ไม่พบพิรุธ!จัดสอบแพทย์’ม.รังสิต’รอบ2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228703

การศึกษา,สอบ,แพทย์,ม.รังสิต,พิรุธ,รอบ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  31 พ.ค. 2559

ไม่พบพิรุธ!จัดสอบแพทย์’ม.รังสิต’รอบ2

‘ม.รังสิต’ จัดสอบแพทย์รอบ 2 ไม่พบพิรุธ เตรียมฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายและเสียเวลา

                    31 พ.ค. 59  ผศ.ดร.นเรฎฐ์ พันธราธร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงการจัดสอบคัดเลือกเข้าศึกษาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ ของ ม.รังสิต ในการจัดสอบเป็นครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 31 พ.ค.และ 1 มิ.ย.นี้ ว่า ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย โดยในวันนี้ในช่วงเช้าเป็นการสอบ วิชาสังคมฯ ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย และช่วงบ่าย สอบวิชาคณิตยศาสตร์ ส่วนวันที่ 1 มิ.ย. สอบเฉพาะช่วงเช้า วิชาฟิสิก เคมี ชีวะฯ และจะประกาศผลสอบทันทีในวันที่ 2 มิ.ย.นี้
                    ผศ.ดร.นเรฎฐ์ กล่าวต่อว่า การจัดสอบตลอดวันนี้ ไม่พบพิรุธใดๆ เนื่องจากทางมหาวิทยาลัย ได้มีการห้ามนำอุปกรณ์ทุกชนิด เช่นนาฬิกา โทรศัพย์มือถือ ปากกา และอุปกรณ์สื่อสารทุกชนิดเข้าห้องสอบอย่างเด็จขาด โดยเจ้าหน้าที่จะเตรียมดินสอ ยางลบ กบเหลาดินสอไว้ให้พร้อม และมีการติดตั้งเครื่องสแกนผู้เข้าห้องงสอบทุกคน โดยมีเจ้าหน้าที่จากกรมสรรพวุธมาช่วยดูแลความเรียบร้อย มีการตรวจสอบแว่นตาอย่างระเอียด และจะมีเจ้าหน้าที่เดินตัดสัญญาณสื่อสารทุกชนิดเป็นระยะๆ นอกจากนี้ ยังไม่อนุญาตให้นักศึกษาออกจากห้องสอบก่อนเวลา จนกว่าจะครบ 3 ขั่วโมง จึงจะให้ออกจากห้องสอบได้ ซึ่งการจัดสอบครั้งนี้ถือว่ามีการตรวจเข้มอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนเลย ทั้งนี้เพื่อตัดปัญหาต่างๆ
                    “วันนี้มีนักศึกษาเข้าสอบประมาณ 2 พันคน ลดไปประมาณ 20 % จากครั้งแรกที่มีนักศึกษาเข้าสอบเกือบ 3 พันคน ทั้งนี้ คนที่ขาดสอบอาจจะคิดว่าการสอบครั้งแรกข้อสอบยากเกินไป ในครั้งนี้จึงไม่เดินทางมาสอบอีก คงไม่ใช่สาเหตุจากที่มีการทุจริตสอบในครั้งแรก” ผศ.ดร.นเรฎฐ์ กล่าว
                    ผศ.ดร.นเรฎฐ์ กล่าวถึงกรณีการดำเนินการตรวจสอบผู้ที่ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทำการทุจริตการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ ระหว่างวันที่ 7-8 พ.ค. ที่ผ่านมา ว่า ขณะนี้ตนได้มอบหลักฐานทุกอย่างให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปหมดแล้ว โดยตำรวจกำลังอยู่ในขั้นตอนของการสอบสวนและได้มีการตั้งเป็นคดีอาญากับผู้กระทำผิดแล้ว ขั้นตอนต่อไปตนอาจจะร่วมกับผู้เข้าสอบดำเนินการฟ้องแพ่งกับผู้ที่เกี่ยวข้องเพราะทำให้เกิดความเสียหายและเสียเวลาในการยกเลิดสอบครั้งแรก

เตรียมเสนอ ทปอ.เพิ่มสอบแพตเกาหลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228704

การศึกษา,ทปอ.,ภาษา,เกาหลี,แพต,ติ่ง

การศึกษา-สาธารณสุข  :  31 พ.ค. 2559

เตรียมเสนอ ทปอ.เพิ่มสอบแพตเกาหลี

คณะอนุกรรมการดำเนินการคัดเลือกแอดมิชชั่นส์ ทปอ.มีมติสอบเพิ่มแพตภาษาเกาหลี เหตุโรงเรียน มหาวิทยาลัยเปิดสอน เด็กให้ความสนใจจำนวนมาก เตรียมเสนอ ทปอ.ตัดสินเร็วๆ นี้

                    ผศ.ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม ประธานคณะอนุกรรมการดำเนินการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือแอดมิชชั่นส์ ของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการดำเนินการคัดเลือกฯ มีมติเห็นชอบตามที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เสนอให้เพิ่มการสอบแบบทดสอบความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพหรือแพตภาษาเกาหลี เนื่องจากขณะนี้โรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่าง ได้เปิดสอนภาษาเกาหลีจำนวนมาก อีกทั้งประเทศไทยและเกาหลีมีการเลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และเด็กเยาวชนสนใจภาษาเกาหลีกันมากขึ้น ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการดำเนินการคัดเลือกฯจะเสนอเรื่องดังกล่าวให้ ทปอ. พิจารณาและตัดสินว่าจะดำเนินการการสอบภาษาเกาหลีได้หรือไม่ ขณะเดียวกันจะไปศึกษาดูว่าภาษาต่างประเทศอื่นๆ จำเป็นที่จะต้องมีการจัดสอบไปด้วยหรือไม่ เพราะคนเริ่มสนใจภาษาอื่นๆ มากขึ้นด้วย
                    ทั้งนี้ สำหรับข้อมูลโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนและมีจำนวนนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลายในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่เรียนภาษาต่างประเทศมีดังนี้ ภาษาจีน 898 โรง นักเรียนที่เรียน 609,224 คน ญี่ปุ่น 307 โรง นักเรียน 86,618 คน เกาหลี 70 โรง นักเรียน 20,745คน ฝรั่งเศส 254 โรง นักเรียน 35,358 คน เยอรมัน 30 โรง นักเรียน 6,150 คน สเปน 7 โรง นักเรียน 1,300 คน รัสเซีย 5 โรง นักเรียน 89 คน เมียนมา 48 โรง นักเรียน 14,569 คน เวียดนาม 48 โรง นักเรียน 17,131 คน เขมร 46 โรง นักเรียน 11,974 คน และ มลายู-มาเลเซีย-อินโดนีเซีย 36 โรง นักเรียน 14,622 คน ขณะที่มีจำนวนมหาวิทยาลัยที่จัดการการเรียนการสอนวิชาภาษาต่างประเทศมีดังนี้ภาษาอังกฤษเปิดสอน จำนวน 23 สถาบัน ฝรั่งเศส 15 สถาบัน เยอรมัน 11 สถาบัน ญี่ปุ่น 19 สถาบัน จีน 18 สถาบัน อาหรับ 8 สถาบัน บาลี 4 สถาบัน เกาหลี 9 สถาบัน สเปน 5 สถาบัน รัสเซีย 3 สถาบัน เวียดนาม 7 สถาบัน ลาว 5 สถาบัน เมียนมา 8 สถาบัน เขมร 4 สถาบัน อินโดนีเซีย 4 สถาบัน มาเลเซีย 4 สถาบัน กรีก 1 สถาบัน โปรตุเกส 2 สถาบัน ฮินดี 3 สถาบัน มาลายู4 สถาบัน และอิตาลี 1 สถาบัน

สพฐ.ยันไม่มีคำไม่เหมาะสมในการสอนแจกลูกสะกดคำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228681

ศธ.,พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ,กระทรวงศึกษาธิการ,ยัน,เหมาะสม,สอน,แจก,ลูก

การศึกษา-สาธารณสุข  :  31 พ.ค. 2559

สพฐ.ยันไม่มีคำไม่เหมาะสมในการสอนแจกลูกสะกดคำ

สพฐ.ยันแบบเรียนเร็วใหม่ที่แจกให้ครูใช้ประกอบการสอนแจกลูกสะกดคำ ไม่มีคำไม่เหมาะสม ชี้ครูต้องมีวิจารณญาณรู้คำใดเหมาะสม

