตอนนี้บ้านเก่าๆ หลังนั้น เริ่มดี สะอาด และน่าอยู่ขึ้น สิ่งที่ตั้งใจกลับมาทำนั้น มันเป็นความจริง ถึงแม้วันนี้อาจจะดูโทรมๆ ไปบ้าง แต่มันก็คุ้มค่ามากกับสิ่งที่ได้มา มากไปกว่านั้น บ้านหลังนี้ทำให้พ่อกับแม่ยิ้มได้และมีความสุขมากขึ้น และเริ่มฟาร์มสเตย์ ที่มีชื่อว่า บ้านไร่ ไออรุณ เบส นำฝันของทุกคนในบ้านมารวมกัน พ่อชอบทำสวน ชอบอยู่ในที่เงียบๆ ไม่ต้องเจอผู้คนมากมาย ส่วนแม่ชอบขายของ ชอบพูดชอบคุย อยากมีร้านขายดอกไม้ ต้นไม้ ร้านขายผัก และน้องสาวอยากมีร้านนม ขายน้ำผลไม้เล็กๆ เป็นของตัวเอง
ส่วน เบส ชอบงานออกแบบต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ตอนนี้ ให้ดีขึ้น นำฝันของทุกคนมารวมกัน จนกลายเป็นฟาร์มสเตย์บ้านไร่ ที่กำลังสร้างมันขึ้นมาอยู่ในตอนนี้ เป็นที่พักเล็กๆ เชิงเกษตร มีอยู่ทั้งหมด 5 หลัง ปลูกผัก ขายผัก ขุดดิน เก็บหิน กิ่งไม้ ต่อเติม สร้างที่พัก ถึงแม้การหันกลับมาเป็นเกษตรกรรายได้อาจจะไม่เท่ากับเงินเดือนตอนเป็นสถาปนิก แต่เงินไม่ใช่เป้าหมายหลัก แต่ความสุขที่ได้กลับมาดูแลคนที่เรารักต่างหากที่สำคัญและมีค่ามากกว่า
“หากภาระหน้าที่ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ได้มอบรอยยิ้มและความสุขให้กับใครสักคน แค่นี้ชีวิต โคตรมีความหมายแล้ว เพิ่งจะเริ่มต้นลงมือทำมันเท่านั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราเรียนได้เกรดเฉลี่ยเท่าไหร่ เราจบจากคณะอะไร สิ่งสำคัญคือเราได้นำความรู้ที่เราร่ำเรียนมามาปรับใช้ พัฒนา ต่อยอด และมีความสุขกับการทำงานในการใช้ชีวิตจริงได้ หาเป้าหมายและสิ่งที่ตัวเองชอบให้เจอให้เร็วที่สุดครับ เพราะมันเป็นเครื่องนำทางเราไปตลอดชีวิต เริ่มต้นเร็วเท่าไหร่ เราก็จะได้อยู่กับมันไปนานๆ คนที่มีชีวิตที่น่าอิจฉา ไม่ใช่คนที่มีเงินเยอะที่สุด แต่คือคนที่มีอิสระได้เลือกทำในสิ่งที่ตัวเองรักมากที่สุดต่างหากครับ”
อีกหนึ่งตัวอย่างในการใช้ชีวิต ที่สามารถออกแบบชีวิตของตนเอง ด้วยความเรียบง่าย สามารถติดตามความเคลื่อนไหวฟาร์มสเตย์บ้านไร่ ไออรุณ สามารถติดตามได้ทาง facebook / baanraiiarun
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227954
รีดภาษี…กลไก ‘ซ่อนหวาน’
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227942
‘มวยไทย’ศาสตร์-ศิลปะป้องกันตัวฟื้นชีพแดน’ฟาโรห์’
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227946
ชุดประจำชาติ’สุวรรณเจดีย์’ไม่เหมาะสม
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227920
บวชยางนา200ต้นต้านม.วลัยลักษณ์ตัด
กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียลกรณีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เตรียมโค่นต้นยางกว่า 200 ต้นภายในมหาวิทยาลัย เพื่อตัดถนนเข้าไปสู่ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัย ขณะที่นักอนุรักษ์ บุคลากร และนักศึกษาในมหาวิทยาลัยมองว่าต้นไม้ยืนต้นเป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่า ใช้เวลาปลูกเป็นเวลานานควรจะใช้เป็นสวนป่าเพื่อรักษาพันธุ์ไม้ และสร้างความร่มรื่นให้แก่มหาวิทยาลัยดังนั้นผู้รับเหมาโครงการหรือผู้บริหารจึงควรตระหนักและหาวิธีหลีกเลี่ยงได้หรือไม่ พร้อมทั้งเสนอแนะการออกแบบถนนดังกล่าวควรมีการศึกษาแผนผังเดิมของมหาวิทยาลัยด้วย
