ไม่อนุมัติตั๋วป.โทบริหารการศึกษา’ม.กรุงเทพธนบุรี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228483

การบริหารการศึกษา,ศธ.,คุรุสภา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  27 พ.ค. 2559

ไม่อนุมัติตั๋วป.โทบริหารการศึกษา’ม.กรุงเทพธนบุรี’

มติคุรุสภาไม่อนุมัติใบอนุญาตประกอบวิชาชีพบริหารการศึกษา หลักสูตรป.โท ม.กรุงเทพธนบุรี “ดาว์พงษ์” ชี้เดิมแจ้งรับเพียง 500 คนแต่สอนจริงเป็น 2,500 คน

              เมื่อวันที่ 27 พ.ค. พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาตามที่คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (มกธ.) เสนอขอให้กรรมการคุรุสภาอนุมัติใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา ให้แก่นักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา จำนวน 2,500 คน แต่เนื่องจากก่อนหน้านี้ที่คณะศึกษาศาสตร์ ได้เสนอให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) รับทราบหลักสูตรนี้ ระบุจะมีการรับนักศึกษาเพียง 500 คนเท่านั้น แต่เหตุใดเมื่อเสนอขออนุมัติใบอนุญาตฯ จึงกลายเป็นว่ามีนักศึกษาเพิ่มมาเป็น 2,500 คน ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติไม่อนุมัติตามที่เสนอและขอให้ สภา มกธ.ทำหนังสือชี้แจงมาด้วยว่าทราบหรือไม่ว่าหลักสูตรดังกล่าวมีการเปิดรับนักศึกษาเพิ่ม และเหตุใดจึงไม่แจ้งมาให้ สกอ.รับทราบ เพราะทำแบบนี้ถือว่าไม่เป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้

“เรื่องนี้จะต้องมีคนรับผิดชอบ เพราะมกธ.เสนอมาว่ารับนักศึกษา 500 คนแต่ทำไมสอนจริงรับเกินไป 2,000  คน ไม่เสนอให้สกอ.ทราบก่อน ตรงนี้ขอรอการชี้แจงจากสภา มกธ.ก่อน โดยกลุ่มนี้เป็นระดับปริญญาโทสมัครเรียนในปีการศึกษา 2557  ที่ทำเช่นนี้เพราะผมห่วงเรื่องคุณภาพและคาดว่าอาจจะมีเคสแบบนี้อีกหลายแห่ง ซึ่งได้มอบให้ สกอ.ไปรวบรวมมาเสนอด้วย ซึ่งฝากถึงมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ด้วยว่ากรณีลักษณะนี้ ศธ.จะไม่ปล่อยแน่นอน”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลักสูตรนี้ส่วนใหญ่ผู้ที่เรียนจะเป็นครูส่วนใหญ่ที่ต้องการเข้าสู่เส้นทางผู้บริหารหรือไม่ และอาจจะเป็นช่องทางการซื้อขายปริญญาหรือไม่ พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบยังไม่ได้คุยลงลึกไปถึงจุดนั้น ซึ่งในความจริงมหาวิทยาลัยอาจจะสอนได้ดีจริง และก็คงไม่ใช่ว่าครูอยากจะหาความก้าวหน้าในเส้นทางบริหาร หลายคนอาจจะต้องการแค่เพิ่มเติมความรู้ก็เป็นได้ อย่าเพิ่งไปว่าครู อย่างไรก็ตาม เท่าที่ทราบนักศึกษาที่สมัครเรียนมาจากทั่วประเทศ ไกลสุดมาจากอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ แต่การรับสมัครเกิดขึ้นที่ส่วนกลาง แต่จะมีการเรียนเป็นวิทยาเขตหรือไม่ต้องตรวจสอบก่อน อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารการศึกษาจะต้องลดการมองลูกศิษย์เป็นลูกค้าลง เพราะเวลานี้คุณภาพ

ด้าน น.ส.อาภรณ์ แก่นวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา สกอ.ได้ลงไปตรวจสอบวิทยาลัยที่เปลี่ยนสถานะมาเป็นมหาวิทยาลัย ว่าดำเนินการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพตามที่ สกอ.กำหนดหรือไม่ ซึ่งก็พบว่าหลายแห่งมีปัญหา มีการรับนักศึกษามากส่งผลต่อคุณภาพ  ดังนั้น ในการประชุมคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เร็ว ๆ นี้ สกอ.จะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาและมีมติสั่ง งด หรือ ลดการรับนักศึกษาในหลักสูตรที่มีปัญหา ซึ่งหลักสูตรศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ของ มกธ.ก็พบว่ามีปัญหาด้วยเช่นกัน

‘INVESTORY’พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228420

พิพิธภัณฑ์,การศึกษา,เรียนรู้,ลงทุน,Investory

การศึกษา-สาธารณสุข  :  27 พ.ค. 2559

‘INVESTORY’พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน

‘INVESTORY’พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน : พนัสวรรณ โคกทอง

           ในทุกช่วงชีวิตของคนเรามักจะมีศัตรูทางการเงินรายล้อมอยู่รอบตัวเราเต็มไปหมด บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญ บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องของอนาคต และอีกหลายๆ คนคิดว่า เรื่องของการลงทุนเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงและเข้าใจยาก “INVESTORY” พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน (Investment Discovery Museum) จึงนำเสนอข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการลงทุนให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าไปศึกษาและรู้เท่าทันศัตรูทางการเงินที่หลายคนอาจจะมองไม่เห็นศัตรูทางการเงิน หรือที่เรียกว่า Money Monster ศัตรูที่คอยกัดกินความฝันและทำลายเป้าหมายชีวิต

INVESTORY ได้จำลองโลกเสมือนจริงของการลงทุนผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัย ด้วยสื่อที่หลากหลาย ทั้งในรูปแบบของเกม มัลติมีเดีย และการทดลองเรียนรู้เสมือนจริงมาพัฒนาการเรียนรู้เรื่องตลาดทุน และการลงทุน เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจง่ายและไม่กลัวการลงทุน ทาง INVESTORY ได้เล่าเรื่องราวการลงทุนผ่านเรื่องราวต่างๆ ของ Money Monster ศัตรูทางการเงิน ที่สามารถพบเจอในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเกิดจากการเป็นหนี้บัตรเครดิต ภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ไม่รู้จักการวางแผนการใช้เงินและสาเหตุอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อเรียนรู้และเข้าใจถึงต้นเหตุของการสร้างศัตรูทางการเงินเป็นอันดับแรก

ต่อมาคือ SET Hero ฮีโร่ที่จะช่วยขจัดปัญหาให้ความรู้สร้างความเข้าใจ และวางแผนเรื่องการเงินของแต่ละคน ฮีโร่ทั้ง 4 ถูกสร้างขึ้นมาทั้งในแบบภาพยนตร์และรูปปั้นเสมือนจริง เพื่ออธิบายภารกิจและหน้าที่ของตัวเอง ประกอบด้วย S-Captain Stock ผู้เชี่ยวชาญเรื่องหุ้น “ลงทุนในหุ้น มีโอกาสเติบโตพร้อมกิจการและเป็นเจ้าของกิจการดีๆ โดยไม่ต้องนับหนึ่ง”, B-Guardian Bond ผู้เชี่ยวชาญเรื่องตราสารหนี้ “ลงทุนในตราสารหนี้ แบบสบายๆ ภายใต้ความเสี่ยงต่ำ รายได้สม่ำเสมอ”, M-Pro Mutual ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกองทุนรวม “ลงทุนในกองทุนรวม เงินเติบโตผ่านมืออาชีพ”, และ L-Lady Derivative ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอนุพันธ์ “ลงทุนในอนุพันธ์ ขึ้นก็ใช่ ลงก็ชอบ ตอบโจทย์ทุกภาวะตลาด”

หลังจากผ่านการเรียนรู้ ศึกษาและทำความเข้าใจในเรื่องของการวางแผนเงิน นอกจากนี้แล้วยังมีเกมจำลองการซื้อขายหุ้นเสมือนจริง ผู้เล่นสามารถที่จะวิเคราะห์ความสามารถของตัวเองจากการประเมินความเสี่ยง และการเลือกลงทุนได้ ซึ่งจะมีการคำนวณผลกำไร ขาดทุน ให้นักลงทุนได้พิจารณาว่า ตัวเองชอบและเสี่ยงได้มากแค่ไหน ผลตอบรับที่ได้ออกมาเป็นเช่นไร

“เกศรา มัญชุศรี” กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความรู้ทางการเงินขั้นพื้นฐานมาโดยตลอด INVESTORY พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน ถือเป็นมิติใหม่ในการเรียนรู้และปลูกฝังวินัยการออมและการลงทุนในรูปแบบ Self-Discovery Museum เพื่อสร้างทัศนคติที่ดีและเกิดแรงบันดาลใจในการเรียนรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์และการเงิน ตามแนวคิด “สนุกเรียน สนุกรู้ เรื่องเศรษฐศาสตร์”

พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน (Investment Discovery Museum) ตั้งอยู่บริเวณชั้นใต้ดิน อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดให้เข้าชมทุกวันอังคาร – วันอาทิตย์ (ปิดทำการวันจันทร์) ตั้งแต่เวลา 09.30-19.00 น.


เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีคนพิการ-สูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228419

พิการ,ผู้สูงอายุ,พม.,คุณภาพ,ชีวิต,สูงอายุ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  27 พ.ค. 2559

เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีคนพิการ-สูงอายุ

เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีคนพิการ-สูงอายุ

           “ปีนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ เรื่องวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า i-CREATe 2016 ซึ่งสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ รับผิดชอบจัดงานเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ บริการเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกที่จะมาใช้ในการฟื้นฟูและช่วยเหลือผู้พิการและผู้สูงอายุให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างอิสระและลดภาระการพึ่งพาผู้อื่น ซึ่งจะนำไปสู่การมีสุขภาวะหรือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ที่ปรึกษาอาวุโสสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในฐานะประธานจัดงาน กล่าว

ศ.ดร.ไพรัช อธิบายว่า เนื่องจากแนวโน้มในอนาคตเทคโนโลยีนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการเหล่านี้จะมีความสำคัญและความต้องการมากขึ้นทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับโลก จึงได้ร่วมมือกับ Singapore Therapeutic, Assistive & Rehabilitative Technologies (START) Centre สาธารณรัฐสิงคโปร์ จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติเรื่องวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก (international Convention on Rehabilitation Engineering and Assistive Technology: i-CREATe) เป็นประจำทุกปี มาตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งก็เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว

ทั้งนี้ การจัดงานประการสำคัญคือ เพื่อให้อาจารย์ นักวิจัย นักศึกษา ได้มีเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ในการนำเสนอผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุในเวทีประเทศไทย จากนั้นส่งต่อไปในเวทีระดับนานาชาติการสร้างความเข้มแข็งของนักวิจัยและนิสิตนักศึกษา ด้วยการจัดเวทีประชุมวิชาการนี้เป็นการทำให้การวิจัยและพัฒนาด้านวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกได้มีโอกาสพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศไทย ทำให้เกิดเป็นเครือข่ายให้บุคคลและองค์กรได้แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งบทเรียนและประสบการณ์ร่วมกัน ลดความซ้ำซ้อนในการทำงานให้ความร่วมมือและทำงานร่วมกันในลักษณะที่เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน อันจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนพิการและผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ยังมีการประกวดโครงงานสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุของนักศึกษาในระดับนานาชาติ (Student Innovation Challenge World 2016 : SIC World 2016) เพื่อส่งเสริมนิสิต นักศึกษาให้มีความสนใจในการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ โดยจัดให้มีการประกวดโครงงานสิ่งประดิษฐ์ฯ และแบ่งการประกวดออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทผลงานด้านการออกแบบนวัตกรรมสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ (Design Category) และประเภทผลงานด้านสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ (Technology Category) และการเยี่ยมชมหน่วยงาน (Site Visit) การเข้าเยี่ยมชมหน่วยงานด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกชมผลงานนักศึกษาภายในงาน เพื่อนำไปสู่การลงทุนทางการค้าต่อไป ซึ่งถือเป็นอินโนเวชั่น สตาร์ทอัพ ของเด็กไทยก็ว่าได้

ศ.ดร.ไพรัช กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมามีผลงานนักศึกษาที่สามารถนำไปต่อยอดในเชิงพานิชได้จริง อาทิ  Yoke Yake (Toy for children with multiple disabilities) เครื่องเล่นสำหรับฝึกฝนทักษะการทรงตัว ผลงานของ ชวิศา พงษ์อำไพ, นีรัมพร ศิริทรงกล, ฐิตินันท์ แซ่ฉั่ว นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ สาขาการออกแบบอุตสาหกรรม จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยทักษะนี้จะทำให้เด็ก และผู้พิการเกิดการเรียนรู้ทิศทาง รวมถึงเป็นการพัฒนากล้ามเนื้อขา และมีการทรงตัวดีขึ้น ซึ่งได้รับรางวัลเหรียญเงิน ประเภทผลงานด้านการออกแบบนวัตกรรมสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ นักศึกษาทั้ง 4 คน ตั้งใจว่าจะเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการแจ้งความประสงค์และผลิตได้ตามความต้องการและงบประมาณโดยไม่หวังผลกำไร แต่ต้องการให้ผู้พิการได้รับการเรียนรู้

รวมทั้ง วิชั่นเนียร์ ผลงาน นันทิพัฒน์ นาคทอง  นักศึกษาปริญญาโทคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และณัฐภัทร เลาหระวี, บุษภาณี พงษ์ศิริยาภรณ์, เกวลี เลี่ยมโลหะ เป็นอุปกรณ์สวมใส่สำหรับผู้บกพร่องทางการมองเห็น ประกอบด้วย แว่นตาติดกล้องสำหรับถ่ายภาพจากด้านหน้าของผู้ใช้ และกล่องประมวลผล ซึ่งทำหน้าที่วิเคราะห์รูปภาพและอธิบายในรูปแบบของเสียงพูดให้แก่ผู้ใช้งาน ซึ่งได้รับรางวัลเหรียญเงิน ประเภทผลงานด้านสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ นัันทิพัฒน์ บอกว่า อยู่ระหว่างการพัฒนา และต้องการผลิตจำหน่ายในราคาเครืี่องละ 4,000-5,000 บาท

งานนี้จัดที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันที่ 25–27 กรกฎาคม 2559 ซึ่งจะจัดพร้อมกับงานแสดงสินค้าและนิทรรศการด้านสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการ (InterCare Asia 2016) และงานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 8 โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรโครงงานสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุของนักศึกษาในระดับนานาชาติ และทรงร่วมงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ ในวันพุธที่ 27 กรกฎาคม 2559

ห้องสมุดสุดหรรษามรภ.สงขลาปั้นนักอ่านตัวน้อยท่องโลกอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228357

ห้องสมุด,หรรษา,สงขลา,มรภ.,ปั้น,อ่าน,ท่อง,โลก,อาเซียน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  26 พ.ค. 2559

ห้องสมุดสุดหรรษามรภ.สงขลาปั้นนักอ่านตัวน้อยท่องโลกอาเซียน

ห้องสมุดสุดหรรษามรภ.สงขลาปั้นนักอ่านตัวน้อยท่องโลกอาเซียน

             กลับมาแล้วตามคำเรียกร้องกิจกรรม “ห้องสมุดสุดหรรษา ปี 5” มรภ.สงขลา นำน้องๆ หนูๆ เกือบ 70 ชีวิต ท่องไปในอาเซียน เรียนรู้ประวัติความเป็นมา ภาษาและวัฒนธรรมแต่ละประเทศ สอดแทรกความรู้คู่ความสนุก เพิ่มจำนวนนักอ่านรุ่นเยาว์ จากความสำเร็จของกิจกรรมห้องสมุดสุดหรรษา จัดโดยสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) ที่มีหนูน้อยวัย 5-12 ปี ให้ความสนใจเข้าร่วมอย่างล้นหลามเป็นประจำทุกปี ซึ่งกิจกรรมในปีที่ 5 นี้ก็เช่นเดียวกัน ทางผู้จัดงานตั้งเป้าผู้เข้าร่วมกิจกรรมไว้ 40 คน ปรากฏว่ามีผู้แจ้งความประสงค์ขอเข้าร่วมกิจกรรมถึงเกือบ 70 คน ดังนั้น เพื่อไม่ให้น้องๆ หนูๆ เสียความตั้งใจ ผศ.ดร.อำนาจ ทองขาว ผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการฯ จึงเปิดโอกาสให้ผู้สมัครทุกคนได้สนุกไปด้วยกัน

ผศ.ดร.อำนาจ กล่าวว่า ในฐานะที่ห้องสมุดมีบทบาทและความสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้ ปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนมีนิสัยรักการอ่าน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเรียนรู้ในอนาคต ดังนั้น จึงได้จัดกิจกรรมห้องสมุดสุดหรรษาขึ้น เพื่อกระตุ้นให้ใฝ่รู้ใฝ่เรียนค้นคว้าด้วยตนเอง นำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต ทั้งยังช่วยให้เด็กและเยาวชนใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ในช่วงปิดเทอม ซึ่งองค์ความรู้และทักษะที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมย่อยต่างๆ สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย

กิจกรรมย่อยที่ว่านี้ ได้แก่ 1.กิจกรรมฐานอาเซียนเรียนรู้ประเทศต่างๆ ในอาเซียน เกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานของแต่ละประเทศ อาทิ ประวัติ เมืองหลวง ธงชาติ ภาษาและวัฒนธรรม ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ฐานด้วยกัน ฐานที่ 1 บรูไน/กัมพูชา ฐานที่ 2 อินโดนีเซีย/ลาว ฐานที่ 3 มาเลเซีย/พม่า ฐานที่ 4 ฟิลิปปินส์/สิงคโปร์ และฐานที่ 5 ไทย/เวียดนาม

2.กิจกรรมศึกษาแหล่งเรียนรู้พิพิธภัณฑ์คติชนวิทยา สถาบันทักษิณคดีศึกษา เกาะยอ สงขลา เรียนรู้วิถีชีวิตชาวใต้และขนบธรรมเนียมในท้องถิ่นซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะ ตลอดจนประวัติศาสตร์โบราณคดี และศิลปหัตถกรรมอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่แสดงให้เห็นภูมิปัญญาของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในภาคใต้ของประเทศไทย 3.กิจกรรมเรียนรู้ศิลปะผ้ามัดย้อมและร่วมประดิษฐ์ผ้ามัดย้อมโดยฝีมือน้องๆ

4.กิจกรรมประดิษฐ์คัพเค้กกับผ้าขนหนู ซึ่งเด็กๆ นำกลับไปเป็นของที่ระลึกให้คุณพ่อคุณแม่ได้ภูมิใจ และ 5.กิจกรรมวุ้นหรรษา ลงมือทำวุ้นด้วยตัวเอง และนำมารับประทานเป็นอาหารว่างแสนอร่อย

ด.ช.สุทธนพ ชะนะ “โจ้” อายุ 11 ปี ซึ่งเข้าร่วมกิจกรรมห้องสมุดสุดหรรษาตลอดทั้ง 5 ครั้ง บอกว่า ให้พ่อกับแม่ช่วยสมัครให้ เพราะชอบกิจกรรมนี้มาก โดยเฉพาะฐานทำผ้ามัดย้อมและฐานสถาบันทักษิณคดีศึกษา ซึ่งทั้งสนุกและได้เจอเพื่อนใหม่ๆ ด้วย นอกจากนั้นยังได้ฝึกความสามัคคีจากการทำงานกลุ่มร่วมกัน ปีหน้าถ้ามีกิจกรรมนี้อีกก็จะไม่พลาดแน่นอน

ด้าน ด.ช.ธฤต นาวารัตน์ “โต้ง” วัย 11 ปีเช่นกัน กล่าวว่า เข้าร่วมกิจกรรมห้องสมุดสุดหรรษาทุกครั้ง ไม่อยากอยู่บ้านเฉยๆ กิจกรรมนี้ให้ทั้งความรู้และความคิดสร้างสรรค์แก่เยาวชน แต่อยากให้ขยายอายุผู้เข้าร่วมไปจนถึง 15 ปี เพื่อจะได้มาร่วมสนุกอีกหลายๆ ครั้ง

ปิดท้ายด้วยสาวน้อย ด.ญ.ศุภะภัสสร เวศยาสิรินทร์ “ดาต้า” วัย 5 ขวบ ที่อายุเพิ่งถึงเกณฑ์เข้าร่วมกิจกรรมเป็นปีแรก กล่าวอย่างเขินอายว่า ชอบฐานทำผ้ามัดย้อมมากที่สุด เพราะได้ลงมือทำเอง และได้เอาผลงานที่ทำไปให้คุณพ่อคุณแม่ดูด้วย ปีหน้าก็จะมาร่วมกิจกรรมอีกแน่นอน

ความคาดหวังสูงสุดของผู้จัดกิจกรรมห้องสมุดสุดหรรษาคือ ได้ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้แก่เด็กๆ ได้เห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะด้วยความสนุกสนานสมวัย


10เหตุผลที่’สวนสุนันทา’ไม่ควรออกนอกระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228363

สวนสุนันทา,การศึกษา,นอกระบบ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  26 พ.ค. 2559

10เหตุผลที่’สวนสุนันทา’ไม่ควรออกนอกระบบ

10เหตุผลที่’สวนสุนันทา’ไม่ควรออกนอกระบบ : อาจารย์ประพจน์ ณ บางช้าง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

           มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา(มร.สส.) ก่อตั้งมาจนเกือบจะครบ 80 ปีแล้ว มหาวิทยาลัยของเราเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผ่านวิกฤติการณ์ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองมาหลายยุคหลายสมัย แต่เราก็ยังเป็นสถาบันการศึกษาที่ได้รับการยอมรับจากสังคม ดังผลตอบรับที่มีจำนวนนักศึกษาสมัครเข้าเรียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บัณฑิตที่จบการศึกษาออกไปต่างรักและภูมิใจที่ได้เป็น “ลูกพระนาง” ศึกษาอยู่ในรั้วกำแพงแดงแห่งนี้ เราพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาจนได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏอันดับ 1 และอยู่ในอันดับที่ 17 ของประเทศในปัจจุบัน ผมขอชื่นชมท่านอธิการบดีและคณะผู้บริหาร รวมทั้งบุคลากรของมหาวิทยาลัยทุกท่านที่ได้ช่วยนำพา “มร.สส.” ของเรามาถึงจุดนี้

แต่สถานการณ์ตอนนี้ เป็นช่วงที่พวกเราทุกคนต้องคิด ต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ ว่าสวนสุนันทาควรจะเปลี่ยนสถานภาพจากมหาวิทยาลัยของรัฐ(ม.รัฐ) ไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ(ม.นอกระบบ)ดีหรือไม่ และน่ายินดีที่ท่านอธิการบดีมีนโยบายเปิดโอกาสให้พวกเราได้เลือกอนาคตของพวกเราและมหาวิทยาลัยด้วยตนเอง ตรงนี้ผมขอขอบคุณท่านอธิการบดีอีกครั้ง ที่มิได้ตั้งธงว่า สวนสุนันทาต้องออกไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับเท่านั้น โดยท่านได้ย้ำอย่างหนักแน่นในทุกๆ เวทีว่า ขอให้เป็นการตัดสินใจของประชาคมในการเลือกอนาคต ท่านเพียงช่วยสร้าง “บ้านที่มิอาจจะเยี่ยมเยือน”

ผมในฐานะของตัวแทนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยต่อการนำ “สวนสุนันทา” เปลี่ยนสถานภาพไปเป็น ม.นอกระบบ ด้วยเหตุผล 10 ประการดังนี้  1.สวนสุนันทาเป็นม.รัฐที่เป็นที่พึ่งของชนชั้นกลาง ไปจนถึงชนชั้นรากหญ้า เราไม่ควรเปลี่ยนภาพลักษณ์ของตักศิลาไปเป็นธุรกิจการศึกษา เพียงแค่ข้ออ้างเรื่องความคล่องตัวในการบริหารจัดการ ถ้าทุกมหาวิทยาลัยมุ่งเน้นแต่ผลกำไร เราจะลดโอกาสของคนรายได้น้อยลงไปเรื่อยๆ

2.ความสามารถทางการแข่งขันเรื่องหารายได้ของสวนสุนันทา ยังไม่พร้อมเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ที่ออกนอกระบบไปก่อนหน้านี้ อาทิ ม.มหิดล, ม.ธรรมศาสตร์, ม.เกษตรศาสตร์ โดยเฉพาะจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เฉพาะงบประมาณแผ่นดินมากกว่าสวนสุนันทาเกือบ 10 เท่า แถมยังมีแหล่งรายได้จาก ค่าเช่าสถานที่ ทั้งสยามสแควร์ มาบุญครอง สามย่าน ซึ่งเป็นย่านธุรกิจชั้นนำของประเทศ แต่สวนสุนันทานอกจากค่าเทอมและค่าธรรมเนียม เรามีโรงแรมแก้วเจ้าจอม เบเกอรี่ น้ำดื่ม โรงอาหาร ร้านค้า จะสู้กับมหาวิทยาลัยอื่นได้อย่างไร

3.ความพร้อมในเรื่องคุณภาพการจัดการศึกษา  สวนสุนันทาแม้ว่ามีนักศึกษาจำนวนมาก แต่ก็เป็นเด็กหัวปานกลาง เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เราต้องเอาใจใส่มากกว่าเด็กหัวดี เราต้องใช้เวลาในการพัฒนาเด็กเพื่อให้เขาจบออกไปและแข่งขันกับนักศึกษาที่หัวดีจากสถาบันชั้นนำ ถ้าเราต้องให้บุคลากรทางการศึกษาเน้นหารายได้ เวลาที่จะใส่ใจพัฒนาเด็กๆ ก็จะน้อยลงเรื่อยๆ

4.ในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ที่ผู้บริหารทั้งสองชุดเสนอแนวคิดนำสวนสุนันทาออกนอกระบบ ไม่เคยมีการนำเสนอแผนการจัดหารายได้เลี้ยงตนเองในอนาคตเลย มุ่งมั่นจะเอาออกไว้ก่อน แล้วค่อยไปตายเอาดาบหน้า อย่าลืมนะครับว่า ในอนาคตไม่สามารถหารายได้ได้เพียงพอ ก็จะนำมาซึ่งปัญหาต่างๆ ทั้ง เพิ่มค่าเทอม ค่าธรรมเนียม เมื่อนักศึกษาลดลงเพราะค่าเล่าเรียนแพง ก็ต้องลดจำนวนบุคลากร บุคลากรที่มีอยู่ก็ต้องทำงานมากขึ้นแทนคนที่ถูกออกไป เมื่องานโหลดเยอะ คนเก่งๆ ก็จะลาออกไป ถึงเวลานั้นสวนสุนันทาจะเดินไปอย่างไร เราจึงควรวางแผนอนาคตอย่างรอบคอบ ผ่านการเห็นชอบจากประชาคมก่อนจะดีหรือไม่

5.การผลักดัน ม.ออกนอกระบบ ที่ผ่านมามุ่งเน้นแต่จัดทำกฎหมายแม่คือตัวพระราชบัญญัติ แต่ความสำคัญจริงๆ อยู่ที่กฎหมายลูก ที่บุคลากรจะใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจว่าชีวิตจะเปลี่ยนไปอย่างไร กลับไม่มีการพูดถึงการเตรียมการหรือนำเสนอให้ประชาคมรับรู้ การสร้างกฎหมายต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมองค์กรของสวนสุนันทา ไม่ใช่เอาง่ายไว้ก่อน ไปก็อบปี้กฎหมายของมหาวิทยาลัยอื่นมาใช้ เพียงเพราะอยากให้ผ่านเร็วๆ สิ่งนี้จึงมองไม่เห็นความพร้อมในเรื่องการเตรียมการใดๆ เลย

6.ทุกครั้งที่มีการจัดเสวนา เพื่อให้ความรู้และประชาสัมพันธ์การนำ ม.ออกนอกระบบ คณะทำงานจะเชิญวิทยากรมาให้ความรู้ด้านบวกเพียงด้านเดียวทุกครั้ง เหรียญมีสองด้านเสมอครับ การที่จะให้ประชาคมตัดสินใจอะไรควรให้ข้อมูลอย่างรอบด้านเป็นธรรม มิใช่มุ่งเน้นโฆษณาชวนเชื่อ

7.ก่อนเปลี่ยนสถานภาพควรทบทวนว่ามีอะไรบ้างที่ไม่ดีในสวนสุนันทา มีอะไรบ้างที่เป็นปัญหา มีอะไรบ้างที่สถานภาพในปัจจุบันแก้ไขไม่ได้ และที่เป็นอยู่เราพัฒนามหาวิทยาลัยให้เจริญก้าวหน้าต่อไปไม่ได้แล้วจริงๆ หรือ ปัจจุบันอันดับของเราเพิ่มขึ้น เงินเดือนเพิ่มขึ้น คนเพิ่มขึ้น นักศึกษาเพิ่มขึ้น เงินคงคลังเพิ่มขึ้น รายได้เข้ามหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น เรามีศูนย์ให้การศึกษาเพิ่มขึ้น

8.ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบไปแล้ว 20 แห่ง แต่ยังไม่มีข้อพิสูจน์อะไรเลยว่ามหาวิทยาลัยเหล่านั้น มีการเรียนการสอนที่มีคุณภาพมากขึ้นกว่าก่อนออกนอกระบบ เราเคยได้ยินมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบไปแรกๆ สร้างชื่อเสียงโดดเด่นกว่ามหาวิทยาลัยของรัฐในเรื่องใดบ้าง มีนักศึกษาที่น่าจะจบการศึกษามาเกือบ 20 รุ่น สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติโดดเด่นด้านใดบ้าง บอกตรงๆ ครับผมยังไม่เห็นความโดดเด่นที่แตกต่างในคุณภาพทางการศึกษา

9.การออกนอกระบบ ทำลายระบบคุณธรรม มุ่งเน้นประสิทธิภาพในการหารายได้จนนำมาซึ่งการกำจัดคนที่มีประสิทธิภาพน้อย หรือคนที่ไม่ใช่พวกของตนเอง โดยอาศัยสัญญาจ้างเป็นอาวุธ บุคลากรหลายคนอายุมาก เงินเดือนสูง แต่ความสามารถด้านเทคโนโลยีหรือภาษามีน้อย และพัฒนายาก ก็จะค่อยๆ ถูกกำจัดออกไป ทั้งๆ ที่บุคลากรเหล่านั้นอาจจะเป็นครูที่ทุ่มเทเอาใจใส่ลูกศิษย์ สาขาวิชาที่มีคนเรียนน้อยก็จะถูกปิดเพราะไม่สร้างผลกำไร บุคลากรสาขาวิชาเหล่านั้นก็อาจถูกเลิกจ้าง

10.สวนสุนันทา ควรเลือกเป็นมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นสร้างคนเพื่อออกไปพัฒนาชาติ มากกว่าสร้างรายได้ให้สวนสุนันทามั่งคั่ง สร้างคน ที่เก่งและดี แม้ไม่มีกำไรเป็นเงินทอง แต่สร้างความภาคภูมิ และเกียรติยศแก่สวนสุนันทา

จากเหตุผล 10 ประการ ผมไม่ได้คัดค้านการออกนอกระบบอย่าง “หัวชนฝา” ถ้าวันข้างหน้า “สวนสุนันทา” ต้องเปลี่ยนสถานภาพ ก็อยากให้เปลี่ยนอย่างค่อยเป็นค่อยไป มีการวางแผนอย่างครอบคลุมทุกด้าน ศึกษาทั้งข้อดีข้อเสียอย่างน้อย 10 ปี จากมหาวิทยาลัยนอกระบบอย่างจริงจัง ว่าประสบความสำเร็จด้านคุณภาพการศึกษาหรือไม่ ถ้าเรามีข้อมูลที่พร้อม จัดเตรียมทุกอย่างพร้อม ประชาคมพร้อม เราก็จะได้ปรับเปลี่ยนสถานภาพอย่างมั่นคงและแข็งแรง สามารถยืนหยัดในสังคมไทยได้อย่างภาคภูมิ


ศธ.ผุดระบบไล่บี้..เคลียร์610คดีทุจริต!!ล่าช้า=ไม่ยุติธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228283

ทุจริต,ยุติธรรม,ศธ.,ผุด,ระบบ,ไล่,บี้,คดี,ล่าช้า

การศึกษา-สาธารณสุข  :  25 พ.ค. 2559

ศธ.ผุดระบบไล่บี้..เคลียร์610คดีทุจริต!!ล่าช้า=ไม่ยุติธรรม

ศธ.ผุดระบบไล่บี้..เคลียร์610คดีทุจริต!! ล่าช้า = ไม่ยุติธรรม : ทีมข่าวการศึกษารายงาน

              “ปัญหาการทุจริต” เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศชาติ เกิดขึ้นในทุกวงการ ไม่เว้นแม้กระทั่ง “วงการครู” ที่เต็มไปด้วยบุคลากรที่อุดมไปด้วยปัญญา!!

