ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228703
การศึกษา-สาธารณสุข : 31 พ.ค. 2559
ไม่พบพิรุธ!จัดสอบแพทย์’ม.รังสิต’รอบ2
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228703
ไม่พบพิรุธ!จัดสอบแพทย์’ม.รังสิต’รอบ2
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228704
เตรียมเสนอ ทปอ.เพิ่มสอบแพตเกาหลี
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228681
สพฐ.ยันไม่มีคำไม่เหมาะสมในการสอนแจกลูกสะกดคำ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228678
สธ.ห่วงปัญหารถรับ-ส่งนร.ผิดประเภท
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228670
พุทธะอิสระยื่นเจ้าคณะภาค1ถอดธัมมชโย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228646
‘อนุษา ดวงเกิด’สาวน้อยแพ้กายไม่ยอมแพ้ใจ
“เหนื่อยแค่ไหนก็อดเอา อย่าเพิ่งท้อแท้ ยังมีพ่อแม่ส่งกำลังใจให้” คติพจน์ประจำใจ “แน๊ก” น.ส.อนุษา ดวงเกิด นักศึกษาชั้นปีที่ 3 (หลักสูตรต่อเนื่อง) สาขาวิชาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี นักศึกษาพิการบกพร่องทางการได้ยิน คนเก่งของ มทร.ธัญบุรี คว้าเหรียญทองแดง สาขาการประดิษฐ์วัสดุเหลือใช้ จากการแข่งขันฝีมือแรงงานคนพิการนานาชาติ ครั้งที่ 9 ณ เมืองบอร์กโดซ์ ประเทศฝรั่งเศส โดยจัดการแข่งขันทั้งสิ้น 49 สาขา มีคนพิการกว่า 665 คน จาก 33 ประเทศเข้าร่วมการแข่งขัน
อนุษา เล่าว่า สืบเนื่องมาจากได้มีโอกาสเข้าแข่งขันเป็นตัวแทนภาค 5 จังหวัดนครราชสีมา เข้าร่วมการแข่งขันฝีมือคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 7 สาขาประดิษฐ์สิ่งของจากวัสดุเหลือใช้ และได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 จากผู้เข้าร่วมการแข่งขัน 12 คน ที่ได้รับการคัดเลือกทั่วประเทศไทย ในการรับรางวัลครั้งนี้ มทร.ธัญบุรีสนับสนุนให้เดินทางเข้าร่วมแข่งขัน
“หลังจากได้โจทย์ในการแข่งขันก็เก็บตัวอยู่ที่มหาวิทยาลัย 3 เดือน มี อาจารย์จุฬาภรณ์ ศรีเมืองไหม เป็นอาจารย์ผู้ควบคุม ฝึกสอน และอาจารย์ในสาขาวิชาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ ช่วยดิฉันในการเก็บตัวอยู่ที่มหาวิทยาลัย สำหรับโจทย์ที่ได้รับในการแข่งขัน ต้องมีจุกไวน์ในการประดิษฐ์ 50% สามารถใช้ใส่ไวน์ได้ ทุกอย่างที่ประดิษฐ์สามารถใช้งานได้ กติกาการแข่งขัน 6 ชั่วโมง ใช้เวลาในการแข่งขัน 2 วัน วันที่หนึ่ง 3 ชั่วโมงครึ่ง และวันที่สอง 2 ชั่วโมงครึ่ง ในสาขาที่แข่งขันมีคนเข้าร่วม 10 คน จาก 7 ประเทศ มี ประเทศไทย ฝรั่งเศส ฟินแลนด์ สโลวาเกีย มาเก๊า ฮ่องกง ฟิลิปปินส์” อนุษา กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เถาองุ่น” ผลงานสร้างชื่อ เกิดจากการนำวัสดุเหลือใช้มาประดิษฐ์ ได้แก่ เศษไม้ไผ่ กระดาษหนังสือพิมพ์ โครงลวด (ไม้แขวนเสื้อเก่า) ขวดน้ำผลไม้ (พลาสติก) ลักษณะผลงานเด่นของตนเองคือ การนำจุกก๊อกไวน์มาเฉียดเป็นชิ้น ใช้โครงลวดจากไม้แขวนเสื้อทำตัวโครงเถาองุ่น และสามารถแขวนแก้วไวน์ได้ จากนั้นนำมาติดกาวให้เป็นลักษณะเถาไม้ ดูด้วยตาเปล่าจะไม่รู้ว่านำจุกก๊อกไวน์มาทำ นำขวดพลาสติกมาประดิษฐ์เป็นนกฮูกสำหรับใส่จุกก๊อกไวน์ ทำไมต้องเป็นนกฮูก เนื่องจากนกฮูกเป็นเครื่องรางแห่งสติปัญญา
“อุปสรรคในการแข่งขันมีเพียงจุกก๊อกไวน์ ซึ่ีงแข็งกว่าจุกก๊อกไวน์ที่ซ่อมที่เมืองไทย ระหว่างที่แข่งขันทำตามที่ได้ฝึกซ่อมมาจากคณะ นึกถึงพ่อแม่ที่เมืองไทย ไม่คิดว่าจะได้รับรางวัล เมื่อประกาศชื่อว่าดิฉันได้รับรางวัล ดีใจมาก ขอขอบคุณที่มหาวิทยาลัยได้ให้โอกาสไปแข่งขันที่ประเทศฝรั่งเศส และขอบคุณอาจารย์ในสาขาวิชาที่ฝึกสอนด้วยค่ะ” อนุษา กล่าว
อนุษา ย้อนอดีตว่า มีปัญหาทางการได้ยินมาตั้งแต่ 4 ขวบ เนื่องจากมีแมลงเข้าหู และแม่ปฐมพยาบาลผิดวิธี หมอบอกว่า ส่งผลให้ไม่ได้ยิน กลายเป็นผู้บกพร่องทางการได้ยิน ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่ได้ยิน แต่ถ้าพูดแรงๆ จะได้ยินนิดหน่อย แต่ไม่เคยน้อยใจในโชคชะตา ถ้ามีโอกาสรักษาหายก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าไม่หายก็ยอมรับความจริงในสิ่งที่เป็น
“ภูมิใจที่ได้รับรางวัลและดีใจที่ได้เข้าร่วมการแข่งขัน มีเวทีให้แสดงความสามารถ ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมแข่งขันมีแต่คนเก่งๆ เป็นการเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ และได้นำวิชาความรู้ที่เรียนไปใช้ในการแข่งขันด้วย อนาคตหากสำเร็จการศึกษาอยากเรียนต่อในระดับปริญญาโท ดิฉันเป็นลูกคนโตของบ้าน จึงอยากจะเรียนสูงๆ เพื่อนำความรู้ที่เรียนไปประกอบอาชีพ เปิดร้านดอกไม้เป็นความฝันของดิฉันและครอบครัว และเชื่อว่าทุกคนมีความตั้งใจและมีเป้าหมายในการดำเนินชีวิต” อนุษา กล่าวทิ้งท้าย
“น.ส.อนุษา ดวงเกิด” สาวน้อยแพ้กาย ไม่ยอมแพ้ใจ ยังเป็นนักศึกษาคนพิการ รางวัลชมเชย รางวัลพระราชทาน ระดับอุดมศึกษา ประจำปีการศึกษา 2557 ภาคกลาง อีกด้วย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228638
ปลุกกระแสรณรงค์ปั่น’เลิกสูบ ก็เจอสุข’