ผศ.ดร.วัลลา ตันตโยทัย รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้ชี้แจงเรื่องการล้อมย้ายต้นไม้ว่า โครงการก่อสร้างอาคารศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในขั้นตอนการออกแบบได้มีการสำรวจสภาพพื้นที่จริง ศึกษาความเหมาะสมตลอดจนศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ จึงสามารถกำหนดเป็นรูปแบบสำหรับการก่อสร้าง ซึ่งถนนทางเข้าอาคารศูนย์การแพทย์ตามรูปแบบมีต้นยางนาอยู่ตลอดแนวถนน ในรายการประกอบแบบงานสาธารณูปโภคภายนอกจึงได้กำหนดว่า “ต้นไม้ที่เป็นไม้สงวนตามกฎหมาย หรือไม้อนุรักษ์ไว้ ผู้รับจ้างจะต้องจัดหาผู้ที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญมาโอบล้อม และนำไปปลูกในพื้นที่ใหม่ตามที่ผู้ว่าจ้างกำหนดโดยไม่เกิดความเสียหาย และมีการบำรุงรักษาจนกลับสู่สภาพเดิม”
ผศ.ดร.วัลลา กล่าวอีกว่า การดำเนินการในขั้นตอนการก่อสร้าง สภาพพื้นที่จริงมีต้นยางนาอยู่ในแนวก่อสร้างถนนตลอดแนว เพื่อลดผลกระทบข้างต้น จึงได้ดำเนินการปรับเลื่อนแนวถนนจากแบบเดิมร่นไปด้านหลังอีก 5.50 เมตร เพื่อให้การล้อมย้ายต้นไม้มีจำนวนน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีจำนวนต้นยางนาและต้นไม้อื่นๆ ที่ต้องล้อมย้ายอีกประมาณ 200 ต้น เพื่อให้การล้อมย้ายต้นไม้มีความเรียบร้อยเป็นไปตามข้อกำหนดสัญญา จึงได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติ 1.ผู้รับจ้างจะต้องเสนอแบบแสดงจำนวนต้นไม้ที่ขอล้อมย้าย ให้พิจารณาก่อนดำเนินการ 2.ผู้ดำเนินการล้อมย้ายจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ มีผลงานการล้อมย้ายต้นไม้ในลักษณะเดียวกันกับโครงการ โดยผู้รับจ้างจะต้องเสนอรายละเอียดผู้ดำเนินการล้อมย้ายให้พิจารณาก่อนดำเนินการ และ3.ผู้รับจ้างจะต้องเสนอแผนและขั้นตอนการดำเนินการล้อมย้ายโดยละเอียด ให้พิจารณาก่อนดำเนินการ
“ขณะนี้ผู้รับจ้างเสนอแบบแสดงจำนวนต้นไม้ที่ขอล้อมย้ายตามขั้นตอนที่ 1 แต่ในการดำเนินการขั้นตอนที่ 2 และ 3 ยังไม่ดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น” ผศ.ดร.วัลลา ระบุ
เป็นที่น่าสังเกตว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์และประเด็นพูดคุยถกเถียงกันมาอย่างต่อเนื่องเกิดกรณีตัดต้นไม้ดั้งเดิมภายในมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นต้นไม้พื้นถิ่นมีจำนวนมากกินเนื้อที่นับร้อยไร่ และการตัดต้นไม้ดังกล่าว ตัดเพียงเพื่อปลูกแตงโม เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2557
น.ส.สุธาทิพย์ โมราลาย อาจารย์ประจำสำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยมีข่าวเกี่ยวข้องกับประเด็นในการตัดต้นไม้ภายในมหาวิทยาลัยต่อเนื่องตลอดมา โดยเฉพาะการตัดต้นประดู่ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยจนกลายเป็นข่าวสะท้อนเสียงต่อต้านจากนักศึกษาผ่านผลงานศิลปะตอไม้ที่ถูกตัดช่วงสถาปนา 24 ปีมหาวิทยาลัยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ตลอดจนกรณีการโค่นไม้ใหญ่เพื่อปลูกต้นแตงโมทดแทน
“การล้อมต้นยางนา 200 ต้นและต้นไม้อื่นๆ เพื่อทำถนนเข้าสู่ศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัย ทำให้มีผู้คัดค้านหลายฝ่าย ทั้งผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษา ศิษย์เก่าและประชาชนทั่วไปออกมาขับเคลื่อนต่อต้านเป็นจำนวนมากและแสดงออกผ่านสื่อหลายกระแส ซึ่งกลุ่มคัดค้านได้ร่วมจัดกิจกรรมบวชต้นยางนาในเวลา 16.00 น.วันที่ 18 พฤษภาคมนี้ บริเวณสถานที่ก่อสร้างศูนย์การแพทย์เพื่ออนุรักษ์ต้นยางนา นับเป็นการต่อต้านการโค่นต้นไม้ครั้งสำคัญที่ทุกฝ่ายจับตามอง” น.ส.สุธาทิพย์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จะจัดประชุมเพื่อแสดงความคิดและหาทางออกร่วมกันในกรณีดังกล่าวในวันที่ 19 พฤษภาคมนี้