รัฐบาล “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศชัดไม่เอาทุจริตและมีนโยบายให้ทุกกระทรวงต้องไปจัดการปัญหาทุจริตที่หมักหมมอยู่ให้หมดสิ้น ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ส่ง “บิ๊กน้อย” พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ ลงมาจัดการเรื่องนี้ ในฐานะ ประธานคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาการทุจริต ในทีมประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานที่ล้วนเชี่ยวชาญในการปราบปรามการทุจริต เชี่ยวชาญกฎหมาย รวมถึงสมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ตลอดจนผู้แทนสายงานนิติการจากองค์กรหลักและหน่วยงานในกำกับ รวมทั้งตั้งคณะทำงานเพื่อจัดทำแผนและดำเนินการแก้ไขปัญหาการทุจริตด้วย

ทั้งนี้ ผลจากการขับเคลื่อนการทำงานช่วงระยะเวลา 1 ปี พบข้อมูลว่า ศธ.มีคดีทุจริตทั้งสิ้น 610 คดี และมีการแก้ไขเสร็จสิ้นแล้ว 298 คดี เท่ากับว่ายังเหลืออีก 292 คดี ที่ยังสะสางไม่แล้วเสร็จ ในจำนวนนี้ก็มีคดีใหญ่ๆ ที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อวงการแม่พิมพ์และสังคมจับตามองการจัดการปัญหา โดยเฉพาะการทุจริตของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กรณีนำเงินกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคง ตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ของกองทุนการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) 2,500 ล้านบาท ไปซื้อ “ตั๋วสัญญา” กับ บริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด ลงทุนในโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี กว่า 1 ปีมานี้ มีการส่งเรื่องไปให้ ปปง.นำไปสู่การอายัดทรัพย์ของอดีตผู้บริหาร สกสค.จำนวน 418 ล้านบาท และกำลังรอลุ้นว่า ศาลแพ่งจะมีคำวินิจฉัยตามที่ สกสค.ยื่นขอให้ทรัพย์สินที่อายัดไว้ตกเป็นของ สกสค.หรือไม่

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีกรณีที่ สกสค.ซื้อหุ้นของบริษัทหนองคายน่าอยู่ จำกัด เพื่อลงทุนโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานขยะชุมชน บ้านป่าตอง ต.โพนสว่าง อ.เมือง จ.หนองคาย และยังไม่รวมถึงการทุจริตสร้างสนามฟุตซอลวงเงิน 689 ล้านบาท ที่มีปัญหามาตั้งแต่ปี 2555 ในพื้นที่ 21 จังหวัด 400 กว่าโรงเรียน การทุจริตโครงการจัดซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลของสหกรณ์ออมทรัพย์ครู หรือแชร์ลอตเตอรี่ ของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูใน 11 จังหวัดที่เกิดเหตุมาหลายปีแล้ว เป็นปัญหาที่ต้องจับตาดูบทสรุปต่อไป

ส่วนคดีที่ค้างลากยาวมากว่า 3 ปี และเพิ่งมีบทสรุปคือ การทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีพิเศษและเหตุจำเป็น ว 12 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 คดีดังกล่าวมีผู้ถูกกล่าวหาตั้งแต่ข้าราชการระดับซี 8 ถึงซี 11 สมัยที่ นายชินภัทร ภูมิรัตน นั่งเก้าอี้เลขาธิการ กพฐ. รวม 6 คน ล่าสุดเดือนเมษายน 2559 คณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) สพฐ. ทำหน้าที่แทน อ.ก.พ.กระทรวง ที่มี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงให้ ลงโทษปลดออกจากราชการ นายชินภัทร กรณีไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎระเบียบของทางราชการ มติของคณะรัฐมนตรี นโยบายของรัฐบาล และไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการอันเป็นให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 82 (2) ประกอบมาตรา 85(7) แห่งพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 รวมทั้งให้ปลดออกจากราชการ นายไกร เกษทัน ผอ.สำนักติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ. กรณีไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการเช่นเดียวกัน เนื่องจากใน

ช่วงที่เกิดปัญหานายไกรดำรงตำแหน่ง ผอ.สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (สพร.) อย่างไรก็ดี นายชินภัทร และนายไกร สามารถยื่นอุทธรณ์ภายในระยะเวลา 30 วันนับแต่รับทราบคำสั่งปลดออกจากราชการ

ในอนาคตเพื่อให้การติดตามคดีต่างๆ ที่ค้างอยู่แล้วเสร็จตามกรอบเวลา ดร.พิษณุ ตุลสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะทำงานจัดทำและดำเนินการแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการทุจริต กระทรวงศึกษาธิการ ชี้แจงว่า ที่ผ่านมา พล.อ.สุรเชษฐ์ได้กำชับให้เร่งรัดติดตามเรื่องการทุจริตทั้งหมดของหน่วยงานใน ศธ. โดยเฉพาะกรณีการทุจริตในหน้าที่ราชการ และมอบให้ตนหาแนวทางนำนวัตกรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งอยู่ระหว่างพัฒนา “โปรแกรมการเร่งรัดติดตามการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนและการดำเนินการทางวินัยเกี่ยวกับทุจริต” เป็นระบบออนไลน์ที่ให้ทุกหน่วยงานสามารถเข้าใช้ระบบกรอกข้อมูล ผู้มาร้องเรียนได้ตลอดเวลา ลดภาระการจัดส่งเอกสาร ซึ่งระบบจะบันทึกข้อมูลไว้ โดยคณะทำงานจะคอยตรวจสอบข้อมูลและติดตามว่าแต่ละหน่วยงานจัดการปัญหาเป็นไปตามกระบวนการและระยะเวลาในแต่ละขั้นตอนหรือไม่

ทั้งนี้ กระบวนการจะเริ่มตั้งแต่ได้รับการร้องเรียนภายใน 7 วันผู้บังคับบัญชาวินิจฉัยเช่นไร หากวินิจฉัยว่าให้ยุติก็จบ แจ้งเข้าระบบบันทึกผล กรณีวินิจฉัยว่ามีมูลก็จะเข้าสู่กระบวนการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง มีระยะทำงานภายใน 30 วัน ถ้าพบว่าไม่มีมูลก็ยุติ แต่ถ้าพบมีมูลก็จะไปสู่กระบวนการต่อไป นั่นคือตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัย แบ่งเป็น การสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง และการสอบสวนวินัยไม่ร้ายแรง ซึ่งกรณีหลังกระบวนการสอบสวนจะต้องแล้วเสร็จภายใน 60 วัน อย่างไรก็ตาม กรณีสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงจะมีขั้นตอนต่างๆ ซึ่งมีกรอบเวลากำหนดตามระเบียบ บางขั้นตอนมีคำวินิจฉัยแล้ว แต่ก็ยังเปิดให้ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งค่อนข้างใช้เวลาอีก

“จะมีการวางระบบการเข้าถึงข้อมูลตามลำดับชั้นความลับด้วย เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลข้อมูลรั่วไหล และในอนาคตจะพัฒนาให้สามารถจำแนกได้ด้วยว่า พื้นที่ใดพบปัญหาร้องเรียนทุจริตมากที่สุด อาทิ โซนสีแดง เป็นพื้นที่ที่มีปัญหามาก จำเป็นต้องส่งเจ้าหน้าที่ลงไปติดตามตรวจสอบใกล้ชิด หรือโซนสีขาว แสดงว่าไม่มีปัญหาเลย จุดนี้ยิ่งน่าสนใจ ควรไปติดตามเพื่อดูว่าเขามีระบบบริหารจัดการเช่นไร นำมาถอดบทเรียน ที่สุดแล้วระบบนี้จะเกิดประโยชน์ทั้งต่อผู้บริหาร และยังช่วยจัดการแก้ไขให้ทุกหน่วยงานของ ศธ.ขจัดปัญหาทุจริตให้หมดสิ้น” ดร.พิษณุ กล่าว

ในตอนท้าย ดร.พิษณุเน้นย้ำด้วยว่า หลักการสำคัญของการติดตามปัญหาทุจริตคือ การไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและการตัดสินพิจารณาโทษของแต่ละหน่วยงาน แต่มุ่งเน้นเร่งรัด ติดตามให้การดำเนินการเป็นไปตามระเบียบและข้อกฎหมาย เพราะความล่าช้าก็ถือเป็นความไม่ยุติธรรมอย่างหนึ่ง

ข้อมูลการร้องเรียนทุจริตใน 10 หน่วยงานที่รวบรวมในช่วงเวลา 1 ปี พบมีการร้องเรียนทุจริต 610 เรื่อง แก้ไขปัญหาแล้ว 298 เรื่อง อยู่ระหว่างแก้ไข 292 เรื่อง และยังไม่ได้ดำเนินการ 20 เรื่อง จำแนกดังนี้

1.สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ทุจริต 54 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จ 32 เรื่อง อยู่ระหว่างดำเนินการ 22 เรื่อง

2.สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทุจริต 300 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จ 201 เรื่อง อยู่ระหว่างดำเนินการ 99 เรื่อง

3.สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ทุจริต 7 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จ 4 เรื่อง อยู่ระหว่างดำเนินการ 3 เรื่อง

4.สำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ทุจริต 94 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จ 7 เรื่อง อยู่ระหว่างดำเนินการ 87 เรื่อง

5.สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ทุจริต 1 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จ 1 เรื่อง

6.สำนักงานปลัด ศธ.เรื่องทุจริต 14 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จ 4 เรื่อง อยู่ระหว่างดำเนินการ 10 เรื่อง

7.สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เรื่องทุจริต 115 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จ 30 เรื่อง อยู่ระหว่างดำเนินการ 65 เรื่อง ยังไม่ได้ดำเนินการ 20 เรื่อง