วันที่ 30 พฤษภาคม ที่ศาลหลักเมืองณ จ.หนองคาย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ เทศบาลตำบลเฝ้าไร่ อ.เฝ้าไร่ จ. หนองคาย จัดกิจกรรมรณรงค์ เลิกสูบ ก็เจอสุข (Quit Smoking : Greater Happiness) เนื่องในวันงดสูบหรี่โลก ซึ่งตรงกับวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 โดยชาวบ้านกว่า500คนร่วมกันตั้งสัตย์ปฏิญาณว่า1.จะลดละเลิกการสูบบุหรี่ 2.จะช่วยรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ในชุมชน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
น.ส.ดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สสส.) กล่าวว่า สสส.ทำงานร่วมกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ในการมุ่งลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เน้นการลด ละ เลิก ยาสูบ ในระดับฐานราก ได้แก่ ครอบครัวและชุมชน เพื่อปกป้องเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยเรื้อรัง ซึ่งปัจจุบันมีอปท.ที่เข้าร่วมเป็นเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ปลอดบุหรี่ โดยสมัครใจ จำนวน 300 แห่ง ขณะเดียวกันทำให้เกิดบุคคลต้นแบบ และครอบครัวต้นแบบปลอดบุหรี่ เป็นแบบอย่างให้แก่พื้นที่อื่นๆ และขยายสังคมปลอดบุหรี่เป็นวงกว้าง ในปี 2559 สสส. ร่วมหนุนเสริมการสร้างกิจกรรมรณรงค์ให้แก่สมาชิก อปท. ภายใต้แคมเปญ “เลิกสูบ ก็เจอสุข” (Quit Smoking : Greater Happiness) โดยมุ่งเน้นการณรงค์ที่ผู้นำชุมชนท้องถิ่นจะเป็นบุคคลต้นแบบ (Idol) ที่จะเป็นผู้นำการรณรงค์ การลด ละ เลิกสูบบุหรี่ ของคนภายในชุมชน เพื่อให้สุขภาพดีครบ 4 ด้าน กาย จิต ปัญญา สังคม โดยคัดเลือกต้นแบบพื้นที่ที่มีผลรูปธรรมในการทำงานสามารถลด ละ เลิกบุหรี่ได้จริง ใน 5 พื้นที่ ได้แก่ 1. เทศบาลตำบลทุ่งรวงทอง จ.เชียงใหม่ 2. เทศบาลตำบลเฝ้าไร่ จ.หนองคาย 3. อบต.ช่องสาริกา จ.ลพบุรี 4.เทศบาลตำบลบ้านดอน จ.สุพรรณบุรี 5. อบต.ตะปอเยาะ จ.นราธิวาส ซึ่งจะมีการจัดรณรงค์โดยการปั่นจักรยานไปยังจุดที่จะจัดกิจกรรมรณรงค์เช่น ตลาดสด โรงเรียน โดยจะเริ่มกิจกรรมพร้อมกัน ทั้ง 5 พื้นที่ จำนวนกว่า 5,000 คน
“จุดเริ่มต้นในการทำงานรณรงค์ลดละเลิกบุหรี่ มาจากที่เราเห็นชอบร่วมกันในชุมชนว่า บุหรี่ไม่มีประโยชน์ใดๆ เลย ทำให้ลด ละ เลิก ได้ไม่ยาก โดยยึดหลักการควบคุมการบริโภคยาสูบโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง สนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ทำงานผ่าน 7 ชุดกิจกรรม คือ 1.รณรงค์ทุกระดับ 2.จัดสภาพแวดล้อมปลอดบุหรี่ 3. สร้างกติกาหรือมาตรการทางสังคม 4. สร้างมาตรการขององค์กร กลุ่มทางสังคม และหน่วยงาน 5. การบังคับใช้กฎหมาย 6.เสริมทักษะในระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน 7.บำบัดและฟื้นฟู ซึ่งจะมีการจัดทำคู่มือการทำงาน สร้างแกนนำตำบลในการเลิกบุหรี่ โดยใช้ 5 กลุ่ม คือ 1.