       31 พ.ค.59 พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ในข้อความในโซเชียลมีเดียโดยมีผู้ตั้งกระทู้ ในเว็บบอร์ดชื่อดัง ระบุว่า “การบ้านเด็กป.1 เรื่องการแจกลูกสะกดคำสระอีกับตัว ห. และคำตอบของครู” ภายหลังจากเจ้าของกระทู้เป็นคนสอนหลานทำการบ้านด้วยตัวเอง จึงเกิดการตั้งคำถามถึงความไม่เหมาะสมในเนื้อหาการเรียนการสอนและเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์โดยส่วนใหญ่เห็นว่าไม่เหมาะสม เป็นคำหยาบคาย ควรจะหาคำอื่นที่ไม่ล่อแหลมหรือสุ่มเสี่ยงมาใช้ในการสอนจะเหมาะสมกว่า และอยากให้ครูใส่ใจกับการสอนเด็ก ๆ มากขึ้นว่า เป็นความผิดพลาดที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ต้องไปไล่ดูว่า ใครเป็นคนรับผิดชอบ และแก้ไขให้ถูกต้อง ทั้งนี้ การที่สพฐ. กลับมาสอนแบบแจกลูกสะกดคำถือว่า ถูกต้องแล้ว แต่หากมีคำอะไรที่ไม่เหมาะสม หรือหมิ่นเหม่ ก็ควรหลีกเลี่ยง
       ด้าน น.ส.นิจสุดา อภินันทาภรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันภาษาไทย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าเหตุใดครูจึงไปให้การบ้านเด็กแบบนั้น เพราะในหนังสือคู่มือแนวทางการจัดการเรียนการสอนแบบเรียนเร็วใหม่ เล่ม 1 ตอนต้น ซึ่งเป็นคู่มือสำหรับครูเพื่อใช้สอนแจกลูกสะกดคำโดยเป็นฉบับปรับปรุงใหม่นั้น ไม่มีคำดังกล่าวปรากฏอยู่แน่นอน เพราะสถาบันภาษาไทยได้มีการกลั่นกรอง ปรับปรุงเนื้อหาให้เหมาะสมมีการตรวจต้นฉบับอย่างถี่ถ้วน หากพบคำใด ข้อความใดที่ดูว่าล่อแหลม ไม่เหมาะสมที่จะนำไปใช้ในการสอนก็จะตัดทิ้งทันที เพราะฉะนั้น ยืนยันได้ว่าหนังสือแบบเรียนเร็วใหม่ทุกเล่มที่แจกไปนั้น ไม่มีข้อความ หรือคำที่ไม่เหมาะสมแน่นอน
       “คำที่มีความหมายไม่เหมาะสมหรือส่อไปในทางล่อแหลมจะต้องไม่ปรากฏลงไปในหนังสืออยู่แล้ว ซึ่งเฉพาะแบบเรียนเร็วใหม่นั้นเราใช้เวลาตรวจปรับแก้ต้นฉบับกันเป็นปี ดังนั้น มั่นใจว่าไม่มีคำที่ไม่เหมาะสม ส่วนคำใดที่ต้องอธิบายเป็นพิเศษก็จะมีเชิงอรรถแนบท้ายให้ ส่วนกรณีที่มีแชร์ในโซเชียลนั้นดิฉันไม่รู้ว่าเป็นครูโรงเรียนไหน แต่เชื่อว่าครูที่มีวิจารณญาณจะรู้จักคัดกรองว่าคำไหนที่เหมาะสมและควรนำไปสอนเด็ก ซึ่งคำที่ส่อไปในทางล่อแหลมก็ถือว่าไม่เหมาะสม” น.ส.นิจสุดา กล่าว
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในหนังสือคู่มือแนวทางการจัดการเรียนการสอนแบบเรียนเร็วใหม่ เล่ม 1 ตอนต้น โดยในบทที่ 3 ซึ่งจะเป็นเนื้อหาการอ่านคำพยัญชนะอักษรสูง คือ ข ฉ ถ ผ ฝ ส ห ประสมสระอะ อา อิ อี อึ อื อุ อู ไม่มีตัวสะกด นั้น ได้จัดทำตัวอย่างการอ่านประกอบด้วย อาทิ ข.ไข่ อ่านว่า ขะ ขา ขิ ขี ขึ ขื ขุ ขู แต่ในกรณี ห.หีบ อ่านว่า หะ หา หิ – หึ หื หุ หู จะเห็นได้ว่าในส่วนที่เป็น ห.หีบสระอี นั้นจะใช้สัญลักษณ์ ( – ) เว้นว่างไว้แทน อย่างไรก็ตาม หนังสือคู่มือแนวทางการจัดการเรียนการสอนแบบเรียนเร็วใหม่ มีทั้งสิ้น 3 เล่ม แบ่งเป็น ตอนต้น ตอนกลาง และตอนปลาย

สธ.ห่วงปัญหารถรับ-ส่งนร.ผิดประเภท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228678

รถรับส่งนักเรียน,สธ.,อุบัติเหตุ,กระทรวงสาธารณสุข,ห่วง,ปัญหา,ส่ง,นร.,ประเภท

การศึกษา-สาธารณสุข  :  31 พ.ค. 2559

สธ.ห่วงปัญหารถรับ-ส่งนร.ผิดประเภท

สธ.เผยปี58 รถรับ-ส่งนักเรียนเกิดอุบัติเหตุ 17 ครั้ง บาดเจ็บ 212 คน เสียชีวิต 24 ราย ส่วนใหญ่เป็นรถกระบะดัดแปลง ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแก้ไข

      31 พ.ค.59 กระทรวงสาธารณสุข เผยปี 2558 รถรับส่งนักเรียนเกิดอุบัติเหตุ 17 ครั้ง บาดเจ็บ 212 คน เสียชีวิต 24 ราย ส่วนใหญ่เป็นรถกระบะดัดแปลง ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแก้ไข ทบทวนมาตรการควบคุมกำกับ มาตรฐานคนขับ และตัวรถ ให้ถูกต้องได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนที่ต้องโดยสารเดินทางไปโรงเรียนทุกวัน
      นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า จากการประชุมบูรณาการข้อมูลการบาดเจ็บทางถนน ของศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์และสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข พบว่าปัจจุบันรถรับจ้างรับส่งนักเรียนเกิดเหตุบ่อยครั้ง ส่งผลมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ในปี 2558 ข้อมูลจากการสอบสวนสาเหตุการบาดเจ็บ โดยบุคลากรสาธารณสุข และศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน พบการเกิดอุบัติเหตุรถรับจ้างรับส่งนักเรียนถึง 17 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 212 คน เสียชีวิต 24 ราย เฉลี่ยเดือนละ 2 ราย และในช่วงปี 2559 ระหว่างเดือนมกราคม-พฤษภาคม พบเกิดอุบัติเหตุแล้ว 7 ครั้ง บาดเจ็บ 90 คน เสียชีวิต 4 ราย
      ทั้งนี้ จากข้อมูลที่รวบรวมจะพบแบบแผนของปัญหาที่สำคัญ คือ 1. นำรถส่วนบุคคล เช่น รถกระบะหรือรถตู้มาใช้รับส่งโดยไม่ได้นำขึ้นทะเบียนรถนักเรียน 2.คนขับไม่มีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ และ3.รถที่ใช้จะเป็นรถเก่าที่นำมาดัดแปลงสภาพ
      โดยใช้เก้าอี้ยาวมาเรียงเป็นแถวนั่ง 3 แถว เพื่อให้รับเด็กได้จำนวนมาก ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง โดยเกือบครึ่งของรถรับจ้างรับส่งนักเรียนที่เกิดเหตุ บรรทุกเด็กมากกว่า 20 คน/คัน  ซึ่งเมื่อเกิดเหตุพบว่ามีการบาดเจ็บที่รุนแรง จากการที่เก้าอี้ที่ไม่ได้ยึดเกาะทับขาและร่างกายเด็ก พบบ่อยคือ กระดูกขาหัก และการนั่งเอียงแบบ 3 แถวจะทำให้เมื่อเกิดเหตุ จะมีการเหวี่ยงและบาดเจ็บกระดูกคอของเด็ก
      นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อว่า รถนักเรียนที่ถูกต้องตามกฎหมายตาม พรบ.ขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ต้องมีมาตรฐาน 5 ด้าน ได้แก่ 1.คนขับต้องมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ 2.การติดป้ายสัญญาณเตือนว่าเป็นรถนักเรียนหรือรถโรงเรียน พร้อมอุปกรณ์ความปลอดภัย เช่น เข็มขัดนิรภัย ถังดับเพลิง 3.ตรวจสภาพทุก 6 เดือน  4.มีพี่เลี้ยงดูแลเด็ก และ5.มีระบบประกันภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ  และเพื่อให้เกิดความปลอดภัยและลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นกับรถรับจ้างรับส่งนักเรียน สร้างความมั่นใจให้ให้กับผู้ปกครองของนักเรียน กระทรวงสาธารณสุข เตรียมประสานและให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น เอกชน และผู้ประกอบการ ร่วมกันทบทวนหลักเกณฑ์และมาตรการกำกับหรือจัดระเบียบเข้มกับรถส่วนบุคคลที่นำมาวิ่งรับจ้างรับส่งนักเรียน ดังนี้
      ระยะเร่งด่วน ได้แก่ การกำหนด มาตรฐานคนขับ มาตรฐานตัวรถ การบรรทุกนักเรียน การวิเคราะห์เส้นทางที่ปลอดภัย การมีผู้ดูแลบนรถ โดยเฉพาะเด็กเล็ก การทำประกันภาคสมัครใจ  การสอบสวนสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุเพื่อนำมาวิเคราะห์และวางแนวทางป้องกันควบคู่ไปด้วย ระยะกลางและระยะยาว
      มีการปรับปรุงประสิทธิภาพรถโดยสารสาธารณะให้มีความสะดวกและปลอดภัย เพื่อผู้ปกครองมั่นใจและส่งบุตรหลานด้วยรถโดยสารสาธารณะ ส่วนรถรับจ้างรับส่งนักเรียน ต้องได้รับการควบคุมกำกับมาตรฐานความปลอดภัย ทั้งด้านคนขับ ตัวรถและอุปกรณ์ในรถตามมาตรฐาน ร่วมกับระบบกำกับติดตามความเร็ว การวิ่ง/จอดนอกเส้นทาง ด้วยระบบจีพีเอส (GPS) เป็นต้น