8.สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เรื่องทุจริต 3 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จ 2 เรื่อง อยู่ระหว่างดำเนินการ 1 เรื่อง

9.สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เรื่องทุจริต 10 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จ 7 เรื่อง อยู่ระหว่างดำเนินการ 3 เรื่อง

10.องค์การค้าของ สกสค. เรื่องทุจริต 12 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จ 10 เรื่อง อยู่ระหว่างดำเนินการ 2 เรื่อง


ยกระดับร.ร.ผ่านมุมมองธนาคารโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228210

ธนาคารโลก,การศึกษา,โรงเรียน,ระดับ,ร.ร.,มุมมอง

การศึกษา-สาธารณสุข  :  24 พ.ค. 2559

ยกระดับร.ร.ผ่านมุมมองธนาคารโลก

ยกระดับร.ร.ผ่านมุมมองธนาคารโลก

           พลิกโฉมการพัฒนาคุณภาพ ภายในสถานศึกษา :  บทเรียนจากต่างแดน และแบบจำลองการยกระดับสถานศึกษาไทย จากมุมมองของธนาคารโลก

สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การพัฒนาคุณภาพภายในสถานศึกษา” โดยมีวิทยากรทั้งในประเทศและต่างประเทศมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ โดยมีผู้อำนวยการและครูจากโรงเรียนขนาดกลางในเขตชนบทกว่า 100 คนเข้าร่วมจากทั่วประเทศ เมื่อเร็วๆ นี้(28-29เม.ย.59)ที่ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ กรุงเทพฯ

เริ่มด้วย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล ให้แนวคิดการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาว่า “การพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ถูกต้อง ร้อยละ 90 เป็นการพัฒนาจากภายในห้องเรียน ส่วนกลไกประเมินและพัฒนาภายนอกเป็นเพียงตัวเสริม แต่ประเทศไทยใช้การประเมินภายนอก เพราะหลงที่การวัดผลสัมฤทธิ์ ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อ 30 ปีที่สามารถตีตลาดทั่วโลกได้ เพราะใช้มาตรฐานการตรวจประเมินภายในเป็นตัวนำ ปัจจุบัน รมว.ศึกษาธิการสิงคโปร์ยังออกมาประกาศแก้ทัศนคติพ่อแม่บ้าเกรด และความเก่งของผู้เรียนว่า ไม่ใช่เป้าหมายของคนสิงคโปร์อีกต่อไป แต่สิงคโปร์ต้องการพลเมืองที่มีคุณลักษณะที่ดี การพัฒนาครูจึงต้องเปลี่ยนจากการอบรมที่พรากครูจากห้องเรียน และทำให้เกิดอาชีพ “รับจ้างอบรม” เป็นการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่เน้นการวิจัยและพัฒนาร่วมกันระหว่างครูและผู้อำนวยการโรงเรียนโดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ต่อเนื่อง”

พะโยม ชิณวงศ์ รองเลขาธิการ กพฐ. ได้กล่าวถึงการพัฒนาภายในว่า ปัจจุบันสพฐ.มีโรงเรียนจำนวน 30,816 โรง มีความแตกต่างทั้งบริบทและคุณภาพจึงพยายามทำโรงเรียนที่มีคุณภาพที่อยู่ในกลุ่มโรงเรียนมาตรฐานสากล จำนวน 700 กว่าโรงเป็นต้นแบบให้โรงเรียนอื่นๆ และเป็นแนวทางให้ผู้ตรวจ ประเมินความก้าวหน้าว่าเป็นรูปแบบวิธีที่ถูกต้องหรือไม่ ส่วนจะพัฒนาโรงเรียนอย่างไรนั้น ต้องคำนึงถึงบริบทและเป้าหมายของผู้เรียนให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ล่าสุดเราใช้โรงเรียนประชารัฐเป็นต้นแบบปฏิรูปการศึกษาเชิงพื้นที่ ซึ่งมีแนวคิดตามที่สสค.ลงไปจุดประกายให้คนในจังหวัดเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา หากปล่อยให้รัฐดำเนินการเพียงอย่างเดียวก็จะเกิดข้อจำกัด

ไม่เพียงเท่านั้น วงเสวนาครั้งนี้ได้หยิบยกกรณีศึกษาจากประเทศที่ประสบผลสำเร็จ เริ่มจากเครือข่ายโรงเรียนนานาชาติสายก้าวหน้าที่สุดในโลก “จูเลียน ไวท์ลีย์” หัวหน้าผู้บริหารโรงเรียนนานาชาติ ภูเก็ตอคาเดมี เล่าถึงจุดเด่นของโรงเรียนนานาชาติที่มีเครือข่ายหลากหลายใน 56 ประเทศว่า วิธีคิดคือจะทำอย่างไรให้สามารถควบคุมคุณภาพเครือข่ายโรงเรียนเหล่านั้นได้ โดยเขาได้นำเสนอระบบประกันคุณภาพใน 3 ระบบที่ ร.ร.นานาชาติภูเก็ต อคาเดมีใช้ ได้แก่ 1) การตรวจเยี่ยมของหลักสูตรของอังกฤษในต่างประเทศ (British Schools Overseas: BSO) เพื่อช่วยให้โรงเรียนสามารถพัฒนา ปรับปรุงคุณภาพ สร้างให้ผู้ปกครองและสาธารณชนเกิดความเชื่อถือในมาตรฐาน เน้นการใช้แบบสอบถาม การประเมินตนเอง การสร้างมาตรฐานและตัวชี้วัดร่วม การตรวจเยี่ยมและการเผยแพร่รายงานสู่สาธารณะ

2) ระบบรับรองมาตรฐานการศึกษาของสภารับรองมาตรฐานการศึกษาในโรงเรียนนานาชาติ (Council of International Schools Accreditation: CIS) เพื่อเปิดโอกาสให้มีการพัฒนาคุณภาพผ่านกระบวนการตรวจสอบตนเองอย่างเข้มงวด และการประเมินจากภายนอก และ 3) การวัดประเมินการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงตนเอง (Learning Architecture, Learning Culture, Learning Ecology: ACE) เป็นวิธีการประเมินในอนาคตที่เน้นการเปลี่ยนถ่ายการเรียนรู้ และให้ค่าการประเมินในหลายมิติ เช่น ความพยายามในการสอนของครู หรือความพยายามในการเรียนของผู้เรียน มากกว่าการดูเพียงคะแนน นอกจากนี้ยังฉายให้เห็นระบบการทำงานและกระบวนการพัฒนาว่ามีรูปแบบอย่างไรและใครต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการประเมิน

“ไม่ว่าจะเป็นการประเมินภายในด้วยวิธีใด สิ่งสำคัญคือต้องเริ่มจากการพัฒนาร่วมกันด้วยความสมัครใจ หากคิดเรื่องการพัฒนาโรงเรียนต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่งแต่ละโรงเรียนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่สุดท้ายต้องนำการประเมินที่ได้สู่การใช้ประโยชน์เพื่อการสนับสนุนการทำงาน”

ด้าน จิมมี่ ทัน นักการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ประเทศสิงคโปร์ จากมุมมองผู้อำนวยการโรงเรียน สะท้อนว่า สิงคโปร์ใช้ระบบ 4P ประกอบด้วย 1) การสร้างจุดมุ่งหมายร่วม (propose) ของโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ พ่อแม่ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 2) คน (people) การสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้รับผิดชอบตามบทบาทเพื่อนำสู่เป้าหมายและความคาดหวังร่วมกัน 3) กระบวนการ (process) สะท้อนถึงการตรวจสอบ และยืนยันความถูกต้อง และ 4) ผลิตผล (product) เน้นการรายงาน แผนการพัฒนาโรงเรียนและการติดตาม ซึ่งต้องอาศัยการขับเคลื่อนจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะมุมมองจากคนภายนอกระบบการศึกษาบนฐานข้อมูลจริง สิ่งสำคัญคือต้องชี้ชัดว่าเป้าหมายร่วมกันจากทุกฝ่ายคืออะไร เพื่อนำไปสู่การวางแผนและต้องส่งผลต่อนักเรียน องค์กรภายนอกจะมีหน้าที่เพียงยืนยันกับสิ่งที่โรงเรียนคิดว่าใช่หรือไม่ แต่ครูคือหัวใจในการเคลื่อนสู่เป้าหมาย

“คนไทยมักสนใจเฉพาะกระบวนการและผลลัพธ์ แต่สิงคโปร์ให้ความสำคัญกับคนและเป้าหมาย เพราะไม่เช่นนั้นการดำเนินงานอาจผิดเพี้ยน ในส่วนรางวัลและคำขู่จากหน่วยเหนือนั้น ไม่ว่าจะเป็นบวกหรือลบต้องไม่ทำให้ผู้บริหารหรือครูหลุดจากหน้าที่หลักคือการจัดการเรียนการสอน”

สำหรับประเทศไทยได้มีมุมมองจากธนาคารโลก โดย ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จากธนาคารโลก ได้นำเสนอมิติความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษาและแนวทางแก้ไขพบว่า ปัญหาของประเทศไทยไม่ใช่ทรัพยากรไม่เพียงพอ แต่ยังขาดประสิทธิภาพในการจัดการ ทำให้ไทยประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรทรัพยากรระหว่างโรงเรียนในชนบทและในเขตเมืองและผลสัมฤทธิ์ตกต่ำ เวียดนามซึ่งเคยประสบปัญหาเดียวกันจึงใช้ “ระบบการจัดเก็บข้อมูลโรงเรียน” เพื่อสร้างเป็นเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำด้านทรัพยากรทางการศึกษา ควบคู่กับการสร้างระบบตรวจสอบว่าโรงเรียนปรับปรุงคุณภาพเพียงใด และมีการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ ในปี 2005

“เราต้องใช้ครูเพิ่มขึ้นถึง 108,000 คนเพื่อจัดสรรให้ได้ครบทุกห้องเรียน ดังนั้นต้องสร้างรูปแบบ “การจัดเครือข่ายโรงเรียนใหม่” เนื่องจาก 85% ของโรงเรียนขนาดเล็ก หรือจำนวน 19,864 แห่ง ที่มีนักเรียนต่ำกว่า 20 คนต่อชั้นเรียน ตั้งอยู่ในระยะการเดินทางไม่เกิน 20 นาทีจากโรงเรียนอื่นและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากจำนวนประชากรการเกิดที่ลดลง อย่างไรก็ตามยังมีโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและมีความจำเป็นเพื่อจำนวน 2,921 แห่ง จุดจัดการที่สำคัญคือการพัฒนาโรงเรียนขนาดกลาง 4,514 แห่ง และโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่ห่างไกลอีกจำนวน 3,124 แห่ง เป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพ ซึ่งจะกระทบผู้เรียนถึง 1.59 ล้านคน โดยการพัฒนาให้เป็นโรงเรียนศูนย์กลางที่มีคุณภาพ มีการจัดสรรทรัพยากรและครูให้เพียงพอ และการจัดสรรเงินอุดหนุนเพิ่มเติมสำหรับค่าเดินทาง รถรับส่ง หรือการสอนพิเศษเพิ่มเติมแก่นักเรียนที่มาจากต่างโรงเรียน พร้อมกับมีการวางแผนติดตามประเมินผลในระยะยาว”