ผู้บริหารท้องถิ่น 2.กำนันผู้ใหญ่บ้าน 3.ผู้มีอิทธิพลทางความคิด 4.ผู้นำทางศาสนา 5.ผู้นำเด็กเยาวชน และริเริ่มตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ ซึ่งจะใช้เป็นกลไกรณรงค์ลด ละ เลิก บุหรี่ เหล้า โดยภายหลังจากครบ 1 ปี จะทำการสำรวจข้อมูลจาก 300 ตำบล ว่ามีผู้เลิกบุหรี่ไปแล้วจำนวนเท่าใด ซึ่งหากสามารถทำให้ผู้นำชุมชนเลิกบุหรี่ได้ ก็ถือเป็นตัวทวีคูณที่สำคัญในการเป็นนักรณรงค์ รวมถึงจะมีการสรุปบทเรียนการลดการบริโภคยาสูบด้วยศักยภาพของชุมชนเอง และการใช้มาตรการทางกฎหมาย” นางสาวดวงพร กล่าว
นายบุญธง เทพา นายกเทศมนตรีตำบลเฝ้าไร่ จ.หนองคาย กล่าวว่า ตำบลเฝ้าไร่มุ่งมั่นที่ทำให้คนในชุมชนเลิกบุหรี่-เหล้า โดยอาศัยความร่วมมือของทุกคนในชุมชน มีการรณรงค์ให้คนในชุมชนทุกระดับ โดยเฉพาะเยาวชนให้รับรู้ถึงโทษและพิษภัยของบุหรี่และก่อตั้งชมรมปอดสะอาด ในกลุ่มผู้ใหญ่ตั้งชมรมบุคคลต้นแบบสุขภาพดี ไม่มีบุหรี่ในเขตเทศบาลตำบลเฝ้าไร่ โดยจัดเขตปลอดบุหรี่ในสถานที่ราชการ โรงเรียน ธนาคาร โรงพยาบาล และกำหนดให้ตลาด ร้านอาหาร เป็นเขตห้ามสูบบุหรี่ มีการกำหนดกติกามาตรการทางสังคมของแต่ละหมู่บ้าน จัดเวทีประชาคมเพื่อจัดทำธรรมนูญหมู่บ้านควบคุมยาสูบ ที่สำคัญคือ ผู้นำ นายกเทศมนตรี ปลัดเทศบาล รองปลัด ข้าราชการ พนักงานทุกคนต้องเป็นบุคคลต้นแบบด้วย ทั้งนี้ตั้งเป้าว่า หลังจากที่มีการทำงานมาอย่างเข้มข้นมาต่อเนื่อง ภายใน 4 ปี ช่วงที่ตนเป็นเทศมนตรี จะต้องลดจำนวนผู้ติดบุหรี่ของชาวตำบลเฝ้าไร่ได้มากกว่าร้อยละ 50
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228594
‘ผศ.พิศศรี กมลเวชช’ครูผู้มุ่งมั่นทุกสิ่งสรรค์เพื่อภาษาไทย
“ช่วยด้วย…”
“เขาไม่รู้ว่าเขาไม่รู้”
“อย่าเอาง่ายเข้าว่า…ต่อไปผิดจะกลายเป็นถูกได้…เอะอะก็ไม่เป็นไร การเห็นว่าไม่เป็นไรน่าจะเป็นอันตรายทุกเรื่อง”
คำพูดเหล่านี้เป็นเพียงบางประโยคของ “ผศ.พิศศรี กมลเวชช” ที่กล่าวเสมอด้วยความรักและห่วงใยภาษาไทย ซึ่งเป็นภาษาประจำชาติไทยของเรา เป็นภาษาแม่ และท่านมักมีคำสำคัญต่อท้ายว่า “ภาษาไทยน่ารักที่สุดในโลกที่ชาติอื่นเขาไม่มี คนโบราณท่านฉลาด ท่านคิดไว้ให้เราอย่างดีแล้ว โปรดเชื่อกันบ้างเถิด เวลาจะพูด จะเขียน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำหน้าที่เป็นแบบอย่างให้คนอื่นไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม…”
เป็นเวลานานกว่าสิบปีที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเรียนรู้ภาษาไทยด้านต่างๆ จากท่านโดยมิได้มีโอกาสพบท่าน