‘พุทธะอิสระ’ยื่นเจ้าคณะภาค1ถอด‘ธัมมชโย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228670

ธัมมชโย,พุทธะอิสระ,ธรรมกาย,พุทธะ,อิสระ,ยื่น,เจ้าคณะ,ถอด

การศึกษา-สาธารณสุข  :  31 พ.ค. 2559

‘พุทธะอิสระ’ยื่นเจ้าคณะภาค1ถอด‘ธัมมชโย’

‘พุทธะอิสระ’ หวั่น ‘ธัมมชโย’ หนีออกนอกประเทศ ยื่นหนังสือเจ้าคณะภาค 1 ถอดถอนจากตำแหน่งเจ้าอาวาส และดำเนินอธิกรณ์ตามกฎนิคหกรรมข้อหา ต้องอาบัติปาราชิก อวดอุตริ

        31 พฤษภาคม 2559 เมื่อ เวลา 09.00 น. หลวงปู่พุทธะอิสระ ได้มายื่นหนังสือต่อ พระราชวิสุทธิเวที (สายชล ฐานวุฑโฒ ปธ.9) เจ้าคณะภาค 1 เจ้า อาวาสวัดชนะสงคราม เพื่อให้ใช้อำนาจในทางปกครองสงฆ์ถอดถอนพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย ออกจากตำแหน่งหน้าที่เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เนื่องจากได้กระทำการล่วงละเมิดพระธรรมวินัย จริยพระสังฆาธิการและกฏหมายบ้านเมืองเป็นอาจิณทำให้สร้างความเสื่อมเสียแก่พระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกฎมหาเถรสมคมฉบับที่24 พ.ศ.2541ว่าด้วยการแต่งตั้งและถอดถอนพระสังฆาธิการ ข้อ44 และข้อ54 ซึ่งต้องได้รับโทษฐานละเมิดจริยาอย่างใดอย่างหนึ่งสามารถ ถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ และข้อ56 พระสังฆาธิการรูปใดต้องอธิกรณ์หรือถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาและอยู่ระหว่างพิจารณาวินิจฉัย หรือมีกรณีต้องหาว่าละเมิดจริยาอย่างร้ายแรงและอยู่ระหว่างสอบสวน ถ้า ผู้บังคับบัญชาใกล้ชิดเห็นว่าให้คงอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ระหว่างพิจารณาสอบ สวนจะเป็นการเสียหายแก่การปกครองคณะสงฆ์จะสี่งให้พักตำแหน่งหน้าที่ก็ได้ ซึ่งกรณีนี้เป็นอำนาจการพิจารณาของเจ้าคณะตำบลหรืออำเภอ ซึ่งเป็นเจ้าคณะปกครอง เนื่องจากวัดพระธรรมกายเป็นวัดราษฎร์จึงขอให้เจ้าคณะภาค1ใช้อำนาจสั่งการไปยังเจ้าคณะตำบลเพื่อพิจารณาพักหรือถอดถอนออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาส ก็ได้ ซึ่งขอให้เรียกร้องให้ถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่
        หลวงปู่พุทธะอิสระ กล่าวอีกว่า นอกจากนั้น ธัมมชโย มีพฤติกรรมละเมิดพระวินัยเป็นอาจิณ  ถึงขั้นอาบัติปาราชิก เช่น รู้ว่าสตีฟ จ๊อบตายแล้วไปอยู่ที่ไหน หรือสามารถนั่งสมาธิไปถวายข้าวพระพุทธเจ้าได้  จึงได้ขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางพระธรรมวินัยตามกฎนิคหกรรม ด้วยข้อกล่าวหาต้องอาบัติปาราชิก สิกขาบทที่ 4 อวดอุตริมนุษยธรรมหลายครั้ง รวมทั้งมีการเรี่ยรายเงิน จากญาติโยมทั่วประเทศ รวมทั้งคำสอนของวัดพระธรรมกายไม่มีอยู่ในพระพุทธศาสนาถือเป็นการก่ออนันตริยกรรม ละเมิดพระธรรมวินัย เบียดบังและเป็นภัยต่อพระพุทธศาสนา ซึ่งกรณีนี้ต้องโทษอาบัติปราชิก โดยเป็นอำนาจการพิจารณาของเจ้าคณะจังหวัดและเจ้าคณะภาค ขอให้เจ้าคณะภาค1สั่งการไปยังเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี
        หลวงปู่พุทธะอิสระ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ทางเจ้าคณะภาค 1 รับปากจะนำเรื่องไปพิจารณา อย่างไรก็ตาม การถอดถอนธัมมชโยนั้น ตามขั้นตอนเป็นอำนาจของเจ้าคณะตำบลและอำเภอ ทั้งนี้ หลังจากนี้จะไปยื่นหนังสือต่อ ดีเอสไอกรณีที่มีกลุ่มบุคคลพยายามให้ข่าวว่าการดำเนินการตามกฎหมายกับพระธัมมชโยและกระบวนการยุติธรรมของไทยมีการเลือกปฏิบัติ พร้อมให้ดีเอสไอทำการสกัดกั้นไม่ให้พระธัมมชโยหนีออกประเทศได้ซึ่งที่ผ่านมา ได้วางหมากสกัดกั้นไม่ให้ธัมมชโยหนีออกนอกประเทศ ทั้งไปยื่นสันติบาลและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(ตม.)เพราะคดีนี้มีผลกระทบต่อคนจำนวนมากที่ต้องสูญเสียทรัพย์สิน
        “ไม่ต้องการให้กรณีของพระธัมมชโยซ้ำรอยเหมือนเณรคำ ดังนั้นดีเอสไออย่าปล่อยให้หนี ออกนอกประเทศได้ ขณะ นี้ก็หวั่นใจว่าพระธัมมชโยจะหนีออกไปแล้วพระไม่มีใครยืนยันได้ว่ายังอยู่ที่วัดหรือไม่ มีแต่ให้ข่าวเบี่ยงเบนไปวันๆขนาดพระในวัดด้วยกันยังไม่เคยเห็นหน้า พระธัมมชโยมีทั้งอำนาจและเงินเป็นหมื่นแสนล้านการจะบินออกนอกประเทศเป็นเรื่องง่ายมาก เพราะเณรคำมีแค่300ล้านยังไปได้ไกลแล้วพระธัมมชโยมีมากกว่าหลายเท่าอาจไปได้ไกลถึงดาวอังคาร”
        หลวงปู่พุทธะอิสระ กล่าวด้วยว่ามั่นใจในความตั้งใจของเจ้าหน้าที่ ๆ จะดำเนินคดีกับธัมมชโย แต่ไม่มั่นใจในวิธีการเพราะความล่าช้าคือความอยุติธรรม ยิ่งนานไป ยิ่งมีการก่อหวอด สร้างเรื่องราวให้สังคมเข้าใจผิด
        พระราชวิสุทธิเวที กล่าวว่า จะรับหนังสือร้องเรียนดังกล่าวไว้พิจารณา โดยจะศึกษาดูรายละเอียดก่อนว่าจะดำเนินการได้แค่ไหน จากนั้นจะส่งให้ดำเนินการตามขั้นตอนการปกครองของสงฆ์ต่อไป

‘อนุษา ดวงเกิด’สาวน้อยแพ้กายไม่ยอมแพ้ใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228646

เวทีโลก,โอลิมปิก,ทอง,ดวง,สาว,แพ้,กาย

การศึกษา-สาธารณสุข  :  31 พ.ค. 2559

‘อนุษา ดวงเกิด’สาวน้อยแพ้กายไม่ยอมแพ้ใจ

‘อนุษา ดวงเกิด’สาวน้อยแพ้กายไม่ยอมแพ้ใจเหรียญทองแดงเวทีโลก : ชลธิชา ศรีอุบลมทร.ธัญบุรีรายงาน

              “เหนื่อยแค่ไหนก็อดเอา อย่าเพิ่งท้อแท้ ยังมีพ่อแม่ส่งกำลังใจให้” คติพจน์ประจำใจ “แน๊ก” น.ส.อนุษา ดวงเกิด นักศึกษาชั้นปีที่ 3 (หลักสูตรต่อเนื่อง) สาขาวิชาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี นักศึกษาพิการบกพร่องทางการได้ยิน คนเก่งของ มทร.ธัญบุรี คว้าเหรียญทองแดง สาขาการประดิษฐ์วัสดุเหลือใช้ จากการแข่งขันฝีมือแรงงานคนพิการนานาชาติ ครั้งที่ 9 ณ เมืองบอร์กโดซ์ ประเทศฝรั่งเศส โดยจัดการแข่งขันทั้งสิ้น 49 สาขา มีคนพิการกว่า 665 คน จาก 33 ประเทศเข้าร่วมการแข่งขัน