ทั้งนี้การยกระดับคุณภาพสถานศึกษาไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด หัวใจสำคัญในการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาที่เหมือนกันทั่วโลกคือ “ต้องเริ่มจากความร่วมมือของคนภายในโรงเรียน” โดยแบ่งบทบาทที่ชัดเจนหากมีผู้ช่วยจากภายนอกเข้ามาพัฒนาร่วมกัน ผู้บริหารจึงเป็นผู้ที่มีบทบาทและความสำคัญมากต่อการพลิกโฉมให้เกิดขึ้นจริงในโรงเรียน


‘ดาว์พงษ์’จี้สกอ.ดูกฎหมายกำกับดูแลมหา’ลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228193

ราชภัฏ,ดร.,ยิง,ดาว์พงษ์,กฎหมาย,กำกับ,มหา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  23 พ.ค. 2559

‘ดาว์พงษ์’จี้สกอ.ดูกฎหมายกำกับดูแลมหา’ลัย

“ดาว์พงษ์” รับหนักใจปัญหาอุดมศึกษา ชี้มีอิสระมาก กำกับดูแลได้ยาก พร้อมจี้ สกอ.ต้องดูกฎหมายเพื่อกำกับมหา’ลัย

            เมื่อวันที่23พ.ค.พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่ ประชุมสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) เรียกร้องให้หน่วยงานที่ดูแลสถาบันอุดมศึกษาและศธ.ดูแลเรื่องระบบธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัยพร้อมทั้ง สอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงต่อกรณีที่อาจารย์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.)พระนคร ก่อเหตุ ยิงประธานสาขาวิชาบริหารการศึกษาบัณฑิตวิทยาลัย และ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน เสียชีวิต ก่อนผู้ก่อเหตุ ซึ่งเป็น อาจารย์ประจำหลักสูตรดังกล่าวจะยิงตัวตาย ว่า พูดมาหลายครั้ง แล้วว่าปัญหาของอุดมศึกษานั้น เป็นความหนักใจ เพราะมหาวิทยาลัยมีอิสระมีกฎหมายเป็นของตนเองศธ.ไม่สามารถเข้าไปควบคุมอะไรได้มากนัก แต่เมื่อเกิดเหตุขึ้น แน่นอนว่า ศธ.หนีไม่พ้นความรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าว ซึ่งเคยบอกสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ว่า ก่อนที่มหาวิทยาลัยจะเสนอร่างพ.ร.บ.ของตนเอง สกอ.ควรกลั่นกรองกฎหมายและเพิ่มบทบาทที่จะเข้าไปกำกับดูแล ไม่ใช่ปล่อยโดยไม่ทำอะไรเลย จนมาถึงทุกวันนี้ก็ทำอะไรไม่ได้ให้อิสระจนหลายครั้งก็เกิดปัญหาลุกลาม

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีมรภ.พระนคร เกิดจากความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ในการบริหารจัดการหลักสูตร และ สกอ.ไม่สามารถเข้าไปดูแลค่าเล่าเรียนในระดับบัณฑิตศึกษาได้ จะมีการทบทวนหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขัดแย้งเกี่ยวผลประโยชน์ในการจัดการศึกษาระดับบัณฑิต

ศึกษารมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่ายอมรับว่า ที่ผ่านมา เราให้อิสระกันมาก และขณะนี้ก็ยังไม่กล้าลงลึกในรายละเอียดเพราะมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งก็มี กฎหมายเป็นของตนเอง ซึ่งเหตุการณ์ ที่เกิดเป็นเรื่องที่น่าตกใจ และรู้สึกเสีย จากนี้ผู้บริหารของ มรภ.พระนคร คงจะต้องลงไปดูแลบุคลากรภายในมหาวิทยาลัยทั้งคณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา ให้ใกล้ชิดมากขึ้นขอฝากถึงครูอาจารย์ด้วยว่า ทุกคนโตแล้ว มีวุฒิภาวะ ดังนั้นต้องรู้ว่า ตัวเองอยู่ในสถานะใด ควรต้องทำตัวอย่างไร เพื่อเป็นตัวอย่างแก่เด็ก และเยาวชน

รศ.ดร.ช่วงโชติ พันธุเวช ที่ปรึกษาอธิการบดี มรภ.พระนคร กล่าวว่า การเปิดหลักสูตรต่าง ๆ ทุกหลักสูตรของ มรภ.พระนคร จะยึดตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา พ.ศ.2558อาทิ เปิดสอนหลักสูตรระดับปริญญาโท ต้องมีอาจารย์ประจำในระดับปริญญาเอกกี่คนต่อนักศึกษากี่คน ตามที่กำหนด เป็นต้น ทั้งนี้ เฉพาะหลักสูตรพิเศษนั้น มรภ.พระนคร ไมได้เปิดสอนจำนวนมากมีอยู่ประมาณ10หลักสูตรเท่านั้น

รศ.ดร.พงศ์ หรดาล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร (มรภ.พระนคร) กล่าวว่า การดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาจารย์ทั้ง 3 คน ของมรภ.พระนคร ขอให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย เวลานี้ยังไม่ขอพูดอะไรมาก เพราะทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นคอรบครัวและญาติของอาจารย์ทั้ง 3 คน ก็สูญเสียบุคลากรที่มีคุณภาพไปถึง 3 คน บุคลากรทุกคนของมหาวิทยาลัยต่างก็รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“เวลานี้ผมไม่ขอพูดอะไรมาก เราต้องให้เกียรติกับผู้ตายและให้เกียรติกับทางครอบครัวและญาติด้วย ตอนนี้ทุกคนต่างเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ครอบครัวและญาติของอาจารย์ทั้ง 3 คนสูญเสียคนที่รัก มรภ.พระนครก็สูญเสียบุคลากรที่มีคุณภาพ ซึ่งไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น”

 

 ผู้เชี่ยวชาญยืนยันตำรวจทำครบทุกขั้นตอนการเจรจาระงับเหตุดร.วันชัย

พล.ต.ต.ศรกฤษณ์ แก้วผลึก รองผู้บัญชการศึกษา ( รอง ผบช.ศ. ) อาจารย์หลักสูตรการบริหารเหตุการณ์วิกฤตและเจรจาต่อรอง เปิดเผย ขั้นตอนการเข้าเจรจาต่อรองในเหตุการณ์วิกฤตตามหลักสากล ซึ่งมีหลักปฏิบัติอยู่ 5 ขั้นตอน 1. การเข้าเผชิญเหตุ ซึ่งมีตำรวจระดับสายตรวจ ตำรวจในพื้นที่รับผิดชอบ เข้าเผชิญเหตุก่อน 2. การเข้าควบคุมเหตุการณ์ไม่ให้ลุกลาม โดยกันพื้นที่ให้อยู่ในระยะการดูแลของตำรวจและกันประชาชนไม่ให้เข้าพื้นที่ 3. การบริหารเหตุการณ์ ซึ่งส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของระดับผู้บังคับบัญชา 4. การแก้ไขปัญหาตามระยะเวลา 5. การสอบสวนดำเนินคดีและการติดตามคดี

“ในระบบมาตรฐานสากลจะจัดระบบการเจรจาต่อรองที่มีหลายขนาด เช่น หากเจอเหตุการณ์ ที่ ดร.วันชัย พยายามปลิดชีพตนเองด้วยอาวุธปืน จะใช้ทีมเจรจา 5 คน ทำการเกลี้ยกล่อมตามขั้นตอน มีคนเจรจา 2 คน มีนักจิตวิทาเป็นที่ปรึกษา รวมถึงฝ่ายประสานงานด้วย ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น ยืนยันว่าทำตามขั้นตอนตามหลักสูตรการบริหารเหตุการณ์วิกฤตและเจรจาต่อรอง ซึ่งผู้ที่ทำการเจรจาต่อรองต้องผ่านการฝึกอบรมจากกองบัญชาการศึกษา สำนักงานตำรวจแห่งชาติมาแล้ว จากการเรียนรู้ผ่านหลักสูตรในศูนย์ฝึกยุทธวิธี ที่เป็นเรื่องเฉพาะทางวิชาชีพตำรวจ ” พบ.ต.ต.ศรกฤษณ์ กล่าว

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2559 ทีมตำรวจชุดเจรจา ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พยายามนำน้ำดื่มให้ ดร.วันชัย ดนัยตโมนุท อาจารย์ประจำวิทยาลัยการฝึกหัดครู สาขาการบริหารการศึกษา หลักสูตรปริญญาโท มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ขณะพยายามจะใช้ปืนยิงตัวเอง ซึ่งผ่านไปเกือบ 6 ชั่วโมงเต็ม ดูเหมือนว่าเหตุการณ์มีท่าทีจะดีขึ้น แต่ด้วยภาวะความตึงเครียดประกอบกับความเหนื่อยล้าของผู้ก่อเหตุ จึงใช้ปืนปลิดชีพตัวเอง เวลา 18.44 น.