ครั้งแรกที่ “อาจารย์สนั่น มีขันหมาก” ซึ่งขณะนั้นทำงานที่ สปช. (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ) มาบันทึกเสียงสื่อการสอนดนตรีไทยกับผู้เขียนที่ “ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา” สำนักงานการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) และกล่าวถึงท่านว่า เป็นสุดยอดของครูภาษาไทยคนหนึ่ง ที่เชี่ยวชาญเรื่องการสอนผันวรรณยุกต์ การสอนแจกลูก สะกดคำ
แล้วต่อมาท่านก็กรุณารับเชิญเป็นวิทยากรใน “รายการวิทยุโรงเรียน” ที่ผู้เขียนรับผิดชอบ กระทั่งสองปีกว่ามานี้ท่านเป็นวิทยากรประจำช่วงภาษาไทยในชั่วโมงนักอ่าน รายการชั่วโมงนักอ่าน สถานีวิทยุศึกษา กศน. ท่านได้รวบรวมร้อยเรียงเรื่องราวของการใช้ภาษาไทยที่ถูก ที่ควร ที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน ที่เราพบเห็นในชีวิตประจำวัน และจากประสบการณ์การทำงานของท่านมาเล่าในรายการ จนทำให้ผู้ฟังส่งจดหมายและไปรษณียบัตรเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับท่านตลอดเวลาด้วยความขอบคุณ บางคนถึงกับเรียกท่านว่า “แม่ครูพิศศรี” เพราะขับแท็กซี่ไปฟังท่านคุยไป แล้วจำไปสอน
ลูกสาวที่กำลังเรียน ม.2 เพื่อนครูหลายคนบอกว่า ได้นำความรู้และข้อคิดไปสอนนักเรียนต่อ บางคนฟังแล้วบอกว่า…ทำให้คิดถึงสมัยที่เรียนภาษาไทยตอนเด็กๆ ซึ่งล้วนแต่เห็นด้วยกับท่านที่ว่าคนไทยควรใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องและเหมาะสมไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม บางคนช่วยจดจำตัวอย่างที่มีผู้ใช้ผิดแล้วส่งมาให้อาจารย์ช่วยแก้ไข
“…ที่คนเขียนผิด พูดผิดทุกวันนี้ ดิฉันว่าเป็นเพราะเขาไม่ได้เรียนการแจกลูก สะกดคำที่ถูกต้อง ซึ่งเท่ากับเป็นการผนึกเสียงของคำลงในสมอง คำไทยเป็นเสียงดนตรี เราผันได้ทุกเสียง แม้บางคำจะเขียนไม่ได้ตรงรูปก็ตาม ทุกคำมีเสียงประจำคำนั้นตลอดไป การที่มีผู้ไปศึกษาวิธีการต่างๆ จากต่างประเทศแล้วไม่ให้สอนคำที่ไม่มีความหมาย หรือสอนจำเป็นคำคำนั้น น่าจะไม่ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นเราคงไม่มีเรื่องจริงที่เด็กดูรูปสัตว์แล้วอ่านสะกดคำว่า ชอ – อะ – นอ – อี – ลิง และ ปอ – เอะ – ดอ – ห่าน…ในห้องเรียน หรือในโทรทัศน์มีผู้ออกเสียงคำว่า โจ๋งครึ่ม เป็น โจ๋ง -ครึ้ม เพราะเขาคงไม่รู้จักคำว่า ครึ่ม เดือนกรกฎาคม ก็มีผู้ออกเสียงเป็น กะ -ด๊ะ – กะ – ดา – คม การออกเสียงคำที่มาจากภาษาต่างประเทศ ถ้าเป็นผู้ที่มีความรู้ก็น่าจะออกเสียงคำทับศัพท์ให้ใกล้เคียงกับคำเดิม เช่น ดิจิทอล ก็ควรออกเสียงให้มีสำเนียงเดิมสักนิด มิใช่มาเป็น ท่อน (แล้วอาจารย์ก็สัพยอกว่า..น่ากลัวจัง…ตามด้วยเสียง ขอความช่วยเหลือเบาๆ แบบวิงวอนว่า ช่วยด้วย!!”