อนุษา เล่าว่า สืบเนื่องมาจากได้มีโอกาสเข้าแข่งขันเป็นตัวแทนภาค 5 จังหวัดนครราชสีมา เข้าร่วมการแข่งขันฝีมือคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 7 สาขาประดิษฐ์สิ่งของจากวัสดุเหลือใช้ และได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 จากผู้เข้าร่วมการแข่งขัน 12 คน ที่ได้รับการคัดเลือกทั่วประเทศไทย ในการรับรางวัลครั้งนี้ มทร.ธัญบุรีสนับสนุนให้เดินทางเข้าร่วมแข่งขัน

“หลังจากได้โจทย์ในการแข่งขันก็เก็บตัวอยู่ที่มหาวิทยาลัย 3 เดือน มี อาจารย์จุฬาภรณ์ ศรีเมืองไหม  เป็นอาจารย์ผู้ควบคุม ฝึกสอน และอาจารย์ในสาขาวิชาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ ช่วยดิฉันในการเก็บตัวอยู่ที่มหาวิทยาลัย สำหรับโจทย์ที่ได้รับในการแข่งขัน ต้องมีจุกไวน์ในการประดิษฐ์ 50% สามารถใช้ใส่ไวน์ได้ ทุกอย่างที่ประดิษฐ์สามารถใช้งานได้ กติกาการแข่งขัน 6 ชั่วโมง ใช้เวลาในการแข่งขัน 2 วัน วันที่หนึ่ง 3 ชั่วโมงครึ่ง และวันที่สอง 2 ชั่วโมงครึ่ง ในสาขาที่แข่งขันมีคนเข้าร่วม 10 คน จาก 7 ประเทศ มี ประเทศไทย ฝรั่งเศส ฟินแลนด์ สโลวาเกีย มาเก๊า ฮ่องกง ฟิลิปปินส์” อนุษา กล่าวด้วยรอยยิ้ม

“เถาองุ่น” ผลงานสร้างชื่อ  เกิดจากการนำวัสดุเหลือใช้มาประดิษฐ์ ได้แก่ เศษไม้ไผ่ กระดาษหนังสือพิมพ์ โครงลวด (ไม้แขวนเสื้อเก่า) ขวดน้ำผลไม้ (พลาสติก) ลักษณะผลงานเด่นของตนเองคือ การนำจุกก๊อกไวน์มาเฉียดเป็นชิ้น ใช้โครงลวดจากไม้แขวนเสื้อทำตัวโครงเถาองุ่น และสามารถแขวนแก้วไวน์ได้ จากนั้นนำมาติดกาวให้เป็นลักษณะเถาไม้ ดูด้วยตาเปล่าจะไม่รู้ว่านำจุกก๊อกไวน์มาทำ นำขวดพลาสติกมาประดิษฐ์เป็นนกฮูกสำหรับใส่จุกก๊อกไวน์ ทำไมต้องเป็นนกฮูก เนื่องจากนกฮูกเป็นเครื่องรางแห่งสติปัญญา

“อุปสรรคในการแข่งขันมีเพียงจุกก๊อกไวน์ ซึ่ีงแข็งกว่าจุกก๊อกไวน์ที่ซ่อมที่เมืองไทย ระหว่างที่แข่งขันทำตามที่ได้ฝึกซ่อมมาจากคณะ นึกถึงพ่อแม่ที่เมืองไทย ไม่คิดว่าจะได้รับรางวัล เมื่อประกาศชื่อว่าดิฉันได้รับรางวัล ดีใจมาก ขอขอบคุณที่มหาวิทยาลัยได้ให้โอกาสไปแข่งขันที่ประเทศฝรั่งเศส และขอบคุณอาจารย์ในสาขาวิชาที่ฝึกสอนด้วยค่ะ” อนุษา กล่าว

อนุษา ย้อนอดีตว่า มีปัญหาทางการได้ยินมาตั้งแต่ 4 ขวบ เนื่องจากมีแมลงเข้าหู และแม่ปฐมพยาบาลผิดวิธี หมอบอกว่า ส่งผลให้ไม่ได้ยิน กลายเป็นผู้บกพร่องทางการได้ยิน ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่ได้ยิน แต่ถ้าพูดแรงๆ จะได้ยินนิดหน่อย แต่ไม่เคยน้อยใจในโชคชะตา ถ้ามีโอกาสรักษาหายก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าไม่หายก็ยอมรับความจริงในสิ่งที่เป็น

“ภูมิใจที่ได้รับรางวัลและดีใจที่ได้เข้าร่วมการแข่งขัน มีเวทีให้แสดงความสามารถ ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมแข่งขันมีแต่คนเก่งๆ เป็นการเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ และได้นำวิชาความรู้ที่เรียนไปใช้ในการแข่งขันด้วย อนาคตหากสำเร็จการศึกษาอยากเรียนต่อในระดับปริญญาโท ดิฉันเป็นลูกคนโตของบ้าน จึงอยากจะเรียนสูงๆ เพื่อนำความรู้ที่เรียนไปประกอบอาชีพ เปิดร้านดอกไม้เป็นความฝันของดิฉันและครอบครัว และเชื่อว่าทุกคนมีความตั้งใจและมีเป้าหมายในการดำเนินชีวิต” อนุษา กล่าวทิ้งท้าย

“น.ส.อนุษา ดวงเกิด” สาวน้อยแพ้กาย ไม่ยอมแพ้ใจ ยังเป็นนักศึกษาคนพิการ รางวัลชมเชย รางวัลพระราชทาน ระดับอุดมศึกษา ประจำปีการศึกษา 2557 ภาคกลาง อีกด้วย

ปลุกกระแสรณรงค์ปั่น’เลิกสูบ ก็เจอสุข’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228638

ปั่น,บุหรี่,สูบ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  30 พ.ค. 2559

ปลุกกระแสรณรงค์ปั่น’เลิกสูบ ก็เจอสุข’

สสส.ปักธง300ชุมชนเลิกบุหรี่ปลุกกระแสรณรงค์ปั่น’เลิกสูบ ก็เจอสุข’ 5 พื้นที่ ‘บ้านสหกรณ์-เฝ้าไร่-สาริกา-บ้านดอน-ตะปอเยอะ’ รวมกว่า 5 พัน

               วันที่ 30 พฤษภาคม ที่ศาลหลักเมืองณ จ.หนองคาย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ เทศบาลตำบลเฝ้าไร่ อ.เฝ้าไร่ จ. หนองคาย จัดกิจกรรมรณรงค์ เลิกสูบ ก็เจอสุข (Quit Smoking : Greater Happiness) เนื่องในวันงดสูบหรี่โลก ซึ่งตรงกับวันที่ 31 พฤษภาคม 2559  โดยชาวบ้านกว่า500คนร่วมกันตั้งสัตย์ปฏิญาณว่า1.จะลดละเลิกการสูบบุหรี่ 2.จะช่วยรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ในชุมชน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

น.ส.ดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สสส.) กล่าวว่า สสส.ทำงานร่วมกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ในการมุ่งลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เน้นการลด ละ เลิก ยาสูบ ในระดับฐานราก ได้แก่ ครอบครัวและชุมชน เพื่อปกป้องเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยเรื้อรัง ซึ่งปัจจุบันมีอปท.ที่เข้าร่วมเป็นเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ปลอดบุหรี่ โดยสมัครใจ จำนวน 300 แห่ง ขณะเดียวกันทำให้เกิดบุคคลต้นแบบ และครอบครัวต้นแบบปลอดบุหรี่ เป็นแบบอย่างให้แก่พื้นที่อื่นๆ และขยายสังคมปลอดบุหรี่เป็นวงกว้าง ในปี 2559 สสส. ร่วมหนุนเสริมการสร้างกิจกรรมรณรงค์ให้แก่สมาชิก อปท. ภายใต้แคมเปญ “เลิกสูบ ก็เจอสุข” (Quit Smoking : Greater Happiness) โดยมุ่งเน้นการณรงค์ที่ผู้นำชุมชนท้องถิ่นจะเป็นบุคคลต้นแบบ (Idol) ที่จะเป็นผู้นำการรณรงค์ การลด ละ เลิกสูบบุหรี่ ของคนภายในชุมชน เพื่อให้สุขภาพดีครบ 4 ด้าน กาย จิต ปัญญา สังคม โดยคัดเลือกต้นแบบพื้นที่ที่มีผลรูปธรรมในการทำงานสามารถลด ละ เลิกบุหรี่ได้จริง ใน 5 พื้นที่ ได้แก่ 1. เทศบาลตำบลทุ่งรวงทอง จ.เชียงใหม่ 2. เทศบาลตำบลเฝ้าไร่ จ.หนองคาย 3. อบต.ช่องสาริกา จ.ลพบุรี 4.เทศบาลตำบลบ้านดอน จ.สุพรรณบุรี 5. อบต.ตะปอเยาะ จ.นราธิวาส ซึ่งจะมีการจัดรณรงค์โดยการปั่นจักรยานไปยังจุดที่จะจัดกิจกรรมรณรงค์เช่น ตลาดสด โรงเรียน โดยจะเริ่มกิจกรรมพร้อมกัน ทั้ง 5 พื้นที่ จำนวนกว่า 5,000 คน