ทีมงานเจรจาเกลี้ยกล่อมพูดคุยกับ ดร.วันชัยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประเมินสถานการณ์ได้ว่าผู้ก่อเหตุจะไม่ทำร้ายคนใกล้ชิดและตำรวจ การเจรจาต่อรองจึงเป็นอาวุธสำคัญที่จะต้องทำอย่างไรให้ผู้ก่อเหตุวงอาวุธและไม่ทำร้ายตนเอง ซึ่งมีหลายช่วงที่ตำรวจพยายามเจรจาเกลี้ยกล่อมโดยใช้โทรโข่ง พูดคุยกับ ดร.วันชัย ซึ่งเป็นการเจรจาแบบเผชิญหน้า โดยต้องมีพื้นที่ระยะห่างและต้องไม่แย่งกันพูดเพื่อลดความกดดันและความสับสนกับผู้ก่อเหตุ

“จะทำยังไงให้เขามีกำลังใจให้รู้สึกมีคุณค่าชีวิต การใช้โทรโข่ง มีข้อดีข้อเสียเช่นกัน แต่ก็เป็นหลักการในการใช้เจรจาตามหลักได้ เพื่อขยายเสียงทำให้ผู้ก่อเหตุได้ยินคำพูดของชัดเจน คำพูดที่จะโน้มน้าวสื่อสารกับเขาชัดเจน แต่ข้อเสีย ผู้ก่อเหตุไม่สามารถรับรู้ได้ถึงอารมณ์ความรู้สึกจริงๆ ออกมา ยิ่งถ้าเกิดมีหลายคนแย่งกันพูด ก็อาจจะเกิดความสับสนของเสียงที่เปล่งออกมาในหลายๆ เสียงได้ ” พล.ต.ต.ศรกฤษณ์ กล่าว

ด้าน นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ผอ.สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กล่าวว่า คนสนิทของ ดร.วันชัย ทั้ง 3 คนที่พยายามเกลี้ยกล่อมสลับกับตำรวจหวังจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้ดีขึ้น แต่เมื่อฟ้ามืดลงกลับต้องเผชิญเหตุการณ์ที่ ดร.วันชัยยิงขมับตัวเองต่อหน้าต่อตาอย่างรุนแรง ในทางการแพทย์ระบุว่า อาจมีความเสี่ยงเกิดภาวะความเครียดฉับพลันหลังเจอเหตุการณ์รุนแรง ล่าสุดทั้ง 3 คนอยู่ระหว่างการฟื้นฟูสภาพจิตใจ ของแพทย์กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข โดยต้องใช้เวลา 2 – 3 สัปดาห์ ในการให้คำปรึกษา จึงจะกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ

“โดยทั่วไปคนเจอภาวะเหตุการณ์ร้ายในชีวิต โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดซึ่งหน้าจริงแล้วถึงแก่ชีวิต เหมือนกับเราเจอคนที่เกิดอุบัติเหตุต่อหน้าต่อตา หรือเสียชีวิต จะมีภาวะหนึ่งที่เกิดขึ้นเรียกว่า ความเครียดเฉียบพลัน จะเกิดการบาดเจ็บทางจิตใจ ตื่นตระหนก ใจสั่น เกิดวิกฤตภาวะความเครียดแบบเฉียบพลันเข้าแทรกขึ้นมาทัน หรือบางคนอาจเกิดความกังวลจะหลับก็ฝันเห็นเป็นภาพติดตาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะเกิดจากความครุ่นคิด เป็นความผิดปกติ เกี่ยวโยงกับอารมณ์จิตใจและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสารเคมีในสมอง เป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งจะช่วยใช้ยาเข้าช่วยเปลี่ยนเป็นปกติได้โดยเร็ว ซึ่งขณะนี้บุคคลที่เข้าช่วยยับยั้งเหตุ ดร.วันชัย อยู่ในความดูแลของหมอจากกรมสุขภาพจิตแล้ว ” นพ.ทวีศิลป์ กล่าว

อธิการบดีจุฬาฯคนที่17 มุ่งผลิตความรู้-นวัตกรรมก้าวสู่ม.โลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228134

การศึกษา,เปิดวิสัยทัศน์,ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์,อธิการบดี,จุฬาฯ,ม.โลก,จุฬา,ผลิต,ความรู้,นวัตกรรม,ก้าว,สู่,โลก

การศึกษา-สาธารณสุข  :  23 พ.ค. 2559

อธิการบดีจุฬาฯคนที่17 มุ่งผลิตความรู้-นวัตกรรมก้าวสู่ม.โลก

เปิดวิสัยทัศน์ : ‘ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์’ อธิการบดีจุฬาฯ คนที่ 17 มุ่งผลิตความรู้ – นวัตกรรมก้าวสู่ ม.โลก : โดย…ชุลีพร อร่ามเนตร

                    เสร็จสิ้น “พิธีอธิการปติประทาน” เป็นที่เรียบร้อย (17พ.ค.59) เมื่อ ศ.นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อดีตอธิการบดีจุฬาฯ ได้ส่งมอบตำแหน่งอธิการบดี จุฬาฯ พร้อมคืนสังวาลตำแหน่งอธิการบดีจุฬาฯ แก่ ศ.กิตติคุณ ดร.คุณหญิงสุชาดา กีระนันทน์ นายกสภาจุฬาฯ เพื่อส่งมอบต่อไปยัง “ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์” อธิการบดีคนที่ 17 ของจุฬาฯ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 เริ่มตั้งแต่สมัย ศ.ดร.เทียนฉาย กีระนันทน์ อดีตอธิการบดีจุฬาฯ ส่งมอบตำแหน่งอธิการบดีแก่ รศ.ดร.ธัชชัย สุมิตร จนมาถึงปัจจุบัน
                    อธิการบดีจุฬาฯ คนล่าสุด “ศ.ดร.บัณฑิต” อายุ 50 ปี เคยดำรงตำแหน่ง คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ก่อนจะก้าวสู่ตำแหน่งอธิการบดีตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2559 ตลอดระยะเวลา 4 ปีนับจากนี้ไป เขายืนยันหนักแน่นที่จะทุ่มเทสรรพกำลังปฏิบัติหน้าที่เพื่อเทิดพระนาม “จุฬาลงกรณ์” อย่างเต็มความสามารถ
                    ศ.ดร.บัณฑิต กล่าวว่า จุฬาฯ จะครบรอบ 100 ปีแห่งการสถาปนาในปี 2560 ซึ่งนับจากนี้ จะนำพาจุฬาฯ ให้เป็นมหาวิทยาลัยในระดับโลกที่ผลิตองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมไทยโดยมิติของจุฬาฯ จะมองสังคมไทย ภูมิภาคนี้เป็นตัวตั้งต้น และเพื่อใช้เป็นจุดเชื่อมโยงสู่สังคมโลก ภายใต้การทบทวนยุทธศาสตร์ในทางวิชาการ การบริหารจัดการ การใช้พื้นที่ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อแสวงหาแนวทางในการจัดการที่ดีที่สุดสำหรับศตวรรษใหม่ของจุฬาฯ ในสังคมไทยและสังคมโลก
                    “จุฬาฯ ก้าวสู่เป็นมหาวิทยาลัยระดับโลกได้ ต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่สร้างสังคมไทยให้มีความแข็งแกร่งก่อน สิ่งที่จะทำต่อจากนี้ นอกเหนือจากการเรียนการสอน การวิจัยตามภารกิจของมหาวิทยาลัยแล้ว มุ่งเน้นและเสริมทุกส่วน ทุกคณะ ทุกสาขาวิชาให้มีความใกล้ชิดกับสังคมมากขึ้น จุฬาฯ ต้องหยิบยกโจทย์ ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมมาแก้ไข ขณะเดียวกันส่วนที่จะใช้องค์ความรู้ที่จะนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม เพื่อสร้างสิ่งที่ดีงามให้แก่สังคมไทย”
                    มหาวิทยาลัยคือ แหล่งบ่มเพาะความรู้ นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ ศ.ดร.บัณฑิตเชื่อว่าหากมีมุมมองดังกล่าวและพยายามสร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริง จะนำไปสู่การพัฒนา จัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพแนวทางใหม่ๆ ในการสร้างมูลค่าหรือคุณค่าใหม่ๆ ให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง
                    อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวต่อไปว่า การไปเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับนานาชาติได้ จุฬาฯ ต้องเป็นมหาวิทยาลัย เสาหลักของแผ่นดิน สร้างสังคมไทยให้แข็งแกร่งได้ก่อน เพราะหากมหาวิทยาลัยยังไม่สามารถทำให้สังคมไทยเข้มแข็งขึ้นมาได้ จะเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับนานาชาติที่ยั่งยืนได้อย่างไร การบริหารมหาวิทยาลัยนั้น จะนำในส่วนของทรัพย์สินจุฬาฯ มาใช้เป็นจุดเชื่อม นำองค์ความรู้ที่มีอยู่ในจุฬาฯ มาผสมผสาน เพื่อนำไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์สังคมไทย ไม่ใช่เพียงสร้างมูลค่าทางการค้าเท่านั้น
                    ศ.ดร.บัณฑิต บอกว่า ทุกประเทศทั่วโลกต่างอยากให้มหาวิทยาลัยของตนเองติดอันดับโลก ซึ่งมหาวิทยาลัยไทยจะติดอันดับโลกได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 เรื่องด้วยกัน ได้แก่ 1.มีคนเก่งจำนวนมาก ซึ่งนอกจากมีความสามารถในการผลิตคนเก่งแล้ว ยังต้องสามารถดึงคนเก่งจากทั่วโลกมาทำงานในมหาวิทยาลัยได้อีกด้วย 2.มีน้ำหล่อเลี้ยงหรือทรัพย์สินที่จะไปหล่อเลี้ยงให้คนเก่งไปสร้างองค์ความรู้ นวัตกรรม และแสดงฝีมืออย่างเต็มที่ และ 3.มหาวิทยาลัยต้องเป็นที่พึ่งของสังคมตนเองให้ได้ เพราะการจะเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลกได้อย่างยั่งยืนต้องสร้างฐานของสังคมในประเทศตนเองให้เข้มแข็งก่อน
                    “จุฬาฯ มีฐาน มีความรู้ มีคนเก่ง มีทรัพยากรทั้งเงิน งานวิจัย และนวัตกรรมต่างๆ จำนวนมาก แต่ก็ต้องเพิ่มจำนวนงานวิจัย และนวัตกรรมให้มากขึ้น โดยต้องเลือกโจทย์ที่มีพื้นฐาน หรือเป็นความต้องการของประเทศที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่ประเทศไทยและเป็นที่รับรู้รับทราบในสังคมโลกด้วย ดังนั้น 4 ปีข้างหน้า ผมและคณะผู้บริหารจะนำพาจุฬาฯ ไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยนวัตกรรมชั้นนำที่มุ่งสร้างสรรค์ความรู้และผลผลิตจากการศึกษาวิจัย รวมถึงการพัฒนาบัณฑิตที่เป็นนวัตกร ในทางที่จะปรับเปลี่ยนสังคมไทยให้สามารถสร้างมูลค่า คุณค่าจากทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อนำประเทศออกจากกับดักรายได้ปานกลางและเป็นกำลังหลักในการร่วมสร้างสังคมที่มีการกระจายโอกาสที่เท่าเทียม เกื้อกูล และเคารพซึ่งกันและกัน ภายใต้การจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ ผลิตบัณฑิตเก่ง ดี เชื่อมโยงกับประชาคมโลก เป็นมหาวิทยาลัยระดับชาติอย่างเต็มภาคภูมิ”
                    การบริหารงานภายในองค์กร ผู้บริหารทุกชุดที่ผ่านมาต่างยึดถือเรื่องของธรรมาภิบาลมาโดยตลอด ซึ่งคนก็จะสานต่อสิ่งที่ดีงามที่มีอยู่ รวมถึงจะมีการเสริมศักยภาพบุคลากร และสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่รองรับการเป็นมหาวิทยาลัยนวัตกรรมชั้นนำ และการเป็นมหาวิทยาลัยระดับนานาชาติ ขณะที่ในส่วนของบัณฑิตจะสร้างบุคลากรที่มีจิตสาธารณะ เป็นคนดี คนเก่ง และรอบรู้เรื่องบ้านเมือง รวมถึงจะมีการจัดห้องเรียน สภาพแวดล้อมรอบมหาวิทยาลัยให้เอื้อต่อการเรียนรู้ของนิสิตในทุกรูปแบบ นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการเรียนการสอน เพื่อให้บัณฑิตจบออกไปมีความพร้อมสร้างสรรค์นวัตกรรม องค์ความรู้ ควบคู่กับการเป็นคนดี ทำประโยชน์ ตอบแทนสังคม
——————–
(เปิดวิสัยทัศน์ : ‘ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์’ อธิการบดีจุฬาฯ คนที่ 17 มุ่งผลิตความรู้ – นวัตกรรมก้าวสู่ ม.โลก : โดย…ชุลีพร อร่ามเนตร)

หลักสูตรพิเศษ ‘รัฐอิสระ’ ตัววัดธรรมาภิบาล ‘อุดมศึกษา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228164

การศึกษา,หลักสูตรพิเศษ,รัฐอิสระ,ธรรมาภิบาล,อุดมศึกษา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  23 พ.ค. 2559

หลักสูตรพิเศษ ‘รัฐอิสระ’ ตัววัดธรรมาภิบาล ‘อุดมศึกษา’

หลักสูตรพิเศษ ‘รัฐอิสระ’ ตัววัดธรรมาภิบาล ‘อุดมศึกษา’ : โดย…ทีมข่าวการศึกษา

                    “หลักสูตรพิเศษ” ตกเป็นจำเลยทันทีเมื่อมีการเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตของ 3 ดอกเตอร์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ซึ่งอาจเป็นความขัดแย้งหนึ่งหรือไม่ที่นำไปสู่เหตุการณ์ดังกล่าว แต่ “หลักสูตรพิเศษ” ใช่ว่านึกจะเปิดก็เปิดได้ การจัดตั้งหลักสูตร สภามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจะต้องอนุมัติหลักสูตรและส่งเรื่องให้คณะกรรมการการอุดมศึกษารับทราบ สภามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจึงจะนำมาพิจารณาแต่งตั้งกรรมการพิจารณาบริหารหลักสูตร ซึ่งจะทำหน้าที่สำคัญในการพิจารณาคณาจารย์ที่จะเข้ามาสอนในหลักสูตรพิเศษ และส่งเรื่องให้กรรมการอำนวยการบัณฑิตพิจารณาอีกชั้นหนึ่งเป็นด่านสุดท้าย ก่อนประกาศรายชื่อคณาจารย์ที่ผ่านการพิจารณาคัดเลือกให้ทำการสอน
                    รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (รองเลขาธิการ กกอ.) กล่าวถึงกรณีที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) เรียกร้องให้หน่วยงานที่ดูแลสถาบันอุดมศึกษา และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร โดยเรียกร้องให้ปฏิรูปอุดมศึกษา เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นสะท้อนปัญหาการบริหารงานไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล การแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ ว่า ปัญหาเรื่องธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาเป็นเรื่องที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ให้ความสำคัญและพยายามดูแลมาตลอด ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่มี อาทิ มีการร้องเรียนว่า หลักสูตรการสอนไม่มีคุณภาพ ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน เหล่านี้ สกอ.ก็จะมีคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องลงไปกำกับติดตามให้มหาวิทยาลัยแก้ไขเพื่อให้การจัดการศึกษาเป็นไปอย่างมีคุณภาพ ถือเป็นหัวใจสำคัญ
                    “สำหรับมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร เนื่องจากขณะนี้สูญเสียอาจารย์และนักวิชาการอันทรงคุณค่าถึง 3 ราย ตรงนี้ในแง่ของจัดการศึกษา ผู้ที่ได้รับผลกระทบแน่นอนคือนักศึกษา ตรงนี้ สกอ.จะติดตามการแก้ไขปัญหาของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครอย่างจริงจัง ที่ต้องเร่งหาอาจารย์มาสอนแทน เพื่อไม่ให้นักศึกษาได้รับความเดือดร้อน และเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรที่กำหนดจำนวนอาจารย์ต่อนักศึกษา ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครได้รายงานให้ทราบเบื้องต้นถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงนั้น ขณะนี้ สกอ.ยังไม่มีรายงานเข้ามา” รองเลขาธิการ กกอ. กล่าว
                    รศ.นพ.สรนิต  กล่าวอีกว่า โดยกระบวนการทุกหลักสูตรที่เปิดสอนภายในมหาวิทยาลัยจะต้องเสนอให้สภามหาวิทยาลัยอนุมัติก่อน จากนั้นจะต้องส่งมาให้คณะกรรมการการอุดมศึกษารับทราบ ซึ่งทุกหลักสูตรที่เปิดสอนไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรปกติ หลักสูตรพิเศษ (ปริญญาโท-ปริญญาเอก) จะต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรอุดมศึกษา พ.ศ.2558 ที่จะกำหนดไว้ชัดเจนทั้งในระดับปริญญาตรี และระดับบัณฑิตศึกษา คือระดับปริญญาโท และปริญญาเอก เพื่อควบคุมและประกันคุณภาพการจัดการศึกษาให้เป็นไปอย่างมีมาตรฐานและคุณภาพ
                    “กรณีที่มีการวิจารณ์ว่า การที่มหาวิทยาลัยทำโครงการหรือเปิดหลักสูตรพิเศษมากจนกลายเป็นธุรกิจการศึกษานั้น ในเรื่องค่าใช้จ่ายของหลักสูตรเป็นอำนาจของสภามหาวิทยาลัยที่จะต้องควบคุมดูแล โดยหลักการที่ สกอ.และมหาวิทยาลัยดูแลควบคุมค่าใช้จ่ายจะเป็นในระดับปริญญาตรี ซึ่งมีผลต่อผู้เรียนจำนวนมาก แต่ระดับบัณฑิตศึกษาต้องขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยซึ่งในบางครั้งอาจะต้องมองไปถึงต้นทุนการจัดการศึกษา การจ้างอาจารย์ เป็นต้น หากจะให้ดีต้องมีกติกามาควบคุมก็ค่อนข้างลำบาก” รศ.นพ.สรนิต กล่าว
                    รศ.นท.ดร.สุมิตร สุวรรณ อาจารย์คณะศึกษาศาสตร์และพัฒนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สะท้อนภาพการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรพิเศษ ว่า ในอดีตการจัดการศึกษาหลักสูตรพิเศษ อาทิ มหาวิทยาลัยราชภัฏมีโครงการจัดการศึกษาเพื่อปวงชน (กศ.พป.) ก็เพื่อสร้างโอกาสให้คนทำงาน ข้าราชการ ที่ไม่มีเวลาเรียนในช่วงปกติ มาลงทะเบียนเรียนในวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีอยู่ แต่ช่วงระยะเวลาประมาณ 10 ปีมานี้ที่มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ เปลี่ยนสถานะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ ต้องหารายได้เข้าสู่มหาวิทยาลัย ก็เริ่มมีโครงการเปิดสอนหลักสูตรภาคพิเศษ
                    ตรงนี้เปรียบเสมือน “รัฐอิสระ” เพราะแต่ละโครงการจะมีคณะกรรมการบริหารโดยเฉพาะ มีอำนาจในการวางแผน กำหนดรายละเอียดต่างๆ ได้เอง ซึ่งรายได้จากการเปิดหลักสูตร 20-30% จะถูกส่งเพื่อเป็นรายได้ให้มหาวิทยาลัย ส่วนที่เหลือ 70-80% จะกลับเข้าสู่โครงการเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการ พัฒนา จัดกิจกรรม รวมถึงเป็นค่าตอบแทนอาจารย์
                    สำหรับค่าตอบแทนอาจารย์ ขึ้นอยู่กับแต่ละหลักสูตรพิเศษกำหนดไว้ แต่ภาพรวมพบว่า ระดับปริญญาตรีค่าตอบแทนเฉลี่ยอยู่ 500-1,000 บาทต่อชั่วโมง ปริญญาโท 1,000-2,000 บาทต่อชั่วโมง และปริญญาเอก 1,500-3,000 บาทต่อชั่วโมง เพราะฉะนั้นอาจารย์คนใดสอนมากก็จะได้ค่าตอบแทนมาก บางรายอาจจะได้ค่าตอบแทนการสอนหลักสูตรพิเศษในแต่ละเดือนมากกว่าเงินเดือนปกติด้วยซ้ำ
                    อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการบริหารจัดการให้ดี จุดนี้อาจกลายเป็นปมหนึ่งที่นำไปสู่ข้อขัดแย้ง นอกจากนี้ในหลักการเมื่อสิ้นปีงบประมาณเงินที่เหลือของการจัดหลักสูตรพิเศษควรจัดสรรให้มหาวิทยาลัยและคณะนำไปใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนามหาวิทยาลัย แต่ส่วนใหญ่พบว่าเงินจะถูกนำมากองไว้ที่โครงการ ทำให้บางโครงการมีเงินจำนวนมาก
                    “ความอิสระที่สามารถบริหารจัดการได้เอง ทำให้เกิดการแข่งขัน หรือข้อขัดแย้งได้ ซึ่งผมเสนอทางออกว่า มหาวิทยาลัยทุกแห่งต้องยกเลิกการทำโครงการเปิดสอนหลักสูตรพิเศษเหล่านี้ เปลี่ยนรูปแบบจัดการศึกษาไม่ต้องแยกว่าเป็นภาคปกติ ภาคพิเศษ จัดการเรียนสอนตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ รับนักศึกษาเพิ่มจากปกติ 1 ห้อง เป็น 2 ห้อง โดยเน้นจัดการศึกษายืดหยุ่นที่ผู้เรียนและผู้สอน กรณีที่อาจารย์ต้องสอนเพิ่มจากภาระงานปกติก็จ่ายค่าทำงานล่วงเวลา หรือโอทีให้ ไม่ต้องกำหนดเป็นค่าตอบแทนรายชั่วโมงแบบที่ทำอยู่” รศ.นท.ดร.สุมิตร เสนอแนะ
                    วันนี้เลยจุดที่จะไม่ปฏิรูปอุดมศึกษาไทยไปแล้ว “3 ดอกเตอร์ราชภัฏพระนคร” เป็นแค่เหยื่อของระบบการศึกษาไทย ที่สละชีวิตเพื่อปลุกคนไทยให้ตื่น เลิกเพ้อฝัน ก่อนอุดมศึกษาไทยจะกลายเป็นเป็ดง่อย ไม่ตอบโจทย์การพัฒนาชาติ แถมยังมีแนวโน้มจะถูกเขี่ยตกเวทีแข่งขันระดับนานาชาติ
——————-
(หลักสูตรพิเศษ ‘รัฐอิสระ’ ตัววัดธรรมาภิบาล ‘อุดมศึกษา’ : โดย…ทีมข่าวการศึกษา)