เมื่ออาจารย์ได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรที่โรงเรียน ท่านจะขอผู้บริหารว่า… “ภาษาไทยนี้เกี่ยวข้องกับทุกคน ดังนั้น 2 ชั่วโมงแรกขอให้ครูทุกคนเข้ามาฟัง หลังจากนั้นจึงค่อยแยกเฉพาะครูที่สอนภาษาไทย ครูทุกคนต้องร่วมมือกัน รวมถึงครูประจำชั้นด้วย คนที่จะกวดขันผู้อื่นต้องพูดและอ่านให้ถูกต้อง ในตอนต้นท่านจะพูดถึงคุณสมบัติของการเป็นครูแล้วก็แนะแนวทางเป็นครูที่ดีให้ โดยเชิญพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานเรื่องการเป็นครูว่า เป็นอาชีพหนึ่งที่เป็นแล้วเป็นเลยไปตลอดชีวิต เกษียณอายุราชการแล้วก็ยังคงเป็นครูอยู่
“ดิฉันนึกถึงนางสาวไทย ไม่ว่าจะนานแค่ไหนเขาก็ยังได้ชื่อว่านางสาวไทย ไม่ต้องทำหน้าที่แล้ว แต่งงานแล้วก็ยังเป็นนางสาวอยู่ ดิฉันเองมีอาชีพเป็นครู เป็นแล้วเป็นเลย ก็ยังเป็นอยู่จนถึงทุกวันนี้ แล้วก็ตั้งอกตั้งใจทำความดีตามพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมนึกในใจว่า ภาษาไทยจะต้องสอนให้ง่าย สนุก เป็นสุขและได้ผล คือทำอย่างไรก็ได้ให้ง่ายสำหรับคนสอนและคนเรียน สนุกคือเด็กสนุกที่จะเรียนไม่ใช่เราเป็นตัวตลก คือเรียนอย่างสนุก เรียนอย่างเป็นสุข ที่สำคัญคือต้องได้ผลตามที่ควรจะได้
ดังนั้น ครูต้องเป็นครูที่รัก 3 อย่าง คือ รักเรียน รักสอน รักศิษย์ ดิฉันเชื่อเรื่องความรู้และครูที่ดีต้องรู้จัก รู้จริง รู้แจ้ง รู้จุด ครูจะต้องชอบ ต้องรัก ถ้าไม่ชอบไม่รักแล้วจะไปบอกให้ใครชอบใครรักได้ ต้องทำให้เด็กอยากรู้ อยากเรียน ภาษาไทยเป็นวิชาทักษะ ถ้าจะแปลให้ครบถ้วนคือ ต้องฝึกให้ชำนาญอันเกิดจากการฝึกฝนจนทำได้เป็นอัตโนมัติ คือทำได้โดยไม่ต้องสั่ง ไม่ต้องคิด ไม่ต้องใช้เวลาในการทำสิ่งนั้น
การฝึกก็ควรถึงขั้นใช้ได้และใช้เป็น คือรู้ที่เหมาะที่ควร ใช้เป็นถึงขั้นมีศิลปะที่จะใช้ความรู้อีกต่อหนึ่ง ต้องนึกถึงนักมวย ครูภาษาไทยมักจะลืมสอนหรือคิดว่าไม่ต้องสอนศิลปะในการใช้ภาษา ศิลปะการพูดกับอ่านนั้นคืออย่างเดียวกัน เช่น คำว่า ปดิวรัดา ถ้าอ่านแบบมีศิลปะก็ต้องอ่าน ปะ – ดิ – วะ – รัด – ดา แบบแตะเสียงนิดเดียวไม่เน้นเป็นคำๆ และขั้นสุดท้ายคือขั้นใช้ดี 2 ข้อ คือ ดีด้วยคุณลักษณะของภาษา และดีด้วยคุณธรรมและมารยาทในการใช้ภาษา ดังนั้นตลอดเวลาที่สอนครูควรกระตุ้นให้นักเรียนคิด จนสุดท้ายนักเรียนได้คำตอบด้วยตนเอง ส่วนที่มีผู้บอกว่าไม่ต้องสอนจำนั้น ความจริงการจำก็จำเป็น แต่ถ้าคิดได้จะยิ่ง ดีเพราะเด็กก็จะจำได้ถ้าเขาคิดเอง”
ทุกวันนี้ “ครูพิศศรี” ยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่ดังปณิธาน แม้จะเกษียณอายุราชการมา 16 ปีแล้วก็ตาม ท่านเขียนหนังสือชื่อ “ครบครันเรื่องวรรณยุกต์” ซึ่งพิมพ์ต่อเนื่องมาถึง 5 ครั้ง และเมื่อปี 2555 ท่านได้รับรางวัลผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น จากกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) แต่สิ่งที่ท่านดีใจ สุขใจและภูมิใจ คือ มีผู้รักภาษาไทยและร่วมธำรงค่าภาษาไทยกับท่าน
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228507
วิถีเกษตรกรรม ‘เชี่ยวเหลียง’ การผลิตที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228506
ธรรมนูญท้องถิ่นลุ่มน้ำแม่แตงตอนบน บทเรียนแห่งพลังความร่วมมือ