“จุดเริ่มต้นในการทำงานรณรงค์ลดละเลิกบุหรี่ มาจากที่เราเห็นชอบร่วมกันในชุมชนว่า บุหรี่ไม่มีประโยชน์ใดๆ เลย ทำให้ลด ละ เลิก ได้ไม่ยาก โดยยึดหลักการควบคุมการบริโภคยาสูบโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง สนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ทำงานผ่าน 7 ชุดกิจกรรม คือ 1.รณรงค์ทุกระดับ 2.จัดสภาพแวดล้อมปลอดบุหรี่ 3. สร้างกติกาหรือมาตรการทางสังคม 4. สร้างมาตรการขององค์กร กลุ่มทางสังคม และหน่วยงาน 5. การบังคับใช้กฎหมาย 6.เสริมทักษะในระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน 7.บำบัดและฟื้นฟู ซึ่งจะมีการจัดทำคู่มือการทำงาน สร้างแกนนำตำบลในการเลิกบุหรี่ โดยใช้ 5 กลุ่ม คือ 1.ผู้บริหารท้องถิ่น 2.กำนันผู้ใหญ่บ้าน 3.ผู้มีอิทธิพลทางความคิด 4.ผู้นำทางศาสนา 5.ผู้นำเด็กเยาวชน และริเริ่มตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ ซึ่งจะใช้เป็นกลไกรณรงค์ลด ละ  เลิก บุหรี่ เหล้า โดยภายหลังจากครบ 1 ปี จะทำการสำรวจข้อมูลจาก 300 ตำบล ว่ามีผู้เลิกบุหรี่ไปแล้วจำนวนเท่าใด ซึ่งหากสามารถทำให้ผู้นำชุมชนเลิกบุหรี่ได้ ก็ถือเป็นตัวทวีคูณที่สำคัญในการเป็นนักรณรงค์ รวมถึงจะมีการสรุปบทเรียนการลดการบริโภคยาสูบด้วยศักยภาพของชุมชนเอง และการใช้มาตรการทางกฎหมาย” นางสาวดวงพร กล่าว

นายบุญธง เทพา นายกเทศมนตรีตำบลเฝ้าไร่ จ.หนองคาย กล่าวว่า ตำบลเฝ้าไร่มุ่งมั่นที่ทำให้คนในชุมชนเลิกบุหรี่-เหล้า โดยอาศัยความร่วมมือของทุกคนในชุมชน มีการรณรงค์ให้คนในชุมชนทุกระดับ โดยเฉพาะเยาวชนให้รับรู้ถึงโทษและพิษภัยของบุหรี่และก่อตั้งชมรมปอดสะอาด ในกลุ่มผู้ใหญ่ตั้งชมรมบุคคลต้นแบบสุขภาพดี ไม่มีบุหรี่ในเขตเทศบาลตำบลเฝ้าไร่ โดยจัดเขตปลอดบุหรี่ในสถานที่ราชการ โรงเรียน ธนาคาร โรงพยาบาล และกำหนดให้ตลาด ร้านอาหาร เป็นเขตห้ามสูบบุหรี่ มีการกำหนดกติกามาตรการทางสังคมของแต่ละหมู่บ้าน จัดเวทีประชาคมเพื่อจัดทำธรรมนูญหมู่บ้านควบคุมยาสูบ ที่สำคัญคือ ผู้นำ นายกเทศมนตรี ปลัดเทศบาล รองปลัด ข้าราชการ พนักงานทุกคนต้องเป็นบุคคลต้นแบบด้วย ทั้งนี้ตั้งเป้าว่า หลังจากที่มีการทำงานมาอย่างเข้มข้นมาต่อเนื่อง ภายใน 4 ปี ช่วงที่ตนเป็นเทศมนตรี จะต้องลดจำนวนผู้ติดบุหรี่ของชาวตำบลเฝ้าไร่ได้มากกว่าร้อยละ 50


‘ผศ.พิศศรี กมลเวชช’ครูผู้มุ่งมั่นทุกสิ่งสรรค์เพื่อภาษาไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228594

ภาษาไทย,ภาษาอังกฤษ,ครู

การศึกษา-สาธารณสุข  :  30 พ.ค. 2559

‘ผศ.พิศศรี กมลเวชช’ครูผู้มุ่งมั่นทุกสิ่งสรรค์เพื่อภาษาไทย

‘ผศ.พิศศรี กมลเวชช’ครูผู้มุ่งมั่นทุกสิ่งสรรค์เพื่อภาษาไทย : พนอ ธรรมเนียมอินทร์รายงาน

           “ช่วยด้วย…”

“เขาไม่รู้ว่าเขาไม่รู้”

“อย่าเอาง่ายเข้าว่า…ต่อไปผิดจะกลายเป็นถูกได้…เอะอะก็ไม่เป็นไร การเห็นว่าไม่เป็นไรน่าจะเป็นอันตรายทุกเรื่อง”

คำพูดเหล่านี้เป็นเพียงบางประโยคของ “ผศ.พิศศรี กมลเวชช” ที่กล่าวเสมอด้วยความรักและห่วงใยภาษาไทย ซึ่งเป็นภาษาประจำชาติไทยของเรา เป็นภาษาแม่ และท่านมักมีคำสำคัญต่อท้ายว่า “ภาษาไทยน่ารักที่สุดในโลกที่ชาติอื่นเขาไม่มี คนโบราณท่านฉลาด ท่านคิดไว้ให้เราอย่างดีแล้ว โปรดเชื่อกันบ้างเถิด เวลาจะพูด จะเขียน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำหน้าที่เป็นแบบอย่างให้คนอื่นไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม…”

เป็นเวลานานกว่าสิบปีที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเรียนรู้ภาษาไทยด้านต่างๆ จากท่านโดยมิได้มีโอกาสพบท่าน

ครั้งแรกที่ “อาจารย์สนั่น มีขันหมาก” ซึ่งขณะนั้นทำงานที่ สปช. (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ) มาบันทึกเสียงสื่อการสอนดนตรีไทยกับผู้เขียนที่ “ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา” สำนักงานการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) และกล่าวถึงท่านว่า เป็นสุดยอดของครูภาษาไทยคนหนึ่ง ที่เชี่ยวชาญเรื่องการสอนผันวรรณยุกต์ การสอนแจกลูก สะกดคำ

แล้วต่อมาท่านก็กรุณารับเชิญเป็นวิทยากรใน “รายการวิทยุโรงเรียน” ที่ผู้เขียนรับผิดชอบ กระทั่งสองปีกว่ามานี้ท่านเป็นวิทยากรประจำช่วงภาษาไทยในชั่วโมงนักอ่าน รายการชั่วโมงนักอ่าน สถานีวิทยุศึกษา กศน. ท่านได้รวบรวมร้อยเรียงเรื่องราวของการใช้ภาษาไทยที่ถูก ที่ควร ที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน ที่เราพบเห็นในชีวิตประจำวัน และจากประสบการณ์การทำงานของท่านมาเล่าในรายการ จนทำให้ผู้ฟังส่งจดหมายและไปรษณียบัตรเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับท่านตลอดเวลาด้วยความขอบคุณ บางคนถึงกับเรียกท่านว่า “แม่ครูพิศศรี” เพราะขับแท็กซี่ไปฟังท่านคุยไป แล้วจำไปสอน

ลูกสาวที่กำลังเรียน ม.2 เพื่อนครูหลายคนบอกว่า ได้นำความรู้และข้อคิดไปสอนนักเรียนต่อ บางคนฟังแล้วบอกว่า…ทำให้คิดถึงสมัยที่เรียนภาษาไทยตอนเด็กๆ ซึ่งล้วนแต่เห็นด้วยกับท่านที่ว่าคนไทยควรใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องและเหมาะสมไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม บางคนช่วยจดจำตัวอย่างที่มีผู้ใช้ผิดแล้วส่งมาให้อาจารย์ช่วยแก้ไข

“…ที่คนเขียนผิด พูดผิดทุกวันนี้ ดิฉันว่าเป็นเพราะเขาไม่ได้เรียนการแจกลูก สะกดคำที่ถูกต้อง ซึ่งเท่ากับเป็นการผนึกเสียงของคำลงในสมอง คำไทยเป็นเสียงดนตรี เราผันได้ทุกเสียง แม้บางคำจะเขียนไม่ได้ตรงรูปก็ตาม ทุกคำมีเสียงประจำคำนั้นตลอดไป การที่มีผู้ไปศึกษาวิธีการต่างๆ จากต่างประเทศแล้วไม่ให้สอนคำที่ไม่มีความหมาย หรือสอนจำเป็นคำคำนั้น น่าจะไม่ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นเราคงไม่มีเรื่องจริงที่เด็กดูรูปสัตว์แล้วอ่านสะกดคำว่า ชอ – อะ – นอ – อี – ลิง และ ปอ – เอะ – ดอ – ห่าน…ในห้องเรียน หรือในโทรทัศน์มีผู้ออกเสียงคำว่า โจ๋งครึ่ม เป็น โจ๋ง -ครึ้ม เพราะเขาคงไม่รู้จักคำว่า ครึ่ม เดือนกรกฎาคม ก็มีผู้ออกเสียงเป็น กะ -ด๊ะ – กะ – ดา – คม การออกเสียงคำที่มาจากภาษาต่างประเทศ ถ้าเป็นผู้ที่มีความรู้ก็น่าจะออกเสียงคำทับศัพท์ให้ใกล้เคียงกับคำเดิม เช่น ดิจิทอล ก็ควรออกเสียงให้มีสำเนียงเดิมสักนิด มิใช่มาเป็น ท่อน (แล้วอาจารย์ก็สัพยอกว่า..น่ากลัวจัง…ตามด้วยเสียง ขอความช่วยเหลือเบาๆ แบบวิงวอนว่า ช่วยด้วย!!”

เมื่ออาจารย์ได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรที่โรงเรียน ท่านจะขอผู้บริหารว่า… “ภาษาไทยนี้เกี่ยวข้องกับทุกคน ดังนั้น 2 ชั่วโมงแรกขอให้ครูทุกคนเข้ามาฟัง หลังจากนั้นจึงค่อยแยกเฉพาะครูที่สอนภาษาไทย ครูทุกคนต้องร่วมมือกัน รวมถึงครูประจำชั้นด้วย คนที่จะกวดขันผู้อื่นต้องพูดและอ่านให้ถูกต้อง ในตอนต้นท่านจะพูดถึงคุณสมบัติของการเป็นครูแล้วก็แนะแนวทางเป็นครูที่ดีให้ โดยเชิญพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานเรื่องการเป็นครูว่า เป็นอาชีพหนึ่งที่เป็นแล้วเป็นเลยไปตลอดชีวิต เกษียณอายุราชการแล้วก็ยังคงเป็นครูอยู่

“ดิฉันนึกถึงนางสาวไทย ไม่ว่าจะนานแค่ไหนเขาก็ยังได้ชื่อว่านางสาวไทย ไม่ต้องทำหน้าที่แล้ว แต่งงานแล้วก็ยังเป็นนางสาวอยู่ ดิฉันเองมีอาชีพเป็นครู เป็นแล้วเป็นเลย ก็ยังเป็นอยู่จนถึงทุกวันนี้ แล้วก็ตั้งอกตั้งใจทำความดีตามพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมนึกในใจว่า ภาษาไทยจะต้องสอนให้ง่าย สนุก เป็นสุขและได้ผล คือทำอย่างไรก็ได้ให้ง่ายสำหรับคนสอนและคนเรียน สนุกคือเด็กสนุกที่จะเรียนไม่ใช่เราเป็นตัวตลก คือเรียนอย่างสนุก เรียนอย่างเป็นสุข ที่สำคัญคือต้องได้ผลตามที่ควรจะได้

ดังนั้น ครูต้องเป็นครูที่รัก 3 อย่าง คือ รักเรียน รักสอน รักศิษย์ ดิฉันเชื่อเรื่องความรู้และครูที่ดีต้องรู้จัก รู้จริง รู้แจ้ง รู้จุด ครูจะต้องชอบ ต้องรัก ถ้าไม่ชอบไม่รักแล้วจะไปบอกให้ใครชอบใครรักได้ ต้องทำให้เด็กอยากรู้ อยากเรียน ภาษาไทยเป็นวิชาทักษะ ถ้าจะแปลให้ครบถ้วนคือ ต้องฝึกให้ชำนาญอันเกิดจากการฝึกฝนจนทำได้เป็นอัตโนมัติ คือทำได้โดยไม่ต้องสั่ง ไม่ต้องคิด ไม่ต้องใช้เวลาในการทำสิ่งนั้น

การฝึกก็ควรถึงขั้นใช้ได้และใช้เป็น คือรู้ที่เหมาะที่ควร ใช้เป็นถึงขั้นมีศิลปะที่จะใช้ความรู้อีกต่อหนึ่ง ต้องนึกถึงนักมวย ครูภาษาไทยมักจะลืมสอนหรือคิดว่าไม่ต้องสอนศิลปะในการใช้ภาษา ศิลปะการพูดกับอ่านนั้นคืออย่างเดียวกัน เช่น คำว่า ปดิวรัดา ถ้าอ่านแบบมีศิลปะก็ต้องอ่าน ปะ – ดิ – วะ – รัด – ดา แบบแตะเสียงนิดเดียวไม่เน้นเป็นคำๆ และขั้นสุดท้ายคือขั้นใช้ดี 2 ข้อ คือ ดีด้วยคุณลักษณะของภาษา และดีด้วยคุณธรรมและมารยาทในการใช้ภาษา  ดังนั้นตลอดเวลาที่สอนครูควรกระตุ้นให้นักเรียนคิด จนสุดท้ายนักเรียนได้คำตอบด้วยตนเอง ส่วนที่มีผู้บอกว่าไม่ต้องสอนจำนั้น ความจริงการจำก็จำเป็น แต่ถ้าคิดได้จะยิ่ง ดีเพราะเด็กก็จะจำได้ถ้าเขาคิดเอง”

ทุกวันนี้ “ครูพิศศรี” ยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่ดังปณิธาน แม้จะเกษียณอายุราชการมา 16 ปีแล้วก็ตาม ท่านเขียนหนังสือชื่อ “ครบครันเรื่องวรรณยุกต์” ซึ่งพิมพ์ต่อเนื่องมาถึง 5 ครั้ง และเมื่อปี 2555 ท่านได้รับรางวัลผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น จากกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) แต่สิ่งที่ท่านดีใจ สุขใจและภูมิใจ คือ มีผู้รักภาษาไทยและร่วมธำรงค่าภาษาไทยกับท่าน


วิถีเกษตรกรรม ‘เชี่ยวเหลียง’ การผลิตที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228507

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม,วิถีเกษตรกรรม,เชี่ยวเหลียง

การศึกษา-สาธารณสุข  :  29 พ.ค. 2559

วิถีเกษตรกรรม ‘เชี่ยวเหลียง’ การผลิตที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : วิถีเกษตรกรรม ‘เชี่ยวเหลียง’ การผลิตที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ : โดย…รัชตะ มารัตน์

                    เป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้วที่ประเทศไทยมีทิศทางเกี่ยวกับการจัดการผลผลิตทางด้านการเกษตร ที่ดูเหมือนจะเพียงเพื่อการค้ากำไรในระบบการแข่งขัน มากกว่าที่จะคำนึงถึงความยั่งยืน ไม่มีผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม และลดการพึ่งพาจากนโยบายหรือภายนอกชุมชน
                    แต่ที่เกิดขึ้นกับ ต.เชี่ยวเหลียง นับว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง
                    บุญจักร สงคราม กำนันตำบลเชี่ยวเหลียง และประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลเชี่ยวเหลียง พร้อมด้วยคณะกรรมการสภาฯ ประกอบด้วย สุริโย ยอดสังวาล คณิต พรหมบุตร และ เครือวัลย์ สงคราม เล่าให้ฟังว่า ต.เชี่ยวเหลียง อ.กะเปอร์ จ.ระนอง พบจุดเปลี่ยนที่สำคัญหลังมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลเชี่ยวเหลียง ภายใต้พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 โดยเมื่อ พ.ศ.2557 สภาฯ และพี่น้องประชาชนในตำบลได้ร่วมกันวิเคราะห์พื้นที่ และตั้งธงคำถามใน 2-3 ประเด็น คือ “ปาล์มและยางที่ปลูกกันอยู่อะไรคุ้มค่ากว่ากัน ถ้าผลผลิตที่ออกมาพี่น้องในตำบลจะบริหารจัดการกันเองได้หรือไม่ จะสร้างความปลอดภัยกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของพี่น้องได้อย่างไร ?”
                    เมื่อสภาฯ สามารถตกผลึกแนวความคิดดังกล่าวได้แล้ว จึงได้ทำข้อเสนอเพื่อขอรับงบประมาณสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ภายใต้โครงการ “เศรษฐกิจและทุนชุมชน”
                    ในครั้งแรกที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนเข้ามา สภาฯ ได้ดำเนินการออกสำรวจข้อมูลไปยังทุกภาคส่วนในตำบล พร้อมๆ กับการทำความเข้าใจในกระบวนการของสภาฯ และพบนัยสำคัญประการหนึ่ง คือ การทำเกษตรกรรมในระยะสิบปีให้หลัง พี่น้องเกษตรกรประสบปัญหาผลผลิตที่มีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งเป็นผลมาจากระบบการแข่งขัน และกลไกราคาตลาด พี่น้องมีความต้องการผลผลิตครั้งละมากๆ จำเป็นที่ต้องใช้สารเคมีจำนวนมากไปด้วยเช่นกัน รวมไปถึงสุขภาพของพี่น้องเองก็ดูจะไม่ค่อยดีนัก ค่าใช้จ่ายที่หมดไปกับปุ๋ยยาก็สูงตามไปด้วย
                    และแม้พี่น้องเชี่ยวเหลียงจะปลูกยางพาราเป็นอาชีพหลัก แต่เมื่อสำรวจข้อมูลแล้ว ปาล์มน้ำมันกลับสร้างรายได้ต่อปีที่มากกว่า เมื่อเปรียบเทียบโดยประมาณ กับราคาระดับกลางโดยเฉลี่ยในพื้นที่ 10 ไร่ ยางพาราให้มูลค่าอยู่ที่ประมาณ 10,000 บาท ส่วนปาล์มน้ำมันให้มูลค่าได้สูงถึง 30,000 บาทต่อเดือน (ขึ้นอยู่กับราคาตลาด และสภาพต้นผล) ทั้งนี้ อาจมีปัจจัยมาจากสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศที่ใน 1 ปี คนเชี่ยวเหลียงจะสามารถกรีดยางพาราได้แค่ประมาณ 60 วัน เนื่องจากเป็นพื้นที่พาดผ่านของลมมรสุม มีฝนตกตลอดทั้งปี เมื่อเทียบกับปาล์มน้ำมันที่สามารถเก็บผลผลิตได้ในทุกๆ 15 วัน ผนวกไปกับการปลูกพืชชนิดอื่นๆ ในร่องสวน เพื่อรอเก็บผลผลิตไปด้วย อาทิ ผักเหลียง ข่า และตะไคร้
                    เมื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปเสนอให้พี่น้องในตำบลได้รับทราบแล้ว ก็มีความเห็นพ้องต้องกัน ที่คนในตำบลน่าจะมีการบริหารจัดการทรัพยากรของตนเอง อย่างเป็นระบบ เบื้องต้นคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กลุ่มเกษตรกรรายย่อยเห็นรูปธรรม โดยการปรับปรุงตลาดกลางสินค้าเกษตรที่รกร้างว่างเปล่า ให้กลายเป็นลานเทปาล์ม และตลาดสินค้าเกษตรพื้นบ้านปลอดสารเคมีของชุมชน ควบคู่ไปกับการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการกลุ่มเกษตรกรสวนปาล์มน้ำมัน โดยได้ไปศึกษาดูงานยังสถานที่ต่างๆ เพื่อนำรูปแบบ วิธีการมาปรับใช้ เช่น การดูงานกลุ่มสหกรณ์สวนปาล์มน้ำมัน ที่ จ.กระบี่ และ จ.สุราษฎร์ธานี เป็นต้น
                    ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการยกร่างระเบียบ เบื้องต้นจะมีการระดมทุนจากกลุ่มต่างๆ รวม 4 หมู่บ้าน และกลุ่มจาก ต.บ้านนา รวมแล้วประมาณ 120 ราย เข้ามาเป็นสมาชิก โดยจะให้ผลประโยชน์แก่เกษตรกรมากกว่าแค่การขายกับลานเทปาล์มในปัจจุบัน อาทิ การให้ปันผลช่วงสิ้นปี การให้ราคาที่เป็นธรรม โดยคาดว่าจะเปิดรับสมัครสมาชิกในอัตรารายละ 5 หุ้น หุ้นละ 100 บาท แต่ไม่เกิน 2,000 หุ้น ผลกำไรที่ได้จะแบ่งสรรปันส่วนตามเงื่อนไขที่กำหนด
                    ยกตัวอย่าง การจัดสรรรายได้ที่เกิดขึ้น ร้อยละ 100 ต่อปี แบ่งสำหรับการลงทุนใหม่ ร้อยละ 25 แบ่งคืนสมาชิก ร้อยละ 50 ออมทรัพย์ ร้อยละ 5 ค่าตอบแทนคณะกรรมการ ร้อยละ 10 รวมทั้งการจัดสวัสดิการสังคม และสาธารณประโยชน์ต่างๆ ของตำบล อีกร้อยละ 10 และที่สำคัญคือการนำผลกำไรมาลดต้นทุนการผลิตจากสารเคมี เปลี่ยนเป็นการทำปุ๋ยหมักใช้เองภายในตำบล และการส่งขายไปยังพื้นที่ใกล้เคียงในอนาคต
                    สำหรับการปรับปรุงลานเทปาล์มชุมชน สุริโย กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล จำนวน 1,060,000 บาท ตามโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตำบลละ 5 ล้านบาท ซึ่งจะดำเนินการใน 2 ลักษณะ คือ การปรับปรุงสภาพพื้นที่ และการซ่อมบำรุงเครื่องชั่งให้มีมาตรฐาน
                    ทั้งนี้ สภาองค์กรชุมชนตำบลเชี่ยวเหลียง ยังมีกิจกรรมอื่นเพิ่มเติม เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าการปลูกพืชหลายชนิด แทนการปลูกพืชเพียงชนิดเดียวตามการส่งเสริมของรัฐที่ผ่านมา จะสามารถสร้างผลกำไรได้มากกว่า อาทิ การส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชแซมปาล์มน้ำมัน และยางพารา ซึ่งสามารถสร้างรายได้เสริมได้สูงถึงปีละ 40,000 บาท เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาอาชีพเกษตรกรในการทำปุ๋ยหมักเพื่อลดต้นทุน ฯลฯ
                    วงสนทนากล่าวว่า องค์ความรู้ และแนวความคิดดังกล่าว เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนในตำบล โดยเฉพาะเกษตรกรได้รับรู้ในข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อประกอบการตัดสินใจที่จะลงทุนในการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน มากกว่าที่จะเชื่อมั่นในนโยบายรัฐเพียงด้านเดียว ซึ่งในบางครั้งอาจดูไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ รวมทั้งการมีชุดประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยนำสิ่งที่หาได้ในพื้นที่มาปรับใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิต และการตระหนักถึงการสร้างความปลอดภัยทั้งในพื้นที่ตนเองและพื้นที่ข้างเคียง ที่มักเห็นข่าวการปนเปื้อนสารเคมีในระบบเกษตร ที่ไหลลงตามแม่น้ำลำคลอง เกิดเป็นปัญหาครอบคลุมหลายสิบตำบล
                    นี่เป็นเพียงกรณีศึกษาด้านหนึ่งของตำบล ที่พี่น้องประชาชนสามารถจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ในตำบลได้อย่างเป็นระบบ ภายใต้การสำรวจข้อมูลและประเมินความเป็นไปได้ รวมทั้งไม่อาศัยการพึ่งพารัฐเพียงด้านเดียว แต่สามารถนำข้อมูลไปสู่การจัดการ เพื่อทดแทนรายได้หลัก ลดระบบพึ่งพาการผลิตจากภายนอก ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรมีราคาสูง เป็นผลระยะยาวในการเกิดภาระหนี้สินที่ไม่สามารถชำระคืนได้ นำไปสู่การสูญเสียที่ดินทำกินในอนาคต
                    หลักคิดของตำบล จึงนำไปสู่การบริหารจัดการทรัพยากรใน 3 ปัจจัย คือ คุณภาพผลผลิต คุณภาพชีวิตของเกษตรกรและผู้บริโภคในระดับครัวเรือน ชุมชน ออกไปสู่ภายนอก และสิ่งแวดล้อมที่ดี ซึ่งสอดคล้องกับหลักคิดในวิสัยทัศน์ของประเทศ ปี พ.ศ.2558- 2563 คือ “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” สอดคล้องกับร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่จะใช้กันในปี พ.ศ.2560 ในแนวทางการพัฒนาด้านเกษตรกรรมสู่ความเป็นเลิศด้านอาหาร โดยให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างภาคเกษตร เร่งพัฒนา และขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง ซึ่งนั่นหมายถึงระบบการผลิตที่ปลอดภัยตั้งแต่ระดับสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ จนไปถึงมือผู้บริโภค ความยั่งยืนในวิถีชีวิต และวิธีการผลิตของเกษตร ประการหนึ่งด้วยเช่นกัน
                    อย่างที่ผู้เขียนกล่าวไว้ข้างต้น แม้ประชาชนจะสามารถจัดการระบบข้อมูลตำบล ไปสู่การจัดการเชิงนโยบายได้ก็ตาม แต่ในปัจจุบันความผันผวนเชิงนโยบายรายวันก็ยังมีให้เห็น การที่จะทำให้ประชาชนเข้มแข็ง ก็ควรส่งเสริมให้รู้จักการจัดการตนเองตั้งแต่ระดับฐานรากด้วยเช่นกัน การส่งเสริมให้เกษตรกรรู้เท่าทันกลไกราคา กลไกตลาด รวมทั้งองค์ความรู้ต่างๆ ในการเพิ่มมูลค่าผลผลิต และการทำเกษตรแบบผสมผสาน ก็น่าจะเป็นโจทย์ที่รัฐควรจะรับฟังเกษตรกรให้มากกว่าที่เป็นอยู่
                    รวมทั้งไม่ฟังความเฉพาะบุคลากรแถวหน้าในการให้ข้อมูลที่ไม่สะท้อนข้อเท็จจริงในแต่ละบริบทที่ต่างกันของชุมชน ยังไม่นับรวมถึงปัญหาความไม่มั่นคงในที่ดินทำกิน ที่พี่น้องประสบอยู่เกินครึ่งตำบล ซึ่งข้อมูลระบุว่า พี่น้อง ต.เชี่ยวเหลียง มีสิทธิในที่ดินทำกินอย่างถูกต้องและมั่นคงเพียงร้อยละ 14 เท่านั้น และก็น่าจะสะท้อนได้เช่นกันว่า ถ้าชาวบ้านคิดจะรวมตัวกันเอง คิดจะจัดการพืชผลอย่างเป็นระบบ พวกเขาคงไม่ได้เป็นนายทุนรุกที่ดินเพื่อทำลายทรัพยากรแต่ประการใด แต่เป็นการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันในฐานะอาสินของคนทั้งตำบลมากกว่า จริงมั้ย?
———————-
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : วิถีเกษตรกรรม ‘เชี่ยวเหลียง’ การผลิตที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ : โดย…รัชตะ มารัตน์)

ธรรมนูญท้องถิ่นลุ่มน้ำแม่แตงตอนบน บทเรียนแห่งพลังความร่วมมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228506

สิ่งแวดล้อม,หลากมิติเวทีทัศน์,ธรรมนูญท้องถิ่น

การศึกษา-สาธารณสุข  :  29 พ.ค. 2559

ธรรมนูญท้องถิ่นลุ่มน้ำแม่แตงตอนบน บทเรียนแห่งพลังความร่วมมือ

หลากมิติเวทีทัศน์ : ‘ธรรมนูญท้องถิ่น’ ลุ่มน้ำแม่แตงตอนบน บทเรียนแห่งพลังความร่วมมือ : โดย…โอฬาร อ่องฬะ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ)

                    พื้นที่ ลุ่มน้ำแม่แตงตอนบน ตั้งอยู่ในขอบเขตของ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ติดต่อกับชายแดนไทย-เมียนมาร์ เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และวัฒนธรรม ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นคนไทยใหญ่ คนพื้นเมือง คนไทยเชื้อสายจีน เมียนมาร์ ลีซู ลาหู่ ปกาเกอะญอ ที่อาศัยร่วมกันมาอย่างยาวนาน ขณะเดียวกันในทางกายภาพจะพบว่าพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แตงตอนบน มีลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ โอบล้อมไปด้วยภูเขาสูง ซึ่งมีลักษณะเป็นเมืองในหุบเขา โดยสถานภาพทางกฎหมาย ในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แตงตอนบน ได้ถูกประกาศให้เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2504 โดยพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตอุทยานแห่งห้วยน้ำดังและอุทยานแห่งชาติผาแดง
                    ในสถานการณ์ปัจจุบัน พื้นที่ลุ่มน้ำแม่แตงตอนบน ก็เป็นหนึ่งในหลายๆพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงในด้านการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงระบบเกษตรกรรมที่เน้นการผลิตเพื่อพึ่งตนเองไปสู่ระบบเกษตรเชิงเดี่ยวที่ต้องพึ่งพากลไกการตลาดมากยิ่งขึ้น รวมถึงการขยายตัวของพืชเศรษฐกิจ พืชพลังงาน การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่ไร้ทิศทาง โครงการพัฒนาขนาดใหญ่จากภาครัฐ เอกชน ที่ทะลักเข้ามาในพื้นที่อย่างรวดเร็ว
                    ในขณะที่แนวทางการบริหารจัดการ การใช้ประโยชน์ ในที่ดินทำกิน พื้นที่ป่าของรัฐ ก็ไม่มีความชัดเจนเท่าที่ควร ส่งผลให้ชุมชน รู้สึกถึงความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและระบบการผลิต จนนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งในการจัดการพื้นที่ป่าระหว่างชุมชนกับชุมชน ชุมชนกับรัฐ ขณะเดียวกันกลไกของรัฐที่เกี่ยวข้อง ในระดับนโยบายในอดีตที่ผ่านมาเองก็ไม่มีความชัดเจน ไม่เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลง รวมถึงการขาดกระบวนการในการสร้างการมีส่วนร่วมกับชาวบ้าน ภาคส่วนต่างๆ ในระดับท้องถิ่น
                    ภายใต้สถานการณ์ปัญหาที่มีความสลับซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กระบวนการจัดการ รวมถึงการแก้ไขปัญหาไม่อาจจัดการได้โดยลำพังหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง
                    จากความพยายามและความร่วมมือผ่านกระบวนการปฏิบัติของภาคส่วนต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาด้านทรัพยากรในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แตงตอนบน ได้อาศัยแนวทางปฏิบัติผ่านการใช้อำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปี พ.ศ.2542 และพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (แก้ไขปี 2546) ในการแต่งตั้งให้เกิดกลไกการพัฒนาระบบฐานข้อมูลการใช้ประโยชน์จากที่ดินขึ้น
                    การรวบรวม สำรวจ ข้อมูลรายแปลง การใช้ประโยชน์จากที่ดิน การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่า ที่มีความหลากหลาย ทั้งบทบาทของผู้นำชุมชนที่ไม่เป็นทางการและผู้นำที่เป็นทางการร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ จนนำไปสู่การยอมรับในข้อเท็จจริงร่วมกันในระดับพื้นที่ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจในเชิงนโยบาย บนข้อเท็จจริงที่เป็น “รูปธรรม” จากพื้นที่
                    บทเรียนที่สำคัญอีกประการหนึ่ง จากการทำงานที่ผ่านมา พบว่า แนวทางในการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แตงตอนบนอย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องมีองค์ประกอบและกระบวนการที่หลากหลาย ทั้งภาคประชาชน องค์กรชาวบ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน องค์กรทางศาสนา รวมถึงภาครัฐในระดับปฏิบัติการ ในลักษณะของแนวทางการจัดการร่วม (Co-Management Approach) ที่เข้ามาเป็นกลไกร่วมที่สำคัญ
                    โดยมุ่งเน้นให้เกิดการคิดวิเคราะห์ เชื่อมโยงการทำงาน รวมไปถึงการออกแบบปฏิบัติการที่มีความหลากหลายเพื่อให้เกิดรูปธรรมในการจัดการและแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ลุ่มน้ำแตงตอนบน จากการดำเนินการที่ผ่านมานั้น กลไกของเครือข่ายทรัพยากรลุ่มน้ำแตงตอนบน ซึ่งเป็นเครือข่ายของภาคประชาชน กลายเป็นพลังหลักสำคัญที่ลุกขึ้นมารวมกลุ่มในการดูแล ปกป้อง รวมถึงแก้ไขปัญหาการจัดการทรัพยากร โดยสร้างการเชื่อมโยงกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ รวมถึงประสานงานอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติผาแดง
                    จากบทเรียนการขับเคลื่อนการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แตงตอนบน ได้สะท้อนผ่านการจัดงาน “เสียงจากคนต้นน้ำแตง บทเรียนความร่วมมือกับทิศทางการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” โดยจัดขึ้นที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลเปียงหลวง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 24-25 เมษายน 2559 โดยมีเป้าหมายเพื่อที่จะยกระดับขีดความสามารถ กลไกความร่วมมือของเครือข่าย ไปสู่การปฏิรูประบบการจัดการทรัพยากร ในระดับอำเภอ กับภาคีภาครัฐ ภาคเอกชน การพัฒนาข้อเสนอขับเคลื่อนให้เกิดการจัดการและแก้ไขปัญหาเชิงนโยบาย
                    ที่สำคัญได้มีการประกาศ “ธรรมนูญท้องถิ่น ลุ่มน้ำแม่แตงตอนบน” ของเครือข่ายทรัพยากรลุ่มน้ำแตงตอนบนและภาคีในระดับท้องถิ่น ซึ่งตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ คือมีเจตจำนงร่วมกันของทุกภาคส่วนในพื้นที่ ที่จะเข้ามาสนับสนุนและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เกิดการพัฒนาขบวนองค์กรชุมชน เพื่อให้เป็นกลไกสำคัญในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นให้เกิดพลังในการสร้างแนวทางใหม่ๆ ในการจัดการทรัพยากรให้เกิดความยั่งยืน อันประกอบด้วย
                    1.การใช้หลักสิทธิชุมชนและธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ให้เข้ามาเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการจัดการร่วมอย่างสร้างสรรค์ บนพื้นฐานของความเป็นธรรมและความยั่งยืน ในการจัดการ อนุรักษ์ ฟื้นฟู ป้องกันรวมถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
                    2.พัฒนาและยกระดับกลไกความร่วมมือในการบูรณาการการทำงานของขบวนองค์กรชุมชน ภาคประสังคม สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ ให้เกิดพลังในการบริหาร จัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
                    3.พัฒนาข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อให้เกิดกลไกและกติกาในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในระดับท้องถิ่น ให้สอดคล้อง เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่
                    และ 4.พัฒนาแผนยุทธศาสตร์ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับอำเภอ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่นโยบายสาธารณะในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับจังหวัด
                    จากแนวทางในการประกาศธรรมนูญท้องถิ่น ของเครือข่ายทรัพยากรลุ่มน้ำแม่แตงนั้นเอง จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเชิงนโยบาย ควรที่จะหยิบยกขึ้นมาเป็นกรณีศึกษา ที่จะนำไปสู่การสร้างจินตภาพชุดใหม่ในการกำหนดนโยบาย กฎหมาย กติกาในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกิดความเท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในบริบททางสังคม การเมืองต่อไป
———————-
(หลากมิติเวทีทัศน์ : ‘ธรรมนูญท้องถิ่น’ ลุ่มน้ำแม่แตงตอนบน บทเรียนแห่งพลังความร่วมมือ : โดย…โอฬาร อ่องฬะ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ))